วิธีพูดคุยกันเพื่อความรักความสามัคคี

ในห้อง 'พุทธภูมิ - พระโพธิสัตว์' ตั้งกระทู้โดย พุทโธอวโลกิเตศวร, 15 ตุลาคม 2020.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    18,611
    กระทู้เรื่องเด่น:
    418
    ค่าพลัง:
    +62,855
    ?temp_hash=1270e6684ec9a9e8c4a3f79e1d53350c.jpg


    พระไตรปิฎกศึกษา

    วิธีพูดคุยกันเพื่อความรักความสามัคคี
    ************
    ชนเหล่าใดเป็นคนมักโกรธ ฟุ้งซ่าน โอ้อวด พูดเพ้อเจ้อ ชนเหล่านั้นชื่อว่ายึดถือถ้อยคำที่ไม่ประเสริฐ มองดูเรื่องผิดพลาดของกันและกัน

    ชนเหล่าใดชื่นชมทุพภาษิต ความพลั้งพลาด ความหลงลืม ความพ่ายแพ้ของกันและกัน พระอริยะไม่พูดถึงเรื่องนั้นของชนเหล่านั้น

    แต่ถ้าบัณฑิตรู้จักกาลอันเหมาะสมแล้ว ประสงค์จะพูด ควรมีความรู้ ไม่โกรธ ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่โอ้อวด ไม่ใจเบาหุนหันพลันแล่น ไม่คอยจับผิด พูดแต่เรื่องที่เกี่ยวกับบุคคลผู้ดำรงอยู่ในธรรม เป็นเรื่องที่พระอริยะประพฤติกันมา

    เพราะรู้ทั่วถึงโดยชอบ เขาไม่พูดริษยา บุคคลควรชื่นชมถ้อยคำที่เป็นสุภาษิต ไม่ควรเลื่อมใสถ้อยคำที่เป็นทุพภาษิต ไม่ควรใส่ใจถึงความแข่งดี และไม่ควรคอยจับผิด ไม่ควรพูดทับถม ไม่ควรพูดย่ำยี ไม่ควรพูดเหลาะแหละ

    เพื่อความรู้ เพื่อความเลื่อมใส สัตบุรุษทั้งหลายจึงมีการปรึกษากัน พระอริยะทั้งหลายย่อมปรึกษากันเช่นนั้นแล

    นี้เป็นการปรึกษากันของพระอริยะทั้งหลาย บุคคลผู้มีปัญญารู้เรื่องนี้แล้ว ไม่ควรถือตัว ควรปรึกษากัน
    ************
    ข้อความบางตอน ใน กถาวัตถุสูตร อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๐ http://www.84000.org/tipitaka/read/m_siri.php?B=20&siri=112
    พระไตรปิฎกภาษาบาลี http://www.84000.org/tipitaka/read/pali_read.php?B=20&A=5315
    อรรถกถา http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=20&i=507


    -------------------------------------------------------------------------------------------------------


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    18,611
    กระทู้เรื่องเด่น:
    418
    ค่าพลัง:
    +62,855
    CE4sPWTy-6XY2FAiWglpWlQjwjvukXHVTQOyuogNnVrQ&_nc_ohc=srQKX9vsnr4AX9KLyFx&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  3. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    18,611
    กระทู้เรื่องเด่น:
    418
    ค่าพลัง:
    +62,855
     
  4. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    18,611
    กระทู้เรื่องเด่น:
    418
    ค่าพลัง:
    +62,855
    พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนการเจริญเมตตา
    (การเจริญพรหมวิหาร) ดังนี้...

    เธอพึงศึกษาอย่างนี้ว่า

    จิตของเราจักตั้งมั่น
    ดำรงอยู่ด้วยดีในภายใน
    และอกุศลธรรมอันเป็นบาป
    ที่เกิดขึ้นแล้ว
    จักไม่ครอบงำจิตได้

    เมื่อใด จิตของเธอ
    เป็นจิตตั้งมั่น
    ดำรงอยู่ด้วยดีแล้วในภายใน
    และอกุศลธรรม
    อันเป็นบาปที่เกิดขึ้นแล้ว
    ไม่ครอบงำจิตได้

    เมื่อนั้น เธอพึงศึกษาอย่างนี้ว่า

    เราจักเจริญ
    กระทำให้มากซึ่ง
    เมตตาเจโตวิมุตติ
    กรุณาเจโตวิมุตติ
    มุทิตาเจโตวิมุตติ
    อุเบกขาเจโตวิมุตติ
    ทำให้เป็นดุจยาน
    ทำให้เป็นที่ตั้ง ให้มั่นคง
    สั่งสมปรารภดีแล้ว

