เพจ คำสอนหลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง

ในห้อง 'หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ' ตั้งกระทู้โดย ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง, 17 กันยายน 2017.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง

    ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2017
    โพสต์:
    4,345
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3
    ค่าพลัง:
    +107
  2. ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง

    ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2017
    โพสต์:
    4,345
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3
    ค่าพลัง:
    +107
  3. ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง

    ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2017
    โพสต์:
    4,345
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3
    ค่าพลัง:
    +107
    1f6a9.png 1f6a9.png วิธีวิปัสสนาที่ทำให้บรรลุมรรคผลใน ๑๐ วัน

    1f4cd.png 1f4cd.png ได้พบพระมหาเถระอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนาสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช เป็นพระอรหันต์ไม่ได้บอกชื่อไว้เสียด้วย น่าจะกลัวพระงูเหลือม ท่านก็บอกว่าเป็นอรหันต์นิพพานเมื่ออายุ ๙๗ ปีกับ ๓ วัน นี่ท่านพบกันแล้วท่านก็บอกว่า ฉันเป็นอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนาธุระในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช ฉันเป็นพระอรหันต์ แล้วฉันนิพพานเมื่ออายุ ๙๗ ปี ๓ วัน พระคุณเจ้ารูปนี้ นั้นได้โปรดแนะนำให้ทำวิปัสสนา ว่า จะเห็นผลภายในสิบวัน นี่อาจารย์นี่ย่องมาสอนเป็นพิเศษ ปกติพระมหากัจจายนะและสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า อาจารย์องค์นี้ย่องมาสอนต้องลัดคิว ว่าจะเห็นผลภายในสิบวัน ว่า…

    1f4cd.png 1f4cd.png (๑) ให้ทำฌานแล้วให้ปลงในนิวรณ์ก่อน (จำได้ไหมนิวรณ์ห้าประการ ปลงตัดมันเสียให้หมด แล้วก็ทำสมาธิ)

    1f4cd.png 1f4cd.png (๒) แล้วพิจารณาขันธ์ห้าตามไตรลักษณญาณ (ไตรลักษณ์ก็รู้แล้ว อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา)
    แต่ให้มันสูง ปลงให้เห็นว่าอนิจจังนี่มันเป็นของไม่เที่ยงจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นอะไรทั้งหมดในโลกนี้ ถ้าไม่เที่ยงเราไปยึดมันเข้าแล้วมันเป็นทุกข์ ต้องปล่อยตามมัน มันจะเป็นอย่างไรก็ช่างมัน แล้วในที่สุดมันก็เป็นอนัตตา พังสลายตัวหมด อย่าไปยึดไปถือมัน อย่าไปยึดว่าจะมีอะไรเป็นเราเป็นของเราต่อไป แม้แต่ร่างกายเรายังพัง ในเมื่อร่างกายเรายังพังแล้วจะมีอะไรทรงอยู่ อะไรมันทรงอยู่แล้วก็ตาม ถ้าหากว่าร่างกายเราพังแล้ว เราก็ไม่มีสิทธิ์จะมายึดว่ามันเป็นเราเป็นของเรา ท่านบอกว่าต้องทำอย่างนี้จริงๆ จังๆ ปล่อยไม่ได้

    1f4cd.png 1f4cd.png (๓) แล้วก็ต่อมาจงปล่อยความยึดมั่นจากรูปที่เห็นทางตา จงอย่ายึดว่ารูปนั้นเป็นเราเป็นของเรา
    ปล่อยเสียงที่ได้ยินทางหู
    ปล่อยกลิ่นที่รับทราบทางจมูก
    ปล่อยรสที่รับทราบทางลิ้น
    ปล่อยสัมผัสที่รับทราบทางกาย
    ปล่อยอารมณ์ใจที่เป็นอกุศล อย่าเอาเข้ามายุ่ง

    1f52e.png ฟังแล้วก็จำนะ นี่เราเรียนกันมาแล้ว นี่ท่านย่อมา ผมเห็นว่าไม่ยาก ผมก็ย่อไป

