สมถะ ตาที่สาม..

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย ปุณฑ์, 18 สิงหาคม 2014.

  1. ปุณฑ์

    ปุณฑ์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 กันยายน 2008
    โพสต์:
    2,769
    ค่าพลัง:
    +4,683
    ไม่ได้มีตาที่สามหรอก แวะมาโพสต์เฉยๆ..
    ตาที่สาม ตาทิพย์ ญาณทิพย์ จากการฝึกสมถะ.. หรือาจจะวิปัสสนาแต่แวะผ่านมาก็มีได้..

    ตาที่สาม หรือตาทิพย์ แท้จริงคืออะไร และอยู่ตรงไหน

    ตาที่สาม หรือ Third Eye เป็นคำที่ผู้สนใจฝึกสมาธิทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศคุ้นเคยกันพอสมควร เป็นเวลานานที่นักวิทยาศาสตร์พยายามค้นหาความจริงเกี่ยวกับตาที่สามนี้ว่าอยู่ส่วนไหนในสมองและมีหน้าที่อย่างไร

    โดยปกติดวงตาของเราจะส่งภาพกลับหัว จากบนเป็นล่าง ส่งไปยังสมอง ซึ่งสมองจะประมวลผลและทำให้เราเห็นภาพในลักษณะปกติที่ถูกต้อง

    นอกจากดวงตาปกติแล้ว มนุษย์ยังมีอวัยวะอีกอย่างที่รู้จักกัน ในชื่อ ของดวงตาที่สาม หรือ ต่อมไพนีล. ซึ่งกล่าวกันว่าเป็นพลังมหัศจรรย์หรือตาทิพย์ เป็นดวงตาภายใน

    [​IMG]

    ต่อมไพนีล Pineal Gland มีขนาดเท่าเม็ดถั่ว และอยู่ตรงกลางของสมอง หลังดวงตาปกติ อยู่ข้างหลังเยื้องด้านบนจากต่อมปิตูอิตารี่ ( pituitary ) บางคนได้เทียบตำแหน่งกลางสมองนี้ว่าคล้ายคลึงกับตำแหน่งศูนย์กลางของปิรามิดซึ่งเป็นจุดรวมแห่งพลังงานที่กล่าวกันว่าเหนือธรรมชาติ

    นักปราชญ์กรีกโบราณเชื่อว่า ต่อมไพนีล เป็นจุดเชื่อมต่อกับอาณาจักรแห่งความคิด บางคนเรียกว่า ที่สถิตของจิตวิญญาณ ต่อมไพนีลนี้จะถูกกระตุ้นโดยแสงสว่าง และต่อมนี้ควบคุมระบบร่างกาย ( Biorhythm) หลายอย่าง โดยทำงานร่วมกับต่อมไฮโปทารามัส ( hypothalamus) ซึ่งต่อมไฮโปทารามัส ส่งผลโดยตรงกับร่างกายในเรื่อง ความหิว ความกระหาย เรื่องเซ็กส์ และนาฬิกาชีวิตซึ่งควบคุมอายุของมนุษย์

    เมื่อต่อมไพนีลถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมา จะรู้สึกถึงความกดดันที่ใต้สมอง ( ความกดดันเหมือนในลักษณะที่อยู่ใต้คลื่นความถี่สูง) การกระทบกระเทือนที่ศีรษะบางครั้งก็เป็นสาเหตุกระตุ้นให้ต่อมไพนีลตื่นขึ้นได้

    ถึงแม้ในอดีตจะยังไม่สามารถค้นคว้าพิสูจน์เกี่ยวกับต่อมไพนีล เพิ่งจะมาทราบในสมัยปัจจุบันไม่นานนัก แต่ในสมัยนั้นก็เชื่อกันว่า เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างโลกแห่งวัตถุและโลกแห่งวิญญาณ และเป็นจุดสำคัญในการเริ่มต้นของพลังเหนือธรรมชาติในมนุษย์ทำให้มองเห็นเหนือกว่าคนทั่วไปได้

    ขอขอบคุณ..
    ตาทิพย์ ตาที่สาม | ณกุศล
     
  2. ปุณฑ์

    ปุณฑ์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 กันยายน 2008
    โพสต์:
    2,769
    ค่าพลัง:
    +4,683
    วิธีการเปิดตาที่สาม โดยหมอเสือ

    1 หาตำแหน่ง
     หาโดยการกะประมาณตำแหน่งจะอยู่ระหว่างคิ้วขึ้นไปประมาณหนึ่งเซนติเมตร เมื่อกะประมาณคร่าว ๆ แล้วให้รู้ว่าจุดตาที่สามอยู่ตรงไหนแค่นั้น
     หาโดยใช้นิ้วชี้ซ้ายเราจิ้มเข้ามาระหว่างหัวคิ้วมองที่ปลายนิ้วชี้ ถ้าเรารู้สึกเสียว เหมือนมีอะไรทิ่ม หรือหมุนควง หรือแค่เสียว ให้รู้ว่าจุดนั้นคือตาที่สาม ถ้าเราไม่เสียว ให้เพื่อนจิ้มแทนเราโดยมองที่นิ้วเพื่อน แล้วจิ้มเข้ามาระหว่างคิ้ว
     เมื่อเราเจอตำแหน่ง หรือรู้ว่าตำแหน่งตาที่สามอยู่ตรงไหน ให้ฝึกการเปิดตาที่สามต่อไป

    2 ทำการเปิดตาที่สาม
    · วิธีที่หนึ่ง เพ่งให้จุดหมุนวน มองนิ้วที่จิ้มเข้ามา ยืดนิ้วออกยืดเข้ามองตามนิ้ว รู้สึกว่าจุดตาที่สามจะหมุน ถ้าหมุนถือว่าเปิดแล้ว เปิดแค่ครั้งเดียวก็ถือว่าเปิด จะมองเห็นหรือรับรู้สัมผัสขึ้นอยู่กับการพัฒนาการรับรู้ต้องอาศัยบุญบารมีเดิมหรือความเพียรพยายามของเรา จะนั่งมองนิ้ว หรือหลับตาแล้วยืดนิ้วเข้าออกตรงจุดที่สามก็ได้ จะนั่งหรือจะนอนฝึกก็ได้
    · พัฒนาวิธีที่สอง นำวัตถุมงคลที่มีพลังงานช่วยเปิด ให้เรานอนราบกับพื้นนำวัตถุมงคลมาวางไว้จุดตาที่สามเพ่งจนกว่าจะรู้สึกเสียว หมุนวน ถือว่าเปิดแล้ว จะมองเห็นหรือรับรู้สัมผัสขึ้นอยู่กับการพัฒนาการรับรู้ต้องอาศัยบุญบารมีเดิมหรือความเพียรพยายามของเรา

    3 พัฒนาเพื่อรับรู้สัมผัส
    ◦การพัฒนาจะเริ่มใช้คาถาควบคู่จะได้เร็วและอภิญญาเดิมที่เคยได้ในอดีตก็จะตามมา
    ◦ขั้นตอนแรก ให้เราปรับลมหายใจเสียก่อน ให้สูดลมหายใจให้เต็มปอดแล้วกลั้นไว้ให้นานที่สุดจนทนไม่ได้ แล้วค่อย ๆ ผ่อนลมออกมา ทำอย่างนี้สามครั้งเพื่อไล่ลมหยาบ
    ◦ขั้นตอนที่สอง ให้หายใจให้ลึกจะได้รู้ว่าลมหายใจเขาออกของเรา ปรับลมหายใจให้เป็นปกติ สักหนึ่งถึงสองนาที
    ◦ขั้นตอนที่สาม ให้คิดเสียว่า เราเกิดมาเดี๋ยวก็ตาย จะตายวันตายพรุ่งก็ต้องตาย ถ้าตายตอนนี้ขอไปนิพพาน
    ◦ขั้นตอนที่สี่ ให้จินตนาการ ภาพพระพุทธเจ้าที่เราชอบ นำมาวางไว้ที่ตำแหน่งตาที่สาม หรือพระสงฆ์สักองค์ที่เราชอบหรือที่เราจำได้ จินตนาการว่าท่านอยู่ตำแหน่งตาที่สาม
    ◦ขั้นตอนที่ห้า ท่องคาถา โสตัสตะภิญญา อ่านว่า โส ตัด ตะ พิน ยา ไปเรื่อย ๆ หรือคาถา สัมปจิตฉามิ อ่านว่า สัม ปะ จิด ฉา มิ
    ◦ฝึกอย่างนี้วันละหนึ่งชั่วโมง สามเดือน มีผล
    ◦ท่องจนกว่าภาพพระที่เราเพ่งจะเปลี่ยนเป็นสีขาวหรือใสเหมือนแก้ว หรือท่านส่องแสงสว่างออกมา

    4 นำไปทดสอบธรรมขององค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า
    ◦เมื่อพระที่เราเพ่งเปลี่ยนเป็นสีขาวหรือใสเหมือนแก้วหรือท่านส่องแสงสว่างออกมา อธิษฐานให้ท่านขยายใหญ่เล็ก ขอให้ท่านทรงภาพนี้อยู่เป็นเวลากี่นาทีก็ได้ตามที่ใจเรากำหนด
    ◦หากเราอยากจะเห็น ผี เทวดา พรหม ให้ทรงภาพพระให้ชัดเจนแจ่มใสแล้วอธิษฐาน ขอเห็นในสิ่งที่เราอยากจะเห็น ภาพพระพุทธเจ้าจะเลือนหายไปกลายเป็นภาพที่เราต้องการจะเห็น
    ◦หรือหากจะอยากเห็นอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต หรือดูวาระกรรมที่เกิดขึ้น ก็นึกถึงภาพพระให้แจ่มใสที่สุด อธิษฐานขอดูเหตุการณ์ต่าง ๆ

