เรื่องเด่น "สัจจะ" มีอภินิหารทั้งทาน ศีล ภาวนา... โดยหลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม

ในห้อง 'พุทธศาสนา และ ธรรมะ' ตั้งกระทู้โดย supatorn, 29 มีนาคม 2018.

  1. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    12,706
    กระทู้เรื่องเด่น:
    161
    ค่าพลัง:
    +26,134
    LpJarunLifeMiddleWay.jpg
    "สัจจะ" .. โดยหลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม

    สัจจะตัวเดียวนี้ มีอภินิหารทั้งทาน ศีล ภาวนา สัจจะตัวเดียวมีอภินิหารมาก อภินิหารแผลงฤทธิ์ได้ด้วย อยู่ยงคงกระพันเสียด้วย แล้วสามารถจะทำงานสำเร็จทั้งคดีโลกคดีธรรม ตัวอย่างว่าญาติโยมมีสัจจะไหม มีความจริงในชีวิตไหม ถ้าไม่มีขอให้สร้างเสียแต่บัดนี้ ไม่ใช่มานั่งหลับหูหลับตาเลย

    ข้าพเจ้าจะเดินจงกรม ข้าพเจ้าจะนั่งภาวนา ๑ ชั่วโมง ไม่ถึง ๑ ชั่วโมงข้าพเจ้าจะไม่เลิก วันนี้ข้าพเจ้าตั้งใจจะตักน้ำซัก ๒ หาบ ต้องตักให้เต็ม ๒ หาบ ถึงจะมีสัจจะคนชาวพุทธส่วนมากทำอะไรไม่ได้ผลเพราะเสียสัจจะ สัจจะตัวเดียวเท่านั้น ไม่ต้องไปเอาตักบาตร ทำบุญให้ทานมากมายหรอก
    ญาติโยมก็ไม่เข้าใจทำบุญเสียอีก มีอะไรทำบุญหมด แต่โยมไม่เข้าใจตามคำสอนของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าแบ่งปันใช่ไหมเล่า แบ่งปัน แบ่งสันปันส่วน โยมแปลว่าอย่างไร แบ่งสรรปันส่วนนี่ บางทีโยมผู้เฒ่าผู้แก่จะว่า “หนูมีนาเอามาให้ยายนี่ ยายจะทำบุญให้หมด หมดเลยนะ” อย่างนี้เรียกว่าแบ่งสรรปันส่วนเรอะ ไม่ใช่ พระพุทธเจ้ามีแต่ให้แต่ไม่รับ ไม่รับตรงข้อไหน โยมรู้ไหม เดี๋ยวโยมจงฟังต่อไป พระพุทธเจ้าไม่รับอะไร แต่อย่างอื่นรับนะ ไม่รับอยู่ข้อเดียวคืออะไร ญาติโยมฟังต่อไป

    อาตมาเคยเห็นมาหลายคนแล้ว ตั้งใจว่าข้าพเจ้าจะเดินจงกรม ๑ ชั่วโมง นั่งภาวนา ๑ ชั่วโมง พอนั่งไปได้สัก ๔๐ นาที ก็ว่าสายหน่อยค่อยนั่งต่อไป หลายคนบางทีนั่งไปก็ว่านอนก่อนเถอะ หรือให้เด็กมันหลับก่อนค่อยปฏิบัติต่อเถอะ อย่างนี้ไม่ได้อะไรเลยนะ ไม่ได้จริงๆ ด้วย เพราะเสียสัจจะ สัจจะลบหมดเลย ไม่ต้องไปสร้างที่ไหนแล้ว แล้วไม่ต้องสร้างบารมีต่อไป ทานก็ไม่มี ศีลก็ไม่เกิด นี่ธรรมะก็ไม่เกิดด้วย ปัญญาบารมีจะเกิดได้อย่างไร เพราะขาดสัจจะ เดี๋ยวนี้ขาดตัวนี้ ไต้องไปเอาอะไรอย่างอื่นหรอก สัจจะไม่มีเลย คนที่มีสัจจะนี่ปืนยิงไม่ออก ระเบิดก็ไม่ระเบิดเสียด้วย นี่ ตัวสัจจะ สำคัญมาก