    เมื่อเธอพิจารณาเห็นตนบริสุทธิ์
    พ้นแล้วจากอกุศลธรรม
    อันเป็นบาปที่เกิดขึ้น
    ปราโมทย์ก็เกิด

    เมื่อเธอเกิดปราโมทย์แล้ว
    ปีติก็เกิด

    เมื่อเธอมีใจประกอบด้วยปีติแล้ว
    กายก็สงบรำงับ
    ผู้มีกายสงบรำงับ
    ย่อมเสวยสุข
    จิตของผู้มีสุขย่อมตั้งมั่นเป็นสมาธิ

    เธอมีจิตประกอบด้วยเมตตา
    แผ่ไปสู่ทิศที่ ๑ อยู่
    แผ่ไปสู่ทิศที่ ๒ ก็อย่างนั้น
    แผ่ไปสู่ทิศที่ ๓ ก็อย่างนั้น
    แผ่ไปสู่ทิศที่ ๔ ก็อย่างนั้น
    และเธอมีจิตประกอบด้วยเมตตา
    อันกว้างขวาง
    เป็นส่วนใหญ่
    หาประมาณมิได้
    ไม่มีเวร ไม่มีพยาบาท
    แผ่ไปทั้งเบื้องบน
    เบื้องต่ำ
    เบื้องขวาง ทั่วทุกทาง
    เสมอหน้ากันตลอดโลกทั้งปวงที่มีอยู่

    มีจิตประกอบด้วยกรุณา
    แผ่ไปสู่ทิศที่ ๑ อยู่
    แผ่ไปสู่ทิศที่ ๒ ก็อย่างนั้น
    แผ่ไปสู่ทิศที่ ๓ ก็อย่างนั้น
    แผ่ไปสู่ทิศที่ ๔ ก็อย่างนั้น

    และเธอมีจิตประกอบ
    ด้วยกรุณา
    อันกว้างขวาง
    เป็นส่วนใหญ่
    หาประมาณมิได้
    ไม่มีเวร ไม่มีพยาบาท
    แผ่ไปทั้งเบื้องบน
    เบื้องต่ำ
    เบื้องขวาง ทั่วทุกทาง
    เสมอหน้ากันตลอดโลกทั้งปวงที่มีอยู่

    มีจิตประกอบด้วยมุทิตา
    แผ่ไปสู่ทิศที่ ๑ อยู่
    แผ่ไปสู่ทิศที่ ๒ ก็อย่างนั้น
    แผ่ไปสู่ทิศที่ ๓ ก็อย่างนั้น
    แผ่ไปสู่ทิศที่ ๔ ก็อย่างนั้น
    และเธอมีจิตประกอบด้วยมุทิตา
    อันกว้างขวาง
    เป็นส่วนใหญ่
    หาประมาณมิได้
    ไม่มีเวร ไม่มีพยาบาท
    แผ่ไปทั้งเบื้องบน
    เบื้องต่ำ
    เบื้องขวาง ทั่วทุกทาง
    เสมอหน้ากันตลอดโลกทั้งปวงที่มีอยู่

    มีจิตประกอบด้วยอุเบกขา
    แผ่ไปสู่ทิศที่ ๑ อยู่
    แผ่ไปสู่ทิศที่ ๒ ก็อย่างนั้น
    แผ่ไปสู่ทิศที่ ๓ ก็อย่างนั้น
    แผ่ไปสู่ทิศที่ ๔ ก็อย่างนั้น

    และเธอมีจิตประกอบด้วยอุเบกขา
    อันกว้างขวาง
    เป็นส่วนใหญ่
    หาประมาณมิได้
    ไม่มีเวร ไม่มีพยาบาท
    แผ่ไปทั้งเบื้องบน
    เบื้องต่ำ
    เบื้องขวางทั่วทุกทาง
    เสมอหน้ากันตลอดโลกทั้งปวงที่มีอยู่

    สระโบกขรณี มีน้ำ ใสจืด
    เย็น สะอาด
    มีท่าอันดี น่ารื่นรมย์

    ถ้าบุรุษมาแต่ทิศตะวันออก
    ทิศตะวันตก
    ทิศเหนือ
    ทิศใต้ และจากที่ไหนๆ
    อันความร้อนแผดเผา
    เร่าร้อน ลำบาก
    กระหาย อยากดื่มน้ำ
    เขามาถึงสระโบกขรณีนั้นแล้ว
    ก็บรรเทาความอยากดื่มน้ำ

