พระเทวทัตคือกัลยาณมิตรของเรา

ในห้อง 'พระไตรปิฎก' ตั้งกระทู้โดย Stabilo, 15 มกราคม 2013.

  1. Stabilo

    Stabilo เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 พฤศจิกายน 2012
    โพสต์:
    357
    ค่าพลัง:
    +762
    ... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายคิดว่า ข้อนั้นเป็นไฉน พระราชาในกาลนั้น คือพระราชาอื่นหรือ? ท่านทั้งหลาย ไม่ควรมีความเห็นอย่างนี้ เพราะเหตุไร? เพราะว่าเราคือพระราชาในสมัยนั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายคิดว่า ฤาษีในสมัยนั้นคือบุคคลอื่นหรือได้ยินว่าท่านทั้งหลายไม่ควรเป็นอย่างนี้ เพราะว่า ฤาษีในสมัยนั้น ก็คือภิกษุเทวทัตนี้เอง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะว่า พระเทวทัตคือกัลยาณมิตรของเรา บารมี 6 ประการ ที่เราได้สมบูรณ์ได้ก็เพราะอาศัยพระเทวทัต รวมทั้งมหาไมตรี มหากรุณา มหามุฑิตา และมหาอุเบกขา มหาบุรุษลักษณะ 32 ประการอนุพยัญชนะ 80 ผิวสีทอง พละ 10 อภิญญา 4(ไวศารทฺย=ปัญญา) สังคหวัตถุ 4 พุทธธรรมของผู้เกล้าผม (ชฎิล) ทั้ง18 กำลังของมหาอิทธิฤทธิ์ การปกป้องสัตว์ในทิศทั้ง 10 ทั้งหมดนี้ ย่อมมีแก่เรา เมื่อคบกับพระเทวทัต ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจะบอกกล่าวแก่ท่านว่า ในอนาคต โดยกัลป์อันประมาณมิได้ นับมิได้ ภิกษุเทวทัตนี้ จักได้เป็นตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มีพระนามว่า เทวราช ผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ ผู้เสด็จไปดีแล้ว ผู้เป็นโลกวิทู เป็นนายสารถีฝึกบุรุษ ที่ไม่มีผู้เปรียบได้ เป็นครูของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้เบิกบาน เป็นผู้จำแนกธรรมใน เทวโสปานโลกธาตุ

    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ได้ยินว่า อายุของพระเทวราชตถาคต มีประมาณ 20 กัลป์ พระองค์จักได้แสดงธรรมโดยพิสดาร สัตว์ทั้งหลายมีจำนวนเท่าเมล็ดทรายในแม่น้ำคงคา จักสำเร็จเป็นพระอรหันต์ ด้วยการละกิเลสทั้งปวง ณ เบื้องพระพักตร์ สัตว์มิใช่น้อย จักยกจิตขึ้นสู่ปัจเจกโพธิญาณ สัตว์ทั้งหลาย ประมาณเท่าเมล็ดทรายในแม่น้ำคงคา จักยกจิตขึ้นสู่อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ จึงถึงความอดทนที่ไม่เปลี่ยนแปลง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อพระตถาคตเทวราชปรินิพพานแล้ว พระสัทธรรมจักตั้งอยู่สิ้น 20 กัลป์ แต่สรีระของพระองค์ จักไม่สลายตามการแตกสลายของพระธาตุ แต่พระสรีระของพระองค์จะรวมเป็นกลุ่มเดียว เข้าไปสู่สัตตรัตนสถูป สถูปนั้นสูง 6 พันโยชน์ กว้าง 40 โยชน์ เทวดาและมนุษย์ทั้งปวงในที่นั้น จักทำการบูชาด้วย ดอกไม้ ธูป มาลัยหอม แป้ง(ผงลูบไล้) จีวร(ผ้า) ฉัตร ธงแถบ ธงปฏาก และคาถาทั้งหลาย พวกเขา (เทวดาแลมนุษย์) จักอยู่บูชาด้วยวัตถุเหล่านั้น ส่วนชนเหล่าใด กระทำการนอบน้อมประทักษิณสถูปนั้น บางพวกจำสำเร็จเป็นพระอรหันต์ ซึ่งเป็นผลสูงสุดของการสักการะนั้น บางพวกจักเข้าใกล้พระปัจเจกโพธิญาณ เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ซึ่งมีจำนวนที่คำนวณไม่ได้ ประมาณไม่ได้ จักยกจิตขึ้นสู่อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ จักเป็นผู้ไม่หวนกลับมาอีก

    ได้ยินว่า ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกับภิกษุสงฆ์อีกว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายในอนาคตกาล กุลบุตรหรือกุลธิดาบางคน จำได้ฟังความเป็นไปของสัทธรรมปุณฑรีกสูตรนี้ ครั้นฟังแล้ว จักไม่สงสัย ไม่ลังเลใจ เป็นผู้มีจิตบริสุทธิ์ ย่อมหลุดพ้น ประตูแห่งทุคติทั้งสามจะถูกปิด เขาจะไม่ไปเกิดในนรก กำเนิดสัตว์เดรัจฉาน และยมโลก เขาผู้บังเกิดในพุทธเกษตรทั้ง 10 ทิศ จักได้ยินพระสูตรนี้ ทุกชาติ การถึงฐานะ อันประเสริฐ จักมีแก่เขา ผู้เกิดในโลกของเทวดาและมนุษย์ เมื่อเกิดในพุทธเกษตรใด เขาจักเกิดในสัตตรัตนปัทมะ ที่เกิดขึ้นเองในพุทธเกษตรนั้น เบื้องพระพักตร์ของพระตถาคต...

    สัทธรรมปุณฑริกสูตร บทที่ 11

    สัทธรรมปุณฑริกสูตร บทที่ 11 สตูปสันทรรศนปริวรรต ว่าด้วยการสันทัศนาพระสถูป
     
  2. Stabilo

    Stabilo เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 พฤศจิกายน 2012
    โพสต์:
    357
    ค่าพลัง:
    +762
    พระสัทธรรมปุณฑริกสูตรคืออะไร???
    สัทธรรมปุณฑริกสูตรเป็นคำสอนสูงสุดของพระศากยมุนีพุทธะ...ในช่วงระยะเวลา8ปีสุดท้ายแห่งพระชนม์ชีพของพระศากยมุนีพุทธะพระองค์ก็ได้เทศนาพระสูรตสัทธรรมปุณฑริกสูตรตลอดชีวิตของพระองค์นั้นเพื่ออุทิศให้กับการสั่งสอนมนุษย์ให้รู้วิธีทางที่จะระงับการทุกข์ยากในชีวิตนี้และคำสอนช่วงสุดท้ายในพระชนม์ชีพของพระองค์อันนี้แหละที่เป็นคำสอนที่ถูกต้องที่สุด...


