หลวงปู่เทพโลกอุดรเตือนภัย ให้ลูกหลานรีบสร้างความดี

ในห้อง 'ภัยพิบัติและการเตรียมการ' ตั้งกระทู้โดย siwakorn559, 21 พฤษภาคม 2018.

  1. siwakorn559

    siwakorn559 เมตตาธรรม ค้ำจุนโลก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 สิงหาคม 2016
    โพสต์:
    76
    ค่าพลัง:
    +143
    IptM6ai.jpg

    21 / 5 / 2561

    ลูกหลานหลวงปู่ใหญ่ส่งภาพนี้มาให้หลวงปู่อธิษฐานจิต หลวงปู่จึงอธิษฐานด้วยพลังครอบจักรวาลให้ลูกหลานทุกคนนำไปบูชาให้เกิดสวัสดิมงคลผ่านพ้นภัยพาลทุกประการ.. ผู้ใดที่ทำภาพนี้ขึ้นมาเป็นคนแรกหลวงปู่ขออนุโมทนาบุญด้วย นะลูกหลานเอ๊ย

    ช่วงเวลาต่อไปนี้ลูกหลานต้องระมัดระวังภัยกันให้มากนะลูกนะ เพราะพลังงานฝ่ายลบมีมาก พลังงานฝ่ายบวกมีน้อย แม้แต่ผู้ใฝ่ธรรมเองก็ยังใช้ความรู้ธรรมะซึ่งตนเองยังรู้ไม่จริง รู้ไม่ละเอียดลออ ไปกดข่มผู้อื่นในลักษณะอุปนิสัยกระด้าง มีอัตตาสูง มีอัสมิมานะและศีลพรตปรามาส มุ่งหมายข่มขี่ผู้อื่นว่าไม่รู้ ไม่ถูกต้องเท่าตน ตนนั้นมีความดีงามถูกต้องมากกว่าใครๆ.. นี่เองที่เป็นเครื่องตัดสินของผู้คุมกฎเบื้องบนในระดับจักรวาลว่า "ถึงเวลาแล้วหรือยังที่มนุษย์จะต้องได้รับบทเรียนครั้งยิ่งใหญ่ !?" เพราะบทพิสูจน์ก็คือ สถานการณ์ปัจจุบันนี้แม้ขนาดในหมู่ผู้คนที่ใฝ่ธรรมยังมีจิตใจกระด้าง ขุ่นมัว มีอัตตาสูง มุ่งหมายกดข่มผู้อื่น ความอารีอารอบต่อผู้อื่นมีน้อยยิ่งนัก.. แล้วผู้ที่มิได้ใฝ่ธรรมเล่า จะมีพฤติกรรมหยาบกระด้างกว่านี้สักเพียงใด !?

    หลวงปู่ใหญ่ พระอรหันต์ทั้งปวง หรือแม้กระทั่งพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ มิอาจฝืนกฎแห่งกรรมเพื่อช่วยเหลือมนุษย์ได้. กฎแห่งกรรมนั้นเป็นหลักใหญ่รองลงมาจากกฎแห่งธรรม การแก้ไขปรับปรุงบาปกรรมส่วนรวมให้ดีขึ้น โดยเฉพาะวิบากกรรมที่เกี่ยวข้องกับภัยพิบัติ และการเบียดเบียนล้างผลาญทำสงครามกันนั้น ต้องแก้ไขโดยอาศัยกฎแห่งธรรม กล่าวคือ มวลมนุษย์ส่วนใหญ่จะต้องช่วยกันกำหนดพฤติกรรมทางใจ-วาจา-กายให้ดีงามสูงส่ง ให้อิทธิพลของพลังฝ่ายดีอยู่เหนือฝ่ายชั่ว ให้ฝ่ายชั่วอ่อนกำลังลง. มนุษย์เพียงจำนวนน้อยนิด แม้มีฤทธิ์เดชเพียงใดก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงบาปกรรมของคนส่วนใหญ่ได้

    แต่ในหมู่มนุษย์จำนวนน้อยนิดที่เป็นกัลยาณมิตรกัน ใฝ่ธรรมด้วยใจบริสุทธิ์แท้จริงร่วมกัน ปราศจากปรามาสข่มขี่กัน ย่อมมีพลังฝ่ายบวกที่จะช่วยเหลือเกื้อกูลกันและกันให้ปลอดภัย ผ่านพ้นภัย ไปได้

    หลวงปู่ใหญ่จึงขอให้ลูกหลานอย่าตื่นตระหนก เพียงตั้งสติ ปฏิบัติบูชา ทาน-ศีล-ภาวนา สวดมนต์ ทำกรรมฐานกันให้มาก ด้วยใจสะอาด-สว่าง-สงบ-แจ่มใส-เบิกบาน บุญบารมีแห่งพุทธะและอริยะบุคคลโดยเฉพาะหลวงปู่ใหญ่ซึ่งประสิทธิให้ลูกหลาน ย่อมช่วยลูกหลานได้ เมื่อลูกหลานปฏิบัติบูชาอย่างดีงามสม่ำเสมอ

    การที่หลวงปู่ใหญ่บอกกล่าวข่าวสารครั้งนี้ อาจมีผลให้ภัยที่จะเกิด เลื่อนเวลาออกไปก็ได้ หรือ อาจลดทอนความรุนแรงลงก็ได้ ทั้งนี้เป็นไปตามกฎเบื้องบนประการหนึ่ง คือ เมื่อมนุษย์รู้ว่าภัยจะเกิดแล้ว พากันไม่ประมาท ระมัดระวังตน ปฏิบัติตนอยู่ในศีลธรรมกันมากขึ้น สภาวะที่คุมกฎอยู่ก็จะยังไม่ส่งภัยพิบัติมาให้บทเรียนแก่มนุษย์ในขณะนั้น

    แต่สภาวะที่คุมกฎอยู่นี้ ได้ส่งสัญญาณมาเตือนมนุษย์หลายครั้งหลายคราแล้ว และได้เลื่อนเวลาแห่งภัยพิบัติด้วยใจกรุณาต่อมวลมนุษย์ไปหลายครั้งหลายคราแล้ว

    ฉะนั้นความแน่นอนที่จะเกิดภัยพิบัติในช่วงเวลาต่อไปนี้ จึงมีมากขึ้นกว่าระยะเวลาที่ผ่านมา หรือหากไม่เกิดภัยพิบัติจากธรรมชาติ ภัยพิบัติจากการเบียดเบียนผลาญพร่าครั้งใหญ่ในหมู่มนุษย์ เช่น ภาวะสงคราม ก็อาจจะเกิด.. นะลูกหลานเอ๊ย

    และหลวงปู่ใหญ่ก็จะต้องเน้นย้ำด้วยหลักของพระพุทธองค์ผู้ทรงเป็นหลักใจอันประเสริฐว่า "จงตระหนักแต่อย่าตระหนก ; จงระวังแต่อย่าระแวง" .. ผู้ใดเป็นพุทธศาสนิกชนโดยแท้จริง เป็นลูกหลานหลวงปู่ใหญ่ ต้องรับรู้ด้วยใจ สงบ เบิกบาน ดำเนินการอย่างถูกต้องสอดคล้องครบถ้วนไปตามเหตุปัจจัย .. เมื่อเป็นกรรมส่วนรวม เราซึ่งเป็นคนส่วนน้อยได้ปฏิบัติดีประพฤติชอบอย่างที่สุดแล้ว ฉะนั้นสิ่งใดจักต้องเกิดก็ต้องปล่อยให้เกิด.. ปฏิบัติบูชาด้วยใจบริสุทธิ์สะอาด-สว่าง-สงบไว้เถิด.. นะลูกหลานเอ๊ย ๚
    ----------------
    #หลวงปู่เทพโลกอุดร.
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    แก้ไขครั้งล่าสุด: 23 พฤษภาคม 2018
  2. ทอนเงิน

    ทอนเงิน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 มีนาคม 2017
    โพสต์:
    499
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +575
    อันนี้หลวงปู่ใหญ่เตือนมาไหม่หรอครับ
     
  3. เกษม

    เกษม เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 พฤศจิกายน 2004
    โพสต์:
    20,861
    ค่าพลัง:
    +74,544
    ทำไมดารา นักร้อง นักแสดง ส่วนใหญ่ตกนรก?

    1.ถาม : เมื่อกี้ผมเล่าให้น้องเขาฟังครับ เรื่องดารา ถ้าไม่เคยทำบุญอย่างอื่น ตกนรกหมดเพราะทำให้คนยึดติด ก็รู้สึกเอ๊ะ ในเมื่อดาราเขาทำสัมมาอาชีวะแล้ว ทำไมต้องไปตกนรกด้วย ในเมื่อถ้าเขาไม่ทำเขาก็ไม่มีกิน ?

    ตอบ : มันเป็นมิจฉาทิฏฐิ คือ สิ่งที่เขาทำมันค้านกับธรรมะที่แท้จริง เพราะว่าสิ่งที่เขาทำมันเป็นมายา มันทำให้คนหลงยึดติดอยู่

    สังเกตไหมล่ะว่า นางอิจฉาเข้าไปในตลาด ดีไม่ดีเจอเปลือกทุเรียน ไม่ก็รองเท้าขว้างเอานั่นน่ะ คนมันยึดขนาดนั้น

    พระพุทธเจ้าสอนให้ละ พวกนี้ทำให้ยึด มันตรงกันข้ามกับสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอน เรียกว่ามิจฉาทิฏฐิ โทษของมิจฉาทิฏฐินี่มันหนักมากนะ อเวจีที่เดียว น่าสงสารมากเลย

    ในพระไตรปิฎกมีอยู่ คือ พระตาลปุตตคามินีเถระ ท่านเป็นนักแสดงที่มีชื่อเสียงมาก ได้รับการอบรมมาจากวงการนักแสดง เขาบอกไว้ว่า บุคคลที่สร้างความรื่นเริงให้แก่ผู้อื่น จะได้เป็นสหายของเทวดาชั้นดาวดึงส์ ก็คือว่าจะได้ไปเกิดที่นั่น ภาษาบาลีฟังยากมันต้องแปลเป็นไทยอีกทีหนึ่ง ท่านเองท่านก็ยึดมั่นในจุดนั้นมา

    คราวนี้พอไปเปิดการแสดงที่เมืองสาวัตถี ได้ยินมาว่าสมณโคดมทราบเรื่องทุกอย่าง ได้โอกาสก็เข้าไปกราบทูลถามพระพุทธเจ้าว่าสิ่งที่ท่านทำจะให้ท่านได้เกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์จริงไหม พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า ดูก่อนมายาการ อย่าเพิ่งให้เราพยากรณ์เลย ท่านเองถามถึง ๓ วาระ พอถึงครั้งที่ ๓ พระพุทธเจ้าบอกว่าลงอเวจีมหานรก

    คราวนี้ดีตรงที่ว่าท่านเชื่อ นั่งร้องไห้เลย ถามว่าทำอย่างไรถึงจะรอดได้? พระพุทธเจ้าบอกว่า บวชแล้วปฏิบัติ ไม่นานท่านก็เป็นพระอรหันต์ รอดไปถ้าไม่เชื่อก็ซวย

    คราวนี้มันมีตัวอย่างอยู่ ดาราวัยรุ่น ธรรม์ โทณวณิก ที่ตาย ดูคนไปงานศพกี่หมื่น? ถ่ายรูปลงหนังสือพิมพ์ออกมาเห็นแล้วตกใจ มันทำให้คนติดได้ขนาดนั้น แล้วดาราเพลงร็อคของญี่ปุ่น มันมากันที คนแห่กันไปดอนเมือง รถติดบรรลัยวายวอดเลย คนติดมันขนาดไหน? แต่มันเป็นการยึดในทางที่ผิด จริง ๆ แล้วการปฏิบัติมันต้องปล่อย ยึดเมื่อไหร่ก็อยู่แค่นั้นแหละ

    2.ถาม : แต่มันเป็นเรื่องทางโลกนะครับ ไม่มีก็ไม่ได้

    ตอบ : ก็มันไม่มีก็ได้ ถ้าหากว่าคนเราพอใจมีธรรมะประกอบอยู่ แต่บังเอิญว่าคนเรามันไม่สนใจจะหันมาหาธรรมะ มันสนใจแต่ทางด้านโน้นจริง ๆ แล้วพวกนี้น่าสงสารมาก การแสดง แสง สี เสียง อะไรต่าง ๆ ก็ดี ที่มันเกิดขึ้นมา เพื่อกระตุ้นในเรื่องของรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เหล่านี้ มันทำให้ปีติเกิดขึ้นในใจชั่วคราว ทำให้จิตมันฟูขึ้นมาทำให้รู้สึกว่ามีความสุข แต่มันเป็นความสุขที่เกิดจากการกระตุ้นภายนอก

    มันไม่เหมือนกับการรักษาศีลเจริญภาวนาที่เป็นความสุข ที่เป็นปีติที่เกิดขึ้นจากภายใน มันอยู่ยั่งยืนยงกว่า เพราะมันสร้างขึ้นมาเอง แต่ว่าอันโน้นมันเกิดจากการกระตุ้นภายนอก เมื่อขาดสิ่งกระตุ้นนั้นมันก็ขาดไป พวกนี้ก็จะเกิดอาการทุกข์ขึ้นมา ทุกข์ตรงที่ว่า เอ๊ะ ทำไมไอ้ความสุขที่เคยมีมันหายไป? ก็ตะเกียกตะกายไปหาอีก ก็ต้องไปกินเหล้าเมายา ไปเต้นรำ ไปเข้าคลับเข้าบาร์กัน เข้าโรงหนังฟังเพลง ไปกรี๊ดกันถึงจะมัน

    3.ถาม : พวกนักร้องก็เหมือนกันหรือครับ?

    ตอบ : เหมือนกันหมด พวกนี้ส่วนใหญ่แล้ว ทำให้คนยึดติด ถ้าไม่เคยทำบุญอื่นมา ในลักษณะที่เรียกว่ากำลังใจทรงตัวนะ โอกาสรอดอเวจีน้อยเต็มที น่าสงสาร

    4.ถาม : อย่างนี้พวกนักฟุตบอล มันก็เกี่ยวเนื่องไหมครับ ?

