เพจ คำสอนหลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง

ในห้อง 'หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ' ตั้งกระทู้โดย ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง, 17 กันยายน 2017.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง

    ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2017
    โพสต์:
    3,913
    ค่าพลัง:
    +20
    1f607.png อัพเดตยอดวันนี้ 6,129 บาท
    1f64f.png ขอเชิญทุกท่านร่วมบุญสร้างเท้ามหาราชสั้งสี่ด้วยกันค่ะ.. 1f449.png นอกจากจะได้เป็นเจ้าภาพถวายทั้ง2ชุดนี้แล้วยังได้ร่วมบุญแบบที่จะนำไปปั้นหุ่นขี้ผึ้งท้าวมหาราชทั้งสี่งานเททองงานหน้าของสวนพุทธธรรมหลวงปู่ใหญ่ สุพรรณบุรีอีกด้วยค่ะ..อานิสงส์ทวีคูณ
    1f449.png โอนได้ตามเลขบัญชีในภาพเลยนะคะ

    29683266_1430453323733073_2968480710819460982_n.jpg
    29662331_1430453397066399_5802762720942283283_o.jpg
    29595341_1430453430399729_9203260747188703331_n.jpg
    29594633_1430453490399723_8940439903337133508_n.jpg

    ที่มา คำสอนหลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง
     
  2. ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง

    ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2017
    โพสต์:
    3,913
    ค่าพลัง:
    +20
    ต้นกำเนิดของมโนมยิทธิ

    วิชชา มโนมยิทธิ ที่พุทธศาสนิกชนทั่วไปกล่าวขานนั้น
    เป็นหลักสูตรในพระพุทธศาสนา ขององค์สมเด็จพระชินวร
    บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นหนึ่งใน พุทธศาสตร์ คือ
    ความรู้อันเป็น ศาสตร์ ที่พระพุทธเจ้า
    ทรงบัญญัติขึ้นเพื่อความสุข ความเป็น
    พุทธะ ที่แท้จริง อันทรงคุณประโยชน์
    มหาศาลทั้งในปัจจุบันและภายภาคหน้า

    มโนมยิทธิ นี้ พระสุธรรมยานเถร หรือ หลวงพ่อฤาษี วัดท่าซุง จ.อุทัยธานีนำมาแนะนำฝึกสอน
    ให้แก่ลูกหลานพุทธบริษัทผู้สนใจ ทุกชาติ ทุกวัย ทุกเพศนานเป็นสิบๆ ปีแล้ว ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๘
    อย่างไรก็ดี ผู้ที่ “ได้” วิชชานี้ เป็นผู้ที่มีอัชฌาสัย ในหมวด ฉฬภิญโญเท่านั้น ผู้ที่ฝึกแล้ว “ไม่ได้” จึงมีอยู่
    เช่นเดียวกับที่ พระมงคลเทพมุนี หรือ หลวงพ่อวัดปากน้ำ ภาษีเจริญได้เมตตานำวิชชาธรรมกาย ในหมวดเตวิชโช
    มาแนะนำ สั่งสอน ให้แก่ “บริษัท”ของท่าน ซึ่งก็เห็นดวง
    เห็นกายกันเป็นจำนวนมาก บุคคลภายนอกบริษัท ต้องใช้
    ความเพียรอย่างมาก จึงจะพอมีโอกาสรู้เห็น “ดวง” เห็น “กาย” ได้บ้างเล็ก ๆ น้อย ๆทั้งนี้ หลักสูตรวิชชาต่าง ๆ อันเป็น
    พุทธศาสตร์ มีมากมายที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้
    สำหรับผู้ที่มีปัญญา ได้ศึกษา ปฏิบัติ ตามจริต และบารมีแห่งตน โดยมีจุดมุ่งหมายในขั้นสุดท้ายอย่างเดียวกัน คือ
    พระนิพพาน การหลุดพ้นจากอาสวะกิเลสทั้งปวง มีวิมุตติญาณทัสสนะนั่นเอง

    รวมความว่า หลักสูตร พุทธศาสตร์ ในพระพุทธศาสนา ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ทรงจำแนกไว้เป็น
    หมวดใหญ่ ได้แก่
    สุกขวิปัสสโก
    เตวิชโช (วิชชา ๓)
    ฉฬภิญโญ (อภิญญา ๖)
    และ ปฏิสัมภิทัปปัตโต (ปฏิสัมภิทาญาณ)
    นั่นคือ ผู้มีอุปนิสัยในหมวด สุกขวิปัสสโก
    จะเป็นผู้ที่เรียบ ๆ เรื่อย ๆ ชอบสบาย ๆ ไม่อยากรู้อยากเห็นนัก อาศัยการอ่านจากตำราและฟังครูอาจารย์แนะนำก็พอใจแล้ว
    เมื่อปฏิบัติอาจจะได้เห็นนิมิตบ้าง
    ผู้สนใจในหมวด เตวิชโช
    เป็นผู้ที่อยากรู้ อยากเห็น ชอบสงสัย ฟังแต่คำบอกเล่า ก็ไม่เป็นที่พอใจต้องพิสูจน์ ให้รู้ ด้วยตัวเอง ให้เห็น ประจักษ์
    ด้วยตัวเองจึงจะเชื่อผู้มีอัชฌาสัยในหมวด ฉฬภิญโญ
    เป็นผู้ซุกซน ชอบค้นคว้า อยากรู้-อยากเห็น ใจกล้าใจร้อน ว่องไว ตัดสินใจฉับพลันมากกว่าสองหมวดต้น ต้องรู้ได้
    เห็นได้ และไปสัมผัสได้ จึงจะสุขใจพอใจ
    ผู้ที่มีบารมีในหมวด ปฏิสัมภิทัปปัตโต
    จะเป็นผู้ทรง อิทธิบาท ๔ มีความดีสูงมาก เพราะมีความสามารถเป็นปฏิสัมภิทาญาณ รู้รอบ และ รอบรู้ ทั้งรู้ลึก และ
    รู้กว้าง ในทุกสิ่งทุกอย่างที่ต้องการจะรู้ได้ ยิ่งกว่าความสามารถ
    ของ ๓ หมวดต้นรวมกัน แต่ทว่าผู้ที่จะมีความ
    สามารถพิเศษตามหมวดนี้ได้ ต้องเป็นพระอริยเจ้าตั้งแต่พระอนาคามีขึ้นไปวิชชา มโนมยิทธิ ก็เป็นลักษณะวิชชา หนึ่ง
    ใน ๖ ของหมวด ฉฬภิญโญ

    29792289_1431929966918742_4754896336290399065_n.jpg

    ที่มา คำสอนหลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง
     
  3. ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง

    ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2017
    โพสต์:
    3,913
    ค่าพลัง:
    +20
    คำสอน พระเดชพระคุณพระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษี วัดท่าซุง)

