เรื่องเด่น หลวงปู่คำคะนิง ท่องอบายภูมิ!!!

ในห้อง 'ภพภูมิ-สวรรค์ นรก' ตั้งกระทู้โดย HONGTAY, 18 ธันวาคม 2009.

  1. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,548
    กระทู้เรื่องเด่น:
    143
    ค่าพลัง:
    +147,411
    maxresdefault.jpg


    หลวงปู่คำคะนิงท่านเล่าให้ฟังถึงเรื่องโลกวิญญาณ คือโลกหลังความตาย อันเป็น “โลกทิพย์” หรือ “ทิพยภูมิ” จะเรียกว่าปรโลกได้ทั้งนั้น
    หลวงปู่คำคะนิงเล่าว่า
    หลังจากออกพรรษาแล้วปีพ.ศ. 2523 หลวงปู่คำคะนิง ยังคงอยู่ที่ถ้ำคูหาสวรรค์ ริมฝั่งโขงอำเภอบ้านด่าน จังหวัดอุบลราชธานี
    ท่านตั้งใจจะเข้าฌานสมาบัติสัก 15 วันเพื่อเป็นการแผ่กุศลอานิสงส์สนองความดีของทายกทายิกาผู้สงเคราะห์ท่านตลอดมาในฤดู
    กาลพรรษา
    ฉะนั้นหลวงปู่คำคะนิงจึงประกาศสั่งทายกทายิกาไว้มิให้ขึ้นมาทำบุญตักบาตรหรือรบกวนในระหว่าง 15 วันที่ท่านเข้าฌานสมาบัติอยู่นั้น แต่ให้ขึ้นมาทำบุญตักบาตรได้ในวันที่ 16
    หลวงปู่คำคะนิงเคยบำเพ็ญเพียรภาวนาอดอาหาร 7 วันและ 15 วันมาตั้ง 40 ปีแล้วจนร่างกายเคยชินถือเป็นเรื่องธรรมดา ร่างกายไม่อ่อนเพลีย หิวโหยแต่อย่างใด
    หลวงปู่คำคะนิงอดอาหารได้อย่างไร
    หลวงปู่ให้อรรถาธิบายว่า
    ก่อนเข้าสมาธิภาวนาจะต้องกำหนดไว้ก่อนว่า เราจะเข้าสมาธิลึกขั้นอัปปนาสมาธิ ระคับฌานที่ 1 ถึงฌานที่ 4 เป็นเวลากี่วันกี่คืน
    เมื่อกำหนดได้แล้ว ก็เข้าสมาธิภาวนาจนถึงขั้นอัปปนาสมาธิจากนั้นก็ถอยจิตออกมาอยู่ในระดับอุปจารสมาธิซึ่งเป็นสมาธิระดับที่ใช้ความคิดพิจารณาได้
    พอถอยมาอยู่ระดับอุปจารสมาธิแล้วก็น้อมจิตอธิษฐานว่าจะเข้าฌาน 7 วันหรือ 15 วัน ก็อธิษฐานลงไปเลย (พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้ไม่ให้เข้านานวันจนเกินไปเพราะเป็นการทรมานสังขาร )
    เมื่ออธิษฐานจิตแล้ว ก็เข้าสมาธิลึกถึงขั้นอัปปนาฌานที่ 4เลยทีเดียว จะเลยขึ้นอรูปฌานก็ได้
    หลวงปู่คำคะนิงบอกว่าอรูปฌานทำได้ไม่ยาก ขอให้ทำฌาน 4 ได้สำเร็จก่อนให้ชำนาญก็แล้วกัน
    จากนั้นค่อยฝึกอรูปฌาน 4 ต่อ ไม่กี่วันก็ทำสำเร็จหมด เพราะอารมณ์ของอรูปฌานก็ใช้ฌาน 4 เป็นมาตรฐานนั่นเอง
    เพียงแต่ว่าเราเพิกกสิณให้หายไปเสีย แล้วยกเอาอรูปกรรมฐานทั้ง 4 มาพิจารณาคือ อากาสานัญจายตนะ, วิญญานัญจายตนะ, อากิญจัญญายตนะ, เนวสัญญานาสัญญายตนะ
    เมื่อทำอรูปฌานได้ครบทั้ง 4 แล้ว เรียกว่าอรูปสมาบัติ เมื่อรวมกับรูปสมาบัติ 4 เข้าก็เรียกรวมกันว่าสมาบัติ 8
    ผู้ได้ถึงสมาบัติ 8 ย่อมมีอำนาจพลังจิตมหาศาล และมักจะได้อภิญญา 5 ในข้อหนึ่งข้อใดหรืออาจได้ครบหมดทั้ง 5 ข้อก็ได้สุดแท้บุญบารมีที่เคยสร้างสมมาแต่ปางก่อนเกื้อหนุน
    พระโบราณาจารย์สมัยโบราณท่านกล่าวว่า
    ผู้ที่ได้สมาบัติ 8 แล้ว ถ้าเจริญวิปัสสนาญาณสืบต่อใช้เวลาเพียงชั่วแค่เคึ้ยวหมากแหลกเดียวก็เป็นพระอรหันต์
    แต่หลวงปู่คำคะนิงท่านปฏิเสธว่า ท่านไม่ใช่พระอรหันต์ ท่านเป็นเพียงพระภิกษุผู้เพียรปฏิบัติอยู่ในร่องรอยของพระพุทธศาสนา
    การเข้าสมาธิภาวนาจนถึงระดับฐานดังกล่าวนี้ เมื่อเข้าฌานจนครบ 7 วันหรือ 15 วันแล้วออกจากฌาน
    หลวงปู่คำคะนิงบอกว่า จะไม่รู้สึกหิวอาหาร ไม่รู้สึกอ่อนเพลียเลยร่างกายและจิตใจจะมีแต่ความกระปรี้กระเปร่า ชุ่มชื่นเบิกบานเหมือนอิ่มอาหารทิพย์
    เพราะตลอดเวลาที่เข้าฌานอยู่นั้น จิตใจอยู่ในสภาวะสะอาดผ่องแผ้ว บริสุทธิ์สว่าง สงบแน่วนิ่ง กระจายพลังงานอันมหาศาลครอบคลุมสังขารร่างกาย
    ทำให้ได้รับกระแสปราณจากธรรมชาติอย่างเต็มที่จึงทำให้ร่างกายแข็งแรง ไม่อ่อนเพลีย หิวโหย
    แต่คราวนี้หลวงปู่คำคะนิงกล่าวว่า ท่านประมาทไป ไม่สนใจร่างกายของตนที่เจ็บไข้ออดๆ แอด ๆ มาตลอดพรรษาด้วยโรคชรา (อายุ 86 ปีแล้ว)และไม่ได้ตั้งจิตอธิษฐานไว้ให้ร่างกายเข้มแข็งตลอดรอดฝั่ง
    ดังนั้น เมื่อท่านเข้าฌานสมาบัติอยู่ในถ้ำคูหาสวรรค์ ริมฝั่งโขงไปได้ 10 กว่าวัน ด้วยการไม่ขบฉันอาหารอะไรเลย
    ปรากฏว่าสังขารทนไม่ไหวหัวใจหยุดเต้นไปเฉย ๆ มีความรู้สึกว่าร่างกายสังขารสะท้านเฮือกอย่างแรง แล้วความรู้สึกก็ละเอียด ๆ ลงไป
    ท่านรู้ได้ด้วยสติปัญญาว่า โอหนอ...สังขารของเราถึงกาลแตกดับเสียแล้ว แต่สติท่านยังดี ไม่ได้ตื่นตกใจหวาดกลัวความตายแต่อย่างไร
    กำหนดลมหายใจอานาปานสติอยู่สม่ำเสมอ แม้จะหมดลมหายใจแล้ว แต่จิตยังจับอารมณ์อานาปานสติอยู่นั่นเอง
    “การเจริญอานาปานสตินี้ดีมาก เวลาจะหมดลมหายใจตายไปอาตมายังมีสติสัมปชัญญะบริบูรณ์ รู้เท่าทันว่าตอนนี้ลมหายใจเข้าออกของเราหมดแล้ว เรามีสภาพเป็นคนตายแล้ว”
    “อาตมารู้สึกว่า จิตมันวูบออกจากร่างไป สติมันตามทันปั๊บเลย”
    ”มหาสติปัฏฐานที่ได้รับการอบรมมาแล้วอย่างดี มีประโยชน์ตอนจะตายนี้แท้ ๆเวลาจะตายก็รู้ว่าเราจะตาย ไม่เสียสติตกใจกลัวสติตามรู้เท่าทันจิตทุกขณะจิตเลย”
    “เหมือนเราเดินออกจากบ้านไปมีเงาของเราติดตามไปทุกฝีก้าวนั่นแหละความตายมันเป็นอย่างนั้นความตายไม่ใช่การดับสูญ อันนี้หลวงปู่ขอยืนยัน”
    หลวงปูค่ำคะนิงวัย 86 กล่าว ประกายตาสีฟ้าอมเขียวสุกใสของท่านแวววาวคล้ายลูกปัด
    โบราณาจารย์ให้ข้อสังเกตไว้ว่า พระภิกษุที่สำเร็จธรรมขั้นใดขั้นหนึ่งนั้นนัยน์ตามักจะออกลีฟ้าแวววาวหรือสีเขียว จะไม่ขุ่นมัวไปตามวัยเลย