    1f4cd.png 1f4cd.png ท่านก็บอกว่า ปล่อยใจว่าเป็นเชื้อของเดิมมา เพราะอารมณ์ทั้งหมดเนื่องจากรูป ท่านบอกว่าที่ต้องมาเกิดอย่างนี้ต้องมาเป็นทุกข์อย่างนี้เชื้อเดิมมาเพราะอาศัยรูปเป็นสำคัญ คืออาศัยรูปทางตา อาศัยเสียงทางหู อาศัยกลิ่นทางจมูก อาศัยรสทางลิ้น อาศัยสัมผัสทางกาย อาศัยอารมณ์ใจที่เกลือกกลั้วในกามารมณ์

    1f4cd.png 1f4cd.png นี่ที่ต้องมาเกิดเป็นอย่างนี้อาศัยตัณหาเป็นเจ้าเรือน ตัณหาก็คือความอยาก อยากได้รูปสวยๆ อยากได้เสียงหวานๆ อยากได้กลิ่นหอมๆ อยากได้รสอร่อยๆ อยากได้รับการสัมผัสที่เราพอใจ อยากได้อารมณ์ที่พึงปรารถนา ท่านบอกว่า นี่พวกนี้เป็นเจ้าเรือน ต้องทำลายไปเสียให้หมด ต้องทำให้ได้ แล้วจะรู้ผลภายในสิบวัน

    1f52e.png จำไว้นะ ใครอยากจะได้บรรลุมรรคผลเร็วๆ ละก็ปล่อยตามที่ท่านบอก จะรู้ผลในสิบวัน..

    ———————————-
    1f58a.png 1f4d6.png ที่มา : หนังสือ ปฏิปทาท่านผู้เฒ่า (บันทึกแนวทางการปฏิบัติพระกรรมฐาน โดยหลวงพ่อฤๅษี วัดท่าซุง

    1f58a.png คัดลอก นภา อิน 1f33a.png 1f33a.png 1f33a.png

    69424870_2145504232227975_4021664486707429376_n.jpg

    ที่มา คำสอนหลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง
     
  4. ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง

    ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2017
    โพสต์:
    4,345
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3
    ค่าพลัง:
    +107
  5. ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง

    ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2017
    โพสต์:
    4,345
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3
    ค่าพลัง:
    +107
  6. ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง

    ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2017
    โพสต์:
    4,345
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3
    ค่าพลัง:
    +107
  7. ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง

    ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2017
    โพสต์:
    4,345
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3
    ค่าพลัง:
    +107
    พระคาถากันฟ้าผ่า

    ” อากาเสจะ พุทธทีปังกะโร นะโมพุทธายะ ”

    คาถากันไฟไหม้ และคาถากันฟ้าผ่านี้ ท่านพิมพ์เป็นใบปลิวแจกในขณะที่อยู่วัดสะพาน ท่านพิมพ์ไว้ว่า คาถานี้ของหลวงพ่อปาน ท่านให้บูชาไว้ทุกวันๆ ละ ๓-๕-๗-๙ จบ ท่องทุกเช้าค่ำ จะปลอดภัยจากไฟไหม้และฟ้าผ่า

    ต่อมาเมื่อหลวงพ่อมาอยู่ที่วัดท่าซุงแล้ว ท่านให้ใช้เฉพาะ

    “ โส นามะ ยักโข ”

    เท่านั้น โดยกล่าวว่า “ ให้เขียนเป็นภาษาไทยไว้บนหัวนอน สวดมนต์กราบไหว้อยู่เสมอ ไฟไม่ไหม้ ฟ้าไม่ผ่า และกันนิวเคลียร์นิวตรอนได้ด้วย….”

    หลวงพ่อพระราชพรหมยาน
    วัดจันทาราม(ท่าซุง)อุทัยธานี

    ที่มาจาก..หนังสือ สมบัติพ่อให้ เล่ม๑ พิมพ์ครั้งที่ ๒ หน้า ๒๑๐ – ๒๑๑.