    5 ข้อแนะนำ
    ◦หากเพ่งมากเกินไป อาจจะมีอาการเวียนหัว ปวดหัว ปวดเบ้าตาให้ เลิกการเพ่ง ฝึกแต่พอดีไม่มากเกินไป ไม่หย่อนเกินไป
    ◦เมื่อนั่งไปสักพักจะมีอาการเห็นแสง ต่าง ๆ บางครั้งเหมือนคนเปิดไฟฉายใส่ให้เรา อธิษฐานขอให้แสงดังกลางรวมตัวกันที่กลางอกของเรา จะเป็นการรวมอภิญญาเดิมของเรา
    ◦เมื่อนั่งจะมีเสียงภายนอกมารบกวน เช่น เสียงคนคุยกัน เสียงของหล่น เสียงคนเรียก เสียงที่จะมารบกวนคุณฝึก ให้ตัดใจไม่ต้องไปสนใจ เพราะคุณลืมตาขึ้นมาก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
    ◦เมื่อฝึกบางคนก็จะตัวสั่น ตัวโยก หมุน ไม่เป็นไรปล่อยให้หมุนไปโยกไป ให้สุด ๆ อย่าให้เหลือ ไม่อย่างนั้นจะโยกตลอด
    ◦เมื่อฝึกบางครั้งน้ำตาไหล ก็เปล่าให้ไหลให้สุด ๆ เต็มที่ ผมเคยร้องไห้เป็นเดือน ๆ น้ำตาไหล พอหมดก็จะไม่มี แต่เพื่อนผมมันกลั้นไว้ นี้ก็ ห้าปีแล้วที่นำตามันไหลตลอด ทุกครั้งที่นั่งฝึก

    6 คำเตือน
    ◦เห็นได้มีเสื่อมได้ ไม่แน่นอน เมื่อเห็นแล้วให้พิสูจน์ว่าสิ่งที่เห็นเป็นจริงหรือไม่ ตัดสินสิ่งที่ถูกต้อง ไม่ใช่เชื่อนิมิตแล้วไปตัดสิน
    ◦ฝึกเพื่อละกิเลส ไม่ใช่ตามอดีตที่มันจบไปแล้วไปตามผัวเมียกันมันจบไปแล้วชาติที่แล้ว
    ◦บางคนจิตอ่อน อาจจะเห็นภาพน่ากลัว ที่เกิดจากมารจะมาพิสูจน์ใจเรา หรือทั้งภาพทั้งกลิ่นทั้งเสียง แนะนำว่าเวลาฝึกให้ฝึกหน้าหิhงพระหรือฝึก

    7 นำไปฝึกเพื่อความหลุดพ้น เบื้องต้น ท่ามกลาง และสูงสุด

    �Ըա����Դ�ҷ����� ���������� - Ladyinter Club
     
  3. ปุณฑ์

    ปุณฑ์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 กันยายน 2008
    โพสต์:
    2,769
    ค่าพลัง:
    +4,683
    1.ตาที่สามเปิดได้ทุกคนหรือไม่ ?
    ตอบ เปิดได้ทุกคน แต่จะเห็นภาพหรือมิติ หรือรับรู้สัมผัสมิติอื่น ๆ หรือรับรู้อดีต ปัจจุบัน อนาคต ได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับ บุญบารมีเดิม และ การเพียรพยายามของแต่ละบุคคล

    2. ตาที่สามเปิดได้ด้วยตัวเองหรือไม่ ?
    ตอบ เปิดได้ด้วยตัวเอง และหรือ คนอื่นหรือพลังงานอื่นเปิดให้

    3. ใช้ระยะเวลานานเท่าไรในการเปิดตาที่สาม
    ตอบ การเปิดตาที่สามใช้ระยะเวลาไม่เกินห้านาทีในการเปิด ส่วนการรับรูปเห็นภาพ เห็นมิติต่าง ๆ ขึ้นอยู่กับบุญบารมีเดิมและการเพียรพยายามฝึก บางคนห้านาทีก็เห็นแล้ว บางคนฝึกสิบปีกว่าจะรู้เห็น ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้นฝึกบ้างเล่นบ้างร่วมสิบปี กว่าจะรู้เห็น

    ตอบโดยหมอเสือ..
    �Ըա����Դ�ҷ����� ���������� - Ladyinter Club
     
  4. ปุณฑ์

    ปุณฑ์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 กันยายน 2008
    โพสต์:
    2,769
    ค่าพลัง:
    +4,683
    กสิณทิพย์แห่งดวงตาที่ 3 (ฝึกตาทิพย์)
    บันทึกประสบการณ์ อ.พี ลองภูมิ เว็บญาณทิพย์

    ขอเล่าจากประสบการณ์ที่ผ่านการฝึกมากกว่า 20 ปี เป็นการเล่าดีกว่านะ อย่าถือว่าเป็นการมาสอนกันเลยนะครับ ให้ถือว่าผมมาเล่าสู่กันฟังดีกว่า เดิมผมก็เป็นคนธรรมดานี่ล่ะ ไม่ได้มีญาณหยั่งรู้อะไรเลย แต่ด้วยฟ้าคงลิขิตให้เรามีหน้าที่หรือเปล่า ผมได้เจอตำราอยู่เล่มหนึ่ง เขาพูดถึงการเข้าสู่สภาวะแห่งจุดสูงสุด ในตำราพูดถึงปรมาตมัน อาตมัน และการเข้าถึงพระผู้เป็นเจ้า และพูดถึงศาสตร์โยคะ

    ผมไปสะดุดอยู่หน้าหนึ่งเขาพูดถึงการที่เราจะมีสภาวะที่เข้าถึงพระผู้เป็นเจ้า โดยการใช้ภักติโยคะ ซึ่งใครฝึกได้จะได้พลังของผู้ที่เรานับถือบูชาและได้ตาทิพย์ หูทิพย์เป็นของแถม ผมก็เลยลองลงมือปฏิบัติดู ก็ไม่ผิดหวังครับ ในตำราเขาเขียนไว้ไม่ผิดจริงๆ วิธีฝึกไม่ยากครับ เพียงท่องพระนามของเทพที่เราบูชาในขณะที่เรานั่งสมาธิไปเรื่อยๆ และเพ่งจุดกึ่งกลางของหน้าผากให้เห็นรูปพระองค์ ซึ่งไม่ต่างจากการฝึกสมถะของพุทธศาสตร์ครับ เมื่อเราฝึกได้ระดับหนึ่ง ให้รู้สึกว่าหน้าผากเราตึง ปวดหน่วงๆเหมือนหน้าผากเราจะแยกออก ให้ทนครับ ไม่ต้องตกใจว่ามันจะแตกจริง นั้นแสดงว่า ตาที่สามของเราจะเปิดแล้ว ให้ทนถึงที่สุดครับ

    ต่อจากนั้น พลังที่เรารู้สึกว่าเป็นดวงๆที่หน้าผากเราจะพุ่งไปข้างหน้า ไม่ต้องตกใจนะครับ เพราะนั้นเป็นสภาวะที่เราจะเรียกว่า เข้าไปสัมผัสพลังงานสูงสุด เขาจะวิ่งไปสู่พลังงานหลัก ให้จับความรู้สึกนี้ให้ดี เพราะวันหนึ่งเราจะกลับมาที่นี่อีก แต่ไม่ทราบว่าเมื่อไร เมื่อพลัง(ดวงจิต)เราพุ่งไปรวมกับพลังสูงสุดเราจะรู้สึกถึงความอบอุ่นที่ยากจะอธิบาย แล้วไม่นานครับ จิต(อาตมัน)เราจะยิงกลับมาที่กายหยาบ(สังขาร)อีกครั้ง ครั้งนี้แหละที่หลายๆคนจะได้พบกับความแปลก เพราะเราจะได้เห็นในสิ่งที่คนหลายคนไม่ได้เห็น นั้นคือตาทิพย์นั้นเองครับ เห็นมั้ยว่า ไม่ยากเลยใช่มั้ยครับ ข้อแนะนำอีกข้อ ในขณะฝึก ถ้าเรามีเพลงประกอบให้จิตได้ฟังตามจะดีมาก ให้เปิดไปเรื่อยๆ วันหนึ่งหูเราจะปิด สมาธิเราจะเข้าได้เร็ว และเมื่อเราอยู่ในที่ชุมชน เราก็สามารถเข้าสมาธิได้เร็วครับ เพราะเราชินกับเสียงเพลงหรือคำสวดแล้ว

    เอาละขอกล่าวถึงเรื่องตาทิพย์แค่นี้ก่อนครับ ผมคิดว่าหลายๆคนคงมีประสบการณ์ไม่ต่างจากผมมาก คงคล้ายๆกันนี้แหละ หรือการฝึกท่านใดไปแปลกไปจากผม ลองนำมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันนะครับ เกือบลืม ท่านั่งสมาธิ ให้นั่งวางมือนิ้วโป้งจีบนิ้วชี้(เน้นอำนาจ บารมี และสงบ) หรือนิ้วโป้งจีบนิ้วกลางนะครับ(เข้าสู่สภาวะสูงสุด) เพราะว่ากระแสปราณเขาจะได้ไหลวนไปมาในร่างกายครับ (วนเป็นเลข แปดแนวนอน) เรื่องนี้ได้คำแนะนำจาก คุรุท่านหนึ่งครับ