    แสดงกระทู้ - สัทธรรมปุณฑริกสูตร • ลานธรรมจักร
     
  3. Stabilo

    Stabilo เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 พฤศจิกายน 2012
    โพสต์:
    357
    ค่าพลัง:
    +762
    สนใจอ่านเรื่องA Condemned Saint: Devadattaภาษาอังกฤษ
    ได้ตามลิงค์นี้ครับ


    http://www.leighb.com/Devadatta.pdf
     
  4. bristol345

    bristol345 Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 ธันวาคม 2007
    โพสต์:
    77
    ค่าพลัง:
    +90
    ดูแล้วไม่น่าจะใช่นะครับ เข้าใจว่าที่เอามาให้ดูเป็นของ สายมหายานหรือเปล่า
    ตามพระไตรปิำฏก พระเทวทัตขณะนี้อยู่ในอเวจี แต่ต่อไปจะได้เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าในอนาคต ไม่ใช่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือจะตรัสรู้ได้ด้วยตนเอง แต่สอนผู้อื่นให้บรรลุตามไม่ได้ครับ จึงไม่มีพระอรหันต์อื่นๆ และพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ละพระองค์จะมีพระชนมายุตั้งแต่ ไม่เกิน 100,000 และไม่ต่ำกว่า 100 ปี โดยประมาณครับ อายุ 20 กัลป์จึงไม่ถูก
    ไม่แน่ใจว่าพระเทวทัตที่มีในสัทธรรมนั้นจะเป็นองค์เดียวกับที่ผมเอ่ยถึงหรือเปล่า
    ถ้าใช่องค์เดียวกันทำไมข้อมูลถึงพลาดได้ขนาดนี้
    ผมเกรงว่าเดี๋ยวจะกลายเป็นสัทธรรมปฏิรูปไป มหายานเขามีอะไรหลายอย่างไม่เหมือนเราด้วย
     
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดยผู้ดูแล: 18 มกราคม 2013
  5. evatranse

    evatranse เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    11 กันยายน 2006
    โพสต์:
    182
    ค่าพลัง:
    +571
    คงเป็นสาย นัมเมียวโฮเร็งเงเคียว
     
  6. somdeth

    somdeth Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 กันยายน 2008
    โพสต์:
    23
    ค่าพลัง:
    +37
    ขอให้ยึดตามหลักพระไตรปิฏกครับ เพราะเป็นของจริง
     
  7. tokyoo2

    tokyoo2 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    10 กันยายน 2012
    โพสต์:
    561
    ค่าพลัง:
    +419
    ดูกรภิกษุทั้งหลาย. ได้ยินว่า. ท่านทั้งหลาย
    เเล้วท่อนสุดท้าย ได้ยินว่าครั้งนั่น
    ข้อสังเกตุข้างบบนนี้ ผมคิดว่าถ้าศึกษาพระไตรปิฏกจะดูออกทันทีเลยว่าเป็นรจณาขึ้นมาใหม่ สำนวน คำพูดจังหวะ ไม่เหมือนที่พระองค์ตรัส พระองค์ไม่อธิบายทวนๆเหมือนอรรถกถา นอกจากจะพูดเป็นอุทาน หรือ คาถา
     
  8. evatranse

    evatranse เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    11 กันยายน 2006
    โพสต์:
    182
    ค่าพลัง:
    +571
    พระเทวทัตสำแดงฤทธิ์ให้อชาตศัตรูราชกุมารเลื่อมใส เพื่อให้รับเป็นโยมอุปัฏฐาก

    การเสด็จกรุงกบิลพัสดุ์ของพรพุทธเจ้าครั้งแรก ดังได้บรรยายมาแล้วนั้น เป็นเหตุให้เจ้าชาย
    ศากยะเสด็จออกบวชกันมาก ในจำนวนนั้น ที่มีชื่อเสียงและมีคนรู้จักกันดีจนถึงทุกวันนี้คือ เจ้าอานนท์ หรือ
    พระอานนท์ในเวลาต่อมา นายภูษามาลาชื่ออุบาลี หีอพระอุบาลี และเจ้าชายเทวทัต

    เทวทัตเป็นพระเชษฐาหรือพี่ชายของพระนางพิมพายโสธรา ทุกคนที่ออกบวชพร้อมกันกับ
    เทวทัต ต่างได้บรรลุมรรคผลในเวลาต่อมาทั้งนั้น แต่เทวทัตได้สำเร็จเพียงฌานชั้นโลกีย์ ฌานชั้นนี้ทำให้
    ผู้ได้สำเร็จแสดงฤทธิ์ได้เหาะก็ได้

    ครั้งหนึ่ง พระพุทธเจ้ากับพระสงฆ์จำนวนมากรวมทั้งพระเทวทัต เสด็จไปถึงกรุงโกสัมพี
    ชาวเมืองได้พากันออกมารับเสด็จ และนำของมาถวายเป็นอันมาก ถวายของแด่พระพุทธเจ้าแล้วก็ถวายสงฆ์
    แต่ละคนเที่ยวถามไถ่กันว่า "พระสารีบุตรของข้าพเจ้าอยู่ที่ไหน พระโมคคัลลานะของข้าพเจ้าอยู่ไหน" ฯลฯ
    เมื่อทราบแล้วก็นำของไปถวาย แต่ไม่มีใครเลยสักคนที่จะเอ่ยชื่อของพระเทวทัตว่า "พระเทวทัตของข้าพเจ้า
    อยู่ที่ไหน"

    นั่นคือความไม่พอใจของพระเทวทัตที่เป็นสาเหตุให้พระเทวทัตก่อกรรม หรือกระทำการรุน
    แรง ในเวลาต่อมา

    พระเทวทัตเข้าฌานโลกีย์ เนรมิตเป็นกุมารหนุ่มน้อยใช้งูมีพิษร้าย ๗ ตัว พันเป็นสังวาลตาม
    ตัว ตัวหนึ่งพันหัวต่างผ้าโพก อีกสี่ตัวพันข้อมือข้อเท้า อีกตัวหนึ่งพันคอ และอีกตัวหนึ่งทำเป็นสังวาลเฉวียง
    บ่า เหาะเข้าไปในวัง ลงนั่งบนพระเพลาของอชาตศัตรูผู้เป็นมกุฎราชกุมาร และพระราชโอรสของพระเจ้า
    พิมพิสาร ราชาแห่งแคว้นมคธ เทวทัตแนะนำให้อชาตศัตรูปลงพระชนม์พระราชบิดา แล้วเสด็จขึ้นครอง
    ราชย์เสีย ส่วนตัวเองจะปลงพระชนม์พระพุทธเจ้า แล้วจะตั้งตัวเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใหม่ประกาศศาสนา
    ใหม่

    เวลาไปเฝ้าเจ้าชายอชาตศัตรู พระเทวทัตเหาะไป แต่ขากลับพระเทวทัตเหาะไม่ไหว ต้อง
    เดินกลับ เพราะใจอกุศลเกิดขึ้น ฌานโลกีย์เลยเสื่อมตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • p55.jpg
      p55.jpg
      ขนาดไฟล์:
      38.7 KB
      เปิดดู:
      177
  9. evatranse

    evatranse เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    11 กันยายน 2006
    โพสต์:
    182
    ค่าพลัง:
    +571
    นายขมังธนูซึ่งพระเทวทัตส่งไปฆ่าพระพุทธองค์ ปลงอาวุธ ฟังธรรม สำเร็จมรรคผล
    บุรุษที่นั่งประนมมือวางคันธนูไว้กับพื้นอยู่เบื้องพระพักตร์ของพระพุทธเจ้า ดังที่ปรากฎอยู่ใน
    ภาพแสดงนั้น คือนายขมังธนู (คำหน้าอ่านว่าขะหมัง) ขมัง แปลว่า นายพราน ขมังธนูก็คือนายพรานแม่น
    ธนู อาวุธร้ายแรงที่คนใช้ยิงสังหารกันในสมัยพระพุทธเจ้าคือธนู