    จงอย่าเมตตาแบบโง่ๆ

    พระพุทธเจ้า แบ่งคนไว้เป็น 4 พวก คือ

    1. อุคฆฏิตัญญู คนมีปัญญาดี

    2. วิปจิตัญญ ปัญญาต่ำมานิดหนึ่ง

    3. เนยยะ พอแนะนำได้ เมื่ออธิบายหลายๆ ครั้ง อันนี้คน 3 จำพวกนี้ พระพุทธเจ้าทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ

    4. ปทปรมะ เอาดีไม่ได้นี้ องค์สมเด็จพระจอมไตร ทรงเสด็จหลีก ไม่ทรงสั่งสอน จะถือว่า พระองค์ขาดเมตตาไม่ได้ ทั้งนี้ เพราะอะไร เพราะสอนเขา เขาไม่รับฟัง

    สำหรับพวกเราก็เหมือนกัน ถ้าจะแสดงเมตตาจิตก็ดูเสียก่อนว่า คนประเภทนั้นเราควรจะเมตตาไหมแต่เห็นว่าแนะนำแล้ว ไม่ได้ผล ก็จงอย่าสงเคราะห์ คนประเภทนั้น หลีกไปเสีย อย่างพระพุทธเจ้าทรงหลีก

    แต่ทว่าเขาไม่เลื่อมใส ในองค์สมเด็จ พระบรมสุคต ไม่เชื่อพระสัพพัญญู สมเด็จพระบรมครูก็ไม่ทรงสั่งสอน นี่ดูเป็นตัวอย่าง ไม่ใช่ใครไปใครมาก็เมตตาเสียดะ เมตตาโง่ๆ แบบนั้นจะสร้างความเดือดร้อน เหมือนกับ เราจะให้ของเขา เขาไม่รับ ไปให้เขาทำไม ไม่ต้องไปอ้อนวอน ไม่ ต้องไปแค่นเขาให้รับ และ อีกประการหนึ่ง วันเวลา กำหนดระเบียบวินัย เป็นของสำคัญ จงอย่าเมตตาคน เกินกว่าระเบียบวินัย ดูตัวอย่าง

    องค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดา มีพระมหากรุณา ไม่มีขอบเขต แต่องค์สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ ทรงวางวินัย ไว้ลงโทษพระ ลงโทษเณร ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่า ถ้าไม่มีระเบียบวินัย คนนั้น เราเมตตาไม่ได้ เพราะเป็นคนเลว พระพุทธเจ้าทรงวางวินัย ไว้กี่พันข้อ 227 นี่มัน ยังไม่หมด ยังมี ส่วนอภิสมาจารบ้าง ยังส่วนธรรมะ บ้างที่พระองค์ทรงห้าม นี่เป็นอันว่า พระพุทธเจ้ามีพระมหากรุณาธิคุณ ก็จริงแหล่ แต่ทว่า ทรงเลือกเอาแต่เฉพาะคนดีเท่านั้น

    29684269_1433545833423822_7277322305068821182_n.jpg

    ที่มา คำสอนหลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง
     
  4. ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง

    ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2017
    โพสต์:
    3,913
    ค่าพลัง:
    +20
    จาก หนังสือ ตายแล้วไม่สูญ…แล้วไปไหน
    คำสอน พระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ)

    ของสงฆ์อภัยให้กันไม่ได้ ต้องชำระหนี้สงฆ์

    มีตัวอย่างเรื่องหนึ่ง เมื่อไม่นานมานี้พระองค์หนึ่ง ชื่อ อาจารย์ทิม เป็นพระรุ่นเดียวกับอาตมา อยู่ที่จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นนักก่อสร้างเป็นพระดีมาก ระเบียบวินัยก็ดี เงินส่วนตัวท่านไม่มี ท่านมีปฏิปทาเหมือนๆ กับอาตมา คำว่าเงินส่วนตัวไม่มี ได้มาก็จ่ายไป ทีนี้พอท่านป่วย หมอเขาบอกว่าจะต้องต้มยาหม้อและซื้อยาหม้อในราคา ๖๐ บาท ท่านก็เลยบอกพระ “ขอยืมเงินที่เขาสร้างโบสถ์ก่อน เมื่อหายแล้วเวลาใครเขาเอาเงินมาถวายก็จะใช้ให้ ๖๐ บาทเท่านั้นนะ” สร้างโบสถ์หลังหนึ่งต่างกันมากเพราะใครเขาถวายเงินมาท่านเอาไปก่อสร้างหมดไม่เคยเก็บ พอปี ๒๕๐๘ ท่านตาย เงิน ๖๐ บาทเกิดเป็นพิษ พระทิมไปนั่งจ๋อที่สำนักท่านพระยายมราช เวลาทุ่มเศษๆ อาตมากำลังนอนสบายๆ เห็นเทวดาองค์หนึ่งเป็นพวกวชิระมายืนปลายเท้า กราบๆ ถามว่า “มาทำไม” เขาบอกว่า “ท่านใหญ่ให้นิมนต์ไปพบครับ”

    ก็เลยบอกว่า “แกไปข้างหน้า ฉันตามไป” ตามไปหน่อยเดียวแกบอกว่า “เดี๋ยวผมต้องไปตามอีก ๒ องค์” เราก็ตรงไปพอถึงก็พบท่านทิมอยู่ที่สำนักท่านพระยายมราช จึงถามว่า “ไง มานั่งอยู่ที่นี่เล่า” แกก็บอกว่า “เป็นหนี้สงฆ์อยู่ ๖๐ บาท” ถามว่า “คนอย่างแกเป็นหนี้สงฆ์ด้วยเรอะ” แกบอก “เป็นหนี้ตอนใกล้จะตาย เพราะหมอสั่งยาให้แต่ไม่มีเงิน ท่านทิมเอาไปสร้างโบสถ์หมด เงินส่วนตัวจริงๆ ที่เรียกว่าตามอัธยาศัยมันไม่เหลือ จึงเอาเงินส่วนนี้ไปซื้อยา” จึงเข้าไปถามท่านพระยายมราชว่า “ยังไงนี่” ท่านบอกว่า “ยังไม่ว่าไง เดี๋ยวค่อยว่า คอยอีก ๒ องค์ก่อน ยังไม่สอบสวน ของสงฆ์นี่หนักมากปิดปากเลย กระเบื้องอันเดียวยังปิดปากเลย เรื่องบุญนี่พูดไม่ได้เลย”