    มีเคล็ดอีกเล็กน้อยที่ลืมบอกไป คือ อย่าได้หวังในสิ่งที่ต้องการ เช่นอยากได้ตาทิพย์ เราจะไม่ได้ อยากจะได้หูทิพย์ เราจะไม่ได้ เราอยากได้พลังจากองค์เทพ เราจะไม่ได้ ให้คิดว่าเราจะนั่งเพื่อถวายท่านเพื่อให้ท่านได้รับรู้ถึงการบูชาของเรา เพียงเท่านี้ครับ แล้วถวายการนั่งสมาธิเป็นการถวายเพื่อเป็นบูชาสูงสุด ห้ามคิดว่าจะได้อะไร อย่าไปหวังสิ่งที่จะได้ เพียงเท่านี้ เมื่อเราไม่เกิดความโลภ ความอยากได้ สิ่งที่ต้องการเขาจะมาเอง แล้วก็เมื่อได้สิ่งที่ตนเองได้มาแล้วก็จงอย่าคะนอง(อีโก้) ว่าเรามี เราได้ เราเก่ง ขอให้เรารับรู้ไว้ว่า สิ่งที่เกิดได้ย่อมดับได้เช่นกัน ไม่มีอะไรอยู่กับเราถาวร เราไม่ได้เป็นเจ้าของ กายนี้ก็ไม่ใช่ของเรา แล้วประสาอะไรพลังวิเศษจะเป็นของเรา

    และเมื่อเรามีพลังนี้ ให้ระลึกอยู่เสมอว่า องค์เทพท่านให้เรายืมมา เมื่อใช้เสร็จก็คืนท่านไป อย่าเก็บไว้กับตัว ไม่เช่นนั้น ความหลงจะเกิดขึ้นทันที เมื่อความหลงเกิดขึ้น ความฉิบหายจะตามท่านมา ผมเคยทนงตนเมื่อสมัยได้มาใหม่ๆ เที่ยวอวดไปเรื่อย จนวันหนึ่งผมเจอดีจนได้ ท่านยึดพลังเหล่านี้กลับคืน นับว่าเป็นเวลาที่เราต้องมาทบทวนตัวเราเอง ก็มีเพียงเท่านี้ครับ ที่อยากจะมาบอกไว้ ...และอีกนิด พลังเหล่านี้ ท่านให้เรายืมมาเพื่อช่วยเหลือคน อย่าไปใช้ในทางอบายมุขเด็ดขาด มิฉะนั้นเรื่องร้ายๆจะเกิดกับตัวท่านเช่นเดียวกันครับ เพราะสิ่งที่ผมเขียนบอกนี้ล้วนแล้วผมผ่านมาแล้วทั้งสิ้น เวลาท่านให้ท่านให้เยอะจริงๆ แต่ถ้าท่านเอาคืนแล้ว หมดตัวแน่นอนครับ ขอให้ทุกท่านฝึกให้ได้ทุกคนนะครับ

    http://อาจารย์พีลองภูมิ.com/post.php?id=42
     
  5. ปุณฑ์

    ปุณฑ์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 กันยายน 2008
    โพสต์:
    2,769
    ค่าพลัง:
    +4,683
    ทิพยอำนาจ
    พระอริยคุณาธาร (ปุสโส เส็ง , ปธ. 6)
    วัดป่าเขาสวนกวาง จ.ขอนแก่น
    เรียบเรียง

    วิธีสร้างทิพยอำนาจ ทิพพจักขุ ตาทิพย์

    ทิพยอำนาจข้อนี้ หมายถึงความสามารถในการเห็นรูปทิพย์ เห็นเหตุการณ์ หรือความเป็นไปของสรรพสัตว์ และเห็นสิ่งลี้ลับได้ด้วยอำนาจตาทิพย์ อันบริสุทธิ์เกินกว่าตามนุษย์ธรรมดาท่านเรียกทิพยอำนาจข้อนี้ว่า ทิพพจักขุญาณ แปลว่ารู้เห็นด้วยตาทิพย์หรือเห็นด้วยตาทิพย์ เรียกสั้นๆ ดังตั้งเป็นชื่อข้างบนนี้บ้าง.
    สิ่งที่สามารถในการเห็น หรือมีลักษณะเห็นได้ดังตา ท่านเรียกว่าจักษุทั้งนั้น จะประมวลคำชื่อจักษุที่ท่านกำหนดไว้ในที่ต่างๆ มาไว้ในที่นี้ พร้อมกับอธิบายลักษณะความหมายไว้พอเป็นที่สังเกต ดังต่อไปนี้

    ๑. มังสจักษุ ตาเนื้อ ได้แก่ตาธรรมดาของสามัญมนุษย์ ซึ่งสามารถมองเห็นรูปวัตถุทั้งปวงและสิ่งซึ่งเนื่องด้วยรูปวัตถุ เช่น พยับแดดและแสงสว่างเป็นต้น ความสำคัญของตาเนื้ออยู่ที่จักขุประสาท หรือที่เรียกว่าแก้วตา มิได้อยู่ที่เนื้อตาทั้งหมด หากแต่เป็นสิ่งเนื่องกัน เมื่อส่วนประกอบของดวงตาเสียไปแม้ประสาทจักขุหรือแก้วตายังดีก็จะทำให้รู้สึกมัวฝ้าฟาง มองดูอะไรไม่ค่อยเห็นชัด.

    ๒. ปัญญาจักขุ ตาปัญญา ได้แก่ความรู้ความเห็นเหตุผลและความจริงส่วนสามัญ อันสาธารณะทั่วไปแก่วิญญูชนทั้งปวง ผู้มีปัญญาดีย่อมมองเห็นเหตุผลและความจริงอันเป็นส่วนสามัญได้ง่าย คล้ายมองเห็นด้วยตาธรรมดา ผู้มีปัญญาทรามย่อมมองเห็นเหตุผลและความจริงส่วนสามัญได้ยาก เหมือนคนตาฟางมองเห็นอะไรไม่ถนัดชัดเจนฉะนั้น.

    ๓. ฌานจักขุ ตาฌาน ได้แก่การเห็นสรรพนิมิตในฌานของผู้บำเพ็ญฌาน คล้ายเห็นด้วยตาธรรมดาเป็นที่รู้กันอยู่ในหมู่พุทธศาสนิกชนว่า ตาใน นั่นเอง ตาชนิดนี้ก็สามารถมองเห็นเหตุการณ์ในอดีต อนาคต และปัจจุบันได้ คล้ายคลึงกับตาทิพย์ เป็นแต่ยังไม่บริสุทธิ์เท่าเทียมตาทิพย์ เห็นได้แต่สิ่งหยาบๆ และเห็นได้ในระยะใกล้ คือถ้าเป็นส่วนอดีตก็เป็นอดีตใกล้ ถ้าเป็นอนาคตก็เป็นอนาคตใกล้ ถ้าเป็นส่วนปัจจุบันก็เป็นปัจจุบันใกล้.

    ๔. ทิพพจักขุ ตาทิพย์ ได้แก่ตาของเทพเจ้า หรือบุคคลผู้เจริญฌานสมบูรณ์ด้วยทิพยอินทรีย์ มีภาวะทางใจเสมอด้วยเทพเจ้าแล้ว ตาทิพย์ย่อมสามารถเห็นทิพยรูปทั้งปวง เห็นเหตุการณ์หรือความเป็นไปของบุคคลในระยะไกล ทั้งในส่วนอดีต อนาคต และปัจจุบัน และสามารถเห็นสิ่งซึ่งลี้ลับมีอะไรปกปิดกำบัง กับมองทะลุไปในสิ่งกีดขวางทั้งปวงได้ เกินวิสัยตามนุษย์ธรรมดาหลายล้านเท่า ตาทิพย์นี้เป็นทิพยอำนาจที่มุ่งหมายจะอธิบายในที่นี้.

    ๕. ธัมมจักขุ ตาธรรม ได้แก่วิปัสสนาญาณของพระอริยโสดาบัน ซึ่งมองเห็นทะลุความจริงในด้านโลกว่า ทุกสิ่งที่มีเกิดต้องมีดับ และมองเห็นทะลุความจริงในด้านธรรมว่า ทุกสิ่งไม่มีเกิดต้องไม่มีดับ หมายความว่าเห็นโลกและธรรมทะลุแล้วเชื่อมั่นว่ามีธรรมชาติไม่มีทุกข์ ซึ่งตรงกันข้ามกับโลกซึ่งเป็นธรรมชาติมีทุกข์ เป็นผู้หยั่งลงสู่กระแสธรรม ดำเนินตรงไปสู่ด้านปราศจากทุกข์ได้อย่างไม่ยอมถอยหลัง มีหวังบรรลุภูมิที่ปราศจากทุกข์ได้แน่นอนแล้ว.

    ๖. ญาณจักขุ ตาญาณ ได้แก่ปรีชาสามารถหยั่งรู้หยั่งเห็นเหตุผล และความจริงส่วนวิสามัญทั้งในด้านโลกและด้านธรรมยิ่งๆ ขึ้นของพระอริยบุคคลชั้นสูงกว่าพระโสดาบัน ต่ำกว่าพระอรหันต์ สามารถบรรเทาราคะ โทสะ โมหะ ให้เบาบางไปจากขันธสันดานได้มากยิ่งกว่าภูมิพระโสดาบัน ไตรลักษณญาณเกือบจะแจ่มแจ้งทุกประการแล้ว ความเห็นลักษณะความไม่เที่ยง และความเป็นทุกข์ของโลกแจ่มแจ้งแก่ใจแล้ว แต่ความเห็นลักษณะความเป็นอนัตตาของโลกยังไม่แจ่มแจ้งแก่ใจ ยังมัวซัวในบางสิ่ง อวิชชาจึงยังเหลืออยู่ในขันธสันดาน เป็นเหตุให้มีอุปาทานในทุกข์เป็นบางส่วน.

