ก็ต้องบอกว่า ท่านจะได้คำตอบเดิมไป...
ถ้าท่านคิดว่านั่นเป็นสัญญาอารมณ์ก็คิดได้ท่าน คนโดยปกติอาจต้องใช้คิดนำ และกำลังของจิตพอสมควรที่จะปฎิบัติด้วยมรรควิธีนี้ แต่ส่วนตัวผม มันเป็นของไม่ยาก ไม่ต้องดึงสัญญา หรือปรุงแต่งสังขาร ขึ้นมา.. ก็เห็นว่าโลกนี้เป็นแค่ธรรมชาติหนึ่ง ผมเลยต้องยกให้ท่านเห็นข้อแตกต่างตั้งแต่ในโพสแรก
ถ้ารูป+กระทบตา วิญญานแปลค่าว่านี้คืออะไร...ในคนปกติถ้ากำลังจิตดี สติ สมาธิพอ ก็อาจดึงสัญญา หรือ ปรุงแต่งสังสาร เพื่อตัดเวทนาที่เกิดขึ้นหลังผัสสะ บางคนตัดไม่ทัน ก็ไปตัดในชั้นถัดๆไปตามกำลังจิตของแต่ละคน แต่ไม่ว่าจะตัดที่ตรงไหนก็ตาม...ย่อมดีกว่าการไปสร้างตัวในส่วนอื่น อย่างท่านกล่าว คือการใช้จิตเข้าไปดู เข้าไปรู้ ถ้าแยบคายท่านจะเห็นว่า มันก่อตัวตนในวิญญานขันธ์ ท่านจะต้องมาทำลายตัวรู้เพื่อเห็นว่าตัวรู้นั้น..ก็ว่างจากตัวตน เอาเป็นจะวิธีไหนก็ตาม ก็แล้วแต่จริตของแต่ละคนกันไปท่าน
ในส่วนของผม รูป+ กระทบตา วิญญานแปลค่า แต่ไม่ให้ค่า... มันดับลงที่ตรงนี้ท่าน เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ ชาติ ไม่เกิดเลยท่าน แต่ก็ต้องบอกว่าไม่ทุกขณะจิต
...ข้อนี้ผมยืนยันอีกครั้ง
ส่วนในมรรควิธีนี้ไม่ใช้การลูบคลำ หรือแค่การตะลอมจิตแน่ หากท่านได้ศึกษาวงจรปฏิจสมุปบาท ท่านจะไม่ค้านเลยว่าวิธีนี้ทำให้สิ้นทุกข์ได้หรือไม่? ในโพสก่อนหน้า ได้ชี้ให้เห็นแล้วว่า ความเป็นตัวตนขาดลงที่ตรงไหน ตัดภพชาติ ของจิตกันตรงนี้เลย และภพ ชาติของจิต ก็เป็นปัจจัยให้เกิดภพชาติจริงๆ ที่ไปเกิดใหม่ เป็นคน เป็นหมา เป็นแมว เป็นเทวดา เป็นเปรต... ที่จริงในมรรควิธีนี้ท่านสามารถดูได้ในพระสูตร ที่ท่านพาหิยะ บรรลุธรรม
ท่านพาหิยะบรรลุธรรมอย่างไร?