    พออีก ๒ องค์มาถึงเรียบร้อยแล้ว ท่านพระยายมราชก็เรียกอาจารย์ทิมเข้าไปถามว่า “ท่านเอาเงินสงฆ์ไปใช้ ๖๐ บาทใช่ไหม” ท่านตอบว่า “ใช่” ท่านถามว่า “จะว่าอย่างไร” ตอบว่า “ไม่มีเรื่องจะว่า” ท่านพระยายมราชก็หันมาถามพวกเราว่า “ท่าน ๓ องค์จะว่าอย่างไร” บอกว่า “ยังมีเรื่องว่าอยู่” ท่านถามว่า “ว่าอย่างไรล่ะ” บอกว่า “ทำอย่างไรพระองค์นี้จะต้องไปเป็นพรหม เขาได้ฌานสมาบัติด้วย ควรจะไปเป็นพรหม” ท่านก็เลยบอกว่า “เวลาตายก่อนจะดับจิต อารมณ์อยู่ในฌาน” บอกว่า “เขาได้สมาบัติ ๘ แต่ตอนนั้นทำไมเข้าฌาน ๒ พอจะตายจริงๆ ไม่ได้ตั้งอยู่ในฌาน ฌานยังตั้งไม่ได้” เลยถามว่า “เรื่องนี้พอจะอภัยกันได้ไหม” ท่านก็เลยบอกว่า “ของสงฆ์อภัยให้กันไม่ได้ ต้องชำระหนี้สงฆ์” ก็บอกว่า “ตกลงฉันช่วยชำระ ๖๐ บาทเรื่องเล็ก” ท่านบอกว่า “ไม่ได้ ชำระด้วยเงินไม่ได้” ถามว่า “แล้วจะเอาอะไร” บอกว่า “ต้องสร้างพระพุทธรูป ๑ องค์หน้าตัก ๑๒ นิ้ว” เลยบอกว่า “เรื่องเล็ก เอาสัก ๑๐ องค์ก็ยังได้” ท่านบอกว่า “องค์เดียวพอแล้ว พระอีก ๒ องค์ท่านก็รับไปคนละองค์ รวมเป็น ๓ องค์” บอกว่า “อย่างนี้ตกลง” ท่านก็เลยบอกว่า “ถ้าอย่างนั้นไปได้ ตามผลของความดี”

    ตอนนั้นอาตมาเลยบอกกับท่านทิมว่า “อย่าเพิ่งไป อยู่ที่นี่ก่อน” ถามท่านพระยายมราชว่า “การสอบสวนขอพักเดี๋ยวได้ไหม” ท่านบอกว่า “ได้” ก็เลยบอกท่านทิมว่า “จำอารมณ์หนึ่งได้ไหม” เขาถามว่า “อะไรล่ะ” ก็เลยบอกว่า “เอกัคตากับอุเบกขาน่ะ” บอก “จำได้” “ถ้าจำได้ขอให้ไปตามนั้น” นั่นมันฌาน ๔ ท่านทิมเลยไปเป็นพรหมชั้นที่ ๑๑ ถ้าไปตอนแรกก็ไปด็อกแด็กอยู่แค่กามาจร ต้องช่วยกระตุกตรงนี้ มันพ้นตอนที่เรารับปากจะให้ อารมณ์ที่ปิดปากอยู่ก็หมด ท่านลุงพุฒิ (ท่านพระยายมราช) ท่านตั้งใจช่วยเลยให้คนมาตาม ไม่ได้ตั้งใจคอยใคร พระที่ตามอีก ๒ องค์ องค์หนึ่งเป็นพระอยู่ที่อยุธยา หนุ่มเลยละ ตอนนั้นอาตมาก็อายุ ๔๐ กว่าๆ องค์ที่อยู่อยุธยาก็อยู่ในเกณฑ์ ๓๐ เศษๆ แต่ไม่รู้ว่าวัดไหน รูปร่างสูงๆ ดำๆ อีกองค์หนึ่งรูปร่างหน้าตาดี บอกว่าอยู่สิงห์บุรี ไปตามมา ๓ องค์เลยได้กำไรพระพุทธรูป ๓ องค์ เรื่องเล็กพระ ๑๒ นิ้ว กับคนที่จะไปเป็นพรหม ราคามันไม่เท่ากัน เราสร้างพระ ๑๒ นิ้วเดี๋ยวเดียวคนที่บำเพ็ญบารมีเป็นพรหมมันง่ายเสียเมื่อไหร่ล่ะ

    คราวนี้มันก็มีปัญหาอยู่ว่า ทำไมท่านถึงมาเจาะจงเอาฉันไปด้วย ถ้าลงเป็นแบบนี้ก็จะต้องเป็นเครือเดียวกัน อาจารย์ทิมกับฉันรู้จักกันมานานตั้งแต่ตอนบวชใหม่ๆ ส่วนอีก ๒ องค์ไม่รู้ว่าเขารู้จักกันมาเมื่อไหร่ แต่ทั้งสององค์นั้นต้องเป็นเชื้อสายเดียวกัน และปฏิปทาการปฏิบัติก็ต้องเหมือนกัน และแถม ๒ องค์นั้นบ้าๆ บวมๆ เหมือนกัน เงินส่วนตัวไม่มี อาจารย์ทิมก็บ้าเหมือนกัน แต่ดันบ้าตายก่อนมันจะลงนรกเราให้ลงไม่ได้

    วิธีกระตุ้นๆ นิดเดียว ถ้าบอกว่า “อาจารย์ทิมเริ่มนั่งเข้าฌานละก็ซวยเลย ใครจะไปเข้าฌานได้อย่างไร ต้องถามถึงอารมณ์เดิมนิดเดียว” ถามว่า “จำอารมณ์หนึ่งได้ไหม เอกัคตากับอุเบกขา” บอก “จำได้” เท่านี้พอแล้ว จำได้ก็เป็นฌาน ๔ จิตก็ตั้งอยู่พอดี พอพูดปั๊บจิตก็ตั้งอยู่ฌาน ๔ พอตั้งอยู่ฌาน ๔ สภาพก็เป็นพรหม ตัวท่านก็เป็นพรหมสวย เลยบอกไปตามอัธยาศัย ฉันจะกลับวัดเดี๋ยวลูกศิษย์ข้าคอย อาจารย์ทิมก็ไปอยู่พรหมชั้นที่ ๑๑

    เรื่องนี้เป็นเรื่องของผู้ที่ไม่มีเจตนาโกงเงินสงฆ์ ส่วนพวกที่มีเจตนาโกง ไม่มีทางช่วย เรี่ยไรมา ๑๐๐ บาท เอาของเขาใช้ไป ๙ บาท ๙๐ สตางค์ อีก ๑๐ สตางค์เอาเข้ากระเป๋า อย่างนี้ลงอเวจีมหานรก ของสงฆ์นี่แม้แต่กระเบื้องแตกๆ ก็เก็บเอาไปไม่ได้ หรือของที่สงฆ์เขาไม่ใช้แล้วเห็นว่ามันดีเอาไปบ้านหน่อย อย่างนี้ตกอเวจีมหานรก..”

