เตรียมตัวให้พร้อม...มันกำลังมา! แจ้งข่าวสารการชำระโลก

ในห้อง 'ภัยพิบัติและการเตรียมการ' ตั้งกระทู้โดย jityim, 23 เมษายน 2018.

  1. ปวีรัศม์ชา

    ปวีรัศม์ชา Time kills everything

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 มิถุนายน 2014
    โพสต์:
    220
    ค่าพลัง:
    +516
    เทพเมตะตรอนป้าหน้าตาเปนไง ไหนพามาออกสื่อหน่อยดิ อยากเห็น

    ป้าอยากเปลี่ยนโลกหรอ ขอหวยหน่อยดิ เอา 100 ล้านเลยนะ ให้ทุกคนเลย รับรองโลกพลิกแน่ ดีกว่ามาเพ้อลงเน็ตไปวันๆ ขอไรที่เปนรูปธรรมดีกว่า ปวีจะไปเทคโอเวอร์ป่าอเมซอนสักเสี้ยวนึง ช่วยป้ากู้โลกด้วยงัย
     
  2. jityim

    jityim เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 ตุลาคม 2014
    โพสต์:
    1,916
    ค่าพลัง:
    +1,680
    ปวีร์จะเอาเงินไปทำอะไร? จะเอาไปเปลี่ยนโลกเหรอ! ถ้าใช้เงินเปลี่ยนโลกนี้ไม่รู้จักพอนะ มีแต่ยืดยาวและยืดเยื้อ เพราะตัณหาไม่รู้จักอิ่มไม่รู้จักพอมี มีแต่เพิ่มทุกข์ถ้าใช้ไม่เป็น แต่ถ้าใช้ใจเปลี่ยนโลกได้ ผลระยะยาวจะมีแต่ความสุขร่วมกันนะ

    เพียงแค่ฝึกให้ตนเองเป็นคนอารมณ์ดีและมีความสมดุลทางอารมณ์ มีจิตสุขที่สุขสงบอยู่เสมอ

    ต้องรักผู้อื่นให้เป็น และต้องรักให้ได้ ไม่ว่าเขาจะแสดงอาการหรือกระทำต่อตนอย่างไร ตนจะไม่ยอมตกเป็นทาสของเงื่อนไขด้านลบที่ผู้อื่นหยิบยื่นให้โดยเด็ดขาด

    ฝึกตนเองให้เป็นคนมองโลกในแง่ดี

    เพียงเท่านี้ เราทุกคนก็เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนโลกได้แล้วล่ะ


    เทพเมตะตรอนเป็นจิตจักรวาลป่ะ

    ถ้าเป็นจิตจักรวาล คงออกสื่อไม่ได้หรอก เพราะเป็นพลังงานแสง ถ้าปวีร์อยากเห็นก็ลองฝึกจิตดูนะ
     
  3. ปวีรัศม์ชา

    ปวีรัศม์ชา Time kills everything

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 มิถุนายน 2014
    โพสต์:
    220
    ค่าพลัง:
    +516
    อ้าวนี่ปวีอารมณ์ไม่ดีอยุ่หรอ ก้ไม่ได้หัวร้อนไรนะป้า โลกสีชมพะ-รูจะตายช่วงเน้ มั่วตลอด

    ปวีก้เขียนอยุ่ว่าจะเอาเงินไปเทคโอเว่อร์ป่าอเมซอน ไม่มีละ อาจตายห่านกันหมดเลยนะป้า ปอดโลกเลยนะ อีกอย่างนะป้า เงินมันเปลี่ยนโลกได้นะ สร้างสำนักปฎิบัติธรรม เอาคนมาปฎิบัติธรรมก้ได้ เปนต้น เปนรูปธรรมไรงี้ ดีกว่ามาเขียนลงเน็ตไปวันๆ แบบป้าตั้งเยอะ เดวเงินเหลือ ปวีจะไปเหมาสิงโตแอฟริกามาปล่อยวัดที่ป้าอยุ่ด้วย ดูดิว่าอารมณ์จะคงที่อย่างที่เขียนจิงป่ะ

    จจว ป้าอย่ามาเนียน ตัวเองก้ไม่รุ้ ไม่เคยเหน ดันบอกพลังงานแสง ตัดแปะเขามาลงทั้งนั้น ลิเกมาก หน้าไม่อาย
     
  4. ปวีรัศม์ชา

    ปวีรัศม์ชา Time kills everything

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 มิถุนายน 2014
    โพสต์:
    220
    ค่าพลัง:
    +516
    เขามีแต่ให้มองโลกตามความเปนจิง นี่มองโลกในแง่ดี เออ โดนเขาหลอกพอดี
     