    พระเทวทัตแนะนำอชาตศัตรู มกุฎราชกุมารให้ปลงพระชนม์พระเจ้าพิมพิสารพระราชบิดา
    ของพระองค์แล้ว จึงไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ขณะนั้นพระพุทธเจ้าเสด็จกลับมาประทับอยู่ในกรุงราชคฤห์ พระ
    เทวทัตกราบทูลว่าพระพุทธเจ้าทรงพระชราแล้ว ขอให้ทรงมอบตำแหน่งกิจการบริหารคณะสงฆ์ให้แก่ตน
    เสีย เลยถูกพระพุทธเจ้าทรงทักด้วย เขฬาสิกวาท เขฬาสิกวาทแปลตามตัวว่า ผู้กลืนกินก้อนน้ำลายก้อน
    เสลดที่บ้วนทิ้งแล้วความหมายเป็นอย่างนี้คือ นักบวชนั้น เมื่อออกบวชได้ชื่อว่าเป็นผู้เสียสละแล้วซึ่งทุกสิ่ง
    ทุกอย่าง เช่น ลูก เมีย ทรัพย์ และตำแหน่งฐานันดรต่างๆ พระเทวทัตก็ชื่อว่าสละสิ่งเหล่านี้เสียแล้วเมื่อ
    ตอนออกบวช แต่เหตุไฉนจึงย้อนกลับมายอมรับซึ่งเท่ากับมาขอกลืนกินสิ่งเหล่านี้อีก

    พระเทวทัตฟังแล้วเสียใจ ผูกความอาฆาตพระพุทธเจ้ายิ่งขึ้น จึงวางแผนการกระทำรุนแรง
    เพื่อปลงพระชนม์พระพุทธเจ้าหลายแผน เฉพาะด้านการเมืองนั้น พระเทวทัตได้ทำสำเร็จแล้วคือเกลี้ยกล่อม
    อชาตศัตรูราชกุมารให้เลื่อมใสตนได้ แล้วราชกุมารผู้นี้ได้ปลงพระชนม์พระราชบิดา จนในที่สุดได้ขึ้นครอง
    ราชย์ในเวลาต่อมา ที่ยังไม่สำเร็จก็คือการปลงพระชนม์พระพุทธเจ้า

    ขั้นแรกพระเทวทัตได้ว่าจ้างพวกขมังธนูหลายคน ล้วนแต่มือแม่นในการยิงธนูทั้งนั้น ไปลอบ
    ยิงสังหารพระพุทธเจ้าที่วัดเวฬุวนารามในกรุงราชคฤห์ ทั้งนี้โดยพระเจ้าอชาตศัตรูทรงรู้เห็นด้วย แต่เมื่อ
    พวกนายขมังธนูถืออาวุธมาถึงวัดที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่ ได้เห็นพระพุทธเจ้าแล้ว เกิดมือไม้อ่อนเปลี้ยไป
    หมด ยิงไม่ลง เพราะพุทธานุภาพอันน่าเลื่อมใสข่มใจให้สยบยอบลง จึงต่างวางคันธนูแล้วกราบบาทพระ
    พุทธเจ้า

    พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมให้พวกนายขมังธนูฟัง ฟังจบแล้วนายขมังธนูต่างได้สำเร็จโสดา
    หมดทุกคน
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • p56.jpg
      p56.jpg
      ขนาดไฟล์:
      34.5 KB
      เปิดดู:
      88
  10. evatranse

    evatranse เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    11 กันยายน 2006
    โพสต์:
    182
    ค่าพลัง:
    +571
    พระเทวทัตได้สำนึกในความผิดของตน ใคร่ทูลขอขมา แต่ถูกธรณีสูบเสียก่อนเข้าเฝ้า
    เมื่อแผนการของพระเทวทัตในการปลงพระชนม์ของพระพุทธเจ้าขั้นแรก คือ จ้างนายขมัง
    ธนูลอบสังหารได้ล้มเหลวลง พระเทวทัตจึงลงมือทำเอง คือ แอบขึ้นไปบนยอดเขาคิชฌกูฏ เพราะพระเทว
    ทัตทราบได้แน่นอนว่า ขณะนั้นพระพุทธเจ้าเสด็จประทับอยู่เชิงเขาเบื้องล่าง พระเทวทัตจึงกลิ้งก้อนหิน
    ใหญ่ลงมา หมายให้ทับพระพุทธเจ้า ก้อนหินเกิดกระทบกันแล้วแตกเป็นก้อนเล็กก้อนน้อย สะเก็ดหินก้อน
    หนึ่งกระเด็นปลิวมากระทบพระบาทพระพุทธเจ้า จนทำให้พระโลหิตห้อขึ้น

    แผนการที่สองล้มเหลวลงอีก ต่อมา พระเทวทัตได้แนะนำให้พระเจ้าอชาตศัตรูสั่งเจ้าพนักงาน
    เลี้ยงช้างปล่อยฝูงช้างดุร้ายออกไล่เหยียบพระพุทธเจ้า ในขณะที่เสด็จบิณฑบาต แต่ก็ล้มเหลวลงอีก เพราะ
    ฝูงช้างไม่กล้าทำร้ายพระพุทธเจ้า

    ตอนนี้เอง ความชั่วของพระเทวทัตเป็นข่าวแดงโร่ออกมา ประชาชนชาวเมืองต่างโจษจันกัน
    เซ็งแซ่ว่า ผู้จ้างนายขมังธนูก็ดี ผู้กลิ้งก้อนหินกระทบพระบาทพระพุทธเจ้าก็ดี ผู้ปล่อยกระบวนช้างก็ดี แม้
    ที่สุดพระเจ้าพิมพิสารที่เสด็จสวรรคตก็ดี เป็นแผนการของพระเทวทัตทั้งสิ้น แล้วต่างก็วิพากษ์วิจารณ์ว่า
    พระราชาของเราคบพระที่ลามกเช่นนี้เองจึงเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น

    พระเจ้าอชาตศัตรูทรงได้ยินเสียงชาวเมืองตำหนิเช่นนั้น ทรงเกิดความละอายพระทัย จึงทรง
    เลิกไปหาพระเทวทัต สำรับกับข้าวของหลวงที่เคยพระราชทานให้พระเทวทัต ก็ทรงสั่งให้เลิกนำไปถวาย
    คนในเมืองนั้นก็ไม่มีใครใส่บาตรให้พระเทวทัตเลย แต่พระเทวทัตก็ยังไม่สิ้นมานะทิฐิ ได้เข้าไปเฝ้าพระพุทธ
    เจ้า ขอให้ทรงปฏิรูปศาสนาพุทธเสียใหม่ เช่น ให้ห้ามพระสงฆ์ฉันเนื้อและปลา เป็นต้น แต่ถูกพระพุทธเจ้า
    ปฏิเสธ พระเทวทัตจึงตั้งคณะสงฆ์ขึ้นใหม่ แล้วสถาปนาตนเองขึ้นเป็นพระพุทธเจ้าองค์ที่สอง