    29683408_1434923126619426_7473679960440179370_n.jpg

    ที่มา คำสอนหลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง
     
  5. ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง

    ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2017
    โพสต์:
    3,913
    ค่าพลัง:
    +20
    “การอุทิศส่วนกุศลให้คนตาย”
    โดยหลวงพ่อฤๅษี วัดท่าซุง

    การได้รับส่วนกุศลนี้ ขึ้นอยู่กับท่านนั้นมีโอกาสโมทนา ท่านก็ได้รับ แต่ถ้าท่านนั้นไม่มีโอกาสโมทนาก็ไม่ได้รับ เปรียบเหมือนเราเอาสิ่งของไปให้ แต่ผู้รับเขาไม่รับ เขาก็จะไม่ได้ของ ถ้าพวกเขาอยู่ในนรก ไฟไหม้ทั้งวัน ถูกสรรพาวุธสับฟันทั้งวัน ถ้าเราเอาขนมไปให้กิน เขาก็ไม่มีโอกาสจะได้กินขนม

    ปรทัตตูปชีวีเปรตเป็นเปรตระดับที่ ๑๒ แบ่งเป็น ๒ พวกคือ พวกที่มีกรรมบางอยู่ข้างหน้า เราอุทิศให้แผ่กระจาย เขาโมทนาได้ แต่พวกที่มีกรรมหนาอยู่ข้างหลัง ให้แผ่กระจายนี่เขาโมทนาไม่ได้ ถึงแม้จะมีสิทธิ์โมทนาก็ตาม เขาก็ไม่มีโอกาส พวกปรทัตตูปชีวีเปรตมายืนอยู่นานไม่ได้ ส่วนสัมภเวสีก็มีความหิวแต่อยู่นานได้ จึงต้องให้เจาะจงเฉพาะตรง ถ้าไม่ให้ตรงเฉพาะก็รับไม่ได้เพราะกรรมหนัก ฉะนั้นการอุทิศส่วนกุศล เวลาจะให้ ให้ว่าเป็นภาษาไทยให้เรารู้เรื่องและให้สั้นที่สุด

    การอุทิศส่วนกุศลแก่บุคคลต่างๆ ที่ตายไปแล้ว ถ้านึกได้ออกชื่อเขาก็ดี เพราะถ้ากรรมหนาอยู่นิด ถ้าออกชื่อเจาะจงเขาก็ได้รับเลย ถ้านึกไม่ออกก็ว่ารวมๆ “ญาติก็ดี ไม่ใช่ญาติก็ดี” ถ้าขืนไปนั่งไล่ชื่อน่ากลัวจะไม่หมด มีอยู่คราวหนึ่งนานมาแล้ว ไปเทศน์ด้วยกัน ๓ องค์ บังเอิญมีอารมณ์คล้ายคลึงกัน วันนั้นทายกนำอุทิศส่วนกุศลออกชื่อคนตายกับบรรดาญาติทั้งหลายที่ตายไปแล้ว ปรากฏว่าบรรดาผีทั้งหลายก็เข้ามาเป็นหมื่นล้อมรอบศาลา คนที่เป็นญาติก็โมทนาแล้วผิวพรรณดีขึ้น พวกที่มิใช่ญาติก็เดินร้องไห้กลับไป

    ตอนท้ายมีคนถาม ถึงการอุทิศส่วนกุศลว่าทำอย่างไร พระองค์หนึ่งท่านเลยบอกว่า “ญาติโยมที่นำอุทิศส่วนกุศล อย่าให้ใจแคบเกินไปนัก อย่าลืมว่าการทำบุญแต่ละคราว พวกปรทัตตูปชีวีเปรตก็ดี พวกสัมภเวสีก็ดี จะมายืนล้อมรอบ คอยโมทนา แต่ถ้าเราให้แก่ญาติ ญาติก็จะได้ บุคคลอื่นที่ไม่ใช่ญาติก็จะไม่ได้ ฉะนั้นควรจะให้ทั้งหมดทั้งญาติและไม่ใช่ญาติ”

    และตอนที่พระให้พร เจ้าภาพและทุกท่านที่บำเพ็ญกุศลแล้ว มีการถวายสังฆทานก็ดี การเจริญพระกรรมฐานก็ดี ควรตั้งจิตอธิษฐานตามความประสงค์ การตั้งจิตอธิษฐานเรียกว่า “อธิษฐานบารมี” ถ้าท่านตั้งใจเพื่อพระนิพพานก็ต้อง อธิษฐานเผื่อไว้ โดยอธิษฐานว่า “ขอผลบุญทั้งหมดนี้จงเป็นปัจจัยให้ข้าพเจ้าเข้าถึงพระนิพพานในชาติปัจจุบันนี้ แต่ถ้าหากข้าพเจ้ายังไม่ถึงพระนิพพานเพียงใด จะไปเกิดใหม่ในชาติใดก็ตาม ขอคำว่า “ไม่มี” จงอย่าปรากฏแก่ข้าพเจ้า” ถ้าเราต้องการอะไรให้มันมีทุกอย่าง จะไม่รวยมากก็ช่างเท่านี้ก็พอแล้ว

    29792196_1436346439810428_7871163731885948928_n.jpg

    ที่มา คำสอนหลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง
     
  6. ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง

    ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2017
    โพสต์:
    3,913
    ค่าพลัง:
    +20
    1f607.png อัพเดตยอดล่าสุดวันนี้ 32,117 บาทค่ะ
    1f64f.png ขอเชิญทุกท่านร่วมบุญด้วยกันนะคะ
    1f607.png 1f607.png 1f607.png บุญใหญ่สำหรับปีนี้อีกงานหนึ่งที่ฝนรับมานะคะ..
    1f64f.png 1f64f.png 1f64f.png ขอเชิญญาติธรรมทุกท่านร่วมบุญเป็นเจ้าภาพผาติกรรม สมเด็จองค์ปฐมหน้าตัก4ศอกในซุ้มเรือนแก้วปิดทองคำแท้ประดับเพชรทั้งองค์ในงานกฐินของวัดท่าซุงปีนี้ (วันอาทิตย์ที่ ๒๘ ตุลาคม 2561) งบประมาณ 100,000 บาท(หนึ่งแสนบาทถ้วน)คณะของเราอยู่ลำดับที่52ค่ะ ในนาม”เพจคำสอนหลวงพ่อฤๅษีลิงดำวัดท่าซุง น้ำฝน บุญสิงห์พร้อมคณะญาติธรรม”..
    เปิดรับตั้งแต่วันนี้จนครบยอด100,000บาทค่ะ
    โอนร่วมบุญได้ที่ธ.กสิกรไทย011-1-98323-2(บัญชีนี้ไม่มีพร้อมเพย์ค่ะ)
    น้ำฝน บุญสิงห์
    1f343.png 1f33a.png 1f343.png การบอกบุญนี้เป็นความศรัทธาของฝนและคณะไม่เกี่ยวข้องกับวัดท่าซุงแต่อย่างใด

    29792095_1436371906474548_9021092812518588416_n.jpg
    29793030_1436371959807876_3101931535582887936_n.jpg
    30124410_1436372003141205_2818048336349626368_n.jpg

    ที่มา คำสอนหลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง
     
  7. ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง

    ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2017
    โพสต์:
    3,913
    ค่าพลัง:
    +20
    #การให้ทานโดยไม่หวังผลตอบแทน