  5. jityim

    jityim เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 ตุลาคม 2014
    โพสต์:
    1,916
    ค่าพลัง:
    +1,680
    สมมุตินะ เขาให้ปวีร์เรียนรู้อะไรสักอย่างหนึ่ง แต่ปวีร์ไม่เข้าใจและมองภาพไม่ออก หรือ หาเหตุผลที่มาที่ไปไม่ได้ ปวีร์คงไม่มีความศรัทธาและสนใจสิ่งนั้นแน่เลย อย่างน้อยนะ ปวีร์คงต้องได้สัมผัสอะไรมาบ้างและเข้าใจว่ามีประโยชน์จึงได้ทำเพื่อตนเองเนาะ เพราะรู้ว่ามีประโยชน์ทุกคนย่อมรักตนเอง

    ปวีร์ตลกดีเนาะ เห็นไหมปวีร์อยากเปลี่ยนโลก ด้วยการสร้างสำนักปฏิบัติธรรม แสดงว่าปวีร์ก็อยากเปลี่ยนแปลงตนเองด้วยเช่นกัน

    การยอมรับนับถือตนเอง โดยค้นหาความดีงามในตนเองให้พบ แล้วนำออกมาแสดงให้ปรากฎต่อผู้อื่นให้จงได้ ศาสตร์แห่งความดีงาม ก็คือ จิตสำนึกที่ปล่อยพลังงานอารมณ์ด้านบวกของตนเองและผู้อื่นแต่อย่างเดียว ซึ่งสอดคล้องกันกับการรักษาศีลปฏิบัติธรรม ใฝ่คุณธรรมและมีมโนธรรม

    นอกจากจะกระทำที่ถูกต้องต่อคนอื่นแล้ว ก็เพื่อต้องการให้มนุษย์มีจิตสำนึกปลดปล่อยพลังงานแห่งความรักให้แก่โลก (คำว่า "เนื้อนาบุญของโลก บ่งบอกถึงได้นัยยะนี้) ในเวลาเดียวกันด้วย เท่ากับว่ายิงกระสุนนัดเดียวได้นกสองตัว ซึ่งเป็นอุบายที่พระศาสดาได้มอบไว้ให้แก่มวลมนุษย์ นอกเหนือจากการหลุดพ้นแล้ว นัยเหล่านี้ถูกปกปิดมิติไว้ไม่ให้มนุษย์ล่วงรู้


    เห็นด้วยนะ มองโลกตามความเป็นจริง แต่ในทางเชิงสร้างสรรค์ เพราะในทุกอย่างล้วนมีสองด้านเสมอ แล้วแต่ว่าเราจะเลือกมาหยิบใช้ในมุมไหน ปวีร์นี่ก็ฉลาดเหมือนกันนะ
     
  6. ปวีรัศม์ชา

    ปวีรัศม์ชา Time kills everything

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 มิถุนายน 2014
    โพสต์:
    220
    ค่าพลัง:
    +516
    มั่วละ ปวีเขียนอย่าง ป้าจะมองไปอีกอย่างตลอด เก็ตละทำไมป้าได้สภาวะธรรมทีนึง ไปโน่นเลย โลกุตตระ ป้ามีปัญหาเรื่องสื่อสารใช่ป่ะ

    ปวีเขียนกุ้โลก ก้เขียนแขวะป้าทั้งนั้น คนจริงเขาทำมากกว่าพูด ออกไปมีตัวตนในโลกความจริง เช่นพระหลายๆ รูป สร้างสถานปฎิบัติธรรมหรือเช่า พท พาคนฝึกจิต เป็นรูปธรรม สอนธรรมะที่ถูกต้อง ตัดภาพกลับมาที่ป้า ยังปักกลดเทศน์บนเน็ตไปวันๆ อยุ่เลย ถูกยอมรับรึป่าว ก้ไม่ (เอฟซีป้าคนเดียวเอง) ธรรมะก้ไม่ตรงทางอีก

    ใครๆ เขาก้ฝึกจิตนะ สภาวะที่ป้าได้คนเขาได้กันเพียบ แต่เขาไม่มโนไปเองแบบป้าไง จจว มันตอบป้าก้เรื่องของป้าเหอะ กรรมป้าต้องไปทางนั้นอยุ่แล้ว ไม่มีเรื่องบังเอิญหรอก


    ตอนแรกยังเขียนให้มองโลกสวยอยุ่เลย มองโลกสวยแบบป้าก้หลอกตัวเอง แง่ร้ายก็อคติ ดิ ถ้าจะเลือกแค่ด้านใดด้านนึง มองตามจิงก้คือตามจิงไม่ดีไม่ร้าย ยังจะมีตอดเดวจะโดน

    เหงาดิป้า คุยคนเดียวหลายโพสละ ไม่มีคนขัดคอ สบายเลย ถ้าปวีเปนเจ้าอาวาสจะไล่ป้าออกนัมเบอร์แรกเลย วันๆ เฝ้ามันแต่เนตเนี่ยะ เดวพาป้าไปปล่อยเอธิโอเปียดีกว่า ไปปล่อยไกลๆ ลดโลกร้อน
     
