เรื่องเด่น อดีตที่ผ่านพ้น ตอนที่ ๔๐ : ฝนล้างอาถรรพ์

ในห้อง 'อดีตที่ผ่านพ้น' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 22 สิงหาคม 2019.

  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    937
    กระทู้เรื่องเด่น:
    57
    ค่าพลัง:
    +1,683
    40.jpg
    อดีตที่ผ่านพ้น ตอนที่ ๔๐ : ฝนล้างอาถรรพ์

    พระเดชพระคุณ "หลวงพ่อ" ของอาตมา เป็นพระผู้ทำคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติ ศาสนา และประชาชน อย่างอเนกอนันต์ ทั้งในทางโลกและในทางธรรม ด้วยเหตุที่ท่านเป็นคนตรง จึงมักพูดหรือเทศน์แบบขวานผ่าซาก ทำให้ชาวบ้านได้รับรู้และเข้าใจสิ่งต่าง ๆ ขึ้นอีกเป็นอันมาก แต่ก็กระทบกระเทือนต่อนักบวชเลว ๆ และฆราวาสผู้กอบโกยโกงกินทั้งหลาย จึงเป็นเหตุให้ท่านมีศัตรูเป็นจำนวนมาก...

    ที่สำคัญคือ...มีลัทธิการเมืองลัทธิหนึ่งต้องการครอบครองประเทศไทย ทำการล้มล้างประเทศของเราทั้งทางตรงและทางอ้อม แต่ไม่สำเร็จซักที เขารวบรวมข้อมูลแล้ววิจัยออกมาว่า เหตุที่ทำลายชาติของเราไม่ได้ เพราะว่าเราประกอบด้วยสถาบันหลัก ๓ ประการคือ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ คอยค้ำจุนเอาไว้ ถ้าต้องการล้มล้างชาติไทย ต้องทำลายเสาหลักทั้งสามให้ได้เสียก่อน เมื่อจับจุดได้ดังนี้ เขาก็เริ่มดำเนินการทันที...

    อันดับแรกก็ปลุกปั่นยุยงให้ชนในชาติแตกความสามัคคี โดยยกเหตุข้าราชการเลว ๆ ที่กอบโกยโกงกิน ซ้ำยังข่มเหงรังแกชาวบ้าน หรือช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวย ที่ต่างกันราวฟ้ากับดินขึ้นมาอ้าง แค่นั้นยังไม่พอ ยังยุยงชนกลุ่มน้อยที่ปรารถนาจะมีประเทศของตน และผู้ที่นับถือศาสนาที่แตกต่างกัน ให้ลุกฮือขึ้นก่อการกบฎ โดยให้ความหวังว่า ถ้าลัทธิของเขาเป็นใหญ่ในแผ่นดิน ทุกคนจะอยู่ดีมีสุขโดยทั่วหน้ากัน...

    น่าเสียดาย...ที่ความพยายามของพวกเขาต้องสูญเปล่า เพราะว่าเรายังมีศาสนา และองค์พระมหากษัตริย์เป็นที่ยึดมั่น อย่างดีก็รวนเรกันไปพักหนึ่ง พอองค์ในหลวงมีรับสั่งออกมาอย่างไร ชาวบ้านก็พร้อมใจกันปฏิบัติตามเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เมื่อเป็นเช่นนี้ เขาจึงปล่อยข่าวทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างต่อเนื่อง ประกอบกับมีบางท่านประพฤติตนชนิดเตะลูกเข้าทางตีนของพวกเขาด้วย เลยระส่ำระสายไปพักใหญ่...

    แต่ด้วยบุญญาบารมีของในหลวง ที่ทรงสร้างแต่ความดี เสียสละทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อให้ประชาชนอยู่ดีกินดี โดยมิเห็นแก่ความเหนื่อยยากพระวรกาย ติดต่อกันมาเป็นเวลายาวนานเหลือเกิน ทำให้การทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ของเขา ไม่อาจสำเร็จลงได้อย่างใจ มิหนำซ้ำยามชาวบ้านทุกข์ใจ ยังพากันหันหน้าเข้าวัด สงบจิตสงบใจทำบุญสุนทานกัน เป็นเหตุให้มีจุดยึดที่หนักแน่นมั่นคง เจ้าของลัทธิมหาประลัยจึงทุ่มเททั้งกำลังคนกำลังทรัพย์ เพื่อทำการล้มล้างสถาบันศาสนาให้ได้ หมดเท่าไรเท่ากัน...