    ศาลาพันห้อง

    หลวงปู่เล่าต่อไปว่า จิตวิญญาณของท่าน พอวูบวาบออกจากร่างไปก็ไปรวดเร็วมากไม่สนใจใยดีร่างกายเดิมที่หมอบฟุบอยู่บนอาสนะเลยเหมือนคนเราถอดเสึ้อผ้าตัวเก่าทิ้งไว้แล้วไปใส่ชุดใหม่ไปเที่ยวนั่นแหละสติของท่านตามจิตวิญญาณไป
    (ท่านผู้อ่านโปรดสังเกตนะครับว่า หลวงปู่คำคะนิงท่านแยก “สติ” ต่างหากกับ “จิตวิญญาณ” แต่ตามความเป็นจริงนั้น “สติ” ก็คือตัว “ญาณปัญญา” หรือจิตฝ่ายกุศลนั่นเอง คือจิตในจิต)
    “จิตวิญญาณของอาตมาไปอย่างรวดเร็วมาก เป็นลักษณะเดินไป แต่ไม่ได้สังเกตว่า จิตที่ไปนั้นมีร่างกายไปด้วยหรือเปล่า”
    “อาตมาใช้สติตามไป สตินี้เป็นตัวปัญญาเบื้องสูง เป็นตัวบังคับบัญชาจิต สติของอาตมาตามจิตไป จะว่าจิตในจิตมันติดตามกันก็ได้”
    จิตวิญญาณของท่านเดินไปแต่ไปอย่างรวดเร็วมาก (เข้าใจว่าเป็นสภาพของกายทิพย์พาจิตวิญญาณท่านไป) ทางที่ไปนั้นเป็นทางสายใหญ่กว้างมาก ความรู้สึกของจิตวิญญาณบอกว่า ทางสายนี้กว้างถึง 8,000 วา เป็นทางไปสู่ “ศาลาพันห้อง”
    ศาลาพันห้อง อยู่ในโลกวิญญาณเป็นศาลาใหญ่โตมโหฬารเป็นศาลากลางแห่งโลกวิญญาณ มีถนนใหญ่กว้าง 8,000 วาจำนวน 8 สาย พุ่งตรงไปยังศาลาพันห้องนี้
    หลวงปู่คำคะนิงเล่าว่า ท่านเห็นผู้คนทั้งชายและหญิง ลูกเล็กเด็กแดง คนหนุ่มสาวและเฒ่าแก่ เดินหลั่งไหลตามกันไปแน่นถนนมองสุดลูกลูกตา
    มองเห็นแต่หัวดำบ้างหงอกบ้างนับไม่ถ้วน คล้ายหัวตัวไหมนับล้าน ๆตัวในกระด้งใหญ่ที่เขาเลี้ยงตัวไหมตามหมู่บ้านชนบทดูไปอีกทีคล้ายฝูงมดปลวกดูไปอีกทีคล้ายกระแสน้ำไหลเอื่อยพัดพาผู้อื่นไปตามน้ำ
    ผู้คนมากมายเหลือคณานับ ทุกคนเดินไปเงียบกริบไม่มีใครพูดจากันเลยท่านได้พบพ่อแม่ที่ตายไปนานแล้ว เดินรวมอยู่ในหมู่ร่างวิญญาณได้แต่มองดูกัน ไม่อาจพูดทักทายกันได้ต่างต่างฝ่ายต่างกลายเป็นคนใบ้
    พอไปถึงประตูทางเข้าศาลาพันห้องที่รวมคนบาปและคนบุญ มีทหารยามตัวสูงใหญ่ผิวดำ ถือหอกสามง่ามเป็นประกายแปลบปลาบคล้ายเปลวไฟลุกไหม้
    ทหารยามพูดกับหลวงพ่อคำคะนิงว่า
    “สร้างเวรสร้างกรรมพอแรงแล้วน้อ หลวงพ่อถึงได้มาทางนี้”
    ว่าแล้วก็เอาหอกสามง่ามจี้หน้าอกหลวงพ่อไว้ เกิดควันฉุยไหม้เสื้อผ้า แต่ไม่รู้สึกเจ็บ
    ทหารยามหลายคนในที่นั้นต่างก็ใช้หอกสามง่ามจี้หน้าอกร่างวิญญาณทุกร่างเข้าใจว่าคงเป็นการประทับตราที่หน้าอกก่อนให้ผ่านเข้าไปในศาลาพันห้องตรงประตูทางเข้าชั้นใน
    หลวงพ่อได้พบครูบาอาจารย์เก่า ๆ หลายท่านที่มรณภาพไปนานแล้วถูกควบคุมตัวมาเพื่อชำระโทษ ได้แต่มองหน้ากัน ทักทายกันไม่ได้เพราะพูดไม่ออก ปากเป็นใบ้
    จ่ายมบาล นำตัวเข้าไปในห้องโถงใหญ่ศาลาพันห้องร่างวิญญาณเข้าไปแออัดยัดเยียดมองสุดลูกหูลูกตาพญายมบาลนั่งอยู่บนบัลลังก์เป็นประธานเอึ้อมมือไปแตะที่กองสมุดบัญชีเล่มใหญ่บันทึกป
    ระวัติคดีมนุษย์แต่ละคน เพียงแต่เอามือแตะเข้าที่ปกสมุดเล่มใหญ่เท่านั้นสมุดก็เปิดปั้บ ๆ ขึ้นเองอย่างรวดเร็ว พอถึงรายชื่อของใครสมุดก็หยุดให้พญายมบาลอ่าน
    พญายมบาลบอกว่า มนุษย์พูดอะไรกันอยู่ในโลกมนุษย์ คำพูดทุกคำมนุษย์แต่ละคนจะมาปรากฏขึ้นในสมุดบัญชีของยมโลกโดยอัตโนมัติ
    ถ้าใครพูดจากันเรื่องธรรมะ การทำบุญสุนทานตัวหนังสือจะปรากฏเด่นเป็นพิเศษขึ้นในสมุดของยมโลก (สงสัยจะคล้ายเครื่องโทรพิมพ์ในโลกมนุษย์เรา)
     