    แต่ต่อมา สาวกพระเทวทัตที่เข้าใจผิด และเข้าไปเข้าข้างพระเทวทัต ได้พากันผละหนีกลับ
    มาหาพระพุทธเจ้า เหลืออยู่กับพระเทวทัตไม่กี่รูป พระเทวทัตเสียใจมาก กระอักเลือดออกมา พอรู้ว่าตนจะ
    ตายก็สำนึกผิด เลยให้สาวกที่เหลืออยู่หามตนมาเฝ้าพระพุทธเจ้า เพื่อขอขมาเป็นครั้งสุดท้ายแต่ไม่ทันเข้าเฝ้า
    เพราะพอมาถึงสระท้ายวัด พระเทวทัตเกิดอยากอาบน้ำ พอหย่อนเท้าลงเหยียบพื้นสระโบกขรณี เลยถูกแผ่น
    ดินสูบเสียก่อน
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • p57.jpg
      p57.jpg
      ขนาดไฟล์:
      43.4 KB
      เปิดดู:
      142
  11. evatranse

    evatranse เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    11 กันยายน 2006
    โพสต์:
    182
    ค่าพลัง:
    +571
    กรรมชั่วของพระเทวทัตปรากฏแก่มหาชน
    กรรมแม้ของพระเทวทัต เพราะยังพระอชาตสัตรูกุมารให้สำเร็จโทษพระราชา (พระราชบิดา) เสียก็ดี เพราะแต่งนายขมังธนูก็ดี เพราะกลิ้งศิลาก็ดี มิได้ปรากฏเหมือนเพราะปล่อยช้างนาฬาคิรีเลย. คราวนั้นแล มหาชนได้โจษจันกันขึ้นว่า “แม้พระราชาก็พระเทวทัตนั่นเอง เป็นผู้ให้สำเร็จโทษเสีย, แม้นายขมังธนูก็พระเทวทัตนั่นเองแต่งขึ้น, แม้ศิลาก็พระเทวทัตเหมือนกันกลิ้งลง, และบัดนี้เธอก็ได้ปล่อยช้างนาฬาคิรี, พระราชาทรงเที่ยวคบคนลามกเห็นปานนี้.” พระราชาทรงสดับถ้อยคำของมหาชนแล้ว จึงให้นับสำรับ ๕๐๐ คืนมา มิได้เสด็จไปยังที่อุปัฏฐากของพระเทวทัตนั้นอีก. ถึงชาวพระนครก็มิได้ถวายแม้วัตถุมาตรว่าภิกษาแก่เธอซึ่งเข้าไปยังสกุล.

    พระเทวทัตทูลขอวัตถุ ๕ ประการ
    พระเทวทัตนั้นเสื่อมจากลาภและสักการะแล้ว ประสงค์จะเลี้ยงชีวิตด้วยการหลอกลวง จึงเข้าไปเฝ้าพระศาสดา ทูลขอวัตถุ ๕ ประการ๑- อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงห้ามว่า
    “อย่าเลย เทวทัต ผู้ใดปรารถนา ผู้นั้นก็จงเป็นผู้อยู่ป่าเถิด”
    ดังนี้แล้ว ทูลว่า “ผู้มีอายุ คำพูดของใครจะงาม ของพระตถาคตหรือของข้าพระองค์? ก็ข้าพระองค์กล่าวด้วยสามารถข้อปฏิบัติอย่างอุกฤษฏ์อย่างนี้ว่า ‘พระเจ้าข้า ดังข้าพระองค์ขอประทานโอกาส ขอภิกษุทั้งหลายจงเป็นผู้อยู่ป่า เที่ยวบิณฑบาต ทรงผ้าบังสุกุล อยู่โคนไม้ อย่าพึงฉันปลาและเนื้อจนตลอดชีวิต’”, แล้วกล่าวว่า “ผู้ใดใคร่จะพ้นจากทุกข์, ผู้นั้นจงมากับเรา” ดังนี้แล้ว หลีกไป. ภิกษุบางพวกบวชใหม่ มีความรู้น้อย ได้สดับถ้อยคำของพระเทวทัตนั้นแล้ว ชักชวนกันว่า “พระเทวทัตพูดถูก พวกเราจักเที่ยวไปกับพระเทวทัตนั้น” ดังนี้แล้ว ได้สมคบกับเธอ.
    ____________________________
    ๑- วิ. จุล. เล่ม ๗/ข้อ ๓๘๓-๓๘๔.

    พระเทวทัตทำลายสงฆ์
    พระเทวทัตนั้น ยังชนผู้เลื่อมใสในของเศร้าหมองให้เข้าใจด้วยวัตถุ ๕ ประการนั้น พร้อมด้วยภิกษุ ๕๐๐ รูปให้เที่ยวขอ (ปัจจัย) ในสกุลทั้งหลายมาบริโภค พยายามเพื่อทำลายสงฆ์แล้ว. เธออันพระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสถามว่า “เทวทัต ได้ยินว่า เธอพยายามเพื่อทำลายสงฆ์ เพื่อทำลายจักร จริงหรือ?” ทูลว่า “จริง พระผู้มีพระภาค” แม้พระองค์ทรงโอวาทด้วยพระพุทธพจน์มีอาทิว่า “เทวทัต การทำลายสงฆ์มีโทษหนักแล” ก็มิได้เชื่อถือพระวาจาของพระศาสดาหลีกไปแล้ว, พบท่านพระอานนท์ ซึ่งกำลังเที่ยวไปบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ จึงกล่าวว่า “อานนท์ผู้มีอายุ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้าพเจ้าจักทำอุโบสถ จักทำสังฆกรรม เว้นจากพระผู้มีพระภาคเจ้า เว้นจากภิกษุสงฆ์”
    พระเถระกราบทูลความนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า. พระศาสดาทรงทราบความนั้นแล้วเกิดธรรมสังเวช ทรงปริวิตกว่า “เทวทัตทำกรรมเป็นเหตุให้ตนไหม้ในอเวจี อันเกี่ยวถึงความฉิบหายแก่สัตวโลกทั้งเทวโลก”
    ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า
    “กรรมทั้งหลายที่ไม่ดีและไม่เป็นประโยชน์แก่
    ตน ทำได้ง่าย กรรมใดแลเป็นประโยชน์ด้วย ดีด้วย
    กรรมนั้นแลทำได้ยากอย่างยิ่ง.”
    ทรงเปล่งพระอุทานนี้อีกว่า
    “กรรมดีคนดีทำได้ง่าย กรรมดีคนชั่วทำได้ยาก
    กรรมชั่วคนชั่วทำได้ง่าย กรรมชั่วพระอริยเจ้าทั้งหลาย
    ทำได้ยาก.”๑-
    ครั้งนั้นแล พระเทวทัตนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่งพร้อมด้วยบริษัทของตน ในวันอุโบสถ กล่าวว่า “วัตถุ ๕ ประการเหล่านี้ ย่อมชอบใจแก่ผู้ใด, ผู้นั้นจงจับสลาก” เมื่อพวกภิกษุวัชชีบุตร ๕๐๐ รูป ผู้บวชใหม่ ยังไม่รู้จักธรรมวินัยที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำทั่วถึง จับสลากกันแล้ว, ได้ทำลายสงฆ์ พาภิกษุเหล่านั้นไปสู่คยาสีสประเทศ.
    ____________________________
    ๑- วิ. จุล. เล่ม ๗/ข้อ ๓๘๘. ขุ. อุ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๑๒๔.
     
