อาเทสนาปาฏิหาริย์ และอนุสาสนีปาฏิหาริย์. พระบรมศาสดา และเหล่าผู้พระสาวก

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย พุทโธอวโลกิเตศวร, 11 ตุลาคม 2014.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร เป็นที่รู้จักกันดี ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,435
    กระทู้เรื่องเด่น:
    321
    ค่าพลัง:
    +58,191
    c_oc=AQk1E7JOf0CNDsKFEPZF8KQgxsRNirE1NDleqBju3slwU_QiZuPkcgYbNvoVKkg44c4&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร เป็นที่รู้จักกันดี ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,435
    กระทู้เรื่องเด่น:
    321
    ค่าพลัง:
    +58,191
    พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๑ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๓
    อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต
    [​IMG]
    ปปติตสูตร


    [๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ไม่ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ
    เราเรียกว่า ผู้ตกไปจากธรรมวินัยนี้

    ธรรม ๔ ประการ เป็นไฉน
    คือ ศีลที่เป็นอริยะ ๑ สมาธิที่เป็นอริยะ ๑ ปัญญาที่เป็นอริยะ ๑ และวิมุตติที่เป็นอริยะ ๑


    ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ไม่ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แล เราเรียกว่า
    ผู้ตกไปจากธรรมวินัยนี้

    ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม
    ๔ ประการ เราเรียกว่า ผู้ไม่ตกไปจากธรรมวินัยนี้ ธรรม ๔ ประการเป็นไฉน
    คือ ศีลที่เป็นอริยะ ๑ สมาธิที่เป็นอริยะ ๑ ปัญญาที่เป็นอริยะ ๑ และวิมุตติ
    ที่เป็นอริยะ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แล
    เราเรียกว่า ผู้ไม่ตกไปจากธรรมวินัยนี้

    ผู้ที่ตกไปจากธรรมวินัยนี้ ชื่อว่าผู้ตกไป

    ผู้กำหนัดเพราะราคะ เป็นผู้กลับมาอีก


    ฉะนั้น ควรทำกิจที่ควรทำ ยินดีในคุณชาติที่ควรยินดี
    จะได้บรรลุสุขทั้งโลกียสุขและโลกุตตรสุข
     
  3. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร เป็นที่รู้จักกันดี ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,435
    กระทู้เรื่องเด่น:
    321
    ค่าพลัง:
    +58,191
    ?temp_hash=1e2f454502faaf77a83736dace25aff1.jpg

    ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์...
    #แท้จริงคือขันธ์๕

    ที่พระพุทธเจ้าทรงสอนพวกเรามาปฏิบัติธรรม.....

    ธรรมะของพระพุทธเจ้าทั้งหมดในพระไตรปิฎก ไม่มีอะไร คือไม่มีอะไรมากไปกว่าเรื่องของ " ขันธ์ ๕ " และยอมรับนับถือกฎของธรรมดาของ " ขันธ์ ๕ "

    ที่ทรงเทศน์มาถึง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ มีเรื่องขันธ์ ๕ เรื่องเดียว

    ขันธ์ ๕ ก็คือร่างกาย กายเรา กายคนอื่น เราไปติดอยู่ในกาย ติดอยู่ในรูป

    ฉะนั้นหากว่าเราไม่หลงกาย เราไม่หลงรูป เราก็หมดทุกข์

    การที่เข้าถึงความไม่หลงนี่มันยาก ไอ้ปากนี่มันไม่หลง แต่ใจมันหลง ปากฉันไม่หลง ๆ ไอ้ฉันน่ะไม่หลง แต่ใจมันหลง ห้ามใจไม่ได้

    หลวงพ่อพระราชพรหมยาน
    (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ)
    วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี
    รวมคำสอนธรรมปฏิบัติของหลวงพ่อพระราชพรหมยาน เล่ม ๑๐
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  4. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร เป็นที่รู้จักกันดี ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,435
    กระทู้เรื่องเด่น:
    321
    ค่าพลัง:
    +58,191
    c_oc=AQnBuBX2r4RsSYJtLzYj-fD8Yg9NIfLNpMwZS8d64eRlGkVxbrVistIAbRqhLiFVVe8&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg

    "เวลากรรมบังนี่
    มันโง่ทุกคนเลยว่ะ"
    หลวงปู่ศุข เมตตาเตือนสติ
    แล้วเราจะแก้ไขอย่างไร ให้ชีวิตดี...