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดยผู้ดูแล: 29 สิงหาคม 2018
  2. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,548
    กระทู้เรื่องเด่น:
    143
    ค่าพลัง:
    +147,411
    สระขุมนรก

    เมื่อยมบาลเปิดดูบัญชีแล้วก็หันมาประกาศกับร่างวิญญาณทั้งหลายว่า
    “เฮ้ย.....พวกเจ้าทำไมเนื้อตัวสกปรกแท้เว้ย โน่น.....สระน้ำอยู่โน่นพวกเจ้ารีบพากันออกไปอาบน้ำชำระกายให้สะอาดเสียก่อนแล้วค่อยกลับเข้ามาพบข้า รีบออกไปเร็ว ๆ ข้าเหม็นจะทนไม่ไหวอยู่แล้ว”
    ทุกคนได้ยินเช่นนั้นต่างก็ก้มลงมองสำรวจดูร่างตัวเองแล้วได้พบด้วยความตกใจว่าร่างวิญญาณของแต่ละคนเปรอะเปื้อนเลอะเทอะเต็มไปด้วยอุจจาระส่งกลิ่นเหม็นตลบไปทั่วไม่รู้ว่าอุจจาระนี้มาเปรอะเปื้อนได้อย่างไร
    ต่างก็พากันวิ่งชุลมุนออกจากห้องตรงไปยังสระน้ำหลวงพ่อคำคะนิงก็วิ่งตามไปด้วยสระน้ำนั้นกว้างใหญ่น้ำใสกระจ่างเหมือนกระจกกลางสระมีต้นไม้ใหญ่ขึ้นแผ่กิ่งก้านสาขาร่มครึ้ม
    ทุกคนต่างพากันกระโดดลงไปในสระน้ำ หลวงพ่อคำคะนิงกระโดดลงไปปรากฏว่าน้ำลึกแค่หัวเข่า น้ำนั้นร้อนลุกเป็นไฟแดงฉานไหม้แข้งขาทันที
    หลวงพ่อคำคะนิงตกใจบังเกิดความปวดร้อนอย่างแสนสาหัสต้องรีบกระโจนขึ้นไปยืนบนฝั่งอย่างรวดเร็ว เมื่อขึ้นมาบนฝั่งได้แล้วไฟไหม้แข้งขาก็ดับไปความปวดร้อนหายไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
    แต่ร่างวิญญาณคนอื่น ๆ พากันจมลึกลงไปในสระน้ำแล้วบังเกิดเป็นเปลวไฟลุกไหม้พรึบขึ้นแดงฉานโชติช่วงไปทั้งสระคล้ายกับว่าน้ำในสระเป็นน้ำมันเบนซินไปร่างวิญญาณของคนเหล่านั้นไม่ได้ตายไปในทันทีหากแต่พากันดิ้นรนกระเสือกกระสนส่งเสียงร้องโอดโอยโหยหวลอยู่ในสระน้ำเป็นภาพที่สยดสยองเหลือที่จะกล่าว
    หลวงปู่คำคะนิงรู้ได้ในบัดดลว่า ที่แท้สระน้ำนี้เป็น “ขุมนรก” ขุมแรกสำหรับทดสอบบาปบุญคุณโทษของพวกวิญญาณนั่นเองจ่ายมบาลนายหนึ่งเดินตรงเข้ามานิมนต์หลวงปู่ให้กลับเข้าไปเฝ้าพญายม
     
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดยผู้ดูแล: 29 สิงหาคม 2018
  3. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,548
    กระทู้เรื่องเด่น:
    143
    ค่าพลัง:
    +147,411
    เศษกรรม