  12. evatranse

    evatranse เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    11 กันยายน 2006
    โพสต์:
    182
    ค่าพลัง:
    +571
    ผู้ต้องธรณีสูบในพุทธประวัติ​

    พระเทวทัต

    พระเทวทัต ในสมัยพระพุทธกาลเป็นพี่ของพระนางยโสธรา (พิมพา) พระชายาของเจ้าชายสิทธัตถะราชกุมาร ที่มาเป็นพระพุทธเจ้า และเป็นลูกของลุง พระพุทธเจ้าเองพระเทวทัตนั้นตามจองล้างพระพุทธเจ้ามานานหลายชาติ อดีตชาตินานมาแล้วนั้นพระเทวทัตเป็นพ่อค้าวานิช มีจิตละโมบทุจริตและในชาตินั้น พระพุทธองค์ได้เสวยพระชาติเป็นพ่อค้าวานิชด้วยเช่นกันแต่เป็นฝ่ายสุจริต

    วันหนึ่ง หญิงชราซึ่งเป็นผู้ดีตกยาก มีถาดทองคำของต้นตระกูลเหลืออยู่ จึงนำออกมาขาย พระเทวทัตเห็นเช่นนั้นจึงลวงด้วยเล่ห์ต่อหญิงชรานั้นว่า ถาดนั้นมิใช่ทองคำแท้เป็นทองปลอม จึงเสนอขอซื้อราคาถูกแต่หญิงชรานั้นรู้ดีว่าถาดที่แกนำออกมาขายนั้นทำด้วยทองคำแท้จึงมิยอมขายให้ ในเวลาเดียวกันนั้น พระพุทธองค์ซึ่งเสวยพระชาติเป็นพ่อค้ามาพบเข้า เห็นเป็นถาดทำด้วยทองคำแท้ก็ให้ราคาตามความเป็นจริง สร้างความโกรธแค้นให้แก่พระเทวทัตเป็นยิ่งนัก ถ้าไม่มีพระพุทธองค์มาซื้อถาดทองคำนั้น ในมิช้าหญิงชราก็จักต้องนำถาดทองคำมาขายแก่ตนเพราะความยากจน ด้วยเหตุนี้พระเทวทัตจึงผูกพยาบาทด้วยการกอบเม็ดทรายขึ้นมา ๑ กำมือหว่านลงกับพื้นดินประกาศว่า .. เราจะจองล้างจองผลาญท่านต่อไปเท่าเม็ดทรายในกำมือ ๑ เม็ด เท่ากับ ๑ ชาติ จึงตามเบียดเบียนพยาบาทจองเวรกันมานับภพชาติไม่ถ้วน

    เรื่อยมาจนกระทั่งพระชาติสุดท้ายก่อนจะที่จะมาตรัสรู้ที่เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือได้เสวยพระชาติเป็นพระเวสสันดร พระเทวทัตได้มาเกิดเป็นพระพราหมณ์นามว่า “ ชูชก ” จนกระทั่งมาถึงพระชาติที่ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า พระเทวทัตมีจิตริษยาพระพุทธเจ้านับตั้งแต่เยาว์วัย ต่อมาเมื่อพระพุทธเจ้าทรงบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ เจ้าชายเทวทัตได้ออกบวชด้วยเช่นกัน เมื่อบวชแล้วได้โลกีย์ญาณ มีความชำนาญในอภิญญา สามารถนิรมิตกายเหาะเหินเดินอากาศได้ จึงเกิดความกำเริบใจเพราะอกุศลกรรมเข้าสนับสนุน ใช้ฤทธิ์แปลงกายเป็นพระศาสดา กล่าวให้ร้ายในพรหมจรรย์ของพระพุทธองค์ ว่ายังอนุญาตให้สงฆ์สาวกฉันเนื้อสัตว์ที่ถูกนำมาถวายเป็นพระกระยาหาร และก็เริ่มต้นสร้างความเลื่อมใสด้วยการฉันมังสวิรัติ ให้เห็นว่าสิ่งที่พระพุทธองค์ยินยอมให้พุทธสาวกปฏิบัตินั้นคือความเสื่อม

    มิเพียงเท่านั้น ยังลวงเจ้าชายอชาติศัตรูให้กบฏต่อพระราชบิดาแล้วตั้งตัวเองเป็นพระราชา พระเจ้าอชาติศัตรูนั้นเคยเลื่อมใสพระพุทธองค์ แต่เมื่อถูกพระเทวทัตลวงก็ตัด อุปนิสัยแห่งมรรคผลเบื้องต้นเสีย ทำตัวเองไปสู่ความพินาศอย่างใหญ่หลวงถึงขั้นทำกรรมหนักปลงพระชนม์พระราชบิดา พระเทวทัตเองก็คิดปลงพระชนม์พระพุทธองค์แล้วจะตั้งตนเป็นพระศาสดาเสียเอง อกุศลกรรมที่พระเทวทัตก่อขึ้นตั้งแต่ต้น คือส่งนายขมังธนูเพื่อปลงพระชนม์พระพุทธองค์ ยุยงให้พระเจ้าอชาติศัตรูมอมเหล้าช้าง “ นาฬาคีรี ” จนมึนเมาดุร้ายแล้วปล่อยออกไปทำร้ายพระพุทธองค์ ตลอดจนกระทั่งยุยงหมู่พระสงฆ์ให้เห็นความมัวหมองในพรหมจรรย์ ของพระพุทธองค์ ขณะเดียวกันพระเทวทัต ได้หันมาฉันมังสวิรัติเป็นการโอ้อวดพรหมจรรย์ที่สูงกว่า ความเลวร้ายของพระเทวทัตนั้นหนักหนา จนแผ่นดินที่รองรับอยู่นั้นทนมิได้ แยกตัวออก และสูบเอาพระเทวทัตตกสู่ขุมนรกอเวจี ยืนเสวยอกุศลวิบากอีกนานเท่านาน จนแทบจะนับกาลเวลาไม่ได้



    นันทมานพ

    นันทมานพมิได้ทำร้ายพระพุทธองค์ แต่ทำร้ายสาวกของพระพุทธองค์ คือพระ “ อุบลวรรณาเถรี ” พระอุบลวรรณาเถรีเป็นพระอรหันต์ขั้นปฏิสัมภิทาญาณ ออกบวชตั้งแต่อายุ ๑๖ มีความสวยงามมาก ซึ่งก่อนนั้นที่เป็นฆราวาสความสวยเป็นที่เลื่องลือ และเป็นที่หมายปองของพระราชาคหบดี และมหาเศรษฐีมากมาย แต่พระอุบลวรรณาเถรีเบื่อหน่ายชีวิตฆราวาส เห็นเป็นทุกข์จึงออกบวชเป็นภิกษุณี เมื่อบวชได้ไม่นานก็บรรลุอรหัตผลมีฤทธิ์มาก แต่ว่านันทมาณพมีความต้องการด้านกามราคะฝังแน่นในใจมาช้านาน