    ตอบ : มันก็มีสิทธิ์เหมือนกัน

    5.ถาม : อย่างพวกแมนยูฯ ลิเวอร์พูล อาร์เซนอล

    ตอบ : พวกนี้จริง ๆ มันไม่น่าโทษเขานะ ไอ้คนระยำดันไปติด

    6.ถาม : เลยพาเขาซวยไปด้วย

    ตอบ : ต้องดูเจตนาของเขา ถ้าเจตนาของเขา คือ ว่าวางลีลา จะมีท่าแปลก ๆ อะไรออกมาเพื่อดึงดูดใจคน นี่เจตนาชัดเลย โทษ ๑๐๐% แต่ถ้าหากว่าเป็นอาชีพของตัวเอง ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด คนอื่นจะเป็นอย่างไรเราไม่เกี่ยว นี่โอกาสรอดยังมีเยอะ คราวนี้แบบแรกมันจะเยอะ เป็นแบบแรกเกือบหมด

    7.ถาม : ตายแน่ เดวิด เบคแฮม ...(หัวเราะ)... โฮ ทั้งสามีภรรยาเลย

    ตอบ : เอาให้ถึงเวลาก็ไปดูแล้วกัน ถ้าคนไปติดเขาเองน่ะ จริง ๆ แล้ว โทษเขาไม่มี แต่ว่าพวกนี้ส่วนใหญ่เจตนาหาจุดเด่นขึ้นมาเพื่อดึงดูด มันช่วยได้เยอะ ชื่อเสียงของตัวเองก็ได้ เงินทองก็มากขึ้น

    8.ถาม : ถ้าเป็นดารา ก็คิดว่าเราทำหน้าที่ของเรา


    ตอบ : คือทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุดไป แล้วถึงเวลาเรื่องของบุญของบาปนะ บาปเราก็ละ บุญเราก็ทำ ให้จิตใจมันเกาะบุญมากกว่าบาป โอกาสรอดมันก็มี

    สนทนากับพระอาจารย์เล็ก สุธมฺมปญฺโญ
    ณ บ้านอนุสาวรีย์ฯ เดือนธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๔๓


    ที่มา http://www.buddha-dhamma.com/index.php?lay=boardshow&ac=webboard_show&WBntype=1&No=1299638
     
  4. เกษม

    เกษม เป็นที่รู้จักกันดี สมาชิก Premium ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 พฤศจิกายน 2004
    โพสต์:
    20,861
    ค่าพลัง:
    +74,544
    แฟนหนังทั่วโลกช็อก หลังปรากฏภาพเจ็ทลีเปลี่ยนไปเพราะป่วยหนัก

    1526973281386-960x0-jpg.jpg

    ฮ่องกง 22 พ.ค.- แฟนหนังกำลังภายในที่ชื่นชอบดารานักบู๊เจ็ท ลี หรือหลี่เหลียนเจี๋ยต่างส่งกำลังใจภาวนาให้เขามีสุขภาพแข็งแรงดีขึ้น ภายหลังเมื่อเร็วๆนี้มีภาพเผยแพร่ออกมาว่าเขาดูป่วยมาก และต้องมีคนช่วยพยุงเดิน เนื่องจากภาวะไทรอยด์เป็นพิษและบาดเจ็บที่กระดูกสันหลัง

    นักแสดงเชื้อสายจีนที่มีผลงานในวงการบันเทิงฮอลลีวูด เช่น Lethal Weapon 4, Romeo Must Die และExpendables 2 กล่าวเมื่อ 5 ปีก่อนว่าเขาป่วยด้วยโรคไฮเปอร์ไทรอยด์ซึ่งเป็นภาวะต่อมไทรอยด์สร้างฮอร์โมนมากเกินไป ทำให้ระบบเผาผลาญทำงานมากขึ้น ภาพล่าสุดของเจ็ท ลีที่เผยแพร่ออกมาคือภาพที่เขาไปวัดในทิเบตซึ่งอยู่ในสภาพอิดโรยและต้องอาศัยคนคอยช่วยพยุงเดิน ดารานักบู๊วัย 55 ปีกล่าวในงานเลี้ยงอาหารค่ำ เพื่อการกุศลของมูลนิธิวันฟาวเดชันที่กรุงปักกิ่งเมื่อปีที่แล้ว โดยเปิดเผยเกี่ยวกับอาการป่วยหลังหายหน้าไปจากวงการบันเทิงว่า เขาได้รับการวินิจฉัยว่าป่วยเป็นไทรอยด์เมื่อปี 2553 และต้องเข้ารับการรักษาถึงเริ่มฟื้นตัวดีขึ้น

    หลี่เหลียนเจี๋ย บอกว่าการที่เขายึดมั่นในคำสอนของพุทธศาสนา นั่งสมาธิ และอ่านหนังสือสวดมนต์ช่วยให้อาการดีขึ้น แพทย์เคยเตือนเมื่อ 5 ปีก่อนว่าหากเขายังคงใช้ร่างกายอย่างหักโหมในการแสดงหนัง จะต้องจบลงด้วยการนั่งเก้าอี้รถเข็นแน่นอน หลังจากเขาได้รับบาดเจ็บอย่างหนักครั้งแรกตั้งแต่อายุ 18 ปี ชาวเน็ตต่างช็อกที่ได้เห็นภาพล่าสุดของเจ็ท ลีในทิเบต ทำให้เกิดเสียงวิจารณ์ขึ้นซึ่งส่วนใหญ่เป็นห่วงสุขภาพของนักแสดงขวัญใจที่ร่วงโรยไปมากจนดูมีอายุเกินจริง .- สำนักข่าวไทย


    ที่มา http://www.tnamcot.com
     
  5. siwakorn559

    siwakorn559 เมตตาธรรม ค้ำจุนโลก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 สิงหาคม 2016
    โพสต์:
    76
    ค่าพลัง:
    +143
    หลวงปู่เทพโลกอุดร
    27 พฤศจิกายน 2017 ·


    #หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ แห่งวัดสะแก ท่านเป็นหน่อพุทธางกูร บำเพ็ญบารมีร่วมกันมากับ #หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด เรียกว่าเป็นน้ำเนื้อเดียวกันเลยก็ว่าได้ ต่อไปในอนาคตท่านจะได้มาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าพระองค์ถัดไป นามว่า "พระศรีอารยเมตไตรย์"

    หลวงปู่ใหญ่จึงได้ทำหน้าที่เกื้อกูลหลวงปู่ดู่ ในสมัยที่หลวงปู่ดู่เดินธุดงค์ในป่าแถบดงพญาไฟ หลวงปู่ดู่ได้รับเชื้อไข้มาลาเรีย หรือไข้ป่า ซึ่งยุคนั้นไม่มีหยูกยารักษาบรรเทา ใครเป็นไข้ชนิดนี้ ต้องตายอย่างทรมานด้วยพิษไข้แทบทุกรายไป

    หลวงปู่ใหญ่จึงได้มอบยาลูกกลอน 2 เม็ดให้หลวงปู่ดู่ฉัน พร้อมด้วยธรรมโอสถทิพย์เป็นเม็ดที่ 3 หลวงปู่ดู่ฉันแล้ว บำเพ็ญจิตตามธรรมโอสถทิพย์นั้นแล้วท่านก็สำเร็จญาณบารมีเบื้องต้น รอดตาย และสามารถเชื่อมต่อบารมีถึงหลวงปู่ทวดได้ในเวลาต่อมา

    แต่หลวงปู่ใหญ่ก็มิได้บอกให้หลวงปู่ดู่รู้ว่าหลวงปู่ใหญ่ช่วยเหลือท่าน

    ตามธรรมดาหลวงปู่ใหญ่ไปช่วยเหลือใครหลวงปู่ใหญ่ก็ไม่บอกคนนั้น เพราะหลวงปู่ใหญ่เป็นอนัตตา ขึ้นอยู่กับว่าคนที่ได้รับความช่วยเหลือนั้นจะพยายามบำเพ็ญจิตสื่อถึงหลวงปู่ใหญ่ แต่ถึงกระนั้นก็อาจเพียงแค่ได้พบเห็นภาพหลวงปู่ใหญ่ในนิมิตเท่านั้น แต่อาจไม่ทราบว่าหลวงปู่ใหญ่เป็นใคร

    หลวงปู่ดู่ท่านมาทราบเรื่องราวของหลวงปู่ใหญ่ เมื่อได้นำความมาบอกกล่าวพระอุปัชฌาย์ท่าน คือ หลวงปู่กลั่น วัดพระญาติ หลวงปู่กลั่นจึงว่า ที่หลวงปู่ดู่รอดตายก็ด้วยหลวงปู่เทพโลกอุดรช่วย ถือได้ว่ามีบุญมากจึงได้พบเห็นหลวงปู่เทพโลกอุดร และมีบุญมากยิ่งขึ้นไปอีกเมื่อหลวงปู่เทพโลกอุดรมอบธรรมโอสถให้

    หลวงปู่กลั่นท่านพรรณนาเรื่องราวเกี่ยวกับหลวงปู่ใหญ่อีกมากมายโดยเฉพาะเรื่องการสืบทอดพระพุทธศาสนาสืบเนื่องจาก "พระพุทธเจ้าศรีศากยมุนีโคดม" องค์ปัจจุบัน ไปเชื่อมต่อกับ "พระพุทธเจ้าศรีอารยเมตไตรย์" ในอนาคตกาลเบื้องหน้า

    หลวงปู่ดู่จึงเข้าใจและปีติซาบซึ้งให้ดวงหทัยยิ่งนัก
    --------------------
    #หลวงปู่เทพโลกอุดร.


    :
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • fAnk1SwTJlR.png
      fAnk1SwTJlR.png
      ขนาดไฟล์:
      750 bytes
      เปิดดู:
      1,512
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 14 กรกฎาคม 2018
  6. siwakorn559

    siwakorn559 เมตตาธรรม ค้ำจุนโลก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 สิงหาคม 2016
    โพสต์:
    76
    ค่าพลัง:
    +143
    หลวงปู่เทพโลกอุดร
    4 มีนาคม 2561 · fAnk1SwTJlR.png


    แต่เดิมยังไม่มีใครเรียกขานหลวงปู่ใหญ่ด้วยชื่อเสียงเรียงนามใดๆทั้งสิ้น เพียงแต่เป็นที่รู้กันในหมู่ผู้ปฏิบัติชั้นลึกซึ้งว่า มี #คณะพระอรหันต์เถระผู้สืบสานพระพุทธศาสนาห้าพันปีตามพุทธพยากรณ์ คอยช่วยเหลือพุทธบริษัทผู้ประพฤติดีปฏิบัติชอบให้หลอมรวมพลังอันดีงามเข้าด้วยกันในการสืบทอดพระพุทธศาสนาให้ดำรงอยู่สืบไปตามพุทธพยากรณ์.

    ต่อมาจึงมีการเรียกขานนาม หลวงปู่เทพโลกอุดร โดยกรมพระราชวังบวรวิชัยชาญ ทรงขนานนามนี้เป็นพระองค์แรก.. นะลูกหลานเอ๊ย๚


    "กรมพระราชวังบวรวิชัยชาญ" ผู้ให้กำเนิดนามเรียกขาน "หลวงปู่เทพโลกอุดร"
    --------------------------
    หลวงปู่ใหญ่ทำหน้าที่สืบสานพระพุทธศาสนามานานแสนนาน โดยมิได้บอกกล่าวนามแก่ผู้ใดทั้งสิ้น ด้วยถือว่าชื่อเสียงเรียงนามเป็นเพียงสิ่งสมมติ แต่เมื่อล่วงเลยมาถึงยุคสมัยที่ถ้อยคำภาษามีความสำคัญต่อการสื่อสารมากขึ้น หลวงปู่ใหญ่จึงได้รับนามเรียกขานว่า "หลวงปู่เทพโลกอุดร"

    ซึ่งนาม "หลวงปู่เทพโลกอุดร" นี้หลวงปู่ใหญ่จักเรียกขานตนเองก็หาไม่ หากแต่มีบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ชาติสยามเป็นผู้เรียกขาน นั่นก็คือ "กรมพระราชวังบวรวิชัยชาญ" หรือ "พระองค์เจ้ายอดประยูรยศ"

    ก็จะต้องย้อนเหตุการณ์ให้ลูกหลานรับทราบถึงรัชกาลที่ ๔ สมัยนั้นประเทศสยามหรือไทยเรามีกษัตริย์สองพระองค์คือ “สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว”

    ทำไมต้องมีกษัตริย์พร้อมกันสองพระองค์ด้วย ? ก็เป็นเพราะสมเด็จพระปิ่นเกล้านั้นมีดวงพระชาตามากด้วยบุญบารมีอย่างยิ่ง

    สมเด็จพระปิ่นเกล้าเป็นผู้รอบรู้ทั้งศิลปวิทยาทั้งของไทยแลฝรั่งตะวันตก มีความแตกฉานทั้งภาษาพูดและภาษาเขียน เชี่ยวชาญวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ทรงมีวิสัยทัศน์โปรดให้หมอมิชชันรีฝรั่งปลูกฝีป้องกันโรคฝีดาษแก่ราษฎรในสมัยนั้นจนประสบผลสำเร็จ ทรงเชี่ยวชาญเรื่องเครื่องยนต์กลไก ทรงต่อเรือรบสองลำแรกขึ้นในประเทศไทย คือ เรือรบอมราวดี แล ศรีอโยธยา

    อีกทั้งทรงเป็นผู้มีเชี่ยวชาญทางไสยเวทย์วิทยา จนเป็นที่ประจักษ์โดยทั่ว เช่น การเสกใบมะขามเป็นตัวต่อตัวแตน เป็นต้น

    แม้พระราชโอรสของพระองค์นามว่า "หม่อมเจ้ายอดประยูรยศ" หรือ เรียกขานกันภายในว่า "พระองค์เจ้ายอร์ช วอชิงตัน"(ด้วยสมเด็จพระปิ่นเกล้าทรงเลื่อมใสความเก่งกาจสามารถของยอร์ช วอชิงตัน ประธานาธิบดีคนแรกของสหรัฐอเมริกา จึงทรงขนานนามพระราชโอรสของพระองค์ดังนี้) ก็มีพระปรีชาสามารถทางด้านไสยเวทอย่างโดดเด่นเช่นกัน