    ถ้ามีหัวใจมีสัจจะเป็นทุนหลัก โยมที่จะทำให้สำเร็จมีทุนหลักไหม ถ้ามีทุนหลัก มีคนมาร่วม มาร่วมแล้วมีคนอุปถัมภ์ด้วย ทุนหลักตัวเดียวคือซื่อสัตย์สุจริต มีสัจจะไม่โกหกตัวเอง แล้วไม่หลอกตัวเอง ไม่ต้องจำต้องกล่าวว่าจะไปหลอกคนอื่นเขา ที่เราไปหลอกคนอื่นนี่เท่ากับว่าเราหลอกตัวเองอยู่ตลอดเวลา หลอกมาเป็นคนเก๊มานานมาก ญาติโยมโปรดทราบเถิดว่า หัวใจของเราคือสัจจะ มรรคสัจจะ สัจจะในองค์มรรค ถ้าเราไม่มีสัจจะ มรรคไม่เกิด ไม่เกิดแน่ จะนั่งวิปัสสนา มรรคไม่เกิดแน่

    อาตมาเคยเดินธุดงค์กับหลวงพ่อดำในป่า ก็ต้องใช้สัจจะอีก หลวงพ่อดำอายุกี่ร้อยปีนะ อาตมาก็เคยเดินธุดงค์ไปกับท่านในป่า อาตมายังไม่เชื่อ ก็ต้องเชื่อแล้ว ท่านบอกว่า “คุณเป็นคนจริงหรือเปล่า” เราก็ยังไม่รู้ความหมาย ก็ตอบท่านว่าไม่ทราบ

    ท่านจึงบอกว่า “จำไว้ถ้ามีสัจจะเป็นคนจริง ถ้าไม่มีสัจจะจะใช้อะไรได้เลย ทุกอย่างเสียหมดแล้ว ไม่ต้องอธิษฐานอะไรไม่ขึ้นจริงๆ” ท่านว่าอย่างนี้ นี่โยมคงเคยได้ยินชื่อหลวงพ่อดำ ท่านไม่ได้ชื่อดำหรอกนะ ไม่ทราบว่าท่านชื่ออะไร แต่อาตมาเรียกท่านอย่างนั้นเอง ไม่ทราบว่าอายุกี่ร้อยปี แล้วยังอยู่ด้วยนะ มีสัจจะก็จะเห็นนะ ไม่มีสัจจะก็จะไปไม่ถึง องค์นี้หรือ อาตมาจะไม่ขอกล่าวต่อไป

    ไปพบสัจจะเป็นมรรคสัจจ์ แปลเสียให้สั้นๆ ในหลักวิชาการนี่มันไม่เหมือนกับวิธีปฏิบัติ วิชาการกับภาควิธีปฏิบัติมันต่างกัน คำว่า มรรคสัจจ์ มีสัจจะเกิดมรรค ใช้อย่างนี้ทับศัพท์เลย คนไหนไม่มีสัจจะจะเกิดมรรคไม่ได้ มรรคมรรคาไม่ได้ ต้องมีมรรค ๘ ในทฤษฎี แต่โยมขาดสัจจะก็มีมัก ๒ มักเกิดเลย โยมรู้ไหมว่า มัก ๒ มัก คืออะไร คือมักง่าย กับมักได้

    แน่นอน คนไม่มีมรรคสัจจ์ คนนั้นมี ๒ มัก โยมไปสังเกตดู คนไหนทำอะไรง่ายๆ ส่งเดชไป ก็มักจะมักได้เสียด้วย เอาแต่ได้แต่ไม่ยอมเสีย แต่พอหันมุมกลับ คนไหนเสียสละได้ เสียสละเพื่อได้ ได้อะไร ได้บุญ ได้คุณประโยชน์ นี่ถึงอย่างงี้นา เห็นแก่ได้เลย ๒ มักนั้นแทนจำไว้

    มรรคสัจจ์ คือสัจจะเป็นมรรค ถ้าคนไหนไม่มีสัจจะ ไม่มีความจริงแล้ว ไม่ได้มรรค ไม่ได้ผล ไม่ได้นิพพาน ไม่ต้องไปหานะ จะเห็นผลไปเรื่อยๆ โยมนั่งเป็นยังไง สบายมากเลย นั่งถึงหนึ่งชั่วโมงไหม ฉันก็ตั้งสัจจะทุก ๑ ชั่วโมง เวลาจะเลิกไม่ถึงทุกที นี่ไม่มีสัจจะ จะตายก็ให้มันตายซิ เลือดเนื้อจะเหือดแห้งไป ข้าพเจ้าขอยอมตาย เอาปณิธานของพระพุทธเจ้ามาใช้สิ

