มงคลวัตถุ สิริแห่งชีวิต ที่สุดแห่งศรัทธา : รูปถ่ายนิโรธสมาบัติ มหาจักร มหาสังข์ โคนนทสูร

ในห้อง 'พระเครื่อง วัตถุมงคล' ตั้งกระทู้โดย studio214, 19 กรกฎาคม 2015.

  1. studio214

    studio214 เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 สิงหาคม 2012
    โพสต์:
    639
    ค่าพลัง:
    +694
    รายการที่ 030 แหวนปลอกมีดฉลองอายุ 90 ปี หลวงปู่หลอด ปโมทิโต


    20190526_225942.jpg
    20190526_225942.jpg 20190526_225725.jpg 20190526_225732.jpg 20190526_225800.jpg 20190526_225850.jpg 20190526_225929.jpg 1236601_524594924285811_280883731_n.jpg

    หลวงปู่หลอด ปโมทิโต พระอริยเจ้าผู้เคยอยู่ศึกษาธรรมกับหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ท่านถือกำเนิด ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ ๙ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๕๘ ณ บ้านขาม ต.หัวนา อ.หนองบัวลำภู จ.อุดรธานี ท่านอุปสมบท เมื่อวันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๗๙ ณ วัดธาตุหันเทาว์ และญัตติเป็นพระธรรมยุติเมื่อวันที่ ๘ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๗๙ ณ วัดทุ่งสว่าง ต.โพธิ์ชัย อ.เมือง จ.หนองคายโดยมี พระธรรมเจดีย์(หลวงปู่จูม พันธุโล) เป็นพระอุปัชฌาย์ ในปี พ.ศ.๒๔๘๖ หลวงปู่หลอดจำพรรษาอยู่ที่ป่าช้าบ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี หลังออกพรรษาท่านได้ไปกราบนมัสการท่านพระอาจารย์ หลวงปู่หลอดก็ได้เข้าไปกราบนมัสการท่านพระอาจารย์มั่น พร้อมกับได้กราบเรียนท่านถึงจุดประสงค์ที่มา ซึ่งท่านก็ได้สอบถามข่าวคราวว่า “เป็นอย่างไรบ้าง การออกไปวิเวก จิตใจเป็นอย่างไรบ้างดีไหม? มีอุปสรรคอะไรไหม? เป็นพระก็มีความลำบาก อย่างนี้ พระพุทธองค์ท่านยิ่งลำบากกว่าหลายเท่า หลวงปู่หลอด ท่านได้เข้าไปรับการอบรมกับท่าน พระอาจารย์มั่น ที่วัดป่าบ้านโคก พร้อมพระมหาเถระสำคัญในเวลาต่อมาอีกหลายรูป อาทิเช่น มีหลวงปู่อ่อน ญาณสิริ หลวงปู่กงมา จิรปุญฺ พระอาจารย์มหาบัว ญาณสมฺปนฺโน พระอาจารย์วิริยังค์ สิรินฺธโร และในปี พ.ศ ๒๔๘๗
    หลังออกพรรษาแล้วได้กราบลาท่านพระอาจารย์มั่น ออกเดินธุดงค์วิเวกบนเทือกเขาภูพาน พร้อมกับหลวงปู่บัวพา ปญฺญาภาโส ในช่วงกลางปี พ.ศ.2509 หลวงปู่หลอด ตัดสินใจเข้ากรุงเทพฯ อยู่จำพรรษาที่วัดธรรมมงคล เขตพระโขนง กรุงเทพฯ กับหลวงพ่อวิริยังค์ สิรินธโร

    พ.ศ.2512 มีผู้ใจบุญถวายที่ดินจำนวน 6 ไร่ 33 วา แก่หลวงพ่อวิริยังค์ จึงให้หลวงปู่หลอดช่วยสร้างวัด ซึ่งก็คือวัดสิริกมลาวาส (วัดใหม่เสนา) ในที่ดังกล่าว ต่อมา เมื่อวันที่ 5 ธ.ค.2517 ได้รับพระราชทานแต่งตั้งสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรที่ "พระครูปราโมทย์ธรรมธาดา" พร้อมกันนั้นท่านได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสวัดสิริกมลาวาสโดยถูกต้อง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ อีกทั้งพระบรมวงศา นุวงศ์ทุกพระองค์ เสด็จพระราชดำเนิน ทรงเป็นประธานในพิธียกช่อฟ้า และตัดหวายลูกนิมิต วันที่ 15 ก.พ.2517 เวลา 16.19 น.

    หลวงปู่หลอด ปโมทิโต มรณภาพอย่างสงบเมื่อวันอังคารที่ 7 ก.ค. 2552 เวลา 12.58 น. ที่โรงพยาบาลวิชัยยุทธ กรุงเทพมหานคร สิริอายุ ๙๓ ปี ๗ เดือน พรรษา ๗๒ และได้เกิดเหตุมหัศจรรย์มีพระธาตุเสด็จตั้งแต่ช่วงรดน้ำศพหลวงปู่ที่โรงพยาบาลวิชัยยุทธ เรื่อยมาจนถึงช่วงงานสวดพระอภิธรรมที่วัดใหม่เสนา

    วันอาทิตย์ที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐ ได้มีพิธีพระราชทานเพลิงสรีระสังขาร หลวงปู่หลอด ปโมทิโต ณ เมรุชั่วคราววัดสิริกมลาวาส (วัดใหม่เสนานิคม) ต่อมาอัฐิธาตุท่านได้แปรเป็นพระธาตุ



     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 29 กันยายน 2019
  2. studio214

    studio214 เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 สิงหาคม 2012
    โพสต์:
    639
    ค่าพลัง:
    +694
    รายการที่ 031 เหรียญทำน้ำมนต์ 7 ขัน ฤาชา 8 ทิศ พระครูวิธานสุตสุนทร (มานิตย์ สุทธิญาโณ) วัดรัษฎาธิษฐาน (วัดเงิน)
    --x--



    Screen Shot 2562-06-02 at 12.31.03 PM.png
    Screen Shot 2562-06-02 at 12.31.03 PM.png 20190525_212230.jpg 20190525_212247.jpg 20190525_212319.jpg 20190525_212332.jpg 46891398_2186242038082295_6254141659139801088_n.jpg 51397592_2238448959709338_8214422895481323520_n.jpg

    เหรียญทำน้ำมนต์ 7 ขัน ฤาชา 8 ทิศ ปี 2561พระครูวิธานสุตสุนทร (มานิตย์ สุทธิญาโณ) วัดรัษฎาธิษฐาน (วัดเงิน) บางพรม กทม

    วิชาทำน้ำมนต์ 7 ขัน ของ พระอาจารย์ชาญณรงค์ อภิชิโต เป็นตำรับที่ท่านเรียนมาจากพระอาจารย์สายในดง ซึ่งท่านจะทำน้ำมนต์นี้ให้เฉพาะบุคคลที่ท่านเห็นว่าเคราะห์หนักหนาสาหัสจริงๆ ซึ่งน้ำมนต์แต่ละขันก็มีอิทธิคุณแตกต่างกันไป 7 ขัน 7 อย่าง 7 ประการ ดังนี้

    1. สัพพะสิริมงคล เสมือนดั่งมงกุฎพระพุทธเจ้าลงมาครอบ
    2. แคล้วคลาด ป้องกันภัย
    3. ถอดถอนของและคุณไสย ตลอดจนที่ต้องธรณีสาร
    4. เสกยา รักษาโรคภัยไข้เจ็บ ทำให้อายุยืน
    5. โชคลาภ หนุนดวง
    6. คงกระพัน ชาตรี
    7. เป็นวิชาคุม

    ซึ่งในสมัยท่านน้อยคนที่จะมีวาสนาได้รดครบทั้ง 7 ขัน เพราะบางอย่างใช้สำหรับรดกับผู้ที่เรียนวิชา เช่น ขันที่ 7 ที่เป็นวิชาคุม วิชานี้ท่านได้ถ่ายทอดให้กับศิษย์ท่าน 4 คน แต่เสียชีวิตไปหมดแล้วเหลือแต่ตัวผู้ใหญ่หนุนเพียงคนเดียวที่รับสืบทอดวิชานี้ และท่านได้มอบถวายวิชานี้ให้กับท่านพระอาจารย์มานิตย์เป็นผู้สืบทอดต่อไป

    เนื่องในโอกาสไหว้ครูประจำปีของ พระอาจารย์มานิตย์ สุทธิญาโณ วัดรัษฎาธิษฐาน (วัดเงิน) ซึ่งท่านจัดเป็นประจำทุกปีในวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 (วันลอยกระทง) ซึ่งในปีนี้ตรงกับวันที่ 22 พฤศจิกายน 2561 ซึ่งเป็นวันพฤหัสตรงกับวันครูพอดี ในปีนี้ท่านจึงได้ดำริที่จะทำวัตถุมงคลเป็นที่ระลึกเพื่อแจกแก่ญาติโยมและศิษยานุศิษย์ที่มารดน้ำมนต์จันทร์เพ็ญกับท่าน ท่านจึงได้ระลึกถึงวิชาทำน้ำมนต์ 7 ขัน ตำรับ พระอาจารย์ชาญณรงค์ อภิชิโต ขึ้น จึงเป็นที่มาของเหรียญ “ เหรียญทำน้ำมนต์ 7 ขัน ฤาชา 8 ทิศ ”

    เหรียญทำน้ำมนต์ 7 ขัน ฤาชา 8 ทิศ เป็นเหรียญที่ออกแบบมาได้อย่างสวยงามและลงตัว ทั้งรูปแบบ เอกลักษณ์ การจัดวางอักขระเลขยันต์ และการผนวกสรรพวิชาทั้งไสยศาสตร์ โหราศาสตร์ และพุทธาคมเข้าไปในเหรียญนี้ได้อย่างลงตัว

    ลักษณะ เป็นเหรียญทรงกลม มีกลีบบัว 8 แปดกลีบ โดยกลีบด้านหน้าจะงุ้มเว้าลงไปแบบกลับบัวจริง และกลีบบัวด้านหลังจะอูมออกมา ซึ่งแสดงถึงความใส่ใจในรายละเอียดของผู้สร้าง

    ด้านหน้าตรงกลาง เป็นยันต์ตรีนิสิงเห ตำรับ พระอาจารย์ชาญณรงค์ อภิชิโต ซึ่งกลบทการลงตัวเลขในยันต์จะไม่เหมือนกับตำรับของวัดประดู่ทรงธรรม และมีเคล็ดวิชาเฉพาะ ซึ่งพระอาจารย์มานิตย์ท่านได้ลงเป็นเกสรบัวบังไว้ ถือเป็นมหาเสน่ห์เมตตาอาถรรพ์ซ้อนอาถรรพ์

    กลีบบัวใหญ่ ลงไว้ด้วย นะฤาชา ตามตำรับท่านอาจารย์ชาญณรงค์ ทั้ง 8 ทิศ

    กลีบบัวเล็ก ลงไว้ด้วย พระอรหันต์ทั้ง 8 ทิศ ตำรับของ พระอาจารย์ชาญณรงค์ อภิชิโต ซึ่งพบจดบันทึกอยู่ในหอไตรของวัดเงิน ซึ่งในบท “ พุทธมงคลคาถา ” ก็ได้มีการกล่าวถึงพระอรหันต์ทั้ง 8 ทิศไว้ ดังนี้

    พุทธมงคลคาถา

    สัมพุทโธ ทิปะทัง เสฏโฐ นิสินโน เจวะ มัชฌิเม
    โกณฑัญโญ ปุพพะภาเค จะ อาคะเณยเย จะ กัสสะโป
    สารีปุตโต จะ ทักขิเณ หะระติเย อุปาลี จะ
    ปัจฉิเมปิ จะ อานันโท พายัพเพ จะ คะวัมปะติ
    โมคคัลลาโน จะ อุตตะเร อิสาเณปิ จะ ราหุโล
    อิเม โข มังคะลา พุทธา สัพเพ อิธะ ปะติฏฐิตา
    วันทิตา เต จะ อัมเหหิ สักกาเรหิ จะ ปูชิตา
    เอเตสัง อานุภาเวนะ สัพพะโสตถี ภะวันตุ โน

    อิจเจวะมัจจันตะนะมัสสะเนยยัง
    นะมัสสะมาโน ระตะนัตตะยัง ยัง
    ปุญญาภิสันทัง วิปุลัง อะลัตถัง
    ตัสสานุภาเวนะ หะตันตะราโย ฯ
    ------------------------------------------------------

    (คำแปล) สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ประเสริฐกว่าสัตว์สองเท้า ทรงประทับนั่งอยู่ท่ามกลาง มี

    • ท่านอัญญาโกญฑัญญะ อยู่ทางทิศบูรพา (ตะวันออก)
    • ท่านพระมหากัสสปะ อยู่ทางทิศอาคเนย์ (ตะวันออกเฉียงใต้)
    • ท่านพระสารีบุตร อยู่ทางทิศทักษิณ (ใต้)
    • ท่านพระอุบาลี อยู่ทางทิศหรดี (ตะวันตกเฉียงใต้)
    • ท่านพระอานนท์ อยู่ทางทิศปัจฉิม (ตะวันตก)
    • ท่านพระภควัมปติ อยู่ทางทิศพายัพ (ตะวันตกเฉียงเหนือ)
    • ท่านพระโมคคัลลานะ อยู่ทางทิศอุดร (เหนือ)
    • ท่านพระราหุล อยู่ทางทิศอิสาน (ตะวันออกเฉียงเหนือ)

    กลีบบัวด้านหลัง ลงด้วย นะเทวดานพเคราะห์ทั้ง 9 ตามตำรา “ มหาทักษาพยากรณ์และวิธีบูชาสะเดาะเคราะห์ ” ของ อาจารย์อั้น สาริกบุตร (ท่านมีศักดิ์เป็นทั้งลุงและอาจารย์ของอาจารย์เทพย์ สาริกบุตร) ซึ่งในตำราได้กล่าวอ้างถึงพระสูตรหนึ่งที่มีชาวเมืองชมพูทวีปได้ไปกราบทูลถามพระพุทธองค์ถึงเรื่องของการที่เทวดานพเคราะห์ทั้ง 9 เข้าเสวยอายุยังผลให้เกิดคุณและโทษต่างๆ นานา พระพุทธองค์จึงทรงมีพระฎีกาตรัสตอบว่าแม้แต่ตัวพระองค์เองก็ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของเทวดานพเคราะห์ทั้ง 9 เช่นเดียวกัน แล้วจึงทรงมีพระบัญชาให้พระโมคคัลลาน์ไปถามถึงวิธีแก้จากเทวดาทั้ง 9 องค์นั้น จึงเป็นที่มาของ นะเทวดานพเคราะห์ แต่เนื่องจากกลีบบัวมีแค่ 8 กลับ จึงใช้พญานาคแทนพระเกตุ เพราะพระเกตุมีหางเป็นพญานาค แต่เพื่อซ้อนวิชาเข้าไปจึงทำเป็นนาศบาศก์ (งูกินงู) เป็นอาถรรพ์ซ้อนอาถรรพ์อีกที