    วันหนึ่งนันทมานพทราบว่า พระอุบลวรรณาเถรีจำพรรษาอยู่ในป่า ในกระท่อมเล็ก ๆ ด้วยจิตอันฝังแน่นด้วยราคะตัณหานันทมาณพได้แฝงตัวแอบรออยู่จนถึงเช้า พระอุบลวรรณาเถรีออกบิณฑบาตแล้ว นันทมานพได้หลบเข้าไปแอบซ่อนอยู่ใต้เตียงนอนในกระท่อม เมื่อพระอุบลวรรณาเถรีกลับจากบิณฑบาต ยังมิได้ฉันข้าว นั่งพักสงบอยู่บนเตียง นันทมาณพได้ออกมาจากที่ซ่อนเข้าปลุกปล้ำ พระอุบลวรรณาเถรีแม้นจะร้องหาคนช่วยก็ไม่เป็นผล เพราะไม่มีใครอยู่ใกล้ จึงกล่าวให้สติแก่นันทมาณพว่า “ จงอย่าทำเช่นนี้ .. ความหายนะจะมาสู่ท่าน ” นันทมาณพมิได้ฟังกลับปลุกปล้ำพระอุบลวรรณาเถรีจนสำเร็จความใคร่ดังใจปรารถนา พอก้าวลงจากแคร่ก็ถูกแผ่นดินสูบตกลงสู่มหานรกอเวจีด้วยกรรมลามกนั้นหนักมาก

    พระอุบลวรรณาเถรี ถูกวิจารณ์ว่าการสัมผัสเช่นนี้ พระอุบลวรรณาเถรีจะไม่มีความยินดีไม่ได้ พระพุทธองค์จึงทรงตรัสบอกต่อพุทธสาวก... “ พระอรหันต์นั้นมิใช่ไม้ผุ ไม่มีกิเลส ไม่มีความยินดีในกิเลส เฉกเช่นตุ๊กตาที่ไม่มีความปรารถนาในการสัมผัสฉันใด พระอรหันต์ก็เป็น เช่นนั้น ..”



    นันทยักษ์

    นันทยักษ์มิได้สร้างกรรมต่อพระพุทธองค์ แต่กระทำเบียดเบียนต่อพระสารีบุตร ผู้บำเพ็ญธรรม .. ครั้งนั้น นันทยักษ์ ผู้มีฤทธิ์เดชเหาะมาบนอากาศพร้อมด้วยเหมตายักษ์ เมื่อเหาะมาถึงตรงที่พระสารีบุตรกำลังเข้านิโรธสมาบัติอยู่ในอากาศธาตุ ในบริเวณนั้นว่างเปล่าจากอากาศธาตุนันทยักษ์เหาะผ่านไม่ได้ จึงเกิดบันดาลโทสะ ด้วยในชาติปางก่อนนั้น นันทยักษ์ได้อาฆาตพยาบาทพระเถระเอาไว้ จึงมีจิตคิดกระทำปาณาติบาตต่อพระสารีบุตรด้วยความพาลในสันดาน เหมตายักษ์ได้ทัดทานให้ละเว้นเสีย แต่นันทยักษ์ก็มิฟัง เหาะขึ้นบนอากาศ ใช้กระบองซึ่งเป็นอาวุธแห่งตนฟาดลงบนศีรษะของพระสารีบุตร ความแรงแห่งการฟาดนั้น สามารถพังภูเขาในคราวเดียวกันได้ถึง ๑๐๐ ลูก แต่พระสารีบุตรซึ่งอยู่ในนิโรธสมาบัตินั้น หาได้รับอันตรายจากการประทุษร้ายของนันทยักษ์ไม่ เมื่อเห็นพระสารีบุตรมิได้รับอันตราย นันทยักษ์ก็บังเกิดเพลิงเร่าร้อนในอารมณ์ กล่าวออกมาด้วยเสียงอันดังว่า “ เราร้อน ... เราร้อน ” แล้วตกลงมาจากอากาศ แผ่นดินเปิดช่องดึงร่างของนันทยักษ์ หายลับตาไปในบัดดลดิ่งลงสู่มหานรกอเวจี อันลึกสุด





    นางจิญจมาณวิกา

    นางจิญจมาณวิกาเบียดเบียนพระพุทธองค์โดยรับอาสาจากพวก “ ปริพาชก ” บุคคลในลัทธิอื่นที่มีจิตริษยาในลาภสักการะของพระพุทธองค์ จึงคิดกลั่นแกล้งด้วยการจ้างนางจิญจมาณวิกา แกล้งทำเป็นคนท้อง ให้เขากลึงไม้นูนผูกรัดไว้ที่เอว แล้วก็ไปร้องบอกสมณะโคดมขณะนั่งประทับเทศนาว่า “ ท่านสมณะโคดม ” จะมัวมานั่งเทศน์หน้านวลอยู่ทำไม นี่เธอทำให้ฉันมีครรภ์เช่นนี้กลับมิดูแล อย่ามัวเทศน์โปรดพุทธบริษัทอยู่เลย จงไปตัดฟืนไว้เพื่อฉันดีกว่า เวลาคลอดแล้วลูกเราจะได้มิลำบาก ”

    พระพุทธองค์ได้ทรงสดับ จึงหยุดเทศนาและกล่าวกับนางจิญจมาณวิกาว่า

    “ ภัคคินี ดูก่อนน้องหญิง เรื่องที่เธอกล่าวนั้น คนอื่นเขามิได้รู้เรื่องด้วยดอกนะ จะมีเธอกับฉันเพียงสองคนเท่านั้นละที่รู้กัน ”

    พระพุทธองค์ทรงกล่าวด้วยความอิ่มเอมใจท่ามกลางความสงสัยของพุทธบริษัท เรื่องนี้เดือดร้อนถึงพระอินทร์ที่ต้องทำหน้าที่รักษาผู้ทรงคุณธรรมสูงส่ง จึงทรงแปลงกายเป็นหนูไปกัดเชือกที่ผูกไม้ ทำให้ไม้ที่ผูกติดไว้เหมือนเช่นคนมีครรภ์นั้นหลุดตกลงมา พุทธบริษัทเห็นมารยากล่าวให้ร้ายที่นางจิญจมานวิกากระทำต่อพระพุทธองค์ ดังนั้นก็ดุด่าไล่ขว้างด้วยก้อนหินและไม้ นางจิญจมาณวิกา ได้วิ่งหลบหนี พอพ้นคลองจักษุของพระพุทธองค์ นางจิญจมาณวิกา ก็ถูกธรณีสูบลงสู่นรกมหาอเวจีด้วยกรรมอันหนักนั้น

    นางจิญจมาณวิกาเมื่อชาติก่อนหน้านั้นนางเกิดเป็น นางอมิตตดา ภริยาของชูชกหรือพระเทวทัตในชาติเดียวกัน กับที่พระโพธิสัตว์ได้เกิดเป็นพระเวสสันดรนั่นเอง