    ภายในวังของหม่อมเจ้ายอดทรงปลูกว่านต่างๆไว้มาก ทรงเลี้ยงเองและทรงชิมว่านที่ปลูกจนลิ้นดำ ผู้คนเรียกพระองค์ว่า “พระองค์เจ้าลิ้นดำ”

    พระองค์ทรงพากเพียรแสวงหาครูบาอาจารย์ที่มีวิชาเป็นยอดแห่งแผ่นดินสยาม พระองค์ตั้งจิตอธิษฐานอย่างแน่วแน่เพื่อให้รู้ ได้ทราบซึ้งถึงแก่นแท้แห่งวิชชาในพระพุทธศาสนา

    จากการมุ่งแสวงหาอย่างไม่ลดละทำให้พระองค์ได้มีโอกาสพบพระภิกษุลี้ลับรูปหนึ่ง โดยไม่ทราบชื่อเสียงเรียงนาม สังเกตดูว่ายังไม่แก่ชราสักเท่าใดนัก แต่ผมกลับขาวโพลนไปทั้งศรีษะ มีราศีสว่างไสว ดูแล้วน่าเลื่อมใสศรัทธายิ่งนัก

    พระภิกษุรูปนี้สามารถ “ทายใจ” หรือรู้ความคิดในพระทัยพระองค์เจ้ายอดได้อย่างถูกต้องน่าอัศจรรย์ทุกครั้งที่ได้พบปะสนทนา และมักจะรู้เห็นอะไรล่วงหน้าอย่างแม่นยำ ทำให้พระองค์เจ้ายอดมีความศรัทธาอย่างยิ่ง ถึงขนาดเสด็จออกจากวังไปครั้งละหลายๆ วันเพื่อไปฝึกวิปัสสนากรรมฐานกับพระอาจารย์ลี้ลับรูปนี้ จนมีผลต่อมาให้พระองค์มีความสามารถทางจิตเป็นที่ประจักษ์เล่าขานสืบทอดต่อมาในวังหน้าตราบจนถึงปัจจุบัน

    ในการซึ่งเกิดเรียกขานนาม "หลวงปู่เทพโลกอุดร" ขึ้นมาครั้งแรกนั้น พระองค์เจ้ายอดทรงตรัสถามถึงนามของพระอาจารย์ที่สอนกรรมฐานท่าน แต่พระอาจารย์ท่านมิยอมบอก กล่าวแต่ว่า "มีชีวิตเนิ่นนานมาแล้ว นานจนมิอาจจดจำได้ ด้วยนามก็คือสัญญา-สังขาร เป็นของไม่เที่ยงไม่แท้ เป็นแต่สมมติขึ้นมาเท่านั้นแล.. ลูกหลานเอ๊ย๚"

    พระองค์เจ้ายอดจึงมีพระดำรัสว่า "ถ้าเช่นนั้นแล้ว เกล้าศิษย์ขออนุญาตเรียกขานนามพระอาจารย์ว่า "พระครูเทพโลกอุดร" จักได้ ฤๅหาไม่ ?.....

    ด้วยเกล้าฯตระหนักถึงปรีชาญาณพระอาจารย์นั้นประดุจดั่งเทพเทวา มีอิทธิฤทธิ์เป็นที่ประจักษ์ แลด้วยพระอาจารย์นั้นหมดจดจากอาสวะแล้ว เป็นผู้ดำรงอยู่ “เหนือโลก” จึงสมควรมีสมญานามต่ออีกว่า “โลกอุดร” รวมแล้ว คือ "เทพโลกอุดร" นะพุทธิเจ้าข้าฯ"
    -------------------------------
    #หลวงปู่เทพโลกอุดร.
     
  7. siwakorn559

    siwakorn559 เมตตาธรรม ค้ำจุนโลก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 สิงหาคม 2016
    โพสต์:
    76
    ค่าพลัง:
    +143
    23 / 5 / 2561

    จากที่หลวงปู่ใหญ่ได้รับรู้สภาพใจ -วาจา ของคนยุคนี้มาพอสมควร จึงต้องบอกกล่าวตักเตือนลูกหลานหลวงปู่ใหญ่สักหน่อย.. นะลูกเอ๊ย

    ใครก็ตามที่ได้ฟังหลวงปู่ครูบาอาจารย์ท่านเล่าเรื่องอิทธิปาฏิหาริย์ ก็อย่าเพิ่งด่วนปฏิเสธ อย่าเพิ่งด่วนเชื่อ นะลูกหลาน

    ขอให้ลูกหลานจงปฏิบัติให้จิตตนมีสภาพอ่อนน้อมอ่อนโยน แล้วเราจะได้ประจักษ์ปาฏิหาริย์นั้นด้วยตนเอง

    หรือแม้นมิได้ประจักษ์เพราะบุญแต่ปางก่อนไม่ได้บำเพ็ญมาทางปาฏิหาริย์ หรือบุญไม่สัมพันธ์กับท่านผู้มีปาฏิหาริย์ ก็มิเป็นไรลูก.

    จิตอ่อนโยนที่เราฝึกไว้ดีแล้วนั้นย่อมเป็นพื้นฐานอันดีในการบรรลุธรรมต่อไปได้อีกไม่นาน.

    แต่ถ้าใครมีจิตกร้าวกระด้าง เที่ยวได้ปรามาสดูหมิ่นศรัทธาที่ผู้อื่นเขามีไว้เพื่อเปลื้องทุกข์ของเขาเองหรือเพื่อช่วยเหลือสรรพสัตว์ทั้งหลายโดยสุจริต ไม่ว่าจะโดยลงความเห็นหยาบช้าลงไปเลยว่า โง่งมงาย ไม่น่าเชื่อถือ, หรือแม้เป็นไปในทำนองที่ตนเชื่อถือในปาฏิหาริย์ก็จริง แต่ไปหมิ่นแคลนผู้อื่นเขาว่ามีปาฏิหาริย์สู้ตนเองมิได้ ยกตนข่มท่าน.. นั่นจักเป็นบาปให้เปิดกว้างทางที่ตนตกลงสู่อบายภูมิ โดยแท้..

    ด้วย ธรรม พร และ เมตตา นะลูกหลานเอ๊ย ๚
    ----------------
    #หลวงปู่เทพโลกอุดร.



    .

     
  8. siwakorn559

    siwakorn559 เมตตาธรรม ค้ำจุนโลก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 สิงหาคม 2016
    โพสต์:
    76
    ค่าพลัง:
    +143
    1 กุมภาพันธ์ 2561

    ลูกหลานหลวงปู่ใหญ่ทั้งหลายเอ๊ย๚.. 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561 #วันนี้ถือเป็นวันเริ่มต้นยุคใหม่ของโลก......

    เพราะมีกระแสพลังงานหลากหลายประเภทประดังประเดกันเข้ามามากยิ่งขึ้น ส่งผลให้.. "มนุษย์และสรรพสัตว์ทั้งหลายบนโลก ถูกกระตุ้นให้สำแดงพฤติกรรมของตนออกมาตามกมลสันดานที่สั่งสมมา มากยิ่งขึ้นอย่างชัดเจนกว่ายุคอดีตที่ผ่านมา"

    พูดง่ายๆก็คือ ธรรมชาติต้องการจำแนกคนดีกับคนชั่วออกจากกันให้เด่นชัดยิ่งขึ้น ใครเป็นคนดีก็แสดงออกมาชัดเจนขึ้น ใครเป็นคนชั่วเคยปกปิดซ่อนเร้นพฤติกรรมตนไว้ก็จะแสดงผลออกมาชัดเจนยิ่งขึ้น เช่นกัน

    บุญบารมีและความใฝ่ดีของลูกหลาน เป็นสิ่งสำคัญที่จะพิทักษ์รักษาลูกหลานให้มั่นคงอยู่ในวิหารแห่งคุณธรรมของมนุษย์สืบต่อไป เพื่อให้ลูกหลานไม่ร่วงหล่นสู่ภพภูมิที่ต่ำทรามลงไป เช่น ภูมิเดรัจฉาน เปรต อสุรกาย สัตว์นรก เป็นต้น

    เมื่อสิ่งที่มากระตุ้นมีพลังรุนแรงมากขึ้น ทำอย่างไรจึงจะทำให้คุณธรรมในจิตใจดำรงอยู่ตั้งมั่นไม่หวั่นไหวคลอนแคลน ?

    "#การสวดมนต์" เป็นพื้นฐานสำคัญนะลูกหลานเอ๊ย จงสวดมนต์บ่อยๆ สวดทุกอิริยาบถ สวดทุกขณะ สวดแม้ในขณะทำการงานอยู่(โดยท่องคำสวดอย่างสั้นๆก็ได้ เช่น พุทธัง ธัมมัง สังฆัง สรณังคัจฉามิ เป็นต้น) เป็นสิ่งสำคัญมากๆนะลูก

    ถ้าลูกหลานห่างจากบทสวดมนต์ ห่างจากไตรสรณคมน์ ลูกหลานจะถูกมารและวิบากบาปกรรมดึงตัวดึงจิตวิญญาณไปเป็นเหยื่อหรือไปเป็นพวกด้วย เพราะยุคนี้พลังงานทั้งหลายมันเป็นเช่นนี้ นะลูกหลานเอ๊ย๚

    เพราะฉะนั้น #จงหมั่นสวดมนต์ทุกขณะ_ตลอดเวลา_นะลูกหลานเอ๊ย ด้วยความเมตตาห่วงใยลูกหลานยิ่งนัก จึงบอกจึงเตือนลูกหลานทุกคน อานุภาพพระรัตนตรัย-บุญบารมีหลวงปู่ใหญ่จงคุ้มครองรักษาส่งเสริมลูกหลานทุกคนตลอดเวลา นะลูกหลานเอ๊ย๚
    -----------------
    #หลวงปู่เทพโลกอุดร.
     
  9. siwakorn559

    siwakorn559 เมตตาธรรม ค้ำจุนโลก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 สิงหาคม 2016
    โพสต์:
    76
    ค่าพลัง:
    +143
    13 พฤศจิกายน 2017 ·
    #ยอดพระกัณฑ์พระไตรปิฎกฉบับฉบับหลวงปู่เทพโลกอุดร

    บอกเล่าให้ลูกหลานรู้ไว้ ยอดพระกัณฑ์พระไตรปิฎกแต่งโดยหลวงปู่เทพโลกอุดร.

    ตามประวัติเล่าขานสืบทอดมาบอกว่า ต้นฉบับเดิมเปิดกรุได้ที่เมืองสวรรค์โลก จารเป็นอักษรขอม จารึกไว้ในใบลาน โบราณาจารย์จึงได้แปลเป็นอักษรไทย หลวงธรรมาธิกรณ์ (พระภิกษุแสง - ศิษย์หลวงปู่ใหญ่) ได้มาแต่พระแท่นศิลาอาสน์ มณฑลพิษณุโลก มีคำกล่าวในหนังสือนำนั้นว่า "ผู้ใดมียอดพระกัณฑ์ไตรปิฎกไว้ประจำบ้านเรือน มีอานิสงส์ยิ่งกว่าได้สร้างพระเจดีย์ทองคำสูงเทียมเทวโลกและป้องกันภยันตรายต่าง ๆ ทำมาหากินเจริญ ฯลฯ"
    ยามที่ต้องเผชิญกับภาวะอึมครึม ต้องการให้จิตโปร่ง โล่ง สบาย เบาจิต ลูกหลานควรสวดมนต์บทนี้สม่ำเสมอ. สวดครั้งแรกจิตจะคลี่คลายสว่างโล่งไปได้มาก ต่อจากนั้นให้สวดทุกวันเช้ามืด/ก่อนนอน. ยิ่งสวดมากยิ่งมีอานิสงส์มาก เพราะนี่คือบทสวดที่รวบรวมหัวใจพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ หลักพระพุทธศาสนาไว้ได้ครบถ้วน ไม่มีตกหล่น. มนต์บทนี้จะเป็นพื้นฐานให้ชีวิตดำเนินไปอย่างดีมีสิริมงคลครอบคลุมอยู่ตลอดเวลา ทำให้ชีวิตเจริญรุ่งเรืองสูงสุดทั้งทางโลกและทางธรรม สามารถกำหนดเป้าหมายชีวิตแต่ละระยะไป จนกระทั่งสูงสุดให้เราไปถึงพระนิพพานได้.. นะลูกหลานเอ๊ย.


