ผลที่เกิดขึ้นในโลกนี้ ล้วนมาจาก “กรรม” ทั้งสิ้น

ในห้อง 'กฎแห่งกรรม - ภพภูมิ' ตั้งกระทู้โดย supatorn, 26 สิงหาคม 2017.

  1. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    13,127
    กระทู้เรื่องเด่น:
    162
    ค่าพลัง:
    +26,225
    (ต่อ)
    ตัวอย่างเช่น
    หากผลกรรมที่เรากำลังจะเผชิญในอนาคตอันใกล้นี้
    คือผลกรรมเลวจากอาจินณกรรมและลหุกรรมหลายชุด
    เราก็สามารถแทรกแซงกลไกกรรมได้
    ด้วยการสร้างครุกรรมที่เป็นกุศลขึ้นมาทันที
    ครุกรรมซึ่งมีความเข้มข้นกว่าย่อมให้ผลก่อน
    อาจินณกรรมและลหุกรรมก็ต้องถอยห่างออกไป
    หากกรรมที่เราต้องรับผล เป็นกรรมเลว
    ประเภทครุกรรมเหมือนกัน
    เราก็สามารถบรรเทาความเลวร้ายที่จะประสบได้
    โดยการสร้างครุกรรมที่เป็นกุศลขึ้นมา

    เมื่อกรรมที่มีน้ำหนักเท่ากันมาในวาระเดียวกันดังนี้
    จะไม่อาจทำให้วาระของอีกกรรมหนึ่งถอยร่นไป
    แต่จะรับกรรมพร้อมกันคือ ทั้งผลกรรมเลว และผลกรรมดี
    ซึ่งก็ยังดีกว่าที่จะรับแต่ผลกรรมเลวอย่างเดียว
    เพราะถ้าไม่มีกรรมดีมาแล้วจะหาทางออกจะปัญหาไม่เจอ
    อนึ่ง การแทรกแซงกรรมนี้
    กรรมทั้งหลายที่เราเคยทำไว้ก็ยังอยู่
    เพียงแต่เราจัดลำดับใหม่ตามน้ำหนัก
    และอำนาจในการสนองผลของกรรมเท่านั้น
    ๔. การคลายขันธ์
    ใน การฝึกสมาธิแบบผ่อนคลายจนทำให้ร่างกายและจิตใจสงบระงับ
    จะมีการปรับองค์ประกอบภายในขันธ์ใหม่
    สิ่งผิดปกติต่างๆ ในขันธ์ทั้งหลายจะถูกขับออกไปจากกายและใจด้วย

    เป็นหลักธรรมดาของทุกสิ่งในจักรวาลนี้ที่ถ้าลดอุณหภูมิให้สงบเย็นลง
    องค์ประกอบภายในจะจัดเรียงตัวกันใหม่ให้เป็นระเบียบมากขึ้น


    ยิ่งเย็นลงเท่าใด องค์ประกอบภายในก็จะมีความเป็นระเบียบเท่านั้น
    ยิ่งองค์ประกอบภายในประสานกลมกลืนกันด้วยระเบียบอันดีเพียงใด
    ก็จะขจัดสิ่งแปลกปลอมออกไปได้มากเพียงนั้น
    ยิ่งขจัดสิ่งแปลกปลอมออกไปได้มากเพียงใดก็บริสุทธิ์มากเพียงนั้น
    ยิ่งบริสุทธิ์มากเพียงใดก็จะมีอนุภาพเพิ่มพูนมากเพียงนั้นดังเหล็ก

    เมื่อเป็นเหล็กธรรมดาโมเลกุลของมันจะไม่เป็นระเบียบ
    ยุ่งเหยิง สับสน จะเป็นเหล็กที่ด้อยอานุภาพ
    แต่เมื่อลดอุณหภูมิให้เย็นลง
    โมเลกุลของเหล็กนั้นจะเรียงตัวกันใหม่ให้เป็นระเบียบ
    ในขณะที่โมเลกุลจัดเรียงตัวกันใหม่นั้น
    โมเลกุลประเภทเดียวกันก็จะเกาะตัวเข้าหากัน
    โมเลกุลที่แปลกปลอมต่างพวกก็จะถูกเบียดออกจากกลุ่ม
    เมื่อโมเลกุลของเหล็กทั้งหมดเรียงตัวกันเป็นระเบียบจนเป็นเนื้อเดียวกันดีแล้ว
    ก็จะมีอำนาจดึงดูดเกิดขึ้นกลายเป็นแม่เหล็ก
    หรือที่เห็นกัน ชัดอยู่เป็นประจำก็คือน้ำ
    หากเรานำไปต้มให้ร้อน ก็จะเดือดพลุ่งพล่าน
    หากลดอุณหภูมิให้เย็นลงมันก็สงบนิ่ง
    แต่ถ้าทำให้เยือกเย็นยิ่งยวดแล้ว
    ก็จะแข็งแกร่งกลายเป็นน้ำแข็งขึ้นมา
     
  2. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    13,127
    กระทู้เรื่องเด่น:
    162
    ค่าพลัง:
    +26,225
    (ต่อ)
    ในทำนองเดียวกัน คนก็เช่นกัน
    หากจิตใจเร่าร้อนมากก็ฟุ้งซ่าน ตะเกียกตะกาย ทุรนทุราย
    หากสงบเย็นลงก็จะนุ่มนวลมั่นคง
    แต่หากเยือกเย็นจนเป็นปกติแท้แล้วก็นิ่งสนิท
    มีความเบิกบานคงทนถาวรและมีอำนาจสูง
    ดังนั้น กรรมเลวอันเป็นสิ่งผิดปกติในร่างกายและจิตใจ
    จึงอาจ มลายไปได้ด้วยการคลายขันธ์
    เพราะกรรมทั้งหลายย่อมสะสมอยู่ในขันธ์นั่นเอง

    เมื่อเราเป็นผู้กระทำ ความรู้สึกว่าเป็นผู้กระทำก็อยู่ในขันธ์
    เมื่อเราคลายขันธ์ปรับองค์ประกอบใหม่ให้ปกติ
    เอาความเป็นผู้กระทำออกเสีย
    หรือในกรณีที่ถูกกระทำก็เอาความเป็นผู้ถูกระทำ ออกเสีย
    ก็จะไม่มีวาระแห่งการทวงหนี้กรรมใดๆ อีก
    เพราะไม่มีความเป็นเจ้าหนี้หรือลูกหนี้ใดๆ สำหรับกรรมนั้นๆ แล้ว
    วิธี การคลายขันธ์นี้
    บุคคลจะไม่สามารถคลายขันธ์จนหมดกรรมทุกประการได้
    เพราะการประกอบกันของขันธ์แต่ละชนิด
    ก็เป็นกรรมและผลกรรมเช่นกัน
    กระนั้นบุคคลสามารถรักษาปกติสุขแห่งร่างกายและจิตใจ
    ทั้งบำบัดสิ่งผิดปกติอันเลวร้ายออกจากขันธ์ได้ด้วยการคลายขันธ์นี้
    การคลายขันธ์ขณะนั่งสมาธินั้น
    อาจเรียกได้ว่าเป็นการคลายมลทินออก
    ซึ่งอาจมีอาการต่างๆ ทางร่างกายปรากฏขึ้น
    และเมื่อคลายขันธ์แล้วก็จะเกิดความปีติสุขตามมา เช่น
    ก. คลายขันธ์ที่ระบบประสาททั้งห้า
    มีอาการขนลุกชูชัน น้ำตาไหล เป็นต้น
    ปีติสุขที่เกิดเรียกว่า ขุททกาปีติ
    ข. คลายขันธ์ในเส้นประสาทภายใน รู้สึกแปลบๆ
    ปีติที่เกิดเรียกว่า ขณิกาปีติ
    ค. คลายขันธ์ตามเซลล์รู้สึกซู่ ซ่านไปทั้งตัว
    ปีติที่เกิดเรียกว่า โอกันติกาปีติ
    ง. คลายขันธ์ในโครงสร้าง ลอยขึ้นมาจากพื้น
    ปีติที่เกิดเรียกว่า อัพเพคาปีติ
    จ. คลายขันธ์ตามอวัยวะต่างๆ
    รู้สึกเย็นเอิบอาบไปทั่วสรรพางค์กาย
    ปีติที่เกิดเรียกว่า พรณาปีติ
    เมื่อคลายขันธ์จนเกิดปีติขึ้น
    กรรมก็เป็นอันคลายไปเป็นชุดๆ กรรมก็จะเบาบางลง
    ขันธ์ก็จะสะอาดขึ้นโดยลำดับ

    ๕. การอโหสิกรรม
    การ ให้อโหสิกรรมเป็นการตัดบ่วงกรรม
    กรรมที่ได้รับการให้อโหสิแล้ว
    เป็นโมฆะกรรมย่อมไม่ให้ผลใดๆ อีก
    ดังนั้น กรรมใดที่มีเจ้ากรรมนายเวรผูกบ่วงพยาบาทอยู่
    และเจ้ากรรมนายเวรนั้นก็ได้มาปรากฏต่อหน้าแล้ว
    ก็พึงประกาศอโหสิกรรมแก่กัน โดยตั้งจิตอธิษฐานว่า

    กรรมชั่วอันใดที่ท่านได้กระทำแล้วต่อ ข้าพเจ้า
    ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดี
    อันทำให้ท่านต้องตกระกำลำบากอยู่
    หรือจะตกระกำลำบากในกาลต่อไป
    ข้าพเจ้าขออโหสิกรรมให้แก่บาปเวรนั้นของท่าน
    ขอท่านอย่าได้เสวยผลกรรมอันทุกข์ทรมานนั้นเลย
    และหากมีกรรมชั่วอันใดที่ข้าพเจ้ากระทำแล้วต่อท่าน
    ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดี
    ขอท่านจงงดโทษอโหสิกรรมให้แก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด
    ข้าพเจ้าจักสำรวมระวังในกาลต่อไป?


    จากนั้นก็แผ่เมตตาและอุทิศส่วน กุศล
    ไปยัง เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายทั้งใกล้และไกล
    ก็จะตัดกรรมเก่าอันไม่สมควรเสียได้
    แล้วหมั่นเจริญกรรมใหม่อันสมควรต่อไป
     
  3. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    13,127
    กระทู้เรื่องเด่น:
    162
    ค่าพลัง:
    +26,225
    (ต่อ)
    ๖. การก้าวล่วงกรรม
    ในกรณีเรากระทำผิดไว้และสำนึกแล้ว
    แต่ไม่ทราบว่าเจ้ากรรมนายเวรอยู่ไหน
    หรือเจ้ากรรมนายเวรยังไม่ให้อภัย
    หากเราสำนึกผิดอย่างเดียวจะรู้สึกเสียใจต่อการกระทำของตนเอง
    แล้วจมอยู่กับ ความไม่พึงพอใจในการกระทำของตนเอง
    ในกรณีดังนี้
    พระพุทธองค์ทรงแนะนำให้ก้าวล่วงออกจากกรรมเสีย
    โดยการกำหนดอธิษฐานจิตตั้งใจให้มั่นว่ากรรมนั้นๆ เป็นสิ่งไม่สมควร
    ต่อไปนี้ตลอดนิรันดรเราจะไม่กระทำกรรมนั้นอีกเป็นอันขาด
    เมื่อเราตั้งใจแน่วแน่ดังนี้แล้ว
    ใจของเราจะก้าวออกจากกรรมนั้นได้
    และนับแต่นี้เป็นต้นไป
    กรรมดังนั้นจะไม่เกิดขึ้นในใจของเราอีกเป็นอันขาด
    นี้เป็นเทคนิคการก้าวล่วงออกจากกรรม
    ๗. การชำระจิตให้บริสุทธิ์
    การชำระจิตให้บริสุทธิ์เป็นการยกระดับจิตใจ ให้หลุดพ้นจากอำนาจทั้งปวง
    แม้อำนาจกรรมเมื่อทำลายอัตตาแห่งอวิชชาได้แล้วก็ไม่มีผู้กระทำ
    เมื่อไม่มีผู้กระทำก็ไม่ถูกกระทำ
    และไม่ต้องรับผลของการกระทำใดๆ
    บางท่านอาจสงสัยว่า ครั้งพระพุทธองค์ทรงพระชนม์อยู่
    ทำไมยังต้องรับผลกรรมเก่าด้วยเล่า
    การที่ท่านรับผลกรรมเก่านั้น เพราะท่านยังดำรงขันธ์อยู่
    การบันทึกกรรมก็บันทึกไว้ด้วยขันธ์
    (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ)
    เมื่อละความพัวพันในขันธ์ ๕ ได้
    จึงไม่ต้องระคนกรรมใดๆ อีกแม้แต่น้อย
    ทรงอยู่ในความหมดจดผ่องแผ้วนิรันดร
    ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า

    เราสิ้นบุญและบาปแล้ว
    เว้นแล้วจากความเดือดร้อนทั้งปวง
    ไม่มีความโศก ไม่มีความคับแค้น ปราศจากอาสวะ จักปรินิพพาน

    และเมื่อท่านละขันธ์ ๕ เข้าสู่ปรินิพพานแล้ว
    จึงดำรงอยู่ในวิมุติสุขอันไม่เสื่อมสลายที่กรรมใดๆ
    ก็ไม่อาจระแคะระคายได้

    แม้เราจะมีกุศโลบายการเผชิญกรรมอันแยบคายนานาประการ
    กระนั้นบุคคลพึงตระหนักไว้ว่า

    กรรมทั้งหลายเป็นอจินไตย คือไม่มีที่สิ้นสุด
    ตั้งแต่เป็นสัตว์เซลล์เดียวพัฒนาตนมาโดยลำดับ
    จนเป็นมนุษย์ชั้นสูงอย่างนี้ ทำกรรมมาแล้วนับไม่ถ้วน
    มีบ่วงกรรมอันประมาณมิได้ถักสานเป็นชะตาชีวิตและสัมพันธ์อันซับซ้อนอยู่


    ดังนั้น อย่าคิดว่าเราจะล้างกรรมให้หมดจะได้สะอาด มันเป็นไปไม่ได้
    เพราะอนันตกรรมย่อมไม่อาจถูกทำลายได้หมด
    แต่เราอาจบรรเทาเบาบาง เบี่ยงเบน
    หรือระงับเป็นบ่วงกรรมไปได้
    และสามารถยกระดับจิตใจเข้าสู่ความบริสุทธิ์
    จนหลุดพ้นอำนาจกรรมทั้งปวงได้
    การเผชิญกรรมด้วยกุศโลบายที่ดีต่างๆ เหล่านี้
    ก็คือกรรมใหม่ประการหนึ่ง
    ซึ่งเป็นการพยายามใช้ปัญญา
    และศิลปะอันแยบยลจัดวิถีชีวิตของบุคคลให้ดีขึ้น
    ซึ่งคือวิธีการบริหารดวงชะตาชีวิตนั่นเอง
    เมื่อปัญญาชนบริหารดวงชะตาชีวิตตนด้วยความชาญฉลาด
    ย่อมดำรงชีวิตได้อย่างเป็นประโยชน์ได้โดยสมควร
    (คัดลอกบางตอนมาจาก “การบริหารชะตาชีวิต”
    โดย อ.ไชย ณ พล, จัดพิมพ์โดย สถาบันธรรมาธิปไตย, หน้า ๓๒-๔๔)
     
