ส่งกระแสจิตลาตายกลายเป็นตัวหนังสือ

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย supatorn, 30 พฤษภาคม 2018.

  1. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    15,783
    กระทู้เรื่องเด่น:
    164
    ค่าพลัง:
    +27,057
    LpJarunKarmaAhosi.jpg
    ส่งกระแสจิตลาตายกลายเป็นตัวหนังสือ เรื่องเล่าบางตอนจากหลวงพ่อจรัญ
    กฏแห่งกรรม จากชีวิตจริงของหลวงพ่อจรัญ (พระธรรมสิงหบูราจารย์)
    ใช้หนี้หักคอนก

    ในเวลาต่อมา อาตมาก็นั่งสมาธิ ๖ เดือนเศษ ที่จะถึงวาระแห่งความตายก็มีนิมิตบอกอาตมาให้ทราบว่าพระเดชพระคุณท่าน วันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๒๑ เที่ยงสี่สิบห้าต้องจากวัด ตายไปใช้หนี้นกที่หักคอ วันที่ ๑๖ ตุลาคม ออกพรรษาอาตมาก็มานึกดูว่าเราต้องลาเขา ก็ประชุมสงฆ์มอบอัฐบริขารเสียสละปลงบริขารให้หมดมอบให้องค์อื่น เงินวัดมีเท่าไหร่มอบให้มัคทายก แล้วก็องค์ไหนจะเป็นสมภารต่อไปก็มอบ อาตมาก็บอกให้พวกโยมผู้หญิงมานั่งกัมมัฏฐานคนละเดือน พอโยมหญิงกลับแล้วเอาโยมผู้ชายมานั่งแทน ต่อไปก็จะไม่มีคนสอนจะขอลาแน่นอนวันที่ ๑๔ ตุลาคม

    นี่มันรู้ล่วงหน้าได้ มันมีประโยชน์มากนะ ท่านทั้งหลายถ้ารู้ล่วงหน้าไม่ได้ลำบากมากสติตัวนี้เป็นการรวมผลงานสัมปชัญญะเป็นตัวคำนวณการ นี่สติสัมปชัญญะมันบอกได้ดังนี้ อาตมาก็ขอลาเขาหมดแล้ว แบ่งงานแบ่งภาระหน้าที่แล้ว

    อาตมาก็คิดว่าตามหลักพระพุทธเจ้าสอนไหน ๆ เราจะตายแล้วก็ขอลาเขาเสีย แล้วคนที่มาเราก็บอกได้คนที่ไม่มาจะทำยังไง เขาจึงจะรู้ได้ ก็เจริญกัมมัฏฐานเดินจงกรมนั่งกัมมัฏฐาน

    มีโยมท่านหนึ่งชื่อโยมชาญ กรศรีทิพา ที่รู้จักอาตมา เนื่องจากว่าบริษัทนายสุเมธ เตชะไพบูลย์ คุณชาญ กรศรีทิพา เขามีโรงงานน้ำตาลที่สิงห์บุรี เขาฝันว่ารัชกาลที่ ๕ ไปเข้าฝันบอกให้เขามาที่วัดนี้ พระบรมฉายาลักษณ์ของท่านที่วัดนี้ เขาก็พูดลักษณะได้ถูกต้องโดยที่รัชกาลที่ ๕ เคยเสด็จทางชลมารค สมัย ร.ศ.๑๒๕ และพระองค์ได้ถวายพระบรมฉายาลักษณ์ตอนพระองค์ขึ้นเสวยราชย์ ในวันนั้นท่านสมภารก็อยู่ด้วย

    คุณชาญ พร้อมด้วยคุณสุเมธ ก็เดินเข้ามา อาตมาก็ไม่รู้จัก บอกโยมมีธุระอะไร เมื่อทั้งสองมาเห็นรูปก็เลยเล่าเรื่องที่ฝันให้ฟังก็เลยรู้จักกันเป็นเวลาหลายปี ในเวลาต่อมาอาตมาเห็นว่าคนนี้มีประโยชน์ต่อวัด ถ้าหากเราจะเป็นอะไรไป เราต้องบอกเขาเสียก่อน อันนี้เอาไปใช้ได้ เวลาจะแผ่เมตตากระแสจิตนี่เป็นพลังงานอันหนึ่งอาตมาพิสูจน์ได้เช่นเอาผ้าขาวมากอง แล้วเราเอากระดาษสีมาทับ แล้วเอาพลังงานกระแสแดดหรือไฟฟ้าส่องจะทำให้กระแสนี่ไปติดผ้าขาวได้เหมือนอย่างแผ่ส่วนกุศล ขอให้ท่าน ทำจิตดี ๆ ติดได้แต่ก็หาคนไม่ได้ง่าย ๆ นัก ต้องทำจิตใจให้ได้ถึงก่อน