    ต่อไปนี้คือ บทสวดยอดพระกัณฑ์พระไตรปิฎก บทประพันธ์โดย หลวงปู่เทพโลกอุดร ร้อยเรียงจากใจความสำคัญที่สุดในพระไตรปิฎก. มีอานุภาพมหาศาล แม้สวดคาถาอื่นใดทุกวันเป็นเวลาร้อยปียังสู้สวดพระคาถานี้เพียง 1 จบมิได้ อานิสงส์ครอบจักรวาล ให้ลูกหลานจงหมั่นสวดด้วยใจเคารพบูชา นะลูกหลานเอ๊ย๚ (ฉบับที่หลวงปู่ใหญ่เผยแพร่คราวนี้มีแปลเป็นภาษาไทยให้คนยุคนี้เข้าใจด้วย)
    ------------------------
    ๑. อิติปิโสภะคะวา อะระหัง วะตะ โสภะคะวา ฯ อิติปิโสภะคะวา สัมมาสัมพุทโธ วะตะโสภะคะวา ฯ อิติปิโสภะคะวา วิชชาจะระณะสัมปันโน วะตะโสภะคะวา ฯ อิติปิโสภะคะวา สุคะโต วะตะโสภะคะวา ฯ อิติปิโสภะคะวา โลกะวิทู วะตะโสภะคะวา ฯ

    ๒. อะระหันตัง สะระณังคัจฉามิ อะระหันตัง สิระสานะมามิ สัมมาสัมพุทธัง สะระณังคัจฉามิ, สัมมาสัมพุทธัง สิระสานะมามิ วิชชาจะระณะสัมปันนัง สะระณังคัจฉามิ วิชชาจะระณะสัมปันนัง สิระสานะมามิ, สุคะตัง สะระณังคัจฉามิ, สุคะตัง สิระสานะมามิ โลกะวิทุง สะระณัง คัจฉามิ, โลกะวิทุง สิระสานะมามิ

    ๓. อิติปิโสภะคะวา อะนุตตะโร วะตะโสภะคะวา ฯ อิติปิโสภะคะวา ปุริสะทัมมะสาระถิ วะตะโสภะคะวา ฯ อิติปิโสภะคะวา สัตถารัง เทวะมะนุสสานัง วะตะโสภะคะวา ฯ อิติปิโสภะคะวา พุทโธ วะตะโสภะคะวา ฯ

    ๔. อะนุตตะรัง สะระณังคัจฉามิ อะนุตตะรัง สิระสานะมามิ ปุริสะทัมมะสาระถิ สะระณังคัจฉามิ, ปุริสะทัมมะสาระถิ สิระสานะมามิ, สัตถาเทวะมะนุสสานัง สะระณังคัจฉามิ, สัตถาเทวะมะนุสสานัง สิระสานะมามิ พุทธัง สะระณังคัจฉามิ พุทธัง สิระสา นะมามิ อิติปิโสภะคะวา ฯ

    ๕. อิติปิโสภะคะวา รูปะขันโธ อะนิจจะลักขะณะ ปาระมี จะ สัมปันโน อิติปิโสภะคะวา ฯ อิติปิโสภะคะวา เวทะนาขันโธ อะนิจจะลักขะณะ ปาระมี จะ สัมปันโน อิติปิโสภะคะวา ฯ อิติปิโสภะคะวา สัญญาขันโธ อะนิจจะลักขะณะ ปาระมี จะ สัมปันโน อิติปิโสภะคะวา ฯ อิติปิโสภะคะวา สังขาระขันโธ อะนิจจะลักขะณะ ปาระมี จะ สัมปันโน อิติปิโสภะคะวา ฯ อิติปิโสภะคะวา วิญญาณะขันโธ อะนิจจะลักขะณะ ปาระมี จะ สัมปันโน อิติปิโสภะคะวา ฯ

    ๖. อิติปิโสภะคะวา ปะถะวีจักกะวาฬะ จาตุมะหาราชิกา ตาวะติงสา ธาตุสัมมาทิยานะ สัมปันโน ฯ อิติปิโสภะคะวา เตโชจักกะวาฬะ จาตุมะหาราชิกา ตาวะติงสา ธาตุสัมมาทิยานะ สัมปันโน ฯ อิติปิโสภะคะวา วาโยจักกะวาฬะ จาตุมะหาราชิกา ตาวะติงสา ธาตุสัมมาทิยานะ สัมปันโน ฯ อิติปิโสภะคะวา อาโปจักกะวาฬะ จาตุมะหาราชิกา ตาวะติงสา ธาตุสัมมาทิยานะ สัมปันโน ฯ อิติปิโสภะคะวา อากาสะจักกะวาฬะ จาตุมะหาราชิกา ตาวะติงสา ธาตุสัมมาทิยานะ สัมปันโน ฯ

    ๗. อิติปิโสภะคะวา ยามา ธาตุสัมมาทิยานะสัมปันโน อิติปิโสภะคะวา ตุสิตา ธาตุสัมมาทิยานะสัมปันโน ฯ อิติปิโสภะคะวา นิมมานะระติ ธาตุสัมมาทิยานะสัมปันโน ฯ อิติปิโสภะคะวา กามาวะจะระ ธาตุสัมมาทิยานะสัมปันโน ฯ อิติปิโสภะคะวา รูปาวะจะระ ธาตุสัมมาทิยานะสัมปันโน ฯ

    ๘. อิติปิโสภะคะวา ปะฐะมะฌานะ ธาตุสัมมาทิยานะสัมปันโน ฯ อิติปิโสภะคะวา ทุติยะฌานะ ธาตุสัมมาทิยานะสัมปันโน ฯ อิติปิโสภะคะวา ตะติยะฌานะ ธาตุสัมมาทิยานะสัมปันโนฯ อิติปิโสภะคะวา จะตุตถะฌานะ ธาตุสัมมาทิยานะสัมปันโน ฯ

    ๙. อิติปิโสภะคะวา ปัญจะมะฌานะ อากาสานัญจายะตะนะ เนวะสัญญานา สัญญายะตะนะ อะรูปาวะจะระธาตุ สัมมาทิยานะสัมปันโนฯ อิติปิโสภะคะวา ฉัฏฐะมะฌานะ วิญญานัญจายะตะนะ เนวะสัญญานาสัญญายะตะนะ อะรูปาวะจะระธาตุ สัมมาทิยานะสัมปันโนฯ อิติปิโสภะคะวา สัตตะมะฌานะ อากิญจัญญายะตะนะ เนวะสัญญานา สัญญายะตะนะ อะรูปาวะจะระธาตุ สัมมาทิยานะสัมปันโนฯ อิติปิโสภะคะวา อัฏฐะมะฌานะ เนวะสัญญานายะตะนะ อะรูปาวะจะระธาตุ สัมมาทิยานะสัมปันโน ฯ

    ๑๐. อิติปิโสภะคะวา โสตาปัตติมัคคะธาตุ สัมมาทิยานะสัมปันโน ฯ อิติปิโสภะคะวา สะกิทาคามิปัตติมัคคะธาตุ สัมมาทิยานะสัมปันโน ฯ อิติปิโสภะคะวา อะนาคามิปัตติมัคคะธาตุ สัมมาทิยานะสัมปันโน ฯ อิติปิโสภะคะวา อะระหัตตะปัตติมัคคะธาตุ สัมมาทิยานะสัมปันโน ฯ

    ๑๑. อิติปิโสภะคะวา โสตาอะระหัตตะผะละธาตุ สัมมาทิยานะสัมปันโน ฯ อิติปิโสภะคะวา สะกิทาคามิอะระหัตตะปัตติผะละธาตุ สัมมาทิยานะสัมปันโน ฯ อิติปิโสภะคะวา อะนาคามิอะระหัตตะปัตติผะละ ธาตุสัมมาทิยานะสัมปันโน ฯ

    ๑๒. กุสะลาธัมมา อิติปิโสภะคะวา อะอา ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณังคัจฉามิ ชมภูทีปัญจะ อิสสะโร กุสะลาธัมมา นะโมพุทธายะ นะโมธัมมายะ นะโมสังฆายะ ปัญจะพุทธา นะมามิหัง อาปามะจุปะ ทีมะสังอังขุ สังวิธาปุกะยะปะ อุปะสะชะสุเห ปาสายะ โสโส สะสะ อะอะอะอะนิ เตชะสุเนมะภูจะนาวิเว อะสัมวิสุโล ปุสะพุภะ อิสะวาสุ สุสะวาอิ กุสะลาธัมมา จิตติวิอัตถิ ฯ

    ๑๓. อิติปิโสภะคะวา อะระหัง อะอา ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ สาโพธิปัญจะ อิสะโรธัมมา ฯ

    ๑๔. กุสะลาธัมมา นันทะวิวังโก อิติสัมมาสัมพุทโธ สุคะลาโน ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณังคัจฉามิ จาตุมะหาราชิกา อิสะโร กุสะลาธัมมา อิติ วิชชาจะระณะสัมปันโน อุอู ยาวะ ตาวะติงสา อิสะโร กุสะลาธัมมา นันทะปัญจะ สุคะโต โลกะวิทู มะหาเอโอ ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณังคัจฉามิ ยามาอิสะโร กุสะลาธัมมา พรหมมา สัททะปัญจะ สัตตะสัตตา ปาระมี อะนุตตะโร ยะมะกะขะยาวะชีวัง พุทธัง สะระณังคัจฉามิ ฯ

    ๑๕. ตุสิตา อิสะโร กุสะลาธัมมา ปุยะปะกะ ปุริสะทัมมะสาระถิ ยาวะชีวัง พุทธัง สะระณังคัจฉามิ ฯ

    ๑๖. นิมมานะระติ อิสะโร กุสะลาธัมมา เหตุโปวะ สัตถาเทวะมะนุสสานัง ตะถะยาวะชีวัง พุทธัง สะระณังคัจฉามิ ฯ

    ๑๗. ปะระนิมมิตตะอิสสะโร กุสะลาธัมมา สังขาระขันโธ ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตา รูปะขันโธ พุทธะ ปะผะยาวะชีวัง พุทธัง สะระณังคัจฉามิ ฯ

    ๑๘. พรหมมาอิสสะโร กุสะลาธัมมา นัตถิปัจจะยา วินะปัญจะ ภะคะวะตา ยาวะนิพพานัง สะระณังคัจฉามิ นะโมพุทธัสสะ นะโมธัมมัสสะ นะโมสังฆัสสะ พุทธิลาโภ กะลากะระกะนา เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ หุลู หุลู หุลู สะวาหายะ ฯ

    ๑๙. นะโมพุทธัสสะ นะโมธัมมัสสะ นะโมสังฆัสสะ วิตติ วิตติ วิตติ มิตติ มิตติ มิตติ จิตติ จิตติ วัตติ วัตติ มะยะสุ สุวัตถิ โหตุ หุลู หุลู หุลู สะวาหายะ ฯ

    ๒๐. อินทะสาวัง มะหาอินทะสาวัง พรหมมะสาวัง มะหาพรหมมะสาวัง จักกะวัตติสาวัง มะหาจักกะวัตติสาวัง เทวาสาวัง มะหาเทวาสาวัง อิสิสาวัง มะหาอิสิสาวัง มุนีสาวัง มะหามุนีสาวัง สัปปุริสะสาวัง มะหาสัปปุริสะสาวัง พุทธะสาวัง ปัจเจกะพุทธะสาวัง อะระหัตตะสาวัง สัพพะสิทธิ วิชชาธะรานังสาวัง สัพพะโลกา อิริยานังสาวัง เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิโหตุ ฯ

    ๒๑. สาวัง คุณัง วะชะพะลัง เตชัง วิริยัง สิทธิกัมมัง ธัมมัง สัจจัง นิพพานัง โมกขัง คุยหะกัง ทานัง สีลัง ปัญญานิกขัง ปุญญัง ภาคะยัง ยะสัง ตัปปัง สุขัง สิริรูปัง จะตุวิสะติเทสะนัง เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ หุลู หุลู หุลู สะวาหายะ ฯ

    ๒๒. นะโม พุทธัสสะ ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตา รูปะขันโธ เวทะนาขันโธ สัญญาขันโธ สังขาระขันโธ วิญญาณะขันโธ นะโม อิติปิโส ภะคะวา ฯ

    ๒๓. นะโม พุทธัสสะ ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตา รูปะขันโธ เวทะนาขันโธ สัญญาขันโธ สังขาระขันโธ วิญญาณะขันโธ นะโม สวากขาโต ภะคะวะตาธัมโม

    ๒๔. นะโม ธัมมัสสะ ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตา รูปะขันโธ เวทะนาขันโธ สัญญาขันโธ สังขาระขันโธ วิญญาณะขันโธ นะโม สวากขาโต ภะคะวะตาธัมโม

    ๒๕. นะโม ธัมมัสสะ ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตา รูปะขันโธ เวทะนาขันโธ สัญญาขันโธ สังขาระขันโธ วิญญาณะขันโธ นะโม สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ

    ๒๖. นะโม สังฆัสสะ ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตา รูปะขันโธ เวทะนาขันโธ สัญญาขันโธ สังขาระขันโธ วิญญาณะขันโธ นะโม สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ วาหะปะริตตัง ฯ

    ๒๗. นะโม พุทธายะ มะอะอุ ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตา ยาวะตัสสะหาโย นะโม อุอะมะ ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตา อุอะมะอะ วันทา นะโมพุทธายะ นะอะกะติ นิสะระนะ อาระปะขุธัง มะอะอุ ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตา ฯ

    ๒๘. (บทอธิษฐานให้ประจักษ์ผล) สัพพะทุกขา สัพพะภะยา สัพพะโรคา วินัสสันตุ ๚
    ------------
    สวดแล้ว พึงเจริญจิตตาม #คำแปล เถิด

    ๑. พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เป็นผู้ไกลจากกิเลส พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรงถึงพร้อมด้วยความรู้และความประพฤติ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เป็นผู้รู้แจ้งโลก พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เป็นผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เป็นผู้เสด็จไปดีแล้ว

    ๒. ข้าพเจ้าขอถึงพระองค์ผู้เป็นพระอรหันต์ว่า เป็นที่พึ่งกำจัดภัยได้จริง ข้าพเจ้าขอนอบน้อมพระองค์ผู้เป็นพระอรหันต์ ด้วยเศียรเกล้า ข้าพเจ้าขอถึงพระองค์ผู้ทรงตรัสรู้เองโดยชอบว่า เป็นที่พึ่งกำจัดภัยได้จริง ข้าพเจ้าขอนอบน้อมพระองค์ผู้ทรงตรัสรู้เอง ด้วยเศียรเกล้า ข้าพเจ้าขอถึงพระองค์ผู้ถึงพร้อมด้วยความรู้และความประพฤติ ว่าเป็นที่พึ่งกำจัดภัยได้จริง ข้าพเจ้าขอนอบน้อมพระองค์ผู้ถึงพร้อมด้วยความรู้และความประพฤติ ด้วยเศียรเกล้า ข้าพเจ้าขอถึงพระองค์ผู้เสด็จไปดีแล้ว ว่าเป็นที่พึ่งกำจัดภัยได้จริง ข้าพเจ้าขอนอบน้อมพระองค์ผู้เสด็จไปดีแล้ว ด้วยเศียรเกล้า ข้าพเจ้าขอถึงพระองค์ผู้รู้แจ้งโลก ว่าเป็นที่พึ่งกำจัดภัยได้จริง ข้าพเจ้าขอนอบน้อมพระองค์ผู้รู้แจ้งโลก ด้วยเศียรเกล้า

    ๓. พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เป็นอนุตตะโร คือ ยอดเยี่ยม พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เป็นนายสารถีผู้ฝึกบุรุษ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เป็นผู้ตื่นจากกิเลส