  4. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    13,127
    กระทู้เรื่องเด่น:
    162
    ค่าพลัง:
    +26,225
    รวมคำสอน “ดร.ไชย ณ พล (ศิยะ ณัญฐสวามี)”
    http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=72&t=48689
    • ในทางโลก
    ท่านจบการศึกษาระดับ Ph.D ทางวิทยาศาสตร์
    (เทคโนโลยีสารสนเทศ)
    • ในทางธรรม
    ท่านเคยบวชเรียน ศึกษาปริยัติวิจัยธรรมจากทั้งพระไตรปิฎก
    และจากครูบาอาจารย์หลายท่าน
    รวมทั้งฝึกปฏิบัติด้วยตนเองตามแนวทางคำสอนของครูบาอาจารย์ด้วย
    ครูบาอาจารย์สำคัญที่ท่านเคารพนับถือมากองค์นึง
    คือ หลวงพ่อคง จัตตมโล วัดเขาสมโภชน์ จ.ลพบุรี ค่ะ
    ท่านเคยกล่าวไว้ในคำนำหนังสือเล่มหนึ่งว่า
    สมัยเด็กๆ ท่านชอบฝึกจิตกีฬา เป็นของเล่นประจำก่อนนอนน่ะค่ะ
    ปัจจุบันท่านมีงานเขียนในนามปากกาอื่นๆ
    เท่าที่ทราบ ได้แก่
    ศิยะ ณัญฐสวามี / สุภญาณ / อัครศุภเศรษฐ์ และศุภเศรษฐ์ ฯลฯ
    ขอบคุณที่มา :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=4&t=29706
     
  5. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    13,127
    กระทู้เรื่องเด่น:
    162
    ค่าพลัง:
    +26,225
    อาจารย์ยอด : นางลิ้มใจร้าย [กรรม] new

    อาจารย์ยอด
    Published on Aug 5, 2018
     
  6. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    13,127
    กระทู้เรื่องเด่น:
    162
    ค่าพลัง:
    +26,225
    เรื่องเล่า กฏแห่งกรรม กรรมมีจริง เกิดมาเป็นผัวเมียพ่อแม่ลูกเพื่อ "ชดใช้หนี้กรรม"

    Plodlock - ปลดล็อค
    Published on Aug 20, 2018

    กัมมุนา วัตติโลโก สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม
    ปมาโทมัจจุโนปทัง ความประมาทเป็นหนทางแห่งความตาย
     
  7. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    13,127
    กระทู้เรื่องเด่น:
    162
    ค่าพลัง:
    +26,225
    pig.jpg

    วางดาบเพชฌฆาต ชีวิตเกิดดับ นายจางคนฆ่าหมู มีบ้านอยู่ข้างวัด ทุกเช้าเมื่อได้ยินเสียงตีระฆังในวัด เขาก็จะตื่นขึ้นมาฆ่าหมูเป็นกิจวัตรประจำวัน วันหนึ่ง เจ้าอาวาสฝันเห็นชายหญิงห้าคน ทุกคนใส่เสื้อผ้าสีดำ มาคุกเข้าขอร้องว่า พรุ่งนี้เช้าขออย่าตีระฆัง เมื่อตื่นขึ้นมาท่านไม่สนใจจะไปนอนต่ออีก ก็เห็นคนใส่เสื้อสีดำมาอ้อนวอนว่า ชีวิตเกิดดับขึ้นอยู่กับชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น อาจารย์โปรดรีบไปสั่งคนตีระฆังเถิด ครั้นพระอาจารย์ตกใจตื่น รู้สึกแปลกใจมากจึงไปสั่งคนตีระฆังว่า พรุ่งนี้เช้าไม่ต้องตีระฆังนะ

    รุ่งเช้า ท่านเจ้าอาวาสไปบิณฑบาต เดินผ่านหน้าบ้านนายจาง นายจางกล่าวว่า ท่านอาจารย์ครับ ทำไมวันนี้ไม่ตีระฆังล่ะ ทำให้ผมเสียงานหมดเลย เมื่อเจ้าอาวาสได้เล่าถึงสาเหตุ นายจางกล่าวว่า ท่านฝันเห็นคนห้าคนหรือ? ผมไว้ชีวิตแม่หมู่แค่ไม่กี่ชั่วโมง ก็ได้ลูกหมูห้าตัว ฮ่า ฮ่า เจ้าอาวาสประนมมือกล่าวว่า อามิตตาพุทธ แล้วก็เล่าเรื่องราวของกฏแห่งกรรมให้เขาฟัง และเตือนให้เขาเปลี่ยนอาชีพเสีย นายจางฟังแล้ว พลันก็เกิดความรู้แจ้ง เชื่อฟังคำของเจ้าอาวาสโดยเปลี่ยนไปทำอาชีพอื่น ความจริงเขาเป็นคนไม่มีบุตรไม่ช้าก็ได้บุตรชายคนหนึ่ง ขยันศึกษาเล่าเรียนจนสอบได้เป็นขุนนาง
    :- https://www.tumsrivichai.com/นิทานสอนใจ/วางดาบเพชฌฆาต-ชีวิตเกิดดับ.html
     
  8. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    13,127
    กระทู้เรื่องเด่น:
    162
    ค่าพลัง:
    +26,225
    เจริญพร ท่านสาธุชนผู้ฟังทุกท่าน

    อาตมภาพจะได้กล่าวถึงเหตุผลที่ว่า "ทำไมจึงต้องปฏิบัติธรรม ?"

    อีกนัยหนึ่ง "มีความจำเป็นอย่างไรบุคคลเราจึงต้องปฏิบัติธรรม ?" หรือว่า "ปฏิบัติธรรมแล้วจะได้อะไร ?" ซึ่งความจริงปัญหาข้อนี้ก็ดูเหมือนว่าเป็นปัญหาหญ้าปากคอก เป็นปัญหาที่ตอบได้ง่ายที่สุดสำหรับผู้ที่มีความสนใจหรือใฝ่ใจในการศึกษาและปฏิบัติธรรมเป็นประจำอยู่แล้ว แต่สำหรับท่านที่ยังไม่ได้สนใจในธรรมปฏิบัติก็อาจจะคิดว่า

    "ปฏิบัติธรรมไปแล้วจะได้อะไร สู้ไปดิ้นไปเต้นกับเพื่อนๆ ในเธคในผับ หรือในร้านคาราโอเกะ มันกว่าเป็นไหนๆ คนร่ำรวยอย่างเช่นนักธุรกิจ นักอุตสาหกรรมชาวไทยและชาวต่างประเทศ ก็ไม่เห็นจะไปเข้าวัดเข้าวา แต่ก็เห็นเขาร่ำรวยมีเงินทองมีบ้านหลังใหญ่ๆ มีรถราดีๆ ขี่กันถมไป ความรู้ความสามารถในการประกอบกิจการงานในอาชีพเท่านั้นแหละ ที่จะทำให้บุคคลเจริญรุ่งเรืองด้วยโภคทรัพย์ ให้อยู่ดีมีสุขได้ โภคทรัพย์เท่านั้นแหละที่สนองความต้องการความปรารถนาได้ทุกอย่าง บุญก็ซื้อได้ อำนาจก็ซื้อได้ ลาภ ยศ สักการะทั้งหลายก็ซื้อได้ด้วยเงินทั้งนั้น เพราะฉะนั้นก็ไม่เห็นว่าจะต้องไปเข้าวัดเข้าวาปฏิบัติธรรมเพื่ออะไร และว่าไปทำบุญ บุญจะช่วยอะไรได้" บุคคลที่คิดอย่างนี้ก็คงจะมีมากเหมือนกัน

    วันนี้อาตมภาพ จะเฉลยปัญหาที่ตั้งเป็นหัวข้อเรื่องในวันนี้ว่า "ทำไมจึงต้องปฏิบัติธรรม" และที่ว่า "ปฏิบัติธรรม" นั้น จะปฏิบัติอย่างไร ? เพื่อเป็นเครื่องประดับสติปัญญา พอสมควรแก่เวลาต่อไป

    ก่อนอื่นขอให้ท่านผู้ฟังมาทำความเข้าใจ คำว่า "ปฏิบัติธรรม" กันก่อน

    คำว่า "ปฏิบัติ" ก็หมายถึง การกระทำทางกาย ทางวาจา และทางใจ การกระทำทางกาย ภาษาพระท่านเรียก "กายกรรม" ได้แก่ การกระทำการงานต่างๆ การประกอบอาชีพต่างๆ เป็นต้น การกระทำทางวาจา ท่านเรียก "วจีกรรม" ได้แก่ การพูดจาเป็นภาษาต่างๆ เพื่อสื่อความหมายให้เป็นที่เข้าใจกันได้ ส่วนการกระทำทางใจ ท่านเรียก "มโนกรรม" ได้แก่ ความคิดอ่านต่างๆ

    ความประพฤติ ปฏิบัติทางกาย ทางวาจา และทางใจ ที่เรียกว่า กายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม เหล่านี้ ถ้าเป็นไปในทางที่ให้เกิดคุณประโยชน์ ให้เกิดความเจริญรุ่งเรือง ให้เกิดความสันติสุขแก่ชีวิตตนเอง และ/หรือแก่ชีวิตของผู้อื่น และทำให้จิตใจสงบ บริสุทธิ์ผ่องใส ไม่ขุ่นมัวเศร้าหมอง ความประพฤติปฏิบัติหรือการกระทำเช่นนั้น จัดเป็น "กรรมดี" ภาษาพระเรียกว่า "กุศลกรรม" คือกรรมที่เป็นบุญกุศล อันเป็นคุณลักษณะที่ดี หรือเป็นคุณความดีของบุคคลผู้ประกอบกรรมดีเช่นนั้น บุคคลผู้ประพฤติปฏิบัติเช่นนี้ จึงชื่อว่า "เป็นคนดีมีคุณธรรม"

    ส่วนความประพฤติปฏิบัติทางกาย ทางวาจา และทางใจ ที่เป็นไปในทางที่ให้เกิดโทษ ให้เกิดความเสื่อม ให้เกิดความทุกข์เดือดร้อนแก่ชีวิตของตนเอง และ/หรือแก่ชีวิตของผู้อื่น และทำให้จิตใจเร่าร้อน กระวนกระวาย ไม่สงบ ขุ่นมัว เศร้าหมอง ความประพฤติปฏิบัติเช่นนั้น จัดเป็น "กรรมชั่ว" ภาษาพระท่านเรียกว่า "อกุศลกรรม" คือกรรมที่เป็นบาปอกุศล อันเป็นลักษณะที่ชั่ว ที่ไม่ดี ของบุคคลที่ประพฤติเช่นนั้น บุคคลผู้ประพฤติเช่นนั้นจึงชื่อว่า "เป็นคนชั่ว เป็นคนไม่ดี ไม่มีคุณธรรม"

    เพราะฉะนั้น คำว่า "ธรรม" ณ ที่นี้จึงหมายถึง คุณความดี ข้อปฏิบัติที่ดี ที่ผู้มีปกติประพฤติปฏิบัติเช่นนี้ได้ ชื่อว่า "คนดี" ซึ่งย่อมได้รับผลจากความประพฤติปฏิบัติที่ดีเช่นนี้ ให้เป็นผู้มีความเจริญรุ่งเรืองและสันติสุขในชีวิต และยังเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่บุคคลอื่นทั้งทางตรงและทางอ้อม ให้ได้รับความเจริญรุ่งเรืองและสันติสุขไปด้วยกัน

    ส่วนความชั่ว หรือ ความไม่ดี ข้อปฏิบัติที่ไม่ดี ชื่อว่า "อธรรม" ที่ผู้มีปกติประพฤติปฏิบัติเช่นนั้น ได้ชื่อว่า "คนชั่ว" ซึ่งย่อมได้รับผลจากความประพฤติปฏิบัติเช่นนั้น เป็นความเสื่อม เป็นโทษ เป็นความทุกข์เดือดร้อนในชีวิตและยังความทุกข์เดือดร้อนโดยทางตรงหรือทางอ้อม ให้เกิดแก่ผู้อื่นอีกด้วย

    กรรมดี และ กรรมชั่ว ที่บุคคลประพฤติปฏิบัติทางกาย ทางวาจา และทางใจ นั้นนั่นแหละที่ให้ผลดี เป็นความเจริญรุ่งเรืองและสันติสุข หรือที่ให้ผลไม่ดี เป็นความเสื่อม ความทุกข์เดือดร้อน ตามลักษณะแห่งกรรมดีหรือกรรมชั่วที่บุคคลหรือสัตว์โลกได้ประพฤติปฏิบัติไปแล้ว

    ดังพระพุทธดำรัสในพระไตรปิฎกสังยุตตนิกาย สคาถวรรค ว่า

    กลฺยาณการี กลฺยาณํ ปาปการี จ ปาปกํ
    ผู้มีปกติกระทำกรรมดี ย่อมได้รับผลดี
    ผู้มีปกติกระทำกรรมชั่ว ย่อมได้รับผลชั่ว

    หรือกล่าวโดยย่อว่า "ทำดี ย่อมได้ดี ทำชั่ว ย่อมได้ชั่ว" ไม่ช้าก็เร็ว นี้เป็นกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ เป็นสัจจธรรม ที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ตรัสรู้ คือ ได้ทรงค้นพบด้วยพระองค์เองอย่างลึกซึ้งแจ่มแจ้ง ในคืนวันเพ็ญเดือนวิสาขะ คือในคืนวันเพ็ญเดือน 6 เมื่อ 2585 ปีที่ผ่านมานี้

    กฎเกณฑ์ของธรรมชาติ อันเป็นสัจจธรรม ข้อนี้แหละ ที่เป็นเรื่องยากแก่ปุถุชนผู้ยังมีกิเลสเครื่องเศร้าหมองจิตใจอยู่หนาแน่น จะสามารถรู้เห็น หรือเข้าใจลึกซึ้งแจ่มแจ้งได้ เป็นวิสัยของผู้สนใจศึกษาสัมมาปฏิบัติธรรม คือผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ จึงสามารถจะรู้-เห็น หรือเข้าใจลึกซึ้ง แจ่มแจ้งตามพระสัจจธรรมที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสรู้และได้ทรงแสดงไว้ดีแล้ว ได้ตามระดับภูมิธรรมที่ผู้สนใจศึกษาสัมมาปฏิบัติทั้งท่านปฏิบัติได้