    เวลาที่กรรมไม่ดีมาส่งผลหรือที่เรียกว่า "กรรมบัง"
    เป็นช่วงที่ตกต่ำที่สุดแล้วของชีวิต
    บางคนเสียผู้เสียคน ทำอะไรผิดพลาดไปหมด
    หรือตัดสินใจผิดๆ จนชีวิตพินาศ

    หรือแม้แต่ไม่ทำอะไร ก็ดิ่งลงๆๆๆ
    หรือแม้แต่ไม่รู้ตัว อาจจะพลิกวูบเดียวจบ!!!

    ครูบาอาจารย์ท่านเตือนไว้ตลอด
    ไม่ว่ากรรมดี บุญจะส่งผล
    หรือกรรมไม่ดีเข้าส่งผลหรือกรรมบัง

    ท่านสอนเสมอให้มี "สติ"สำคัญมากๆ

    "สติ"ที่ดีจะวางใจเป็นกลาง
    รู้เท่าทันกรรม ไม่ประมาท
    อ้อที่ดีที่ชั่วก็แค่นั้นเอง มาแล้วก็ผ่านไป

    "สติ"ที่ดีคือ อยู่กับปัจจุบัน
    กรรมเก่าแค่ไหนก็ไม่สำคัญ
    เท่ากรรมปัจจุบันในชาตินี้

    ไม่ประมาทในกรรม
    ละบาป เลิกทำกรรมชั่วให้มากที่สุด
    หมั่นเติมบุญกุศลของตนไม่หยุดยั้ง
    ฝึกสติ ฝึกใจให้แจ่มใสอยู่ตลอดเวลา

    "สติ" มาจากการทำสมาธิ การสวดมนต์ช่วยได้
    เป็นการฝึกแบบง่าย จดจ่อให้จิตมีสมาธิในระดับหนึ่ง
    ก้าวไปเจริญภาวนาได้

    มีสติ ยับยั้ง ละอายและเกรงกลัวต่อบาป
    เข้าใจในบุญ

    แสวงหาปัญญาธรรม เพื่อจะได้เข้าใจโลก
    เข้าใจธรรม ไม่โง่ ไม่หลง
    ไม่ว่าบุญจะส่ง หรือกรรมเก่าจะบัง

    ก็ไม่มี"โง่" อีกต่อไป

    ขอโมทนาพระคุณความดีหลวงปู่ศุขเป็นที่สุด
    และท่านเจ้าของภาพ ขอให้เจริญๆ ยิ่งๆขึ้นไป


    *****************************

     
  5. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร เป็นที่รู้จักกันดี ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,435
    กระทู้เรื่องเด่น:
    321
    ค่าพลัง:
    +58,191
    มีญาติโยมถามปัญหาว่า เมื่อปฏิบัติไปแล้วเข้าถึงความว่าง จะทราบได้อย่างไรว่าความว่างนั้นเป็นความว่างแบบไหน ? ซึ่งความว่างในการปฏิบัติของเรานั้นมีหลายระดับชั้นด้วยกัน

    ความว่างระดับแรกก็คือ สติ สมาธิ เริ่มทรงตัวเป็นฌาน ถ้าอย่างนี้รัก โลภ โกรธ หลง ต่าง ๆ จะโดนอำนาจของฌานกดดับลงไปชั่วคราว สภาพจิตที่เคยรุงรังด้วยกิเลสต่าง ๆ ก็สงบราบเรียบลง เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นสำหรับตัวเองมาก่อน ก็จะรู้สึกว่าง เบาสบายอย่างยิ่ง อย่างนี้เรียกว่าว่างเพราะอำนาจของฌานสมาบัติกดทับกิเลสเอาไว้