    และความกระวนกระวาย
    เพราะความร้อนเสียได้
    แม้ฉันใด

    เธอมาถึงธรรมวินัย
    ที่ตถาคตประกาศแล้ว
    เจริญเมตตา กรุณา
    มุทิตา และอุเบกขาอย่างนั้น

    ย่อมได้ความสงบจิต ณ ภายใน
    ก็ฉันนั้นเหมือนกัน

    เรากล่าวว่า

    เป็นผู้ปฏิบัติ
    ข้อปฏิบัติอันดียิ่ง
    เปรียบเหมือนคนเป่าสังข์
    ผู้มีกำลัง
    ย่อมเป่าสังข์ให้ได้ยินได้
    ทั้งสี่ทิศโดยไม่ยากฉันใด

    ในเมตตาเจโตวิมุตติ
    (กรุณาเจโตวิมุตติ...,
    มุทิตาเจโตวิมุตติ...,
    อุเบกขาเจโตวิมุตติ...,)
    ที่เจริญแล้วอย่างนี้
    กรรมชนิดที่ทำอย่างมี
    ขีดจำกัดย่อมไม่มีเหลืออยู่
    ไม่ตั้งอยู่ในนั้น ก็ฉันนั้น

    เมื่อใดเธอเจริญสมาธินี้อย่างนี้
    เจริญดีแล้ว

    เมื่อนั้นเธอจักเดินไปในทางใดๆ
    ก็จักเดินเป็นสุขในทางนั้นๆ
    ยืนอยู่ในที่ใดๆ
    ก็จักยืนเป็นสุขในที่นั้นๆ
    นั่งอยู่ในที่ใดๆ
    ก็จักนั่งเป็นสุขในที่นั้นๆ
    นอนอยู่ที่ใดๆ
    ก็จักนอนเป็นสุขในที่นั้นๆ

    เมื่อเมตตาเจโตวิมุตติ
    อันบุคคลเสพมาแต่แรก
    ทำให้เจริญแล้ว
    ทำให้มากแล้ว
    ทำให้เป็นดุจยาน
    ที่เทียมดีแล้ว
    ทำให้เป็นที่ตั้ง
    ประพฤติสั่งสมเนืองๆ
    ปรารภสม่ำเสมอดีแล้ว
    พึงหวังอานิสงส์ ๑๑ อย่าง คือ

    หลับเป็นสุข ๑
    ตื่นเป็นสุข ๑
    ไม่ฝันร้าย ๑
    เป็นที่รักของพวกมนุษย์ ๑
    เป็นที่รักของพวกอมนุษย์ ๑
    เทพยดารักษา ๑
    ไฟก็ดี ยาพิษก็ดี
    ศัสตราก็ดีไม่ต้องบุคคลนั้น ๑
    จิตตั้งมั่นได้รวดเร็ว ๑
    สีหน้าผุดผ่อง ๑
    ไม่หลงทำกาละ ๑
    เมื่อยังไม่บรรลุคุณวิเศษที่ยิ่งขึ้นไป
    ย่อมเกิดในพรหมโลก ๑

    เมื่อเมตตาเจโตวิมุตติ
    อันบุคคลเสพมาแต่แรก
    ทำให้เจริญแล้ว
    ทำให้มากแล้ว
    ทำให้เป็นดุจยาน
    ที่เทียมดีแล้ว
    ทำให้เป็นที่ตั้ง
    ประพฤติสั่งสมเนืองๆ
    ปรารภสม่ำเสมอดีแล้ว
    พึงหวังอานิสงส์ ๑๑ อย่างนี้แล

    สตฺตก. อํ. ๒๓/๓๐๘/๑๖๐
    มู. ม. ๑๒/๕๑๘/๔๘๒
    เอกาทสก. อํ. ๒๔/๓๗๖/๒๒๒
    สี. ที. ๙/๓๑๐/๓๘๓-๔


    ?temp_hash=dde5542cad0de2150d2d786d8412aa6c.jpg

    ---------------------------------------------------------------------------------


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  5. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    18,611
    กระทู้เรื่องเด่น:
    418
    ค่าพลัง:
    +62,855
    OEwf1kL6aQY3Z70boYVLo9KkY9rRUzUeXI_x1-Uxofa3&_nc_ohc=Q6l6pvuCkykAX8UrpZw&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...