    ๔. ข้าพเจ้าขอถึงพระองค์ผู้ยอดเยี่ยม ว่าเป็นที่พึ่งกำจัดภัยได้จริง ข้าพเจ้าขอนอบน้อมพระองค์ผู้ยอดเยี่ยม ด้วยเศียรเกล้า ข้าพเจ้าขอถึงพระองค์ผู้เป็นนายสารถีผู้ฝึกบุรุษ ว่าเป็นที่พึ่งกำจัดภัยได้จริง ข้าพเจ้าขอนอบน้อมพระองค์ผู้เป็นนายสารถีผู้ฝึกบุรุษ ด้วยเศียรเกล้า ข้าพเจ้าขอถึงพระองค์ผู้เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายว่าเป็นที่พึ่งกำจัดภัยได้จริง ข้าพเจ้าขอนอบน้อมพระองค์ผู้เป็น ศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ด้วยเศียรเกล้า ข้าพเจ้าขอถึงพระองค์ผู้ตื่นจากกิเลส ว่าเป็นที่พึ่งกำจัดภัยได้จริง ข้าพเจ้าขอนอบน้อมพระองค์ผู้ตื่นจากกิเลส ด้วยเศียรเกล้า

    ๕. พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น รูปขันธ์ เป็นอนิจจลักษณะ แต่พระบารมีถึงพร้อมแล้ว. พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เวทนาขันธ์ เป็นอนิจจลักษณะ แต่พระบารมีถึงพร้อมแล้ว. พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น สัญญาขันธ์ เป็นอนิจจลักษณะ แต่พระบารมีถึงพร้อมแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น สังขารขันธ์ เป็นอนิจจลักษณะ แต่พระบารมีถึงพร้อมแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น วิญญาณขันธ์ เป็นอนิจจลักษณะ แต่พระบารมีถึงพร้อมแล้ว

    ๖. พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรงถึงพร้อมด้วยธรรมที่เป็นธาตุ คือ ดินจักรวาล เทวโลกชั้นจาตุมหาราชิกาและชั้นดาวดึงส์. พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรงถึงพร้อมด้วยธรรมที่เป็นธาตุ คือ ไฟจักรวาล เทวโลกชั้นจาตุมหาราชิกาและชั้นดาวดึงส์ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรงถึงพร้อมด้วยธรรมที่เป็นธาตุ คือ ลมจักรวาล เทวโลกชั้นจาตุมหาราชิกาและชั้นดาวดึงส์ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรงถึงพร้อมด้วยธรรมที่เป็นธาตุ คือ น้ำจักรวาล เทวโลกชั้นจาตุมหาราชิกาและชั้นดาวดึงส์ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรงถึงพร้อมด้วยธรรมที่เป็นธาตุ คือ อากาศจักรวาล เทวโลกชั้นจาตุมหาราชิกาและชั้นดาวดึงส์

    ๗. พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรงถึงพร้อมด้วยธรรมที่เป็นธาตุ คือ สวรรค์ชั้นยามา พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรงถึงพร้อมด้วยธรรมที่เป็นธาตุ คือ สวรรค์ชั้นดุสิต พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรงถึงพร้อมด้วยธรรมที่เป็นธาตุ คือ สวรรค์ชั้นนิมมานรดี พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรงถึงพร้อมด้วยธรรมที่เป็นธาตุ อันเป็นไปในกามาวจรภูมิ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรงถึงพร้อมด้วยธรรมที่เป็นธาตุ อันเป็นไปในรูปาวจรภูมิ

    ๘. พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรงถึงพร้อมด้วยธรรมที่เป็นธาตุ คือ ปฐมญาน พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรงถึงพร้อมด้วยธรรมที่เป็นธาตุ คือ ทุติยญาน พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรงถึงพร้อมด้วยธรรมที่เป็นธาตุ คือ ตติยญาน พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรงถึงพร้อมด้วยธรรมที่เป็นธาตุ คือ จตุตถญาน พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรงถึงพร้อมด้วยธรรมที่เป็นธาตุ คือ ปัญจมญาน

    ๙. พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรงถึงพร้อมด้วยธรรมที่เป็นธาตุ อันเป็นไปในอรูปาวจรภูมิ คือ อากาสานัญจายตนะและเนวสัญญานาสัญญายตนะ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรงถึงพร้อมด้วยธรรมที่เป็นธาตุ อันเป็นไปในอรูปาวจรภูมิ คือ วิญญาณัญจายตนะและเนวสัญญานาสัญญายตนะ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรงถึงพร้อมด้วยธรรมที่เป็นธาตุ อันเป็นไปในอรูปาวจรภูมิ คือ อากิญจัญญายตนะและเนวสัญญานาสัญญายตนะ

    ๑๐. พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรงถึงพร้อมด้วยธรรมที่เป็นธาตุ คือ พระโสดาปัตติมรรค พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรงถึงพร้อมด้วยธรรมที่เป็นธาตุ คือ พระสกิทาคามิมรรค พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรงถึงพร้อมด้วยธรรมที่เป็นธาตุ คือ พระอนาคามิมรรค พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรงถึงพร้อมด้วยธรรมที่เป็นธาตุ คือ พระอรหัตตมรรค

    ๑๑. พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรงถึงพร้อมด้วยธรรมที่เป็นธาตุ คือ พระโสดาปัตติผล และ พระอรหัตตผล พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรงถึงพร้อมด้วยธรรมที่เป็นธาตุ คือ พระสกิทาคามิผล และ พระอรหัตตผล พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ทรงถึงพร้อมด้วยธรรมที่เป็นธาตุ คือ พระอนาคามิผล และ พระอรหัตตผล

    ๑๒. ธรรมะฝ่ายกุศล พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้า ว่าเป็นที่พึ่งตลอดชีวิต พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นอิสสระแห่งชมภูทวีป ธรรมะฝ่ายกุศล ขอนอบน้อมแด่พระพุทธเจ้า ขอนอบน้อมแด่พระธรรมเจ้า ขอนอบน้อมแด่พระสังฆเจ้า ข้าพเจ้าขอนอบน้อมแด่พระพุทธเจ้าห้าพระองค์ ด้วยหัวใจพระวินัยปิฎก ด้วยหัวใจพระสุตตันตปิฎก ด้วยหัวใจพระอภิธรรมปิฎก ด้วยมนต์คาถา ด้วยหัวใจมรรคสี่ ผลสี่ และ นิพพานหนึ่ง ด้วยหัวใจพระเจ้าสิบชาติทรงแสดงการบำเพ็ญบารมีสิบ ด้วยหัวใจพระพุทธคุณเก้า ด้วยหัวใจพระไตรรัตนคุณ ธรรมะฝ่ายกุศล มีนัยอันวิจิตรพิสดาร

    ๑๓. พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เป็นผู้ไกลจากกิเลส ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้า ว่าเป็นที่พึ่งตลอดชีวิต

    ๑๔. ธรรมะฝ่ายกุศล ของผู้มีพระภาคเจ้า เป็นผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้า ว่าเป็นที่พึ่งตลอดชีวิต เป็นอิสสระถึงเทวโลกชั้นจาตุมหาราชิกา ธรรมะฝ่ายกุศล พระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยความรู้และความประพฤติ ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้า ว่าเป็นที่พึ่งตลอดชีวิต เป็นอิสสระถึงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ธรรมะฝ่ายกุศล พระพุทธเจ้าเป็นผู้เสด็จไปดีแล้ว เป็นผู้รู้แจ้งโลก ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้า ว่าเป็นที่พึ่งตลอดชีวิต เป็นอิสสระถึงสวรรค์ชั้นยามา ธรรมะฝ่ายกุศล ด้วยความศรัทธาต่อพระพรหม ด้วยพระบารมีอันยอดเยี่ยมของพระโพธิสัตว์ทั้งห้า ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้า ว่าเป็นที่พึ่งตลอดชีวิต

    ๑๕. ธรรมะฝ่ายกุศล พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นนายสารถีผู้ฝึกบุรุษ ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้า ว่าเป็นที่พึ่งตลอดชีวิต เป็นอิสสระถึงสวรรค์ชั้นดุสิต

    ๑๖. ธรรมะฝ่ายกุศล พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์ผู้เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้า ว่าเป็นที่พึ่งตลอดชีวิต เป็นอิสสระถึงสวรรค์ชั้นนิมมานรดี

    ๑๗. ธรรมฝ่ายกุศล พระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นผู้รู้แจ้ง สังขารขันธ์ รูปขันธ์ เป็นของไม่เที่ยง เป็นความทุกข์ มิใช่เป็นตัวตนของเราจริง ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้า ว่าเป็นที่พึ่งตลอดชีวิต เป็นอิสสระถึงสวรรค์ชั้นปรนิมมิตตวสวัสดี

    ๑๘. ธรรมะฝ่ายกุศล ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้า ว่าเป็นที่พึ่งตลอดชีวิต เป็นอิสสระถึงสวรรค์ชั้นพรหมโลก ข้าพเจ้าขอนอบน้อมแด่พระพุทธเจ้า ขอนอบน้อมแด่พระธรรมเจ้า ขอนอบน้อมแด่พระสังฆเจ้า ด้วยคำสัตย์ปฏิญาณนี้ ขอความสุขสวัสดี จงมีแก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้าว่าเป็นที่พึ่งตราบเข้าสู่พระนิพพาน

    ๑๙. ข้าพเจ้าขอนอบน้อมแด่พระพุทธเจ้า ขอนอบน้อมแด่พระธรรมเจ้า ขอนอบน้อมแด่พระสังฆเจ้า ด้วยการสวดมนต์พระคาถานี้ ขอความสุขสวัสดีจงมีแก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด

    ๒๐. ด้วยการสวดพระคาถามหาทิพมนต์นี้ และด้วยการกล่าวคำสัตย์ปฏิญาณนี้ ขอความสุขสวัสดีจงมีแก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด

    ๒๑. ด้วยการสวดพระคาถามหาทิพมนต์นี้ และด้วยการกล่าวคำสัตย์ปฏิญาณนี้ ขอความสุขสวัสดีจงมีแก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด

    ๒๒. ข้าพเจ้าขอนอบน้อมแด่พระพุทธเจ้า ผู้เข้าถึงรูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ เป็นทุกข์ ไม่เที่ยง มิใช่ตัวตนของเราจริง ข้าพเจ้าขอนอบน้อมพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น

    ๒๓. ข้าพเจ้าขอนอบน้อมแด่พระพุทธเจ้า ผู้เข้าถึงรูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ เป็นทุกข์ ไม่เที่ยง มิใช่ตัวตนของเราจริง ข้าพเจ้าขอนอบน้อมพระธรรม ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว

    ๒๔. ข้าพเจ้าขอนอบน้อมแด่พระธรรมเจ้า รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ เป็นทุกข์ ไม่เที่ยง มิใช่ตัวตนของเราจริง ข้าพเจ้าขอนอบน้อมพระธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว

    ๒๕. ข้าพเจ้าขอนอบน้อมแด่พระธรรมเจ้า รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ เป็นทุกข์ ไม่เที่ยง มิใช่ตัวตนของเราจริง ข้าพเจ้าขอนอบน้อมพระสงฆ์ สาวกของพระพุทธเจ้า ผู้ปฏิบัติดีแล้ว

    ๒๖. ข้าพเจ้าขอนอบน้อมแด่พระสังฆเจ้า รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ เป็นทุกข์ ไม่เที่ยง มิใช่ตัวตนของเราจริง ข้าพเจ้าขอนอบน้อมพระสงฆ์ สาวกของพระพุทธเจ้า ผู้ปฏิบัติดีแล้ว

    ๒๗. ข้าพเจ้าขอนอบน้อมแด่พระพุทธเจ้า ด้วยคำสอนของ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มิใช่ตัวตนของเราจริง ข้าพเจ้าขอกราบไหว้พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ข้าพเจ้าขอนอบน้อมแด่พระพุทธเจ้า ด้วยพระธรรมคำสั่งสอน ความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มิใช่ตัวตนของเราจริง

    ๒๘. (บทอธิษฐานให้ประจักษ์ผล) ความทุกข์ทั้งปวง ภัยทั้งปวง โรคร้ายทั้งปวง จงพินาศไปทั้งสิ้นเถิด ๚
    -----------------
    #หลวงปู่เทพโลกอุดร.
     
  10. ทอนเงิน

    ทอนเงิน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 มีนาคม 2017
    โพสต์:
    499
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +575
    ภัยพิบัติใกล้เข้ามาไทยแล้วหรอครับอาจารย์ถึงได้ไห้บทป้องกันมาครับขอบคุณนะครับจะได้ไม่ประมาทเร่งเจริญสติสร้างบารมีครับ
     
  11. siwakorn559

    siwakorn559 เมตตาธรรม ค้ำจุนโลก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 สิงหาคม 2016
    โพสต์:
    76
    ค่าพลัง:
    +143
    ลูกหลานเอ๊ย หลวงปู่ใหญ่ทั้งพระเถระ พระโพธิสัตว์เจ้าทั้งหลาย มหาเทพทั้งหลาย กำลังร่วมแรงร่วมใจช่วยเหลือมนุษย์ทั้งหลายให้มีเวลาทำมาหากิน เตรียมตัวให้อยู่ถึงปี 2563

    แต่ก็ไม่รู้จะช่วยได้นานแค่ใหนนั้น อยู่แรงกรรมของมนุษย์โลกทั้งหลาย บุคคลผู้ไม่ประมาท ย่อมตั้งอยู่ความเพียร โอกาศที่จะได้อยู่สร้างบารมีต่อย่อมมีมากกว่า ผู้ที่ไม่บำเพ็ญเพียร

    ขอให้ลูกหลานทั้งหลายจงรีบสร้างบารมีใส่ตัวใว้เถิด ยามเมื่อมีภัย บุญบารมีย่อมเป็นที่พึ่งของตัวเราเอง…




    .
     