    ความว่างระดับต่อไป คือ ความว่างในอากาสกสิณ เป็นการกำหนดช่องว่างส่วนใดส่วนหนึ่งจับมาเป็นนิมิตในการภาวนา ถ้าเป็นในลักษณะอย่างนั้นจะเกิดขึ้นกับบุคคลที่เคยมีของเก่าในอดีต ฝึกเกี่ยวกับอากาสกสิณมาก่อน เมื่อทำไปจนสมาธิเริ่มทรงตัว ของเก่ากลับคืนมา เกิดปฏิภาคนิมิตขึ้น ก็จะรู้สึกถึงความว่างได้เช่นกัน ในส่วนนี้ถ้าจิตของเราละเอียดพอ ก็จะแยกแยะออกได้ว่า ถ้าเป็นความว่างของกสิณนั้นจะเป็นความว่างอยู่ในลักษณะที่เรากำหนดเฉพาะเจาะจงจุดใดจุดหนึ่งตรงหน้า

    ความว่างระดับถัดไปนั้นเป็นความว่างของอรูปฌาน ไม่ว่าจะเป็นอากาสานัญจายตนะฌานก็ดี วิญญาณัญจายตนะฌานก็ดี อากิญจัญญายตนะฌานก็ดี เนวสัญญานาสัญญายตนะฌานก็ดี อรูปฌานทั้งหลายเหล่านี้เกิดจากการที่เราเพิกรูปทิ้งไป แล้วจับความว่างของอากาศ จับความไร้ขอบเขตของวิญญาณ จับความรู้สึกที่ว่าทุกสิ่งทุกอย่างต้องเสื่อมสลายพังไป ไม่มีอะไรเหลืออยู่ และกำหนดความรู้สึกว่ามีเหมือนกับไม่มี รู้เหมือนกับไม่รู้ เป็นต้น สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ก็จัดเป็นความว่างอีกอย่างหนึ่ง

    บุคคลที่เคยทรงอรูปฌานในอดีต เมื่อกระทำไปจนกระทั่งกำลังทรงตัวแล้ว เข้าถึงอรูปฌานเดิม ๆ ก็ทำให้รู้สึกถึงความว่างเช่นกัน ตรงจุดนี้ถ้าจะสังเกตแยกแยะออกก็จะต้องสังเกตว่า เรายังทรงกำลังของฌานสมาบัติอยู่ การที่เราทรงกำลังของฌานสมาบัติอยู่แม้ว่าจะเบาสบายเพียงใดก็ตาม ความที่ยังต้องทรงฌานอยู่ก็จัดเป็นความหนัก บุคคลที่มีจิตละเอียดจริง ๆ ถึงจะแยกแยะออกได้

    ประการสุดท้ายนั้นเป็นความว่างเนื่องจากจิตมองเห็นโทษของร่างกายนี้ มองเห็นโทษของสภาพจิตที่คลุกคลีอยู่กับรัก โลภ โกรธ หลงทั้งหลาย แล้วสามารถที่จะปล่อยวางสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ลงจนหมด ยกจิตของตนเองขึ้นมาพ้นจากสภาพของราคะ โลภะ โทสะ โมหะได้ ก้าวล่วงจากสมมติเข้าสู่ความเป็นวิมุตติ ก้าวล่วงจากโลกเข้าสู่ทางธรรมแท้ ๆ

    สภาพจิตของตนจะเหลือแต่เพียงผู้รู้เด่นอยู่เท่านั้น เป็นผู้รู้ที่มีหน้าที่กำหนดรู้เฉย ๆ ไม่ไปปรุงแต่งสิ่งต่าง ๆ ให้เกิดเป็นรัก โลภ โกรธ หลง เหมือนกับเราก้าวขาข้ามไปยังอีกฝั่งหนึ่ง เมื่อข้ามฝั่งไปแล้วเราก็ไม่ย้อนกลับมาแตะต้องวอแวในสิ่งที่เคยผ่านมา ถ้าลักษณะนั้นจึงจะเป็นความว่างที่แท้จริง เป็นความว่างในลักษณะของการว่างจากกิเลส เป็นความว่าง ความใส ความสะอาด จากสภาพจิตที่ปราศจาก รัก โลภ โกรธ หลง หรือเรียกง่าย ๆ ว่าเป็นความว่างของการเข้าถึงพระนิพพานนั่นเอง

    ดังนั้น..ถ้าพวกเราต้องการจะเข้าถึงสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ เราก็ต้องเน้นในเรื่องของศีล สมาธิ ปัญญา โดยเฉพาะในส่วนของปัญญาที่มองเห็นทุกข์เห็นโทษของร่างกายนี้ ของโลกนี้ จนกระทั่งสามารถปล่อยวางได้ การที่เราจะมีกำลังมากพอที่จะยกจิตให้พ้นขึ้นมาจากร่างกายนี้ พ้นจากโลกนี้ได้ แล้วปล่อยสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ลง ก็ต้องมีกำลังสมาธิที่เข้มแข็งพอเพียง