    ส่งกระแสจิตลาตายกลายเป็นตัวหนังสือ

    อาตมาก็เริ่มต้นว่าใกล้วันที่ ๑๔ ตุลาคม แล้วเราก็มาสวดมนต์ไหว้พระแล้วก็แผ่เมตตาบอกโยมชาญว่าโยมกับอาตมาก็ชอบกันมาหลายปีแล้ว อาตมาขอลานะวันที่ ๑๔ ตุลาคม อาตมาคอหักแน่ ตายอยู่โรงพยาบาลสิงห์บุรี ก็บอกเขาอย่างนั้นขอลา ในเวลาต่อมาคุณชาญเขาก็ไปทำงานบริษัทไปนั่งเขียนหนังสือไอ้ข้อความที่เราแผ่เมตตาไป ไปติดที่กระดาษเขา ลายมืออาตมาด้วย ตามที่เราแผ่เมตตาตรงกับตัวหนังสือ

    วิธีการแผ่ส่วนกุศลท่านทั้งหลายจำตำรานี้ไว้ให้ดี สามารถทำเป็นตัวหนังสือได้สามารถติดที่โน่นที่นี่ได้

    ครั้งถึงวันที่ ๑๔ ตุลาคม เที่ยงสี่สิบห้านาที อาตมาก็จำเป็นต้องไปประชุมที่วัดกวิศราราม จังหวัดลพบุรีในวันนั้นด้วย หลวงพ่อธรรมฌาณ เจ้าคณะจังหวัดลพบุรีท่านมีหนังสือมาว่าเขาจะประชุมเจ้าคณะอำเภอกันทั้งหมดที่จังหวัดลพบุรี พอดีวันนั้นนายแพทย์ศิริราชมาเลี้ยงเพลที่วัด พอเลี้ยงเพลเสร็จ อาตมาก็เตรียมตัว รู้แล้วว่า วันนี้เราไม่ได้กลับวัดแน่นอนตามที่เรามีสติรู้ล่วงหน้า ๖ เดือนว่าเราต้องใช้หนี้นก จะใช้อย่างไรกันแน่ คงจะไม่ได้กลับมอบ หมายการงานเรียบร้อยแล้ว โยมผู้หญิงมานั่งกัมมัฏฐาน ๑ เดือน แล้วโยมผู้ชายด้วยมาแทน หลังจากโยมผู้หญิงกลับไปแล้วโยมผู้ชาย จะได้ช่วยกันเอาศพไปไว้วัด เตรียมงานทำนองนี้เป็นต้น

    อาตมาก็ลาเขาหมดแล้วก็ขึ้นรถเที่ยงกว่าแล้ว จะตกเที่ยงสามสิบ เปลี่ยนจีวรใหม่หมด เตรียมหนังสือขึ้นรถคิดว่าไม่ได้กลับแล้ว มีนาวาตรีวาด เกษแก้ว ใส่เสื้อขาวกางเกงขาวอาศัยรถไปด้วย ก็คงจะตายพร้อมกับอาตมา ออกจากวัดเลี้ยวขวาเข้าลพบุรีถึงหลังตลาดปากบาง ตอนนั้นพอถึงปั๊มน้ำมันรถเขาก็เปิดไฟเลี้ยวขวา รถตามหลังมา ๓ คัน แซงซ้ายรถทัวร์ทันจิตออกจากปั๊มน้ำมันวิ่งเข้าชนทันที เที่ยงสี่สิบห้าพอดี นาวาตรีวาด เกษแก้วลอยขึ้นหลังรถทัวร์ไปเลย พวกตลาดนึกว่าหนังสือพิมพ์ลอยไปก็เนื่องจากแกใส่เสื้อขาวกางเกงขาว นี่หลังหัก