  7. zalievan

    zalievan เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 พฤศจิกายน 2013
    โพสต์:
    1,497
    ค่าพลัง:
    +2,495
    ผมว่า
    การมองโลกแบบพุทธ คือ มองให้เห็นความเป็นจริงทั้งหมด ตามสภาพความเป็นจริง เอาทั้งดีทั้งร้าย มองให้เห็นถึงความเป็นไป ต้นสายปลายเหตุ เพื่อให้เข้าใจว่า สิ่ง ๆ นี้ มันก็เป็นของมันอยู่อย่างนี้ วางอารมณ์ให้เป็นกลาง คือพิจารณาถึงสิ่งที่เกิดขึ้นให้เหมือนดูหนังสารคดีน่ะครับ ว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นจากเหตุใด ดับด้วยเหตุใด เป็นต้น ไม่ใช่แบบดูหนังรัก(เอาแต่ข้อดี) หรือหนังดราม่า(เอาแต่แง่ร้าย) ให้เรารู้ตลอดกระบวนการ(หรือเอาแค่รู้พอที่จะสามารถปล่อยวางได้)ของสิ่งนั้น ๆ จะได้เข้าใจธรรมดาของสิ่งนั้น ๆ เราเข้าใจว่าไม่มีธุระใด ๆ กับมันอีกแล้ว แล้วปล่อยวางครับ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 19 พฤษภาคม 2018
  8. Sataniel

    Sataniel วิชชาจรณะสัมปันโน

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 กรกฎาคม 2017
    โพสต์:
    617
    ค่าพลัง:
    +935
    มีข้อสงสัยครับ ที่เห็นน่ะ? ท่านเห็นเป็นกาย ? หรือเห็นเป็นแสง ถ้าเป็นแสง รัศมีสีอะไร? หรือแค่รู้สึกแต่ไม่เห็น แล้วตอนที่เห็นน่ะ เป็นตอนที่ท่านกำลังจะนอนบนกุฏิใช่ไหม ?
     
  9. jityim

    jityim เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 ตุลาคม 2014
    โพสต์:
    1,916
    ค่าพลัง:
    +1,680
    Ok ket เลยค่ะ ใช่เลย! ถ้าเราเห็นอย่างนั้นได้ ก็จะทำให้เราเข้าใจทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับเรา ตามความเป็นจริงว่าทุกอย่างล้วนมาจากเหตุที่ได้กระทำไว้ ไม่ใช่ให้ทุกอย่างเป็นไปตามที่ใจเราต้องการจะได้จะเป็น หากสิ่งใดผิดแปลกไปจากที่ควรจะเป็น เกิดการบีบเค้นบีบคั้นทางจิตทำให้เกิดทุกข์ใจหาทางออกไม่ได้ เพราะไม่เข้าใจว่าทำไม? หากเรานำสิ่งเหล่านี้มาพิจารณาและเข้าใจได้ ใจเราก็ไม่ทุกข์ เพราะรู้แล้วจึงปล่อยวางได้ ถ้าใครเข้าใจการดำเนินชีวิตแบบนี้ได้ ถือว่าเป็นความโชคดีของเขา ที่ได้นำประสบการณ์ในชีวิตที่มีในตนมาพิจารณาเป็นปัญญารักษาตัวเองด้วยการเข้าใจความจริงทุกสิ่งที่เกิดขึ้น คำว่า "บังเอิญ" จึงไม่มีค่ะ

    อย่างกรณีหนังรัก หรือ ความรักของคนหนุ่มสาว หรือความรักของใคร ๆ ลองมองให้ลึกลงไปในจิตใจของแต่ละคน ทุกคนปราถนาค่ะ อยากสมหวังในรัก...

    เหมือนอยากให้คนอื่นรัก แต่เรากลับรักคนอื่นไม่เป็น

    ข้อความข้างต้นนั้นเป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวหนึ่งปัจจัยหนึ่งเท่านั้นที่เรามองอย่างผิวเผินแค่นั้นค่ะ

    ทุกคนอยากได้ความสุข แต่กลับสร้างทุกข์ให้แก่กัน การสร้างทุกข์ให้แก่กัน ถึงไม่อยากได้!....อย่างไรก็ต้องได้! ก็สร้างทุกข์แล้วจะได้สุขไปได้อย่างไร? นี้ก็เป็นเหตุและผลที่ใครก็เข้าใจได้ ว่าทุกอย่างล้วนเกิดจากเหตุ..

    แต่..นอกจากเหตุปัจจุบันแล้ว ยังมีเหตุปัจจัยอดีตเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยค่ะ ถ้าไม่สามารถสาวไปหาเหตุได้ เมื่อเราไม่พิจารณาให้เข้าใจ เราเลยมองแค่ปัจจุบัน อ้าว! แล้วถามว่าจะไปมองอดีตทำไมล่ะ เมื่ออดีตสามารถเปลี่ยนแปลงได้ด้วยปัจจุบัน

    เพราะ....แต่ละคนได้สั่งสมนิสัยประสบการณ์เรียนรู้ คือ เจตสิกที่ปรุงแต่งเป็นความคิด ที่มีความปราถนา มีความต้องการของตนเองต่างกันหรือเหมือนกันนะค่ะ นี้ล้วนเป็นปัจจัยของเหตุ ๑