    หลวงปู่คำคะนิงกลับเข้าไปในศาลาพันห้องใจคอไม่ดี รู้แน่แก่ใจแล้วว่าที่นี่เป็นด่านเมืองนรกซึ่งไม่น่าเป็นไปได้เลยที่ท่านจะต้องกระโดดลงไปในสระนรกนั้นเมื่อตะกี้นี้ทั้งนี้เพราะท่านเชื่อมั่นในตนเองว่า เป็นพระภิกษุผู้ทรงศีลบริสุทธิ์เคร่งอยู่ในพระธรรมวินัย ไม่เคยทำบาปให้ส่ำสัตว์ใดต้องลำบากเลยแม้แต่มดตัวแดงแมงตัวน้อยก็ไม่เคยทำให้มันตกตายถึงอาจจะมีบ้างเมื่อเดินไปเหยียบมดปลวกตายโดยไม่เจตนา เพราะไม่เห็นแต่เมื่อไม่มีเจตนาย่อมไม่ถือเป็นบาป
    เมื่อเข้าไปยืนอยู่ตรงหน้าพญายมแล้ว พญายมบาลได้กล่าวด้วยเสียงดุห้าวทรงอำนาจ แต่แฝงไว้ด้วยความนอบน้อมว่า
    ตบะธรรมของหลวงพ่อแก่กล้าที่มาเมืองนรกนี้เพราะเศษกรรมเก่าส่งผลให้ดับจิตจากโลกมนุษย์มายังโลกวิญญาณแต่เมื่อดูในบัญชีแล้ว บารมีของหลวงพ่อยังมากอยู่ยังไม่อาจพิพากษาตัดสินได้ สมควรที่หลวงพ่อจะกลับคืนสู่ร่างเดิมในโลกมนุษย์ ไปสร้างบารมีให้เต็มสมบูรณ์เสียก่อนแล้วค่อยกลับมานิมนต์กลับได้แล้วขอรับ
    หลวงปู่คำคะนิงรู้สึกดีใจที่ไม่ถูกพิพากษาตัดสินทำให้เกิดความเชื่อมั่นในพระธรรมคำสั่งสอนของสมเด็จพระพุทธองค์ยิ่งขึ้นว่าธรรมย่อมคุ้มครองผู้ประพฤติธรรม อาตมาบำเพ็ญภาวนาที่อยู่ในธรรมกินในธรรมตลอดมา จะมาตกนรกได้อย่างไร
     
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดยผู้ดูแล: 29 สิงหาคม 2018
  4. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,548
    กระทู้เรื่องเด่น:
    143
    ค่าพลัง:
    +147,411
    ชมนรกก่อนกลับ

    เมื่อออกมาจากศาลาพันห้องแล้ว ก็เกิดความรู้สึกว่าจะกลับถ้ำคูหาสวรรค์บนโลกมนุษย์เลยก็เป็นการกลับมือเปล่าควรจะเที่ยวดูชมเมืองนรกให้เป็นกำไรหูตาประดับสติปัญญาเสียหน่อยก็ดีเมืองนรกนี้มันมีอะไรบ้าง
    คิดแล้วก็เดินไป พวกจ่ายมบาลทั้งหลายก็เปิดทางอำนวยความสะดวกให้ นิมนต์เลย ๆ พระคุณเจ้า อยากดูชมอะไรนิมนต์ตามสบาย

    หลวงปู่คำคะนิงเล่าว่า พวกจ่ายมบาลนี้ก็เหมือนเสมียนทำงานในที่ว่าการอำเภอหรือศาลากลางรวมทั้งเป็นผู้คุมนักโทษในเรือนจำด้วยทำนองนั้นแหละ พวกเขามีจำนวนมากทำงานกันว้าวุ่นไม่ได้หยุดหย่อน
    เดินไปก็เห็นที่คุมขังชั่วคราวเรียงรายสุดสายตา ห้องคุมขังเป็นเหล็กก็รู้ว่าที่นี่เป็นที่คุมขังชั่วคราวรอการตัดสิน ยังไม่ใช่นรกขุมสำคัญ ๆ
     
  5. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,548
    กระทู้เรื่องเด่น:
    143
    ค่าพลัง:
    +147,411
    กรรมกาเม

    เดินไปเห็นห้อง ๆ หนึ่ง มีนักโทษชายหญิงสองคนชายหนุ่มและหญิงสาวคู่นี้แก้ผ้าเปลือยกายโดยตลอดยืนเหยียบอยู่บนเหล็กแหลมแดง ๆ เผาไฟเสียบทะลุฝาเท้าปากอ้ากว้างมีเหล็กเผาไฟแดงเสียบตรึงไว้ในลักษณะคล้ายเอาปากคาบไว้
    เบื้องบนศีรษะมีเหล็กแหลมเผาไฟแดง ๆ เสียบตรึงกลางกระหม่อมไว้ รอบ ๆข้างมีเหล็กแหลมเผาไฟแดง ๆ ทิ่มแทงร่างกายใบหน้าของหนุ่มสาวทั้งสองบิดเบี้ยว นัยน์ตาเหลือกถลนส่งเสียงร้องครวญครางอ้อแอ้บอกถึงความเจ็บปวดทรมานอย่างแสนสาหัสสากรรจ์สุดประมาณ กระดิกติงตัวไม่ได้เพราะเหล็กแหลมเผาไฟแดง ๆ ตรึงร่างกายไว้แน่นทุกด้าน จะขาดใจตายก็ไม่ตายเพราะการลงโทษในเมืองนรกไม่มีตาย จะมีก็แค่วิสัญญีภาพไปชั่ววูบเดียวแล้วก็ฟื้นขึ้นมารับการทรมานอีกต่อไปหรือร่างกายแหลกสลายไปด้วยอานุภาพของไฟนรกแต่ชั่วพริบตาต่อมาก็จะเกิดร่างใหญ่ขึ้นมาทดแทน เพื่อรับการทรมานต่อไปซ้ำๆ ซาก ๆ นับพันนับหมื่นปี

    หลวงปู่คำคะนิงได้ถามจ่ายมบาลดูว่า หนุ่มสาวทั้งสองนี้ทำผิดสถานใด ถึงต้องมารับโทษหนักหนาสาโหดในเมืองนรกเช่นนี้
    จ่ายมบาลกล่าวตอบให้ทราบว่าหนุ่มสาวทั้งสองนี้สมัยยังมีชีวิตอยู่โลกมนุษย์ เป็นคนเจ้าชู้ฝ่ายหญิงชอบนอกใจผัว คบชู้สู่ชายไม่เลือก ไม่นับถือศาสนาใด ๆไม่เชื่อถือในศีลธรรมคุณงามความดีใด ๆ
    มีความเชื่ออยู่แต่ว่า เกิดมาเพื่อกิน เพื่อถ่ายอุจจาระและปัสสาวะเพื่อสืบพันธุ์ประเวณี และเพื่อนอน เท่านั้น อย่างอื่นไม่สำคัญชาตินี้ต้องหาความสุขใส่ตัวอย่างเดียว ตายแล้วก็หมดกันไม่มีชาติหน้าไม่ต้องใช้เวรใช้กรรมใด ๆ