    อาตมาไหล่ชนเหล็กหักไปเลย แล้วกระจกครูดเอาหนังหัวไปอยู่ตรงท้ายทอยหมด หัวขาวเลย คอพับไปที่หน้าอก หมุนได้เลย เลือดเต็มจมูก กระจกมันบาดอาตมาก็บินออกไปแบบนก ออกห่างรถไปประมาณ ๒๐ วา แต่เดชะบุญว่ามือดีอยู่มือหนึ่งจับขึ้นมา อาตมาก็ลองคลำว่าเราคอหักไปหรือนี่ ตาไม่สัมผัส หูไม่สัมผัสตายหมดแล้วทั้งตัว แต่มีสติดีแต่กลับไปหายใจได้ที่ท้อง พองหนอยุบหนอ ใช้ได้นะ ใครอยากจะรู้ว่าสะดือหายใจได้ลองไปคอหักดูนะ คนขับก็สลบ อาตมายังพูดได้เพราะสติดีอยู่ที่ลิ้นปี่จำไว้ แล้วหายใจทางสะดือได้ ทำไมหายใจได้ นึกถึงในท้องได้ที่เราอยู่ในท้องแม่กินอาหารทางสะดือแน่นอน หายใจได้ พองหนอ ยุบหนอตลอดเวลาเลยได้ตำราเพิ่มขึ้น แต่ต้องทำได้ก่อนนะ ต้องมาฝึกกันให้รู้สติ ตื่นมีสติ หลับมีสติ รู้แน่อาตมาก็พูดว่าโยมช่วยอุ้มหน่อย ไอ้พวกที่ไปมุงดูกันก็ไม่ยอมอุ้ม หัวเละแต่ยังพูดได้ ที่เข้าใจว่าหัวเละเพราะหนังไม่มีจนตำรวจทางหลวงมาบอกว่าไม่ตาย ถ้าตำรวจไม่มาเราก็คงจะจมอยู่ตรงนั้น

    กรรมต้มเต่ามาซ้ำ

    พอดีตรงนั้นเขาทำอิฐ เถ้าแก่เขาก็ขับรถมา อาตมามือยังดีอยู่อีกข้างก็เสยคางไว้ มันไม่มีความรู้สึก พอรถแล่นถึงวิทยาลัยเกษตรได้ยินเสียงแว่วแผ่วมาแต่ไกล เสียงดังนี้สมน้ำหน้า ๆ ได้ยินมาเรื่อย ๆ เดี๋ยวต้องซ้ำ คอหักแล้วยังไม่สงสารจะมาซ้ำ สักประเดี๋ยวเห็นเต่า พอเห็นเต่าเท่านั้นแหละฝาหม้อน้ำรถอยู่ตรงนั้นหลุดพรวด ลวกเอาเราคนเดียวตายจริงเปียกหมดเลย ไอ้แขนยังดีอยู่ก็ร้อนนะซิแล้วกระเด็นไปถูกคนขับ ไอ้คนที่ประคองอาตมาไปบอกว่าหยุด ๆ เดี๋ยวคนหลังจะตาย ไอ้เต่ามาซ้ำเราอีก สงสัยใช้หนี้ตอนนั้นยังไม่หมด รถไปถึงโรงพยาบาลน้ำแห้งพอดีหมดพอดีเลย

    อาตมาก็ขออธิษฐานว่าข้าพเจ้าขอให้ไปสบาย รู้แล้วเข้าใจแล้ว ขออโหสิกรรมทุกอย่างกับโลกมนุษย์ ในเมื่อข้าพเจ้ายังใช้หนี้ในโลกมนุษย์ไม่หมด ขอให้ข้าพเจ้าไปใช้หนี้ในชาติต่อไป ประการที่ ๒ ถ้าข้าพเจ้าใช้หนี้ในโลกมนุษย์หมดแล้ว ขอให้ข้าพเจ้าไป ณ บัดนี้ อย่าได้ทรมานต่อไปอธิษฐาน ๒ ข้อ

    วันนั้น พอดีผู้อำนวยการโรงพยาบาลไม่อยู่เขาไปบ้านเขาทางวัดเกษ อยู่แต่นายแพทย์ใหญ่หมอสมหมายก็วิ่งไปจากบ้านรู้ข่าวว่ารถชนอาตมา ก็เอาเข้าห้องฉายเอกซเรย์เขาพูดกันได้ยินแว่ว ๆ บอกไม่มีทางหมอใหญ่บอกไม่มีทาง หมอใหญ่สั่งให้อาตมานอนตรง ๆ บนรถซึ่งมีลูกล้อเล็ก ๆ ให้บุรุษพยาบาลเอาเข้าห้อง ไอ ซี ยู โดยด่วนจัดการเย็บหนังที่มีถลกไปก่อน