    ทุกคนมีกรรมที่เกี่ยวเนื่องกันมา ต้องมาชดใช้วิบากรรมร่วมกันดี หรือร้าย คือ เจ้าหนี้ที่เป็นเจ้ากรรมนายเวร๑

    ถ้าเราเข้าใจเหตุ เราต้องให้อิสระในการตัดสินใจเพื่อการเรียนรู้แก่ใคร ๆ ที่เราเกี่ยวข้องด้วย โดยไม่ผลักใส ไม่เหนี่ยวรั้ง แต่เราต้องเรียนรู้จักการสร้างเหตุ เพราะไม่มีใครเป็นของใครอย่างแท้จริง เมื่อเรารู้ด้วยความเข้าใจ เราก็จะรู้จักรักเป็นค่ะ

    และกรรมปัจจุบันที่ทำร่วมกันหนึ่ง ไปในแนวทางดีหรือทางร้าย ๑

    คือการพิจารณาเหตุและปัจจัยที่เป็นเกี่ยวเนื่องกัน เข้าใจเหตุ อย่างน้อยก็ทำให้เราฉลาดขึ้น ในการใช้ชีวิตให้เป็นสุขได้ หรือทำให้เราปล่อยวางได้ค่ะ ศาสนาพุทธเป็นศาสนาแห่งปัญญาให้เรียนรู้ที่เหตุ จึงจะไม่เสียชาติเกิด ใช่เลยค่ะ

    แต่นอกเหนือจากปัญญาดังกล่าวแล้ว ในชีวิตประจำวัน ๆ หนึ่ง อารมณ์รู้สึกของตนเองมักจะเปลี่ยนแปลงแปรปรวนตลอดเวลา ส่วนใหญ่มักมีสาเหตุคนรอบข้างเป็นเงื่อนไข ที่เป็นแรงดึงดูดจิตใจเราให้เกี่ยวเนื่องคล้อยตามไปตามแรงอยาก แรงตัณหา ความโกรธ ความเกลียด ความฟุ้งซ่าน โลภอยากได้ ทำให้เรารับพลังงานเหล่านั้นมาเป็นของเราโดยไม่รู้ตัว การมองโลกในแง่บวก เชิงสร้างสรรค์ รู้จักการหยิบมุมมองที่สวยงามออกมาใช้ การฝึกให้ตนเองเป็นคนอารมณ์ดี ก็ทำให้เรามีความสุขในตนเองได้ มอบความสุขให้แก่คนอื่นได้ และเราก็ช่วยเหลือกันให้พ้นทุกข์ร่วมกันในขั้นต้นได้ค่ะ หรือพูดอีกมุมหนึ่งว่า เราสามารถช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ฉุดกันไปนิพพานได้ค่ะ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 19 พฤษภาคม 2018
  10. jityim

    jityim เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 ตุลาคม 2014
    โพสต์:
    1,916
    ค่าพลัง:
    +1,680
    เป็นการเห็นในสมาธิเหมือนลืมตามองแบบปกติเลยค่ะ ไม่ใช่เป็นรูปกายค่ะ แต่เป็นพลังงานแสงสว่างจ้า มีลักษณะเป็นดวง ถามว่าสภาวะนี้คล้ายกับพลังงานสุญญตาแห่งความว่างไหม ? ใกล้เคียงค่ะ แต่ความว่างไม่มีขอบเขตค่ะ
     
  11. Sataniel

    Sataniel วิชชาจรณะสัมปันโน

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 กรกฎาคม 2017
    โพสต์:
    617
    ค่าพลัง:
    +935
    แล้วท่านเห็นตอนทำสมาธิที่กุฏิใช่ไหมครับ? แล้วสีอะไรครับรัศมี เหลืองๆขาวๆใช่ไหมครับ?
     
  12. jityim

    jityim เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 ตุลาคม 2014
    โพสต์:
    1,916
    ค่าพลัง:
    +1,680
    ตอนนั่งทำสมาธิค่ะ ที่มาปรากฎล้วนมีเหตุมาจากพิจารณาค่ะ ไม่มีสีเป็นแสงสว่างจ้าค่ะ และในขณะที่ปรากฎ มีความหมายบ่งบอกด้วยว่าสภาวะนั้นคืออะไรค่ะ
     
  13. ปวีรัศม์ชา

    ปวีรัศม์ชา Time kills everything

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 มิถุนายน 2014
    โพสต์:
    220
    ค่าพลัง:
    +516
    ป้าปวีถามหน่อยดิ ตอนป้านั่งบิ้วชีวิตรันทดอยุ่ ป้าเห็นเป็นลักษณะก้นหอยวนๆ เข้าหาตัวเองก่อนใช่ป่ะ
     