ฟังธรรมต่อหน้าพุทธองค์ ทรงตรัสว่า "เมื่อเธอเห็น สักแต่ว่าเห็น" ในขณะนั้นท่านพาหิยะน้อมการเห็นสักแต่ว่าเห็น ตามคำพุทธองค์ ภายในจิตเวลานั้นเลย คือการเห็นอยู่ แปลค่าแต่ไม่ให้ค่า ในรูปที่อยู่ตรงหน้า ... วางตัวตน ณ ตอนนั้นเลย "เธอย่อมไม่มีอยู่ในโลกนี้ "วงจร เวทนา ตัณหา อุปทาน ภพ ชาติ" ดับลง ณ ตอนนี้เลย "เธอย่อมไม่มีอยู่โลกหน้า" เมื่อจิตปล่อยว่างตัวตน ก็พ้นการเวียนว่ายในสังสารวัฎ...เพราะจิตไม่สร้างภพ แบบนี้ท่าน มรรควิธีนี้จึงเป็นแบบเดียวกับท่านพาหิยะ... ท่านอาจสงสัยว่า ทำไมผมถึงรู้ว่า ตอนนั้นเกิดอะไรขึ้นในจิตท่านพาหิยะ เพราะผมก็ผ่านการเห็นธรรมจากการฟังมาเช่นเดียวกัน รู้ว่าขณะฟังธรรมนั้น ท่านพาหิยะน้อมจิตตามคำพุทธองค์แน่ ธรรมเลยปรากฎ ณ ตรงนั้น
และผมขอรับรองว่ามรรควิธีนี้สิ้นทุกข์ได้แน่ แม้จะไม่ได้เร็วแบบท่านพาหิยะ ท่านอย่าเพิ่งดูเบาว่าเป็นแค่การรู้เฉย หรือเป็นแค่การตะล่อมจิต ให้พ้นจากการจมน้ำ แต่เป็นการไม่เติมน้ำเสียลงไป และเติมน้ำสะอาดไปในถังแทนแบบนี้ท่าน
มรรควิธีนี้อาจไม่เหมาะกับทุกคน แต่สิ้นทุกข์ได้แน่ ยืนยันอีกทีท่าน
ลักษณะ ความรู้ขั้นโลกุตระ..ที่ควรสังเกตุ
ในห้อง 'Black Hole' ตั้งกระทู้โดย ปราบเทวดา, 8 ธันวาคม 2020.
หน้า 13 ของ 27
-
การที่ผมแจงมรรควิธี ไปจนสุดทาง น่าจะมีน้อยคน หรือไม่มีเลย ที่จะเห็นว่านี้ทางโล่งจริง แม้บอกไปผมไม่ได้สำคัญว่าสมาชิกในนี้จะต้องทำอย่างผมบอก บังคับให้ทำ ถ้าไม่ทำคือผิด ... เชื่อว่าท่านคงเคยอ่านที่ผมบอกแล้ว ว่า ทุกทาง ทุกวิธีไม่มีวิธีไหนผิด ไปจนสุดทางได้หมด.... แต่ตอนเห็นธรรมมันเห็นจุดเดียวกัน แม้ผมจะแหวกทางให้เห็นว่า นี้ไม่ต้องรู้ก็ได้ นี้ไม่ต้องเห็นก็ได้ ก็เชื่อได้เลยว่า น้อยคนที่จะเห็นภาพตามได้ ก็เพียงแต่บอกล่ะท่าน ไม่ได้มั่นหมายอะไร แม้แต่พ่อแม่ พี่น้องผมยังไม่ยัดเยียดธรรมซักข้อให้พวกเค้าเลยท่าน ....
แต่แม้จะมีอาการยัดเยียดธรรมให้คนอื่น ก็เป็นคนละส่วนกับสังโยชน์ในข้อสีลพตปรามาสท่านนะท่าน -
-
-
-
"ในส่วนของผม รูป+ กระทบตา วิญญานแปลค่า แต่ไม่ให้ค่า..."