    1f44c.png สำหรับการให้ทานนี่บรรดาเพื่อนภิกษุสามเณร
    ทั้งหลายและบรรดาพุทธบริษัททุกท่าน พยายามให้ทานตามนี้ เพราะว่าการให้ทานครั้งแรกๆ ทานนี้ได้พูด
    ไว้แล้วว่ามี #พรหมวิหาร๔ เป็นพื้นฐาน คือ
    1f33b.png เมตตาความรัก
    1f33b.png กรุณาความสงสาร
    แต่ทว่าในตอนนั้น กำลังใจเราอาจจะหวั่นไหวอยู่มาก
    ถ้าไปคิดว่าจะไปให้ทานกับคนที่เราไม่ชอบใจ
    คือว่าทำให้เราไม่ชอบใจไว้ก่อน ใจอาจจะไม่สบาย
    เพราะการให้ทานจะมีผลดีตัองมี
    เจตนา ๓ ประการครบถ้วน
    1f44c.png ๑.ก่อนจะให้ตั้งใจว่าจะให้
    1f44c.png ๒.ขณะให้อยู่ก็เต็มใจให้
    1f44c.png ๓.เมื่อให้แล้วก็มีความปลื้มใจ
    มีความอิ่มใจว่าเราทำการสังเคราะห์แล้ว คือให้ทาน
    แล้วนี่ชื่อว่า เจตนา ๓ ประการ
    ✍ถ้ามีครบถ้วนมีอานิสงส์มาก แต่เรื่องอานิสงส์นี่
    ก็ต้องดูบุคคลก่อน ถ้าบุคคลผู้รับไม่บริสุทธิ์
    คือหมายถึงพระก็ดี ฆาราวาสก็ดี เณรก็ดี
    ถ้าเป็นผู้บริสุทธิ์ ผลทานเราก็ลด ไป๑ใน๓
    ถ้าเราเองไม่บริสุทธิ์ก็ลดไปอีกหนึ่ง ถ้าวัตถุทาน
    ไม่บริสุทธิ์ด้วย เลยไม่มีผลกันเลย
    ✍ฉะนั้น การให้ เราต้องเป็นผู้บริสุทธิ์ วัตถุทาน
    ก็ต้องบริสุทธิ์ ไม่ลักไม่ขโมย ไม่คดไม่โกง ใครมา
    ยื้อแย่งใครเขามา
    #ผู้รับทานเป็นผู้บริสุทธิ์จึงจะมีอานิสงส์เลิศ
    ✍✍✍✍✍
    หลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดท่าซุง
    บารมี๑๐

    30127418_1437854389659633_1913155081348317184_n.jpg

    ที่มา คำสอนหลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง
     
  8. ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง

    ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2017
    โพสต์:
    3,913
    ค่าพลัง:
    +20
    1f607.png อัพเดตยอดล่าสุดวันนี้ 37,760 บาทค่ะ
    1f64f.png ขอเชิญทุกท่านร่วมบุญด้วยกันนะคะ
    1f607.png 1f607.png 1f607.png บุญใหญ่สำหรับปีนี้อีกงานหนึ่งที่ฝนรับมานะคะ..
    1f64f.png 1f64f.png 1f64f.png ขอเชิญญาติธรรมทุกท่านร่วมบุญเป็นเจ้าภาพผาติกรรม สมเด็จองค์ปฐมหน้าตัก4ศอกในซุ้มเรือนแก้วปิดทองคำแท้ประดับเพชรทั้งองค์ในงานกฐินของวัดท่าซุงปีนี้ (วันอาทิตย์ที่ ๒๘ ตุลาคม 2561) งบประมาณ 100,000 บาท(หนึ่งแสนบาทถ้วน)คณะของเราอยู่ลำดับที่52ค่ะ ในนาม”เพจคำสอนหลวงพ่อฤๅษีลิงดำวัดท่าซุง น้ำฝน บุญสิงห์พร้อมคณะญาติธรรม”..
    เปิดรับตั้งแต่วันนี้จนครบยอด100,000บาทค่ะ
    โอนร่วมบุญได้ที่ธ.กสิกรไทย011-1-98323-2(บัญชีนี้ไม่มีพร้อมเพย์ค่ะ)
    น้ำฝน บุญสิงห์
    1f343.png 1f33a.png 1f343.png การบอกบุญนี้เป็นความศรัทธาของฝนและคณะไม่เกี่ยวข้องกับวัดท่าซุงแต่อย่างใด

    30415084_1439380362840369_4927606770290917376_n.jpg
    30441756_1439380406173698_3786800483662823424_n.jpg
    30414866_1439380482840357_2483590793399369728_n.jpg

    ที่มา คำสอนหลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง
     
  9. ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง

    ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2017
    โพสต์:
    3,913
    ค่าพลัง:
    +20
  10. ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง

    ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2017
    โพสต์:
    3,913
    ค่าพลัง:
    +20
    ๐๐ สงสัยเรื่องสวรรค์ ๐๐

    ผู้ถาม – หลวงพ่อคะ สวรรค์กับนรกเขามีกลางวันและกลางคืนหรือเปล่าเจ้าคะ
    หลวงพ่อ – สวรรค์ก็ดี นรกก็ดี มีแต่กลางวันไม่มีกลางคืน เพราะไม่มีพระอาทิตย์ รับรองว่าสว่างจ้าแน่ โดยเฉพาะนรกนี่ไฟจ้าเป็นทะเลเพลิงเลย ไม่ต้องเป็นห่วง

    สำหรับสวรรค์เขามีแสงเป็นปกติของเขา คือว่าไม่มีกลางคืน ไม่มีกลางวัน คำว่ากลางคืนก็ไม่มี กลางวันก็ไม่มี เพราะปกติเป็นอย่างนั้น มันสว่างจะถือว่าเป็นกลางวันก็ไม่ได้ เพราะไม่มีพระอาทิตย์ และไม่มืดที่จะเรียกว่ากลางคืนก็ไม่ได้รวมความว่าสภาวะของเขาเป็นอย่างนั้นเอง

    นี่ดีที่ไม่ถามต่อว่าเทวดานอนเวลาไหน ก็จะขอตอบเสียเองว่า เทวดาก็ดี สัตว์นรกก็ดี ท่านไม่มีเวลานอน เพราะว่าคำว่าทุกข์ของเทวดาท่านไม่มี ท่านไม่มีขันธ์ ๕ มีสภาวะเป็นทิพย์เป็นนามธรรม

    ฉะนั้น ก็ไม่มีคำว่าหยุด ไม่มีคำว่าพัก เพราะไม่มีคำว่าเหนื่อย เพราะสภาวะของท่านไม่เหนื่อยเลย หนักก็ดี กลุ้มก็ดี ไม่มีสำหรับเทวดา

    ผู้ถาม – อย่างนั้นเขาก็มีความสบายอย่างเดียวสิครับ”
    หลวงพ่อ – นั่นเขารับส่วนสบายฝ่ายเดียว สวรรค์ พรหม หรือนิพพานก็ดี ไม่มีทุกข์เลย สบายอย่างเดียว คำว่าเหนื่อยหรือเพลียก็ไม่มีสำหรับที่นั้น เพราะท่านมีสภาวะเป็นทิพย์ ไม่มีสภาพหนัก มนุษยโลกนี่มีธาตุดินจึงทำให้หนัก ของท่านไม่มีทั้ง ๔ ธาตุ