  14. jityim

    jityim เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 ตุลาคม 2014
    โพสต์:
    1,916
    ค่าพลัง:
    +1,680
    ลักษณะก้นหอยวน ๆ ปวีร์สนใจเหรอ! หรือ ปวีร์เคยพบสภาวะนี้มาแล้วจึงสนใจ แต่ถ้าที่ตนเคยพบเจอสภาวะนี้มาในสมาธิ เป็นการบ่งบอกสภาวะของคลื่นความถี่อิสระ หรือคลื่นอนัตตา ซึ่งคลื่นนี้สภาวะนี้บ่งบอกถึง การกำเนิดปัจจัยสังขารา หรือการก่อกำเนิดสรรพสิ่งใหม่ซึ่งเป็นวัตถุมวลหยาบที่เป็นอัตตานั้น คลื่นความถี่อิสระ หรือคลื่นอนัตตา เป็นผู้สร้างอัตตาทั้งสิ้น โดยมีคลื่นอนัตตาเร้นอยู่ภายในที่เป็นแก่นแท้ในเงามายาหรืออัตตาอีกที คลื่นการสั่นสะเทือนจึงเปรียบเป็นจุดเริ่มต้นของการมีพลังอำนาจในตนเองของสรรพสิ่งที่เป็นอัตตา นั่นเอง

    ส่วนการนั่งบิ้วชีวิตรันทด 5555 คงบิ้วไม่ออกแน่เลย หากไม่พิจารณาหาเหตุผลจากประสบการณ์ชีวิตตนเอง และประสบการณ์จากชีวิตผู้อื่น เกิดจากการพิจารณาที่เราเห็นได้จากตนเองและผู้อื่นค่ะ
     
  15. ปวีรัศม์ชา

    ปวีรัศม์ชา Time kills everything

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 มิถุนายน 2014
    โพสต์:
    220
    ค่าพลัง:
    +516
    ปวีเห็นป้าเขียนสภาวะ ถ้าตัดคำพูดพวก จจว ออกไปนะ

    ป้าเขียนบอก เห็นที่เปนก้นหอย ที่มีลักษณะหมุนวนๆเข้าหาตัวมันเองก่อน ตอนป้ากำลังพิจารณาชีวิตที่ผ่านมามีแต่ทุกข์ไรเบอร์นั้น (ถ้าจำไม่ผิด) แบบนี้คือสมาธิรวมอัปนานะป้า

    จิตจะดิ่งลงเปนเอกัคคตา เหมือนเราโดนน้ำดูดลงไปข้างล่าง แล้วไปโผล่อีกฟาก... ก่อนที่จะเข้าไปในก้นหอย จะมีความรุ้สึกจะขาดใจตาย พอยอมตายก้โดนมันดูด (เพราะธรรมะพระพุทธเจ้าอยุ่ฟากตาย) พอเข้าไปจะได้ยินเหมือนฟ้าดินระเบิดถล่มทลาย ตรงหน้าเราจะเหนแสงสว่างจ้าๆ ไม่มีสีสุดลูกหูลูกตาประมาณไม่ได้(อนุมานเปนสีขาว) มีความสุขกว่าอะไรในโลกนี้ก้เทียบไม่ได้ จิตจะมีพลังมาก ไม่มีเวลา(จิงๆมีคือเวลาปัจจุบันขณะ) ไม่มีจิต รุ้สึกเหมือนหมดกิเลสด้วย จิตที่เข้าอัปนา จิตจะเห็นภาพแบบ full hd ถ้าจิตมองไปข้างหน้า คนเปิดประตูเข้ามาในบ้านเราก้เหน คนข้างบ้านนินทาก้ได้ยิน ถ้าจิตมองมาที่ขันธุ์เรา จะเห็นอวัยวะภายในทั้งหมด ..ถ้าแบบนี้คืออัปนาฯ แล้วแต่จะเข้าฌานไหน จนกว่าจะเข้าออกได้เองจิงๆ คือนั่งเมื่อไรเข้าเองได้ตลอด จึงจะถอยมาเรียนวิปัสสนา ปวีเคยฝึก ตอนอยากให้จิตเดินวิปัสสนาญานเร็วๆ แต่ตอนหลังกลัวพระ อ.ว่า เลยฝึกทางวิปัสนาอย่างเดียว สภาวะแบบที่ปวีเขียนคล้ายๆ ที่ป้าได้ใช่ป่ะ
     
  16. jityim

    jityim เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 ตุลาคม 2014
    โพสต์:
    1,916
    ค่าพลัง:
    +1,680
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 20 พฤษภาคม 2018
  17. ปวีรัศม์ชา