    เขาทุ่มเทเงินทองซื้อตัวนักบวชเลวเป็นจำนวนมาก ให้ช่วยกันบ่อนทำลายพระศาสนา เขามั่นใจถึงกับกล้ากำหนดว่า เมื่อนั้นเมื่อนี้เป็นเวลากี่ปี เขาจะสามารถตัดภาคอีสานทั้ง๑๖ จังหวัด (ในขณะนั้น) ไปเป็นของเขา ซ้ำส่งคนของเขาเข้ามาบวช แล้วทำความเลวทุกรูปแบบให้ชาวบ้านเห็น และซื้อตัวนักหนังสือพิมพ์และสื่อมวลชนบางคน ช่วยกระพือข่าวซ้ำเติมให้ลุกลามใหญ่โต เป็นการขยายผลความระยำที่พวกเขาสร้างขึ้น ให้ชาวบ้านหลงเชื่อจะได้เกลียดชังศาสนา ด้วยระอาต่อนักบวชเลวระยำที่เห็นตำตาอยู่ (ที่แท้พวกเขาทั้งนั้น)...

    ความพยายามของเขาน่าจะได้ผล ถ้าพวกเราไม่มีหลวงปู่-หลวงพ่อผู้ประพฤติดีปฏิบัติชอบคอยถ่วงดุลย์เอาไว้ ใครจะทำเลวอย่างไรก็ช่าง พระดี ๆ ยังมีอยู่อีกมากนัก ชาวบ้านเขามีปัญญารู้จักเลือกว่าอะไรดีอะไรเลว เขาก็หันไปยึดเกาะพระที่เขาเคารพบูชาอย่างเหนียวแน่น ยิ่งฝ่ายโน้นทำความเลวให้เห็นมากเท่าไร ก็ยิ่งหนุนเสริมให้ความดีของหลวงปู่หลวงพ่อทั้งหลายโดดเด่นขึ้นมากเท่านั้น (กลับตาลปัตรแบบนี้ก็ปวดกบาลไปซิ...)

    เมื่อเหตุการณ์กลับกลายเป็นอย่างนี้ พวกเขาก็ลงมติให้จัดการขั้นเด็ดขาด ขึ้นบัญชีดำพระผู้เป็นหลักของพระศาสนาในช่วงนั้นทั้ง ๕๒ องค์ ส่งมือสังหารตามเก็บกันเลย น่าอนาถที่เขากระทำกันถึงเพียงนั้น แต่ด้วยบุญบารมีของหลวงปู่-หลวงพ่อทั้งหลาย อันตรายต่าง ๆ จึงผ่านพ้นไปแบบน่าใจหายใจคว่ำ ชนิดที่ผู้คิดร้ายต้องแพ้ภัยตัวเองฉะนั้น...

    โดยเฉพาะองค์ "หลวงพ่อ" ของเรานั้น บรรดาศัตรูทางลัทธิถือเป็นหมายเลขหนึ่งที่ต้องกำจัดให้ได้ แต่ด้วยความสามารถที่นอกเหตุเหนือผลของ "หลวงพ่อ" เหล่ามือสังหารต่างพ่ายต่อบารมี นอกจากเลิกคิดทำอันตราย "หลวงพ่อ" แล้ว ยังเข้าไปกราบสารภาพความผิด ซ้ำเปิดเผยจนหมดสิ้นว่า ใครที่ไหนเป็นผู้ส่งตัวเขามา ซึ่งคำสารภาพเหล่านี้ เป็นประโยชน์ต่อทางราชการเป็นอย่างยิ่ง เพราะได้รู้ถึงบุคคลที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะเลวระยำได้ถึงเพียงนั้น...