    69694828_2153967861381612_1211997366719086592_n.jpg

    ที่มา คำสอนหลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง
     
  8. ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง

    ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2017
    โพสต์:
    4,345
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3
    ค่าพลัง:
    +107
    #ประสบการณ์ตรง “หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ (พระราชพรหมยาน)” วัดจันทาราม (ท่าซุง) อุทัยธานี พบ “หลวงปู่เทพโลกอุดร” ภิกษุลึกลับปรากฎตัวในงานบุญ แล้วหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย

    “พระเดชพระคุณหลวงพ่อฤๅษีลิงดำ” นั้น เป็นที่รู้กันดีในวงนักปฏิบัติและพระอริยเจ้าด้วยกันว่า ท่านเป็นพระแม้เป็นพระวิมุตติบริสุทธิ์และยังทรงคุณธรรมพิเศษทางด้านมโนยิทธิ อภิญญาสมาบัติอีกด้วย มีปกติสนทนาติดต่อกับสิ่งลึกลับที่พวกเราคนปุถุชนสามัญธรรมดาไม่มีตารู้เห็นไม่อาจสัมผัสได้ แต่สำหรับหลวงพ่อฤๅษีลิงดำนั้นท่านกลับสามารถพูดคุยสนทนาได้ปกติ หลวงพ่อฤๅษีลิงดำนั้นท่านมีความสามารถทางเห็นผีเห็นวิญญาณมาแต่เล็ก เมื่อโตขึ้นครบบวชก็ได้ฝากตัวเป็นศิษย์ “หลวงพ่อปาน” เพราะนิสัยซน อยากรู้อยากเห็น กล้าไม่กลัวใคร หลวงพ่อปานจึงเรียกท่านว่า “ลิง” และเหตุที่ท่านมีผิวคล้ำ หลวงพ่อปานจึงเรียกท่านว่า “ลิงดำ”

    พระอริยเจ้าหลายท่านที่รับรองคุณวิเศษและความบริสุทธิ์ของหลวงพ่อฤๅษีลิงดำ เช่นหลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ วัดสะแก จ.พระนครศรีอยุธยา หลวงปู่บุดดา ถาวโร วัดกลางชูศรี สิงห์บุรี ครูบาชัยวงศ์ษา วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม จ.ลำพูน ครูบาชุ่ม โพธิโก วัดพระบาทวังมุย จ.ลำพูน ครูบาธรรมชัย จ.ลำพูน หลวงปู่มหาอำพัน วัดเทพสิรินทร์ หลวงปู่สิม พุทธาจาโร วัดถ้ำผาปล่อง จ.เชียงใหม่ เพียงเท่านี้ก็น่าจะการันตีรับรองความสามารถของพระเดชพระคุณหลวงพ่อฤๅษีลิง ดำได้ว่าท่านจะเก่งกล้าสามารถขนาดไหน

    ย้อนมาถึงเรื่องราวของ “หลวงปู่เทพโลกดุดร” ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่เลื่องลือมานานกว่า 70 ปีมาแล้ว ตั้งแต่ช่วงสงครามเวียดนาม เรื่องราวของพระภิกษุลึกลับก็ยิ่งแพร่สะพัดว่า คอยช่วยเหลือทหารที่กำลังตกอยู่ในภาวะอันตรายจนรอดตายมาได้ และถ้าจะกล่าวว่าผู้ที่นำประวัติพระอภิญญาลึกลับมาเปิดเผยจนกระทั่งโด่งดัง ท่านแรกๆ ก็น่าจะเป็นพระเดชพระคุณหลวงพ่อฤๅษีลิงดำนี่เอง ท่านเป็นผู้เล่าเรื่องพระองค์ที่ 11 มาตั้งแต่ปี 2518 โน่น เนื้อเรื่องนั้นท่านได้กล่าวไว้ดังนี้ว่า…