    ตรงกลางนาคบาศก์ เป็นคาถาหัวใจมนุษย์ทั้งชาย-หญิง

    รายรอบเหรียญ เป็น พระคาถาทำน้ำมนต์ 7 ขัน ของ พระอาจารย์ชาญณรงค์ อภิชิโต ทั้งด้านหน้าและหลัง

    การปลุกเสก 2 วาระ คือ

    • วาระที่ 1 ในเย็นของวันพุธที่ 21 พฤศจิกายน 2561 ก่อนวันไหว้ครูประจำปี 2561 พระอาจารย์มานิตย์ได้จัดพิธีสวดมนต์เย็นและธัมมจักกัปปวัตนสูตร โดยมีพระสงฆ์มาเจริญพุทธมนต์ 9 รูป ซึ่งมี ท่านผู้ใหญ่หนุน ศิษย์อาจารย์ชาญณรงค์ที่ยังมีชีวิตอยู่และคุ้นเคยกับพระอาจารย์มานิตย์เป็นอย่างยิ่งมาเป็นประธาน ในการเชิญบอกกล่าวท่านพระอาจารย์ชาญณรงค์ เมื่อเจริญพุทธมนต์เสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ได้ทำพิธีทักษิณานุปทาอุทิศถวาย อดีตเจ้าอาวาสวัดเงิน บางพรหม และพระอาจารย์ชาญณรงค์ เป็นลำดับสุดท้าย

    • วาระที่ 2 ในวันลอยกระทง ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ 22 พฤศจิกายน 2561 โดยท่านได้ทำพิธีไหว้ครู และอธิษฐานจิตปลุกเสกตามตำรับวิชาที่ได้รับถ่ายทอดมา

    อุปเท่ห์วิธีใช้ เมื่อจะใช้เหรียญนี้กระทำการใดๆ ให้จัดตั้งขัน 5 อันได้แก่ ดอกไม้ 5 ดอก เทียน 5 เล่ม ธูป 5ดอก บอกกล่าวครูบาอาจารย์ที่เป็นเจ้าของวิชาตั้งแต่ปฐมเจ้าอาวาสวัดเงินบางพรม อันมี ลป.เสม ลป.ภู ลป.ปั้น ลป.ชุ่ม ลป.พลอย ลพ.สมบูรณ์ พระอาจารย์ชาญณรงค์ ลป.ในดง และลป.นอกดง ให้มาอนุเคราะห์ แล้วอธิษฐานเอา
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 5 มิถุนายน 2019
  3. Supashine

    Supashine เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 มิถุนายน 2012
    โพสต์:
    282
    ค่าพลัง:
    +755
    จองรายการ 031
     
  4. studio214

    studio214 เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 สิงหาคม 2012
    โพสต์:
    639
    ค่าพลัง:
    +694
    รายการที่ 032 ผ้ายันต์ชายจีวร หลวงพ่อแช่ม วัดดอนยายหอม
    บูชา 200 บาท รวมจัดส่ง

    Screen Shot 2562-06-03 at 11.06.32 PM.png

    Screen Shot 2562-06-03 at 11.06.32 PM.png 20190603_213036.jpg 20190603_213041.jpg 20190603_213052.jpg post-7-1228872340.gif

    ผ้ายันต์ชายจีวร หลวงพ่อแช่ม วัดดอนยายหอม จ.นครปฐม พระอริยเจ้าผู้เมตตา ผ้ายันต์รุ่นนี้หลวงพ่อแช่ม ฐานุสสฺโก ท่านเมตตาอธิษฐานจิตปลุกเสกที่ในกุฎิของท่านเพื่อแจกให้กับลูกศิษย์ลูกหาและบรรดาผู้ที่เคารพเลื่อมใส ใครได้ไปกราบขอพรจากท่าน จะได้ผ้ายันต์นี้แจกมา พร้อมเหรียญหรือเชือกผูกข้อมือบ้าง ตามแต่วาระ ผ้ายันต์นี้แม้เป็นของแจกแต่มีประสบการณ์มาก ทั้งด้านคุ้มครองแคล้วคลาด หรืออธิษฐานในเรื่องทำมาหากินเพื่อความคล่องตัว ผ้ายันต์นี้บางครั้งท่านจะม้วนและผูกด้วยสายสิญจน์ ลูกศิษย์จึงนิยมนำมาใส่หลอดบูชาแบบตระกรุด


    พระครูเกษมธรรมนันท์(ฐานฺสฺสโก) หรือหลวงพ่อแช่ม วัดดอนยายหอม ท่านเป็นคนดอนยายหอมโดยกำเนิด ท่านเกิดเมื่อวันพุธที่ ๖ มีนาคม พ.ศ.๒๔๔๙ นามเดิมชื่อ "แช่ม อินทนชิตจุ้ย" เป็นบุตรของนายเนียม และนางอ่ำ อินทนชิตจุ้ย เมื่ออายุครบบวช ได้อุปสมบทที่พระอุโบสถวัดดอนยายหอม โดยมีพระครูอุตตรการบดี(สุข ปทุมสฺสวณฺโณ) วัดห้วยจระเข้เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอธิการเงิน(จนฺทสุวณฺโณ) วัดดอนยายหอมเป็นพระกรรมวาจาจารย์ หลวงพ่อโย(กิตติธโร) วัดบางช้างใต้ เป็นพระอนุศาสนาจารย์ ได้รับฉายาว่า"ฐานฺสฺสโก"

    เมื่ออุปสมบทแล้ว ได้จำพรรษาที่วัดดอนยายหอม และได้ศึกษาพระปริยัติธรรมและบาลี จนสามารถสอบได้นักธรรมชั้นเอก ปี พ.ศ.๒๔๘๖ หลังจากนั้นท่านกลับมาสนใจทางด้านปฏิบัติ ได้ศึกษาวิปัสสนากรรมฐานและคันถธุระ ตลอดจนวิชาอาคมจากหลวงปู่สุข วัดห้วยจระเข้ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์ของท่าน และท่านยังได้ศึกษาเพิ่มเติมกับหลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม จนมีความเชี่ยวชาญในด้านไสยเวทย์และวิชาอาคม นับเป็นความโชคดีของวัดดอนยายหอม เมื่อสิ้นบุญหลวงพ่อเงินแล้วก็มีหลวงพ่อแช่มเป็นกำลังสำคัญสืบต่อจากหลวงพ่อเงินในการพัฒนาวัดดอนยายหอม และเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาสาธารณะประโยชน์สถานต่างๆ เช่น สร้างโรงเรียนหลวงพ่อแช่มอุปถัมภ์ (ฉิมเกตุ อ่อนอุทิศ) ที่ตำบลคลองจินดา อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม สร้างตึกคนไข้สี่ชั้น ที่โรงพยาบาลศูนย์นครปฐม อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม จัดหาทุนสร้างหอประชุมอำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม

    ปี พ.ศ.๒๕๒๐ ท่านได้เป็นเจ้าอาวาสวัดดอนยายหอมต่อจากพระราชธรรมภรณ์(เงิน จนฺทสุวณฺโณ)

    หลวงพ่อแช่มท่านเป็นพระที่เปี่ยมด้วยความเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ทุกคน ที่ตกทุกข์ได้ยาก หนีร้อนมาพึ่งเย็น ท่านจะให้การต้อนรับอย่างเสมอภาคทุกคน ไม่ว่ีาบุคคลนั้นจะมีฐานะร่ำรวย หรือยากจน หรือมีฐานะเป็นเจ้าคนนายคน เมื่อมีเรื่องทุกข์ร้อนมาหาท่าน ท่านจะอนุเคราะห์ให้ความช่วยเหลือจนความทุกข์ร้อนนั้นเบาบางลง ท่านจะพูดแต่สิ่งที่ดี ในสิ่งที่เป็นมงคล ท่านจะไม่พูดตำหนิหรือให้ร้ายบุคคลใด แม้ว่าบุคคลนั้นจะมีอาชีพหรือพฤติกรรมที่ผิดกฏหมายก็ตาม ท่านจะชมบุคคลเหล่านั้นเสมอว่าเป็นคนดี เคยมาทำบุญที่วัดเสมอ แม้แต่พระเครื่องและวัตถุมงคลของหลวงพ่อแช่ม ท่านก็แจกให้ฟรีแก่บุคคลที่มากราบนมัสการท่าน
    หลวงพ่อแช่มท่านมีกิริยามารยาทเรียบร้อย นอบน้อมถ่อมตนและอ่อนโยนแช่มช้อยสมชื่อท่านจริงๆ แม้แต่หลวงพ่ออุตตมะ วัดวังวิก์เวการาม ก็ยังกล่าวชมเชยหลวงพ่อแช่มว่า ท่านเป็นพระที่นอบน้อมถ่อมตนกล่าวคือ หลวงพ่ออุตตมะท่านเคยถามศิษย์ของท่านว่า รู้จักหลวงพ่อองค์นั้นไหม(หมายถึงหลวงพ่อแช่ม)ศิษย์ตอบว่า รู้จัก หลวงพ่อองค์นั้นชื่อหลวงพ่อแช่มวัดดอนยายหอม หลวงพ่ออุตตมะถามต่อว่า ฉันกับหลวงพ่อแช่มใครพรรษามากกว่ากัน ศิษย์ตอบว่า หลวงพ่อแช่มพรรษามากกว่า(หลวงพ่ออุตตมะเกิดปี พ.ศ.๒๔๕๓ ) หลวงพ่ออุตตมะกล่าวชมหลวงพ่อแช่มว่า ท่านเป็นพระที่อ่อนน้อมถ่อมตนจริงๆเจอฉันในพิธีพุทธาภิเษกทีไรจะรีบเข้ามาไหว้ทักทายก่อนทุกครั้ง ต่อไปนี้ถ้าฉันเจอหลวงพ่อแช่มฉันจะต้องรีบไปไหว้ทักทายท่านก่อน
    หลวงพ่อแช่ม ท่านมรณภาพในวันพฤหัสบดีที่ ๙ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๖ ร่วมสิริมายุได้ ๘๗ ปี ๖๗ พรรษา
     
  5. studio214

    studio214 เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 สิงหาคม 2012
    โพสต์:
    639
    ค่าพลัง:
    +694
    รายการที่ 033 รูปหล่อหลวงปู่พิศดู หน้าตัก 1 นิ้ว เนื้อทองชนวน (วัตถุมงคลชุดโลกุตรธรรม)
    บูชา 1,000 บาท รวมจัดส่ง

    --พระธาตุเสด็จ 1 เม็ด--

    Screen Shot 2562-06-03 at 11.13.27 PM.png Screen Shot 2562-06-03 at 11.13.18 PM.png
    Screen Shot 2562-06-03 at 11.13.27 PM.png Screen Shot 2562-06-03 at 11.13.18 PM.png 20190603_212440.jpg 20190603_212449.jpg 20190603_212459.jpg 20190603_212529.jpg 20190603_212506.jpg 20190603_212556.jpg



    รูปหล่อหลวงปู่ชุดนี้มวลสารใต้ฐานผสมผงอังคารธาตุหลวงปู่ ปิดด้วยจีวรท่าน และแผ่นตะกรุดที่ฝังก็ยังเป็นแผ่นที่เข้าพิธีพร้อมกับรูปหล่อพระธรรมธาตุซึ่งเป็นพิธีที่สุดยอดแล้วที่หลวงปู่เมตตา จึงไม่แปลกที่รูปหล่อรุ่นนี้แม้จะไม่ทันหลวงปู่แต่ประสบการณ์คนที่บูชาไปแล้วหมั่นสวดมนต์ภาวนามักมีพระธาตุเสด็จมาที่รูปหล่อหลวงปู่ มีอยู่มากมาย

    รูปหล่อหลวงปู่พิศดู หน้าตัก 1 นิ้ว ได้นำเข้าพิธีดังนี้
    1.พิธีเททองหล่อ พร้อมกับรูปเหมือนองค์หลวงปู่พิศดู ขนาดเท่าองค์จริง เพื่อประดิษฐานไว้ในพระมหาเจดีย์ ธัมมะจารีสุขังเสติ

    2.พิธีพุทธาภิเษกใหญ่ และพิธีตักบาตรพระมหาอุปคุต ในวันเพ็ญพุธ ณ พระมหาเจดีย์ ที่วัดเทพธารทอง โดยพระเกจิครูบาอาจารย์ผู้ทรงคุณ อาทิ..
    - หลวงพ่อมหาพร้อม วัดพลับบางกะจะ
    - หลวงพ่ออ่อง ถ้ำเขาวงกต
    - หลวงพ่อบุญส่ง วัดเขาน้ำตก
    - หลวงพ่อมนัส สำนักกรรมฐานฟื้นฟูจิต เขาแหลม
    - ฯลฯ
    และพระสวดพิธีธรรมอีก 9 รูป และช่วงบ่ายในวันเดียวกัน พระสงฆ์ได้ลงสวดพระปาฏิโมกข์ถวาย โดยในพระมหาเจดีย์ ได้นำรูปหล่อองค์หลวงปู่มาประดิษฐานเอาไว้ก่อนหน้านั้นแล้ว (โดยในงานพิธีพุทธาภิเษก ได้มีการบวงสรวงอัญเชิญบารมีธรรมขององค์พระมหาอุปคุต ท่านพ่อลี และองค์หลวงปู่พิศดูมาประสิทธิด้วย)

    3.พิธีวางศิลาฤกษ์ ธัมมะจารีมณฑป ณ วัดเทพธารทอง โดยพ่อแม่ครูบาอาจารย์สายกรรมฐาน ฯ หลายรูป

    4.พิธีบวงสรวง อัญเชิญบารมีองค์พระมหาอุปคุต และบารมีธรรมขององค์หลวงปู่พิศดู และสวดเจริญพระพุทธมนต์ เนื่องในวันเพ็ญพุธ ณ ลานพิธีริมหน้าผาอ่าวคุ้งกระเบน โดยท่านพระอาจารย์หนึ่ง พร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์