    เมื่อเล่นกันซึ่งหน้าไม่สำเร็จ เขาก็หันไปใช้ไสยเวทย์อาคม บรรดาหมอไสยศาสตร์ทั้งหลาย ทั้งในคราบผู้ทรงศีลห่มเหลืองก็ดี ในคราบผู้ทรงศีลห่มขาวก็ดี ซึ่งที่แท้ก็คือสัตว์นรกที่แฝงกายหากินกับศาสนา ถูกจ้างให้ทำลายหลวงปู่-หลวงพ่อเป็นการเฉพาะ จะใช้วิชาทางไสยศาสตร์แบบใดก็ได้ ขอเพียงหลวงปู่-หลวงพ่อทั้งหลายมรณภาพลงได้ เอาไปเลยเงินสดรายละเป็นล้าน ๆ บาท...!

    หลวงปู่-หลวงพ่ออีก ๕๑ องค์ จะโดนกันหนักหนาสาหัสขนาดไหนก็ไม่อาจจะทราบได้ แต่สำหรับ "หลวงพ่อ" ของเราแล้ว ทั้งที่อาตมาเห็นด้วยตนเอง และที่ท่านบอกเล่าให้ฟัง เมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้ว บอกได้แค่ว่า ถ้าเป็นคนอื่นมีอีกล้านคนก็ตายทั้งล้านคน ไสยศาสตร์นั้นมันน่ากลัวเหลือที่จะกล่าว ความตายลึกลับที่เกิดขึ้นนั้น วิทยาการสมัยใหม่ไม่อาจจะพิสูจน์ได้ว่าเกิดขึ้นด้วยเหตุใด ได้แต่ลงมรณบัตรไปอย่างคลุมเครือว่า “หัวใจล้มเหลว” แค่นั้น...!

    บรรดาหมอไสยศาสตร์เริ่มบุกวัดท่าซุงตั้งแต่ปี ๒๕๑๗ สารพัดอย่างที่พวกเขาจะทำ ไม่ว่าจะเป็นปล่อยของ ฝังอาถรรพ์ คุณผี คุณคน ฝังรูป ฝังรอย เผาหุ่น เอากันทุกท่า ซึ่งถ้าทำที่อื่นก็คงจะมีผล แต่ที่วัดท่าซุงนั้น เทวดาคือ ท้าวจตุโลกบาลและบริวารทั้งหมด ขีดรัศมีไว้ว่า ระยะ ๔ กิโลเมตรรอบวัด ของไสยศาสตร์ทุกอย่างที่ทำมา พอเข้าเขตจะเสื่อมทันที...

    เวลาวัดมีงานจะเพิ่มเป็นรัศมี ๑๖ กิโลเมตรรอบวัด แบบนี้เขาทำมาเท่าไรก็เสียเวลาเปล่า ซ้ำยังเหนื่อยฟรีอีกด้วย พวกเขาจึงแค้นใจมาก (แปลกดีนะ ทำเขาไม่ได้ยังมีหน้ามาโกรธเขาอีกแน่ะ...) บุกเข้ามาทำกันในวัดเลย ของส่วนใหญ่ทำแล้วไม่ได้ผล ที่พอจะมีผลบ้างก็ถูกอานุภาพของยันต์เกราะเพชรสะท้อนกลับ บาดเจ็บล้มตายไปหลายราย...

    พวกเขาโดนไปขนาดนี้ยังไม่มีเข็ด เนื่องเพราะนอกจากเงินจำนวนมหาศาลซึ่งล่อใจแล้ว คราวนี้ยังต้องแข่งขันกันเองอีกว่าใครจะเป็นผู้ล้ม "หลวงพ่อ" ลงได้ ถ้าใครทำได้สำเร็จ ทั้งชื่อเสียงเงินทองก็จะไหลมาเทมา (ดูเอาเถอะ...เขาทำกันได้ขนาดนี้ พวกหิ่งห้อยไม่ได้เจียมสังขาร หมายประชันขันแข่งกับดวงอาทิตย์แท้ ๆ เชียว...)