    อาตมาก็อธิษฐานไปเรื่อย ๆ มือยังดีมีอยู่อีกมือหนึ่ง นอกนั้นตายหมดแล้ว แต่ยังหายใจได้ที่ท้องพองหนอ ยุบหนอตลอดก็แบ่งวาระบุรุษพยาบาล ๒ คน ก็ไสรถเต็มที่รถก็เกิดตกร่องประตูเหล็ก โครม ล้อพังหมด แพทย์อีกคนบอกตายเสียแล้วละมังหว่า เปล่าเลย คอลั่นกร๊วบเข้าที่เลย คือติดเลย ลืมตาเห็นเลย หายใจไม่ออก พอคอติดปวดก้นแทบหลุด เลยทำให้ได้ความรู้เพิ่มขึ้นอีก ๒ ข้อ ได้ความรู้ยังไง หมายความว่าถูกจุดประสาท ประสาทคอกับประสาทก้นเป็นเส้นเดียวกัน เข้าไปในห้องฉุกเฉินเขาก็เริ่มดึงหนังมาเย็บ หมอก็สงสัยว่าอาตมาจะเป็นอัมพาตไม่ดีขึ้น บุรุษพยาบาลบอกว่าเป็นเพราะอั๊วนะถ้าอั๊วไม่ไสรถตกร่อง คอจะต่อติดหรือ กลับมีบุญคุณเสียอีก อาตมาก็นึกว่าเรารักษาได้ เพราะมีแรงขาแข็งถีบได้ทั้งนั้นนางพยาบาลหมอก็ให้เราบีบมือ หากว่าเราจะไม่มีแรงอันนี้ก็เป็นบุญวาสนา

    พอรุ่งเช้า คุณชาญมา ถือหนังสือ โทรจิตมาด้วยบอกนี่ท่านทำไมต้องเขียนหนังสือมาวันก่อนผมไปพบ ท่านทำไมไม่บอกผม ทำไมต้องเขียนหนังสือฝากเขาไป อาตมามาบอกเปล่า ว่าไม่ได้เขียน เขาว่านี่ไงล่ะลายมือท่าน

    ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสิงห์บุรีก็ไม่รู้จะทำยังไงก็โทรศัพท์ไปหาผู้อำนวยการโรงพยาบาลเลิดสินอาจารย์เขาคือ หมดประดิษฐ์ ถามว่าหลวงพ่อองค์นี้คอหักแล้วไม่ตายทำไงดี หมอประดิษฐ์บอกผมก็ไม่เคยเห็น ขอให้เอาตัวมาดู

    รุ่งขึ้นเขาก็หามอาตมาขึ้นรถไปโรงพยาบาลเลิดสินหามไปอาตมาพลิกไม่ได้ ยกแข้งขาได้ลุกไม่ได้ ก็หามขึ้นไปชั้น ๒ หมอประดิษฐ์ก็มาตรวจเอาแพทย์มาวิจัยกันใหญ่ หมอประดิษฐ์ก็บอกขอทำเอง ก็เอาผ้ามาแช่น้ำมาพันใส่เฝือก ๑๕ นาที อาตมาเดินลุกขึ้นได้ ขากลับขึ้นรถกลับจังหวัดสิงห์บุรี มันก็แปลกดีแขกมาเยี่ยมกันมากมาย ต่างจังหวัดมากันเยอะ เขาลือกันว่าอาตมาคอหักไม่ตาย ขนมนมเนยเยอะแยะไปหมด อาตมานึก เวลากินได้ไม่มาเยี่ยม เวลาจะตายจะซื้อมาทำไม รู้ว่ากินไม่ได้ก็เอามาให้กิน คนกินได้ไม่ค่อยให้

    พอกลับมาวัดได้ อาตมาก็คุยทั้งวันเพราะมีคนมาเยี่ยมมากมาย หมอประดิษฐ์ก็สั่งมาบอกว่าอย่าให้คุยมากคุยมากแล้วแผลจะหายช้า ให้ฉันยานอนหลับก็นอนไม่หลับ ฉีดยานอนหลับก็ไม่หลับ จนนางพยาบาลว่าหลวงพ่อสู้ยา หมอประดิษฐ์รู้ก็ออกอุบายว่าให้เข้ามาโรงพยาบาลเลิดสิน จะถอดเฝือกให้ อาตมาก็ดีใจรีบไป พอไปถึงเขาก็ถอดเฝือกให้จริง ๆ พอตัดเฝือกออกก็เลยเป็นลม ครั้นพอพักสักประเดี๋ยว หมอบอกว่า หลวงพ่อเดี๋ยวใส่ใหม่ ผมหลอกท่านมาไม่งั้นท่านไม่มา เอาใส่ใหม่เพิ่มอีก ๔ กิโล พอใส่ได้สัก ๑๕ นาที อ้าปากไม่ออกเป็นฤาษีเลย