    เพื่อให้เข้าใจกฎเกณฑ์ธรรมชาตินี้ อาตมภาพจะขอเล่าเรื่องอาการตรัสรู้ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในคืนวันเพ็ญเดือนวิสาขะ เมื่อ 2585 ปีที่ผ่านมานี้ มีปรากฏอยู่ในโพธิราชกุมารสูตร ให้ท่านผู้ฟังได้ทราบเป็นเครื่องประกอบการพิจารณานำความเข้าใจเรื่องนี้ว่า

    ในวันเพ็ญเดือนวิสาขะนั้น เมื่อพระมหาโพธิสัตว์เจ้าได้เสวยพระกระยาหารที่นางสุชาดานำมาถวายแล้ว ได้ทรงพักผ่อนพระอิริยาบถ ณ บริเวณป่าเต็ง-รัง ใกล้ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ครั้นเวลาเย็นได้เสด็จไปยังต้นพระศรีมหาโพธิ์ ได้ทรงรับหญ้าคาจากโสตถิพราหมณ์ แล้วทรงปูลาดเป็นที่ประทับนั่งใต้ควงไม้ศรีมหาโพธิ์นั้น ได้ทรงอธิษฐานรัตนบัลลังก์ว่า หากจะได้บรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว ขอจงปรากฏรัตนบัลลังก์ เมื่อได้ทรงเห็นรัตนบัลลังก์ปรากฏแล้ว จึงทรงตั้งพระทัยแน่วแน่ว่า หากไม่ได้บรรลุโมกขธรรมคือธรรมเป็นเครื่องหลุดพ้นแล้ว แม้เลือดเนื้อจะเหือดแห้งไป จนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก ก็จะไม่ทำลายบัลลังก์คือจะไม่ลุกจากที่ เสด็จประทับนั่งคู้บัลลังก์ คือนั่งในท่าขัดสมาธิ ผินพระพักตร์ไปสู่บูรพาทิศ คือทิศตะวันออก ไปทางฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ในตอนพลบค่ำ

    ในยามต้นแห่งราตรี คือในเวลาหัวค่ำ ได้ทรงเจริญสมถภาวนา คือ อุบายวิธีเป็นเครื่องกำจัดกิเลสนิวรณ์เครื่องกั้นปัญญา ได้แก่ กามฉันทะ คือความยินดีพอใจ ในรูป เสียง กลิ่น รส และ สิ่งสัมผัสทางกาย อุทธัจจกุกกุจจะ คือความฟุ้งซ่าน ความวิตกกังวลไปในเรื่องต่างๆ เป็นต้น ให้หมดสิ้นไป ด้วยการเจริญสมาธิรูปฌาน 4 ถึงจตุตถฌาน มีพระทัยผ่องใสจากกิเลสนิวรณ์ทั้งหลาย อ่อนโยนควรแก่งาน แล้วจึงทรงน้อมพระทัยไปเพื่อ "ปุพเพนิวาสานุสติญาณ" เป็นวิชชาที่ 1 คือ ปรีชาญาณหยั่งรู้-เห็น อดีตชาติของพระองค์เองและสัตว์โลกอื่นทั้งหลาย ที่เคยเป็นอยู่ในภพชาติก่อนๆ ตายแล้วก็เกิดๆๆ ในภพภูมิใหม่ ที่ดีเรียกว่า สุคติภพบ้าง ไปที่ไม่ดีเรียกว่า ทุคติภพบ้าง ทรงได้เห็นสัตว์โลกทั้งหลายต่างเวียนว่ายตายเกิดอยู่อย่างนั้น นับภพนับชาติไม่ถ้วน บ้างก็ไปเกิดในสุคติภพ คือภพภูมิที่ดี ได้แก่ ไปเกิดในภพมนุษย์ ในเทวโลก พรหมโลก เป็นต้น บ้างก็ไปเกิดในทุคติภพ คือภพภูมิที่ไม่ดี ได้แก่ ไปเกิดในภพภูมิของเปรต สัตว์นรก อสุรกาย และสัตว์เดรัจฉาน ซึ่งมีมากต่อมาก มากกว่าไปเกิดในภพภูมิที่ดีเสียอีก เป็นอันว่า พระองค์ได้ทรงรู้-ทรงเห็น ตั้งแต่พรหมโลก เทวโลก มนุษยโลก ทั่วตลอดถึงโลกของเปรต สัตว์นรก อสุรกาย และสัตว์เดรัจฉาน จึงทรงมีพระดำริว่าอะไรหนอเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้สัตว์โลกไปเกิดในสุคติภพบ้าง ทุคติภพบ้างอย่างนี้

    ในยามกลางแห่งราตรี คือในตอนดึก จึงได้ทรงเจริญสมถภาวนาเพื่อกำจัดกิเลสนิวรณ์ ด้วยการเจริญสมาธิถึงจตุตถฌานอีก จนพระทัยผ่องใสจากกิเลสนิวรณ์ อ่อนโยนควรแก่งานแล้ว จึงทรงน้อมพระทัยไปเพื่อ "จุตูปปาตญาณ" เป็นวิชชาที่ 2 คือปรีชาญาณหยั่งรู้-เห็น จุติและปฏิสนธิของสัตว์ทั้งหลาย กล่าวคือ รู้-เห็น ว่าสัตว์โลกทั้งหลายทำกรรมดีก็ตาม ทำกรรมชั่วก็ตาม เมื่อตายลงแล้ว กรรมใดที่ทำหน้าที่เป็นชนกกรรมก็จะนำให้ไปเกิดในภพภูมิใหม่ ตามลักษณะของกรรมที่ทำหน้าที่เป็นชนกกรรมนำให้ไปเกิดนั้น เช่นถ้าว่าเป็นกรรมดีเป็นบุญกุศลในระดับภูมิจิตของมนุษย์ เรียกว่า "มนุษยธรรม" ของเทวดาเรียกว่า "เทวธรรม" nbsp; หรือของพรหม เรียกว่า "พรหมธรรม" ก็จะนำให้ไปเกิดเป็นมนุษย์ เป็นเทวดา หรือเป็นพรหม ตามระดับแห่งกรรมดี หรือภูมิธรรมนั้นๆ ถ้าว่าเป็นกรรมชั่วหรือบาปอกุศลในระดับภูมิจิตของเปรต สัตว์นรก อสุรกาย หรือสัตว์เดรัจฉาน ก็จะนำให้ไปเกิดเป็นสัตว์นั้นตามระดับภูมิจิตนั้นๆ หรือกล่าวโดยย่อว่า "สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม" ดังบาลีพระพุทธภาษิตที่ว่า กมฺมุนา วตฺตตี โลโก "สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม"

    นี้เป็นกฎเกณฑ์ตามธรรมชาติ ไม่มีผู้ใดทำให้ ไม่มีใครเป็นผู้สร้าง ไม่มีใครเป็นผู้นำไปเช่นนั้นได้ นอกจากว่า ตนเองเป็นผู้ทำกรรมเช่นไร ดี หรือ ชั่วก็ตาม ย่อมต้องได้รับผลกรรมเช่นนั้น เปรียบดังบุคคลปลูกพืชพันธุ์ชนิดใด ก็ย่อมได้รับผลชนิดนั้น ดังบาลีพระพุทธภาษิตที่ว่า "ยาทิสํ วปเต พีชํ ตาทิสํ ลภเต ผลํ" "บุคคลหว่านพืชชนิดใด ย่อมได้รับผลเช่นนั้น" จึงได้ทรงมีพระดำริต่อไปว่า อะไรหนอเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้สัตว์โลกมีความคิดเห็นถูกบ้างผิดบ้าง จึงทำกรรมดีบ้าง ชั่วบ้าง ให้ได้รับผลเป็นความสุขบ้าง ทุกข์บ้าง ตามกรรมดีกรรมชั่วที่ให้ผล ไปบังเกิดในสุคติภพบ้าง ทุคติภพบ้าง อย่างนั้น

    ในยามปลายแห่งราตรี คือนับตั้งแต่เวลาค่อนรุ่นไปถึงเวลาใกล้รุ่งอรุณ ได้ทรงเจริญสมถภาวนาถึงจตตุถฌานเพื่อกำจัดกิเลสนิวรณ์เครื่องกั้นปัญญาอีก จนพระทัยผ่องใสจากกิเลสนิวรณ์เครื่องกั้นปัญญา อ่อนโยนควรแก่งาน แล้วทรงน้อมพระทัยไปเพื่อ "อาสวักขยญาณ" เป็นวิชชาที่ 3 โดยได้ทรงพิจารณาสาวหาเหตุในเหตุ ไปถึงต้นเหตุให้เกิดทุกข์ ก็ได้ทรงค้นพบธรรมที่เกี่ยวเนื่องเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดทุกข์ ชื่อว่า ปฏิจจสมุปบาทธรรม มีอยู่ 12 ข้อ แต่จะขอยกมากล่าวแต่เพียง 2-3 ข้อ พอเข้าใจว่า

    เพราะอวิชชา คือความไม่รู้อดีต ไม่รู้อนาคต ไม่รู้ทั้งอดีตและทั้งอนาคต หรืออีกนัยหนึ่งไม่รู้เหตุ ไม่รู้ผล คือ ไม่รู้เงื่อนต้น เงื่อนปลาย เช่นว่า ความไม่รู้เหตุปัจจัย แห่งความเจริญรุ่งเรืองสันติสุข และความไม่รู้เหตุปัจจัยแห่งความเสื่อม ความเป็นโทษ ความเป็นทุกข์เดือดร้อน ของชีวิต คือความไม่รู้แจ่มแจ้ง บาปบุญคุณโทษ และผลของบาปบุญคุณโทษ ตามที่เป็นจริง นี้ประการหนึ่ง และ ความไม่รู้ความจริงอย่างประเสริฐ ในทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ ในสภาวะที่ทุกข์ดับเพราะเหตุดับ ได้แก่ มรรค ผล นิพพาน และความไม่รู้ในหนทางปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์ ได้อย่างถาวร นี้ประการหนึ่ง นี้เองที่เป็นเหตุปัจจัยให้ปุถุชนผู้ยังมีกิเลสหนาแน่นอยู่ มีความคิดเห็นผิด แล้วก็พูดผิด ทำผิด ประกอบการงานหรืออาชีพที่ผิดๆ ไปจากทำนองคลองธรรมบ้าง มีความคิดเห็นถูกต้องจึงพูดถูก ทำถูก ประกอบการงานหรืออาชีพถูกต้อง ตามทำนองคลองธรรมบ้าง ก็ย่อมได้รับผลเป็นความทุกข์บ้าง เป็นสุขบ้างไปตามกรรม และแม้จะได้รับผลเป็นความสุขบ้างก็ไม่ยั่งยืน เมื่อสิ้นผลบุญก็ต้องเสวยผลจากกรรมชั่วที่เคยได้เคยกระทำไว้แล้วแต่อดีต คอยติดตามให้ผล หมุนเวียนเปลี่ยนไปอย่างนี้ ตราบใดที่ยังไม่ได้กระทำความดีให้แก่กล้าพอที่จะสามารถกำจัดตัดกิเลส อวิชชา ตัณหา อุปาทาน ให้หมดสิ้นไป ได้ถึงมรรค ผล นิพพาน ที่สิ้นสุดแห่งทุกข์ทั้งปวงได้ ก็ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดไปสุคติบ้าง ทุคติบ้าง เป็นสุขบ้าง ทุกข์บ้าง ตามกรรมไม่มีสิ้นสุดอย่างนี้

    สัตว์โลกทั้งหลายรวมทั้งสิ่งที่เกี่ยวเนื่องกัน มีโลกธรรม 8 ได้แก่ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ความเสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา และความทุกข์ เป็นต้น เหล่านี้ ล้วนเป็นธรรมชาติที่ประกอบด้วยปัจจัยปรุงแต่ง ได้แก่ ธาตุน้ำ ดิน ไฟ ลม คือส่วนที่เป็นของเหลง ของแข็ง อุณหภูมิ และลมปราณ และกรรมดี กรรมชั่วที่คอยติดตามให้ผล เหล่านี้ เป็นต้น ประกอบขึ้นคุมกันอยู่ในสภาวะพอเหมาะ ตั้งอยู่ได้ชั่วระยะเวลาหนึ่ง แล้วก็ต้องเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัย จึงมีสภาพไม่เที่ยง (อนิจฺจํ) ที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสรู้แล้ว และได้ตรัสว่า ยทนิจฺจํ ตํ ทุกฺขํ ยํ ทุกฺขํ ตทนตฺตา แปลความว่า สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นแหละเป็นอนัตตา คือมิใช่ตัวตนของใครแท้จริง กล่าวคือลงท้ายก็ต้องแตกสลายหมดสภาพเดิมของมันไปทั้งสิ้น ไม่มีอะไรเป็นของใคร ที่แท้จริงแต่ประการใด แม้แต่ตัวเราก็ไม่เป็นตัวตนของเราไปตลอดได้ ต้องแก่ ต้องเจ็บไข้ได้ป่วย แล้วก็ตายไปหมดด้วยกันทั้งสิ้น ต้องพลัดพรากจากสิ่งของหรือบุคคลที่เรารักที่หวงแหนทั้งนั้น นี้เป็นกฎเกณฑ์ของธรรมชาติที่มีแก่ธรรมชาตที่ประกอบด้วยปัจจัยปรุงแต่งทั้งหมดในโลกในจักรวาลเสมอกันหมด เรียกว่า สามัญญลักษณะ หรือ "ไตรลักษณ์" ลักษณะ คือ 3 ได้แก่ ความเป็นสภาพไม่เที่ยง (อนิจฺจํ) เป็นทุกข์ (ทุกฺขํ) และมิใช่ตัวตนที่แท้จริงของใคร (อนตฺตา)

    ความตั้งอยู่แห่งกำหนดกฎเกณฑ์ของธรรมชาติอย่างนี้ เรียกเป็นภาษาพระว่า "ธรรมฐิติ" "ธรรมนิยาม" ที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ ตรัสเห็นแจ้งแล้ว และได้ทรงเห็นแจ้งแทงตลอดสัจจธรรมทั้ง 4 คือ ทุกขสัจ สมุทัยสัจ นิโรธสัจ และมรรคสัจ กล่าวคือ ความที่สัตว์โลกกับทั้งสิ่งที่เกี่ยวเนื่องด้วยกัน ต้องตกอยู่ในอาณัติแห่งไตรลักษณ์ คือไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ดังนี้ ใครยึดถือด้วยตัณหา ได้แก่ กามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา และด้วยทิฏฐิ คือความเห็นผิดว่าเป็นตัวตน เราเขา ของเราของเขา แล้วเป็นทุกข์ ชื่อว่า "ทุกขสัจ"นี้เป็นสัจธรรมข้อ 1 ที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ ตรัสเห็นแล้ว