    ปวีรัศม์ชา Time kills everything

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 มิถุนายน 2014
    โพสต์:
    220
    ค่าพลัง:
    +516
    ใช่ ป้าเข้าอัปนา แต่ฌานไหนปวีไม่รุ้ แต่ตอนปวีฝึก ไม่มีคลื่นอะไรแม้แต่น้อย จิตแน่วแน่ มีพลังมหาศาลมากๆ ก่อนเข้าไปปวีไม่ได้พิจารณาอะไร รุ้แต่จิตมันไม่ค่อยปรุง เพราะวัดมันสัปปายะมากๆ จิตเลยดี รุ้แค่ลมหายใจเบามากเหมือนมีสิบปอด เดวป้าคงไปได้ไกลกว่านี้อีก (ถ้าไม่โลภนึกถึงสภาวะตอนนั้นนะ ถ้านึกแล้วมักเข้าไม่ได้) เพราะ 2500 ปีกว่าๆ ใครๆ ก้คงเคยฝึกจิตมา ได้เร็วหรือช้าคงขึ้นอยุ่กะฐานจิตแต่ละคน แล้วป้าจะเจอของดีกว่านี้อีกรับรอง หลายสภาวะมาก แต่ปวีมาฝึกทางวิปัสสนามากๆตามพระ อ. ละตอนนี้ (เพราะถ้าฝึกเอาแต่จิตรวมอัปนา เกิดทำไม่ได้ชาตินี้ หรือเข้าออกเองไม่ได้จิงๆ แล้วจิตไม่ฝึกพิจารณาพระไตรลักษณ์ไว้ ลพ พุธ บอกคือความประมาท)

    อีก 10 ปีจะไปบวชชีตามพระเพื่อน ตอนนี้ก้ฝึกรอเตรียมไว้ วันละ 10 ชมเกือบปีละ เพื่อพระนิพพานเช่นกัน อิอิ เปนกำลังใจให้ป้า หมายถึงไม่รวม จจว นะ พูดถึงต้องตรงทางพระสมณโคมล้วนๆ นะ.. สู้ๆ
     
  18. jityim

    jityim เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 ตุลาคม 2014
    โพสต์:
    1,916
    ค่าพลัง:
    +1,680
    ปวีร์ไม่อยากรับรู้บ้างเหรอ! จจว. เกี่ยวกับจิตวิญญาณเราโดยตรงเลยนะ ล้วนเต็มไปด้วยคำตอบในเรื่องที่ไม่เข้าใจ และล้วนเป็นที่เป็นความรู้ใหม่ที่เหมาะสมกับมนุษย์ปัจจุบันที่มีความคิดแบบวิทยาศาสตร์อย่างยิ่ง โดยไม่ต้องใช้เวลาแสวงหาความรู้ที่เร้นอยู่เบื้องหลังมิติโลกอย่างยาวนาน ความรู้ใหม่นี้เหมือนแสงสว่างทางปัญญา เหมาะสมกับมนุษย์ที่ต้องการเป็นนักรบแสงสว่าง โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญในการทำหน้าที่ร่วมกันกับโลกอย่างถูกต้องตามพันธสัญญาที่จิตวิญญาณของตนถือกำเนิดมาภพชาติแรก และการขจัดพลังงานกรรมทั้งมวลที่สร้างใหม่เพราะความไม่รู้นับแต่ภพชาติแรกถึงปัจจุบันของการมนุษย์ให้หมดสิ้น ตามเส้นทางการรู้แจ้งสู่การหลุดพ้น คือ นิพพาน ด้วยวิธีการปฏิบัติจิตของตนให้เป็นหนี่งเดียวกันกับจิตจักรวาลหรือธรรมชาติแท้จริงให้จงได้

    มนุษย์มากรายมีความคับข้องใจสงสัยว่า "จิตจักรวาล" เกี่ยวข้องกับการมาสู่รูปธรรมมนุษย์ได้อย่างไร?
    และสร้างมนุษย์ไว้รองรับจิตวิญญาณที่เกิดจากการแบ่งภาคพลังงานของจิตจักรวาลเองเพื่อวัตถุประสงค์ใด?

    คำตอบคือ มันเป็นกลไกที่เคลื่อนไหลรูปแบบหนึ่งตามกฎเกณฑ์กายภาพของจักรวาล ซึ่งไม่เคยหยุดนิ่งเลย กฎทางกายภาพของจักรวาลที่สำคัญ

    1.การแผ่ขยายอวกาศออกไปเรื่อย ๆ ไม่รู้สิ้นสุด
    2.การรักษาความเป็นหนึ่งเดียวของทุกสรรพสิ่ง
    3.การจัดระบบองต์กรของเอกภพให้สมดุลไว้เสมอ เพื่อการดำรงอยู่ของสรรพสิ่ง


    ทั้งสามประการ มันมีมานานนับล้าน ๆ ปี ตั้งแต่ระเบิดใหญ่ในกระบวนการบิ๊กแบง จนเกิดเอกภพอันไพศาลที่ต่างลดเลี้ยวเกี่ยวพันกัน ที่จักรวาลจะต้องสร้างกลไกแห่งกระบวนการที่สำคัญขึ้น 3 ประการคือ
    ๑.เพื่อการเปลี่ยนแปลง
    ๒.เพื่อการดำรงอยู่ของระบบ
    ๓.เพื่อการสร้างใหม่ ให้ระบบมีความสมดุลไว้ตลอดไป

    จะเห็นได้ว่าจากกฎเกณฑ์ทางกายภาพของจักรวาล สู่ผลลัพธ์ทั้งสามประการ จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมันจะเคลื่อนไหลของมันไปเรื่อย ๆ ไม่มีวันหยุดนิ่งและไม่รู้สิ้นสุด แม้ขณะที่กำลังอ่านอยู่ในขณะนี้ก็ตาม เนื่องจากกฎเกณฑ์ของจักรวาล เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพลังงานทั้งสิ้น ดังนั้นกระบวนการต่าง ๆ ของจักรวาล จึงเป็นเรื่องของกระบวนการทางพลังงานล้วน ๆ