    ๗. พุทธจักขุ ตาพุทธะ ได้แก่ปรีชาญาณที่สามารถมองเห็นโลกและธรรมตามความเป็นจริงได้หมดทุกแง่ทุกมุมแล้ว สามารถสังหารอวิชชาขาดเด็ดจากขันธสันดาน บรรลุถึงภูมิพระนิพพาน ดับทุกข์โศกโรคภัยได้หมดแล้ว ถึง “ความเป็นแก้ว” ดวงหนึ่งในจำนวนแก้ว ๓ ดวง คือพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ และสังฆรัตนะ ผู้บรรลุถึงภูมินี้เรียกว่าพระอรหันต์ มีจิตใจบริสุทธิ์ดุจแก้วมณีโชติ เป็นผู้ตื่นตัวเต็มที่แล้ว หายละเมอเพ้อฝันแล้ว เมื่อใจบริสุทธิ์ดุจแก้วมณีโชติ แม้ปรีชาญาณของท่านก็บริสุทธิ์ดุจแก้วเช่นเดียวกันฉะนั้น เมื่อจะสมมติให้เข้าใจง่าย ข้าพเจ้าจึงพอใจเรียกว่าตาแก้ว เป็นตาของท่านผู้ตื่นตัวเต็มที่แล้วจำพวกเดียว เป็นตาที่สามารถมองเห็น “พระแก้ว” คือ“วิสุทธิเทวา” บรรดาที่ปรินิพพานไปแล้ว ทั้งสามารถฟังเสียงพระแก้วได้ด้วย เป็นตาที่ดีวิเศษประเสริฐสูงส่งกว่าตาทิพย์ เพราะเทพเจ้าธรรมดาซึ่งมีตาทิพย์ไม่สามารถมองเห็นพระแก้ว คือพระอรหันต์ และไม่สามารถได้ยินเสียงของท่านด้วย เว้นแต่เทพเจ้าผู้บรรลุถึงภูมิพระแก้วบางพระองค์เท่านั้น.

    ๘. สมันตจักขุ ตารอบด้าน ได้แก่พระสัพพัญญุตัญญาณ พระอนาวรญาณ พระทศพลญาณและพระเวสารัชชญาณ ของพระบรมศาสดาจารย์สัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเป็นพระญาณครอบสากลโลกสากลธรรม สมด้วยคำยอพระเกียรติพระองค์ว่า โลกจักขุ โลกันตทัสสี ทรงเห็นโลก ทรงเห็นที่สุดโลก คนธรรมดาอยู่ในโลกแต่ไม่เห็นโลก จึงกระทบกระทั่งกับโลกร่ำไป ส่วนพระบรมศาสดาทรงเห็นโลกแล้วจึงไม่กระทบกระทั่งกับโลก นักธรรมสามัญทั้งหลายแม้ศึกษาธรรม ประพฤติธรรมแต่ก็ยังไม่เห็นธรรมถูกถ้วนทุกแง่ทุกมุม จึงกระทบกระทั่งกับธรรมร่ำไป ส่วนพระบรมศาสดาทรงเห็นธรรมถูกถ้วนทุกแง่ทุกมุม จึงไม่กระทบกระทั่งกับธรรม ทรงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับธรรมเสมอไป พระเนตรคือพระปรีชาญาณของพระองค์แจ่มใสที่สุด สามารถมองเห็นได้กว้างไกลที่สุดโดยรอบทุกทิศทุกทาง มองทะลุไปทั่วสากลจักรวาล ยิ่งกว่าตาของท้าวพันตาหลายล้านเท่า ยิ่งกว่าตาของท้าวมหาพรหมผู้เป็นประชาบดีใหญ่ยิ่งในหมู่ประชาสัตว์หลายแสนเท่า ทรงมองเห็นเหตุการณ์เบื้องหลังที่ผ่านมาแล้วได้ไกลประมาณแสนโกฏิอสงไขยกัป ทรงเห็นเหตุการณ์เบื้องหน้าที่จะมาถึงได้ไกลประมาณแสนโกฏิอสงไขยกัปเช่นเดียวกัน ทรงเห็นเหตุการณ์จำเพาะหน้าได้ถ้วนถี่ทุกประการ และทรงเห็นเหตุผลได้ละเอียดถี่ถ้วนที่สุด จึงทรงสามารถบัญญัติพระธรรมวินัยไว้เป็นหลักศึกษาแก่พุทธเวไนยได้ประณีตบรรจง สมบูรณ์ด้วยอรรถพยัญชนะ พร้อมพรั่งด้วยเหตุและผล ทนต่อการพิสูจน์ของนักปราชญ์ ไม่มีใครอาจค้านติงได้ สมกับคำยอพระเกียรติว่า สมันตจักขุ พระผู้มีจักษุรอบด้านแท้เทียว.

    ต่อ...
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 18 สิงหาคม 2014
  6. ปุณฑ์

    ปุณฑ์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 กันยายน 2008
    โพสต์:
    2,769
    ค่าพลัง:
    +4,683
    นอกจากความรู้เห็นเหตุการณ์ในส่วนอดีตและอนาคตแล้ว ยังมีความรู้เห็นเป็นส่วนปัจจุบันเฉพาะหน้าอีกด้วย ผู้มีจิตใจเป็นสมาธิแน่วแน่จะสามารถรู้เห็นเหตุการณ์อันจะเกิดขึ้นในวันหนึ่งๆ ได้ล่วงหน้าก่อนที่เหตุการณ์นั้นจะมาถึง คล้ายชาวประมงรู้จักคลื่นภัยจากปลาใหญ่ในทะเลฉะนั้น เหตุการณ์ประจำวันโดยมากเป็นเหตุการณ์เล็กน้อยไม่สลักสำคัญ ถ้าเป็นเหตุการณ์ใหญ่โตสลักสำคัญ จะมีเงามาปรากฏล่วงหน้านานๆ ผู้มีญาณจะเห็นภาพเหตุการณ์นั่นล่วงหน้าแต่เวลาเนิ่นๆ ญาณทั้ง ๓ ส่วนนี้แหละเป็นส่วนประกอบของทิพพจักขุญาณ ฉะนั้น จะได้กำหนดลักษณะญาณ ๓ ประการนี้ไว้พอเป็นที่สังเกตของผู้สนใจศึกษา ดังต่อไปนี้

    ๑. อตีตังสญาณ ปรีชาหยั่งเห็นเหตุการณ์ในส่วนอดีตกาลนานไกล มีลักษณะให้มองเห็นภาพเหตุการณ์ที่ล่วงมาแล้วขึ้นในมโนทวาร แล้วรู้ว่าเป็นเหตุการณ์อะไร แต่ครั้งไหน บุคคลผู้มีญาณชนิดนี้เมื่อไปที่ไหนจะทราบเรื่องราวของที่นั้นในสมัยอดีตตามความเป็นจริง เหมือนตนเองได้เห็นมา ถ้าเป็นนักประวัติศาสตร์จะสามารถเขียนบรรยายเหตุการณ์บ้านเมืองนั้นๆ ในสมัยอดีตได้ดีเป็นที่น่าอัศจรรย์ เหตุการณ์ที่ล่วงมาแล้วนับตั้งหลายพันปี หรือยิ่งกว่าก็ตาม ภาพของเหตุการณ์นั้นๆ ยังเหลือติดอยู่กับที่นั้นไม่ลบเลือนไปตามกาลเวลา จิตใจของคนผู้อยู่อาศัยสถานที่นั้นในสมัยนั้นเป็นอย่างไรก็ย่อมทิ้งกระแสให้ตราติดอยู่กับวัตถุสถานหรือพื้นภูมินั้น ไม่ลบเลือนไปง่ายๆเช่นเดียวกัน อนึ่งบุคคลผู้เคยอยู่อาศัยสถานที่นั้น แม้ตายไปแล้วตั้งนานๆ วิญญาณของเขาก็ยังเฝ้าแฝงอยู่ ณ ที่นั้นก็มี สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้มีญาณสามารถเห็นและรู้สึกทางมโนสัมผัสได้ จึงสามารถรู้เรื่องราวขึ้นได้ ข้าพเจ้าขอให้ข้อสังเกตสำหรับผู้ได้อบรมจิตในทางสมาธิเพื่อกำหนดรู้เหตุการณ์ในอดีต ดังต่อไปนี้
    ถ้าท่านไปพัก ณ ที่ใด ถ้าที่นั้นเป็นที่ซึ่งท่านเคยอยู่อาศัย หรือเคยเกิดตายมาแล้ว เมื่อท่านทำความสงบใจแม้เพียงขั้นอุปจารสมาธิเท่านั้น ภาพเหตุการณ์ในอดีตจะมาปรากฏเกิดขึ้นในมโนทวาร เหมือนภาพบนจอภาพยนตร์ฉะนั้น แล้วจะเกิดญาณหยั่งรู้ตามภาพนั้นขึ้นในลำดับ ถ้าไม่รู้พึงกำหนดถามในใจว่าเป็นภาพอะไรเมื่อไร แล้วทำความสงบต่อไปให้เข้าถึงขีดขั้นของฌานที่ ๔แล้วเคลื่อนจิตออกมาเพียงขั้นอุปจารสมาธิ ก็จะเกิดญาณหยั่งรู้ขึ้นตามเป็นจริง ถ้าท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญทางจิต จะกินเวลาเพียงไม่กี่นาทีก็ทราบเรื่องตลอด ถ้าที่นั้นมิได้เกี่ยวข้องกับชีวิตของท่านในกาลอดีตมาเลย จะไม่มีภาพเช่นนั้นปรากฏขึ้นเอง ถ้าท่านอยากทราบว่าในอดีตที่นั้นเคยเป็นอะไร พึงทำความสงบใจถึงขั้นอุปจารสมาธิ แล้วกำหนดถามในใจว่า ที่นี้เคยเป็นอะไร แล้วทำความสงบใจต่อไปจนถึงขีดขั้นของฌานที่ ๔ ยั้งอยู่ในฌานพอสมควรแล้ว จึงเคลื่อนจิตถอยออกมาถึงขั้นอุปจารสมาธิ ภาพเหตุการณ์ในอดีตก็จะปรากฏขึ้นตามเป็นจริง ถ้าที่นั้นเคยเป็นอะไรมาก่อนก็จะปรากฏภาพ และจะเกิดญาณหยั่งรู้ขึ้น ถ้ายังไม่รู้ก็พึงปฏิบัติโดยนัยก่อนก็จะรู้เรื่องได้....
    .....