    วิธีปฏิบัติเบื้องต้นนี้โยมโปรดทราบ โยมเคยคิดหรือไม่ ๑ นาทีหายใจเข้าไปกี่ครั้ง ๑๘ ครั้ง นอนหลับเหลือ ๑๕ ครั้ง คนที่นอนปลุกตื่นยาก ๑๓ ครั้ง คนที่มีสมาธิเหลือ ๑๐ ครั้ง และจะลดลงเรื่อย เหลือ ๘ เหลือ ๔ เหลือ ๒ เหลือ ๑ แล้วเข้าสู่เอกัคคตา แล้วเข้าสู่นิโรธสมาบัติไปตามลำดับ
    พระบางองค์ท่านพูดว่าอย่างโน้นอย่างนี้ ถามซิว่าท่านปฏิบัติได้ไหม ทำไม่ได้หรอก อาตมาพูดชั้นต่ำๆ ที่อาตมาทำได้จึงพูด สูงๆ ทำไม่ได้ ข้อปฏิบัติสูงๆ ที่นำมาพูด เช่นเรื่องนิพพานนี่ อาตมาไม่ถึง ถึงแล้วจะบอกให้ ตอนนี้ไปไม่ถึง ยังเป็นพระอรเหอยู่นี่ เหไปช่วยเหลือเขาทางนั้น เหไปช่วยเหลือเขาทางนี้

    เดี๋ยวนี้เข้าไปหาพระอรหันต์กันมาก สร้างวัดสร้างวาอย่างกับปราสาทราชวัง พระประเภทนี้อยู่ในป่าเยอะ โยมอยากไปจะพาไป ประเภทสงบจะอยู่ในอรัญราวป่ามากมายจริงๆ พูดแต่ละคำ แหม มันซึ้งเข้าไปถึงหัวใจจริงๆ พระพวกนี้ทั้งแหลมทั้งคม พูดจาสั้นๆ คมคาย คมติดสัน พูดแต่ละคำน่าคิดเอาประดิษฐ์สร้างสรรค์ พระประเภทนี้อยู่ในป่าจริงๆ พูดจาคมคาย สั้นๆ นี่อย่าลืม เช่นหลวงพ่อดำ อาตมาตั้งชื่อท่านเอาเอง ที่เขาลงหนังสืออาจจะไม่ใช่องค์นั้น หรืออาจใช่ก็ได้ แต่ทำไมมีอายุยาวนานนัก มันเรื่องแปลก บางครั้งก็เจอที่กรุงเทพฯ บางครั้งก็เจอที่ภาคเหนือ บางที่เจอที่พม่า พระประเภทนี้บางทีนึกเข้า จิตถึงก็เจอ
    ขอบคุณที่มา :-
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 2 สิงหาคม 2018
  2. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    12,706
    กระทู้เรื่องเด่น:
    161
    ค่าพลัง:
    +26,134
  3. Nagamanee

    Nagamanee Mon ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 สิงหาคม 2017
    โพสต์:
    530
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +1,497
  4. mrmos