  12. Dok-Bua-Khao

    Dok-Bua-Khao สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    37
    ค่าพลัง:
    +32
    กลุ่มผู้มี ศีล ธรรม พลังจิตบารมีสูง ทั้งในไทย และ ตปท.ท่านเหล่านี้ช่วยกันสวดมนต์ เจริญสมาธิแผ่เมตตาทั่วจักรวาล เพื่อต้านทานให้เลื่อนภัยธรรรมชาติที่จะเกิดในโลกเลื่อนออกไปแต่ละปี ๆ เลยทำให้ไม่เกิดอะไรสักที แต่คนทั่วไปก็ใช้ชีวิตอยู่กันไปเรื่อย ๆ ปกติ เกิดก็เกิด ตายก็ตาย จะทำอะไรได้ถ้ามาถึง อยู่แบบทำใจ แต่ท่านที่มีศีล เจริญธรรมสูงก็อยากจะช่วยให้เรา ๆ นี้ได้ตายดีอยู่สัณปรายภพที่ดี ตอนตายก็ไม่ต้องมาทรมาน เกิดภัยมาก็ช๊อกตายหมดสติไปเลย ไม่ต้องมาเจ็บมารับความปวดก่อนตาย ท่านผู้มีศีล เจริญธรรมสมาธิ จึง ให้ทุกคนพยายาม รักษาศีลกันทุกวัน
     
  13. siwakorn559

    siwakorn559 เมตตาธรรม ค้ำจุนโลก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 สิงหาคม 2016
    โพสต์:
    76
    ค่าพลัง:
    +143
    #จะรอดพ้นภัยพิบัติได้อย่างไร ?
    #อ่านให้ละเอียด #ฝึกจิตให้ลออ นะลูกหลานเอ๊ย
    ----------------
    ลูกหลานเอ๊ย.. พระธรรมธาตุเจ้ากำลังให้บทเรียนแก่มนุษย์ ใครเป็นคนดีอยู่แล้วไม่ต้องหวาดหวั่นใจนะลูกนะ แต่ก็ไม่ควรประมาท ต้องทำดีให้มากขึ้น อุดรอยรั่ว ปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ถมความบกพร่องให้เต็มบริบูรณ์ยิ่งขึ้น

    และที่สำคัญที่สุดคือ #อย่าหยุดทำความดี ถ้าหยุดแล้วความดีที่ทำยังบกพร่องอยู่ ยังไม่บริสุทธิ์บริบูรณ์ ผลของความบกพร่องนั้นจะมารวมตัวกันกลายเป็นความผิดพลาดในระดับส่วนรวม ดุจดังกระแสน้ำแควเล็กแควน้อยไหลมารวมตัวกันเป็นมหาสมุทรนั่นเอง.

    การที่ธรรมชาติกำลังขุ่นเคืองมนุษย์อยู่ในขณะนี้ และกำลังแจ้งข่าวสารอันลึกซึ้งเข้าสู่จิตสำนึกของมนุษย์ในขณะนี้ ถ้ามนุษย์คนใดรู้ซึ้งเปลี่ยนแปลงปรับปรุงตนได้ทันเวลา หลอมรวมจิตสำนึกของตนเข้าแนบแน่นเป็นหนึ่งเดียวกับพระธรรมได้ มีคุณภาพจิตถึงความสะอาด-สว่าง-สงบได้แท้จริงอย่างน้อยที่สุดคือขั้นโสดาบัน มนุษย์นั้นจะได้ชื่อว่าเป็นผู้รอดจากภัยพิบัติ และอาจช่วยเหลือผู้อื่นให้รอดได้ตามสมควรแก่บารมีที่ได้บำเพ็ญมา แต่ถึงอย่างไรก็เป็นอันสบายใจได้เมื่อบรรลุถึงโสดาบันเป็นพื้นฐานแล้วว่า เฉพาะตนเองนั้นสามารถรอดพ้นภัยพิบัติได้แน่นอน

    รอด คือ รอดแบบไหน ? รอด แบบไม่ยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นตัวตน เช่น แม้นกายจะต้องตายไป แต่จิตผ่องแผ้วแจ่มใส ทำให้ได้ไปเกิดในภพภูมิที่ดีขึ้นกว่านี้ ก็เรียกว่ารอดเหมือนกัน. ขอลูกหลานทั้งหลายอย่ายึดมั่นว่า รอดคือรอดตายเท่านั้น ยึดมั่นแบบนั้นจะผิดหลักสัทธรรมทำให้เราจ่อมจมอยู่ในความทุกข์ ถอนตัวไม่ขึ้น

    แต่อย่างไรก็ตาม เราอาจรอดตายได้ ถ้าพลังแห่งความดีของคนดีมีจำนวนและปริมาณมากพอ มาหลอมรวมกันเพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลกันได้ทันเวลา

    แต่ถ้าไม่รอดตาย ก็จงปลงใจให้ตกว่า ร่างกายจะตายก็ให้ตายไป เพราะธาตุทั้ง 4 เป็นของโลกนี้ เรายืมเขามา เขามาทวงคืนเราก็ให้คืนเขาไปด้วยใจยินดีไม่ขัดขืน แล้วกำหนดใจเราให้คำนึงถึงแต่คุณธรรม-บุญกุศลที่เราบำเพ็ญมา.

    ฝึกจิตตนเช่นนี้บ่อย ๆ เราจะได้คุณภาพจิตที่ประเสริฐ เกื้อกูลต่อตัวเราเองไปจนถึงวาระจิตสุดท้าย เมื่อต้องเผชิญความตาย เราจะไม่เสียดายกายนี้ เราจะไม่หม่นหมองครองความโศก เพราะเราภาคภูมิอยู่ในบุญกุศลที่เราได้ทำสะสมมา เรามั่นใจในจิตตนว่า เมื่อพ้นจากกายนี้ไปแล้วเราไปสู่ภพภูมิที่สูงส่งยิ่งกว่า-ดีงามยิ่งกว่า ที่เป็นอยู่นี้ แน่นอน

    นี่คือความรอดที่แท้จริง นะลูกหลานเอ๊ย

    ๏ มะอะอุ นะโมพุทธายะ เมตตาลาโภนะโสมิยะ อะระหังพุทโธ ยะธาพุทโมนะ หลวงปู่ใหญ่เป็นพลังศักดิ์สิทธิ์แก่ดวงจิตดวงวิญญาณของลูกหลานตลอดไป รำลึกถึงจนกระทั่งอาราธนาเข้าสู่ดวงจิตได้ตลอดเวลา จะช่วยเหลือลูกหลานได้ทุกขณะ นะลูกหลานเอ๊ย ๚ะ๛
    ----------------
    #พระธรรมเทศนาหลวงปู่เทพโลกอุดร.
    #หลวงปู่เทพโลกอุดร.

     
  14. ทอนเงิน

    ทอนเงิน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 มีนาคม 2017
    โพสต์:
    499
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +575
    ขอบคุณสำหรับธรรมมะดีๆครับสาธุ
     
  15. siwakorn559

    siwakorn559 เมตตาธรรม ค้ำจุนโลก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 สิงหาคม 2016
    โพสต์:
    76
    ค่าพลัง:
    +143
    9 / 7 / 2561


    หลวงปู่ใหญ่ขออำนวยพรให้ลูกหลานทั้งหลายปลอดภัย.

    หลายเพลาที่ผ่านมาหลวงปู่เพ่งฌานสมาบัติ จึงมิได้สื่อสารกับลูกหลานเช่นเคย

    วิบากกรรมของมวลมนุษยชาติเป็นเรื่องใหญ่ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อทำกรรมใดต้องได้รับผลกรรมนั้น จะผ่อนเบาได้ด้วยจิตสำนึกผิดแล้วสร้างกรรมดีมีใจบริสุทธิ์สุจริต พลังงานบุญหลวงปู่จะร่วมกับการบุญที่ลูกหลานมุ่งมั่นทำแล้วช่วยลูกหลานได้ จากหนักให้เบา จากเบาให้ไม่เป็นอะไร ให้ปลอดภัย ปลอดภัยแล้วก็ต้องมุ่งมั่นทำดีสร้างกุศลต่อไป ไม่ประมาท ไม่ขาดสติ

    วิบากกรรมทั้งหลายที่มวลมนุษย์ได้รับอยู่ขณะนี้ เป็นเพียงการเตือนจากจากกฎธรรมชาติเท่านั้น หากมวลมนุษย์ไม่ร่วมมือร่วมใจกันละอกุศล ร่วมกันบำเพ็ญกุศล ภัยพิบัติต่าง ๆ จะเพิ่มพูนมากขึ้น

    ฉะนั้นลูกหลานทั้งหลายจึงต้องปฏิบัติกรรมฐาน สวดมนต์เจริญภาวนากันให้มากขึ้น เพื่อเป็นพลังงานบุญกุศล ละลายวิบากกรรมร้ายทั้งปวงให้สลายความรุนแรงลง

    วิบากหลายประการอาจลดความสูญเสียได้ แต่ก็ต้องแลกเปลี่ยนเพื่อที่จะสูญเสียสิ่งอื่น เพราะเจ้ากรรมนายเวรเขาอโหสิกรรมให้บางส่วน แต่บางส่วนเขาไม่อาจอโหสิกรรมให้ เราทั้งหลายก็ต้องเห็นใจเข้าใจเจ้ากรรมนายเวรด้วย มิใช่เจ้ากรรมนายเวรเขาไม่ยอม แต่กฎแห่งกรรมเป็นสิ่งที่ฝืนได้ยากยิ่งนัก ผู้ต่อรองช่วยเหลือก็อาจช่วยเหลือได้บางกรณี แต่บางกรณีก็แค่ผ่อนเบา บางกรณีช่วยไม่ได้เพราะเป็นบาปหนัก

    หลวงปู่มีพรหมวิหารสูงสุดที่จะช่วยลูกหลานให้รอดปลอดภัยไปสู่ความรุ่งเรืองให้จงได้ เพื่อร่วมกันสืบพระพุทธศาสนาห้าพันปี ฉะนั้นขอให้ลูกหลานจงละชั่ว ประพฤติดี ละกิเลสอย่างหยาบไปถึงละเอียดให้ได้มากถึงที่สุด กระทำจิตให้บริสุทธิ์ยิ่งขึ้น.. นะลูกหลานเอ๊ย
    ----------------
    #หลวงปู่เทพโลกอุดร.





    .
     
  16. siwakorn559

    siwakorn559 เมตตาธรรม ค้ำจุนโลก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 สิงหาคม 2016
    โพสต์:
    76
    ค่าพลัง:
    +143
    12 / 7 / 2561


    IptM6ai.jpg

    ความรอดพ้นจากเภทภัยที่ต้องแลกมาด้วยความสูญเสียบางสิ่งบางอย่างไปนั้น คือบททดสอบจากพระธรรมชาติเจ้าอันสำคัญอย่างยิ่ง นะลูกหลานเอ๊ย ว่า "มนุษย์จะมีจิตสำนึกทางคุณธรรมครบถ้วนสมบูรณ์ แลจิตสำนึกอันดีงามนั้นจะดำรงคงมั่นตลอดไป หรือหาไม่"

    ถ้าจิตสำนึกทางคุณธรรมยังบกพร่อง และไม่อาจดำรงสืบทอดไปได้เนิ่นนานพอ เภทภัยร้ายก็ยังจะเกิดอยู่ร่ำไป และจะเกิดบ่อยครั้งรุนแรงมากขึ้นไปอีก ขยายขอบเขตการทดสอบมนุษย์ไปได้อีกจนกระทั่งกลายเป็นภัยพิบัติใหญ่

    จิตมนุษย์ผู้ใฝ่ธรรมทั้งหลายจะต้องฝึกฝนตนให้เกิดคุณธรรมชั้นสูงยิ่งขึ้น ละเอียดลออยิ่งขึ้น ความประมาทลดน้อยลงจนไม่เหลือ มีสติเพิ่มขึ้นเป็นมหาสติปัฏฐาน จึงจะป้องกันแก้ไขเหตุเภทภัยต่างๆได้อย่างถึงที่สุด

    ส่วนมนุษย์ผู้ไม่ใฝ่ธรรม หลวงปู่ใหญ่ได้ให้เมตตา-กรุณา-มุทิตา แก่พวกเขาเต็มที่ไปแล้ว. ต่อไปก็แล้วแต่พวกเขาว่าจะเปลี่ยนแปลงจิตสำนึกจากมิจฉาทิฐิไปสู่สัมมาทิฐิได้หรือไม่.

    สำหรับลูกหลานผู้ใฝ่ธรรม หลวงปู่ใหญ่มาเรียกร้องให้ใฝ่รู้ใฝ่ปฏิบัติอย่างลึกซึ้งละเอียดลออ กว้างไกล ยิ่งขึ้น. ทั้งนี้ก็เพื่อ ความเมตตากรุณามุทิตาและสงเคราะห์ที่หลวงปู่ใหญ่ประสิทธิมอบให้ลูกหลานตลอดมานั้น จะได้ส่งผลเป็นอานิสงส์อานุภาพเลิศล้ำแก่ลูกหลานได้เต็มที่. จะได้ทำให้ลูกหลานรอดพ้นภัยพิบัติได้แท้จริง มีความเจริญวัฒนาสถาวร ร่วมกันสืบพระพุทธศาสนาให้ยั่งยืนถึงห้าพันปี ต่อไป.. นะลูกหลานเอ๊ย ๚
    ----------------
    #หลวงปู่เทพโลกอุดร.
     
  17. siwakorn559

    siwakorn559 เมตตาธรรม ค้ำจุนโลก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 สิงหาคม 2016
    โพสต์:
    76
    ค่าพลัง:
    +143
    Gre9PH0.jpg




    คณะหลวงปู่ใหญ่ 5 พระองค์ ……


    หรือ หลวงปู่โลกอุดรมิได้มีเพียงองค์เดียวนะลูกหลานเอ๊ย๚ มีหลายองค์ด้วยกัน เรียกว่าเป็นคณะทำงานเพื่อสืบสานพระพุทธศาสนา ๕,๐๐๐ ปี ตามพุทธพยากรณ์

    ในคณะทำงานนั้นแบ่งหน้าที่กันเป็น ๕ ด้าน มีรายนามตามตำนาน ๕ พระองค์ด้วยกัน ดังนี้ คือ....