    ๒. อนาคตังสญาณ ปรีชาหยั่งเห็นเหตุการณ์ในอนาคตไกล มีลักษณะมองเห็นภาพเหตุการณ์อันจะมีในอนาคตซึ่งปรากฏชัดในมโนทวาร แล้วหยั่งรู้ว่าเป็นเหตุการณ์อะไร จะเกิดขึ้นเมื่อไร ณ ที่ไหน บุคคลผู้มีญาณชนิดนี้สามารถพยากรณ์เหตุการณ์อนาคตได้แม่นยำดุจตาเห็น ดังสมเด็จพระบรมศาสดาทรงพยากรณ์ว่า บ้านปาฏลีจะเป็นที่แก้ห่อสินค้าในอนาคต และจะเป็นมหานครเจริญรุ่งเรือง ซึ่งต่อมาไม่นานก็เป็นจริงดังพยากรณ์ ทุกวันนี้ก็ยังคงเป็นเมืองท่าที่สำคัญแห่งหนึ่งของอินเดีย คือปัฏนา ซึ่งแต่ก่อนเรียกว่าเมืองปาฏลีบุตร เป็นนครหลวงของอินเดีย รุ่งเรืองที่สุดในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชครองชมพูทวีป...
    ......

    ๓. ปัจจุปันนังสญาณ ปรีชาหยั่งรู้หยั่งเห็นเหตุการณ์ในปัจจุบัน มีลักษณะให้มองเห็นภาพเหตุการณ์อันจะเกิดขึ้นในระยะกาลใกล้ๆ และรู้ได้ว่าเป็นเหตุการณ์อะไร จะเกิดขึ้นที่ไหน อย่างไรกับมีลักษณะให้มองเห็นเหตุการณ์จำเพาะหน้าได้แจ่มแจ้ง มีปฏิภาณทันเหตุการณ์นั้นๆ ด้วยบุคคลผู้มีญาณชนิดนี้จะสามารถนำชีวิตผ่านเหตุการณ์ที่น่าหวาดเสียวไปได้อย่างน่าอัศจรรย์ ซึ่งไม่นึกไม่ฝันว่าจะเป็นไปได้ จะมีปฏิภาณทันกับเหตุการณ์ทุกครั้งไป เหตุการณ์ที่จะมีขึ้นในชีวิตประจำวันย่อมปรากฏเป็นภาพนิมิตในขณะหลับหรือในขณะทำสมาธิ มีลักษณะที่พึงสำเหนียกดังต่อไปนี้
    (๑.) กามคุณ คือลาภผลสักการะ มักจะปรากฏภาพนิมิตเป็นภาพสตรี เด็ก ดอกไม้ มือ อุจจาระ น้ำหลาก ขึ้นในมโนทวารขณะทำความสงบใจ หรือมิฉะนั้นก็ในขณะหยั่งลงสู่ความหลับ ถ้าภาพที่เห็นเป็นสิ่งประณีตบรรจง ลาภผลสักการะที่จะบังเกิดก็ประณีตบรรจง ถ้าเป็นภาพสิ่งสกปรกลามก ลาภผลสักการะที่จะบังเกิดก็สกปรกเศร้าหมอง ถ้าเป็นภาพน้ำหลากจะเกิดลาภผลสักการะเหลือเฟือ ถ้าในขณะที่ภาพนิมิตปรากฏนั้นใจสะเทือน แสดงว่าจะเกิดความยินดียินร้ายในลาภผลสักการะ ถ้าใจเฉยๆ ก็จะมีอุเบกขาธรรมในอารมณ์คือลาภผลสักการะนั้น.
    (๒.) นินทา ปสังสา คือความนินทาและสรรเสริญ เมื่อจะเกิดขึ้นมักจะปรากฏเป็นภาพช้างเยี่ยมหน้าต่าง ส่องกระจก หรือมองเห็นหน้าตาตัวเอง ขึ้นในมโนทวารขณะทำความสงบใจหรือขณะหยั่งลงสู่ความหลับ ถ้าปรากฏว่าใจสะเทือนต่อภาพนิมิตนั้น แสดงว่าจะเกิดความยินดียินร้ายในนินทาหรือสรรเสริญนั้น ถ้าใจเฉยๆ แสดงว่าจะมีอุเบกขาธรรมในนินทาและสรรเสริญ.
    (๓.) สุขัญจทุกขัง คือความสุขและความทุกข์จะเกิดขึ้น มักจะปรากฏภาพนิมิตเป็นอากาศโปร่ง ที่อยู่สวยงาม น้ำพุพุ่งเป็นฝอย แสดงว่าจะอยู่เย็นเป็นสุขสบาย ถ้าภาพนิมิตปรากฏเป็นภาพลุยโคลนตม เดินที่ชื้นแฉะ นอน แต่งตัวด้วยอาภรณ์ใหม่ๆ ปลงผม กินอาหาร แสดงว่าจะเกิดเจ็บป่วยไม่ผาสุกสบายขึ้น ถ้าปรากฏว่าใจสะเทือนต่อภาพนิมิตแสดงว่าจะเกิดความยินดียินร้ายในสุขและทุกข์ ถ้าใจเฉยๆ แสดงว่าจะมีอุเบกขาธรรมในสุขและทุกข์นั้น.
    (๔.) กิจจากิจจัง คือการทำสิ่งเป็นประโยชน์และไร้ประโยชน์จะเกิดขึ้น มักจะปรากฏภาพนิมิตเป็นภาพเดินบนสะพาน เห็นรั้วเห็นสะพาน เห็นกำแพง ข้ามรั้วกำแพง มีสิ่งขวางหน้า แสดงว่าจะได้ทำกิจเป็นประโยชน์หรือไร้ประโยชน์ตามลักษณะนิมิตนั้น ถ้าใจสะเทือนในขณะภาพนิมิตปรากฏแสดงว่าจะเกิดความยินดียินร้ายในการทำกิจ ถ้าใจเฉยๆ แสดงว่าจะมีอุเบกขาธรรมในขณะทำกิจนั้นๆ.
    (๕.) ยสายสัง คือความมียศและความไร้ยศจะเกิดขึ้น มักปรากฏภาพนิมิตเป็นภาพไต่ภูเขาปีนที่สูง ขั้นบันได ขึ้นปราสาท ขึ้นเจดีย์ แสดงว่าจะได้ยกย่องเชิดชูไว้ในตำแหน่งหรือเกียรติ ถ้าปรากฏภาพว่าไต่ป่ายปีนหรือขึ้นที่นั้นๆ ด้วยความลำบากและลื่นไถลพลัดตกลง แสดงว่าจะเสื่อมความยกย่องในตำแหน่งหรือเกียรติ หรือถึงกับเสียยศเสียศักดิ์ทีเดียว ถ้าใจสะเทือนในขณะปรากฏภาพนิมิต จะเกิดความยินดียินร้ายในยศหรืออยศนั้น ถ้าใจเฉยๆ ก็จะมีอุเบกขาธรรมในยศหรืออยศที่เกิดขึ้นนั้น.
    (๖.) ชยาชยัง คือความมีชัย-ปราชัยจะเกิดขึ้น มักจะเกิดภาพนิมิตเป็นภาพพายเรือในน้ำหรือบนบก ลอยคอในน้ำ ถ้าพายเรือในน้ำจะปราชัย ถ้าพายเรือบนบก หรือลอยคอในน้ำจะได้ชัยชนะ ถ้าในขณะปรากฏภาพนิมิตนั้นใจสะเทือนก็จะเกิดความยินดียินร้ายในชัยชนะหรือปราชัยถ้าใจเฉยๆ ก็จะมีอุเบกขาธรรมในชัยชนะหรือปราชัยนั้น.

    ได้นำลักษณะภาพนิมิตและการตีความหมายมาไว้ให้สังเกตเพียงบางส่วน ผู้สนใจพึงศึกษาสำเหนียกด้วยตนเองก็จะทราบได้ดี ข้อสำคัญอย่าตั้งความรังเกียจและอย่าติดนิมิตอันเกิดขึ้น พึงวางใจเป็นกลางแล้วศึกษาสำเหนียกเพื่อรู้เท่าทัน ก็จะเกิดญาณในส่วนปัจจุบันอย่างดีในกาลต่อไป.