    อวิชชา คือความไม่รู้อดีต ไม่รู้อนาคต ไม่รู้ทั้งอดีตและอนาคตและไม่รู้แจ้งเห็นแจ้งในสัจจะทั้ง4 เป็นมูลรากฝ่ายเกิดทุกข์ กล่าวคือ เป็นเหตุให้เกิดกิเลส ตัณหา อุปาทาน อันเป็นเหตุแห่งทุกข์ชื่อว่า "สมุทัยสัจ" นี้เป็นสัจจะอีกข้อ 1 ที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ ตรัสเห็นแล้ว อธิบายเรื่อง กิเลส ว่าได้แก่ ความโลภ ราคะ 1 โทสะ โกรธ พยาบาท 1 ความหลงไม่รู้บาปบุญคุณโทษตามที่เป็นจริง 1 เรื่อง ตัณหา ว่าได้แก่ ความทะยานอยากในกามหรือในอารมณ์ที่น่ารัก น่าใคร่ ชื่อว่า กามตัณหา 1 ความทะยานอยากในภพ คือในความเป็นนั่น เป็นนี่ หรือความอยากเกิดอีก ชื่อว่า ภวตัณหา 1 ความทะยานอยากในวิภพ คือในความไม่อยากมี ไม่อยากเป็น หรืออยากให้พ้นไปจากสภาวะที่ตนเกลียดชัง หรือไม่ปรารถนา หรือความดิ้นรนไม่อยากเกิด ชื่อว่าวิภวตัณหา 1 ได้แก่ ความยึดถือในสังขารธรรมทั้งหลายทั้งปวง ความสิ้นอวิชชา กิเลส ตัณหา อุปาทาน อันเป็นเหตุแห่งทุกข์ ได้บรรลุมรรค ผล นิพพาน ที่สิ้นสุดแห่งทุกข์ทั้งปวง เป็นสภาวะที่ทุกข์ดับเพราะเหตุดับ ชื่อว่า "นิโรธสัจ" นี้เป็นสัจจธรรมอีกข้อ 1 ที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ตรัสรู้ ตรัสเห็นแล้ว

    ทางสายกลางอันเป็นข้อปฏิบัติ 8 ประการ ให้ถึงความสิ้นทุกข์ ได้อย่างถาวร ชื่อ "มรรคสัจ" หรือ อริยมรรคมีองค์ 8 ได้แก่ (1) สัมมาทิฏฐิ คือ ความเห็นชอบในอริยสัจ 4 (2) สัมมาสังกัปปะ คือ ความดำริชอบ ได้แก่ ดำริออกจากกิเลส โทสะ โมหะ เป็นต้น 2 ข้อ นี้สงเคราะห์เข้าในอธิปัญญาสิกขา คือการศึกษาอบรมในปัญญาอันยิ่ง (3) สัมมาวาจา การกล่าววาจาชอบ เว้นการกล่าววาจาไม่จริง หยาบคายเป็นต้น (4) สัมมากัมมันตะ การประกอบการงานชอบ (5) สัมมาอาชีวะ การประกอบอาชีพที่ชอบ ไม่หลอกลวงเขาเลี้ยงชีวิต 3 ข้อนี้ สงเคราะห์เข้าในอธิศีลสิกขา คือ การศึกษาอบรมในศีลอันยิ่ง (6) สัมมาวายามะ ความเพียงชอบ คือเพียรกำจัดกิเลสที่มีอยู่ในจิตตสันดาน ความเพียรระวังมิให้กิเลสเกิดใหม่อีก ความเพียรประกอบบุญกุศลให้เกิดขึ้นในจิตตสันดาน และเพียรรักษาบุญกุศลที่เกิดขึ้นแล้วไม่ให้เสื่อม ให้เจริญแก่กล้าเป็นบารมี อุปบารมี ถึงปรมัตถบารมี (7) สัมมาสติ ความมีสติชอบ คือ ความระลึกได้ในสภาวะของกาย เวทนา จิต และโลกิยธรรม ว่าประกอบด้วยปัจจัยปรุงแต่งอย่างไร พิจารณาให้เห็นแจ้ง สภาวะของสังขารธรรมทั้งหลายเหล่านี้ ว่ามีสภาพไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา คือ มิใช่ตัวตนที่แท้จริงอย่างไร ตลอดถึงโลกุตตรธรรม คือมรรค ผล นิพพาน อันเป็นวิสังขารธรรม ว่ามีสภาวะตามที่เป็นจริงอย่างไร และ (8) สัมมาสมาธิ คือ สมาธิชอบ ได้แก่ การเจริญรูปฌาน 4 เพื่อกำจักกิเลสนิวรณ์เครื่องกั้นปัญญา ให้จิตใจบริสุทธิ์ ผ่องใส อ่อนโยนควรแก่งานเจริญปัญญารู้แจ้งในสภาวธรรม และสัจจธรรมตามที่เป็นจริง 3 ประการหลังนี้ ชื่อว่า อธิจิตตสิกขา คือการศึกษาอบรมจิตอันยิ่ง อริยมรรคมีองค์ 8 นี้ เป็นสัจจธรรมอีกข้อ 1 ที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ ตรัสเห็นแล้ว

    ความตรัสรู้ ตรัสเห็น คือความเห็นแจ้งรู้แจ้งด้วยพระองค์เอง ในสภาวะของสังขารธรรมทั้งปวง ว่าเป็นสภาพไม่เที่ยง (อนิจฺจํ) เป็นทุกข์ (ทุกฺขํ) และเป็นสภาพมิใช่ตัวตนที่แท้จริงของใคร (อนตฺตา) และความเห็นแจ้ง รู้แจ้ง ในสัจจะทั้ง 4 คือ ทุกขสัจ สมุทัยสัจ นิโรธสัจ และมรรคสัจ รวมทั้งความเห็นแจ้ง รู้แจ้ง ในทางเจริญ ทางเสื่อมแห่งชีวิต คือว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว อันเป็นกฎเกณฑ์ของธรรมชาติที่ยังไม่เคยมีใครได้ค้นพบคือได้รู้แจ้งเห็นแจ้งมาก่อน จึงได้ทรงสั่งสอนให้ประพฤติปฏิบัติทางกาย ทางวาจา และทางใจ ด้วยการศึกษาอบรมตน 3 ประการ คือ อธิศีลสิกขา การศึกษาอบรมศีลอันยิ่ง อธิจิตตสิกขา การศึกษาอบรมจิตอันยิ่ง อธิปัญญาสิกขา การศึกษาอบรมปัญญาให้เห็นแจ้ง รู้แจ้งในสภาวธรรม และสัจจธรรมตามธรรมชาติที่เป็นจริง ดังที่พระพุทธองค์ได้ตรัสรู้ ตรัสเห็นมาแล้ว

    ความประพฤติปฏิบัติที่ดี ที่เป็นบุญกุศล ได้แก่ ทานกุศล ศีลกุศล ภาวนากุศล เป็นต้น เพื่อเลิกละความชั่ว หรือบาปอกุศลทั้งหลาย เพื่อปฏิบัติตนให้อยู่แต่ในคุณความดี และเพื่อชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ผ่องใส และให้เจริญขึ้นเป็น อธิศีลสิกขา อธิจิตตสิกขา และอธิปัญญาสิกขา คือการศึกษาอบรมตนในศีลอันยิ่ง ในจิตอันยิ่ง และในปัญญาอันยิ่ง อันมีนัยอยู่ในอริยมรรคมีองค์ 8 อันเป็นทางดำเนินชีวิตให้เกิดความเจริญรุ่งเรือง และสันติสุข สำหรับตน ไม่เป็นไปในทางเสื่อม เป็นโทษ เป็นความทุกข์เดือดร้อน ให้ถึงที่สุดความหลุดพ้นจากกิเลสเหตุแห่งทุกข์ ได้บรรลุมรรคผล นิพพาน ที่เป็นบรมสุขอย่างถาวร ดังที่พระอริยเจ้าพระอรหันตเจ้าทั้งหลายที่ท่าน ได้ประพฤติปฏิบัติ และได้บรรลุตามรอยบาทของพระพุทธองค์ มาแล้วนี้ ชื่อว่า การปฏิบัติธรรม

    เมื่อท่านทั้งหลายได้เข้าใจเหตุผลของการศึกษาและปฏิบัติธรรมเพื่อถึงซึ่งความเจริญและสันติสุข และความพ้นทุกข์ ตามแนวทางพระพุทธศาสนา อันเป็นแก่นสารของชีวิต อย่างนี้แล้ว ก็จงเร่งขวนขวายศึกษาและปฏิบัติธรรม เพื่อความเจริญรุ่งเรืองและสันติสุขสำหรับตนให้ยิ่งๆ ขึ้นไป อย่าได้หลงประมาทมัวเมาในชีวิต จนตายเปล่าไปโดยไม่ได้พบแก่นสารของชีวิต เป็นโมฆะชีวิต คือ ชีวิตสูญเปล่า จะได้ไม่เสียทีที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ ได้พบพระพุทธศาสนา แล้วก็ได้อบรมตนให้เป็นที่พึ่งของตนได้ ตามสมควรแก่ภูมิธรรม

    สุดท้ายนี้ อาตมภาพ ขอความสุขสวัสดี จงมีแด่ท่านผู้ฟังทุกท่าน เจริญพร.

    พระมหาเสริมชัย ชยมงฺคโล ป.ธ.6 เจ้าอาวาสวัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี
    ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย วันอาทิตย์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2540
    :- http://www.dhammakaya.org/ปาฐกถาธรรม/ทำไมจึงต้องปฏิบัติธรรม
     
  9. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    13,127
    กระทู้เรื่องเด่น:
    162
    ค่าพลัง:
    +26,225
    ธรรมนิยาย สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม เรื่อง วัฎจักรชีวิต ชุดที่ 1...10 Hrs.

    Voice Of Dhamma
    Published on Aug 22, 2018
    ธรรมนิยาย สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม เรื่อง วัฎจักรชีวิต ชุดที่ 1 โดย: สุทัสสา อ่อนค้อม (รศ. ดร.สุจิตรา อ่อนค้อม)
    เสียงโดย: อ.เพ็ญศรี อินทรทัต
     
  10. mrmos

    mrmos Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 ตุลาคม 2016
    โพสต์:
    576
    ค่าพลัง:
    +445
  11. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    13,127
    กระทู้เรื่องเด่น:
    162
    ค่าพลัง:
    +26,225
    LpSanongBoonthebest.jpg
    ทุกข์เพราะรัก

    โดย หลวงพ่อสนอง กตปุญโญ
    วัดสังฆทาน จังหวัดนนทบุรี

    ความวุ่นวายที่ทุกคนมีอยู่ยังดับไม่ลง เดี๋ยวเรื่องนั้นเข้ามาแทรกเดี๋ยวเรื่องนี้เข้ามาซ้อน เรื่องลูกหลานเรื่องบ้านเรือน เรื่องรักเรื่องใคร่ เรื่องโลภโกรธหลงมีอยู่ในหัวใจทุกคน แสวงหาความอยาก ความรัก เช่นไปขอความรักเขา อยากให้เขารักเรามากๆ รักน้อยไม่เอา อยากให้มันเพิ่มมากขึ้น ที่จริงมันเพิ่มทุกข์ทั้งนั้น

    สามีก็อยากให้ภรรยารักให้มากรักให้หลงเลย ให้รักตนคนเดียวไม่ให้ไปรักคนอื่น ภรรยาก็อยากให้สามีรักตนคนเดียวไม่อยากให้รักผู้หญิงอื่น ให้รักคนเดียวและอยากให้รักมากๆ มีเพื่อนฝูงก็อยากให้เพื่อนฝูงรักและเห็นใจตนคนเดียว

    เมื่อเป็นอย่างนั้นแล้วก็ทุกข์มากขึ้น รักมากก็กังวลมาก กลัวจะเป็นโน่นเป็นนี่ กลัวจะไม่ดี กังวลกลัวจะเปลี่ยนแปลง เกิดความทุกข์กระสับกระส่ายกระวนกระวาย เมื่อรักมากห่วงมากก็เป็นทุกข์มาก ห่วงมากๆเข้าก็หึงหวงเกิดทะเลาะขัดแย้งกันเพราะไม่ตรงตามที่ตกลง

    ภรรยาก็เป็นอย่างนั้น เมื่อสามีไปไหนไม่ตรงตามเวลา คอยแล้วคอยอีกคอยจนดึกดื่น ถ้าไม่มาคืนนี้ก็เป็นปัญหาเพราะมันรักหมดหัวใจจนหลงมากก็ห่วงมาก เป็นทุกข์กังวล ผลที่สุดเมื่อไม่สมใจแล้วก็ขัดแย้งกันต่อว่ากันถากถางกันรุนแรง ทีแรกก็หวานกันดีหนักเข้าคำพูดที่ไม่ดีก็ออกมา การต่อว่ากันทะเลาะขัดแย้งกันก็มาจากความรักมากนั่นเอง เพราะรักมากจึงต้องห่วงกลายเป็นว่าเอาความรักมาทะเลาะกัน

    แม้รักลูกมากก็ตาม ลูกกลับดึกดื่นกลับไม่ตรงเวลา แม่ก็ด่าสาดเข้าไปคอยบ่นคอยว่า ลูกก็ไม่ชอบ ความรักจึงกลายเป็นความทุกข์เสียแล้ว

    “ทำไมรักแล้วต้องเป็นอย่างนี้ด้วย” รักแล้วต้องคอยติดตามเป็นเงาตามตัวทำไม? คนถูกรักก็ไม่เข้าใจในความรัก คนที่รักก็ไม่เข้าใจในความรัก รักแล้วกลายเป็นห่วงกลายเป็นเฝ้าติดตามจนกลายเป็นทุกข์อยู่ตลอดเวลา รักไม่มีธรรมะมักเป็นอย่างนี้

    เมื่อเป็นอย่างนี้แล้วไม่มีครอบครัวหรือชีวิตใดที่เป็นไปตามความหวัง ตามความต้องการตามที่ตนปรารถนาได้ ลูกต้องการให้พ่อแม่ตนรักอย่างมีขอบเขต แต่พ่อแม่ก็รักมากเกินไปจนไม่มีขอบเขต สามีก็อยากให้ภรรยารักตนให้มากและให้มีขอบเขต แต่มันก็ไม่มีขอบเขต ภรรยาก็มีรักที่ไม่มีขอบเขตกับสามีหรือสามีก็มีรักที่ไม่มีขอบเขตกับภรรยา พิษภัยความทุกข์จึงเกิดขึ้นกับผู้ที่มีความรักมาก แล้วปัญหานี้ก็แก้ไม่ตก