    ไม่ว่าที่ใดภายในเอกภพ เกิด "มายา" และปรากฎการณ์บางสิ่ง ทั้งปรากกฎการณ์และมายา จึงเป็นเสมือน "เงา" ของกระบวนการทางพลังงงานที่เกิดขึ้น เมื่อกระบวนการนั้นสิ้นสุดลง มายาและปรากฎการณ์นั้น ๆ มันก็จะดับหรือหายไปทันที

    ทันทีที่กระบวนการเปลี่ยนถ่ายพลังงานไฟฟ้า จากก้อนเมฆก้อนหนึ่งไปยังอีกก้อนหนึ่งสิ้นสุดลง ปรากฎการณ์ฟ้าแลบฟ้าร้อง มันก็ยุติลง

    ทันทีที่มีการถ่ายเทประจุซึ่งเป็นพลังงานไฟฟ้า จากก้อนเมฆลงสู่พื้นดิน ปรากฎการณ์ฟ้าผ่าก็สิ้นสุดลงตามไปด้วย

    ทั้งหมดนี้เป็นตัวอย่างเล็ก ๆ น้อย ๆ ของกฎเกณฑ์จักรวาลในเบื้องต้น

    "จิตจักรวาล" เป็นกลุ่มพลังงานที่สมดุล ซึ่งเกิดจากคลื่นพลังงานหลายความถี่มารวมตัวกันเป็นรูปธรรมหนึ่ง ๆ ที่มีอำนาจคิดรู้ได้เองในทุกสรรพสิ่ง ซึ่งดำรงอยู่ในสนามพลังงานจักรวาลสากลจำนวนมากนับไม่ถ้วน หรือจะเรียกว่า "กล่องพลังงานแห่งการคิดรู้" ก็ได้

    ภายในจักรวาลหรืออวกาศที่เป็นสากลหรือภายในจักรวาลย่อย ซึ่งมิติแห่งกาลเวลาถูกแบ่งย่อยออกไป ผู้สร้างกระบวนการนั้น ๆ ก็คือ "จิตจักรวาล" ถ้ากระบวนใด ๆ เกิดการเคลื่อนไหลขึ้นมาได้ รูปธรรมของ"จิตจักรวาล" ต้องมีส่วนเข้าไปร่วมกระบวนการนั้นเสมอ ที่มนุษย์เรียกบรรพบุรุษแห่งร่างกายของเผ่าพันธ์ตนว่า พลียะเดี้ยนส์ จากกลุ่มดาวเจ็ดพี่น้อง หรือ ดาวลูกไก่

    ร่างกายมนุษย์ทั้งระบบ มีตัวแทนของร่างกายผู้ก่อให้เกิดกระบวนการต่าง ๆ ได้ก็คือ จิตใจของแต่ละคนนั่นเอง เครื่องมือของจิตใจก็คือสมอง ทั้งระบบอันรวมเรียกว่า "จิตสำนึก" และผู้ทำหน้าที่เป็นแก่นแท้ของความเป็นมนุษย์ ผู้ให้พลังอำนาจในการขับเคลื่อนกระบวนการต่าง ๆ ทั้งหมดก็คือ "จิตวิญญาณ" อันเป็นตัวแทนของจิตจักรวาลนั่นเอง อันเป็นรูปธรรมทางพลังงานที่มีพลังอำนาจจากต่างมิติเร้นอยู่ภายใน

    มนุษย์แต่ละคนจึงเป็นแค่เงา ซึ่งเป็นตัวแทนของจิตวิญญาณที่ได้รับให้เข้ามาทำหน้าที่แทนจิตจักรวาล มนุษย์แต่ละคนจึงมีพลังอำนาจและมีสติปัญญา อันเป็นคุณสมบัติในการเป็นมนุษย์ และต้องใช้จิตสำนึกของตนเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนกระบวนการเท่านั้น

    ผลของการกระทำทางจิตทางจิตสำนึก เมื่อเกิดการสั่นสะเทือนภายในจิตใจและสมอง ก่อให้เกิดอารมณ์รู้สึกคิดรู้ได้เมื่อใด เมื่อนั้นได้สร้างกระบวนการแล้ว และกระบวนการทางพลังงานที่เกิดขึ้นในมิติคู่ขนาน อันเกิดจากการสั่นสะเทือนของจิตสำนึกนั่นเอง

    ขณะที่มนุษย์สั่นสะเทือนทางจิตสำนึก กลไกของจิตใจในรูปของอารมณ์รู้สึกและการคิดรู้ด้วยสมองหรือสติปัญญา มันจะก่อใฟ้เกิดคลื่นพลังงานไฟฟ้าแม่เหล็กระบบหนึ่ง ซึ่งแผ่ออกมาภายนอกร่างกายสู่จักรวาลโลกได้ โดยจิตวิญญาณ จะใช้พลังอำนาจที่มาจากต่างมิติ ที่เรียกว่า "จิตใต้สำนึก" เป็นผู้ช่วยเหลือในการขับเคลื่อนพลังงานภายในที่เกิดขึ้นออกมาสู่ภายนอกทันที