    ต่อ...
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 18 สิงหาคม 2014
  7. ปุณฑ์

    ปุณฑ์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 กันยายน 2008
    โพสต์:
    2,769
    ค่าพลัง:
    +4,683
    เมื่อได้ทราบลักษณะทิพพจักขุพอสมควรเช่นนี้ ย่อมเป็นการเพียงพอที่จะทราบวิธีปลูกสร้างทิพพจักขุต่อไป ได้กล่าวไว้หลายแห่งแล้วว่า ที่ตั้งของทิพยอินทรีย์นั้นคือจิตใจ เมื่อบริสุทธิ์ทิพยอินทรีย์ก็บริสุทธิ์เช่นเดียวกัน ฉะนั้น จุดของการปลูกสร้างทิพพจักขุคือจิตใจ ในการฝึกจิตเพื่อให้เกิดทิพพจักขุ มีลำดับขั้นดังต่อไปนี้

    ๑. อาศัยอิทธิบาทภาวนา เป็นกำลังฝึกจิตใจให้ได้สมาธิถึงฌานที่ ๔ เป็นอย่างต่ำ ทำการเจริญฌานนั้นให้ชำนิชำนาญด้วยขั้นทั้ง ๕ ของฌานจนได้เจโตวสี มีอำนาจทางใจ ดังกล่าวไว้ในบทที่

    ๒.เจริญกสิณ อันเป็นเครื่องนำทิพพจักขุโดยเฉพาะ ช่ำชองจนเป็นปฏิภาคนิมิต กสิณ อันเป็นเครื่องนำทิพพจักขุนี้มี ๓ ประการ คือ
    (๑) เตโชกสิณ.
    (๒) โอทาตกสิณ.
    (๓) อาโลกกสิณ.
    วิธีปฏิบัติกสิณได้กล่าวไว้แล้วในบทที่ ๓ ในบรรดากสิณ ๓ ประการ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า อาโลกกสิณเป็นเยี่ยมที่สุด ปราชญ์ฝรั่งนิยมใช้ลูกแก้วหรือน้ำใสๆ เป็นเครื่องนำทิพพจักขุก็น่าจะเข้ากันได้ เพราะแสงสว่างกับแก้วย่อมคล้ายคลึงกัน ข้าพเจ้าไม่ขอแนะนำในการเพ่งลูกแก้วและน้ำตามวิธีฝรั่ง เพราะได้มีผู้เขียนไว้แล้ว ผู้ต้องการจะหาอ่านได้.

    ๓. เมื่อได้กสิณอันเป็นเครื่องนำทิพพจักขุประการใดประการหนึ่งแล้ว ถ้าเป็นเตโชกสิณและโอทาตกสิณพึงเจริญให้ยิ่ง จนปรากฏดวงกสิณเป็นสีขาวใสบริสุทธิ์ก่อน จึงจะฝึกเพื่อทิพพจักขุได้ ถ้าเป็นอาโลกกสิณเมื่อได้แม้เพียงขั้นอุคคหนิมิตปรากฏก็เป็นแสงใสพอควร เมื่อจิตสงบถึงขั้นอัปปนา ก็จะเป็นแสงใสบริสุทธิ์ เป็นที่ตั้งแห่งทิพพจักขุได้ ต่อนั้นไปพึงฝึกทิพพจักขุโดยวิธีอธิเทวญาณทัสสนะ ดังกล่าวมาแล้ว คือ
    (๑.) ทำโอภาสให้มีประมาณมาก และให้เป็นแสงใสบริสุทธิ์ได้เท่าไรยิ่งดี แผ่รัศมีโอภาสไปเป็นปริมณฑลรอบๆ ตัวให้ได้กว้างขวางที่สุด.
    (๒.) สำเหนียกในใจเพื่อเห็นรูปทิพย์ไว้เสมอ เมื่อเห็นแล้วพึงพยายามยั้งอยู่ในสมาธิอันมีสมรรถภาพให้เห็นรูปทิพย์ได้นั้นให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้ พึงศึกษาสำเหนียกเหตุให้สมาธิเคลื่อน ดังที่ตรัสแก่พระอนุรุทธเถระนั้นให้ดี แล้วพยายามกำจัดเหตุเช่นนั้นให้หายไป เหตุให้สมาธิเคลื่อนที่ตรัสแก่พระอนุรุทธะ มีในอุปักกิเลสสูตร ตรัสไว้ ๑๐ อย่าง คือ
    (๑) วิจิกิจฉา ความสงสัย
    (๒) อมนสิการ ความไม่เอาใจใส่
    (๓) ถีนมิทธะ ความท้อแท้ซบเซา
    (๔) ฉัมภิตัตตะ ความหวาดสะดุ้ง
    (๕) อุมพิละ ความตื่นเต้น
    (๖) ทุฏฐุลละ ความหยาบกระด้าง
    (๗) อัจจารัทธวิริยะ ความเพียรเกินไป
    (๘) อติลีนวิริยะ หย่อนความเพียรเกินไป
    (๙) นานัตตสัญญา ใส่ใจมากอย่างยิ่ง
    (๑๐) อติชฌายิตัตตัง รูปานัง เพ่งรูปมากเกินไป
    (๓.) พึงสำเหนียกเพื่อรู้เรื่องเกี่ยวกับเทพเจ้าที่ได้พบเห็นนั้นให้รู้เรื่องตลอด อนุโลมตามวิธีที่ข้าพเจ้ากล่าวไว้ในข้อว่าด้วยอตีตังสญาณ และอนาคตังสญาณ นั้นเรื่อยๆ ไป.

    ๔. เพื่อป้องกันมิให้หลงตนลืมตัว พึงเจริญอภิภายตนะ ๘ ประการ ต่อไปนี้ด้วย คือ
    (๑) เมื่อท่านใส่ใจรูปธรรมอันใดอันหนึ่ง ณ ภายในจนจิตใจเป็นหนึ่ง จะเกิดเห็นรูปกายภายนอกเพียงนิดหน่อย ซึ่งมีพรรณะดีหรือเลวแล้ว พึงกำหนดใจไว้เสมอว่าเราเป็นผู้รู้เห็นครอบงำรูปเหล่านั้นดังนี้เสมอไป.
    (๒) ทำดังข้อหนึ่ง ได้เห็นรูปกายภายนอกมากมายมีพรรณะดีหรือเลวแล้ว พึงกำหนดใจไว้ดังในข้อ ๑ เสมอไป.
    (๓) เมื่อท่านใส่ใจอรูปธรรมอันใดอันหนึ่ง ณ ภายในจนใจเป็นหนึ่ง เกิดเห็นรูปกายภายนอกนิดหน่อย มีพรรณะดีหรือเลวแล้ว พึงกำหนดใจไว้ดังในข้อ ๑ เสมอไป.
    (๔) ทำเหมือนข้อ ๓ ได้เห็นรูปภายนอกมากมาย มีพรรณะดีหรือเลวแล้ว พึงกำหนดใจไว้ดังในข้อ ๑ เสมอไป.
    (๕-๘) ทำเหมือนข้อ ๓ ได้เห็นรูปภายนอกประกอบด้วยสีต่างๆ คือ เขียว เหลือง แดง ขาวผ้าสีเขียว เหลือง แดง ขาว และเครื่องประดับสีเขียว เหลือง แดง ขาว แล้วพึงกำหนดใจไว้เสมอไปว่า เรารู้เห็นครอบงำรูปเหล่านั้น ดังนี้ ความหลงตนลืมตัวก็จะถูกกำจัดไป เป็นไปเพื่อรู้ยิ่งเห็นจริงสิ่งควรรู้ควรเห็นยิ่งขึ้น ไม่ติดอยู่ในสิ่งได้รู้ได้เห็นนั้นๆ หรือไม่หลงไปว่าสิ่งนั้นๆ เป็นตัวเป็นตนของตน หรือเป็นของๆ ตน.

    ๕. เมื่อเจริญกสิณอันเป็นเครื่องนำทิพพจักขุโดยเฉพาะประการใดประการหนึ่ง จนถึงชั้นฌานที่ ๔ ก็ดี เจริญกรรมฐานอันใดอันหนึ่งอื่นๆ จนได้ฌานที่ ๔ ก็ดี นับว่าได้บรรลุภูมิอันเป็นที่ตั้งแห่งทิพยอำนาจแล้ว เมื่อจะน้อมไปเพื่อทิพพจักขุต่อไปพึงสำเหนียกก่อนว่าฌานที่ ๔ นั้น จิตใจใสสะอาดปราศจากราคีแล้ว มีรัศมีสว่างแลเห็นกายและใจตนเองได้ชัดเจนแล้วพึงฝึกแผ่รัศมีสว่างนั้นให้เป็นปริมณฑลออกไปรอบๆ ตัวให้กว้างขวางไกลที่สุดจนสุดขอบจักรวาลได้ยิ่งดี และพึงอยู่ด้วยอาโลกสัญญานั้นทั้งกลางคืนและกลางวันเนืองๆ ทำใจให้เปิดเผยทุกเมื่อ อย่ายอมให้ความรู้สึกที่ทำใจให้ห่อเหี่ยวมัวซัวมาครอบงำเป็นอันขาด จิตใจเมื่อได้รับอบรมด้วยแสงสว่างอยู่อย่างนี้ ย่อมเป็นใจบริสุทธิ์ผ่องใส มีรัศมีแจ่มใสยิ่ง เปรียบดังแก้วมณีโชติฉะนั้น เมื่อนั้นทิพพจักขุอันบริสุทธิ์เกินกว่าจักขุสามัญมนุษย์ก็เกิดขึ้นได้ รู้เห็นอะไรๆ เกินวิสัยสามัญมนุษย์ดังกล่าวมาแล้ว ถ้าปุถุชนได้ทิพพจักขุมักจะลำบากเมื่อเห็นสิ่งน่ากลัว เช่นยักษ์ ใจหวาดสะดุ้งแล้วสมาธิย่อมเคลื่อน ทิพพจักขุย่อมหายไปฉะนั้น เมื่อได้แล้วอย่าพึงวางใจ พึงเจริญธรรมยิ่งๆ ขึ้นไป.