    กำลังสมาธิจะเข้มแข็งพอเพียงได้ เราก็ต้องมีศีลอย่างน้อย ศีล ๕ เป็นพื้นฐาน เมื่อสภาพจิตของเราจดจ่ออยู่กับการระมัดระวังรักษาศีลทุกสิกขาบทไม่ให้บกพร่อง การที่เราเอาจิตจดจ่อแน่วแน่ระมัดระวังศีลอยู่นั่นเอง สมาธิก็จะเกิดขึ้น เมื่อสมาธิเกิดขึ้นทรงตัว ตั้งมั่น มีกำลังกดกิเลสดับลงได้ชั่วคราว ตัวปัญญาก็จะเด่นขึ้น ผ่องใสขึ้น ก็จะเห็นช่องทางว่าจะทำอย่างไรถึงจะสละ ตัดละ ร่างกายนี้ โลกนี้ ความยินดีต่าง ๆ

    สิ่งทั้งหลายเหล่านี้เมื่อสละออก ตัดออก ละออกได้ ก็จะก้าวเข้าสู่ความว่างอย่างแท้จริง เป็นความว่าง ใส สะอาด ที่เปี่ยมสุข ไม่สามารถจะอธิบายรายละเอียดเป็นภาษามนุษย์ได้ ไม่สามารถที่จะอธิบายรายละเอียดเป็นภาษาหนังสือได้ เพราะว่าเป็นสิ่งที่ก้าวล่วงการปรุงแต่งทั้งปวงไปแล้ว ภาษามนุษย์ก็ดี ภาษาหนังสือก็ดี ยังเป็นภาษาที่ประกอบไปด้วยการปรุงแต่งอยู่ จึงไม่สามารถที่จะอธิบายสภาวธรรมทั้งหลายเหล่านั้นได้

    มีแต่สภาพจิตของเราที่เด่น ผ่องใส สะอาด เหลือแต่ตัวรู้อย่างเดียว ไม่ไปแตะต้อง ไม่ไปปรุงแต่ง ถ้าสิ่งไหนจำเป็นก็ออกไปสัมผัสด้วยความระมัดระวัง แล้วก็ย้อนกลับเข้ามาอยู่กับความผ่องใสที่ปราศจากกิเลสของตนต่อไป ถ้าอย่างนี้จึงจะเป็นความว่างที่แท้จริง

    ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ถ้าเราจะก้าวเข้าสู่ความว่างที่แท้จริงหรือสภาวะพระนิพพานนั้น ก็ต้องอาศัยศีล สมาธิ และปัญญา ซึ่งจะพูดให้กว้างออก ก็คือ มรรคมีองค์ ๘ นั่นเอง

    สำหรับพวกเราทั้งหลายนั้นก็ต้องมาเน้นเรื่องของสมาธิ เพราะเราทั้งหมดส่วนใหญ่มีศีลบริสุทธิ์บริบูรณ์แล้ว ไม่ว่าจะเป็นศีล ๕ ก็ดี ศีล ๘ ก็ดี ในเมื่อศีลบริสุทธ์บริบูรณ์แล้ว ยังไม่สามารถจะก้าวล่วงไปได้ ก็แปลว่ากำลังสมาธิยังไม่เพียงพอ เราจึงต้องมาเน้นการฝึกสมาธิอย่างจริง ๆ จัง ๆ เพื่อที่จะประคองจิต รักษาจิตของเราให้มีความผ่องใส จนกระทั่งกำลังสมาธิเพียงพอ ดวงปัญญาก็จะเกิดขึ้น มีความแกร่งกล้า มีความแหลมคมพอ ก็สามารถที่จะสลัด ตัด ละ ความยินดี ความพอใจในร่างกายนี้ ในร่างกายของคนอื่น ในโลกนี้และในโลกอื่น ภพภูมิอื่นลงได้ เราก็จะหลุดพ้นไปสู่ธรรมอันว่างอย่างยิ่ง ก็คือพระนิพพานนั่นเอง