    ถ้าเราไม่เข้าหาธรรมะมันก็หนักเอียงไปทางเดียว เอียงไปทางที่เป็นทุกข์อยู่เรื่อย เพราะเราอยากให้ทุกสิ่งทุกอย่างมันตรงกับตามความต้องการ แต่มันก็ไม่เป็นดังที่เราต้องการสักที นี่แหละชีวิตคนเราถ้าไม่มีธรรมะแล้วก็จะมีปัญหา แม้แต่ความรักก็เป็นเรื่องใหญ่โตเป็นความทุกข์ที่เข้ามาแทรกซ้อนอยู่ทุกลมหายใจ

    แม้คนที่รักเจ็บไข้ได้ป่วยเป็นอะไรขึ้นมาก็เป็นทุกข์กับคนที่รัก ทรมานจิตใจเหลือเกินเจ็บหัวใจเหลือเกินเพราะไม่อยากให้เขาเจ็บไข้ไม่อยากให้เขาตาย อยากให้เขาดีอยู่ตลอดเวลา เพราะความรักมากเป็นห่วงมากจึงเฝ้าเป็นทุกข์อยู่คนเดียว

    ส่วนพ่อแม่ที่รักลูกมาก ลูกไม่เป็นทุกข์แต่พ่อแม่เป็นทุกข์เพราะห่วงลูกมากอยากให้ลูกเป็นไปตามที่ตนต้องการ แต่ลูกก็เป็นลูกอย่างนั้นเองที่ไม่เข้าใจพ่อแม่ แม้ภรรยาก็เป็นภรรยาอย่างนั้นเองที่ไม่เข้าใจสามี หรือแม้สามีก็เป็นสามีอย่างนั้นเองที่ไม่เข้าใจภรรยา จึงเป็นความรักที่ไม่เข้าใจกัน

    ความรักจะเข้าใจกันทีแรกเท่านั้น อยู่ไปนานๆ มันไม่รู้จักความเข้าใจเพราะมันเกินเลยไม่มีขอบเขต คนเราจึงมีปัญหาหัวใจ เป็นทุกข์เพราะห่วง เพราะหวง เพราะกังวล เพราะมันไม่ตรงตามที่เราต้องการ

    แม้ความรักที่สาบานว่าจะรักกันจนตายมันก็ยังทิ้งกันได้ ต่างคนต่างเกิดมาก็ตายจากกันได้ ไม่มีอะไรเป็นของเที่ยงเลย แล้วจะไปยึดมั่นถือมั่นว่าทุกอย่างนั้นจะเป็นไปตามสัญญาไม่มีหรอก

    ถ้าเขาไม่รักแล้วจะทำอย่างไร
    เขาไม่ห่วงเราแล้วเราจะห่วงเขาทำไม? เขาไม่รักเราแล้วเราจะรักเขาทำไม? เมื่อรักไม่สมปรารถนา เราจะตายบูชาความรักทำไม? เขานั่งยิ้มอยู่แต่เราไปผูกคอตาย เป็นความคิดผิดๆ รักเขามากเขาไม่รักด้วยไปตายดีกว่า โธ่! เขาไม่รักแล้วจะตายทำไมจะต้องทำใจให้ได้ รักตัวเองเข้าหาธรรมสิ!

    คนเรามันโง่ก็คิดไปผิดๆ เขาไม่รักเรายิ่งทุกข์ใหญ่ เขาไม่รักเราสิสบายใจเราไม่ต้องไปปรนนิบัติเอาใจเขา เป็นทาสของความรัก เรียกว่าเป็นทุกข์เพราะความรัก

    ถ้าเป็นคนมีธรรมะใครไม่รักไม่หวงไม่ห่วงก็ไม่เป็นไร เราจะได้อยู่กับธรรมะ จะได้ไปบวชเรียนไปสร้างบารมีจะได้คบคนดีเป็นมิตร จะได้ไม่ผิดหวัง ไม่เจอคนหลอกลวง ถ้าฝืนทนอยู่กับคนที่เขาไม่รัก เขาไม่จริงใจด้วย เป็นความคิดผิด เป็นความทุกข์

    ถ้ามีธรรมะประจำใจแล้วจะปลงตก ผัวไปมีเมียน้อยก็ยกให้เมียน้อยเลย จะได้ไปหาธรรมะรอเวลานี้มานานแล้วจะได้หมดห่วงเสียที อยู่กับคนไม่ดีคนสองใจนี่ไม่มีความสุขหรอก ไปอยู่กับธรรมะใจเดียวดีกว่าสบายใจดี ถ้าฉลาดคิดสักหน่อยสลัดทิ้งเหมือนผ้าขี้ริ้วเลย ถ้าไม่ฉลาดคิดก็เป็นทุกข์อยู่นั่นเองต้องตกเป็นทาสของมันเป็นทาสของความรัก ความหวง ความห่วง

    การปรุงแต่งที่ผิดๆว่าลูกเราครอบครัวเราทำไมจึงเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เกิดความกังวลเป็นทุกข์ นึกคิดขึ้นมาเพราะความหลงผิดปรุงแต่งผิดๆ ไปนึกถึงคนนั้นคนนี้ขึ้นมาก็เกิดความร้อนรุ่มกลุ้มใจ ถ้าเราเพิ่มความรักมากขึ้นก็ทุกข์มากขึ้น ควรทำใจให้สงบคิดเสียว่า (ช่างมึ..ช่างมัน) มันจะเกิดก็ต้องเกิดมันจะดับก็ต้องดับมันเป็นของมันอยู่อย่างนี้นานเนแล้ว

    ความรู้ความเข้าใจมีสติระลึกรู้ระวังใจตัวเองนี้ต้องฝึกฝนอบรมไปเรื่อยๆ ทำให้เรามีความสุขได้มากเหมือนไปสวรรค์ในครั้งหนึ่งเหมือนมีวิมานในใจ ธรรมะคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นหลักยึดเหนี่ยวทำให้ใจร่มเย็น เรามีความสุขสงบครั้งหนึ่งก็เท่ากับเป็นทุนเป็นปัจจัยที่ฝังลึกลงไปในหัวใจเราว่าทางดับทุกข์มีทางเดิน แต่ที่วุ่นวายอยู่นี่เพราะเรายังเดินทางไปไม่ถึง เรายังอยู่กับความวุ่นวาย เราต้องละความห่วงความกังวลให้มันน้อยลงมันก็สิ้นทุกข์ไปเอง

    การมีธรรมะฝึกอบรมใจช่วยให้จิตใจเรามีพื้นฐาน เมื่อมีทุกข์จะได้ไม่ไปทุกข์กับมัน อดทนรู้ทันอารมณ์รู้ทันเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นมา อันนี้เขาเรียกว่าธรรมะคุ้มครองปกป้องรักษา อยู่กับพระรัตนตรัยแล้วก็จะมีความสุข

    การมีธรรมะได้เปรียบอย่างนี้แหละ พยายามฝึกใจฝึกให้เห็นธรรมให้รู้ธรรมที่ใจ ทุกข์มันเกิดที่ใจก็ต้องแก้ปัญหาที่ใจด้วยความคิดทางธรรม และแก้ปัญหาด้วยการภาวนา (พุทโธ) ทำให้ใจเราเย็นลงสงบลง ภาวนามากๆ เข้า ใจมันสบายเอง จิตมันไม่สับสนกังวล ความห่วงก็น้อย

    เพราะอะไร เพราะมีปัญญาที่ตัดใจได้ เมื่อเราเกิดมาคนเดียวก็ตายคนเดียว ห่วงกันก็แค่นั้นเองช่วยอะไรกันไม่ได้ พอมีปัญญาก็ปลงตก ถ้าไม่มีปัญญาก็ทุกข์คนเดียวทั้งที่คนอื่นเขาไม่ทุกข์เท่าไหร่ ฉะนั้นธรรมะนี้จึงแก้ปัญหาหัวใจตนเอง
    เราต้องรู้จักบั่นทอนตัดกิเลสอย่างหยาบอย่างกลางอย่างละเอียดให้มันลดน้อยถอยลง ขัดเกลาให้มันว่างบ้างสงบบ้าง จากหนักกลายเป็นเบา เบาลงๆเกิดความปล่อยวางขึ้นก็สบาย เพราะความรู้ทันว่าอะไรควรคิดอะไรไม่ควรคิด อะไรควรรับอะไรไม่ควรรับจึงจะมีความสุข เมื่อเข้ามาสู่แดนธรรมมาสู่ทางสว่างทางสงบ
    รู้จักละวางให้ใจว่างบ้างด้วยการภาวนา ด้วยการเข้าใจธรรม พอมันไปห่วงไปรักไปกังวลคนอื่นมันเป็นทุกข์ทุกทีอีกแล้วว่าเขาจะเป็นโน่นเป็นนี่ ตัดใจให้ได้ช่างมันเถอะเกิดคนเดียวตายคนเดียว เอาความตายมาตัดปุ๊ปสบายใจ คนเรากรรมใครกรรมมัน เขาทำบุญไว้ก็ต้องไปดีเขาทำบาปก็ต้องไปตามกรรมของเขา ใครจะไปดึงรั้งเขาได้
    จึงว่าเราเกิดมาแล้วก็ศึกษาชีวิตให้เป็นธรรมะเสีย เกิดคนเดียวตายคนเดียวกินคนเดียวทุกข์คนเดียว ถ้าเรายังช่วยใจตนเองให้สงบไม่ได้ ก็ช่วยคนอื่นไม่ได้จะต้องช่วยเหลือตนเองก่อน เมื่อช่วยเหลือตนเองได้ก็ช่วยเหลือผู้อื่นได้
    .......................................
     
  12. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    13,127
    กระทู้เรื่องเด่น:
    162
    ค่าพลัง:
    +26,225
    5 คำอธิษฐานต้องห้าม ที่อาจย้อนกลับมาทำร้ายตัวคุณเอง

    Plodlock - ปลดล็อค
    Published on Mar 14, 2018
     
  13. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    13,127
    กระทู้เรื่องเด่น:
    162
    ค่าพลัง:
    +26,225
    ระวังบาปทางปาก ศีลข้อ4 วจีทุจริต

    ปักกลด official channel
    Published on Sep 20, 2018

    ศีลข้อ4เป็นศีลที่รักษายาก และทำบาปได้อย่างรวดเร็วและเห็นผลทันตา หากไม่มีสติในการพูด นั่นก็หมายถึงกรรมที่จะได้รับในการพูดในแต่ละครั้ง ทั้งกรรมดีและไม่ดี
     
  14. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    13,127
    กระทู้เรื่องเด่น:
    162
    ค่าพลัง:
    +26,225
  15. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    13,127
    กระทู้เรื่องเด่น:
    162
    ค่าพลัง:
    +26,225
    LpBua1.jpg
    เรื่อง “โรคกรรมเก่า” (หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน)


    ... มาถึงตอนนี้มีเรื่องแปลก ๆ ที่ไม่น่าจะมีได้ แต่ก็ได้มีแทรกขึ้นในวงกรรมฐานมาแล้ว
    สมัยท่านพักอยู่ในเขาที่เชียงใหม่ จึงขออภัยเขียนไว้บ้างตามที่ได้ยินมา
    เพื่อเป็นข้อคิดและเป็นคติเตือนใจแก่ชาวเรา ต่างก็กำลังตกอยู่ในภาวะทำนองเดียวกัน

    เรื่องนี้คิดว่า เป็นเรื่องกรรมกันโดยมาก บรรดาที่ได้ทราบกันในวงใกล้ชิด
    มีท่านพระอาจารย์มั่น เป็นต้น ผู้ให้ข้อวิพากษ์วิจารณ์ เรื่องนี้พอได้เป็นข้อคิดตลอดมา
    พระอาจารย์รูปหนึ่งซึ่งเคยอยู่กับท่านอาจารย์มั่น เล่าให้ฟังว่า
    บ่าย ๆ วันหนึ่งท่านกับพระอีกรูปหนึ่งไปอาบน้ำที่แอ่งหิน
    ใกล้กับหนทางไปไร่ไปสวนของชาวบ้านแถบนั้น
    แต่อยู่ห่างไกลจากหมู่บ้านมาก

    ขณะลงอาบน้ำ เผอิญมีพวกสีกามาจากไร่ เดินผ่านมาที่ตรงนั้น
    ซึ่งแต่ก่อนไม่เคยมีเลย พอพระรูปนั้นเจอเข้า
    จิตก็เกิดแปรปรวนขึ้นมาทันทีทันใด โดยไม่ทันได้มีสติยับยั้งเอาเลย
    จึงเกิดเป็นไฟราคะตัณหาเผาลนตัวเองขึ้น
    ในขณะนั้นและร้อนสุมอยู่ตลอดไป

    พยายามแก้ไขเท่าไรก็ไม่ตก ทั้งกลัวท่านอาจารย์จะทราบก็กลัว
    ทั้งกลัวเจ้าตัวจะเสียไปเพราะเรื่องนี้ก็กลัว เลยทำให้พระรูปนั้นตั้งตัวไม่ติด

    นับแต่ขณะนั้นไปถึงกลางคืน จนตลอดคืนที่พิจารณากันอยู่อย่างไม่หยุดยั้งลดละ
    เพราะความไม่เคยเป็นมาก่อนเลย เพิ่งมาเจอเอาขณะนั้น ท่านจึงรู้สึกเป็นทุกข์มาก
    ในคืนนั้นท่านอาจารย์ก็พิจารณาทราบเช่นกันว่า พระรูปนี้ไปเจอเอาของดีเข้าแล้ว
    กำลังเกิดความกระวนกระวายด้วยความรักและความกลัว
    ตลอดคืนมิได้หลับนอน ด้วยความพยายามแก้ไขอย่างสุดกำลัง

    ตื่นเช้าขึ้นมาท่านก็มิได้ว่าอะไร เพราะทราบว่าเจ้าตัวกำลังกลัวท่านมากแล้ว
    ถ้าไปว่าเข้า เดี๋ยวเกิดเป็นอะไรไปก็ยิ่งจะแย่เข้าไปอีก
    ท่านแสดงอาการยิ้มต่อพระองค์นั้นขณะที่มาพบกันตอนเช้า
    ดูอาการของเธอทั้งอายทั้งกลัวท่านมากแทบตัวสั่น
    ท่านก็ทำอาการเป็นไม่รู้ไม่ชี้เฉย ๆ ไปเสีย