    อาตมาและญาติโยมเป็นพัน ๆ คน เห็นกับตาตัวเองว่า ขณะที่ "หลวงพ่อ" ทำพิธีบวงสรวงอยู่ที่ลานโบสถ์ ปรากฏตะปูตอกโลงผีเป็นจำนวนมาก ตกลงมาจากกลางอากาศ "หลวงพ่อ" บอกว่า เป็นของที่เขาทำมาแต่เสื่อมอานุภาพหมดแล้ว ถ้ายังมีอานุภาพอยู่จะมองไม่เห็น นี่เทวดาเขาทำลายแล้ว และปล่อยไว้ให้พวกเราประจักษ์แก่ตาตนเอง...

    ช่วงนั้นประมาณปี ๒๕๒๙ เวลาห้าทุ่มและตีสอง ของทุกวันเสาร์และวันอังคาร ถ้าหมาวัดหอนพร้อมกันเมื่อไรละก็ ไปรอดูฝนตะปูตกแถวโบสถ์ได้เลย มาตรงเวลาทุกครั้ง เก็บได้ครั้งละมาก ๆ จนในที่สุดพวกเขาคงหมดวัตถุดิบ ไม่มีปัญญาหาตะปูตอกโลงผีมาทำอีก ต้องเลิกไปโดยปริยาย (คงรื้อโลงรื้อเมรุกันหมดไปหลายป่าช้าแน่ ๆ...)

    ของอาถรรพ์ที่ส่ง นอกจากตะปูตอกโลงผีแล้ว ยังมีเงินปากผี กระดูกผีตายโหง หาอะไรไม่ได้จริง ๆ กระโถนลงยันต์ก็ส่งมา (อาจจะเป็นกระโถนผีน่ะ ฮิ..ฮิ...) "หลวงพ่อ" บอกว่ายังไม่เก่งจริง สมัยหลวงปู่ปานเขาส่งครกตำข้าวมาทั้งใบ (เสกให้เล็กจนเป็นฝุ่นส่งมาด้วยฤทธิ์นะจ๊ะ ไม่ได้ฝากรถขนมา...) โดนต้นหางนกยูงโค่นไปเลย ถ้าถูกคนก็ตายแน่...

    ใช่แต่ทางอากาศเท่านั้น ทางไปรษณีย์พวกเขาก็ส่งมาเป็นประจำ อาตมาสังหรณ์ใจทีไร เปิดดูเป็นใช่ทุกที นอกจากส่งให้ "หลวงพ่อ" แล้ว ยังส่งให้หลวงลูกอีกหลายองค์ อาตมารื้อดูแล้วก็โยนลงถังขยะไป เสียเวลาเสียค่าส่งเปล่า ๆ ไม่เห็นมีผลอะไรเลย “ถ้าจะให้ดีส่งเหล็กเส้นมาซักหลาย ๆ ตันดีกว่า กำลังต้องการใช้ในการก่อสร้างอยู่มาก...” "หลวงพ่อ" ว่า...

    ของบางชิ้นทำมาแรงมาก เขาเอามาถวายตอนงานวัด พระอื่นจะรับ "หลวงพ่อ" ห้ามไว้แล้วรับเอง ท่านบอกว่า “มันปวดจี๊ดขึ้นมาถึงข้อศอกแน่ะ...” แฮ่...ถ้าอาตมารับเองมีหวังชักดิ้นชักงออยู่ตรงนั้นแหละ...พวกใจถึงก็มานั่งล้อมทำ "หลวงพ่อ" ซึ่ง ๆ หน้าเลย ท่านประกาศออกไมโครโฟนบอกให้รู้กันทั่ว พวกนั้นเลยเผ่นแน่บ ขืนช้าโดนสหบาทารุมกระทืบแน่ ๆ...!