    หญิงสาวผู้นี้เป็นมะเร็งในมดลูกตายเมื่ออายุ 40 ปีเมื่อตายแล้วก็มาที่ศาลาพันห้องนี้เพื่อรอการพิพากษาตัดสินจากพญายมบาลขั้นสุดท้ายแต่ก่อนตัดสินต้องจำจองทรมานแบบนี้ไว้ก่อน
    ฝ่ายชายหนุ่ม เมื่อชีวิตอยู่ในโลกมนุษย์ เป็นคนเจ้าชู้ตลบตะแลงปลิ้นปล้อนนักเลงเหล้า นักเลงผู้หญิงหลอกลวงพร่าพรหมจารีผู้หญิงและปลิ้นปล้อนเอาทรัพย์ เป็นคนไม่มีศีลธรรมไม่นับถือศาสนาใด ๆ
    ถือคติว่า เกิดมาเพื่อกิน เพื่อขับถ่าย เพื่อเสพกามารมณ์ และเพื่อนอนตายแล้วก็สูญ ไม่มีชาติหน้าไม่มีนรก สวรรค์ ก่อกรรมใดไว้ ไม่ต้องใช้กรรม
    เมื่อถูกสามีของหญิงคนหนึ่งแทงตาย จึงมาที่ศาลาพันห้องนี้เพื่อรอการพิพากษาตัดสินขั้นสุดท้ายจากพญายมบาล
    หลวงปู่คำคะนิงได้ฟังแล้วก็บังเกิดสลดสังเวช โธ่เอ๋ย กรรมของสัตว์หนอเพราะความโง่ความหลงผิด ความจองหอง หยิ่งทะนง อวดดื้อถือดีแท้ ๆ ของมนุษย์เมื่อตายแล้วจึงต้องมารับกรรม เช่นนี้
    ขนาดยังอยู่ในระหว่างรอการตัดสินก็ถกจองจำหนักหนาสาโหดถึงเพียงนี้มิทราบว่าหากได้รับการตัดสินจากยมบาลแล้ว จะได้รับโทษทัณฑ์สถานหนักสักเพียงไหน
    หลวงปู่คำคะนิงจึงถามจ่ายมบาลว่าอยากจะสนทนากับหนุ่มสาวทั้งสองที่ถูกจองจำลงโทษนี้จะได้ไหม จ่ายมบาลตอบว่าสำหรับพระคุณเจ้าแล้ว อนุญาตให้ซักถามได้
    เมื่อจ่ายมบาลกล่าวอนุญาตแล้ว ทันใด เครื่องจองจำเหล็กแหลมเผาไฟแดง ๆเหล่านั้นก็หลุดออกจากร่างหนุ่มสาวทั้งสองหายวับไปหนุ่มสาวทั้งสองร่างสั่นเทา ๆ เหมือนลูกนกตกน้ำสะอึกสะอื้นน้ำตาไหลพรากอาบหน้าพากันทรุดกายลงกราบเท้าหลวงปู่คำคะนิงอย่างสำนึกในพระคุณที่ช่วยให้หลุดจากเครื่องจำจองทรมานอันทารุณหฤโหด
    หลวงพ่อเจ้าขา ช่วยดิฉันด้วย
    หญิงสาวร้องวิงวอนเสียงสั่นระริก สะอึกสะอื้นอย่างน่าสงสาร หลวงปู่คำคะนิงถามว่า
    สีกาจะให้อาตมาภาพช่วยอย่างไร
    หญิงสาวฟูมฟายน้ำตากล่าวว่า
    ดิฉันยังมีลูกที่จะต้องเลี้ยงดูอายุยังน้อย อยากกลับไปเกิดในโลกมนุษย์อีกหลวงพ่อได้โปรดช่วยให้ดิฉันกลับไปเข้าร่างเดิมที่ยังไม่ได้เผาด้วยเถิดเจ้าค่ะ
    สีกาตายแล้วยังจำชาติที่แล้วสมัยเป็นมนุษย์ได้ดีอยู่หรือ
    ยังจำได้ดีทุกอย่าง เหมือนนอนหลับไปแล้วตื่นขึ้นจำตัวเองได้ จำลูกได้จำญาติพี่น้องมิตรสหายได้หมด แต่พูดจากับพวกเขาไม่ได้เวลาจะไปไหนต้องมีผู้คุมคอยควบคุมตัวไป ก่อนที่ยังไม่ตายนั้นดิฉันไม่เคยเชื่อเลยว่าความตายไม่ใช่การสิ้นสูญ
    แท้ที่จริงตายแล้วเรายังมีชีวิตอยู่ แต่เป็นอีกชีวิตหนึ่งคือร่างวิญญาณ ยังจำความเดิมได้ทุกอย่าง
    อาตมาภาพอยากจะช่วยแต่เรื่องนี้เป็นหน้าที่ของท่านพญายมบาลอาตมาภาพจะช่วยสีกาได้อย่างเดียวคือเมื่อกลับเมืองมนุษย์แล้วจะแผ่ส่วนบุญกุศลมาให้
    หลวงปู่คำคะนิงกล่าวฉันท์เมตตาหญิงสาวรู้สึกผิดหวังที่ไม่อาจกลับไปเข้าร่างเดิมในโลกมนุษย์ได้อีกส่งเสียงร้องไห้คร่ำครวญโศกเศร้าน่าสังเวชหลวงปู่จึงเอ่ยถามชายหนุ่มบ้างว่า
    โยมจะให้อาตมาภาพช่วยอะไรได้บ้าง
    ร่างวิญญาณของชายหนุ่มผู้ถูกแทงตาย เพราะเป็นชู้กับเมียผู้อื่น คลานเข้ามากราบลงบนหลังเท้าหลวงปู่คำคะนิงแล้วร้องไห้คร่ำครวญว่า
    กระผมผิดไปแล้วพระคุณเจ้ากว่าจะรู้สึกตัวว่าเป็นคนชั่วช้าก่อกรรมทำเวรกับคนอื่นไว้มากก็มารู้เอาเมื่อตายแล้ว กระผมไม่ขออะไรมากขอให้พระคุณเจ้าแผ่ส่วนบุญกุศลมาให้กระผมบ้างเพื่อที่กระผมจะได้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวในยามทุกข์
    ได้....อาตมาจะแผ่ส่วนกุศลมาให้
    จากนั้นหลวงปู่ก็ออกเดินต่อไป จ่ายมบาลอธิบายให้ฟังว่าในกรงเหล็กที่เป็นแถวแนวยาวเหยียดนี้คุมขังพวกนักโทษที่รอการตัดสินทั้งนั้น บ้างก็เคยฆ่าพ่อตีแม่ บ้างก็ปล้นฆ่า ลักขโมย หลอกลวง ปลิ้นปล้อน ต้มชาวบ้าน ฉุดคร่าอนาจาร
    บ้างที่เป็นหญิงสาวก็เกี้ยวพาราสีพระสงฆ์องค์เจ้าหลอกลวงพระสงฆ์องค์เจ้าให้สึกหาลาเพศมาเป็นผัวแห่งตนและที่ทำให้พระต้องปาราชิกก็มี บ้างก็แย่งผัวเขา วางยาพิษเมียหลวงคดีโทษต่าง ๆ นับไม่ถ้วน
    เพราะมนุษย์ชายหญิงทุกวันนี้พากันไม่เชื่อในบุญในบาปทำการทุกสิ่งทุกอย่างตามอำเภอไม่มียับยั้งบันยะบันบังคำนึงถึงศีลธรรมอันดีงาม คนเหล่านี้เมื่อตายแล้วจึงต้องพากันหลั่งไหลมาสู่ศาลาพันห้องแน่นขนัดทุกวัน
     