    พอถึงเวลาบิณฑบาต ท่านเลยหาอุบายพูดเพื่ออะไรก็ยากจะเดาได้ถูก
    ว่าท่าน…..กำลังเร่งภาวนาอย่างเอาจริงเอาจัง
    จะเร่งต่อไปไม่ต้องไปบิณฑบาตก็ได้ ไปแต่พวกเราก็ยังได้
    พระเพียงองค์เดียวจะเลี้ยงไม่ได้อย่างไร ท่านอยากภาวนาต่อก็ไปภาวนาเสีย
    ภาวนาเผื่อหมู่คณะด้วยนะ แต่ท่านมิได้มองดูพระรูปนั้นเลย
    เพราะท่านทราบดียิ่งกว่าพระรูปนั้นจะทราบเรื่องของตัวอยู่แล้ว

    ว่าแล้วท่านก็นำหมู่คณะออกบิณฑบาต ส่วนพระรูปนั้นก็จำใจเข้าทางจงกรมทำความเพียร
    ทั้งนี้ท่านทำเพื่ออนุเคราะห์พระที่เป็นขึ้นด้วยความบังเอิญ ไม่มีเจตนา
    แต่สุดวิสัยจะห้ามได้ ท่านก็ทราบว่าพระรูปนั้นพยายามอยู่อย่างเต็มใจที่จะแก้เรื่องของตัว
    จึงต้องหาอุบายช่วยด้วยวิธีต่าง ๆ โดยมิให้กระทบกระเทือนจิตใจเธอแต่อย่างใด

    เวลากลับจากบิณฑบาตมาถึงที่พักแล้ว ก็พร้อมกันจัดอาหารใส่บาตรเธอ
    และสั่งให้พระไปนิมนต์เธอมาฉัน หรือจะฉัน ณ ที่อยู่ของตนก็ได้ตามแต่สะดวก
    พอทราบเธอก็รีบมาฉันร่วมหมู่คณะ ขณะเธอเดินมาท่านก็ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นไม่มอง
    แต่พูดอย่างนิ่มนวลอ่อนหวาน เพื่อประสานใจที่เป็นรอยร้าวตลอดมานั้น
    ไม่ปรารภเรื่องที่จะทำให้เสียใจใด ๆ เลย

    แม้เธอจะมาฉันร่วมหมู่คณะ แต่ก็ฉันได้นิดเดียว พอเป็นพิธีไม่ให้เสียมรรยาทเท่านั้น
    วันนั้นพระที่อยู่ด้วยกันสองรูปคือรูปที่เล่านี้ด้วย เพราะแต่ก่อนท่านยังไม่ทราบเรื่อง
    พากันเกิดความสงสัยโดยคิดว่า แต่ก่อนท่านอาจารย์ไม่เคยทำอย่างนี้กับใครเลย

    แต่มาคราวนี้ท่านทำไมถึงทำอย่างนี้กับท่าน……นี้ ชะรอยท่านคงภาวนาดีแน่ ๆ
    ท่านถึงได้ช่วยสนับสนุน พอได้โอกาสก็แอบไปหาท่าน…..นั้น
    ถามถึงการภาวนาว่า ท่านอาจารย์ว่าท่านกำลังเร่งความเพียรจึงไม่ให้ไปบิณฑบาต
    แต่ท่านมิได้บอกว่าท่านภาวนาดี
    ที่นี่การภาวนาท่านเป็นอย่างไรบ้าง นิมนต์เล่าให้ผมฟังบ้าง

    พระรูปนั้นก็ยิ้มแห้ง ๆ แล้วตอบว่าผมจะภาวนาดียังไง
    ท่านอาจารย์เห็นคนจะตายท่านก็ทำท่าช่วยเสริมไป
    ตามอุบายแห่งความฉลาดของท่านอย่างนั้นเอง
    ผู้ถามเซ้าซี้ให้เล่าให้ฟังตามความจริง ต่างก็ไล่กันไปเลี่ยงกันมาอยู่พักหนึ่ง
    และถามว่าที่ว่าท่านอาจารย์เห็นคนจะตายท่านก็ช่วยเสริมไว้นั้นจะตายอย่างไร
    และช่วยเสริมอย่างไร? เมื่อทนไม่ไหวเธอก็กำชับว่า

    ไม่ให้เล่าถวายท่านอาจารย์ทราบ เพราะท่านทราบเรื่องของผมละเอียดแล้ว
    ยิ่งกว่าผมทราบเรื่องของตัวเป็นไหน ๆ ฉะนั้นผมจึงกลัวและอายท่านมาก
    แล้วพูดต่อไปว่า วานนี้เราไปอาบน้ำด้วยกันที่แอ่งหิน
    ท่านได้เห็นอะไรบ้างขณะกำลังจะอาบน้ำ รูปที่ถามตอบว่าก็ไม่เห็นเห็นอะไร
    นอกจากผู้หญิงที่พากันมาจากไร่ผ่านไปบ้าน
    ตอนพวกเรากำลังจะอาบน้ำนั้นเท่านั้น

    พระที่ถูกถามตอบว่า นั่นแลท่านที่ผมจะตายอยู่ขณะนี้
    จนถึงกับท่านอาจารย์ไม่ยอมให้ผมไปบิณฑบาต
    ท่านกลัวจะไปสลบหรือตายอยู่ในบ้านขณะที่จะไปเจอเข้าอีกอย่างไรเล่า
    ผมจะภาวนาดีอย่างไร ท่านทราบหรือยังว่าคนจะตายนั้นหรือคือคนภาวนาดี
    องค์ที่ถามตกตะลึง โอ้โฮตายจริง ท่านไปเป็นอะไรกับเขาพวกนั้นเข้าล่ะ

    รูปนั้นตอบว่า ผมจะไปเป็นอะไรกับเขา นอกจากไปขโมยรักเขาเข้าโดยไม่รู้สึกตัว
    จนกรรมฐานแตกกระเจิงไปหมด ปรากฏแต่ความสวยงามกับความบ้ารักของผมเท่านั้น
    เหยียบย่ำทำลายหัวใจผมแทบตายทั้งคืนเมื่อคืนนี้ แม้เดี๋ยวนี้ก็ยังไม่ลดละเรื่องบ้านั่นเลย
    ไม่ทราบว่าจะทำอย่างไรกับมัน ท่านช่วยผมหน่อยได้ไหม นับว่าเมตตาเอาบุญ

    องค์ถาม เวลานี้ก็ยังไม่ลดลงบ้างหรือ? เปล่า เธอตอบ
    ซึ่งเป็นคำที่น่าสงสารเอามากมาย
    องค์ถาม ถ้าอย่างนั้นผมจะช่วยให้อุบายท่าน คือถ้าท่านไม่สามารรถระงับมันได้
    ท่านฝืนอยู่ที่นี่ต่อไปก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร นอกจากมันจะกำเริบขึ้นเท่านั้น
    ผมว่าท่านควรหลีกจากที่นี่ไปหาภาวนาเสียที่อื่นจะดีกว่า

    ถ้าท่านไม่สามารถกราบเรียนท่านอาจารย์ได้ ผมจะช่วยกราบเรียนท่านให้
    ว่าท่านประสงค์จะไปแสวงหาที่วิเวกใหม่ เพราะอยู่ที่นี่ไม่สบาย
    เข้าใจว่าท่านคงจะอนุญาตทันที เพราะท่านก็ทราบเรื่องท่านดีอยู่แล้วโดยปริยาย
    เป็นแต่ท่านยังไม่พูดเท่านั้น เกรงท่านจะอายท่าน
    เธอก็เห็นดีด้วยและตกลงกันในขณะนั้น

    พอตกเย็นท่านที่จะช่วยอนุเคราะห์ก็เข้าไปกราบเรียนท่านอาจารย์
    ท่านก็อนุญาตทันที แต่มีปัญหาเหน็บแนมมาด้วยอย่างลึกลับว่า
    โรคกรรมนี้มันหายยาก โรคที่มีเชื้อเดิมอยู่แล้วติดต่อลุกลามได้เร็ว
    เท่านี้ท่านก็หยุดไม่พูดอะไรต่อไปอีก แม้ผู้ไปกราบเรียนก็ไม่เข้าใจปัญหาท่าน

    เรื่องนี้ต่างคนต่างปิดกัน คือผู้เป็นก็ปิดท่านอาจารย์ ผู้อนุเคราะห์ช่วยเหลือก็ปิดท่านอีก
    แม้ท่านอาจารย์เองก็ปิด ทั้งที่ทราบอย่างเต็มใจแล้วก็ทำเป็นเหมือนไม่ทราบ
    ต่างคนต่างไม่ยอมบอกความจริงต่อกัน แต่ต่างฝ่ายต่างก็รู้เรื่องได้ดีด้วยกัน
    วันหลังเธอก็เข้าไปกราบนมัสการลาท่าน
    ท่านก็อนุญาตให้ไปด้วยดี โดยมิได้พูดเรื่องเธอแต่อย่างใด

    เธอไปพักอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งซึ่งไกลจากหมู่บ้านนั้นมาก
    ถ้ามิใช่กรรมดังท่านอาจารย์ว่าจริง ๆ ก็คงหวังพ้นภัยได้แน่ ไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้อีก

    แต่ก็เจ้ากรรม อนิจจาเป็นดังท่านว่าไม่ผิดแม้กระเบียดเดียว
    พอเธอหายหน้าไปจากบ้านนั้นไม่นานนัก
    ลูกศรที่อยู่ทางนี้ก็คงเจ้ากรรมอย่างเดียวกันอีก
    อุตส่าห์ด้นดั้นเปะปะไปหาจนเจอเข้าจนได้

    ซึ่งธรรมดาผู้หญิงป่าไม่เคยเป็นไปอย่างนั้น แต่ก็ได้เป็นไปแล้ว
    จึงเป็นเรื่องน่าคิดอย่างยิ่ง
    หลังจากท่านอาจารย์และหมู่คณะจากหมู่บ้านนั้นไปไม่นานนัก

    ก็ทราบว่าพระองค์นั้นสึกเพราะดมยาสลบซ้ำ ๆ ซาก ๆ จนทนไม่ไหว
    สุดท้ายกรรมก็พาหมุนกลับมาได้เสียเป็นคู่ผัวตัวเมียกัน
    กับสาวงามชาวเขาเผ่ามูเซอคนนั้น ที่บ้านนั่นเอง
    นับว่ากรรมเอาเสียจริง ๆ ถ้าไม่กรรมแล้วจะเป็นไปได้อย่างไร

    เพราะเท่าที่พระองค์นั้นเล่าให้ฟังขณะที่ใจเริ่มกำเริบทีแรก
    ก็เพิ่งเริ่มพบกันขณะเดียวเท่านั้น
    มิได้เคยพบเห็นและพูดจาพาทีกันที่ไหนมาก่อนเลย
    ข้อนี้บรรดาพระที่อยู่ร่วมกันมา ก็ยอมรับว่าเป็นความจริง
    เพราะอยู่ด้วยกันในวัดตลอดเวลา มิได้ไปไหนมาไหนพอจะหลวมตัว
    ทั้งก็อยู่กับท่านพระอาจารย์เสียเอง อันเป็นสถานที่ให้ความปลอดภัยตลอดมา
    ไม่มีข้อที่น่าสงสัย นอกจากเจ้ากรรมหรือคู่บาปคู่บุญมาถึงเข้าเท่านั้น

    เธอเล่าให้พระเคยอนุเคราะห์ฟังว่า เพียงประสาททางตากระทบกันเท่านั้น
    มันเหมือนดมยาสลบเข้าไปไม่ได้สติสตังเอาเลย
    ปรากฏแต่ความรักความผูกพันมัดจิตใจจนแทบจะหายใจไม่ออก
    ทำให้จิตใจเซ่อซ่าไปตามอารมณ์นั้นจนตัวไม่เป็นตัวของตัว
    และไม่มีเวลาลดหย่อนผ่อนคลายลงบ้างเลย
    เมื่อเห็นท่าไม่ได้การก็พยายามปลีกตัวหนีไป เจ้าของยาก็ตามไปเยี่ยมคนไข้อีก
    เรื่องก็เสร็จกันเท่านั้นเองจะไปที่ไหนรอด ใครไม่เคยถูกก็ดูยิ้มได้ ถ้าถูกเข้าก็รู้เอง
    เพราะมิใช่พระสุนทรสมุทรพอจะเหาะออกจากทางทวารบนแห่งบ้านได้

    ตามปกติพวกนี้ไม่คุ้นกับพระ แต่หากกรรมพาเป็นไปเอง
    เรื่องกรรมนี้จึงไม่สิ้นสุดอยู่กับผู้ใด
    เพราะกรรมมีอำนาจเหนือใครในโลกที่สร้างกรรม
    พระอาจารย์ท่านทราบอย่างเต็มใจ
    จึงต้องมีอุบายปฏิบัติต่อเธออย่างนั้น ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยทำต่อผู้ใดมาก่อนเลย

    แต่ก็คงสุดวิสัย ท่านจึงมิได้แนะอุบายอะไรเพื่อเธอให้ยิ่งไปกว่าที่อนุเคราะห์มาแล้วนั้น
    เรื่องก็ลงเอยกันตรงที่เมื่อไปไม่รอดก็จำต้องจอดเรือ
    ซึ่งเป็นคติธรรมของโลกที่อยู่ใต้อำนาจของกรรม

    ดังนั้น จึงได้นำเรื่องนี้มาลงไว้เพื่อเป็นคติเตือนใจพวกเราที่อาจเป็นได้
    หากเป็นการไม่สมควรประการใดก็หวังได้รับอภัยจากท่านผู้อ่านตามเคย ...

    ประวัติพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต
    เรียบเรียงโดย หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
    ขอบคุณที่มา :- http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=4&t=45725
     
  16. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    13,127
    กระทู้เรื่องเด่น:
    162
    ค่าพลัง:
    +26,225
    กฏแห่งกรรมในหลักธรรมพุทธศาสนา/ พระอาจารย์ สมภพ โชติปัญโญ

    นโม พุทฺธสฺส
    Published on Nov 9, 2018
     
  17. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    13,127
    กระทู้เรื่องเด่น:
    162
    ค่าพลัง:
    +26,225
    อาจารย์ยอด : สะเดาะเคราะห์ด้วยตัวเอง [น่ารู้]

    อาจารย์ยอด


    Published on May 21, 2018
     
  18. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    13,127
    กระทู้เรื่องเด่น:
    162
    ค่าพลัง:
    +26,225
    เรื่อง ตาเคลิ้ม
    พระราชสุทธิญาณมงคล

    เรื่องของตาเคลิ้มนี้ เป็นเรื่องจากประสบการณ์ที่อาตมา ได้รับรู้มาเป็นเวลานานแล้ว ประมาณปี พ.ศ. ๒๕๑๒ ซึ่งในสมัยนั้นอาตมาเพิ่งเริ่มที่จะสร้างพระอุโบสถหลังใหม่ อาตมาเห็นว่าเรื่องของตาเคลิ้มนี้เป็นอุทาหรณ์เตือนใจพุทธศาสนิกชนเป็นอย่างดี จึงขอนำมาเล่าในวันนี้

    ตาเคลิ้มมีบ้านอยู่ที่ฝั่งธนบุรีใกล้ริมฝั่งคลอง จึงต้องอาศัยใช้เรือเป็นพาหนะสัญจรไปมา ตาเคลิ้มมีภรรยาชื่อยายวาด มีนิสัยชอบทำบุญ ทำทาน และช่วยเหลือกิจการงานของวัดอย่างสม่ำเสมอ ผิดกับตาเคลิ้มซึ่งแม้จะเป็นคนร่ำรวยมากก็ตาม แต่เรื่องของการทำบุญนั้นกลับไปชอบเลย และมักจะคอยขัดขวางยายวาดในเรื่องการทำบุญอยู่เสมอ แม้แต่การอนุโมทนาสาธุการ แกก็ไม่ยอมทำแต่ประการใดเลย การทำบุญที่แกเคยทำก็มีแค่ การร่วมสร้างสังกะสีสำหรับมุงหลังคาศาลาของวัดที่อยู่ใกล้ ๆ บ้านแก จำนวนหนึ่งแผ่นเท่านั้น เพราะมัคทายกวัดนั้นได้มาคะยั้นคะยอให้ตาเคลิ้มช่วยทำบุญ ตาเคลิ้มจึงต้องจำใจทำ ในบางครั้งที่ตาเคลิ้มยอมไปวัดก็เพราะจะไปเล่นหมากรุกกับพระที่วัด ส่วนลูกหลานของแก ตาเคลิ้มก็ไม่ยอมให้เรียนหนังสือ เพราะถือว่ามีทรัพย์สมบัติมากที่จะให้ลูกหลานไว้ใช้

    อยู่มาวันหนึ่งเป็นวันพระ ยายวาดก็จัดแจงตระเตรียมข้าวปลาอาหาร ขนมนมเนย สำหรับจะถวายพระในวัดที่อยู่ทางเหนือของบ้าน แต่เกิดรู้สึกไม่ค่อยสบาย เลยขอร้องตาเคลิ้มให้ช่วยนำภัตตาหารไปถวายพระแทน

    ตาเคลิ้มจึงพายเรือไปทำบุญที่วัดคนเดียว เมื่อได้นำของไปถวายพระเสร็จแล้ว จึงได้พายเรือกลับบ้าน พอดีในระหว่างทางที่กำลังพายเรือกลับบ้านอยู่นั้น ตาเคลิ้มเกิดเห็นผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งบ้านอยู่ก่อนจะถึงบ้านตาเคลิ้มกำลังจะขึ้นเรือที่มาหยุดจอดรับที่หน้าบ้านโดยมีผู้ชายสองคน นั่งอยู่ที่หัวเรือคนหนึ่งและท้ายเรืออีกคนหนึ่ง เป็นคนมารับ ตาเคลิ้มจึงหยุดทักทายผู้หญิงคนนั้นว่า “อ้าว นั่นแกจะไปไหนนะ ผู้หญิงคนนั้นก็ตอบตาเคลิ้มว่า “เค้ากำลังจะเอาฉันไปส่ง แกจะไปกับฉันด้วยไหมละ ตาเคลิ้มในขณะนั้นก็รู้สึกตัวว่าคล้ายเคลิ้ม ๆ ไป เลยรับปากว่าจะตามไปส่ง จึงพายเรือตามหลังไป

    ผู้หญิงคนนี้ความจริงได้ตายไปแล้ว แต่ตาเคลิ้มไม่ได้นึกอะไร คิดแต่เพียงจะพายเรือตามไปส่งเขาเท่านั้น ฉะนั้นเมื่อถึงบ้านเลยไม่ได้แวะ พายผ่านบ้านไป ส่วนยายวาดอยู่บนเรือนเห็นตาเคลิ้มพายเรือตามผู้หญิงที่ตายไปแล้วคนนั้นไป ก็ตะโกนร้องเรียกให้ตาเคลิ้มให้หยุด แต่เรือทั้งสองลำก็พายผ่านบ้านไป จนกระทั่งเรือไปถึงคุ้งน้ำ ยายวาดก็เห็นเรือล่มหายวับไปกับตา

    ส่วนตาเคลิ้มกำลังพายเรือกำปั่นตามหลังไป ก็ไม่ได้ยินเสียงยายวาดเรียกแต่อย่างไร รู้แต่ว่าพอพายเรือผ่านบ้านแกไป ก็รู้สึกสว่างแวบ พอแสงสว่างแวบหาย ปรากฏว่าเรือได้เกยฝั่งเข้าที่เมือง ๆ หนึ่ง คล้ายว่าจะเป็นเมืองลับแล ก็อยู่ใกล้ ๆ บ้านแกนั่นแหละ ตาเคลิ้มเลยลงไปชมดูเมืองนั้น

    ตาเคลิ้มก็ไปเจอหลวงตาองค์หนึ่ง หลวงตาที่ตายไปก่อนตาเคลิ้ม หลวงตาองค์นี้ ตาเคลิ้มเคยไปนั่งเล่นหมากรุกกับแกที่วัดบ่อย ๆ ในสมัยที่หลวงตายังมีชิวิตอยู่ ตาเคลิ้มเห็นท่านไปนั่งเล่นหมากรุกอยู่กลางแดด เลยเข้าไปหา พอหลวงตาเห็นตาเคลิ้มก็ทักขึ้นว่า “อ้าว เคลิ้ม ข้ามาอยู่นี่ตั้งนานแล้วไม่มีขาเล่นเลย แกมาพอดีเลย”

    หลวงตาเลยมีตาเคลิ้มเป็นเพื่อนเล่นหมากรุก หากโยมไปเจอพระองค์ไหนนั่งเล่นหมากรุก ก็ช่วยไปบอกกับท่านนะ ว่าไม่เชื่อเป็นถามหลวงพ่อวัดอัมพวัน มันเป็นบาปและไม่ต้องทำอะไรเลย การเล่นหมากรุกไม่ใช่หน้าที่ของพระภิกษุในพระพุทธศาสนา มันจะเป็นบาปเป็นกรรม

    ในโอกาสต่อมาตาเคลิ้มก็เล่าว่า เสร็จแล้วก็มีคนมาพาตาเคลิ้มไป พาไปดูหมดเลยหลาย ๆ แห่ง ไปดูบางบ้านทะเลาะกัน เอาสากตีกัน เอาอะไรต่อมิอะไรตีกัน ตาเคลิ้มก็ไปเห็นหมด แล้วเขาก็บอกว่านี่แหละบ้านอันธพาลบ้านนรก ทะเลาะกันไม่พัก แล้วเขาก็เล่าว่า “นี่ตาเคลิ้มเอ้ย บ้านแถวนี้มันไม่ยอมเอาลูกเรียนหนังสือ มันถึงได้เป็นอย่างนี้” ตาเคลิ้มนึกเสียใจ ดูไปเหมือนกันทั้งแถวเลย มีแต่ทะเลาะวิวาท ด่ากันทุกวัน นี่แหละบ้านอัปมงคล พอไปดูบ้านอีกแถวหนึ่ง เจอบ้านสวยหมดทุกคน เข้าบ้านไหนพูดเพราะหมดทุกบ้าน ต้อนรับพาทีดีเหลือเกิน ลูกก็หิ้วกระเป๋าไปโรงเรียน พอเดินต่อไปได้อีกสักหน่อยเจอมหาวิทยาลัย แล้วคนนำเขาก็บอกว่านี่ตาเคลิ้ม แถวนี้เขาอยู่ดีกินดีเพราะเขาให้ลูกเรียนหนังสือ ตาเคลิ้มก็นึกเสียใจ เพราะว่าไม่ได้ให้ลูกเรียนหนังสือเลย เพราะนึกว่าทรัพย์สมบัติเรามีมาก เลยคนที่นำไปก็บอกว่า “แม้แกจะมีสมบัติมาก มีเงินกี่ร้อยล้านก็ไม่เกิดประโยชน์ ดูคนมีเงินสิมันตีกันเห็นไหม เพราะมันไม่ได้เรียนหนังสือ และดูสิหมู่บ้านนี้มีมหาวิทยาลัยสวยงาม มีคนเรียนหนังสือ เขาก็ไม่ทะเลาะวิวาทกัน เป็นผู้ดีเต็มขึ้น เขาพูดเพราะกันทั้งบ้าน มีลูกมีหลานก็พูดกันเพราะ ๆ ทั้งนั้น”

    ตาเคลิ้มก็นึกเสียใจว่า “เรามีลูกตั้งเก้าคน ไม่เคยให้ลูกเรียนหนังสือแม้แต่คนเดียว มีทรัพย์สมบัติไปให้ เขาก็คงผลาญหมด” แกก็นึกในใจ แล้วแกก็เดินดูมหาวิทยาลัย ดูแพทย์ศาสตร์ ดูโรงพยาบาลเยอะแยะ แล้วคนที่นำไปก็อธิบายอีกว่า “นี่ตาเคลิ้ม พวกเขาเหล่านี้ได้สร้างโรงพยาบาลของเขาไว้นะ ที่เขามาอยู่กันนี่” แล้วตาเคลิ้มก็ไปเห็นคนเก่าที่รู้จักกันเป็นส่วนมาก

    พอเดินต่อมาก็เห็นศาลา ตาเคลิ้มก็เกิดหิวข้าวจัง หิวข้าวที่สุด ก็เลยไปเจอคนรู้จัก เขาก็บอกว่า “อ้าวเชิญ ตาเคลิ้มมาอย่างไรละนี่ มา มาทานข้าวกัน” ตาเคลิ้มก็เข้าไปเพราะหิวมากน้ำลายไหลเลย ก็ตรงไปนั่งเก้าอี้ ที่โต๊ะของเขากับข้าวบริบูรณ์เลย ด้วยความหิวก็เลยเอาช้อนรีบตักขึ้นมากิน เสร็จแล้วก็ต้องรีบคายทิ้ง เพราะร้อนจังเลย เอ๊ะ จับกับข้าวดูก็ไม่ร้อน แต่พอใส่ปากกลับกินไม่ได้เลย กินไม่ได้ทั้งหมด ก็เลยต้องขอลาเขาไป แล้วมองดูเขากิน เขาก็กินกันได้ไม่เห็นเป็นไร ตาเคลิ้มก็นึก โอ้นี่เราไม่ได้ทำบุญเลย พอเดินไปอีกก็มีโต๊ะกับข้าว ก็จำได้ว่านี่กับข้าวบ้านเรานี่ ขนมนี่ยายวาดเคยเอาไปทำบุญ ขนมตะโก้ ขนมเปียกปูน ขนมปลากิมไข่เต่า ยายวาดเขาชอบทำ ก็เข้าไปกินแต่กินไม่ได้เลย แล้วมีคนเขาก็บอกว่า “นี่มันขนมของยายวาด แกทำบุญมากินไปเถอะ” ตาเคลิ้มก็ตักกินอีกแต่ก็กินไม่ได้เลย ปากพองหมดเลย มันร้อน แล้วก็มีอีกคนหนื่งก็บอกว่า “นี่ของของเมียแก ตอนเมียแกทำบุญ แกเคยสาธุบ้างหรือเปล่า” แกก็ตอบว่า “ผมเป็นคนห้ามเลยว่า เอาไปให้พระฉันทำไม”เลยกินไม่ได้ ตาเคลิ้มแค้นใจมาก

    กลับมาอีกก็ไปเจอเสื่อปูไว้ พวกเขาก็นั่งกันเรียบร้อย ก็เรียกตาเคลิ้มให้นั่ง บอกนั่งลงไปซินี่เสื่อแก แกก็จำได้ว่าเป็นเสื่อของยายวาดเขา พอแกนั่งลงไปก็นั่งไม่ได้ นั่งลงไปตูดร้อนเลย นี่โยมจำไว้เมียสร้างมา ผัวไม่ได้ เพราะผัวไม่ได้อนุโมทนา ตาเคลิ้มก็นึกแค้นในใจว่า “หนอยที่ยายวาดมาสร้างก็สตางค์เรานี่นา แล้วทำไมเราไม่ได้นะ” หัวหน้าที่นั่งก็เลยย้อนถามว่า “มันสตางค์ของแกอย่างไร เขาก็ค้าขายของเขา” ตาเคลิ้มก็ตอบว่า “เอ๊ะ ก็ผัวเมียนอนอยู่ด้วยกัน ทำไมไม่ได้ด้วยกันหรือ ” เขาก็ตอบว่า “ไม่ได้หรอกของใครของมัน”

    ขอให้โยมจำไว้นะของใครของมันนะ ไม่ใช่ว่าผัวทำแล้วเมียได้ หรือเมียทำแล้วผัวได้ ยกตัวอย่าง โยมเป็นภรรยามาทำกรรมฐานอยู่เจ็ดวัน ได้สติสัมปชัญญะ ได้บุญกุศลมากแล้วก็อุทิศให้ผัว แต่ผัวไม่ได้ทำกรรมฐานมันก็ไม่ได้ มันต้องมาทำเสียด้วยกัน

    แล้วแกก็มาเล่นหมากรุกต่อ เล่นไปเล่นมาแดดเผาหลังลอกเลย แดดแรงอะไรอย่างนี้ หลวงตาก็เลยบอกว่า “นี่ตาเคลิ้ม ที่นี่ผิดกับวัดที่บ้านเรานะ แดดที่นี่มันแรงเผาหลังลอกหมด “พออีกสักครู่ฝนตกแล้ว ฝนตกลงมาเหมือนเข็ม ทิ่มแทงที่ตัว ก็เลยต้องรีบวิ่ง แต่หลวงตาก็ไม่ได้วิ่ง เพราะไม่ได้สร้างอะไรไว้ ก็ต้องนั่งโดนเข็มทิ่มแทง จับหมากรุกค้าง ตาเคลิ้มอยู่ไม่ได้ก็วิ่งเข้าศาลาหลังใหญ่ แต่ตาเคลิ้มเข้าไม่ได้เสียอีกแล้ว เข้าได้ก็อยู่ไม่ได้ เลยต้องมาหลบอยู่ตรงชายคา ซึ่งมีสังกะสีอยู่แผ่นเดียว แล้วแกก็เล่าต่อไปว่า ฝนที่นั่นก็แปลก ตกแล้วยังชอนมาข้างใต้ได้ สาดมาโดนเอาหลังผมแย่เลย มันทิ่มจนเป็นตุ่ม ๆ หมดเลย