    เมื่อของไสยศาสตร์ทำไม่ได้ผล พวกเขาก็ส่งอสุรกาย สัมภเวสี เกาะติดคนเข้ามาในงาน เมื่อเกาะคนเข้ามาเทวดาเขาก็หมดสิทธิ์ไล่ เมื่อเริ่มพิธีพวกนี้จะดิ้นรนร้องโอดโอยโหยหวน ทำให้คนอื่นตกใจกลัว อาตมาตบคว่ำคามือมาหลายรายแล้ว ถ้าเป็นงานเป่ายันต์เกราะเพชรละสบายมาก พอเริ่มพิธีเจ้าพวกนี้อยู่ไม่ได้ เผ่นกันกระเจิดกระเจิง...!

    "หลวงพ่อ" ท่านบอกให้ภาวนาคาถามหาอำนาจเอาไว้ พวกอสุรกายจะทำอันตรายไม่ได้ คาถาว่า “ภะ สัม สัม วิ สะ เท ภะ” ถ้าเป็นพวกผีที่ถูกผูกมา ให้ช่วยปล่อยไปเลย โดยใช้คาถา “สัมปฏิจฉามิ” เป่าให้ เครื่องทรมานทั้งหลายจะหลุดหมด เป็นอิสระจากการควบคุมของหมอผี ( "หลวงพ่อ" ปล่อยไปมากมาย จนหมอผีหมดเนื้อหมดตัวไปตาม ๆ กัน)

    ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๒๘ นักบวชมหาภัยรูปหนึ่ง ที่ต้องการล้มล้าง "หลวงพ่อ" เพื่อยึดวัดให้ได้ เข้ามานั่งทำของไสยศาสตร์ในพิธีเป่ายันต์เกราะเพชรเลย (ไอ้พวกไม่รู้จักตาย...) ตั้งแต่บ่ายโมงครึ่งถึงห้าโมงเย็น เขานั่งเงียบปลุกของอย่างคร่ำเคร่งอยู่คนเดียว ถูกอานุภาพของยันต์เกราะเพชรสะท้อนกลับ ถึงกระอักโลหิตหอบหิ้วกันกลับไป...!

    พอเป่ายันต์รอบแรกจบลง ทั้งที่แดดเปรี้ยง ๆ ฟ้าใสแจ๋วนั่นแหละ ฝนได้เทครืนลงมาอย่างหนัก พอครบ ๕ นาที ก็ขาดเม็ดเป็นปลิดทิ้ง "หลวงพ่อ" บอกว่าของที่เขาทำเป็นของร้อน พระท่านเมตตาเอาความเย็นมาดับให้ เป็นการล้างอาถรรพ์ไสยศาสตร์ทั้งปวง บรรดาญาติโยมต่างฮือฮากันมาก วัตถุมงคลต่าง ๆ จำหน่ายเป็นเทน้ำเทท่า...

    เมื่อกริ่งบอกเวลาจบการเป่ายันต์รอบสองดังขึ้น ฝนก็เทตึงลงมาอีกเช่นเดิม ผู้คนนับหมื่นเฮพร้อมกัน ศาลา ๔ ไร่แทบถล่ม ต่างไชโยโห่ร้องด้วยความยินดี ที่เห็นพุทธานุภาพเป็นที่ประจักษ์แก่ตาตนเอง พี่ก้อง (คุณก้องเกียรติ เพชรชื่นสกุล) มาถึงทีหลังการเป่ายันต์รอบสอง บอกว่าฝนตกแค่รอบบริเวณวัดเท่านั้น ทางมโนรมย์ที่ห่างแค่ ๓ กม. แห้งสนิทเลย จะให้มีฝนอย่างไรเล่าพี่เอ๋ย...ก็หน้าหนาวแดดแจ๋ออกอย่างนี้...!

    ๑ เมษายน ๒๕๓๓
    พระใบฎีกาเล็ก สุธมฺมปญฺโญ

    ที่มา www.watthakhanun.com
    ภาพประกอบโดย สำนักสงฆ์เกาะพระฤๅษี
    #๖๐ปีพระครูวิลาศกาญจนธรรม
     

แชร์หน้านี้

Loading...