    เรื่องนี้เป็นประสบการณ์โดยตรงของท่าน เนื่องจากการรับนิมนต์ไปงานของคหบดีท่านหนึ่งที่ จ.ราชบุรี ทันที่ที่คณะพระรับนิมนต์ไปถึงบ้านเจ้าภาพท่านนี้ปรากฏว่ามีพระภิกษุหนุ่มรูปหนึ่งนั่งหัวแถวคอยอยู่ก่อน พระท่านอื่นๆ ที่สูงวัยกว่าก็งงแต่ก็ไม่ว่าอะไร เจ้าภาพเองก็งง เมื่อสอบถามจากเจ้าหน้าที่ที่คอยล้างเท้าพระก่อนขึ้นเรือนก็ ได้รับคำตอบว่าไม่เห็นท่านเดินผ่านมาเลย ไม่ทราบว่าขึ้นไปบนเรือนได้อย่างไรก็ได้แต่ งง!

    หลวงพ่อฤๅษีลิงดำเล่าต่อว่า เมื่อพระลึกลับลับรูปนั้นไม่ยอมขยับถอยลงไป ทางพระที่รับนิมนต์ท่านก็ไม่ว่า เมื่อเจ้าภาพเห็นว่าคณะพระที่รับนิมนต์ไม่ว่าอะไร ท่านก็ปล่อยตามเรื่องเหมือนกัน เพราะเห็นเป็นเรื่องของพระ เมื่อเวลาพระจะให้ศีลให้พรนั้นปรากฏว่า เมื่อท่านเริ่มสวดขึ้นเสียงของท่านดังไพเราะอย่างยิ่ง เมื่อกล่าวสวดมนต์สวดพรจบแล้ว จนกระทั่งฉัน ท่านก็ฉันเพียงนิดเดียว คือฉันข้าวคำเดียวเท่านั้น แล้วก็ลาญาติโยม เวลาลาท่านก็ลุกขึ้นแล้วเดินลงบันได ตรงไปที่ทุ่งนาโล่งๆ ทุกคนมองตามกันหมด เพราะอยากรู้ท่านไปทางไหน พอท่านเดินไปสักพักทุกคนเห็นด้วยตาของตนเลยว่าร่างท่านหายไปในอากาศ เป็นที่น่าอัศจรรย์! นี่เป็นเรื่องของพระแปลกที่ออกมาโปรดญาติโยม

    เนื้อเรื่องเดียวกันนี้ “อาจารย์สิทธา เชตะวัน” ได้เล่าไว้อีกเหตุการณ์หนึ่งว่า ที่บ้านคหบดี จ.นครปฐม ลูกชายโชคดีจับได้ใบดำ ไม่ต้องเกณฑ์ทหาร ท่านคหบดีดีใจมากจึงนิมนต์พระมาฉันเพลที่บ้านทำบุญใหญ่ให้ลูกชาย งานนี้เมื่อถึงเวลาปรากฏว่ามีพระหนุ่มมานั่งหัวแถว เช่นเดียวกับที่หลวงพ่อฤๅษีลิงดำเล่า พระที่มาได้รับนิมนต์มาถึงก็งงสร้างความไม่พอใจให้แก่พระเถระอาวุโสเท่าใดนัก เจ้าภาพก็ย้อนมาถามคนคอยล้างเท้าพระว่า พระหนุ่มลึกลับรูปนี้มาแต่ไหน ขึ้นมาได้อย่างไร คนคอยล้างเท้าก็ไม่ทราบเพราะท่านขึ้นไปบนเรือนตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ทางเจ้าภาพไปเจรจากับพระลึกลับขอให้ท่านไปนั่งท้ายแถว พระลึกลับรูปนี้ก็กล่าวว่า “อาตมาอาวุโสที่สุดในสถานที่แห่งนี้ ดังนั้นอาตมานั่งในที่นี้จึงถูกควรแล้ว”