    ผู้ถาม – แล้วถ้าธาตุไม่มีนี่จะพูดจากันรู้เรื่องหรือครับ
    หลวงพ่อ – ก็พูดกันอย่างประสาไม่มีธาตุ เป็นนามธรรม ที่เรียกว่ารูปนาม ไม่มีของหนักอย่างเรา ก็มีสภาพคล้ายอากาศเบาๆ ทุกอย่าง ฉันตอบได้เพราะว่าฉันเคยตายมาหลายอสงไขยกัป
    ผู้ถาม – หลวงพ่อคะ ถ้าผู้หญิงในเมืองมนุษย์เวลาตายแล้วได้ขึ้นสวรรค์ จะเป็นนางฟ้าหรือเทพบุตรคะ
    หลวงพ่อ – นางคว้า ต้องคว้าเบาๆ คว้ามากก็นางไขว่ ก็ไม่แน่นะ สงสัยว่าจะเป็นตัวผู้
    ผู้ถาม – อะไรทำให้เปลี่ยนเพศล่ะคะ
    หลวงพ่อ – ของเก่ามันเป็นตัวผู้ มิใช่ตัวเมีย มาแย่งตำแหน่งตัวเมียเขา ไอ้โรคเจ้าชู้น่ะจำไว้ ที่จริงก็ไม่ได้เจ้าชู้นะ แต่มีเมตตาสูง คือไม่ปฏิเสธความหวังดีของสาวต่างหาก
    ผู้ถาม – อ๋อ…เพราะบาปอย่างนั้นทำให้มาเกิดเป็นผู้หญิงหรือคะ
    หลวงพ่อ – ใช่
    ผู้ถาม – ถ้าอย่างนั้น คนที่มาเกิดเป็นผู้หญิงทั้งหมดในโลกนี้ก็ทำกรรมอย่างนี้มาสิคะ
    หลวงพ่อ – ไม่ใช่ ลูกผู้หญิงแท้ๆ เขามี คือผู้ชายมาเป็นผู้หญิงดูง่าย คือยี่ห้อมันไม่ครบถ้วน เอาทองแดงมาทำเป็นทองคำ เอามาทาเดี๋ยวก็ดำก็ด่างใช่ไหม
    อย่างพระอานนท์ ท่านเคยเป็นผู้หญิงมาหลายร้อยชาติเขาให้รู้จักว่าถ้าเจ้าชู้มากความรู้สึกของผู้หญิงมนเป็นอย่างไร ฉะนั้น ผู้หญิงบางคนอยากเกิดเป็นผู้ชายก็ซวย ผู้ชายไม่มีอะไรดี ขาดทุนทุกอย่าง ไปรักสาวสักคนก็ต้องจ่ายสตางค์ เดินไปด้วยกันผู้ชายจ่ายสตางค์ จะแต่งงานผู้ชายต้องจ่ายสตางค์ แต่งงานไปแล้วทำงานมาเงินเดือนออกเอามาให้ขาดไปสองบาทสอบสวนแทบแย่ นี่ฉันไม่แต่งงานก็เพราะเหตุนี้แหละ
    ผู้ถาม – “แต่ผู้หญิงก็ไม่ได้บวชนี่คะ”
    หลวงพ่อ – ไอ้บวชน่าสร้างนรกนะ ปัดโธ่! นึกว่าดีหรือ ลงอเวจีง่ายที่สุดละ ความจริงนี่ผู้หญิงดีกว่าผู้ชาย เราจะเห็นความดีของผู้หญิง คือด่าเร็วกว่าผู้ชาย ใช่ไหม อย่างผู้ชายโกรธกันยังทำหน้าเฉยๆนะ ผู้หญิงมองไปมองมาเดี๋ยวเปี๊ยวเลย

    เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน การเจริญกรรมฐานเป็นเครื่องวัด ถ้าเจริญแบบ “สุขวิปัสสโก” เราจับเขาไม่ได้ โกหกได้ ถ้าเรามาทางด้าน “มโนมยิทธิ” ผู้หญิงกับผู้ชายใครเร็วกว่ากัน ที่อารมณ์นั้นเขาตัดสินใจรวดเร็วเขาก็ตัดสินใจในเรื่องนี้เหมือนกัน มันเป็นอารมณ์เดียวกันใช่ไหม เราจะจับได้ตอนเจริญกรรมฐานเราจะเห็นความดีเขา

    และประการที่สอง ผู้หญิงมีโอกาสลงอเวจีได้ยากกว่าผู้ชาย ผู้ชายที่ได้บวชน่ะ ไม่แน่นักว่าจะไปสวรรค์ ส่วนใหญ่แล้วเสร็จลงนรกหมด ลงทุนซื้อนรกกันเป็นแถว ดีไม่ดีชวนพ่อแม่ลงไปด้วย ถ้าปฏิบัติไม่ดีตามพระวินัย ครูบาอาจารย์ตักเตือนเข้าโกรธไปบอกพ่อบอกแม่บอกพี่บอกน้อง ไม่ใช่เอาที่ถูกทำโทษไปบอก เอาแค่ความดีที่ได้กระทำไปบอก พ่อแม่พี่น้องก็พากันโกรธว่าพระด่าพระ อย่างท่านกปิละจำได้ไหม สมัยโน้น

    พระกปิละบวชมาแล้วท่านทรงพระไตรปิฎก ไอ้การทรงพระไตรปิฎกมันยังไม่ได้ มันเสือกระดาษ ก็มีลูกศิษย์ลูกหามาก ก็เมาในศักดิ์ศรี ต่อมาสอนไปสอนมาก็แผลงออกไปๆพระตักเตือนเข้าโกรธ ทีนี้แม่กับน้องสาวก็พลอยโกรธไปด้วย ตายแล้วต่างคนต่างลงอเวจีมหานรก เห็นไหม

    อย่าคิดว่าบวชพระดีนะ ถ้าลูกหลานเข้าใจว่าดีจริงๆ จึงให้บวช อย่าลงทุนซื้อนรก แต่ว่าเวลานี้ทำส่งเดช อยู่ๆไปถึงบอกผมจะบวช ลูกฉันจะบวช แต่ลูกไม่เคยไปพบกับพระ และการบวชนี่กรรมหนักมาก ถ้าพลาดนิดเดียวอาบัติปาราชิก อาบัติปาราชิกมี ๔ สิขาบท สิขาบทที่ขาดง่ายที่สุดคือลักของราคา ๑ บาท ขึ้นไป ขาดจากความเป็นพระทันที อยากได้แก้วในกุฎิเขาเราไม่มีใช้ คว้าไปโดยเจ้าของไม่อนุญาต ถ้าฆราวาสลักของเขาไปศีลขาด ถ้าพระลักของไปศีลไม่ขาดหรือ

    ข้อนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก ฉะนั้น ในการเข้ามาบวชต้องศึกษากันก่อน พระพุทธเจ้ามอบอำนาจแก่สงฆ์ คนที่จะเข้ามาบวชต้องอยู่ใน “ติตถิยปริวาส” ปฏิบัติในศีล สมาธิ ปัญญาก่อน ๓ เดือน ภายใน ๓ เดือนจังหวะไหนก็ได้ถ้าไม่ดีเขาไม่ให้บวช ถ้า ๓ เดือนสามหนยังไม่ดีอีก ไม่ให้บวชเลย