  6. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,548
    กระทู้เรื่องเด่น:
    143
    ค่าพลัง:
    +147,411
    หมู่สัตว์ร้องทุกข์

    หลวงปู่คำคะนิงออกเดินดูชมต่อไป รู้สึกว่าเดินตัวเบาหวิว เท้าไม่แตะพื้น เคลื่อนไหวไปอย่างรวดเร็ว เบาและนุ่มนวล สบายอย่างยิ่ง
    มาถึงที่แห่งหนึ่ง ได้ยินเสียงหมู่สัตว์อื้ออึงระงมเซ็งแซร่ไปหมดเสียงเป็ด ไก่ สุนัข วัว หมู ม้า ช้างพวกสัตว์เหล่านี้กำลังส่งเสียงรำร้องเป็นภาษามนุษย์กล่าวโทษโจทก์ฟ้องร้องต่อจ่ายมบาลว่าพวกมนุษย์ทำร้ายและทรมานพวกมันอย่างไรบ้าง

    มีช้างสารเชือกหนึ่งยืนแกว่งหัวอันใหญ่โตไปมามันร้องทุกข์เป็นภาษามนุษย์ว่า มนุษย์ใจดำอำมหิตมากเอาตะขอเหล็กสับหัวมันจนเลือดไหลได้รับความเจ็บปวดทรมานแสนสาหัส
    นอกจากนั้น มนุษย์ยังเอาปลอกใส่ขามัน ทำให้เดินไม่สะดวกแล้วยังเอาบ้านเมืองขึ้นไปปลูกใส่หลังมัน (หมายถึงเอากูบใส่หลังช้าง)มันเรียกร้องให้จ่ายมบาลไปเอาตัวมนุษย์คนนั้นมาลงโทษให้จงได้
    หลวงปู่คำคะนิงได้ฟังแล้วก็สลดใจเพิ่มพูนความเชื่อมั่นในกฎแห่งการเวียนว่ายตายเกิดอย่างแน่นแฟ้นว่ามนุษย์และสัตว์ทั้งหลายตายแล้วต้องเกิดอีก บาปมีจริง บุญมีจริง นรกมีจริง
    จิตวิญญาณเป็นธาตุเดิมแท้ ส่วนร่างมนุษย์ ร่างสัตว์ต่าง ๆ นั้นเป็นเพียงพาหนะหรือหุ่นสรีระยนตร์สำหรับใหิจตวิญญาณเข้าสิงสู่ในแต่ละภพชาติเท่านั้น เช่นชาติก่อนเกิดเป็นช้าง ชาตินี้เกิดเป็นมนุษย์ ชาติหน้าเกิดเป็นเทวดาหมุนเวียนเปลี่ยนไปตามอำนาจบุญกรรมนำแต่ง
    เมื่อเรามารู้ความจริงเสียแล้วเช่นนี้ ก็ควรจะนำความรู้นี้กลับไปเที่ยวบอกกล่าวสั่งสอนมนุษย์ทั้งหลาย ให้รู้ความจริงจะได้เลิกเบียดเบียนกดขี่ข่มเหง ทำทารุณสัตว์เดรัจฉานทั้งหลาย เช่น วัวหมู หมา เป็ด ไก่ ช้าง ม้า เป็นต้น
     
  7. HONGTAY

    HONGTAY ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 กุมภาพันธ์ 2007
    โพสต์:
    36,548
    กระทู้เรื่องเด่น:
    143
    ค่าพลัง:
    +147,411
    นางงามนางแบบ

    หลวงปู่คำคะนิงเดินเที่ยวชมเมืองนรกต่อไป เห็นสถานที่แห่งหนึ่งสว่างไสวรุ่งเรืองดุจแสงฟ้าแลบอยู่แปลบปลาบเป็นยกพื้นเวทีกว้างคล้ายสะพานทอดยาวโค้งลงไปในสระน้ำอันกว้างใหญ่สระน้ำนั้นลุกไหม้เป็นเปลวไฟแดงฉานโชติช่วง น่าสะพรึงกลัวก็รู้ว่าเป็นขุมนรก

    บนสะพานนั้นมีหญิงสาวรูปร่างอรชรสวยงามจำนวนมากพากันเดินออกจากเวทีมีม่านผืนใหญ่มหึมาหญิงสาวเหล่านั้นแต่งกายด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์สวยงาม เดินนวยนาดลงจากเวทีทอดแขนทอดขามาตามสะพาน

    จ่ายมบาลอธิบายว่า มนุษย์ผู้หญิงเหล่านี้เป็นพวกนางงามนางแบบ กำลังเดินโชว์ร่างกายและเสื้อผ้า หลวงปู่คำคะนิงยืนงุนงงประหลาดใจยิ่ง