    เมื่อท่านยืนยันเช่นนั้นก็เป็นที่จนใจแก่เจ้าภาพและพระภิกษุรูปอื่นๆ ท่านเจ้าภาพต้องขอให้พระรูปอื่นๆ อนุโลมยอมตามกันไป สร้างความไม่พอใจแก่คณะพระที่มา ต่างสงสัยว่าพระหนุ่มรูปนี้จะเป็นพระจริงหรือเปล่าหน้าตาแบบนี้เป็นพระหรือเณรกันแน่

    ครั้นแล้วถึงเวลาพระให้ศีลสวดพระพุทธมนต์ เรื่องน่าอัศจรรย์ก็เกิดขึ้น ทันทีที่พระหนุ่มลึกลับเริ่มสวดนะโมขึ้น ดินฟ้าอากาศก็เกิดวิปริต มหาเมฆใหญ่ปกคลุมทั่วท้องฟ้า จนมืดมิดไปหมด เสียงฟ้าร้องครืนคราน พร้อมๆ กันสายอสุนีบาติได้ฟาดลงมาหลายต่อหลายครั้งจนแสบแก้วหู เสียงของพระหนุ่มก้องกังวานใส เมื่อทุกคนเงยหน้าขึ้นดูพระหนุ่มดังกล่าวก็ต้องอัศจรรย์ใจ เพราะบัดนี้พระหนุ่มรูปดังกล่าวกลับกลายเป็นพระชราอายุน่าจะร่วมร้อยปี รูปร่างสูงใหญ่ หูยานผิดคนธรรมดา

    เมื่อท่านสวดจบท้องฟ้าอากาศก็พลันแจ่มใสขึ้น ครั้งเวลาฉันท่านก็ฉันข้าวกับเกลือเพียงคำเดียว แล้วกล่าวว่าอาตมาต้องการมาโปรดญาติโยมทั้งหลาย ผู้ใดใคร่เป็นศิษย์อาตมาให้ไปในป่าแถบกาญจนบุรี ท่านพูดเพียงเท่านี้แล้วก็ลา การลาของท่านนั้นคือตัวท่านค่อยๆ จางหายไปในอากาศ จนหายไปหมดทั้งร่าง สร้างความตะลึงงันแก่ทุกผุ้ทุกคนรวมทั้งพระทุกรูปในงานนั้น นี่คือปาฏิหาริย์จากหลวงปู่ใหญ่โลกอุดรตามบันทึกของอาจารย์สิทธา เชตะวัน

    ทั้งสองเรื่องจากพระเดชพระคุณหลวงพ่อฤๅษีลิงดำและท่านอาจารย์สิทธา เชตะวัน คล้ายกันพฤติการณ์นี้น่าเป็นไปได้ว่าอาจจะเป็นพระทรงอภิญญาหลวงปู่ใหญ่องค์ เดียวกันก็ได้ เพราะคล้ายคลึงกันอยู่มากทีเดียว

    พระเดชพระคุณหลวงพ่อฤๅษีลิงดำนั้น ท่านมีประสบการณ์เกี่ยวกับพระอภิญญามากครั้งด้วยกัน แต่ท่านไม่ระบุว่าเกิดจาก “หลวงปู่โลกอุดร” มีเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวกับพระลึกลับซึ่งน่าสนใจมากคือ ท่านเล่าไว้ว่าสมัยหลวงพ่อปานท่านมีชีวิตอยู่นั้น ขณะที่ท่านคุมงานก่อสร้างเสนาสนะในวัดบางนมโค เคยมีพระลึกลับรูปหนึ่งตะโกนเรียก “หลวงพ่อปาน” ว่า “ไอ้ปาน” คนในวัดฟังเข้าก็ไม่ชอบคิดว่าพระรูปนี้เป็นใครกันจึงกล้ามาพูดเช่นนี้