    mrmos Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 ตุลาคม 2016
    โพสต์:
    553
    ค่าพลัง:
    +423
  5. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    12,706
    กระทู้เรื่องเด่น:
    161
    ค่าพลัง:
    +26,134
    สัจจะ หมายถึง
    สัจจะ หมายถึง สัจจะ ได้แก่ ความจริง ความซื่อตรง หรือความซื่อสัตย์ ซึ่งตรงกันข้ามกับความไม่จริง ความเท็จ ความคดโกง ทุกคนที่เกิดมาในโลกนี้ ต่างต้องการความจริง ความซื่อตรงหรือความซื่อสัตย์ด้วยกันทั้งนั้น ไม่มีใครต้องการความไม่จริง ความเท็จ ความคดโกงเลย
    ความจริง ความซื่อตรงหรือความซื่อสัตย์ เป็นของมีอยู่ตามธรรมดา ไม่แปรผันเปลี่ยนแปลงเป็นอื่นไปได้ จะปรากฏออกมาให้รู้ให้เห็นได้ ต้องอาศัยคนหรือวัตถุเป็นเครื่องแสดงให้ปรากฏ
    ความจริง ความซื่อตรงนี้ ต้องประพฤติปฏิบัติให้เป็นไปพร้อมด้วยลักษณะ 6 ประการ คือ
    1. สัจจะต่อตนเอง ได้แก่ ความซื่อตรงต่อตนเอง ไม่เบียดเบียนตนเองด้วยการประพฤติปฏิบัติในทางเสื่อมเสีย พยายามวางตน คุ้มครองรักษาตนให้ดี คบหาสมาคมกับเพื่อนที่ดี อดทนขยันหมั่นเพียรประกอบกิจการงาน ไม่เกียจคร้าน
    2. สัจจะต่อคำพูดของตนเอง ได้แก่ ซื่อตรงต่อคำพูด รักษาและปฏิบัติต่อคำพูดของตนเองที่ได้ให้คำมั่นสัญญากับคนอื่นไว้ ไม่ทำให้เสียสัตย์
    3. สัจจะต่อหน้าที่ ได้แก่ ความซื่อตรงต่อหน้าที่ที่ตนได้รับมอบหมายให้ทำ ไม่ก้าวก่ายหน้าที่ของกันและกัน ไม่ละทิ้งหน้าที่ และไม่ทำในสิ่งที่ไม่ใช่หน้าที่ของตน
    4. สัจจะต่อการงาน ได้แก่ ความซื่อตรงต่อการงาน มีความพอใจ สนใจทำการงานให้สำเร็จ ไม่ละทิ้งปล่อยให้คั่งค้าง งานที่ควรทำให้เสร็จไม่ว่าจะเป็นงานที่ยากหรือง่าย ก็รีบจัดทำให้เรียบร้อยด้วยดี ด้วยความอาจหาญร่าเริง
    5. สัจจะต่อบุคคล ได้แก่ ความซื่อตรงต่อกันและกัน ระหว่างพ่อแม่กับลูก สามีกับภรรยา ผู้ปกครองกับผู้ใต้บังคับบัญชา เพื่อนกับเพื่อน และระหว่างชุมชนตลอดถึงประเทศชาติ
    6. สัจจะต่อสังคม ได้แก่ ความซื่อตรงต่อกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับต่างๆ ที่สังคมตั้งไว้เป็นหลักสำหรับทำความประพฤติของคนในสังคม เพื่อป้องกันคนชั่ว ปกป้องคนดีและเพื่อการอยู่ร่วมกันโดยความสงบร่มเย็น ตลอดถึงซื่อตรงต่อกฎระเบียบประเพณีที่คนส่วนมากให้การยอมรับ

    เมื่อทุกคนต่างมีสัจจะ ความจริง ความซื่อตรงตามลักษณะดังกล่าวมา ย่อมเป็นสัจจะที่เป็นประโยชน์และเป็นธรรมแก่ผู้ประพฤติปฏิบัติตาม ย่อมอำนวยความสำเร็จกิจให้ตลอดกาลยาวนาน เกียรติศัพท์ชื่อเสียงอันดีงามของผู้ที่ประกอบด้วยสัจจะ ย่อมขจรขจายไปทั่วทุกทิศ เพราะความซื่อสัตย์จริงใจนั่นเองเป็นสำคัญ
    ดังนั้น จึงควรตามรักษาสัจจะไว้ประจำจิตใจอยู่เสมอ อันจะเป็นเหตุให้เกิดความสามัคคีปรองดอง ไว้วางใจกันและอยู่ร่วมกันในสังคมด้วยความสงบ เป็นสุขแล

    บทความดีๆ ข้อคิด ข้อความดีๆ

    คอลัมน์ ธรรมะวันหยุด
    วันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 20 ฉบับที่ 7331 ข่าวสดรายวัน
    พระเทพคุณาภรณ์ (โสภณ โสภณจิตฺโต ป.ธ. ๙)
    เจ้าอาวาสวัดเทวราชกุญชร วรวิหาร
    www.watdevaraj.com 0-2281-2430
     

แชร์หน้านี้

Loading...