    นางงาม นางแบบ เสื้อผ้าอาภรณ์อันสวยงามฉูดฉาดสะดุดตาเหล่านั้นเดินเรียงรายตามกันออกไปยืนอยู่กลางสะพานแล้วเยื้องกรายเปลื้องเสื้อผ้าออกก่อนเหลือแต่ร่างเปลือยล่อนจ้อนอุจาดนัยน์ตาแต่ละนางร่างสวยงามด้วยส่วนสัดปานนางฟ้า

    จากนั้นก็มีนกอินทรีตัวใหญ่บินมาจากไหนไม่รู้นัยน์ตานกอินทรีแดงฉานพวยพุ่งออกมาเป็นเปลวไฟมันบินมาตรงหน้าหญิงสาวแต่ละนางที่ยืนเปลือยกายอยู่
    แล้วใช้จะงอยปากอันคมกริบจิกเข้าที่หน้าผากหญิงสาว กระชากทีเดียวหนังศีรษะและเส้นผมก็ลอกออกมาตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า กลายเป็นหนังทั้งแผ่นหญิงสาวนางนั้นส่งเสียงหวีดร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด

    เมื่อนกอินทรีจิกลอกเอาหนังออกไป ก็เหลือแต่ร่างที่แดงฉานไปด้วยเลือดน่าขยะแขยงชวนขนพองสยองเกล้า จะมองหาความงามเมื่อตะกี้นี้ไม่พบเลยนกอินทรีได้จิกกินนัยน์ตาทั้งสองข้างก่อน แล้วจึงจิกเอาเนื้อแดง ๆออกมาเผยให้เห็นอวัยวะภายใน คือ ตับไตไส้พุง น่าขยะแขยง ไม่สวย ไม่งาม

    จากนั้นนกอินทรีจิกกินตับไตไส้พุงจนหมดสิ้น เหลือแต่ร่างโครงกระดูกจะหาความสวยงามไม่ได้เลย กลายเป็นร่างโครงกระดูกยืนสั่นสะท้านอยู่

    ฝ่ายหญิงสาวคนอื่น ๆ เห็นเช่นนั้น ก็มีความหวาดกลัวอย่างสุดขีดพากันกระโดดหนีลงไปในสระนรกที่เป็นเปลวไฟลุกโชติช่วงแดงฉานนั้นก็ถูกเปลวไฟนรกลุกเผาไหม้ส่งเสียงร้องกรีดแหลมระเบ็งเซ็งแซร่ด้วยความเจ็บปวด

    แต่แล้วก็มีเหล็กคล้ายหอกเผาไฟแดง ๆแทงทะลุร่างหญิงสาวเหล่านั้นส่งขึ้นมาจากขุมไฟนรกร่างที่ไหม้เหลือแต่กระดูกขาวโพลนก็กลับกลายเป็นร่างหญิงสาวสวยงามเหมือนเดิม มีเสื้อผ้าอาภรณ์สวมใส่เหมือนเดิมทุกอย่าง

    ต่อจากนั้นก็ถูกนกอินทรีโผบินเข้าจิกกระชากเสึ้อผ้าออกเหลือแต่กายเปลือยล่อนจ้อน แล้วจิกหนังลอกออกทั้งแผ่น จิกกินเนื้อกินตับไตไส้พงเหมือนที่กระทำกับหญิงสาวคนแรก

    ส่วนหญิงสาวคนอื่น ๆ มีความหวาดกลวัส่งเสียงหวีดร้องวุ่นวายระเบ็งเซ็งแซร่นั้นจะวิ่งหนีไปทางไหนก็ไม่ได้

    เพราะมีหอกเผาไฟแดง ๆ แทงขึ้นมาจากขุมนรกเพลิง จี้สกัดหน้าหลังไว้รอบข้างไปหมด

    หลวงปู่คำคะนิงสลดสังเวชเป็นที่ยิ่ง ไม่ทราบว่าหญิงสาวเหล่านั้นมีความผิดสถานใด ถึงต้องมาถูกกระทำลงโทษอย่างโหดเหี้ยมอำมหิตถึงปานนี้
    จ่ายมบาลล่วงรู้วาระจิตได้ตอบว่าหญิงสาวเหล่านี้สมัยเป็นมนุษย์ชอบประพฤติตนทางอนาจารคืออวดร่างกายของตนเปลือยร่างต่อสาธารณะและหลงใหลลุ่มหลงในเสึ้อผ้าอาภรณ์เครื่องตกแต่งประดับกายอย่างไม่ลืมหูลืมตา
    สามารถกระทำชั่วได้ในทุกสิ่ง เพื่อแสวงหาเงินมาซึ้อเสื้อผ้าอาภรณ์ประดับตัวเองอวดคนอื่น

    เป็นผู้หญิงประเภทฟุ้งเฟ้อเห่อเหิม ไม่รู้จักศาสนาคำสั่งสอนของศาสดาองค์ใด ไม่เชื่อในคุณธรรมความดีใด ๆ ไม่ละอายแก่ใจ

    เชื่อแต่ว่า เกิดมาชาตินี้ชาติเดียว ต้องแสวงหาความสุขสนุกสถานให้เต็มที่กิน ถ่าย เสพกามและนอนเท่านั้น อย่างอื่นไม่คิด ชาติหน้าไม่มี บาปบุญไม่มีนรกไม่มี

    ดังนั้นเมื่อหญิงสาวเหล่านี้ตายแล้วจึงต้องมาเสวยกรรมอยูในนรกเช่นนี้

    http://www.watbuddhaprommapanyo.com/board/showthread.php?t=6616
     
  8. fay10

    fay10 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    17 ธันวาคม 2009
    โพสต์:
    732
    ค่าพลัง:
    +2,759
    ขออนุโมทนาด้วยค่ะ นรกสวรรค์มีจริง ทำดีย่อมได้ไปสวรรค์
     
  9. toomdoi

    toomdoi เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    30 มิถุนายน 2009
    โพสต์:
    220
    ค่าพลัง:
    +839
    อนุโมทนา

    นรกสวรรค์มีจริง กรรมใดใครก่อ คนนั้นย่อมรับกรรมเอง

    ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเราตถาคต
     
  10. hackyz

    hackyz เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 เมษายน 2010
    โพสต์:
    232
    ค่าพลัง:
    +242
    เวรกรรมแท้ๆ รู้อย่างนี้แล้วคงต้องละบาปทำดี หากยังทำบาปอยู่ก็ถือว่าเบาปัญญายิ่งนัก ช่วยกันทำดีและเผยแผ่บทความเตือนสติเตือนใจนี้ไปให้กว้างขวางเพื่อเป็นกุศลช่วยเหลือผู้คลา่งแคลงใจในกฎแห่งกรรมให้ได้รู้แจ้งเห็นจริงจะได้เกรงกลัวต่อบาป เป็นกุศลอย่างยิ่ง สาธุ... อนุโมทนาบุญ
     