    ลำดับต่อไปให้ทุกท่านตั้งใจภาวนาและพิจารณาตามอัธยาศัย จนกว่าได้รับสัญญาณบอกว่าหมดเวลา

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    เทศน์ช่วงทำกรรมฐาน ณ บ้านวิริยบารมี
    วันเสาร์ที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖

    ที่มา www.watthakhanun.com
     
  6. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร เป็นที่รู้จักกันดี ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,435
    กระทู้เรื่องเด่น:
    321
    ค่าพลัง:
    +58,191
    41399500_1724390694350745_1910947760215949312_n-jpg.jpg
     
  7. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร เป็นที่รู้จักกันดี ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,435
    กระทู้เรื่องเด่น:
    321
    ค่าพลัง:
    +58,191
    c_oc=AQlvkAKl4CnSQYdx4lcyd4yvf0fSVSKapuph6ox1jX8VHd2A-ro9c5DN_7bkfDuecmI&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg




    เรืี่อง.*อย่าเพลินทำสมาธิอย่างเดียว*

    *โอวาท : หลวงพ่อพระราชพรหมยานฯ~หลวงพ่อฤาษีลิงดำ*

    ..." ถ้าหลงระเริง เล่นแต่อารมณ์สมาธิอย่างเดียว จะคิดว่า.. เราตายคราวนี้ หวังได้ สวรรค์ พรหมโลก นิพพาน นั้น เอาแน่นอนอะไรไม่ได้.

    ~ ถ้าเมื่อเวลาตาย เกิดอารมณ์เศร้าหมองเข้าครองใจ สมาธิก็ไม่สามารถช่วยได้ จึงต้องใช้ธรรมะอย่างอื่น เข้าประคองใจด้วย.

    * ธรรมะ ที่ช่วยประคองใจให้เกิดความมั่นคง ไม่ต้องลงอบายภูมิ มีนรกเป็นต้น ก็ได้แก่ กรรมบถ ๑๐ ประการ..."

    ( จากหนังสือ "ธัมมวิโมกข์" ปีที่ ๓๘ ฉบับที่ ๔๓๕ เดือน มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๐ หน้าที่ ๔๐ ของวัดท่าซุง จ.อุทัยธานี..คัดลอก โดย ยุพยง พัฒนเจริญ )
     
  8. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร เป็นที่รู้จักกันดี ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,435
    กระทู้เรื่องเด่น:
    321
    ค่าพลัง:
    +58,191
    เรื่อง "ภพชาติ" อันหยาบละเอียดก็เพราะ "อำนาจแห่งวิบาก" ของจิตแต่ละดวงๆไม่เหมือนกัน ต้องอาศัย "หลักธรรม" เป็นเครื่องพิสูจน์
    (โอวาทธรรม หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน)