    เวลานี้ว่าไงลูกจะบวชแล้วลูกยังทำงานยังมาไม่ได้ ที่วัดเคยมี ก็เลยบอกว่าเอาอย่างนี้ก็แล้วกันโยม ถ้าพ่อมันเลวแบบนี้ ลูกมันดีไม่ได้ พูดภาษาไทย ทำไมลูกมาพบพระไม่ได้ พบไม่ได้มันจะบวชได้ยังไง ใช่ไหม แล้วก็ไม่ศึกษาอะไรเลย ถ้าห่มผ้าเหลืองมันจะเป็นพระหรือ เขาเสียและเจ้าของวัดก็เสียด้วย ไอ้คนที่เลวแบบนี้เราจะรับมาทำไม

    มีคนดีแสนดีเราก็มีความสุข ในแสนคนมีคนชั่วคนเดียว เราก็มีความทุกข์ ฉันก็ถือเอาตามแบบพระพุทธเจ้าดีกว่า ฉันกินข้าวไม่กี่ช้อนอิ่ม ไม่มีกินเลยเข้าป่าไปมีความสุขด้วย

    ที่หลวงพ่อบกว่าถ้าเป็นเทวดาขึ้นสวรรค์ไปแล้ว มีนางฟ้าเป็นบริวาร ๑,๐๐๐ คน นี่เป็นเทวดาที่มีบุญน้อยที่สุดบริวารก็ต้องเป็นบริวาร ที่นั่นเขาไม่มีการสถาปนา ฉันนี่เจ็บใจ ไม่ได้เป็นเทวดา มันสวยๆจริงๆ นะ คือว่าถ้าบุคคลใดเป็นบริวารเขา ตายแล้วก็ไปเกิดในเขตของวิมานของเทวดาองค์นั้น ถ้าเกิดนอกเขตวิมานของเทวดาองค์ไหน หรือนางฟ้าองค์ไหน เป็นบริวารของเทวดาหรือนางฟ้าองค์นั้น ถ้าเกิดกึ่งกลางวัดพอดี ก็หันหน้าไปทางวิมานของใคร เป็นบริวารของเทวดาองค์นั้น ถ้าเป็นสามีหรือภรรยา ก็ไปเกิดในที่นอน

    อ้างอิง –หนังสือ “ธรรมปฏิบัติ ๕๔” หน้า ๔-๙ โดยหลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี

    30595331_1441634902614915_1182336090644676608_n.jpg

    ที่มา คำสอนหลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง
     
  11. ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง

    ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2017
    โพสต์:
    3,913
    ค่าพลัง:
    +20
  12. ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง

    ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2017
    โพสต์:
    3,913
    ค่าพลัง:
    +20
  13. ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง

    ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2017
    โพสต์:
    3,913
    ค่าพลัง:
    +20
    หลวงพ่อของเรา

    โดย ศาสตราจารย์ ดร. ปริญญา นุตาลัย
    จากหนังสือลูกศิษย์บันทึกเล่ม ๑

    “……..เรื่องที่จะเขียนต่อไปนี้ ผู้เขียนมีความประสงค์จะบันทึกคุณวิเศษบางส่วนของหลวงพ่อของเราให้บรรดาศิษย์ทั้งหลายได้ชุ่มชื่นใจ ในคุณความดีอันยอดยิ่งของท่านที่คุ้มหัวพวกเราอยู่ ท่านที่ไม่ได้เป็นลูกศิษย์จะอ่านก็ได้ ผู้เขียนก็หวังว่าเรื่องนี้คงจะเป็นประโยชน์แก่ท่านบ้าง

    ……….ส่วนคนพาลห้ามอ่านเด็ดขาด เพราะวิสัยของคนพาลก็ย่อมมีทุคติ เป็นเบื้องหน้าอยู่แล้ว อย่าได้มาหาโทษใส่ตนเพิ่มขึ้นอีกเลย หลายๆ เรื่องที่จะเล่าสู่กันฟังนี้ก็คงเป็นอจินไตย สำหรับผู้ยังไม่ได้ฌาน และไม่มีญาณที่เกิดจากอำนาจฌานก็ขอให้ฟังหูไว้หูไปพลางๆ ก่อน