  11. POTIYAKOSITHI

    POTIYAKOSITHI สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 กันยายน 2010
    โพสต์:
    13
    ค่าพลัง:
    +21
    สาธุๆๆ
    ใจหายว๊าบๆๆๆ
    ขอบคุณสำหรับเนื้อหาดีๆที่ถ่ายทอดมา
    ผมคงจะเป็นหนึ่งในหลายๆคนที่หลวงปู่เคยไปมาแน่
    ที่ผ่านมามีครบเลยเต็มเพียบ
     
  12. ttt2010

    ttt2010 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    11 ธันวาคม 2010
    โพสต์:
    1,754
    ค่าพลัง:
    +899
    อนุโมทนาสาธุ บุญนี้ ขอยกให้กับท่านเจ้าของกระทู้ด้วยเทอญ...
    ttt2010 ศิษย์พระอาจารย์บุญยง อภิลาโส ภิกขุ

    _____________________________________________________
    บอกบุญแหล่งทำบุญ
    เปิดดวง พิธีกรรมแก้ดวงชะตา (สำนักสงฆ์พรหมรังศรี)
    กฐินสามัคคีปฐมฤกษ์เบิกชัย ที่พักสงฆ์พรหมรังศรี
    ท่องวัดและศาสนสถานที่สำนักสงฆ์พรหมรังศรี<!-- google_ad_section_end --><!-- google_ad_section_end --><!-- google_ad_section_end --><!-- google_ad_section_end --><!-- google_ad_section_end --><!-- google_ad_section_end --><!-- google_ad_section_end --><!-- google_ad_section_end --><!-- google_ad_section_end --><!-- google_ad_section_end --><!-- google_ad_section_end --><!-- google_ad_section_end --><!-- google_ad_section_end --><!-- google_ad_section_end --><!-- google_ad_section_end --><!-- google_ad_section_end --><!-- google_ad_section_end --><!-- google_ad_section_end --><!-- google_ad_section_end --><!-- google_ad_section_end --><!-- google_ad_section_end --><!-- google_ad_section_end --><!-- google_ad_section_end -->
     
  13. grosso

    grosso Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 กันยายน 2011
    โพสต์:
    34
    ค่าพลัง:
    +58
    ผมคงแก้ไขอะไรไม่ได้แล้วละครับ ผมผิดข้อกาเมนะครับ ไปลักเมียเขามาเป็นชู้เรา ถึงตอนนี้จะเลิกแล้ว แต่ก็ยังคงกลัวผลของการกระทำอยู่ แต่ถ้าไม่มีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น ตัวผมเองก็คงไม่ได้สนใจใฝ่ธรรมมะสักเท่าไรนัก พอเกิดเรื่องขึ้นก็กลัวบาป อยากจะสร้างบุญให้เยอะตามกรรมที่ได้ก่อไว้นะครับ ไม่รู้ว่าจะดีหรือจะแย่ อนุโมทนาด้วยครับ ขอบคุณ จขกท. ด้วยครับ
     
  14. Unlimited Indy

    Unlimited Indy เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 กุมภาพันธ์ 2012
    โพสต์:
    1,229
    ค่าพลัง:
    +804
    ธรรมย่อมคุ้มครองผู้ประพฤติธรรม
    อ่านแล้วรู้สึกสลดสังเวชยิ่งนัก
    อนุโมทนาบุญกับท่านที่นำมาเผยแผ่สำหรับธรรมทานนี้ สาธุสาธุสาธุ
     
  15. CHUND

    CHUND เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 ธันวาคม 2009
    โพสต์:
    151
    ค่าพลัง:
    +145
    อนุโมทนาด้วยครับ อ่านแล้วทำให้เกิดแง่คิดดีๆ หลายเรื่อง
     
  16. siwatcha

    siwatcha เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    24 กรกฎาคม 2012
    โพสต์:
    220
    ค่าพลัง:
    +1,236

    อีกทั้งอ่านแล้วน้อมนำเข้ามาคิดพิจารณาว่าทุกสิ่งล้วนเป็นสัจธรรมโดยแท้ ที่ว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว และหลายคนมากทีเดียวที่กว่าจะคิดได้ต้องใช้คำว่าสายเสียแล้ว สายน้ำไม่ไหลทวนหวลกลับเช่นไร วันเวลาก็เช่นนั้นจริง ๆ

    ตัวอย่างเห็นชัด ๆ ที่โด่งดังมากเมื่อเร็ว ๆ นี้ก็เช่นกัน (ขออนุญาติไม่เอ่ยนามผู้วายชนม์) เพราะยามมีชีวิตก็ใช้ชีวิตปรามาทเหลือเกินทำเรื่องไม่ดีไว้มากมายสุดท้ายก่อนเสียชีวิต ผู้เสียชีวิตได้กลับตัวกลับใจต้องการกลับมาเป็นหัวหน้าครอบครัวที่ดีรักลูกรักเมียจริง ๆ แต่มันไม่ทันไง!! "หมดเวลาแล้ว" ไม่ทันแล้วชีวิตคุณต้องดับดิ้นภายในวันนั้นๆ น่าเสียดายโอกาสจริง ๆ

    ทุกการกระทำของมนุษย์เรา มิอาจหลบหลีกสายตา อันเที่ยงตรงและยุติธรรมของ ฟ้า ได้เลย เร่งทำความดีกันเถอะนะคะ เพราะความตายนั้นเรามิอาจรู้ได้จริง ๆว่าเมื่ีอไร วันนี้ พรุ่งนี้หรือ ปีหน้าหรือปีไหน ๆ น่ากลัวจริง ๆ หากเกิดมาแล้วต้องตายอย่างไร้คุณค่าและไม่เคยฝากคุณงามความดีไว้บนโลกเลย

    เจริญในธรรม กำหนดมีพระพุทธเจ้าเป็นพุทธานุสติเสมอค่ะ
     
  17. many888

    many888 สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 สิงหาคม 2018
    โพสต์:
    2
    ค่าพลัง:
    +1
  18. madeaw23

    madeaw23 สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 ตุลาคม 2017
    โพสต์:
    194
    ค่าพลัง:
    +155
    อนุโมทนาสาธุครับ
     

แชร์หน้านี้

Loading...