    พลังที่มนุษย์ควรปลดปล่อยมันออกมา ต้องเป็นพลังงานจากการสั่นสะเทือนทางจิตสำนึกด้านบวกเท่านั้น
    ไม่ใช่พลังงานด้านบวกที่มีพลังงานที่มีคุณสมบัติทางพลังงานจากความคิดความต้องการ อันเป็นมวลหยาบ ๆ เกาะติดมาด้วย หรือพลังงานจากจิตสำนึกด้านลบแต่อย่างใด

    เพื่อให้มนุษย์แต่ละคนได้ทำหน้าที่ของตนอย่างเต็มประสิทธิภาพ จึงได้วางกลไกสำคัญสำหรับมนุษย์ไว้ 2 ประการ


    1.ให้มนุษย์แต่ละคนในภพชาติแรก เริ่มขาดการรู้แจ้ง หรือ "ไม่ฉลาด" ก่อนเสมอ โดยปิดบังสติปัญญาของจิตวิญญาณ ที่เร้นอยู่ในกายมนุษย์เอาไว้ ไม่ให้ล่วงรู้ที่มาที่ไปในเรื่องการมีสองภาคของตน

    2.เปิดโอกาสให้จิตวิญญาณ ย้อนกลับมาสู่มนุษย์ภพชาติใหม่ เพื่อปรับปรุงแก้ไขบทเรียนและบททดสอบของตนเองที่เกิดจากจิตสำนึกที่บกพร่องและผิดพลาด จนกว่าจะสามารถกระทำถูกต้องให้ได้ทั้งหมดไม่ว่าจะผ่านการยกระดับจิตสำนึกกันสักกี่ภพชาติก็ตาม

    วิธีการดังกล่าวนี้เรียกว่าวิทยาศาสตร์ทางจิต โดยต้องผ่านกระบวนการทางจิตวิญญาณ เพื่อการชำระจิตให้สะอาดบริสุทธิ์ แล้วยกระดับจิตสำนึกให้เข้าถึงพลังอำนาจแห่งสติปัญญาทางวิญญาณ จนรวมกันเป็นหนึ่งเดียว เพื่อการหยั่งรู้ขั้นสูงสุดในการตรัสรู้เพื่อการรู้แจ้ง

    น่าสนใจนะ เป็นการเติมเต็มความรู้ในทางพระพุทธศาสนานะค่ะ
     
  19. ปวีรัศม์ชา

    ปวีรัศม์ชา Time kills everything

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 มิถุนายน 2014
    โพสต์:
    220
    ค่าพลัง:
    +516
    โนเวย์ป้า ปวีมีพระ อ. มีเพื่อนพระ เปนกัลยาณมิตรที่ดีมาก เมื่อมีโอกาสคุยสอบถาม ท่านจะดึงจิตเราสุงขึ้นได้ตลอด ถ้าปวีจะไปทางนั้น ไม่ต้องรอใครบอกหรอก ไปเองตั้งกะอ่าน จจว หลายๆ สำนักแล้ว การฝึกจิตปวีไม่มีถอยหลัง เพราะปวีไม่เชื่อทุกอย่างในสมาธิที่จิตเห็น นอกจากเห็นด้วยตาเนื้อตอนลืมตาถึงจะเชื่อ จะต้องปฎิบัติหนีสงสารในศาสนาพระสมณโคดมให้ได้ จะไม่หลงทางไปทางอื่นเด็ดขาด ชีวิตคนเรามันสั้นมาก ปวีเปนฆราวาสยังหาเวลาปฎิบัติเท่าคนในวัดเลย ป้าโชคดีตรงไม่มีกรรมทางโลก ไปเอาจิต จจว ทำไม ถ้าปวีมีเวลาแบบป้า ไปไกลมากแล้วเพราะชีวิตในวัดค่อนข้างไม่วุ่นวาย (อาจไม่เสมอไป) ยังไงก้เปนกำลังใจให้ป้านะ แต่ไม่รวม จจว นะ
     
  20. Sataniel

    Sataniel วิชชาจรณะสัมปันโน

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 กรกฎาคม 2017
    โพสต์:
    617
    ค่าพลัง:
    +935
    จริงๆจะบอกหลายครั้งแล้วแต่ขี้เกียจพิมพ์ครับ พระพุทธองค์ยังมีสีฉัพพรรณรังสี. สรุปคำตอบคือคุณจืตยิ้มไม่เห็นแต่สัมผัสได้อย่างเดียวนั่นเองครับ แล้วที่สำคัญ จจว เข้ามาไม่ได้นะครับสภาวะนั้นน่ะ ถ้าท่านคิดเช่นนั้นก็ อาเมนเป็นไปตามน้ำพระทัยพระเจ้าเถิด
     

แชร์หน้านี้

Loading...