    5.พิธีพุทธาภิเษกสมโภชน์ใหญ่ เนื่องในวันเททองหล่อพระพุทธรูปทรงเครื่องมหาจักรพรรดิ์ 4 ปาง ณ สำนักสงฆ์เขาน้ำซับ โดยพระเกจิครูบาอาจารย์กว่า 10 รูป อาทิ..
    - หลวงพ่อสิริ วัดตาล จ.นนทบุรี
    - หลวงพ่อพูน วัดบ้านแพน จ.อยุธยา
    - หลวงปู่ฉอ้อน วัดแหลมหิน จ.ปราจีนบุรี
    - หลวงปู่อั้น วัดโรงโค จ.อุทัยธานี
    - หลวงพ่ออ่อง ถ้ำเขาวงกต จ.จันทบุรี
    - หลวงปู่เจียง วัดเนินหย่อง จ.ระยอง
    - หลวงปู่บุญอุ้ม วัดป่าโนนแพง จ.นครพนม
    - หลวงปู่สวาท ว่าป่าโป่งจันทร์ จ.จันทบุรี
    - หลวงพ่อแจ่ม วัดเขาสำเภาทอง จ.ระยอง
    - ... ฯลฯ
    และพระสวดพิธีธรรมอีกรวมเกือบ 100 รูป

    ซึ่งพิธีเหล่านี้ถือได้ว่าเป็นพิธีที่ตั้งใจจัดขึ้นเพื่อบูชาคุณแด่องค์ครูบาอาจารย์ อันมีองค์หลวงปู่พิศดู ธัมมะจารีเป็นที่สุด ซึ่งเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า ดวงจิตอันบริสุทธิ์ขององค์หลวงปู่ท่านจะต้องรับทราบและมาร่วมพิธีด้วยอย่างแน่นอน

    ส่วนมวลสารที่ใช้บรรจุในองค์รูปหล่อหลวงปู่นั้น เป็นมวลสารที่เคยใช้บรรจุในรูปหล่อพระมหาอุปคุตปางปราบมาร..ซึ่งรวมสุดยอดมวลสาร มวลสารเหล่านี้ ได้ใช้บรรจุไว้ใต้ฐานรูปหล่อหลวงปู่พิศดูขนาด 1 นิ้ว ส่วนตัวประสานเนื้อผงให้เข้ากันนั้น ได้ใช้น้ำมันอนันตคุณ108 น้ำผึ้งเสก น้ำอ้อยผงเสกของหลวงปู่พิศดู ข้าวก้นบาตรครูบาอาจารย์(ชนิดเปียก) สีผึ้ง น้ำหมาก น้ำมนต์ ของเหล่าครูบาอาจารย์ กล้วยน้ำไทย และกาว ฯลฯ เป็นตัวประสานหลัก..

    ส่วนของมงคลที่ใช้บรรจุนอกเหนือจากผงมวลสารนี้ ได้แก่..
    - อังคารธาตุ หลวงปู่พิศดู
    - จีวรหลวงปู่พิศดู
    - แผ่นตะกรุดที่เข้าพิธีพร้อมกับรูปหล่อพระธรรมธาตุ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 18 กรกฎาคม 2019
  6. studio214

    studio214 เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 สิงหาคม 2012
    โพสต์:
    639
    ค่าพลัง:
    +694
    รายการที่ 034 รูปถ่ายนิโรธสมาบัติ หลวงพ่อกัสสปมุนี หลังยันต์พุทธเกษตร
    บูชา 600 บาท รวมจัดส่ง
    Screen Shot 2562-06-05 at 10.35.22 PM.png



    ภาพชุดนี้อยู่ในกุฏิหลวงปู่ จนถึงท่านละสังขาร ผ่านพิธีนิโรธสมาบัติหลายครั้ง แต่เป็นชุดที่ผลิตไม่ค่อยสวย ราคาจึงตามสภาพ องค์หลวงพ่อยังชัดสมบูรณ์ ภาพนี้สร้างหลายครั้งหลายยุคมาก กระทั่งหลวงพ่อสิ้นแล้วก็ยังมีสร้างขึ้น ดังนั้นจึงนิยมภาพเก่าในยุคต้นที่ทันท่านมากกว่า ใบนี้ทันท่านแน่นอน

    หากใครเคยอ่านเรื่องราวที่หลวงพ่อท่านได้บันทึกไว้เมื่อครั้งไปปฏิบัติที่ภูกระดึง ย่อมทราบได้ว่าหลวงพ่อนั้นท่านสร้างบารมีมาแต่อดีตมากมายนับไม่ถ้วน ในชาติสุดท้ายนี้ท่านจึงบรรลุธรรมได้แม้จะบวชเมื่ออายุเข้า52 ปี ผลจากมหาบารมีในอดีตชาติ จึงส่งผลให้ท่านมีพลังจิตที่สูงมาก

    หลวงพ่อกัสสปมุนีเคยว่า สกุล"กัสสปะ"สมัยพุทธองค์มี 7 ท่าน คือ
    1.มหากัสสปะ
    2.อุรุเวลกัสสปะ
    3.นทีกัสสปะ
    4.คยากัสสปะ
    5.กุมารกัสสปะ
    6.อเจลกัสสปะ
    7.จุลกัสสปะ

    ซึ่งเป็นที่รู้กัน"ภายใน"ก็คือ หลวงพ่อกัสสปมุนีนั้น ก็คือท่าน "จุลกัสสปะ"แต่กาลก่อนนั่นเอง มาในชาตินี้ สมเด็จพระอุปัชฌาย์(สังฆราชป๋า วัดโพธิ์) จึงประทานนามเป็นพิเศษว่า "กัสสปมุนี" แทนชื่อจริง

    เมื่อปีพ.ศ. 2507 หลวงพ่อกัสสปมุนีได้เดินทางไปยังชมพูทวีปหรือประเทศอินเดีย และใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นนานถึง 5 เดือน ตลอดเวลาที่ท่านเดินทางไปนมัสการสังเวชนียสถาน ท่านจะห่มดองหรือห่มลดไหล่ตลอด ในขณะที่พระเถระองค์อื่น ๆ จะห่มคลุมตามพระวินัยบัญญัติว่า เมื่อภิกษุออกนอกบริเวณวัด ต้องห่มคลุมให้เป็นปริมณฑลคือข้างบนจีวรต้องติดคอ ด้านล่างต้องคลุมครึ่งแข้งจึงถูกต้อง แต่การที่หลวงพ่อห่มดองตลอดรายการนั้น ท่านให้เหตุผลว่าชมพูทวีปเป็นดินแดนแห่งพระพุทธองค์ ทุกหนแห่งล้วนแต่เป็นแผ่นดินของพระองค์ที่ทรงจาริกไปแสดงธรรม จึงถือว่าเป็น ‘เขตพุทธาวาส’ ทั้งสิ้น ท่านจึงไม่ห่มคลุม

    และทุกแห่งที่ท่านไปนมัสการ ตามพุทธประวัติก็ดี ตามโบราณาจารย์กล่าวอ้างก็ดี ตามที่แขกอินเดียเล่าให้ฟังก็ดี ว่าสถานที่นี้พระพุทธเจ้าทรงกระทำพุทธกิจอย่างนั้นอย่างนี้ หลวงพ่อท่านยังไม่เชื่อทีเดียว หากท่านลงมือนั่งภาวนา ‘ตรวจสอบ’ ด้วยองค์ท่านเองในที่ทุกแห่ง

    กระทั่งจิตท่านเห็นชัดว่า ณ สถานที่นี้พระพุทธองค์ได้ทรงทำกิจดังกล่าวอ้างมาแล้วจริง ๆ ท่านจึงปลงใจเชื่อ และเป็นที่น่ายินดีว่าเมื่อท่าน ‘พิจารณา’ ด้วยอำนาจฌาน-ญาณ อันสูงยิ่งของท่านแล้ว ปรากฏว่าในทุกสถานที่ล้วนเป็นของจริงทั้งสิ้น ทุกแห่งแฝงเร้นด้วยพระพุทธบารมีที่ยังคงอบอวลแผ่รัศมีอยู่ทุก ๆ เวลา รอคอยผู้มีบุญญาธิการมานมัสการให้เกิดมหาบุณย์-มหากุศล
    ดังนั้นท่านใดที่คิดจะไปหรือไปมาแล้ว...ก็จงสบายใจและจงอิ่มบุญในใจให้เต็มที่เถิด

    ดังภาพถ่ายหน้าสถูปที่ถาม หลวงพ่อท่านกำลังนั่งภาวนาอยู่ที่ถ้ำอจันตา ขณะที่ใช้อำนาจจิต ‘ตรวจสอบ’ อยู่นั้น ก็มีฝรั่งคนหนึ่งผ่านมาเห็นท่านเข้า เวลานั้นท่านเปลื้องจีวรและสังฆาฏิออกแล้วคงเหลือเพียงสบงและอังสะ อีกทั้งยังพาดลูกประคำเส้นเบ้อเริ่ม ทำให้ฝรั่งนายนั้นนึกว่าท่านเป็นเณร จึงเกิดความเอ็นดูและทำการบันทึกภาพท่านไว้

    ภายหลังฝรั่งก็ได้นำรูปนั้นมาให้ท่านดู ปรากฏว่าท่านไม่พอใจมาก คงเพราะแอบถ่ายโดยไม่ขออนุญาตท่านก่อนประการหนึ่ง และคงเพราะท่านแต่งตัวไม่เรียบร้อยประการหนึ่ง ท่านจึงดุเขา(เพราะท่านพูดภาษาอังกฤษได้ดีเยี่ยม)และยึดทั้งรูปทั้งฟิล์มกลับมา

    ครั้นกลับเมืองไทยแล้ว คณะศิษย์อยากได้ของที่ระลึกจากท่าน ท่านจึงให้นำฟิล์มนี้ไปอัดออกมาเป็นรูปใบน้อย และยังเมตตาเขียนยันต์วิเศษที่ชื่อว่า ‘ยันต์พุทธเกษตร’ มอบให้ด้วยลายมือท่านเอง (ท่านได้มาเมื่อครั้งไปเที่ยววิเวกภาวนาใน จ.ลพบุรี ยันต์พุทธเกษตรได้ปรากฏขึ้นในนิมิตท่าน ท่านบอกว่ายันต์นี้มีอานุภาพครอบจักรวาล ตามแต่ผู้ใช้จะอธิษฐานให้เป็นไปดังปรารถนา)
    ศิษย์ได้นำยันต์พุทธเกษตรลายมือท่านไปบันทึกเป็นภาพถ่ายใบน้อยออกมาอีก 1 ใบ จากนั้นก็นำรูปหลวงพ่อกับรูปยันต์พุทธเกษตรนี้ประกบเข้าด้วยกัน แล้วนำมาถวายให้ท่านอธิษฐานจิตแจกผู้ศรัทธาในราวปี พ.ศ. 2508 –2509

    ต่อมาเมื่อท่านประสงค์จะตอบแทนคุณของเสี่ยไซ โยมอุปการะเป็นที่ยิ่ง ท่านก็ดำริเข้า ‘สัญญาเวทยิตนิโรธ’ เป็นครั้งแรกเมื่อวันศุกร์ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2510 เป็นเวลา 7 วัน 7 คืน

    และรูปนี้ก็อยู่ในวาระนิโรธสมาบัติด้วย

    หลวงพ่อเคยบอกว่า นิโรธสมาบัตินี้มีอานุภาพมากนัก มิใช่แต่กุฏิของท่านเท่านั้น แต่กำลังแห่งนิโรธยังครอบคลุมไปทั่วภูเขา ‘สุนทรีบรรพต’ อันเป็นที่ตั้งวัด อย่าว่าแต่ของในกุฏิท่านเลย แม้กรวดหินหน้าวัดหากจะหยิบขึ้นมาแล้วตั้งจิตระลึกถึงท่านก็ยังมีอานุภาพได้

    ดังนั้น ท่านจึงไม่ใคร่แจกรูปนี้ให้ใครง่าย ๆ แม้มีคนขอกันมาก ท่านก็ยังเลือกคนให้ ท่านบอกว่า ของดีต้องให้กับคนดีและนับถือเราจริงเท่านั้น

    หากจะมีคนขอเหรียญรุ่นแรกของท่านที่สร้างในปี พ.ศ. 2518 บางทีท่านก็มอบรูปนี้ให้ ครั้นคนนั้นบ่นว่าอยากได้เหรียญต่างหากเล่า ท่านจะบอกดุ ๆ ทันทีว่า

    “อะไร ให้ของดีแล้วยังไม่รู้จัก รูปนี่เก่งกว่าเหรียญอีกนะ”

    หลวงพ่อกัสสปมุนี เกิดที่กรุงเทพมหานคร เดิมชื่อประจงวาส ต่อมาเปลี่ยนเป็นประยุทธิ วรวุธิ นามสกุลอาภรณ์สิริ บิดาท่านคือพระพาหิรรัชฏพิบูลย์(ประวัติ อาภรณ์สิริ) นามมารดาคือนางพาหิรรัชฏพิบูลย์ สมัยเป็นฆราวาส ท่านได้สมรสกับนางประชุมศรี อาภรณ์สิริ มีบุตรชาย2 คน บุตรหญิง 2 คน หลวงพ่อกัสสปมุนีเป็นศิษย์เก่า โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน ต่อมาจึงได้ย้ายไปเรียนต่อที่โรงเรียนอัสสัมชัญ โดยเลือกภาษาอังกฤษเป็นวิชาเลือก จนจบชั้นม.6 หลวงพ่อกัสสปมุนีท่านบวช เมื่ออายุ ๕๒ ปี สมัยที่ยังไม่บวชท่านทำงานอยู่ฝ่ายสรรพสามิตท่านจะดื่มเหล้าเก่ง ตอนหลังท่านเห็นโทษของการดื่มเหล้า และเกิดเบื่อหน่ายในชีวิตฆราวาส จึงได้ลาออกจากราชการ ในปี พ.ศ. ๒๕๐๕ โดยได้โอนบ้านที่ดินและทรัพย์สินให้กับครอบครัวท่านจนหมดสิ้น จากนั้นท่านได้ไปฝากตัวอยู่กับสมเด็จ พระวันรัต (ต่อมาทรงได้รับสถาปนา เป็นสมเด็จพระสังฆราช วัดโพธิ์ ท่าเตียน) โดยเป็นอุบาสก นุ่งขาวห่มขาว ถือศีลอุโบสถอย่างเคร่งครัด ในที่สุดจึงได้อุปสมบท เป็นพระภิกษุ ในปี พ.ศ. ๒๕๐๕ แม้บวชได้เพียงพรรษาเดียว หลวงพ่อกัสสปมุนี ได้ออกธุดงค์ ไปบำเพ็ญเพียรภาวนา อยู่บนยอดเขาภูกระดึง อันแสนจะหนาวเหน็บ (เดือน พ.ย. ๒๕๐๖) หลังจากนั้นถัดมาอีกเพียง พรรษาเดียว ท่านก็ได้จาริกแสวงบุญ ไปบำเพ็ญภาวนาในแดนไกล คือเมือง ฤาษีเกษ ประเทศอินเดีย เมืองนี้เป็นที่ชุมนุม ของโยคี ฤาษี มุนีไพร ผู้ทรงตบะและฤทธาอันแก่กล้ามากมาย ต้องเก่งจริงๆ ถึงจะอยู่ได้อย่างสันติอิสระอานุภาพของพุทธศาสนานั้น เป็นของมีจริง ที่พระสาวกของพระพุทธองค์ สามารถทำให้เกิดขึ้นได้ เมื่อถึงคราวจำเป็น หรือวาระอันสมควรจะพึงแสดง