    ๑. หลวงตาดำ หรือ หลวงปู่พระอุตรเถระเจ้า
    บรมครูสูงสุดแห่งคณะเทพโลกอุดร การเรียก "หลวงปู่ใหญ่" ก็เกิดจากท่าน เพราะท่านอยู่ในฐานะใหญ่ที่สุดในคณะโลกอุดร

    ๒. ขรัวเศียรบาตร หรือ หลวงปู่พระโสณเถระเจ้า เป็นศิษย์น้องและน้องชายของหลวงตาดำ

    ๓. หลวงปู่โพรงโพธิ์ หรือ หลวงปู่มูนียะเถระเจ้า (หลวงปู่อิเกสาโร) เป็นศิษย์เอกขององค์หลวงตาดำ พระมูนียะเถระเจ้า หรือ พระอิเกสาโร หรือ หลวงปู่โพรงโพธิ์ หรือ หลวงปู่เดินหน เป็นองค์เดียวกัน เป็นผู้ชำนาญทางเตโชกสิณ

    ๔. ขรัวแก้มแดง หรือ หลวงปู่พระฌานียะเถระเจ้า เป็นผู้ชำนาญเรื่องการเล่นแร่แปรธาตุ เป็นผู้สำเร็จปรอท

    ๕. ขรัวขี้เถ้า หรือ หลวงปู่พระภูริยะเจ้า

    เมื่อเกิดวิกฤติการณ์ต่างๆขึ้นในราชอาณาจักรที่มีพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ คณะหลวงปู่ใหญ่ทั้งห้านี้ท่านจะประชุมกัน แบ่งหน้าที่กันเพื่อสำแดงบุญฤทธิ์-อิทธิฤทธิ์ปกป้องและสืบสานพระพุทธศาสนา รวมทั้งการคุ้มครองส่งเสริมพุทธศาสนิกชนที่ประพฤติดีปฏิบัติชอบให้ประสบความสุขความเจริญ เพื่อให้คนดีทำหน้าที่ปกป้องและสืบทอดพระพุทธศาสนาต่อไป

    คณะโลกอุดรทั้ง ๕ นี้ ท่านเป็นผู้ทรงอภิญญาชั้นสูง มีวสีชำนาญในการเข้าออกฌานได้ตามปรารถนา ทั้งยังสามารถแสดงฤทธิ์อวตารหรือจำแลงแปลงตนให้เป็นคนหรือสัตว์ต่างๆได้ตามปรารถนา แต่ท่านจะไม่ทำพร่ำเพรื่อ จะแสดงฤทธิ์เท่าที่จำเป็นสูงสุด เพื่อกิจจำเป็นและสำคัญที่สุดเท่านั้น เพราะพระพุทธเจ้าไม่ส่งเสริมให้ภิกษุแสดงฤทธิ์

    ในบรรดา ๕ ท่านนี้ ; - “หลวงตาดำ” คือ “#พระอุตตระเถระ” เป็นองค์สำคัญที่สุด ท่านมีอายุยาวนานมากว่าพันปีมนุษย์ ถือเป็นองค์ประธานของคณะโลกอุดร

    - รองลงมาคือ “ขรัวเศียรบาตร” องค์นี้มีฤทธิ์และบุญญาธิการสูงส่ง มีฐานะเป็นน้องและศิษย์น้องของหลวงตาดำ

    - รองลงมาอีกก็คือ “หลวงปู่โพรงโพธิ์” องค์นี้ท่านสำเร็จธรรมชั้นสูงมักเป็นตัวแทนของหลวงตาดำหรือหลวงปูใหญ่ไปโปรดสัตว์หรือไปทำภาระหน้าที่ต่างๆ แทนองค์หลวงปู่ใหญ่เสมอๆ ได้รับอนุญาตเป็นพิเศษจากหลวงปู่ใหญ่ให้แสดงฤทธิ์ได้โดยไม่ต้องขออนุญาต ท่านจึงปรากฏกายแสดงฤทธิ์โปรดสัตว์บ่อยๆเป็นที่เล่าขานมากที่สุดในบรรดาศิษยานุศิษย์

    ดังนั้นศิษย์ส่วนใหญ่ที่ได้พบเห็นหลวงปู่ใหญ่ก็คือได้เห็น “หลวงปู่โพรงโพธิ์” นั่นเอง

    หลวงปู่โพรงโพธิ์ คือ องค์ที่มีหน้าตาหนุ่มแต่เกศาขาวโพลน ภาพลักษณ์ของท่านเป็นหน้าตาเดียวกันกับพระครูใบฎีกาพรหม จ.สิงห์บุรี โดยที่ท่านพระครูพรหมองค์นี้ก็คืออวตารของพระโลกอุดรเช่นกัน

    เมื่อศิษย์หลวงปู่ใหญ่ทุกคนในยุคหลังๆมานี้ได้รับนิมิต คือ หลวงปู่ใหญ่มาบอกกล่าวสั่งสอน ก็มักจะเห็นเป็นภาพพระครูใบฎีกาพรหม แต่ไม่แน่อาจจะเป็นภาพโครงกระดูก ภาพเทวดา ภาพสัตว์ต่างๆ ตามแต่หลวงปู่ใหญ่ตั้งใจจะสอนธรรมแก่ลูกศิษย์ในเรื่องอะไร

    - องค์ต่อมาคือ “ขรัวแก้มแดง” องค์นี้ชำนาญในสมาบัติ ๘ และยังสามารถทางเล่นแร่แปรธาตุ เหล็กไหล ไพรดำ ปรอทกายสิทธิ์ ท่านชำนาญด้านนี้มาก สำเร็จธาตุ สำเร็จปรอท สามารถใช้ฤทธิ์อธิษฐานให้ตัวท่านเองมีอายุยืนยาวได้เป็นกัปนับล้านปี ด้วยอำนาจฌานสมาบัติ ๘ และอานุภาพปรอทกายสิทธิ์

    การที่เรียกท่านว่า “ขรัวแก้มแดง” ก็เพราะเมื่อท่านอมปรอทวิเศษไว้ในปากข้างใดก็ตาม แก้มข้างนั้นจะแดงระเรื่อๆ ขึ้นมา แล้วเปลี่ยนไปอมอีกด้าน แก้มอีกด้านก็จะแดงขึ้นมาแทน ท่านจึงมีนามเรียกตามลักษณะดังกล่าวว่า “ขรัวแก้มแดง”

    การหุงปรอทของท่านนั้นนอกจากหุงไว้ใช้เองแล้ว ท่านยังหุงไว้มอบให้ผู้มีบุญ เช่น พระโพธิสัตว์ พระอริยเจ้า หรือ ผู้ทรงฌาน โดยปรอทสำเร็จของท่านบางส่วน ได้ฝากฝังไว้ตามแผ่นผา โขดหิน ผนังถ้ำ รอคอยผู้มีบุญมาค้นพบและนำไปเป็นประโยชน์ต่อตนเอง ต่อสังคมพระพุทธศาสนาสืบไป เพื่อเป็นมิ่งขวัญกำลังใจในการปฏิบัติธรรมยิ่งๆ ขึ้นไป

    อิทธิฤทธิ์-บุญฤทธิ์ของคณะโลกอุดรทั้ง ๕ นี้ โดยหลักใหญ่แล้วก็เพื่อเป็นขวัญพลังใจให้ผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลาย ทุกฝ่าย ทุกแขนง ได้ช่วยกันสืบทอดพระพุทธศาสนาให้สืบทอดต่อไปตามพุทธพยากรณ์ถึง พ.ศ. ๕๐๐๐ นั่นเอง.

    - องค์ต่อมา คือ "ขรัวขี้เถ้า" ท่านเป็นผู้ชำนาญทางเตโชกสิณ หรือ กสิณไฟ คือการใช้ไฟในการเผากิเลสตัณหา และใช้ไฟเป็นสัญลักษณ์ให้ผู้คนไม่หลงใหลติดยึดในวัตถุ หลังจากเผาไฟแล้วทุกสิ่งก็จะเหลือแต่ขี้เถ้า จึงขนานนามท่านว่า "ขรัวขี้เถ้า" พระสงฆ์ผู้เป็นสาวกในสายนี้เมื่อท่านได้รับของถวายมาจากญาติโยมท่านจึงมักเผาไฟให้เป็นที่ประจักษ์ เช่น ท่านหลวงพ่อกบแห่งเขาสาลิกา ท่านหลวงปู่สรวงเทวดาเดินดิน เป็นต้น

    เรื่องราวหลวงปู่ใหญ่ เล่าไปเท่าใดไม่มีวันหมด เพราะมีมากมาย ผ่านกาลเวลามายาวนาน และเป็นอจินไตย

    การเล่าเรื่องราวของหลวงปู่ใหญ่ ไม่ว่าครั้งนี้หรือครั้งใดๆ ทั้งที่ผ่านมาและกาลเบื้องหน้า ไม่หวังให้ลูกหลานติดยึดในอิทธิฤทธิ์ใดๆทั้งสิ้น เพราะแม้เป็นเรื่องจริงของผู้มีอภิญญาขั้นสูง แต่นั่นไม่ใช่แก่นแท้ ไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ นะลูกหลาน ที่เล่าก็เพื่อเจริญศรัทธาหวังให้ลูกหลานทั้งหลายตระหนักรู้ว่า ความเป็นหลวงปู่ใหญ่นี้ เกิดมีขึ้นและดำรงอยู่ เพื่อรักษาสืบทอดพระพุทธศาสนา เพื่อเป็นมิ่งขวัญพลังใจแก่ลูกหลานทุกคนตลอดไป.. นะลูกหลานเอ๊ย๚
    --------------------------
    #หลวงปู่เทพโลกอุดร.
     
  18. siwakorn559

    siwakorn559 เมตตาธรรม ค้ำจุนโลก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 สิงหาคม 2016
    โพสต์:
    76
    ค่าพลัง:
    +143
    gwWUPqw.jpg https://i.imgur.com/gwWUPqw.jpg


    #หลวงปู่ใหญ่แถลงไข_การที่จะเกิดภัยพิบัติทำลายล้างโลกนั้น_เป็นอย่างไร ?

    ภัยพิบัติที่จะมากระทำอันตรายแก่โลกนั้น แท้จริงคือ ตัวมนุษย์ และ ตัวสภาวะโลกนั้นเอง

    เมื่อมนุษย์ไร้ศีลธรรม มนุษย์จะเป็นผู้ทำลายล้างตนเอง มวลมนุษย์ด้วยกัน และทุกสิ่งทุกอย่างในโลก ให้ราพณาสูรไป อย่างไม่เหลือชิ้นดีเลย ก็ย่อมได้.

    ส่วนตัวสภาวะโลกที่จะเป็นสิ่งทำลายล้างโลกเองนั้น ก็ก่อเกิดขึ้นมาโดยมนุษย์ผู้เต็มไปด้วยอวิชชา ตัณหา กิเลส ลุ่มหลงละโมภอยู่แต่การผลาญพร่าทรัพยากร-สสาร-วัตถุ ดิน-น้ำ-ไฟ-ลม ธาตุของโลก ที่สั่งสมผลร้าย ก่อให้เกิดการทำลายล้างผลาญโลก นั่นเอง

    แต่พรหมเทพยดาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ฝ่ายดี ที่แม้ว่าท่านเหล่านั้นจะอ่อนกำลังลงไปมากในยุคที่มนุษย์ไร้ศีลไร้ธรรม อีกทั้งในมวลหมู่เทพยดานั้นเองก็มีเหล่ามิจฉาทิฐิเพิ่มจำนวนและฤทธิ์เดชมากขึ้นเช่นกัน......

    แต่ทว่าเทพยดาฝ่ายดีนั้นจะได้รับพลังแห่งธรรมานุธรรมปฏิบัติ, พลังทิพย์ศักดิ์สิทธิ์เหนือพลังจักรวาล, รวมทั้งอานิสงส์แห่งพรหมวิหาร ให้รักษาแก่นสารจิตวิญญาณแห่งโลกนี้ไว้ได้ แม้ภัยพิบัติจะทำลายรูปขันธ์โลกใบนี้ไปหมดสิ้นแล้วก็ตาม

    แก่นสารจิตวิญญาณแห่งโลกนี้ จำเป็นจะต้องถูกบันทึกเก็บรักษาไว้ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์-เทคโนโลยี โดยให้มีแหล่งบันทึกขนาดน้อยแต่สามารถบันทึกข้อมูลสำคัญของอารยธรรมทุกแห่งหนบนโลกไว้ได้ทั้งหมด พร้อมด้วยต้นแบบของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดบนโลกไว้ เพื่อนำพาไปยังแหล่งใหม่ให้เป็นต้นแบบ-ต้นบุญ ที่สามารถเริ่มต้นกระบวนการแห่งการดำรงชีวิตใหม่ ได้อีกครั้งหนึ่ง ต่อไปในอนาคตกาลเบื้องหน้า.

    ตราบใดที่พลังข้างฝ่ายดียังไม่อาจรวบรวมต้นแบบที่จะนำพาสรรพสัตว์-สรรพสิ่งไปสถาปนา ณ แดนดินถิ่นใหม่ได้ ตราบนั้นพลังพรหมวิหารจะปะทะประทังภัยพิบัติซึ่งแม้มีพลังแรงกล้ามหาศาลไว้ มิให้มีฤทธิ์เดชร้ายแรงถึงขนาดทำลายล้างโลกได้ทั้งหมดทั้งสิ้นในบัดดลเดี๋ยวนั้น

    แต่ถึงอย่างไร ในทุกขณะแห่งกาลเวลาที่ดำเนินไป ภัยพิบัติอย่างย่อย-อย่างใหญ่ ก็จะเกิดบ่อยขึ้น ถี่ขึ้น ทวีความรุนแรง มากยิ่งขึ้น

    ถือเป็นการกระตุ้นทั้งจิตสำนึกฝ่ายดีของมวลมนุษยชาติให้หันเข้าหาธรรมะมากขึ้น

    ในขณะเดียวกันก็เป็นการกระตุ้นสัญชาตญาณให้เกิดความเห็นแก่ตัว แก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกันเพื่อเอาตัวรอด มากขึ้น

    ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับมวลมนุษย์จะยอมให้จิตใจด้านใดถูกกระตุ้นมากกว่ากัน

    มนุษย์หรือสัตว์ใดที่จะได้รับการคัดสรรไปเป็นต้นแบบต้นบุญนั้น ต้องเป็นผู้มีจิตใจใสสะอาด ซื่อตรง ธำรงมั่นในศีลธรรมอย่างมิใช่เป็นผู้ไปปรามาสหมิ่นประมาทต่อผู้อื่น เป็นผู้มีธรรมอย่างเทพ-พรหม คือ หิริโอตตัปปะ, ศีล 5 เป็นต้นไป, พรหมวิหาร 4, และ สังคหวัตถุ 4.