    อ่านแบบไม่คัดย่อ หรือตัดต่อ..
    http://www.dharma-gateway.com/monk/preach/misc/%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%88-12.htm
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 18 สิงหาคม 2014
  8. ปุณฑ์

    ปุณฑ์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 กันยายน 2008
    โพสต์:
    2,769
    ค่าพลัง:
    +4,683
    โดยทั่วไปมักนิยมพูดว่าตาปัญญา เป็นตาของพระอริยะ
    แต่ก็มีบ้างว่าเป็นตาของคนมีปัญญาที่เป็นปุถุชน
    ส่วนที่เรียกญาณทิพย์ นิยมเรียกในส่วนโลกียฌานไปเสีย

    ในที่นี้ พระอริยคุณาธาร ปุสโส เส็ง
    ใช้ ตาธรรม ตาญาณ ตาพุทธะ เป็นตาพระเสขะและพระอเสขะ

    ตาฌาน(ตาใน) ไม่สู้ตาทิพย์
    ตาทิพย์(ตาเทพ) ไม่สู้ตาธรรม
    ตาธรรม(ตาพระโสดาบัน) ไม่สู้ตาญาณ
    ตาญาณ(ตาพระอริยะขั้นกลาง) ไม่สู้ตาพุทธะ
    ตาพุทธะ(ตาพระอรหันต์) ไม่สู้ตาสัพพัญญู
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 18 สิงหาคม 2014
  9. ปุณฑ์

    ปุณฑ์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 กันยายน 2008
    โพสต์:
    2,769
    ค่าพลัง:
    +4,683
    ๔. ทิพพจักขุ ตาทิพย์ ได้แก่ตาของเทพเจ้า หรือบุคคลผู้เจริญฌานสมบูรณ์ด้วยทิพยอินทรีย์ มีภาวะทางใจเสมอด้วยเทพเจ้าแล้ว ตาทิพย์ย่อมสามารถเห็นทิพยรูปทั้งปวง เห็นเหตุการณ์หรือความเป็นไปของบุคคลในระยะไกล ทั้งในส่วนอดีต อนาคต และปัจจุบัน และสามารถเห็นสิ่งซึ่งลี้ลับมีอะไรปกปิดกำบัง กับมองทะลุไปในสิ่งกีดขวางทั้งปวงได้ เกินวิสัยตามนุษย์ธรรมดาหลายล้านเท่า ตาทิพย์นี้เป็นทิพยอำนาจที่มุ่งหมายจะอธิบายในที่นี้.
    ..

    น่าสนใจว่า พระอริยคุณาธาร ปุสโส เส็ง
    เรียกตาทิพย์ ว่าเป็นตาเทพเจ้า..
    แสดงว่า ตาที่สามารถเห็นโลกสามได้นั้น มีอำนาจประดุจเทพเจ้า
    ซึ่งมักไปเห็นนรกสวรรค์ ผีวิญญาณ อสูรกาย ไปถึงเทพพรหมต่างๆ
    และมักได้พบเทพพรหม ครูอาจารย์ ในสายตน หรือที่ตนนับถือ..
    แต่กระนั้น ก็ยังไม่ใช่ตาที่เห็นความจริงทางโลกุตตรธรรมอย่างพระอริยะ ที่ทำให้คลายจางกิเลส เพราะตระหนักในกฎไตรลักษณ์(ของรูปนาม) แต่หากท่านมีตาทิพย์ก็นำพามาใช้ประโยชน์ได้..

    ถ้าฝึกตาทิพย์แล้ว ก็ฝึก ตาธรรม ตาญาณ ตาพุทธะ ไปด้วยก็แล้วกัน
    จะได้ไม่ลำพองฤทธิ์ จนเข้าข่ายตกอบายได้.. นะจ๊ะๆ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 18 สิงหาคม 2014
  10. ปุณฑ์

    ปุณฑ์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 กันยายน 2008
    โพสต์:
    2,769
    ค่าพลัง:
    +4,683
    ตาใน ตาฌาน ที่ไม่บริสุทธ์เท่า ตาทิพย์
    ทำให้คิดถึง กายฝัน(1ใน18 กาย) กายฝันไปในที่ต่างๆในฝัน ซึ่งไม่แจ่มชัด เท่า กายทิพย์ ที่ไปมาจริง แต่เป็นเพียงไปในฝัน... ??? ..หลายคนไม่อาจถอดกายทิพย์ได้ แต่กลับได้ท่องเที่ยวไปในอดีตอนาคตผ่านความฝัน รวมถึงติดต่อภพภูมิได้ด้วยกายฝัน... ดูใกล้เคียงมโนครึ่งกำลัง..?? คล้ายจริงคล้ายคิดคล้ายจินตนาการ??

    ..

    ที่จริงพอมีประสบการณ์บ้าง เกี่ยวกับตาที่สาม
    คือเวลาทำกรรมฐานติดต่อกันหลายวัน จะมีความรู้สึกเย็นซ่าน(อย่างรุนแรง)บริเวณตาที่สามเสมอ
    บางเวลาทั่วไป หากเผลอๆไม่คิดอะไร จะสว่างวาบที่บริเวณนี้ทำให้ต๊กกะใจขึ้นมา
    เป็นคนที่เพียงฝันถึงอดีตอนาคตประปราย ไม่ได้โดดเด่นอะไร
    เคยฝึกสมาธิตอนนอนจนนอนในฌานได้อยู่ ไม่บ่อยเพราะยาก...
    แต่ทำไม เราไม่ก้าวหน้าไปไหนกะเขาสักที.. ไม่เข้าใจ
    ทำสมาธิก็ไปที่แสงสว่างแล้วก็จบตรงนั้นแค่นั้น (สงสัยจะอรูป2)

    ก็นะ ถ้าอยากมี ก็ต้องมีความเพียร ก็ต้องฝึก..อ่ะจ๊ะ..
    ใครสนใจ ก็ไม่ต้องสนใจของเก่าใหม่ เพราะมีแต่ปัจจุบันเท่านั้นที่เป็นความจริง
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 18 สิงหาคม 2014
  11. octobernism

    octobernism เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    10 มกราคม 2012
    โพสต์:
    36
    ค่าพลัง:
    +150
    ขอบคุณ จขกท. ครับ อ่านแล้วก็ชื่นใจ
     
  12. ปุณฑ์

    ปุณฑ์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 กันยายน 2008
    โพสต์:
    2,769
    ค่าพลัง:
    +4,683
    ...ไม่ให้บูชาพ่อแม่ หรือผู้มีคุณด้วยหรือเปล่า..?
    กรรมฐาน 40
    แบ่งเป็น กสิณ10 อสุภะ10 อนุสสติ10 อัปปมัญญา4 อาหารเรปฏิกูลสัญญา1 จตุธาตุวัฏฐาน1 อรูป4

    ..
    อนุสติ 10 คือ อารมณ์ดีงามที่ควรระลึกถึงเนืองๆ ได้แก่ พุทธานุสติ ธัมมานุสติ สังฆานุสติ สีลานุสติ จาคานุสติ เทวตานุสติ มรณสติ กายคตาสติ อานาปานสติ อุปสมานุสติ

    รายละเอียด อนุสติทั้งสิบ[แก้]

    1. พุทธานุสติ - ระลึกถึงพระพุทธเจ้า คือน้อมจิตระลึกถึง และพิจารณาคุณของพระองค์
    2. ธัมมานุสติ - ระลึกถึงพระธรรม(คำสั่งสอนของพระพุทธองค์) คือน้อมจิตระลึกถึง และพิจารณาคุณของพระธรรม
    3. สังฆานุสติ - ระลึกถึงพระสงฆ์ คือน้อมจิตระลึกถึง และพิจารณาคุณของพระสงฆ์
    4. สีลานุสติ - ระลึกถึงศีล และพิจารณาศีลของตนที่ได้ประพฤติบริสุทธิ์ ไม่ด่างพร้อย
    5. จาคานุสติ - ระลึกถึงจาคะ ทานที่ตนได้บริจาคแล้ว และพิจารณาเห็นคุณธรรม คือความเผื่อแผ่เสียสละที่มีในตน
    6. เทวตานุสติ - ระลึกถึงเทวดา หมายถึงเทวดาที่ตนเคยได้รู้ได้ยินมา และพิจารณาเห็นคุณธรรมซึ่งทำคนให้เป็นเทวดา ตามที่มีอยู่ในตน
    7. มรณสติ - ระลึกถึงความตายอันจะต้องมีมาถึงตนเป็นธรรมดา พิจารณาให้เกิดความไม่ประมาท
    8. กายคตาสติ - สติอันไปในกาย หรือระลึกถึงเกี่ยวกับร่างกาย คือ กำหนดพิจารณากายนี้ ให้เห็นว่าประกอบด้วยด้วย ส่วนต่างๆคือ อาการ32อันไม่สะอาด ไม่งาม น่าเกลียด เป็นทางรู้เท่าทันสภาวะของกายนี้ มิให้หลงใหลมัวเมา
    9. อานาปานสติ - สติกำหนดลมหายใจเข้าออก
    10. อุปสมานุสติ - ระลึกถึงธรรมเป็นที่สงบคือนิพพาน และพิจารณาคุณของนิพพาน อันเป็นที่หายร้อนดับกิเลสและไร้ทุกข์
    อนุสติ 10 - วิกิพีเดีย
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 18 สิงหาคม 2014
  13. ปุณฑ์

    ปุณฑ์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 กันยายน 2008
    โพสต์:
    2,769
    ค่าพลัง:
    +4,683
    เนอะ... บูชาศีลเทวดา ไม่เอาตัวเขาเนอะ..หรือว่าเอาดี...
    เราระลึกถึงศีลของพระอริยสงฆ์ โดยไม่เอาตัวพระหรือเปล่านะ..หรือควรบูชาพระอริยสงฆ์ด้วย
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 18 สิงหาคม 2014
  14. deemonster

    deemonster เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 มกราคม 2007
    โพสต์:
    1
    ค่าพลัง:
    +805
    ท่าทางพี่ป.ปุณฑ์จะเจออะไรดีเข้าแล้ว
    เล่าให้ฟังบ้างสิครับพูดเหมือนถอดกายทิพย์ได้แล้ว
     
  15. ติงติง

    ติงติง เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 มีนาคม 2009
    โพสต์:
    38,282
    ค่าพลัง:
    +82,579
    ขอบคุณประสบการณ์จากคุณปุณฑ์ค่ะ มาติดตามอ่านด้วยความสนใจ
    รออ่านตอนต่อไปนะคะ

    เรียนมายังคุณโต อยากฟังจากคุณโตบ้างค่ะ จะได้รับความกรุณาหรือเปล่าน้อ....
     