    ตลอดชีวิตในสมณเพศของหลวงพ่อ ท่านได้สมาทานธุดงควัตร ๔ ข้อมาตลอด คือ ทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ครองจีวรชุดเดียว (จะเปลี่ยนก็ต่อเมื่อเก่าหรือชำรุด) เป็นวัตร รับบิณฑบาตเป็นวัตรและอยู่ป่าเป็นวัตร จนกระทั่งท่านมรณภาพ

    ย้อนหลังไปในสมัยที่หลวงพ่อยังไม่ได้บวชแต่ได้ปฏิบัติธรรมเป็นผ้าขาว ท่านเล่าว่าท่านได้พบ “ท่านอริยวังโส” ซึ่งเป็นพระสงฆ์ที่บรรลุอรหันต์ตั้งแต่สมัยพุทธกาลแต่ได้อธิษฐานขอให้ตนเองมีอายุอยู่ถึงห้าพันปีจึงจะเข้าสู่ปรินิพพาน

    พระอริยวังโสได้มาพบท่านในสมาธิและบอกกับท่านว่า “เธอชื่อกัสสปมุนี” (ด้วยเหตุนี้ท่านจึงได้ใช้ชื่อนี้มาตลอดจนกระทั่งอุปสมบท ซึ่งสมเด็จพระอุปัชฌาย์ก็ทรงอนุญาตให้ใช้ชื่อนี้โดยมิได้ตั้งฉายาให้ใหม่)

    หลวงพ่อเล่าว่า ท่านเป็นหนึ่งใน “กัสสปโคตร” ในสมัยพุทธกาล เป็นน้องเล็กสุดท้องมีชื่อว่า “จุลกัสสปะ” พี่ชายทั้งหกของท่านที่ได้บรรลุเป็นอรหันต์ทั้งหมดแล้ว คือ มหากัสสปะ อุรุเวลกัสสปะ คยากัสสปะ นทีกัสสปะ กุมารกัสสปะ และอเจลกัสสปะ ส่วนที่ว่าทำไมท่านยังคงอยู่ ท่านเคยเล่าว่า ท่านเคยบวชในสมัยพุทธกาลแต่สึกออกมาใช้ชีวิตฆราวาสเสียก่อน

    คาถาบูชาหลวงพ่อ “นะโม อโห โอม กัสสโปมุนิ อะราธะนัง”
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  7. studio214

    studio214 เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 สิงหาคม 2012
    โพสต์:
    639
    ค่าพลัง:
    +694
    รายการที่ 035 ลูกแก้วสำเร็จ เนื้อสัมฤทธิ์ชุบทอง ยันต์มงกุฏพระพุทธเจ้า ขนาด 2.5 เซนติเมตร
    ปิดรายการ

    Screen Shot 2562-06-05 at 10.41.54 PM.png
    Screen Shot 2562-06-05 at 10.41.54 PM.png 20190511_224524.jpg 20190511_224513.jpg


    เหมาะมากสำหรับใช้นั่งทำสมาธิ บูชาไว้ที่หิ้งพระ หรือบนหน้าตักพระประธานที่โต๊ะหมู่ เพ่งมองสวดมนต์ภาวนา อธิษฐานคุ้มครองบ้านเรือน ไว้ในรถ หรือสวดด้วยคาถามงกุฏพระพุทธเจ้า

    ลูกแก้วสำเร็จเข้าพิธีพิธีฤกษ์โสฬส หลวงพ่อเล็ก หลวงพ่อตุ๊มหาสิงห์ หลวงตาวัชรชัยเสก

    พิธีวัดเขาจินดาราม บางละมุง ชลบุรี รายนามพระเกจินั่งปรก
    พระอธิการใจ วัดพระยาญาติ สมุทรสงคราม
    พระครูสมุห์อดิศร กันตสาโร วัดบางละมุง ชลบุรี
    พระครูพิพิธศาสนการ (หลวงพ่อเหลือ) วัดเขาช่องลม ศรีราชา ชลบุรี
    พระครูสังฆรักษ์ บุญส่ง อุปสโม วัดเขาแร่ สุโขทัย
    พระครูวิชัยสารคุณ (หลวงพ่อหนุน สุวิชโย) วัดพุทธโมกข์ สกลนคร
    พระครูไพโรจน์ภัทรคุณ (หลวงพ่อไพโรจน์) วัดสระพัง กำแพงแสน นครปฐม
    พระครูวิลาศสรคุณ วัดประยูรวงศาวาสวรวิหาร ธนบุรี กรุงเทพมหานคร
    พระอาจารย์เอกลักษณ์ ปัญญาคโม วัดปากน้ำโจ้โล้ บางคล้า ฉะเชิงเทรา

    มวลสารแร่โคตรเศรษฐี ปรอทหุง สายหลวงปู่ใจ แร่เจ้าน้ำเงิน ชนวน ทองแดงสายไฟฟ้า วัดโพธิ์สุทธาวาส หลวงพ่อพระราชพรหมยาน เคยอธิษฐานจิตที่โบสถ์หลังนี้ และชนวน พระเจ้าพรหมมหาราช ชนวนเงิน ชนวนมหาสะท้อน ชนวนหล่อพระในรุ่นก่อนๆ
    มวลสารเข้าพิธี
    พิธีเหรียญมหาสะท้อน
    พิธีวัดเขาวง(ถ้ำนารายณ์) เหรียญร.๑
    พิธี วัดเขาวง(ถ้ำนารายณ์) พระสมเด็จองค์ปฐม พระปัจเจกพุทธเจ้าอมตนฤพาน
    พิธีเหรียญพุทธบารมี
    พิธีมีดเพชราวุธ
    พิธีสมเด็จองค์ปฐม วัดท่าขนุน
    พิธี หล่อพระปัจเจกพุทธเจ้า ที่วัดเขาบุญมีดาราราม

    ครูบากฤษดาเมตตาเสกชนวนก่อนหล่อลูกแก้ว
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    แก้ไขครั้งล่าสุด: 12 มิถุนายน 2019
  8. shaj

    shaj ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 พฤศจิกายน 2012
    โพสต์:
    3,890
    ค่าพลัง:
    +2,548
    ขอจองครับ
     
  9. studio214

    studio214 เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 สิงหาคม 2012
    โพสต์:
    639
    ค่าพลัง:
    +694
    รายการที่ 036 ตะโพน เนื้อไม้ตะเคียนทอง ขนาดเล็ก หลวงปู่เล็ก จนฺทสโร
    รวมจัดส่ง ปิดรายการ

    ของดีเมืองวิเศษชัยชาญ ตะโพนไม้ตะเคียนทอง หลวงปู่เล็ก วัดทำนบ

    ตะโพนออกในนามวัดนางใน วัดที่หลวงปู่ผูกพันมาก ท่านมีดำริอนุญาติให้หล่อรูปเหมือนขนาดเท่าองค์จริงของท่าน เพื่อประดิษฐาน ณ หอบูรพาจารย์ วัดนางในธัมมิการาม

    ตะโพนรุ่นนี้ปัจจัยนำมาเป็นต้นบุญ เป็นทุนในการหล่อรูปเหมือนหลวงปู่ จำนวนการสร้าง ๑๐๗๙ ลูก ขนาดเล็กจำนวน ๕๓๖ ลูก ขนาดใหญ่ จำนวน ๕๔๓ ลูก ตะโพนขนาดห้อยคอนี้ จัดสร้างด้วยเนื้อไม้ตะเคียนทอง ซึ่งเป็นไม้อาถรรพ์มีคุณในตัวเอง การจัดสร้างครั้งนี้ถือเป็นวาระสำคัญ และเป็นครั้งแรก ของการสร้างตะโพนในยุคนี้ ที่เปิดตำราเดิมของหลวงพ่อภักตร์ วัดโบสถ์ บรมครูเจ้าของวิชาตะโพน แขวงเมืองวิเศษชัยชาญอันเลื่องลือ เพราะตำราอยู่ที่วัดนางในเพียงแห่งเดียว ซึ่งตำรานี้หลวงพ่อกร่าย วัดโพธิ์ศรี ได้จดบันทึกไว้ จากเมื่อครั้งหลวงพ่อภักตร์ท่านเรียกให้ไปรับวิชาสร้างตะโพน การบรรจุมวลสารมงคล วิธีสร้าง และ. การเสกทั้งหมด เมื่อก่อนปี 2485 ปัจจุบันตกทอดมาถึงวัดนางใน

    มวลสารเท่าที่ผู้สร้างจะบอกได้ มีอาทิเช่น ใบพลูร่วมใจ ดินเจ็ดป่าช้า ดินกลางตลาดเจ็ดตลาด และผงสำคัญตามตำราวัดโบสถ์เป็นผงที่ครูลิเกโบราณท่านใช้ผัดหน้าเวลาออกแสดง(ไม่สามารถเปิดเผยได้บอกได้เลยว่าแรงมากด้านมหานิยม) ซึ่งเป็นผงเด่นมากด้านเสน่ห์เมตตาให้คนรัก วิชาสายนี้เป็นวิชาสายจะเรียกว่ามหานิยมให้คนชื่นชอบก็ไม่ผิด เพราะครูลิเกโบราณหรือการแสดงต่างๆ ก็ต้องหวังผลทางให้คนชื่นชอบ การเจรจาขับร้อง หรือในทำนองว่าสะกดคนดู

    ตะโพน หรือ ลูกกลอง เครื่องรางชนิดหนึ่งที่นิยมมาช้านาน ที่โด่งดังมากที่สุดก็คือ ตะโพน หลวงพ่อภักตร์ วัดโบสถ์ หนึ่งในครูบาอาจารย์ของหลวงปู่เล็ก ตะโพนถือเป็นสัญลักษณ์ แห่งบรมครูดนตรีคือ องค์พระปรคนธรรพ ที่เหล่าศิลปินดนตรีไทย ให้ความเคารพบูชา และยำเกรงเป็นอย่างยิ่ง วิชาอาถรรพ์ในสายดนตรีจะไปอยู่ที่ตะโพนเป็นหลัก เพราะตะโพนถือเป็นเครื่องประกอบจังหวะหน้าทับประกอบบทเพลง และบางเพลง ทำหน้าที่ขึ้นต้นเพลง เช่น เพลงสาธุการ สมัยโบราณในสายดนตรี ดินหน้าตะโพน ก่อนจะติดที่หน้าตะโพนเพื่อตั้งถ่วงเสียงให้เข้าที่ตามต้องการระหว่างปั้นก็ต้องภาวนาคาถากำกับ ระหว่างติดดินที่หน้าตะโพนก็ภาวนาคาถากำกับเพื่อเมื่อตีแล้วหวังผลทางมหานิยมใครได้ยินก็ต้องหลงไหลในเสียงดนตรี ส่วนน้ำล้างหน้าตะโพน บางท่านคงเคยได้ยินมาบ้าง ครูบาอาจารย์ก่อนที่จะทำพิธีไหว้ครู ท่านจะล้างหน้าตะโพนด้วยน้ำสะอาดและบอกกล่าวพลีกรรมขอน้ำเทพมนต์ มาประพรมศิษย์ กันเสนียดจัญไรและเป็นเมตตามหานิยม ที่สำคัญ ตะโพนสามารถแก้อาถรรพ์บางประเภท ที่เกี่ยวกับยักษ์ได้


    ในสายวิชาวัดโบสถ์นี้ตะโพนต้องดัง หวังผลให้เลื่องลือ คนใช้ถ้าใช้ถึงใช้เป็น เซ่นครูบูชาด้วยหมากพลูบ้างตามกาลสมควร(บอกกล่าวบูชาที่ตะโพน) ทำบุญอุทิศให้องค์หลวงพ่อภักตร์ ครูตะโพน คือองค์พระปรคนธรรพ ก่อนใช้บูชาก็ระลึกถึงบารมีหลวงปู่เล็ก และครูบาอาจารย์ท่าน และอธิฐานเอาตามใจ

     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    แก้ไขครั้งล่าสุด: 20 สิงหาคม 2019
  10. studio214

    studio214 เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 สิงหาคม 2012
    โพสต์:
    639
    ค่าพลัง:
    +694
    รายการที่ 037 พระพิฆเณศ 2 แผ่นดิน (ปางอุ้มชายา) ผลงานอาจารย์อำพล เจน
    บูชา ปิดรายการ
    Screen Shot 2562-06-09 at 5.11.34 PM.png
    20190609_170508.jpg 20190609_170643.jpg 20190609_170552.jpg 20190609_170627.jpg 20190609_170601.jpg 54257112_2408566189195533_4135361140140015616_n.jpg IMG_3552.jpg IMG_3556.jpg IMG_3936.jpg IMG_3961.jpg Screen Shot 2562-06-09 at 5.16.14 PM.png


    พระที่ อ. อำพล ผู้สร้างพระถวายครูบาอาจารย์มานับไม่ถ้วน เลือกที่จะแขวนคออยู่ตลอด

    พระพิฆเณศ ๒ แผ่นดิน องค์นี้ เป็นเนื้อพิเศษ ๔ อาจารย์ ๓ โค๊ด จัดสร้างจำนวนสุทธิเพียง ๓๗๐ องค์
    พระชุดนี้สำเร็จสมบูรณ์ได้ก็ด้วยความพากเพียรอยู่นานหลายเดือน โดยมุ่งมาดปรารถนาให้ผู้เลื่อมใสศรัทธาประสพแต่ความสุขสมบูรณ์และปลอดปราศนิราศภัยทั้งปวง