    ภัยพิบัติอาจทำลายล้างได้แต่เพียงรูปสังขารเท่านั้น

    แต่สำหรับจิตวิญญาณที่ธำรงคงมั่นอยู่ในหลักคุณธรรมศีลธรรม และมีมโนมุ่งน้อมไปสู่โลกุตตรธรรม ภัยพิบัติแม้รุนแรงร้ายกาจเพียงไรก็มิอาจทำลายล้างจิตวิญญาณชนิดนี้ได้

    ส่วนจิตวิญญาณฝ่ายเลวร้าย ภัยพิบัติก็ทำลายล้างไม่ได้เหมือนกัน แต่จิตวิญญาณฝ่ายเลวร้ายทุกดวงจะต้องตกจมจ่อมสู่อบายภูมิ ได้รับโทษทัณฑ์อย่างสาหัสสากรรจ์ สาสมแก่ความผิดบาปที่ได้ประพฤติสั่งสมมาจนเป็นเหตุให้โลกทั้งโลกถูกทำลายล้างสิ้นไป

    ฉะนั้นลูกหลานหลวงปู่ใหญ่ทุกคนผู้ไม่ตระหนกแต่มุ่งตระหนัก(อย่างที่หลวงปู่ใหญ่พร่ำสอนหลายคราวแล้ว) จงร่วมจิตร่วมกายกัน พร้อมเพรียงกัน นับแต่บัดนี้เป็นต้นไป เพื่อฝึกอบรมตนและหมู่สัตว์แวดล้อมทั้งหลายเท่าที่กำลังตนจะรับผิดชอบได้ (ถ้ารับผิดชอบมิได้เพราะเหลือกำลังนักก็ให้ตัดอาลัย ยิ่งเป็นคนชั่วร้ายเลวทรามแล้วก็อย่าไปข้องแวะเปรียบเทียบด้วยใจ วาจา และกาย เลยเป็นอันขาด.. นะลูกหลานเอ๊ย).. เพื่อมุ่งหมายให้ตนและสัตว์ที่เรารับผิดชอบอยู่นั้นเป็นผู้อยู่ในศีลธรรมอย่างเคร่งครัด แต่ไม่เคร่งเครียด เป็นผู้รู้-ตื่น-เบิกบาน พร้อมด้วย ความสะอาด-สว่าง-สงบ มีพรหมวิหารสมบูรณ์ มีสังคหวัตถุเพียบพร้อม เพื่อจะได้เป็นต้นแบบ-ต้นบุญ แห่งชีวิตใหม่ ในแหล่งใหม่ ในอนาคตข้างหน้า ให้จงได้.. นะลูกหลานเอ๊ย ๚
    --------------------
    #ธรรมเทศนาหลวงปู่เทพโลกอุดร.
    #หลวงปู่เทพโลกอุดร.
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • gwWUPqw.jpg
      gwWUPqw.jpg
      ขนาดไฟล์:
      108.4 KB
      เปิดดู:
      26
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 24 กรกฎาคม 2018
  19. siwakorn559

    siwakorn559 เมตตาธรรม ค้ำจุนโลก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 สิงหาคม 2016
    โพสต์:
    76
    ค่าพลัง:
    +143
    dryyDey.jpg

    การกำเนิดเกิดเมืองแห่งศิวิไลซ์ก็ดี จงจำไว้อีกไม่นานภัยพิบัตินั้นกำลังถาโถมเข้ามา ดังนั้นบุคคลใดยังไม่มั่นในทาน ศีล ภาวนา..ขอให้มั่นซะ นั่นก็เรียกว่าให้เจริญภาวนาจิตให้แนบสนิทกับลมหายใจเมื่อระลึกได้ก็ดี เมื่อนั้นบุคคลผู้นั้นจะอยู่รอดปลอดภัย หรือถ้ารอดมาแล้วก็ยังมีสติสมประกอบอยู่

    ดังนั้นขอให้โยมเชื่อว่า กรรมเมื่อให้ผลแล้วมันจะยังให้ผู้นั้นแลที่ได้สร้างกรรมไว้ในอดีตต้องชดใช้ กงล้อแห่งธรรมนี้..กงธรรมจักรนี้ได้เดินเข้ามาสู่..กำลังเข้าสู่หายนะ นั่นหมายถึงว่าอะไรก็ตามที่เกิดขึ้นมาแล้ว..ตั้งอยู่แล้ว..ย่อมมีแต่วันเสื่อม นั่นก็หมายถึงว่ามนุษย์กำลังเสื่อมด้วยศีลด้วยธรรม เมื่อคราใดมนุษย์นั้นเสื่อมด้วยศีลด้วยธรรม เมื่อผู้ทรงศีลไม่ตั้งมั่นในศีลแล้ว คุณธรรมทั้งหลายก็เสื่อมลง เมื่อมีความเสื่อมลงเป็นไปในตามธรรมและศีล ก็เรียกว่ามีการถูก"เหลื่อมล้ำ"

    การว่าถูกเหลื่อมล้ำหรือถูกกระทบมันก็จะบังเกิดขึ้น กงล้อของศีลเมื่อมันเสื่อมแล้ว เรียกว่ากำแพงศีลมันเสื่อม เมื่อกำแพงศีลมันเสื่อมก็ขอให้จงจำเอาไว้ ภัยก็ดีที่จะเกิดขึ้นมันก็ย่อมเข้ามาได้โดยง่าย

    ดังนั้นสยามใด ประเทศใด ณ ที่แห่งใดเจริญในทาน ศีล ภาวนาอยู่ มีการอธิษฐานจิต ขอขมา ขออโหสิกรรมอยู่นั้นแล ก็เรียกว่าพระแม่ธรณีจะยกแผ่นดินขึ้นมาให้สูงขึ้นเป็นเกาะเป็นแก่ง ดังนั้นในช่วงนี้ก็จะเห็นว่าจะมีภัยขึ้นมา จึงบอกว่ายุคนี้ต่อไปนี้..มนุษย์นั้นจะล้มตายหายจากนั้นเป็นหมู่คณะเป็นกลุ่มเป็นก้อน และผู้ที่จะหลุดพ้นกรรมนั้นก็จะไปเป็นหมู่คณะ เป็นกลุ่มเป็นก้อนเช่นเดียวกัน

    ดังนั้นขอให้โยมสามัคคีกันไว้ กรรมอันใดในกรรมที่โยมทำไว้ ไม่ว่าจะเป็นอาฆาตพยาบาทมาดร้ายต่อกัน ความไม่เข้าใจ ความมีอคติต่อใจแล้ว ขอให้โยมให้อภัยกันให้มาก การให้อภัยนี่แลคือการตัดวงจรแห่งกรรมได้อย่างสิ้นเชิง เข้าใจมั้ยจ๊ะ เพราะเมื่อโยมตัดอโหสิกรรม ขอขมากรรม ไม่มีภัยต่อกันแล้ว การจะเจริญทาน ศีล ภาวนา มันก็เป็นไปได้โดยง่าย เข้าใจมั้ยจ๊ะ หากไม่อย่างนั้นแล้วแม้แต่โยมจะเจริญกรรมฐานเป็นร้อยปีก็จักเป็นผลได้ยาก เพราะว่าจิตใต้สำนึกของโยมนั้นยังมีอคติมีอกุศลอยู่ เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    ดังนั้นเมื่อมีการกระทบกระทั่งกัน ขอให้โยมรู้จักการให้อภัย ให้ความเมตตาต่อกัน คนเมื่อเจริญเมตตาต่อกันมากๆแล้ว แม้บุคคลนั้นจะมีโทสะ โมหะ โลภะมากแค่ไหนก็ตาม มันจะลดลงไปในตัวของมันเอง เพราะว่าอำนาจแห่งความเมตตานี้ เค้าเรียกว่าจะไม่ถือสา เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    ดังนั้นฉันจึงบอกว่าทุกครั้งที่โยมจะเจริญพระกรรมฐานก็ดี ขอให้โยมมี ๓ สิ่ง คือมีพระประจำกาย เสกพระเข้าตัว หรือเชิญสมเด็จฯเข้าตัว อันที่สองให้ใส่เสื้อเกราะเพื่อป้องกันภัย ก็คือศีล สำรวมกาย วาจาให้มันตั้งมั่น อาวุธอย่าได้ขาดทิ้งหรือห่างกายไป คือตัวสติ ตัวภาวนา เท่านี้มันจะคุ้มครองโยมได้ เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    ถ้ายังมีความมักมากอยู่ ยังขาดหิริโอตัปปะอยู่..กรรมนั้นแลจะเป็นผู้ให้ผล ดังนั้น ๓ อย่างที่ฉันบอกนี้ หากโยมตั้งมั่นในศรัทธา โยมก็จะอยู่รอดปลอดภัย แล้วก็ยังไม่ใช่อย่างนั้นอย่างเดียว หมายถึงว่าโยมก็จะช่วยเหลือคนอื่นเค้าได้ เพราะผู้ใดเจริญมนต์ เจริญศีลก็ดี มีภาวนาก็ดี แม้ผู้อยู่ใกล้ก็ยังได้อานิสงส์อยู่รอดปลอดภัยไปด้วย เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    เพราะว่ากงล้อแห่งธรรมจักร กงล้อแห่งธรรมได้เคลื่อนที่มากึ่งยุคแล้ว เมื่อมันมากึ่งยุคแล้วมันจะเข้าสู่ยุคมืด เมื่อโยมจะผ่านถ้ำ มันมีความมืดยาวนานแค่ไหน ใช่มั้ยจ๊ะ ในขณะที่มันอยู่ในยุคมืดนั่นหมายถึงว่าศีลธรรมมันเสื่อม ความมืดบอดมันก็ได้บังเกิดขึ้น อวิชชามันได้ปกคลุมในสิ่งนั้น คราวนี้มันจะออกไปได้ยาวนานที่รอดพ้นจากถ้ำแห่งความมืดนี้ได้อย่างไร ก็ต้องผู้นั้นต้องจำศีลได้ เข้าใจมั้ยจ๊ะ

    เหตุนี้แลฉันจึงต้องมาบอกทางหนึ่งทาง หรือที่หลบภัยอย่างหนึ่ง แล้วที่หลบภัยที่แท้จริงก็คือการเจริญอานาปานสติ คือการทรงสมาธิ ทรงฌาน ทรงธรรม ทรงศีลให้บังเกิดขึ้น ณ สถานที่ใดมีการเจริญภาวนาจิต มีการสาธยายมนต์ มีการแผ่เมตตาจิต ย่อมปกคลุมปกครองรัศมีกว้างขวางไปได้

    ไม่มีใครหนีกรรมธรรมชาติได้ แต่เมื่อเราหนีธรรมชาติไม่ได้เราจะทำยังไง เราต้องสร้างภูมิป้องกัน สร้างภูมิจิตให้สูง ยกแผ่นดินขึ้นมา อ้าว..ยกจิตให้มันสูงมันพอยกได้ พอเข้าใจหลวงปู่ แต่ยกธรณีจะทำยังไง อ้าว..ยกแผ่นดิน ก็อธิษฐานต่อแม่ธรณี อธิษฐานเพื่ออะไร จะขอใช้พื้นที่แห่งนี้ไปทำอะไร แล้วถ้าโยมมีสัจจะความจริงใจพอ..พระแม่ธรณีท่านรับทราบ..นั้นมันเป็นหน้าที่ของท่าน ท่านจะยกเว้นไว้กับมนุษย์กลุ่มนั้น มนุษย์ผู้นั้นผู้มีศีลมีธรรม

    แล้วเมื่อคำทำนายที่พระองค์สัมมาสัมพุทธเจ้าท่านพยากรณ์ไว้ เมื่อมาถึงกึ่งพุทธกาลหรือกึ่งแห่งศาสนา มนุษย์นั้นจะมีความชอกช้ำ ศาสนานั้นจะมีความชอกช้ำ ทุกอย่างนั้นมนุษย์ทั้งหลายนั้นจะเห็นผิดเป็นชอบ ดังนั้นถ้าโยมไม่ตั้งมั่นในศีล ทาน ภาวนา ในศีลธรรมแล้ว ความเสื่อมก็ดีอวิชชาก็ดี มนต์ดำก็ดีจะเข้าหาตัวโยมได้ง่าย

    ฉันถึงบอกว่าโยมต้องมี ๓ อย่าง ก็คืออาราธนาพระสมเด็จเข้าตัว คือระลึกถึงพระพุทธไว้ มีองค์ภาวนาก็ดี พุทโธ ธัมโม สังโฆก็ดี พุทธัง สรณัง คัจฉามิก็ดี อย่าลืมใส่เสื้อเกราะอยู่ตลอดเวลาคือการใส่เสื้อเกราะทำยังไง ให้สำรวมกาย วาจา ใจให้มันตั้งมั่นคือศีล อันว่าปัญญานั้นเปรียบดังอาวุธคือโยมมีสติ คือระลึกถึง ๒ อย่างนั้นคือพระพุทธ และก็ศีลที่โยมมีอยู่ ก็จะรวมแล้วเป็นพระรัตนตรัย เข้าใจมั้ยจ๊ะ จะคุ้มครองให้โยมนั้นอยู่รอดปลอดภัย แม้ว่าโยมจะทำการสิ่งใดก็ตาม โยมก็จะทำในสิ่งนั้นได้

    ธรรมะมหัศจรรย์ วันที่ ๒๗ กรกฎาคม ๒๕๖๑
    ณ สถานปฏิบัติธรรมพรหมรังสี บ้านโปร่งวิเชียร จ.เพชรบุรี
    (เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณ)
     
  20. ทอนเงิน

    ทอนเงิน เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 มีนาคม 2017
    โพสต์:
    499
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +575
    สมเด็จท่านมาเตือนหรอครับอาจารย์
     

แชร์หน้านี้

Loading...