    กล่าวถึงทางบ้านของตาเคลิ้ม เป็นระยะเวลาเจ็ดวัน ยายวาดก็ไปหาหมอดูที่กรุงเทพฯ ก็ดูว่าตาเคลิ้มตาย ตายที่ใต้บ้านเพราะเรือล่ม ยายวาดก็เอาคนช่วยกันเอาแหลนไปตัก มันก็ไม่มี ล่องไปถามบ้านเหนือบ้านใต้ ก็ไม่มีใครเจอเลย นี่ก็แสดงว่าไอ้เมืองนี่ใกล้บ้านตาเคลิ้มแน่ ๆ สรุปว่าไปหาหมอดูก็บอกว่าตายหมด ก็เลยปรึกษาลูกหลานว่า พรุ่งนี้ทำบุญเจ็ดวันให้ตาเคลิ้ม แม้จะไม่ได้ศพก็ช่างมันเถอะ

    พอถึงเวลาเจ็ดวัน เจ้าหน้าที่ที่พาตาเคลิ้มไปก็บอกว่า “ตาเคลิ้ม เจ้ากลับบ้านได้แล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างก็เห็นหมดแล้ว” แล้วให้มาที่หอประชุมใหญ่ และถามว่า “เป็นอย่างไรตาเคลิ้ม” แกก็ตอบว่า “เอาหละ ต่อไปนี้ผมจะไปสร้างวัด ไม่อยากไปเข้าหุ้นกับใครเขาแล้ว เพราะมันลำบากมาก ได้ไปอยู่แค่สังกะสีแผ่นเดียว ต่อไปผมจะไปสร้างมันทั้งหลังเลย” เขาก็ถามว่า “จริงหรือเปล่าตาเคลิ้ม ถ้าแกไม่ทำตาม ไม่ไปสร้าง บ้านแกจะต้องไฟไหม้นะ เพราะเสียสัจจะ ลูกเต้าก็จะซัดเซพเนจร ทรัพย์สมบัติก็จะหมด เอาหละ ตาเคลิ้มแล้วกลับไปสร้างนะ” แกตอบ “ครับ ผมจะสร้างครับ เพราะเงินผมเยอะ และต่อไปผมจะให้หลาน ๆ ของผมเรียนหนังสือ”

    ในที่สุดเขาก็ส่งกลับ โดยให้ตาเคลิ้มนั่งเรือแล้วหลับตา ซึ่งเป็นเวลาเดียวกันทางบ้าน เป็นเวลาตีสี่ กำลังจะทำกับข้าวเพื่อทำบุญเจ็ดวันตาเคลิ้ม คนคุมเขาสั่ง “เอ้า ตาเคลิ้มหลับตา จะรีบไปส่ง” พอตาเคลิ้มหลับตาก็ได้ยินเสียงเฟี้ยว แกก็หงายท้อง เรือก็พุ่งเข้าไปที่ใต้ถุนบ้านตาเคลิ้มเลย พอแกหงายท้อง แกก็ลุกไม่ขึ้นเป็นอัมพาต ส่วนยายวาดก็กำลังจะเอาน้ำไปเทที่ใต้ถุน เลยเห็นเข้าก็ตะโกนเรียก “ไอ้หนูไปดูซิ นั่นพ่อมึงหรือใครนะ เลยเอาไฟมาดูก็ร้อง “อ้าว พ่อมาแล้ว” เลยก็หามขึ้นมาบนเรือน ส่วนเรือก็ยังอยู่ใต้ถุน

    ยายวาดก็ถามว่า “อ้าย ไปไหนมาละนี่” ตาเคลิ้มก็อ้าปากจะตอบ แต่พูดไม่ได้ ไม่มีเสียง ได้แต่ทำปากพะงาบ พะงาบ แล้วก็พลิกตัวไม่ได้ด้วย เกือบจะตาย เนื้อตัวก็ลอกหมดเลย เพราะไปโดนแดดเมืองนั้นมา แล้วข้างก้นก็เป็นรูโหว่หมดเลย เพราะไปโดนฝนมา

    พอค่อยยังชั่วพอที่จะลุกนั่งได้และพูดได้ ก็เลยเล่าให้ยายวาดและคนบ้านเหนือบ้านใต้ฟัง พระก็วิจารณ์กันว่าไปนรกมาบ้าง ไปเมืองลับแลมาบ้าง มันเป็น
    เรื่องแปลกที่ว่าไปส่งยายผู้หญิงคนนั้นมา และยายคนนั้นก็อยู่ที่เมืองนั้นแล้ว ตอนพายเรือไปส่งก็พายตามเขาไปนั่นแหละ พอไปถึงใต้บ้านเท่านั้น ก็แวบเลย หายไปหมดเลย กลายเป็นเมือง ๆ หนึ่งเลย ดังนั้นขอสรุปว่านรกสวรรค์นั้นอยู่รวมกันแน่นอนที่สุด แต่มันคนละภพไม่สามารถมองเห็น

    จากนั้นตาเคลิ้มก็จะเริ่มสร้างวัด ก็ไปปรึกษายายวาดว่า “เอาหละ ข้าก็ไปเห็นมาหมดแล้วนะ ข้าเสียใจเหลือเกิน ข้าอยากจะสร้างวัด” ยายวาดก็ตกลง เลยไปเรียกลูก ๆ มาตกลงกัน ก็ได้ความว่า คงจะใช้เงินสักสิบล้าน สิบห้าล้าน ก็คงสร้างวัดย่อม ๆ ได้ ก็เลยไม่นิมนต์พระในกรุงเทพฯ มา ก็มาขอเงินห้าหมื่นว่าจะไปหาที่ให้ แล้วก็หายไปเลยหลายองค์ จนชาวบ้านเขาลือว่าแกอยากจะสร้างวัด

    จนในที่สุดเป็นเรื่องน่าอัศจรรย์ใจ ตาเคลิ้มแกก็ฝันไปว่า มาเจอพระรูปร่างลักษณะอย่างนั้น ๆ พอที่จะช่วยได้ อยู่ที่จังหวัดสิงห์บุรี เลยสเก็ตภาพ แล้วให้ลูกชายมาหาบอกว่าเป็นพระที่เจริญวิปัสสนา ลูกชายก็เที่ยวมา มาเจออาตมาที่วัดแจ้ง จังหวัดสิงห์บุรี อาตมากำลังฉันข้าวก็สังเกตเห็นว่า เอ๊! ใครนะมาดูเราจัง ก็ชักจะฉันข้าวไม่ลงแล้ว จ้องตามายังอาตมาจัง องค์อื่นมีก็ไม่ดู จนกระทั่งอาตมาฉันข้าวเสร็จก็ลงไป ก็ยังตามมาอีก แล้วมาถามว่า หลวงพ่ออยู่วัดไหนครับ ผมขอตามไปด้วย แล้วก็ลงเรือตามมา มาก็สังเกตในวัดซึ่งตอนนั้นยังไม่มีอะไรเลย พอมาตรวจดูก็มาบอกว่า “ใช่แล้วครับ หลวงพ่อนี่เองที่ไปเข้าฝันพ่อผม” อาตมาก็ปฏิเสธ แต่เขาก็ยืนยันและนิมนต์อาตมาไปที่บ้าน แล้วลูกชายก็นั่งเล่าเหตุการณ์ให้ฟังโดยตลอด ตั้งแต่ต้นจนจบ อาตมาก็นึกอยากจะสืบสาวเรื่องราวความเป็นจริง ไม่ได้นึกอยากได้เงินเขาหรอก ก็เลยรับปากว่าจะไปให้

    พอถึงวันเขาเอารถมารับ วันนั้นฝนตกแต่เช้า โดยเขาก็นิมนต์ฉันเพลเสียด้วย แต่พอดูเวลาเป็นเวลาสี่โมงเช้าแล้ว ก็คิดว่าคงจะไปฉันเพลที่ไชโยนี่ เพราะเขาเอารถแท็กซี่มารับ คนขับก็อายุราวหกสิบกว่าแล้ว แล้วรถนี่มีสภาพแย่ ข้างรถก็บุบ อาตมาก็นั่งท้าย และรู้สึกง่วงก็เคลิ้ม ๆ ไป รถวิ่งมาก็เสีย วิ่งต่อไปสักพักก็เสียอีก สรุปพอรถถึงกรุงเทพฯ อาตมาไม่ได้ดูนาฬิกา ก็ลงจากรถก็ไปลงเรือต่อ แต่ไม่รู้ที่ไหน เรือก็วิ่งเข้าไปในคลอง สุดทางก็ขึ้นรถต่อไปอีก แล้วเดินผ่านสวนไปจนถึงบ้านตาเคลิ้ม พอไปถึงก็เห็นคนมารอกันอยู่เยอะเลย จะมาดูพระที่ไปเข้าฝันตาเคลิ้ม อาตมาก็ขึ้นไปนั่งพักที่ข้างบนบ้าน ก็ได้ยินเสียงดัง เป๊ง เป๊ง ก็เอะใจก็มองดูนาฬิกาเป็นเวลาเพลพอดี จากวัดสี่โมงเข้าห้าโมงเช้าถึงที่นั่นพอดี มันก็เป็นเรื่องแปลก เลยฉันข้าวไม่ลงโยมก็เอากับข้าวมากันแยะ แต่ฉันไม่ลง มันตื้นตัน เลยหยิบนาฬิกาในย่ามดู ก็คิดว่ามันไม่น่าเป็นไปได้ แต่มันก็แปลกที่คนขับรถ มีกลิ่นตัวเหม็นสาบเหมือนปัสสาวะฉุนมาก

    แล้วแม่วาด ก็มาคุยกับอาตมา ถามว่า “พระคุณเจ้าออกจากวัดกี่โมงเจ้าคะ” ก็ตอบไปว่า “สี่โมง” ยายวาดมอง แล้วบอกว่า “ในเวลาชั่วโมงเดียว มาถึงได้อย่างไร” ตาเคลิ้มกำลังนอนก็ลุกนั่งได้เลย แล้วพูดออกมาว่า “จริงแล้วสี่โมงมาถึงห้าโมงก็ถูกแล้ว” แล้วตาเคลิ้มก็เริ่มเล่าเหตุการณ์ทั้งหมด แล้วยังชี้ให้ดูเรือ เป็นเรือกำปั่น

    สรุปตาเคลิ้มก็หันมาคุยกับอาตมา แล้วถามว่า “หลวงพ่อรับรองได้ไหมเรื่องการสร้างวัด ผมจะมอบเงินให้สิบห้าล้านในวันนี้” อาตมาก็ตอบกลับไปว่า “เป็นโบสถ์หลังเดียวได้ไหมเพราะที่วัดอัมพวันกำลังจะสร้างโบสถ์” ตาเคลิ้มก็ตอบ “ไม่ได้หรอกครับ ผมจะสร้างทั้งหมด ผมฝันไปว่าพระรูปร่างอย่างท่านนี่ จะช่วยผมสร้างวัดได้ ผมเอาบ้านเหนือบ้านใต้มาเป็นพยาน และจะมอบใบจากธนาคารให้ และจะให้หลวงพ่อเซ็นรับรอง และรับรองที่จะสร้างวัดให้ เพราะเข็ดที่เข้าหุ้นกับใครเหมือนสังกะสีแผ่นเดียวที่ทำให้ผมต้องเป็นอย่างนี้” อาตมาก็รับปากไม่ได้ ก็เลยผลัดบอกว่า “งั้นวันหน้าค่อยพบกันใหม่” เลยลากลับเป็นเวลาตอนเย็น ก็นั่งรถมีคนหนุ่ม ๆ ขับรถคันใหม่ ๆ ไป ขับไปได้สักหน่อยรถเกิดเสียขึ้นมาอีกแล้ว ลูกชายตาเคลิ้มก็เลยไปเรียกรถคันใหม่ ไปเจอรถแท็กซี่คันเดิม ที่มีตาแก่ขับเข้าอีกแล้ว ตาแก่บอก “ไปด้วยกัน” ก็เลยต้องไปกับแก แต่ก็กลับมาถึงวัดไม่มืด ทั้งที่ออกมาก็เย็นแล้ว
    แล้วต่อมา อาตมาก็ไปเยี่ยมแกอีกครั้ง ก็บอกให้แกเฉลี่ยสร้างโรงพยาบาล สร้างอะไรอย่างอื่นเฉลี่ยกันไป แต่สำหรับอาตมาอยากสร้างถนนหนทางมากกว่า แต่แกก็บอกว่า “ไม่ได้เพราะว่าได้ตั้งสัจจะมา หากผมไม่ได้สร้างไฟจะไหม้บ้าน”

    จนผลสุดท้ายอาตมาก็ไม่รับ เพราะรู้แล้วว่าเรื่องมันต้องเป็นอย่างนี้ ในที่สุดตาเคลิ้มก็ไม่สบายใจให้ลูกมาที่วัด แต่อาตมาก็ตกลงไม่ได้ ส่วนยายวาดก็กลัวตาเคลิ้มตกนรก ก็ร้อนใจ ก็เฉลี่ยทำบุญไปที่ละเล็กๆ แต่ก็สร้างวัดไม่สำเร็จ ตาเคลิ้มก็ตาย ตายก็เอาศพตั้งไว้ที่บ้าน ยายวาดก็ตกใจ ก็เอาเงินออกมาแจกกันไปให้ลูกหลานซื้อที่ซื้อทาง ก็ผลาญกันไปหมดเลยไม่สำเร็จตามเป้าหมาย ส่วนที่เหลือก็เอาไปสร้างโบสถ์ทางบางไทร จังหวัดอยุธยานี่ แต่ก็ไม่มากมายจนเกินไป

    ในที่สุดยายวาดก็ตาย ทั้งที่ศพตาเคลิ้มยังตั้งอยู่ที่บ้าน พอยายวาดตายได้สองวันไฟก็ไหม้บ้านหมดเลย ไม่มีอะไรเหลือเลย เหลือแต่เรือลำที่ตาเคลิ้มนั่งไปลำเดียว ทรัพย์สมบัติที่ให้ลูกหลานก็แหลกลาญไปตามสัจจะที่ได้ให้ไว้ ลูกหลานที่ไม่ได้เรียนหนังสือก็กินเหล้าเมายา ซัดเซพเนจร จนไปเข้ากับแก๊งบางนกแขวกเรื่อยมา

    อันนี้ก็ขอให้โยมทราบไว้ว่า ไม่ใช่ยมบาลมาจดหรอก ไอ้ที่จดมันคือจิตเป็นผู้จดอารมณ์ทุกกระเบียดนิ้ว ไม่ขาดเลย บาปบุญคุณโทษ จดบันทึกเข้าไว้หมด พอเราตายลงวิญญาณออกจากร่างไป มันก็ตีแผ่ขยายออกมาเป็นการชดใช้กรรมไป หากเราทำดีก็ไปสวรรค์ ทำชั่วก็ลงนรกไป
    ขอบคุณที่มา :- https://rulesofkarma.wordpress.com/ก๘๙-บันทึกเหตุการณ์/ก๘๑๑-เรื่อง-ตาเคลิ้ม/
     

แชร์หน้านี้

Loading...