    มวลสารอุดด้านหลัง คือผงสำคัญสารพัดอย่าง หลายร้อยพระอาจารย์ สะสมไว้ตั้งแต่เริ่มสร้างพระครั้งแรกเรื่อยมาจนจารนัยไม่ไหว ส่วนหอยพริกที่ฝังไว้นั้นเป็นของหลวงปู่อ่อน วัดลุมพินี จ.พังงา

    พระพิฆเณศที่มีการจัดสร้างขึ้นในประเทศอินเดียนั้นมีอยู่ทั้งหมด ๓๒ ปาง เป็นปางอุ้มชายา ๘ ปาง
    พระพิฆเณศมีชายา ๒ องค์ มีพระนามว่า สิทธิและพุทธิ ปางอุ้มพระชายาทั้งสองก็มี ปางอุ้มอุ้มพระชายาองค์เดียวก็มี

    ความมุ่งหมายของปางอุ้มพระชายาเพื่ออำนวยผลให้ครอบครัวประสพแต่ความมั่นคง มั่งคั่ง มากบริวาร เปี่ยมด้วยความสุขความเจริญ ปราศจากทุกขภัยทั้งสิ้น โดยนัยแล้วเป็นที่เสน่หาเมตตารักไคร่ของคนทั้งปวงด้วย

    ส่วนอาวุธและสิ่งของที่ทรงถือในพระหัตถ์ของพระพิฆเณศมีความหมายไปต่างๆกัน เช่น
    บ่วงบาศก์(Pasha)ทรงใช้ผูกมัดรัดรึงคนที่ประพฤติผิดศีลธรรมให้กลับกลายเป็นคนดี ทั้งยังหมายถึงการลากจูงคนทั้งหลายให้เดินตามรอยพระบาทของพระองค์

    ดอกบัว(Padma) คล้ายกับดอกบัว 4 เหล่าของศาสนาพุทธ (เปรียบเสมือนคนทุกชั้นทุกภูมิที่ทรงเมตตาอุ้มชู)

    งาหัก (Bhagnadanta) ถ้าทรงถือปลายชี้ขึ้นฟ้า หมายถึงการออกรบ แต่ถ้าทรงถือปลายงาชี้ลงพสุธา หมายถึงการศึกษาวิทยา

    ขนม (Modakapatra) หมายถึงความอุดมสมบูรณ์

    งูที่พันอยู่รอบพระอุทรแสดงถึงพลังที่มีอยู่โดยรอบ

    หนูที่ทรงใช้เป็นพาหนะแสดงถึงความไม่ถือพระองค์และพร้อมที่จะเกี่ยวข้องกับสิ่งที่มีชีวิตเล็กๆซึ่งเป็นที่รังเกียจของมนุษย์โดยมาก

    โดยเฉพาะคำว่า โอม (ॐ) เป็นเสียงที่แสดงถึงความเป็นสัจจะของสุริยจักรวาล

    พระพิฆเณศปางอุ้มพระชายา ไม่ค่อยได้เห็นว่ามีจัดสร้างขึ้นในประเทศไทย (อาจไม่เคยมีการสร้างมาก่อน) การจัดสร้างครั้งนี้ต้องใช้ความกล้าหาญเป็นอย่างมาก ไหนจะเกรงว่าผู้คนทั้งหลายและครูบาอาจารย์ทุกรูปที่จะประสิทธิประสาทวิทยาอาคมอาจไม่เห็นด้วย

    แต่แล้วการณ์กลับเป็นตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง


    หลวงพ่อหนูอินทร์ กิตติสาโร ถึงกับแสดงความสนใจพระพิฆเณศเป็นพิเศษ ท่านออกปากว่า ผงที่อุดอยู่ด้านหลังพระพิฆเณศสำคัญมาก

    พระอาจารย์สะหว่าง สุทัมโม วัดโพสรีสะหว่างรัดตะนาราม (วัดหลัก33) เมืองปากซ่อง สปป.ลาว บอกว่า พระพิฆเณศชุดนี้เป็นอำนาจ วาสนา และโชคลาภ เหมาะสำหรับการติดต่อธุระกิจการค้า หรือเข้าหาเจ้านายจะดีมากแต่ไม่เหมาะที่เอาไปนั่งค้าขายแบบแม่ค้าพ่อค้า เรียกว่าเหมาะแก่ผู้บริหารจัดการว่างั้นเถอะ

    อาจารย์ปู่ซาสุด โซทิกาน ดอนสำโฮง บอกว่า พระพิฆเณศชุดนี้สำเร็จตามปรารถนา ผู้นับถือบูชาอธิษฐานเอา ทั้งยังขจัดปัดเป่าอุปสรรคศัตรูหมู่มารเพทภัยทุกอย่างไม่กล้ำกราย



    --- ประสบการณ์ ---

    เรื่องแรกนี้เกิดขึ้นกับ น้องบิว ซึ่งเป็นลูกสาวของคุณพ่อสงวนเอง

    เมื่อหลายเดือนมาแล้ว คุณพ่อสงวนได้รับมอบพระพิฆเณศ ๒ แผ่นดินจากผมไปก่อน ๑ องค์ น้องบิวเห็นก็อยากได้ คุณพ่อสงวนบอกน้องบิวว่าอย่าเพิ่งเอา พ่อก็เพิ่งได้รับจากลุงเป็ดมาแค่องค์เดียว ให้ลูกอดใจรอก่อน ไว้ได้รับเพิ่มอีกจะให้

    ต่อมาน้องบิวมีอันถูกหวยติดต่อกัน ๔ งวดซ้อน คุณพ่อสงวนก็สงสัย ถามไถ่ว่ายังไงกัน ได้ความว่าน้องบิวแอบมาอธิษฐานขอกับพระพิฆเณศ ๒ แผ่นดิน

    เรื่องนี้ทั้งคุณพ่อสงวนและน้องบิวเชื่อว่าเป็นเพราะพระพิฆเณศ ๒ แผ่นดินดลบันดาลให้ จึงเป็นเหตุให้น้องบิวโชคดีถึง ๔ งวดซ้อน

    ----

    เรื่องที่ ๒ ผู้เล่าขอให้สงวนนาม ไม่อนุญาตให้เปิดเผยว่าเป็นใคร ชื่อเสียงเรียงไร ซึ่งผู้เล่าก็ได้เล่าว่าได้บูชาพระพิฆเณศ ๒ แผ่นดิน จากผมไป ๑ องค์ และได้อธิษฐานขอโชคลาภเช่นกัน

    ระหว่างนั่งสมาธิในคืนวันหนึ่ง เกิดภาพนิมิต เห็นพระพิฆเณศกับพระชายาเดินเข้ามาหาแล้วก็บอกหวยเฉยเลย

    งวดนั้นหวยออกตรงๆโดยไม่ต้องกลับ ได้รับเงินจำนวนพอสมควร จึงไปขอบูชาพระพิฆเณศเพิ่มอีกอ

    ---

    ทั้ง ๒ เรื่องเล่านี้จริงเท็จอย่างไรอยู่ที่ปากผู้เล่า อย่างไรก็ตาม เรื่องโชคลาภถูกหวย ไม่ใช่จะเกิดกับทุกคนเสมอไป หลวงปู่คำพันธ์เคยบอกผมว่า คนจะถูกหวยนั้นเปรียบเหมือนคนมีเงินฝากอยู่ในธนาคาร พอตีเช้คออกไป เช้คก็ไม่เด้ง ฉนั้นต้องหมั่นทำบุญทำทานเยอะๆ

    ----

    สุดท้ายนี้..อยากบอกว่า.. ผมเองก็แขวนพระพิฆเณศ ๒ แผ่นดินติดตัวมาตั้งแต่หลวงปู่หากับหลวงพ่อหนูอินทร์เพิ่งเสกเสร็จใหม่ๆในเดือนธันวาคมปีที่แล้ว แขวนอยู่ในคอตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้

    ยังไม่เคยถูกหวยแม้แต่งวดเดียว ผมไม่ชอบเล่นพนันเล่นหวย

    *** ข้อมูลและรูปภาพพิธีทั้งหมดจากคุณอา อำพล เจน***
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 18 กรกฎาคม 2019
  11. studio214

    studio214 เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 สิงหาคม 2012
    โพสต์:
    639
    ค่าพลัง:
    +694
    รายการที่ 038 พระขรรค์ศาสตราเทพตรึงไตรภพ เล่มเล็ก หลวงพ่อพิเชฐ วัดโคกหม้อ
    บูชา 650 บาท รวมส่ง

    20190511_223610.jpg

    20190511_223610.jpg 20190511_223705.jpg 20190511_223719.jpg 20190511_223734.jpg 20190511_223843.jpg 12661801_577936745690919_6755097690027096256_n.jpg

    พระขรรค์ศาสตราเทพตรึงไตรภพ ขนาดเล็ก (รุ่นแรกของวัดโคกหม้อ) ฉลองวาระ 100 ปี วัดโคกหม้อ มวลสารสำคัญมากมาย รูปลักษณ์อันเป็นมงคลรวมอาวุธสำคัญ

    ประสบการณ์มีอยู่มากเรื่องกันผี ป้องกันอาถรรพ์ที่มองไม่เห็น ถอนของ ลมเพลมพัด ฯลฯ ทั้งหลวงพ่อและดูรายชื่อครูบาอาจารย์ที่อธิษฐานเพิ่มให้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมพระขรรค์นี้จึงมีประสบการณ์มาก

    การจัดสร้างพระขรรค์ศาสตราเทพตรึงไตรภพ ความหมายของชื่อคือเป็นอาวุธของมหาเทพผู้ยิ่งใหญ่ใน 3 โลก อันประกอบด้วย ยมโลก เทวโลก และ พรหมโลก พร้อมบรรจุพระคาถา ปัญจวุธ อาวุธมหาเทพ 5 ประการ หลวงพ่อท่านได้ประจุคาถาวชิราวุธธัง และอัญเชิญ บารมีเจ้าของศาสตราวุธทุกองค์ ลงมาประจุไว้ในพระขรรค์นี้

    ปรามาจารย์อีกท่านนึงของหลวงพ่อพิเชฐ นั่นคือ หลวงพ่อเดิม วัดหนองโพ หลวงพ่อท่านได้รับการถ่ายทอดวิชาจาก ลพ จ้อย และ ท่านได้ศึกษาไสยเวทย์อยู่ในนครสวรรค์ อีกมาก อีกทั้งวิชาสายวัดหนองกระโดน ท่านก็เรียนแทบหมดทุกวิชา เวลาหลวงพ่อพิเชฐท่านสร้างมีดหมอ หรือเสกมีดหมอ ท่านก็ใช้วิชาของหลวงพ่อเดิม

    ทั้งนี้ยังขอเมตตาครูบาอาจารย์สำคัญอธิษฐานอีกหลายองค์

    1 ครูบากฤษดา สุเมโธ วัดสันพระเจ้าแดง
    2 หลวงปู่สังข์ สังข์กิจโจ วัดป่าอาจารย์ตื้อ
    3 หลวงปธู่เปลี่ยน ปัญญาทีโป วัดป่าอรัญวิเวก จ.เชียงใหม่
    4 หลวงปู่ครูบาครอง ขัตติโย วัดท่ามะเกว่น จ.ลำปาง

    ครูบาครองท่านเมตตาอธิษฐานจิตให้นานและตั้งใจอย่างมาก และอธิษฐานอัญเชิญบารมีคุณพระศรีรัตนตรัย ครูบาอาจารย์ทั้งหลาย พระพุทธรูปองค์สำคัญ และพระธาตุเจดีย์ทั่วทั้งผืนพิภพ พรหม เทวดาทั้งหลาย ฯลฯ มาร่วมอธิษฐานจิตแผ่บารมีให้วัตถุมงคลชุดนี้ทุกองค์ ทุกชิ้นให้มีความศักดิ์สิทธิ์ยิ่งๆขึ้นไป และขออัญเชิญเทพเทวดา ครูบาอาจารย์ ช่วยรักษาประจำองค์พระและวัตถุมงคลทุกองค์ ทุกชิ้น ตลอดไปอีกด้วย

    คาถาจักรแก้ว ใช้กับพระขรรค์ ว่าดังนี้
    อิติปิโสภะคะวา เอกะจักกัง มาระเปตะวา พุทธะจักโก เวหาสะคันตะวา.