    พระเจ้าสุปปพุทธะ

    พระเจ้าสุปปพุทธะเป็นกษัตริย์โกลิยะวงศ์เป็นพระราชบิดาของพระเทวทัต เมื่อทราบว่าพระเทวทัตถูกธรณีสูบ ลงมหาอเวจีนรกก็มิสำนึกในบาปบุญคุณโทษ กลับมีจิตอาฆาตพยาบาทพระพุทธองค์ เพราะนอกจากจะทำให้พระเทวทัตต้องธรณีสูบ พระพุทธองค์ยังทำให้เจ้าหญิงยโสธราธิดาของพระเจ้าสุปปพุทธะเป็นหม้าย จึงกลั่นแกล้งพระพุทธองค์ด้วยการเกณฑ์อำมาตย์ข้าราชบริพารไปนั่งเสพเมรัยขวางทางที่พระพุทธองค์จะออกบิณฑบาตโปรดเวไนยสัตว์ ซึ่งทางนั้นมีเพียงทางเดียวเท่านั้นที่พระพุทธองค์จะทรงเสด็จดำเนินไปได้ เมื่อเสด็จดำเนินผ่านไม่ได้เพราะพระเจ้าสุปปพุทธะกับบริวารขวางอยู่วันนั้น พระพุทธองค์ทรงอดพระกระยาหาร ๑ วัน พระอานนท์จึงทูลถามอยากจะทราบโทษของพระเจ้าสุปปพุทธะ พระพุทธองค์จึงทรงได้มีพุทธฎีกาตรัสว่า “ อานันทะดูก่อนอานนท์ หลังจากนี้ไปนับได้ ๗ วัน พระเจ้าสุปปพุทธะจะลงอเวจีตามเทวทัตไป ”

    เมื่อบริวารของพระเจ้าสุปปพุทธะกลับไปถวายรายงาน พระเจ้าสุปปพุทธะก็มีจิตต้องการให้พุทธฎีกาของพระพุทธองค์มิเป็นความจริง จึงขึ้นประทับ ณ ปราสาท ๗ ชั้น แต่ละชั้นมีนายทวารป้องกันแข็งขัน ทรงตรัสกับนายทวารที่มีร่างกายกำยำนั้นว่า “ ในระหว่าง ๗ วันนี้ ถ้าฉันลงมาละก็ พวกเธอจงขัดขวางเอาไว้ไม่มีใครทำโทษ ” โดยประกาศต่ออำมาตย์ ข้าราชบริพาร และพระบรมวงศานุวงศ์ไว้ดังนั้น เพื่อมิให้นายทวารทั้งหลายต้องโทษ จนกระทั่งถึงวันที่ ๗ วันนั้นปรากฏว่า ม้าแก้ว ซึ่งเป็นม้าทรงศึกที่พระเจ้าสุปปพุทธะโปรดปราน อาละวาดกระทืบโรง ร้องเสียงดังมาก พระเจ้าสุปปพุทธะเกิดเป็นห่วงม้า ด้วยอาการขาดสติจึงทรงลงจากปราสาทชั้น ๗ แต่ปรากฏว่านายทวารมิได้ขัดขวาง ด้วยคิดว่าเลยครบกำหนด ๗ วันแล้ว พอพระเจ้าสุปปพุทธะย่างพระบาทเหยียบแผ่นดิน ก็ถูกพระธรณีสูบหายไปสู่มหานรกอเวจี ตรงตามพุทธะฎีกาที่ตรัสไว้แก่พระอานนท์
     
  13. evatranse

    evatranse เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    11 กันยายน 2006
    โพสต์:
    182
    ค่าพลัง:
    +571
    ว่าด้วยพระสัทธรรมปุณฑริกสูตรของพระพุทธเจ้า.........


    พระสัทธรรมปุณฑริกสูตร คือ พระสูตรดอกบัวแห่งธรรมะมหัศจรรย์ที่สำคัญและทรงอิทธิพลที่สุดในบรรดาพระสูตรหรือคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของพระพุทธศาสนา ที่เน้นความเมตตาและปัญญาเพื่อช่วยเหลือสรรพสัตว์ในโลกนี้......

    กล่าวถึงอริยสัจ4(มรรคมีองค์8)......

    ปฏิจจสมุปบาท12หรือ12ห่วงโซ่แห่งความสัมพันธ์ระหว่างเหตุกับผล.....

    เถรวาท(หินยาน)เน้นที่ความหลุดพ้น เป็นแนวทางแห่งสาวกภูมิ....

    มหายาน เน้นการอุทิศตนเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น เป็นแนวทางแห่งพุทธภูมิคือพระโพธิสัตว์.....

    พระปัจเจกพุทธเจ้าและพระพุทธเจ้าทั้งหลาย.......ไม่มีหินยาน ไม่มีมหายาน มีเพียงพุทธยานหรือเอกยานเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น!!!......

    โดยเน้นที่การตรัสรู้หรืออนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ที่คนทุกคนสามารถพัฒนาตนเองเองไปสู่จุดนี้ได้ทุกๆคน ไม่ว่าชายหรือหญิง ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นพระ นักบวช หรือประชาชนคนเดินดินธรรมดาคนหนึ่ง!!!......."



    ความสำคัญในคำสอนของมหายานนั้น มิได้อยู่ที่ประเด็นว่าจะดีกว่าหรือเหนือกว่าเถรวาท แต่เป็นความพยายามที่จะเน้นถึงทฤษฎีเรื่องโพธิสัตต์ เช่นเดียวกับที่เถรวาทเน้นเรื่องพระอรหันต์ .......

    ความพยายามอันนี้ น่าจะเป็นคำสอนที่สามารถ นำมาประยุกต์เข้ากับสังคมปัจจุบันได้เป็นอย่างดี ในขณะที่สังคมมนุษย์กำลังมีแต่ความแก่งแย่งชิงดี มีแต่ความเห็นแก่ตนเพิ่มมากขึ้นทุกที........

    "สัทธรรมปุณฑรีกสูตร"-มองเห็นว่า ยานทั้งสามคือ สาวกยาน ปัจเจกพุทธยานและโพธิสัตตยาน หรือมหายานนั้น ล้วนแล้วแต่เป็นกุศโลบายในการสอนทั้งสิ้น แท้จริงแล้ว มีเพียงยานเดียว คือ เอกยาน หรือพุทธยาน นั่นคือ ยานที่จะมุ่งไปสู่ความเป็นพุทธะอันสมบูรณ์เท่านั้น......


    ในสัทธรรมปุณฑรีกสูตร ..... จะเห็นได้ชัดเจนว่า มหายานมีความเข้าใจในเรื่องพุทธแตกต่างไปจากเถรวาทอยู่มาก ........

    พระศากยมุนีพุทธนั้น ได้ทรงถึงซึ่งความเป็นพระตถาคตเจ้ามานานหลายกัลป์แล้ว แต่เสด็จลงมาสู่โลกมนุษย์อีก เพื่อทำให้มนุษย์เห็นว่าพระพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นเฉพาะกาลเฉพาะสมัยเท่านั้น........

    เป็นกุศโลบายที่จะเร่งให้มนุษย์ขยันหมั่นเพียรในการปฏิบัติจิตของตน เพราะหากเข้าใจว่ามีพระพุทธเจ้าอยู่ตลอดเวลา มนุษย์ก็จะพากันเกียจคร้าน ไม่ใส่ใจในการบำเพ็ญเพียรทางจิต........

    ยิ่งกว่านั้น พระพุทธเจ้าเมื่อเสด็จดับขันธ์ไปแล้ว ก็มิได้ดับสูญโดยสิ้นเชิง หากยังคงพระจิตบริสุทธิ์อยู่ และพระจิตนั้น ทรงพลังอำนาจ สามารถแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ต่างๆให้ปรากฏแก่มนุษย์ได้ ........

    ส่วนฝ่ายเถรวาท มักเข้าใจว่า การตรัสรู้ของพระอรหันต์และพระพุทธเจ้านั้น คือการเข้าถึงพระธรรมอันสูงสุดเท่ากัน ต่างกันแต่เพียงพระอรหันต์นั้น ต้องได้รับการสั่งสอน ชี้แนะจากพระพุทธเจ้า .........