    ความที่มี "ภพชาติ" อันหยาบละเอียด ก็เพราะ "อำนาจแห่งวิบาก" ของจิตแต่ละดวงๆไม่เหมือนกัน จึงต้องให้เป็นเช่นนั้น อย่างภพหยาบๆอย่างที่เราเห็นนี้ เช่นสัตว์เช่นบุคคล ที่มองเห็นกันด้วย "ตาเนื้อ" นี้ เป็นภพที่ "หยาบ" ภพที่ "ละเอียด" ยิ่งกว่าตาเนื้อนี้ แต่ยังเป็นวิสัยของกล้องที่จะส่อง เช่น กล้องจุลทรรศน์ มองเห็นได้เช่นเชื้อโรคอย่างนี้เป็นต้น ก็ยังเป็นวิสัยของตาที่จะพอดูได้ แต่ที่ละเอียดยิ่งกว่านั้น ซึ่งไม่ปรากฏร่างเลยนี้ ไม่สามารถจะรู้ได้เห็นได้ทั้งๆที่ภพนั้นๆประเภทนั้นๆมีอยู่เต็มโลกสงสาร เช่นเดียวกับความเกิดความเป็นอยู่ของสัตว์ที่มีร่างกายอันหยาบนี้
    สิ่งที่พาให้สัตว์โลกเป็นดังที่กล่าวมานี้ ทั้งส่วนหยาบส่วนกลางส่วนละเอียด เป็นไปจากเชื้อที่ฝังอยู่ภายในจิตใจ ใจจึงเป็นเหมือนกับเครื่องมือของสิ่งนั้น ผลักไสให้เป็นอย่างไรก็เป็นไปตาม ทั้งๆที่ใจนั้นไม่เคยตาย แต่คำว่าเกิดว่าตายนั้นอาศัยร่างที่เข้าไปเกี่ยวข้องเท่านั้นหากได้หมุนไปหมุนมาอยู่เช่นนั้น เพราะอำนาจแห่งวิบากผลักไสพาให้เป็นไป โดยอาศัยเชื้อพาให้เกิดเป็นสำคัญอันดับแรก
    การท่องเที่ยวด้วยความเกิด ความแก่ ก็เท่ากับการแบกหาม "ความทุกข์ความลำบาก" ไปด้วยกันในภพนั้นๆ โดยแยกกันไม่ออก ภพหยาบก็ทุกข์มาก ภพละเอียดก็ทุกข์น้อยลงไปถ้าเป็นภพที่มีบุญ แต่ภพละเอียดที่เป็นบาปก็ทุกข์มากยิ่งกว่าร่างกายที่เป็นบาปนั้นอีก เช่นสัตว์นรกเป็นต้น เรามองไม่เห็น แต่สัตว์นรกเป็นสัตว์นรก สัตว์นรกรับทุกข์สัตว์นรกยอมรับว่าเป็นทุกข์ หากมองไม่เห็นสำหรับผู้ไม่เป็น จึงเรียกว่าละเอียด บาปก็ละเอียดบุญก็ละเอียดไปตามส่วนของบาปบุญ
    มีใจเท่านั้นเป็นผู้จะรับสัมผัสสิ่งเหล่านี้ได้ ตา หู จมูก ดูได้ฟังได้ตามวิสัยของตน แต่ไม่สามารถจะทราบสิ่งที่สุดวิสัยของตา หู จมูก ลิ้น กายไปได้ นอกจากใจเพียงดวงเดียว ใจจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก ที่กล่าวเบื้องต้นยกความเกิดแก่เจ็บตายขึ้นมา ที่เป็นอยู่ในสัตว์โลกทั่วๆไป เห็นได้อย่างชัดเจน แต่สัตว์โลกมองเห็นแต่ผลที่เป็นตัววิบากขึ้นมาแล้ว ไม่สามารถจะทราบเหตุแห่งวิบากและเชื้อแห่งวิบากนั้นคืออะไรได้ จึงต้องอาศัยหลักธรรมของพระพุทธเจ้าเป็นเครื่องพิสูจน์ยืนยันกัน หากไม่ใช่ธรรมแล้วไม่มีสิ่งใดที่จะพิสูจน์สิ่งที่ลึกลับสำหรับวิสัยของคนสามัญทั่วไปให้รู้ได้เห็นได้ จึงต้องอาศัยหลักธรรมเป็นเครื่องพิสูจน์
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 18 พฤษภาคม 2019 at 16:57
  9. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร เป็นที่รู้จักกันดี ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,435
    กระทู้เรื่องเด่น:
    321
    ค่าพลัง:
    +58,191
    สมาธิไม่มี ปัญญาจะมีได้อย่างไร
    .. ขาดสติ สติไม่มี เมื่อสติไม่มี สมาธิก็จะมีได้อย่างไร เมื่อสมาธิไม่มี สติสมาธิไม่มี ศีลสมาธิปัญญามันจะเกิดขึ้นได้หรือ มันจะเอาอะไรเกิด เพราะมันไม่มีฐาน ที่ทำฐาน ที่ตั้ง
    ฉะนั้นภาวนาดูให้ดี ตั้งใจให้มั่นคง ทำอะไรให้ตั้งใจทำจริงๆ ศึกษาเล่าเรียนประพฤติปฏิบัติให้ตั้งใจประพฤติปฏิบัติจริงๆ ไม่ใช่สุกเอาเผากินเล็กๆ น้อยๆ ตั้งใจทำจริงๆ ..



    (หลวงปู่สิม พุทธาจาโร)
     
  10. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร เป็นที่รู้จักกันดี ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    15,435
    กระทู้เรื่องเด่น:
    321
    ค่าพลัง:
    +58,191
    c_oc=AQnha8pUZun37RwlTYSVlMXNBCo7LKnu3yOt1BF2y5p1MOmAAFlmMsGuuJskzNbm_44&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...