น่าจะให้ค่าไปโดยอัตโนมัติเรียบร้อยแล้วนะครับดูดีๆ ไม่ยังงั้นจะไปทำเป็นไม่ให้ค่ากับมันทำไมอีก มันเกิดของมันตามเหตุปัจจัยครับ -
-
อีกอย่างคุณจะเอาตัวเองไปเทียบกับท่านที่พระพุทธองค์ทรงยกให้ว่าเป็นเลิศกว่าสาวกทั้งหลายในด้านการบรรลุเร็วที่สุดมันดูแปลกๆอยู่นะครับ แล้วรู้ด้วยว่าเกิดอะไรขึ้นในจิตของท่านพาหิยะ ผมว่าคุณก็กล่าวเกินไปครับ สติให้ทันอาการขันธ์ 5 จริงๆก่อนดีไหมครับ -
ผ่านมาอีกสองวันเห็นสีแดงสีเขียวอีก
สีแดงสีเขียวเป็นสัญญาเป็นปัจจุบันไหมคับ -
คือเราทำได้แค่มีหน้าที่จัดสภาพแวดล้อมทั้งทางกายทางใจที่เหมาะสมให้แก่เขาครับ จัดสัปปายะให้น่ะครับ จากนั้นเมื่อทุกอย่างมันเคลียร์พอจิตจะเริ่มเห็นความจริงด้วยตัวจิตเอง จิตจะเกิดปัญญาดับทุกข์ได้ด้วยตัวเอง ตรงนี้จะไม่ได้อยู่ในวิสัยที่เราจะไปบังคับควบคุมอะไรเขาได้ครับ (อย่าลืมนะครับทำได้แค่สร้างสัปปายะให้ได้เท่านั้น) เราไปควบคุมก็คือเราเอาความเห็นผิดเอาสักกายทิฏฐิไปควบคุมเขานั่นแหละครับ จะเป็นสีลพตปรามาสเต็มๆเลยครับแบบนั้น พอเข้าใจไหมครับ แบบนี้ถ้างงให้รู้ว่างงนะครับ -
เอางี้คุณว่าสัญญาเป็น verb หรือเป็น noun ครับ ถ้าสัญญาเป็น verb เราก็มาทำสัญญากันตอนนี้เลย จะได้มีสัญญาสักฉบับ ต่อไปเวลาเห็นกระดาษคล้ายๆกันที่ไหน เราจะได้นึกถึงสัญญาฉบับนั้น กริยาน่ะมันเป็นปัจจุบันได้ แต่ข้อมูลคือเอามาจากในอดีต ซึ่งอาจเอามาใช้ในปัจจุบันไม่ได้แล้วเพราะสัญญาล้าหลังเกินไป แล้วความจริงตรงหน้าก็ไม่เคยพูดว่ามันเป็นอะไร มีแต่เราที่ว่าไปตามสัญญาที่มี แล้วเมื่อไหร่มันจะเห็นตรงๆตรงตามความเป็นจริงเสียทีล่ะ จริงไหมครับ -
ท่านคิดว่าการเห็นเป็นแค่ธรรมชาติหนึ่งที่ผมเห็น คือการหยิบสัญญาตอนนั้นขึ้นมาหรือ?ท่าน... ท่านว่าธรรมชาติหนึ่งอย่างที่ผมมองอย่างไร?ในความคิดท่าน
งั้นถ้าอนุโลมตามท่าน เอาแบบที่ท่านคิดก็ได้ ว่าผมหยิบสัญญาหรือสังขารขึ้นมา ท่านคิดว่า การหยิบสัญญาขึ้นมา เพื่อ จะมองโลกแบบสักแต่.... มันจะไม่พ้นทุกข์ได้อย่างไร สร้างตัวตนขึ้นมาตรงไหนท่าน -
ส่วนการนำการบรรลุธรรมด้วยการสักแต่เห็น สักแต่ได้ยิน ของท่านพาหิยะมาเพื่อใช้ในการอธิบายว่านี้ก็เป็นมรรควิธีหนึ่งได้เช่นเดียวกัน ไม่มีเจตนายกตนเทียบ ขอเข้าใจเจตนาผมด้วยท่าน -
-
และในขณะที่ผมบรรลุธรรมก็เป็นอย่างท่านอธิบายมาด้านล่าง "อาศัยความตั้งมั่นของจิตเห็นสภาวะธรรมตามจริงที่อยู่หน้า" ถ้าท่านหาตามอ่านในนี้มีหลายโพสอยู่ท่าน ผมก็ยังไม่เห็นว่าวิธีการไหนจะผิดนะท่าน... ที่เลือกการกระจายผัสสะ ให้เหตุผลแล้วว่าง่ายสำหรับการปฎิบัติต่อของผมท่าน -
-
-
ปัจจุบันหากไม่มีสัญญา
ก็แสดงว่ามีแค่ ๔ ขันธ์
มี ๔ ขันธ์ กรอกแบบฟอร์มไม่ได้คับ -
อะไรกะได้ที่พอใจคนเราต้องแบบนี้55
-
กรี๊ดเิาฉีนไปเทียบกับปาดุ๊กชนเขท่ิน
กุพุดะพุงบเต็นะได้เอาหน้าหล่อมาเปีรียบข้อร้อง55
หน้า 13 ของ 27