  16. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,817
    กระทู้เรื่องเด่น:
    371
    ค่าพลัง:
    +60,410


    การตรวจสอบความฝัน จากกายมนุษย์ละเอียด(กายฝัน)

    ผู้ที่เข้าถึงกายในกายละเอียดเพียงไหน

    ถ้าเข้าถึงพระธรรมกายละเอียดแค่ไหน

    ก็ให้ดับหยาบไปหาละเอียด คือ ไปเป็นกายที่ละเอียดใสสะอาดที่สุด


    ตรงจุดเล็กใสกลางดวงธรรมใสที่สุดกลางท้ององค์พระที่ละเอียดที่สุด

    พิสดารกาย(คือแตกกายนับไม่ถ้วน ของกายแต่ละกายตั้งแต่ มนุษย์ ทิพย์ พรหม อรูปพรหม กายธรรมโคตรภู โสดา สกิทาคา อนาคามี อรหัตต์ในอรหัตต์) ซ้อน-สับ ( ทุกกายที่แตกออกมา จะมาซ้อนกัน สับกัน ณ ศุนย์กลางกายที่ตรงกันหมด) ทับทวี ( เร็ว แรง มากขึ้นเรื่อยๆ )

    จนใสสะอาดบริสุทธิ์ทุกกายสุดหยาบ( กายต้นๆที่หยาบ) สุดละเอียด( กายที่ละเอียดๆภายในไปเรื่อยๆ) ใสทั้งดวง ทั้งกาย ทั้งองค์ฌาณ( แผ่นฌาณรองรับกาย บ่งบอกตามสภาวะองค์ฌาณที่ดำรงอยู่ )



    แล้วปล่อยวางความยินดีในฌาณสมาบัติทั้งหมด


    แล้วจะตกศูนย์ เข้าสู่อายตนะนิพพาน


    ต่อญาณทัศนะกับพระพุทธเจ้า โดยอาราธนากายธรรมอรหัตต์ซ้อนตรงกับกายธรรมพระพุทธองค์ ศุนย์กลางกายตรงกัน

    อธิษฐานดูไปที่กลางดวงธรรมของกายฝัน ขอเห็นความจริงที่กายฝันไปเห็นมา
    ว่าเป็นจริงเพียงใด


    หยุด ตรึก นิ่ง


    ........................


    แล้วเวลาในโลกแห่งความเป็นจริงของอายตนะหยาบ จะเป็นเครือ่งพิสูจน์
    เองว่า สิ่งที่ได้ตรวจสอบ จะแน่นอนเพียงใด
     
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดยผู้ดูแล: 19 สิงหาคม 2014
  17. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,817
    กระทู้เรื่องเด่น:
    371
    ค่าพลัง:
    +60,410
    หากท่านเจ้าของกระทู้ เข้าถึงดวงธรรม หรือ กายภายในระดับไหน

    ต้องการสนทนา หรือ แลกเปลี่ยนประสพการณ์ทางข้อความส่วนตัว เพื่อพัฒนา

    อันจะยังประโยชน์สุขของตนและสรรพชีวิต ยินดีที่จะร่วมสนทนาด้วยครับ
     
  18. ปุณฑ์

    ปุณฑ์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 กันยายน 2008
    โพสต์:
    2,769
    ค่าพลัง:
    +4,683
    ก็ไม่ได้ไปถึงไหนหรอก เพราะมาทางวิปัสสนา ก็ตัดนิมิต อยู่กับรูปนามตลอด
    จะมีที่บางวัน มันสบาย กายทิพย์จะหลุด พอจะหลุดก็ตกใจ..
    แต่ช่วงนี้แปลกที่..
    ฝันว่าไปกะเพื่อนคนนั้นคนนี้ ไปถึงเจอภูตผีก็สัพเพให้..(ทำไมต้องตามเพื่อนไปนะ??)
    นี่ก็เพิ่งฝันว่าไปกับอีกคน ไปถึงก็รู้สึกสถานที่เปลี่ยวเหงาวังเวงมาก..พอส่งเพื่อนที่ห้องบนชั้นๆนึง ก็เดินบันไดลงไปนอนห้องอีกชั้นนึง มีความรู้สึกมันช่างเหงาสลดหดหู่บอกไม่ถูกก็เลยสัพเพให้โอปปาติกะแถวนั้น แล้วคิดว่าที่นี่ช่างวังเวงจริงๆ กลับไปนอนหอมหาวิทยาลัยดีกว่า(แต่จบมานานแล้วนี่นา..) แล้วก็เดินออกจากห้อง พอเปิดประตูมาเจอผีตนนึงผิวสีแดงเป็นหญิงยืนยกมือไหว้ขอบคุณอยู่หน้าห้อง(เพราะสัพเพให้มั๊ง) พอเราเดินออก เขาเดินเข้าห้อง..คงเป็นห้องของเขามั๊ง...แล้วก็ตื่นขึ้นมา
    ... ไม่กี่วันนี้โทรหาเพื่อน ไม่ใช่ซิ..เพื่อนคนนี้โทรมาพอดี..เลยถาม.. เพื่อนว่าจริงไปพักโรงแรมที่นึง อยู่ห้องบนชั้นที่เราไปส่งเขาจริง ที่นี่เป็นโรงแรมเก่ามากแต่มา renovate ใหม่.. มีอะไรๆ...โน่นนี่นั่น จำไม่ได้ ประมาณสุสาน สุเหร่า...ทำนองนั้น..
    ก็คิดว่า ถ้าฝันเป็นจริง เราสามารถไปและสัพเพฯได้จริง ก็ดูมีประโยชน์มากเลย ...แต่ถ้าเป็นแค่ความฝัน ก็แค่ฝันไป..อ่ะจ๊ะ
    ไม่ได้ถอดกายทิพย์กะเขาจริงๆ สักที... ถ้าถอดได้กลัวโดนรุมสะกรัมนะ สงสัยศัตรูจะมากโขอยู่.. อิอิ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 19 สิงหาคม 2014
  19. ปุณฑ์

    ปุณฑ์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 กันยายน 2008
    โพสต์:
    2,769
    ค่าพลัง:
    +4,683
    ขอบคุณจ้า..
     
  20. ปุณฑ์

    ปุณฑ์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    18 กันยายน 2008
    โพสต์:
    2,769
    ค่าพลัง:
    +4,683
    พอดีได้ไอเดีย จากการที่เพื่อนที่ฝันถึงคนนึงโทรหา แล้วเล่าฝันให้ฟัง
    เลยลองโทรหาอีกคนที่ฝันถึงเหมือนกัน เมื่อสักครู่นี้..
    ..
    คนนี้ ก็เล่าฝันให้เขาฟัง แล้วถามเขาว่าไปที่ที่เป็นเรือนไทยมาหรือเปล่า แต่ใหญ่นะ เพราะในฝันเหมือนเหาะขึ้นลงได้ ..เราก็เล่าว่า ที่นี่มีผีมากจริงๆ มีทั้งต้อนรับไม่ต้อนรับนะ ให้ระวัง เพราะในฝันพี่ผู้ชายคนนึง(ผีนะ)เขาเตือนเราแบบนั้น คือที่นี่มีทั้งผีดุร้ายและใจดีคละเคล้ากัน ให้เราระวังตัวด้วย
    (ตื่นมานี่สงสัยว่าทำไมเรือนไทยชั้นเดียวแต่ดูใหญ่เหาะขึ้นลงได้)
    เขาก็ว่า เขาไปรับงานที่หนึ่งเป็นร้านอาหารเรือนไทยสองชั้นมาจริง แต่นานแล้ว ซึ่งตอนนี้ก็มีงานใหม่อยู่บางส่วน แต่ติดเรื่องเอกสารราชการอะไรอยู่เลยต้องรอ เราก็เลยแนะนำเขาว่าให้เจ้าของร้านไหว้เจ้าที่ แล้วขอให้เอกสารผ่านดู แล้วอย่าลืมทำบุญให้เขาด้วย..

    ก็แปลกดี เป็นเรือนไทยสองชั้น และเป็นเพื่อนของเพื่อนอีกที ที่ฝันถึง..
    แล้วทำไมเราต้องตามเพื่อนพวกนี้ไปโน่นนี่ด้วย..
    ตามไปสัพเพฯ... ? หรือเกาะเขาไปทำไมนะ..?
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 19 สิงหาคม 2014

แชร์หน้านี้

Loading...