    เปรตปากเท่ารู้เข็ม

    พอกลับไปถึงสิงห์บุรี เราก็จะแย่อ้าปากไม่ขึ้น ผลสุดท้ายก็หิวน้ำเหลือเกิน กินไม่ได้ต้องหยอดด้วยหลอดกาแฟ ต้องดูด ดูดก็ไม่เข้า เวลาฉันข้าว ก็ใส่เข้าไปข้าง ๆ เลยมานึกในใจนึกถึงยายได้ เจ้าต้องเป็นเปรตปากเท่ารู้เข็มกินอะไรไม่ได้จริง ๆ ตั้ง ๕๐ วัน นอกเหนือจากกินไม่ได้แล้ว พูดไม่ได้ด้วยพออ้าปากมาก ๆ ไอ้ข้างบนขบแล้วเลือดไหล เวลาฉันข้าวก็ต้องขยับเลือดไหล จะกินอะไรก็ต้องป้อนเราต้องมาทรมานเป็นเปรต ก็เลยนึกถึงคำยายว่าต้องเป็นเปรตเพราะไปกินข้าวที่ให้ไปถวายพระ

    หลังจากที่อาตมากลับมาจากโรงพยาบาลแล้ว ๕๐ วันเท่านั้น กลับมานึกในใจว่า เราต้องใช้หนี้โลกมนุษย์ก็เริ่มถมดินรอบวัด ก็เริ่มสร้างหอประชุมนี้ เพื่อจะอบรมต่อไป ตั้งใจไว้อย่างนั้น ต้องใช้หนี้โลกมนุษย์ ด้วยการเผยแผ่พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า จะไม่ขอสร้างวัตถุต่อไป แล้ว ในที่สุด มีการทำบุญรับขวัญ โยมก็มาทำบุญกันมาก ในครั้งสุดท้ายนายชาญ กรศรีทิพากับนายสุเมธ เตชะไพบูลย์ ทั้งสองท่านนี้ก็มาทำบุญรับขวัญให้อาตมา แล้วนำเอากระดาษที่มีตัวหนังสือมาด้วย วันนั้นแกก็พับอย่างดีมา พอทำบุญเสร็จเรียบร้อยอุทิศกุศลเรียบร้อยดีแล้ว แกก็เอากระดาษออกมาว่าจะเอามาอ่านให้เขาฟัง ปรากฏว่าตัวหนังสือไม่มี มีแต่กระดาษเปล่า เดี๋ยวนี้ก็ยังเก็บใส่กรอบไว้ดูเป็นที่ระลึก



    จากหนังสือเพื่อชีวิตที่รุ่งเรือง

    พระธรรมสิงหบุราจารย์ (หลวงพ่อจรัญ ฐิติธัมโม)

    เจ้าคณะจังหวัดสิงห์บุรี
    :- http://kanlayanatam.com/sara/sara49.htm
     
  2. nopphakan

    nopphakan ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    7,954
    ค่าพลัง:
    +33,732
    การพูดบอกอะไรตรงๆ ว่าจะเกิดอะไร
    ว่าเห็นอย่างไร และ เป็นอะไร เป็นเอกลักษณ์
    วิถีการบอกเล่าของท่านครับ
    ประกันได้เพราะเคยได้ยินมากับหู
    ตัวเองตอนไปที่กุฏิท่านสมัยที่ท่านมีชีวิต
    ตั้งแต่สมัยยังไม่มีอาคารมาก
    ยุคนั้นเวลาทำวัดเย็น นกที่ร้องเสียงดัง
    ต่างๆในวัด
    จะเงียบกริ๊บ
    เรื่องสายตา ระดับท่านมองเห็น
    คนเดินมาจากคนปกติ
    จนกลายเป็นซากศพยังได้แบบสิวๆด้วยคาเปล่าๆ ในขณะนักปฎิบัติทั่วไป
    อย่างมากก็เห็นเป็นชิ้นส่วนร่างกายแยกกัน
    ได้แต่ก็ยังไม่รู้หรือสงสัยหรือคิดปรุงยึดอยู่
    เพราะยังไม่เห็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงต่อจากที่เห็นหรือรู้สึก
    หรือได้แต่รู้สึกว่าร่างกายไม่เที่ยงในพวกสัมผัสภายในทั่วไปครับ
    ปล ได้ยินมากับหูเช่นกัน
     

แชร์หน้านี้

Loading...