    ถ้าจะใช้ไล่คุณไสยว่าคาถาจักรแก้วก่อนแล้วตามด้วยคาถาถอนคุณไสยดังนี้
    พุทธังคลายจะ ธัมมังคลายจะ สังฆังคลายจะ ปิตาวะตา ปุคคะลานัง อุทธังอัทโธ นะโมพุทธายะคลายจะ อนิจจัง วะตะสังขารา อนัตตาสูญ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 18 กรกฎาคม 2019
  12. studio214

    studio214 เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 สิงหาคม 2012
    โพสต์:
    639
    ค่าพลัง:
    +694
    รายการที่ 039 พระบารมีสิบทัศน์ หลวงพ่ออวยพร วัดดอนยายหอม
    บูชา 290 บาท รวมส่ง

    201.jpg
    20190408_212511.jpg 20190408_212520.jpg 20190408_212602.jpg 20190408_212621.jpg 20190408_212636.jpg 17757352_136368650228971_256228825075253084_n.jpg 47689505_482460958943652_4443940349785669632_n.jpg Screen Shot 2562-04-19 at 12.00.45 AM.png

    พระสิบทัศน์ หลวงพ่ออวยพร วัดดอนยายหอม เนื้อดิน พิมพ์กลาง ด้านหลังหลวงพ่อจารเปียกก่อนเผาทุกองค์

    สร้างกดเองทุกขั้นตอนโดยหลวงพ่อและพระลูกศิษย์ภายในวัด ปลูกเสกตามรูปแบบเฉพาะสายวัดดอนยายหอมเหมือนเมื่อครั้งหลวงพ่อเงินสร้างทุกประการ เป็นพระที่น่าบูชาและเก็บสะสมมาก กรรมวิธีตามแบบโบราณทั้งการสร้างและเสก ปัจจุบันหลวงพ่อท่านอายุ 77 ปี ซึ่งท่านบวชตั้งแต่สมัยหลวงพ่อเงิน และหลวงพ่อแช่ม ได้ร่วมในพิธีกรรมการปลุกเสกพระตามแบบวัดดอนยายหอมมาตั้งแต่สมัยหลวงพ่อเงิน

    หลวงพ่ออวยพร ท่านเกิดในวันพุธที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2485 ตรงกับปีมะเมีย เป็นบุตรของปู่พวง และย่าอินทร์ ในสกุลอินทนชิตจุ้ย ซึ่งปู่พวงนี้เองก็เป็นน้องชายร่วมบิดากับหลวงพ่อแช่มซึ่งวันและปี นักษัตรของท่านตรงกับหลวงพ่อแช่มทั้งคู่ จึงเป็นหลานที่หลวงพ่อแช่มรัก มาก เมื่ออายุครบ 21 ปี ในปี พ.ศ. 2506 หลวงพ่ออวยพรก็ได้อุปสมบท ณ อุโบสถวัดดอนยายหอม โดยมีหลวงพ่อเงิน เป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงพ่อแช่ม วัดดอนยายหอมเป็นพระกรรมวาจาจารย์พระอาจารย์แก้ว วัดดอนยายหอมเป็นพระอนุสาวนาจารย์โดยหลวงพ่อเงินตั้งนามทางสงฆ์ให้ว่า “ฐิติญาโณ” แปลว่าผู้มีญาณตั้งมั่นจากนั้นหลวงพ่ออวยพรก็ตั้งหน้าศึกษาพระปริยัติธรรม และภาษาบาลีพร้อมทั้งท่องนวโกวาทควบคู่ไปกับการท่องหนังสือสวดมนต์พร้อมปฏิบัติกิจของสงฆ์ ด้วยเหตุแห่งความเพียรนี้ จึงสามารถสอบได้ “นักธรรมเอก”เพียงรูปเดียวของวัดดอนยายหอม เมื่อปีพ.ศ.2511 หลวงพ่อเงินชื่นชมมากได้เรียกไปพบแล้วกำชับให้หลวงพ่ออวยพร เรียน “ปฏิบัติธรรม” เพราะหากเรียนปฏิบัติธรรมแล้ว “ปฏิเวทธรรม” ก็จะตามมาเองนอกจากนั้นหลวงพ่อเงินยังได้แนะนำวิธี ปฏิบัติ “กัมมัฏฐาน” ให้อีกด้วย ซึ่งหลวงพ่ออวยพรก็ไม่ทำให้ผิดหวัง ทุกเรื่องที่หลวงพ่อเงินสอนมาหลวงพ่ออวยพรล้วนรับและปฏิบัติได้หมด จึงได้รับความไว้วางใจให้เป็นกรรมการคุมสอบ“ธรรมสนามหลวงสนามจังหวัด” ตั้งแต่ปี พ.ศ.2512 จนถึงปัจจุบันในปีพ.ศ. 2514 พรรษาที่ 8 หลวงพ่ออวยพรได้รับแต่งตั้งเป็น “พระครูใบฎีกา” ซึ่งเป็นฐานานุกรมของพระราชธรรมาภรณ์ (หลวงพ่อเงิน) จนกระทั่งปี พ.ศ. 2545 หลวงพ่ออวยพร ได้รับแต่งตั้งเป็น “พระครูสังฆรักษ์อวยพร” และในปี พ.ศ.๒๕๕๒ ท่านก็ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะตำบลดอนยายหอม โดยในปี พ.ศ. ๒๕๕๘ ได้เลื่อนขึ้นเป็นพระครูชั้นสัญญาบัตร ที่ “พระครูปฐมวราจารย์” อันมีความหมายว่าพระครูผู้เป็นที่สุดแห่งนครปฐม อันเกิดจากว่าท่านเองได้ดูแลทำนุบำรุงศาสนาทั้งในวัดดอนยายหอมวัดในดูแลและวัดต่างๆที่ขอพึ่งบารมีทั้งในประเทศไทยและประเทศอเมริกานั่นเองซึ่งหลวงพ่ออวยพรนี้ถือเป็นศิษย์เอกรูปหนึ่งของหลวงพ่อเงินที่ได้สอนวิชาด้านวิปัศนาและวิทยาอาคมให้ โดยในพรรษาที่10ซึ่งท่านมีญาณในระดับ ที่น่าพอใจหลวงพ่อเงินได้เรียก ให้นำดอกไม้ธูปเทียนไปรับการครอบครู เพื่อเรียนวิชาอย่างเป็นทางการอีกด้วยและในส่วนหลวงพ่อแช่มเองก็ไว้วางใจสอนทุกองค์ความรู้ทั้งยังมอบหมายให้ท่านไปนั่งพุทธาภิเษกหลายครั้ง

    โคกยายหอม หรือที่ชาวบ้านเรียกกันจนติดปากว่า "เนินพระ" ถือได้ว่าเป็นต้นกำเนิด "พระสิบทัศน์" ของหลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม ถูกค้นพบครั้งแรกเมื่อ หลวงพ่อเงินท่านริเริ่มจะสร้างพระอุโบสถ วัดดอนยายหอม ท่านจึงไปขุดอิฐทำรากที่บริเวณ โคกยายหอม ก็บังเอิญ พบโบราณวัตถุทางพระพุทธศาสนาอันล้ำค่ามากมาย อายุนับพันปี เช่น เสาหินแปดเหลี่ยมขนาดใหญ่,รูปปั้นกวางเหลียวหลัง,เสมาธรรมจักร (ทั้งหมดนี้ ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่วัดดอนยายหอม) นอกจากนี้ ยังได้พบแม่พิมพ์พระเครื่อง มีพระพุทธรูป 10 องค์ อยู่ในแม่พิมพ์เดียวกัน ต่อมาทางวัด ได้นำแม่พิมพ์นี้ไปพิมพ์พระเครื่องสำหรับแจก แล้วขนานนามพระเครื่องนั้นว่า

    "พระสิบทัศน์" มาจนบัดนี้
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 28 กรกฎาคม 2019
  13. studio214

    studio214 เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 สิงหาคม 2012
    โพสต์:
    639
    ค่าพลัง:
    +694
    รายการที่ 040 พระอุปคุตมหาเถระ ปางนมัสการพระพุทธเจ้า 5 พระองค์
    ปิดรายการ

    20190618_224628.jpg

    20190618_224628.jpg 20190618_224518.jpg 20190618_224539.jpg 20190618_224554.jpg 20190618_224642.jpg 20190618_224708.jpg

    พระอุปคุตมหาเถระ ปางนมัสการพระพุทธเจ้า 5 พระองค์ รุ่นโภควหะ พระครูปลัดมานิตย์ วัดรัชฎาธิษฐาน(วัดเงิน บางพรม) เนื้อทองชนวน

    พระอุปคุตรุ่นนี้ประกอบพิธีบวงสรวงเป็นปฐมฤกษ์และอธิษฐานจิตเดี่ยวในวันเพ็ญพุธ (เป็งปุ๊ด) เมื่อปี2558 ที่กุฏิท่านพระครูปลัดมานิตย์ วัดรัชฎาธิษฐาน(วัดเงิน บางพรม) ทั้งนี้การอธิฐานเชิญบารมีพระอุปคุตมหาเถระ ในวันเพ็ญ ปี 2558 ซึ่งเป็นวันไหว้ครูประจำปีของท่านพระครู ผนวกกับเป็นวันที่ตรงกับตำราและทางสายวิชาของท่าน เพื่อยังให้เกิดประโยชน์แก่สาธุชนทั้งหลายที่ได้รับไปบูชาให้บังเกิด ความดี สิริมงคล โชคลาภ เมตตา มหานิยม ต่างๆ ตามแต่ผู้ได้ครอบครองจะอธิฐาน

    พระครูปลัดมานิตย์ สุทธิญาโณ วัดรัษฎาธิษฐาน
    (วัดเงินบางพรหม) กทม.

    ชนวนโลหะ สร้างจากชนวนศักดิ์สิทธิ์มากมาย เช่น
    1. ชนวนเหรียญทำน้ำมนต์พระไภสัชคุรุ
    2. ชนวนพระกริ่ง-ชัยวัฒน์ จันทสโร ลป.เล็ก วัดทำนบ อ่างทอง
    3. ชนวนพระกริ่งบางพรหม
    4. ชนวนหล่อพระพุทธชินราชวิรุฬโห บางพรหม
    5. ชนวนรูปหล่อโบราณ ลป.เล็ก วัดทำนบ อ่างทอง
    6. ชนวนแหวนนพสิทธิ์ฤทธิชัยมงคล และแหวนสัตตภุชงค์โพชฌงคปริตร
    7. แผ่นยันต์ที่ ลพ.มานิตย์ วัดเงิน จารเพื่อการนี้โดยเฉพาะ
    8. แผ่นพระยันต์พระคณาจารย์ต่างๆ
    ซึ่งชนวนต่างๆ เหล่านี้มีเนื้อเงินผสมอยู่รวมกันกว่า 2 กก. และตอนหลอมยังใส่เงินเพิ่มไปอีกครึ่งกก. ส่วนเนื้อทองผสมหล่อมาจากชนวนเทพระชินราชวิรุฬโห เนื้อทองผสม และผสมฆ้องสำริดโบราณเพิ่มเข้าไป
    มวลสารที่อุดก้น
    1. เนื้อเงินกับนวะ จะอุดชันโรงผสมผงมวลสาร
    2. เนื้อทองผสมจะอุดเทียนพิธีวันเพ็ญ
    3. เนื้อทองผสม ที่แจกวันไหว้ครู จะอุดแป้งเจิม

    พิธีเททอง เมื่อวันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม 2558
    พิธีอธิษฐานจิตเดี่ยว โดย
    1. พระอาจารย์มานิตย์ วัดเงิน กทม. ได้อธิษฐานจิตเป็นปฐมฤกษ์ในวันเพ็ญพุธ (ลอยกระทง) 19 พฤศจิกายน 2558 (ตรงกับวันพุธ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12) และเสกเดี่ยวเรื่อยมาจนถึงครั้งสุดท้ายในพิธีไหว้ครูของท่าน เมื่อวันเสาร์ที่ 9 เมษายน 2559
    2. หลวงปู่เล็ก จันทสโร วัดทำนบ อ่างทอง (ศิษย์หลวงปู่โต๊ะ)
    3. หลวงพ่อใจ วัดพระยาญาติ สมุทรสงคราม
    4.หลวงปู่ครูบาแก้ว วัดดอยแก้วเทพเนรมิตร จ.ตาก


    พระอุปคุตรุ่นนี้ประกอบพิธีบวงสรวงเป็นปฐมฤกษ์และอธิษฐานจิตเดี่ยวในวันเพ็ญพุธ(เป็งปุ๊ด)เมื่อปี2558 ที่กุฏิท่านพระครูปลัดมานิตย์ วัดรัชฎาธิษฐาน(วัดเงิน บางพรม) ทั้งนี้การอธิฐานเชิญบารมีพระอุปคุตมหาเถระ ในวันเพ็ญ ปี 2558 ซึ่งเป็นวันไหว้ครูประจำปีของท่านพระครู ผนวกกับเป็นวันที่ตรงกับตำราและทางสายวิชาของท่าน เพื่อยังให้เกิดประโยชน์แก่สาธุชนทั้งหลายที่ได้รับไปบูชาให้บังเกิด ความดี สิริมงคล โชคลาภ เมตตา มหานิยม ต่างๆ ตามแต่ผู้ได้ครอบครองจะอธิฐาน
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 21 มิถุนายน 2019
  14. อาทิตย์03

    อาทิตย์03 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 พฤษภาคม 2015
    โพสต์:
    959
    ค่าพลัง:
    +528
    จองครับ
     
  15. studio214

    studio214 เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 สิงหาคม 2012
    โพสต์:
    639
    ค่าพลัง:
    +694
    รายการที่ 041 เหรียญพระอุปคุต ปราบมารรวยล้นฟ้า พระอาจารย์นะดี อินทปัญโญ


    เหรียญพระอุปคุต ปราบมารรวยล้นฟ้า ด้านหน้ามีอักขระว่า พุทโธกันโฑหัง ธัมโมกันโฑหัง สังโฆกันโฑหัง นะโมพุทธายะ มีแต่รวย มีกินมีใช้ไม่รู้สิ้น เหรียญรุ่นนี้ท่านเสกนาน 5 ชั่วโมง 39 นาที

    ไม่มีสิ่งบังเอิญ เหรียญนี้คณะผู้จัดสร้างขออนุญาตพระอาจารย์เสกเพื่อเป็นที่ระลึกในการร่วมบุญงานกฐิน วัดป่าเขาภูหลวงปี ๖๑ ซึ่งเป็นวัดในองค์หลวงปู่ไม อินทสิริ ครูบาอาจารย์ในสายองค์พระอุปคุต ตามที่พระอาจารย์ท่านว่าต้องมีบารมีมาร่วมกัน เป็นผู้มีจิตอันเป็นกุศล

    พระอาจารย์นะดี (สมคิด) วัดเนินสาธารณ์ อุทัยธานี ท่านเชี่ยวชาญพุทธาคมแบบครอบคลุมในทุกๆด้าน ท่านมีสมาธิจิตสูงมาก องค์ท่านเองและวัตถุมงคลของท่านต่างมีปาฏิหารและประสบการณ์มากมาย ท่านสืบสานวิทยาคมสาย ลพ.เดิม วัดหนองโพ ลพ.เงิน วัดบางคลาน ลป.ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า ท่านบวชอยู่กับ ลป.คำ วัดสุวรรณรัตนาราม ซึ่งเป็นช่วงที่ท่านมีอายุมากแล้ว ท่านได้ให้พระอาจารย์จารตะกรุดของท่าน นอกจากนี้ท่านยังได้ไปเรียนกรรมฐานจากลป.แหวน วัดดอยแม่ปั๋ง และ ได้เรียนสรรพวิชาตำรับสายเขาอ้อ

    วัตถุมงคลพระอาจารย์นะดีมีประสบการณ์สูงมาก ทั้งรูปแบบเป็นเอกลักษณ์ และท่านจะอนุญาตให้สร้างตามความจำเป็น ตามที่ท่านเห็นควร
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    แก้ไขครั้งล่าสุด: 6 ตุลาคม 2019
  16. อาทิตย์03

    อาทิตย์03 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 พฤษภาคม 2015
    โพสต์:
    959
    ค่าพลัง:
    +528
    โอนเงินแล้ว แจ้งรายละเอียดในกล่องข้อความแล้วขอบคุณครับ
     