    แต่ทางฝ่ายมหายาน เข้าใจว่า พระอรหัตตผลนั้น ยังเป็นขั้นตอนของการตรัสรู้โดยสมบูรณ์ที่เรียกว่า พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ........

    ดังนั้น พระอรหันต์เถระทั้งหลาย เช่น พระสารีบุตร พระโมคคัลลาน์ พระอานนท์ ฯลฯ ล้วนได้รับพุทธทำนายว่า ในอนาคตกาลจะไบรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งสิ้น........

    พระโพธิสัตต์ทั้งหลาย ซึ่งล้วนแต่เป็นผู้สร้างสมบารมี บำเพ็ญเพียรเพื่อพระโพธิญาณนั้น จะเป็นผู้สอดส่องดูแลและพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือมนุษย์อยู่ทุกเมื่อ ศาสนาพุทธแบบมหายานจึงเป็นศาสนาที่อบอุ่น ให้กำลังใจแก่ผู้ปฏิบัตินับถือ สอนให้มนุษย์รู้จักการเสียสละ เพื่อประโยชน์ส่วนรวม ช่วยเหลือเกื้อกุลกัน ......

    ชาวพุทธผู้ฉลาด จึงควรเป็นผู้ที่สามารถนำคำสอนที่เหมาะสม มาเป็นหลักในการดำเนินชีวิตของตนตามความเหมาะสมของสภาพจิตใจและสภาพแวดล้อม.......


    คัมภีร์สัทธรรมปุณฑรีกสูตรเด่นชัดในเรื่องของการใช้กุศโลบายหรืออุบายซึ่งถือเป็นอุดมคติของพระโพธิสัตว์และลักษณะแห่งความสมบูรณ์ของพระพุทธเจ้าคือ

    1. มหาปรัชญา 2. มหากรุณา 3. มหาอุบาย

    ซึ่งแสดงออกถึงความเป็นมหายานที่คำนึงถึงผลในการเผยแผ่ธรรมจึงมีแนวคิดนอกกรอบปรากฏอยู่ทั่ว ......

    เน้นที่อุดมการณ์พระโพธิสัตว์ที่แสดงถึงจิตใจที่กว้างขวาง และที่สำคัญคือการรวม 3 ยานให้เป็นหนึ่งเดียวด้วยอุบายให้เป็นพุทธยาน ซึ่งมีนัยว่าจะเข้าถึงได้ก็ด้วยปฏิบัติตามโพธิสัตว์มรรคาก็คือมหายานนั่นแหละ...

    ผู้บังเอิญได้ -

    ทางสายกลาง ที่ลองปฏิบัติทำตามหลักแต่ละข้อแบบง่าย ๆ และตั้งอยู่ในปัจจุบัน ไม่ไปอดีต ไม่ไปอนาคต ตั้งใจทำงานและทำตามหลักแบบตั้งใจง่าย ๆ แปลกที่ได้สิ่งดี ๆ ในการรู้ธรรมะ......


    พุทธญาณ-

    ที่ได้พบธรรม เพราะช่วงนั้นจิตคุณสงบนิ่งจริงๆ เรียกว่า "จิตว่าง"ก็อาจรู้เห็นอะไรดีๆได้ ชั่วครั้งชั่วคราว เพราะสมาธิยังไม่มั่นคงพอ ต้องเจริญสติ-สมาธิให้ดีกว่านี้ ทำไปเรื่อยๆก็จะดีขึ้นเอง.......

    การรู้เห็นธรรมนั้น อย่างที่ว่า ก็เหมือนเราลืมชื่อเพื่อนสนิทสักคน เหมือนติดอยู่ที่ริมฝีปาก แต่นึกไม่ออก พอเราทำเผลอลืมๆไปทำโน่นทำนี่ สักครู่พอจิตว่าง ก็นึกออกได้ทั้งๆที่เราไม่ได้ตั้งใจจะนึก อันนี้ก็เหมือนกัน......


    ผู้ซึ่งอ่านสูตรนี้
    จักหลุดสุดสิ้นความกังวล

    ไม่เจ็บปวดรวดร้าวไร้โรคา

    ทั้งหน้าตาจักสดใสกระจ่างขาว

    ไม่เกิดมาลำบากแสนยากจน

    ไม่ต่ำต้อยน้อยหน้าอัปลักษณ์

    สรรพสัตว์พานพบจักปรีดา

    เฉกเช่นองค์โพธิสัตว์ที่ปราถนา

    เทพยตาสุราลัย

    จักเรียงรอเป็นข้าผู้รับใช้

    ดาบกระบองไม่อาจสัมผัสกาย

    ยาพิษร้ายไม่เป็นภัยทำลายล้าง

    หากมีคนบาปสาปแช่งเขา

    ปากคนนั้นจักปิดสนิทลง

    เขารอนจรไปได้ทุกแห่ง

    ดุจดั่งพญาสิงห์ไม่กริ่งเกรง

    เขาแผ่เผยรัศมีศรีปัญญา

    ดุจดั่งดวงสุริยันตะวันฉาย

     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 20 มีนาคม 2013
  14. มาโนช ทองแย้ม

    มาโนช ทองแย้ม สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 มกราคม 2018
    โพสต์:
    3
    ค่าพลัง:
    +0
     
  15. มาโนช ทองแย้ม

    มาโนช ทองแย้ม สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 มกราคม 2018
    โพสต์:
    3
    ค่าพลัง:
    +0
    อ่านๆ ดู แล้ว เหมือนกำลังถกเถียงกัน นะครับ กระผมคิดว่า เป็นความจริงทั้งหมดเพียงแต่ว่าพระเทวทัตมีบทบาทเดียวกันหลายครั้งหลายสถานที่ หรือ หลายฉากหลายตอนที่กำลังแสดงบทบาทเดียวกัน คล้ายกับที่เคยแสดงมาแล้วยังที่นั้นๆ ลองคิดดูนะครับ คัมภีร์ สัทธรรมปุณฑริกสูตร เป็นภาษาญี่ปุนโบราณ หายากซึ่งบัณฑิตมากมายจดจำเก็บรักษาบันทึกและแปลมาจนถึงเวลาปัจจุบัน
     
  16. มาโนช ทองแย้ม

    มาโนช ทองแย้ม สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 มกราคม 2018
    โพสต์:
    3
    ค่าพลัง:
    +0
    หลายชาติ หลายภาษา ครับกระผมคิดว่าเรื่องทั้งหมดก็อยู่ในพระไตรปิฎก นะครับ ดูอย่างพระซังธั๋มจั๋ง ก็อัญเชิญพระไตรปิฎก เรื่องรามเกียรติ์ จากอินเดียยังมีเค้าโครงมาจากพระไตรปิฎก อีกทั้งอาณาจักรซิลลา เมืองลับแล อาถรรพ์ เวทย์มนต์ คุณไสยจากอียิปต์ ก็ยังอ้างอิงร่วมด้วยศาสตร์พระไตรปิฎก ครับ ใครว่ากระผม บ้า ก็ได้ ให้ผมเป็นบ้า ไม่ว่ากันนะครับ
     

แชร์หน้านี้

Loading...