    เมื่อหลวงพ่อปานท่านเห็นพระรูปนี้เข้า ท่านมีตาใน ท่านรู้ว่าพระลึกลับรูปนี้คือใคร ปรากฏว่าท่านรีบเข้ามากราบทันที พระลึกลับรูปดังกล่าวก็ลูบหัวหลวงพ่อปาน แล้วสอนว่าถ้าจะทำอะไรแล้วนั้นให้บอกพระประธานก่อนนะ เสมือนว่าเรากราบทูลพระพุทธองค์ก่อน พระลึกลับรูปนี้เปลี่ยนจากท่าทีเกรี้ยวกราดเป็นเมตตาทันทีและเรียกหลวงพ่อปานว่า“ลูก” เมื่อถึงคราวลาท่านเดินออกไปกลางทุ่งแล้วหายตัวไปเลยเป็นที่อัศจรรย์ หลายคนเข้าไปถามหลวงพ่อปานว่าพระลึกลับรูปนี้คือใคร ท่านตอบแต่เพียงว่าเป็นพระที่มีความสำคัญมาก สำคัญมากๆ ท่านตอบเพียงเท่านี้แล้วไม่พูดอะไรอีกเลย

    ที่กล่าวมาเป็นเพียงส่วนหนึ่งจากที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อฤๅษีลิงดำเล่าเอาไว้ เกี่ยวกับพระอภิญญาลึกลับ ที่นี้มาถึงการวินิจฉัยเรื่อง “หลวงปู่โลกอุดร” จากหลวงพ่อฤๅษีลิงดำ ท่านเล่าไว้อย่างนี้ว่า ท่านเคยสงสัยเรื่องหลวงปู่โลกอุดรเหมือนกัน จนกระทั่งได้เจอกับ “คณะหลวงปู่โลกอุดร” มีเป็นคณะไม่ได้มีองค์เดียว คณะหลวงปู่โลกอุดรนั้นท่านเหล่านี้ล้วนเคยปรารถนาพุทธภูมิ มีบารมีแก่กล้ามาแล้วทั้งนั้น มาตอนหลังท่านถอนคำอธิษฐานด้านพุทธภูมิแล้วมาปฏิบัติหน้าที่ ดูแลพระพุทธศาสนาอย่างลึกลับ เรียกว่าคอยช่วยงานแบบปิดทองหลังพระ ท่านเหล่านี้จึงมีฤทธิ์อภิญญามากเป็นพิเศษ นี่คือที่หลวงพ่อฤๅษีลิงดำกล่าวไว้ และสรุปได้ว่าหลวงพ่อฤๅษีลิงดำท่านก็เป็นท่านหนึ่งที่ยืนยันว่า หลวงปู่ใหญ่โลกอุดรนั้นมีจริง ท่านเคยปรารถนาพุทธภูมิมาก่อนแล้วลา อีกประการคือท่านมีเป็นคณะไม่ได้มีองค์เดียว

    พระเดชพระคุณหลวงพ่อฤๅษีลิงดำ กล่าวยืนยันว่า หลวงปู่โลกอุดร ชื่อจริงๆ ก็คือ “อุตตระ” เป็นพระที่นำพระไตรปิฎกเข้ามาสุวรรณภูมิ ความจริงท่านมากัน 2 องค์คือ “อุตตระกับโสณะ” ท่านมาเผยแพร่พระพุทธศาสนาในแถบนี้หลังจากที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว ปัจจุบันท่านก็ยังอยู่ …ถ้าถามว่าอยู่ได้ยังไง อย่าลืมคำหนึ่ง พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ผู้ใดถ้าคล่องอิทธิบาท 4 สามารถจะอธิษฐานร่างกายอยู่ถึงกัปหนึ่ง” คำว่ากัปหนึ่งไม่ใช่ 120 ปี แต่หมายถึงกัปที่มีความยาวนานเป็นล้านปี ท่านอยู่ด้วยอำนาจฌานสมบัติ ถ้าอธิษฐานเอาไว้ด้วยกำลังฌานกายสังขารท่านก็ดำรงอยู่ด้วย เรียกว่าอยู่ได้ด้วยฤทธิ์อิทธิบาทณานนั่นเอง

    ที่มา : ทิพยจักร,
    หนังสือบารมีเหนือโลกหลวงปู่เทพโลกอุดร

    69890278_2154023161376082_8110379941255708672_n.jpg

    ที่มา คำสอนหลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...