  17. studio214

    studio214 เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 สิงหาคม 2012
    โพสต์:
    639
    ค่าพลัง:
    +694
    รายการที่ 042 มหาจักร มหาสังข์ เนื้อชนวนล้วน หลวงพ่อขันติ ขนฺติธโร วัดพระเจ้าศรีสัมฤทธิ์
    บูชา 1000 บาท รวมจัดส่ง


    Screen Shot 2562-06-30 at 9.07.57 PM.png
    Screen Shot 2562-06-30 at 9.07.57 PM.png 20190623_204953.jpg 20190623_205013.jpg 20190623_205049.jpg 20190623_205138.jpg 20190623_205207.jpg 20190623_205321.jpg 13567469_10154342442323588_4257176436980447047_n.jpg


    หลวงพ่อท่านตั้งใจสร้างเครื่องรางนี้ตามสายวิชา เพื่อให้คณะศิษย์ คณะศรัทธานำไปใช้ โดยท่านนำชนวนพระกริ่งศรีสัมฤทธิ์ล้วนๆ ให้ช่างหลอมหล่อเป็น มหาจักร- มหาสังข์ มหาจักรอธิฐานใช้ทางมหาอำนาจ มหาปราบ มหาสังข์ ให้อธิฐานทางด้านขอพร ให้พร วาสนาบารมี โดยใช้เป็นคู่กัน มหาจักรให้แขวญทางขวา ให้มือขวาจับสัมผัสได้สะดวก มหาสังข์ ให้แขวญด้านซ้ายให้มือซ้าย จับสัมผัสได้สะดวก(เคล็ดการใช้) โดยหลวงพ่อท่านเสกอธิฐาน ตั้งแต่ในพรรษาปี 59 เป็นต้นไปจนสิ้นปี จำนวนสร้างเพียง 1,000 ชุด

    มหาจักร มหาสังข์ เครื่องรางจากอาวุธของมหาเทพ
    วิธีการบูชา หากจะอธิฐานให้เป็นปราบ หรือป้องกันภัยอันตราย หรือภัยจากสิ่งที่มองไม่เห็น ให้ใช้มือขวาสัมผัสมหาจักรแล้วอธิษฐานให้ มหาจักรออกปราบ ไสยเวทย์ เสน่ห์ยาแผด มนต์ดำ ภูตผี ปีศาจ อสูรกาย ฯลฯ

    มหาสังข์ ให้ใช้มือซ้ายสัมผัส อธิฐานขอพร โชคลาภ วาสนา ขอในสิ่งที่ชอบที่ควร และอธิฐานให้พรผู้อื่น เช่นลูก เมีย พ่อแม่คนรักได้ ควรใช้แขวญคอ หรือพกกระเป๋าสื้อ เพราะ ตำแหน่งที่มหาเทพท่านถือจะถือยกไว้ที่สูง เพราะของมีอานุภาพมาก

    ประสบการณ์ด้านมหาปราบ แรงครูจากเบื้องบนสูง ด้านมหาสังข์รวมพลังจักรวาลส่งผ่านมาหาเรา

    หลวงพ่อขันติ ขนฺติธโร วัดพระเจ้าศรีสัมฤทธิ์ (สิริพัฒนาราม) อ.แม่จัน จ.เชียงราย
    พระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ดำรงสติในทุกอิริยาบท สำรวมเรียบร้อย ออกบิณฑบาตเป็นวัตร ทุกอรุณรุ่ง หลวงพ่อท่านถือเป็นกิจสำคัญเพื่อโปรดญาติโยม หลวงพ่อท่านสร้างพระด้วยความปราณีตมาก ใส่ใจทุกรายละเอียด ทุกขั้นตอน ท่านจะทำด้วยตนเอง ไม่เคยเห็นพระเครื่องที่ปราณีตทุกรายละเอียดแบบนี้แล้วในสมัยปัจจุบัน วัตถุมงคลที่ท่านสร้างเพื่อมอบให้กับผู้ศรัทธา หมู่คณะ ท่านก็ทำของท่านแบบเงียบๆเสมอมา เช่น การลบผง การจารเลขยันต์ อักขระ (เช่นยันต์ตรีนิสิงเห, ตรีนิสิงเหสองชั้น ,ยันต์องค์พระ ,ยันต์องค์เทพในสายวิชาที่ท่านเรียนมาแต่ครั้งฆราวาสและพบเจอยันต์ในสายวิชานี้ได้ยาก) การทำพระเนื้อดินเผาหลังจารต่างๆ การนำมงคลวัตถุอาบแสงอาทิตย์ แสงจันทร์ การประกอบพิธีตามฤกษ์ยาม สุริยุปราคา จันทรุปราคา การสร้างพระกริ่ง พระบูชา พิธีเสกพระอุปคุตใต้แม่น้ำโขง การประกอบยาวาสนาจินดามณี การตั้งเทียนเวลาปลุกเสกวัตถุมงคลในพิธีหากสังเกตให้ดี ก็จะพบว่าไม่เคยเจอที่ใด มีฤกษ์ยาม มีลายละเอียด ไม่ง่าย การสร้างวัตถุมงคล เหล่านี้ องค์หลวงพ่อขันติ ท่านก็เมตตา ตั้งใจทำเพื่อมอบให้ศิษย์ทุกท่าน คุ้มครองรักษาตัว

    "หลายๆท่านมักจะถามหลวงพ่อขันติ ว่า สายใหน หลวงพ่อก็มักจะตอบแบบมั่นใจ ว่าสายสิทธิ์พระพุทธเจ้า จนหลายๆท่านมักจะถามอีกครั้งว่า เรียนสรรพเวทย์วิทยามาจากใหน หลวงพ่อท่านมักจะไม่ตอบ เพราะตอบไปก็ไม่รู้จักครูผมหลอก บางครั้งถึงเอ็ดไปว่า ทำไม จะรู้ไปทำไม!!! ผมเห็นหลายท่านอยากทราบเพื่อเป็นแนวทางในการเข้าใจ หนุ่มๆอายุ 18 ปี ท่านเรียนวิชาเภสัชแผนโบราณ จากพันโท อุ้ม แสงปัญญา อายุได้ 29 ปี เรียนสรรพเวทย์วิทยาคม จากครูกู้ ยะโหนด มัคทายก วัดป้อมวิเชียรฯ มหาชัย ซึ่งครูกู้ ท่านเรียนมาจาก ครูอำนวย ศิมาลัย ครูอำนวยท่านเรียนจากหลวงพ่อโศก พระอุปัชฌา หลวงพ่อสี พระกรรมวาจา วัดปากคลองบางครก จังหวัดเพชรบุรี ส่วนอีกท่านคือพระคู่สวด เจ้าอาวาส วัดเขาตะเครา เพชรบุรี อีกทั้งยังเรียนกับครูวัน สายวิชา ทางฆารวาส อีกสายหนึ่ง ซึ่งหลังจากที่ท่านอาจารย์อำนวย ลาสิกขาแล้วก็จะกลับไปพัฒนาสองวัดนี้ประจำ เช่นติดตั้งโรงปั่นไฟฟ้าให้ทั้งสองวัด และบูรณะอุโบสถ วัดเขาตะเครา ต่อมา(หลวงพ่อ)เรียนเพิ่มเติมบางส่วน กับ พระอาจารย์เขื่อม วัดเขาราษฎร์บำรุง อำเภอบางสะพานน้อย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ทายาทพุทธาคม หลวงปู่เปียก วัดนาสร้าง อำเภอท่าแชะ จังหวัดชุมพร หลวงพ่อท่านบอกก็เรียนมาแค่นี้การอ้างสายครูบาอาจารย์ไม่เป็นผลดี"

    ***ครูบากฤษดา สุเมโธ คือครูอาจารย์องค์หนึ่งที่หลวงพ่อขันติท่านเคารพ เวลาท่านเสกพระท่านจะอัญเชิญครูบาอาจารย์และรวมถึงองค์ครูบาด้วย ครูบาท่านเคยบอกว่าพระหลวงพ่อขันติท่านไปเสกด้วยทุกครั้ง ซึ่งมีทั้งที่ท่านเดินทางไปจริงๆและไปทางจิต

    ***เวลาหลวงพ่อท่านอธิษฐานจิตแก่วัตถุมงคลทั้งหลาย ท่านจะอฐิษฐานย้อนไปถึง(เหมือนเติมพลัง) ให้แก่วัตถุมงคลทุกชิ้นที่ท่านสร้างเอาไว้เสมอ ไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหนก็ตาม...และไม่ใช่แค่เฉพาะมีพิธีใหญ่ แต่คือท่านอธิษฐานทุกคำ่คืน

    ***พระหลวงพ่อกันผีได้ทุกองค์ ไม่ต้องกลัวเลย แขวนองค์เดียวก็พอ..." หมั่นใช้ หมั่นภาวนาเอานะ ของหลวงพ่อต้องภาวนา...ของดีก็ส่วนหนึ่ง ภาวนาก็อีกส่วน"


     
  18. studio214

    studio214 เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 สิงหาคม 2012
    โพสต์:
    639
    ค่าพลัง:
    +694
    รายการที่ 043 โปสเตอร์ขนาดบูชา หลวงพ่อกัสสปมุนี หลังยันต์พุทธเกษตร
    บูชา 550 บาท รวมจัดส่ง

    Screen Shot 2562-06-30 at 9.16.48 PM.png
    Screen Shot 2562-06-30 at 9.16.48 PM.png 20190623_204115.jpg 20190623_204126.jpg 20190623_204150.jpg 20190623_204242.jpg 20190623_204252.jpg

    โปสเตอร์ขนาดบูชา หลวงพ่อกัสสปมุนี หลังยันต์พุทธเกษตร ขนาด 21 x30 เซนติเมตร

    ภาพชุดนี้อยู่ในกุฏิหลวงปู่จนถึงท่านละสังขาร ผ่านพิธีนิโรธสมาบัติหลายครั้ง

    หากใครเคยอ่านเรื่องราวที่หลวงพ่อท่านได้บันทึกไว้เมื่อครั้งไปปฏิบัติที่ภูกระดึง ย่อมทราบได้ว่าหลวงพ่อนั้นท่านสร้างบารมีมาแต่อดีตมากมายนับไม่ถ้วน ในชาติสุดท้ายนี้ท่านจึงบรรลุธรรมได้แม้จะบวชเมื่ออายุเข้า52 ปี ผลจากมหาบารมีในอดีตชาติ จึงส่งผลให้ท่านมีพลังจิตที่สูงมาก

    หลวงพ่อกัสสปมุนีเคยว่า สกุล"กัสสปะ"สมัยพุทธองค์มี 7 ท่าน คือ
    1.มหากัสสปะ
    2.อุรุเวลกัสสปะ
    3.นทีกัสสปะ
    4.คยากัสสปะ
    5.กุมารกัสสปะ
    6.อเจลกัสสปะ
    7.จุลกัสสปะ

    ซึ่งเป็นที่รู้กัน"ภายใน"ก็คือ หลวงพ่อกัสสปมุนีนั้น ก็คือท่าน "จุลกัสสปะ"แต่กาลก่อนนั่นเอง มาในชาตินี้ สมเด็จพระอุปัชฌาย์(สังฆราชป๋า วัดโพธิ์) จึงประทานนามเป็นพิเศษว่า "กัสสปมุนี" แทนชื่อจริง

    เมื่อปีพ.ศ. 2507 หลวงพ่อกัสสปมุนีได้เดินทางไปยังชมพูทวีปหรือประเทศอินเดีย และใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นนานถึง 5 เดือน ตลอดเวลาที่ท่านเดินทางไปนมัสการสังเวชนียสถาน ท่านจะห่มดองหรือห่มลดไหล่ตลอด ในขณะที่พระเถระองค์อื่น ๆ จะห่มคลุมตามพระวินัยบัญญัติว่า เมื่อภิกษุออกนอกบริเวณวัด ต้องห่มคลุมให้เป็นปริมณฑลคือข้างบนจีวรต้องติดคอ ด้านล่างต้องคลุมครึ่งแข้งจึงถูกต้อง แต่การที่หลวงพ่อห่มดองตลอดรายการนั้น ท่านให้เหตุผลว่าชมพูทวีปเป็นดินแดนแห่งพระพุทธองค์ ทุกหนแห่งล้วนแต่เป็นแผ่นดินของพระองค์ที่ทรงจาริกไปแสดงธรรม จึงถือว่าเป็น ‘เขตพุทธาวาส’ ทั้งสิ้น ท่านจึงไม่ห่มคลุม

    และทุกแห่งที่ท่านไปนมัสการ ตามพุทธประวัติก็ดี ตามโบราณาจารย์กล่าวอ้างก็ดี ตามที่แขกอินเดียเล่าให้ฟังก็ดี ว่าสถานที่นี้พระพุทธเจ้าทรงกระทำพุทธกิจอย่างนั้นอย่างนี้ หลวงพ่อท่านยังไม่เชื่อทีเดียว หากท่านลงมือนั่งภาวนา ‘ตรวจสอบ’ ด้วยองค์ท่านเองในที่ทุกแห่ง

    กระทั่งจิตท่านเห็นชัดว่า ณ สถานที่นี้พระพุทธองค์ได้ทรงทำกิจดังกล่าวอ้างมาแล้วจริง ๆ ท่านจึงปลงใจเชื่อ และเป็นที่น่ายินดีว่าเมื่อท่าน ‘พิจารณา’ ด้วยอำนาจฌาน-ญาณ อันสูงยิ่งของท่านแล้ว ปรากฏว่าในทุกสถานที่ล้วนเป็นของจริงทั้งสิ้น ทุกแห่งแฝงเร้นด้วยพระพุทธบารมีที่ยังคงอบอวลแผ่รัศมีอยู่ทุก ๆ เวลา รอคอยผู้มีบุญญาธิการมานมัสการให้เกิดมหาบุณย์-มหากุศล
    ดังนั้นท่านใดที่คิดจะไปหรือไปมาแล้ว...ก็จงสบายใจและจงอิ่มบุญในใจให้เต็มที่เถิด

    ดังภาพถ่ายหน้าสถูปที่ถาม หลวงพ่อท่านกำลังนั่งภาวนาอยู่ที่ถ้ำอจันตา ขณะที่ใช้อำนาจจิต ‘ตรวจสอบ’ อยู่นั้น ก็มีฝรั่งคนหนึ่งผ่านมาเห็นท่านเข้า เวลานั้นท่านเปลื้องจีวรและสังฆาฏิออกแล้วคงเหลือเพียงสบงและอังสะ อีกทั้งยังพาดลูกประคำเส้นเบ้อเริ่ม ทำให้ฝรั่งนายนั้นนึกว่าท่านเป็นเณร จึงเกิดความเอ็นดูและทำการบันทึกภาพท่านไว้

    ภายหลังฝรั่งก็ได้นำรูปนั้นมาให้ท่านดู ปรากฏว่าท่านไม่พอใจมาก คงเพราะแอบถ่ายโดยไม่ขออนุญาตท่านก่อนประการหนึ่ง และคงเพราะท่านแต่งตัวไม่เรียบร้อยประการหนึ่ง ท่านจึงดุเขา(เพราะท่านพูดภาษาอังกฤษได้ดีเยี่ยม)และยึดทั้งรูปทั้งฟิล์มกลับมา

    ครั้นกลับเมืองไทยแล้ว คณะศิษย์อยากได้ของที่ระลึกจากท่าน ท่านจึงให้นำฟิล์มนี้ไปอัดออกมาเป็นรูปใบน้อย และยังเมตตาเขียนยันต์วิเศษที่ชื่อว่า ‘ยันต์พุทธเกษตร’ มอบให้ด้วยลายมือท่านเอง (ท่านได้มาเมื่อครั้งไปเที่ยววิเวกภาวนาใน จ.ลพบุรี ยันต์พุทธเกษตรได้ปรากฏขึ้นในนิมิตท่าน ท่านบอกว่ายันต์นี้มีอานุภาพครอบจักรวาล ตามแต่ผู้ใช้จะอธิษฐานให้เป็นไปดังปรารถนา)
    ศิษย์ได้นำยันต์พุทธเกษตรลายมือท่านไปบันทึกเป็นภาพถ่ายใบน้อยออกมาอีก 1 ใบ จากนั้นก็นำรูปหลวงพ่อกับรูปยันต์พุทธเกษตรนี้ประกบเข้าด้วยกัน แล้วนำมาถวายให้ท่านอธิษฐานจิตแจกผู้ศรัทธาในราวปี พ.ศ. 2508 –2509

    ต่อมาเมื่อท่านประสงค์จะตอบแทนคุณของเสี่ยไซ โยมอุปการะเป็นที่ยิ่ง ท่านก็ดำริเข้า ‘สัญญาเวทยิตนิโรธ’ เป็นครั้งแรกเมื่อวันศุกร์ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2510 เป็นเวลา 7 วัน 7 คืน

    และรูปนี้ก็อยู่ในวาระนิโรธสมาบัติด้วย

    หลวงพ่อเคยบอกว่า นิโรธสมาบัตินี้มีอานุภาพมากนัก มิใช่แต่กุฏิของท่านเท่านั้น แต่กำลังแห่งนิโรธยังครอบคลุมไปทั่วภูเขา ‘สุนทรีบรรพต’ อันเป็นที่ตั้งวัด อย่าว่าแต่ของในกุฏิท่านเลย แม้กรวดหินหน้าวัดหากจะหยิบขึ้นมาแล้วตั้งจิตระลึกถึงท่านก็ยังมีอานุภาพได้

    ดังนั้น ท่านจึงไม่ใคร่แจกรูปนี้ให้ใครง่าย ๆ แม้มีคนขอกันมาก ท่านก็ยังเลือกคนให้ ท่านบอกว่า ของดีต้องให้กับคนดีและนับถือเราจริงเท่านั้น

    หากจะมีคนขอเหรียญรุ่นแรกของท่านที่สร้างในปี พ.ศ. 2518 บางทีท่านก็มอบรูปนี้ให้ ครั้นคนนั้นบ่นว่าอยากได้เหรียญต่างหากเล่า ท่านจะบอกดุ ๆ ทันทีว่า

    “อะไร ให้ของดีแล้วยังไม่รู้จัก รูปนี่เก่งกว่าเหรียญอีกนะ”

    หลวงพ่อกัสสปมุนี เกิดที่กรุงเทพมหานคร เดิมชื่อประจงวาส ต่อมาเปลี่ยนเป็นประยุทธิ วรวุธิ นามสกุลอาภรณ์สิริ บิดาท่านคือพระพาหิรรัชฏพิบูลย์(ประวัติ อาภรณ์สิริ) นามมารดาคือนางพาหิรรัชฏพิบูลย์ สมัยเป็นฆราวาส ท่านได้สมรสกับนางประชุมศรี อาภรณ์สิริ มีบุตรชาย2 คน บุตรหญิง 2 คน หลวงพ่อกัสสปมุนีเป็นศิษย์เก่า โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน ต่อมาจึงได้ย้ายไปเรียนต่อที่โรงเรียนอัสสัมชัญ โดยเลือกภาษาอังกฤษเป็นวิชาเลือก จนจบชั้นม.6 หลวงพ่อกัสสปมุนีท่านบวช เมื่ออายุ ๕๒ ปี สมัยที่ยังไม่บวชท่านทำงานอยู่ฝ่ายสรรพสามิตท่านจะดื่มเหล้าเก่ง ตอนหลังท่านเห็นโทษของการดื่มเหล้า และเกิดเบื่อหน่ายในชีวิตฆราวาส จึงได้ลาออกจากราชการ ในปี พ.ศ. ๒๕๐๕ โดยได้โอนบ้านที่ดินและทรัพย์สินให้กับครอบครัวท่านจนหมดสิ้น จากนั้นท่านได้ไปฝากตัวอยู่กับสมเด็จ พระวันรัต (ต่อมาทรงได้รับสถาปนา เป็นสมเด็จพระสังฆราช วัดโพธิ์ ท่าเตียน) โดยเป็นอุบาสก นุ่งขาวห่มขาว ถือศีลอุโบสถอย่างเคร่งครัด ในที่สุดจึงได้อุปสมบท เป็นพระภิกษุ ในปี พ.ศ. ๒๕๐๕ แม้บวชได้เพียงพรรษาเดียว หลวงพ่อกัสสปมุนี ได้ออกธุดงค์ ไปบำเพ็ญเพียรภาวนา อยู่บนยอดเขาภูกระดึง อันแสนจะหนาวเหน็บ (เดือน พ.ย. ๒๕๐๖) หลังจากนั้นถัดมาอีกเพียง พรรษาเดียว ท่านก็ได้จาริกแสวงบุญ ไปบำเพ็ญภาวนาในแดนไกล คือเมือง ฤาษีเกษ ประเทศอินเดีย เมืองนี้เป็นที่ชุมนุม ของโยคี ฤาษี มุนีไพร ผู้ทรงตบะและฤทธาอันแก่กล้ามากมาย ต้องเก่งจริงๆ ถึงจะอยู่ได้อย่างสันติอิสระอานุภาพของพุทธศาสนานั้น เป็นของมีจริง ที่พระสาวกของพระพุทธองค์ สามารถทำให้เกิดขึ้นได้ เมื่อถึงคราวจำเป็น หรือวาระอันสมควรจะพึงแสดง

    ตลอดชีวิตในสมณเพศของหลวงพ่อ ท่านได้สมาทานธุดงควัตร ๔ ข้อมาตลอด คือ ทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ครองจีวรชุดเดียว (จะเปลี่ยนก็ต่อเมื่อเก่าหรือชำรุด) เป็นวัตร รับบิณฑบาตเป็นวัตรและอยู่ป่าเป็นวัตร จนกระทั่งท่านมรณภาพ

    ย้อนหลังไปในสมัยที่หลวงพ่อยังไม่ได้บวชแต่ได้ปฏิบัติธรรมเป็นผ้าขาว ท่านเล่าว่าท่านได้พบ “ท่านอริยวังโส” ซึ่งเป็นพระสงฆ์ที่บรรลุอรหันต์ตั้งแต่สมัยพุทธกาลแต่ได้อธิษฐานขอให้ตนเองมีอายุอยู่ถึงห้าพันปีจึงจะเข้าสู่ปรินิพพาน

    พระอริยวังโสได้มาพบท่านในสมาธิและบอกกับท่านว่า “เธอชื่อกัสสปมุนี” (ด้วยเหตุนี้ท่านจึงได้ใช้ชื่อนี้มาตลอดจนกระทั่งอุปสมบท ซึ่งสมเด็จพระอุปัชฌาย์ก็ทรงอนุญาตให้ใช้ชื่อนี้โดยมิได้ตั้งฉายาให้ใหม่)

    หลวงพ่อเล่าว่า ท่านเป็นหนึ่งใน “กัสสปโคตร” ในสมัยพุทธกาล เป็นน้องเล็กสุดท้องมีชื่อว่า “จุลกัสสปะ” พี่ชายทั้งหกของท่านที่ได้บรรลุเป็นอรหันต์ทั้งหมดแล้ว คือ มหากัสสปะ อุรุเวลกัสสปะ คยากัสสปะ นทีกัสสปะ กุมารกัสสปะ และอเจลกัสสปะ ส่วนที่ว่าทำไมท่านยังคงอยู่ ท่านเคยเล่าว่า ท่านเคยบวชในสมัยพุทธกาลแต่สึกออกมาใช้ชีวิตฆราวาสเสียก่อน

    คาถาบูชาหลวงพ่อ “นะโม อโห โอม กัสสโปมุนิ อะราธะนัง”
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 18 กรกฎาคม 2019
  19. studio214

    studio214 เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 สิงหาคม 2012
    โพสต์:
    639
    ค่าพลัง:
    +694
    รายการที่ 044 เชือกคาดข้อมือ คุณตามุติ ท้วมเสงี่ยม
    บูชา 590 บาท รวมจัดส่ง

    Screen Shot 2562-07-17 at 8.44.47 PM.png
    Screen Shot 2562-07-17 at 8.44.33 PM.png 20190714_211315.jpg 20190714_211344.jpg 32482933_1696327273791458_8039204439011098624_n.jpg Screen Shot 2562-07-17 at 8.43.46 PM.png

    เชือกคาดข้อมือเส้นนี้ยาว 7.5 นิ้ว คุณตาเสกให้อีกครั้งก่อนรับมา

    คุณตามุติ ท้วมเสงี่ยม ผู้สืบทอดวิชา "เชือกคาดสายวัดตะโน"

    คุณตามุติ ท้วมเสงี่ยม (อดีตหลวงตามุติ วัดบุณยประดิษฐ์) แขวงบางไผ่ เขตบางแค กรุงเทพมหานคร ถือว่าเป็นผู้สืบทอดตำนานเชือกคาดเอวสายวัดตะโนตัวจริง คุณตามุติท่านเป็นลูกศิษย์หลวงพ่ออี้ วัดโตนด บางแวก กรุงเทพมหานคร และหลวงพ่อสิน วัดบุณยประดิษฐ์ ซึ่งหลวงพ่อสินกับหลวงพ่อโชติ วัดตะโนเป็นสหธรรมิกกัน ท่านเรียนวิชากับครูฆารวาสคนเดียวกัน ทุกครั้งจะปลุกเสกของ ท่านทั้งสองจะช่วยกันเสก เป็นสายวิชาเชือกคาดที่สร้างใกล้เคียงกันเชือกคาดทั้ง 2 อาจารย์ แทบจะแยกกันไม่ออกโดยท่านทั้ง 2 เป็นสุดยอดเกจิฝั่งธนบุรี ในยุค 2497 เป็นผู้สร้างตำนานเชือกถักลายกระดูกงู ซึ่งถือว่าเป็นเชือกคาดเอวที่มีความนิยมเป็นอันดับหนึ่ง ทั้งนี้เพราะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งคุณตามุติได้รับการสืบทอดสายวิชามา และท่านได้ทำเชือกคาดได้เข้มขลังไม่แพ้ต้นตำหรับเลยทีเดียว

    ท่านเรียน วิชาเชือกคาดจากหลวงพ่อสิน เจ้าอาวาสรูปแรกวัดบุญประดิษย์ โดยสมัยก่อนที่หลวงพ่อสินมีชีวิตอยู่ อาจารย์มุดจะช่วยหลวงพ่อสินถักเชือก และท่านยังได้เรียนวิชาชานหมากจากหลวงพ่อโชติ วัดตะโน ด้วย

    กรรมวิธีการทำเชือกคาดเอว คุณตามุติท่านจะนำเอาผ้ามาฉีกเป็นริ้ว ๆ แล้วลงอักขระเลขยันต์ จนครบสูตร และทำการฟั่นเชือกแล้วถักขึ้นหัวจนถึงห่วงเป็นลายกระดูกงู ระหว่างถักนั้นจะบริกรรมคาถากำกับด้วย อิทธิคุณเชือกคาดเอวของท่านเด่นในด้านแคล้วคลาด คงกระพันชาตรี ป้องกันภูติผีปิศาจ กันเขี้ยวงาและอสรพิษร้ายได้วิเศษ แต่มีข้อห้ามคือ ห้ามเอาเชือกคาดเอวไปตีทำร้าย หรือเคาะหัวคนอื่นเพราะจะทำให้คนๆนั้น เสียสติเป็นคนวิกลจริต หรืออาจจะถึงแก่ชีวิตได้ ยากที่จะรักษาให้หายขาดได้

    "เชือกคาดกันผีได้ไหม"
    คุณตาไม่ได้ตอบว่าได้หรือไม่ แต่ตอบกลับมาด้วยเหตุการณ์ที่ดังนี้
    "พี่ชายฉันผ่านไปที่ที่มีคนผีเข้า ไล่ยังไงก็ไม่ออก เขาเลยถอดเชือกออกมาจะตีคนที่ถูกผีเข้า ยังไม่ได้ทันได้ตีเลย มันก็ล้มลงแล้วผีก็ออก"

    "เชือกเขามีไว้ป้องกัน เมื่อเสกกัน ก็ต้องกันทุกอย่าง"

    "ถ้าใช้ไม่ได้ฉันไม่ทำออกมาหรอก คาถาที่ฉันลงในเชือกคาด พระพรหมท่านให้มา ฉันทำจนฉันมั่นใจฉันถึงได้ทำออกมา"

    คาถาสำหรับเชือกคาด
    นะโม 3 จบ
    นะมะพะทะ ปิดนะอุดนะ
    นะโมพุทธายะ ยะธาพุทโมนะ
    พุทธะสังมิ

    คาถายัดหัว (คาดเชือกคุณตามุติ)
    อัตถะยาวะ อิติหยุดนะ

    ห้ามใช้เชือกนี้ไปตีคนหรือสัตว์โดยเด็ดขาด
     
  20. shaj

    shaj ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 พฤศจิกายน 2012
    โพสต์:
    3,890
    ค่าพลัง:
    +2,548
    ขอจองครับ
     

แชร์หน้านี้

Loading...