    หลวงพ่อเป็นพระขนาดไหน

    ………ใครก็ตามที่ได้อ่านหนังสือประวัติหลวงพ่อปาน และ หนังสือมโนมยิทธิและประวัติของฉัน ก็คงจะพอรู้ประวัติและปฏิปทาของหลวงพ่อแล้ว ทีนี้ลองมาฟังพระผู้ใหญ่บางท่านพูดถึงหลวงพ่อดูบ้าง หลวงปู่บุดดา ถาวโร เคยปรารภถึงหลวงพ่อของเราเมื่อเปรียบกับองค์ท่านเองไว้ดังนี้ “ หลวงปู่น่ะเหมือนหิ่งห้อย หลวงพ่อมหาวีระเหมือนพระอาทิตย์ ” เป็นไงครับ
    ท่านผู้อ่านพอรู้ขนาดตัวท่านบ้างหรือยัง ถ้าพระสุปฏิปันโนขนาดหลวงปู่บุดดา เปรียบได้แค่หิ่งห้อย เราท่านทั้งหลายก็คงเป็นแค่ไรน้ำที่ติดใจพระอาทิตย์กระมัง หลวงพ่อสิม พุทธาจาโร (พระครูสันติวรญาณ) บอกว่า “หลวงพ่อมหาวีระนั้น ท่านเป็นโลกวิทู แจ้งทั้งโลก แจ้งทั้งธรรม” ชัดเจนไหมครับ ครูบาคำแสนเล็ก ท่านบอกว่า “หลวงปู่ บวชมา 60 กว่าพรรษาเข้านี่แล้วยังไม่เคยพบพระองค์ไหนเหมือนหลวงพ่อ”
    เมื่อตอนปลายปี พ.ศ.2517 หลวงพ่อเข้ามาตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลตำรวจ ผู้เขียนได้มานอนเฝ้าท่านอยู่ ตอนกลางคืนท่านก็รับ แขกพวกญาติโยม หมอและพยาบาล โรงพยาบาลตำรวจ (สมัยนั้นพี่หมอสมศักดิ์ ดูเหมือนจะเป็นรองผู้อำนวยการ)
    หลวงพ่อท่านก็เล่าเรื่องหลวงพ่อกบ วัดเขาสาริกา ให้ฟัง ท่านว่า หลวงพ่อกบนั้นเป็นพระอรหันต์ปฏิสัมภิทาญาณทรงสมาบัติแปดตลอด ท่านจึงไม่รู้ร้อนรู้หนาว ตัวผู้เขียนเองนั้นสงสัยหลวงพ่อมานานแล้วและก็ถกเถียงกับลูกศิษย์หลายๆท่านเรื่อยมา ท่านที่อ่านหนังสือประวัติหลวงพ่อปานก็จะอ้างว่า หลวงพ่อทรงวิชชาสามแน่นอน
    แต่ผู้เขียนว่าไม่ใช่ เพราะหลวงพ่อทรงสมาบัติแปดตั้งแต่พรรษาแรก และผู้ที่ทรงสมาบัติแปดนั้น สามารถเป็นพระอรหันต์พร้อมปฏิสัมภิทาญาณได้ภายใน 7 วัน พอแขกกลับไปหมดแล้ว ผู้เขียนก็มานอนคิดเปรียบเทียบ หลวงพ่อกบนั้นท่านทรงสมาบัติแปด ท่านก็เป็นพระอรหันต์ปฏิสัมภิทาญาณ
    หลวงพ่อของเรานั้นบารมีเดิมท่านเป็นพุทธภูมิวิริยาธิกะ อีก 7 ชาติ บารมีจะเต็ม และก็ทรงสมาบัติแปดตั้งแต่พรรษาแรกที่บวช เมื่อท่านลาพุทธภูมิ (เมื่อ พ.ศ. 2504) แล้ว ทุนเดิมมากมายเหลือเฟืออย่างนั้น ถ้าไม่ทรงปฏิสัมภิทาญาณแล้วจะเอาทุนเดิมไปซ่อนที่ไหน พอคิดออกก็แทบจะนอนไม่หลับ
    รุ่งเช้าหกโมงเช้าหลวงพ่อตื่นแล้ว ผู้เขียนก็รีบเข้าไปกราบๆๆ แล้วเรียนท่านว่า “ผมรู้แล้วครับ หลวงพ่อทรงปฏิสัมภิทาญาณแน่นอน” แล้วก็ให้เหตุผลกับท่าน ท่านบอกว่า “จับได้ไล่ทันก็แล้วไป จับไม่ได้ไล่ไม่ทันข้าก็ว่าของข้าไปเรื่อยๆ” แล้วท่านก็เมตตาเล่าให้ฟังว่า
    ท่านสงสัยมาตั้งแต่บวชแล้ว เมื่อได้อ่านพบว่า ท่านพระกิมพิละ สำเร็จอรหันต์ปฏิสัมภาทาญาณ ทรงพระไตรปิฎก เมื่อมีดโกนจรดหนังศีรษะเมื่อจะโกนผมบวช ท่านบอกว่า “ทรงพระไตร ปิฎกเข้าไปได้ยังไง ยังไม่ได้อ่านได้เรียนสักตัว” แต่เมื่อท่านสำเร็จเองแล้วถึงได้รู้ว่า “นึกจะรู้อะไรแล้วมันรู้ไปหมด ความรู้มัน เกิดขึ้นมาเอง นึกจะรู้ก็รู้” ตั้งแต่นั้นมาผู้เขียนก็ทำตนเป็นฆ้องปากแตก เที่ยวได้บอกเขาเรื่อยไป จนกระทั่งหลวงพ่อท่านบ่นว่า
    “ข้าปิดของข้ามาเป็นสิบกว่าปี ไอ้เบื๊อกนี่เอามาเปิดหมด” ดังนั้นผู้เขียนจึงไม่สงสัยเลย (แต่จับใจมาก) เมื่อได้ยินท่านพูดว่า “ขึ้นชื่อว่าพระ (หรือคนก็ตาม) อย่าให้ฉันได้ยินชื่อ…รู้หมด”
    ทีนี้ขอเล่าเรื่องที่ผู้เขียนได้ประสบมาแล้วก็ไม่เคยกล้าเล่า เมื่อผู้เขียนฝึกมโนยิทธิสำเร็จครั้งแรกเมื่อปลายปี 21 ขอออกนอก เรื่องหน่อยนะครับ เพราะฝึกว่าจะได้ใช้เวลาตั้ง 3 คืน มิหนำซ้ำยังขี้เกียจฝึกฝนซักซ้อมเสียอีก ท่านทั้งหลายที่มาฝึกปุ๊บได้ปั๊บนั้น
    ขอให้ภูมิใจได้ว่าจิตของท่านดีกว่าผู้เขียนหลายเท่านัก กลับเข้าเรื่องล่ะครับ เมื่อขึ้นไปถึงพระนิพพานได้แล้ว (ใครว่านิพพานสูญก็เชิญตามสบายนะครับเราไม่ว่ากันอยู่แล้ว) ความซนก็บังเกิด แอบไปดูวิมานหลวงพ่อ พอเห็นเข้าก็ตกใจทำไมถึงใหญ่โตอย่างนี้ ใหญ่กว่าวิมานของสมเด็จองค์ปัจจุบันมากเป็นไปได้ยังไง ความรู้ปรากฏแก่จิตในขณะที่คิดนั้นเองว่า
    เศรษฐีมีทรัพย์มากกว่าพระราชาได้ หลวงพ่อท่านสั่งสมบารมีมาสิบหกอสงไขยกับอีกแสนกัป วิมานก็ย่อมใหญ่เป็นธรรมดา ตั้งแต่นั้นมาผู้เขียนก็ชอบแอบดูวิมานชาวบ้านเรื่อยมาจนนานๆ เข้าก็เลิกไปเอง ที่โบราณท่านว่าวาสนาบารมีแข่งไม่ได้นั้น มันจริงอย่างนี้
    ขอเล่าเรื่องฟังเทศน์ที่พระจุฬามณี ให้ฟังสักนิดราวกลางปี พ.ศ. 2517 ผู้เขียนมาฝึกกรรมฐานกับหลวงพ่อที่ตึกขาว พอหมด เวลาหลวงพ่อก็บอกว่า “คุณปริญญา ฉันเจออาจารย์คุณบนดาวดึงส์” ผู้เขียนได้ยินก็นึกไม่ออกว่าองค์ไหน เพราะเวลานั้นผู้เขียนไปมาหาสู่พระอาจารย์หลายองค์ด้วยกันก็พอนึก ๆ เอาเองว่า คงเป็นหลวงพ่อสิม
    ดังนั้นพอผู้เขียนกลับไปถึงเชียงใหม่ก็รีบขึ้นไปถ้ำผาปล่องไปถามหลวงพ่อสิมว่า “วันนั้นหลวงพ่อขึ้นไปดาวดึงส์ใช่ไหม” หลวงพ่อสิมถามว่า “ใครบอก” ผู้เขียนก็ตอบว่า “หลวงพ่อมหาวีระบอก” หลวงพ่อสิมขอดูรูปหลวงพ่อ ผู้เขียนก็นำขึ้นไปถวาย และผู้เขียนก็เล่าใฟ้ท่านฟังว่า หลวงพ่อมหาวีระ บอกว่า “ฉันชอบหลวงพ่อสิมอยู่สองอย่าง คือท่านเคารพพระพุทธเจ้าอย่างจริงใจและท่านมีกตัญญูสูง”
    หลวงพ่อสิมก็ปรารภว่า “ท่านไม่รู้จักเราท่านยังสามารถรู้ในจิตในใจเราได้” หลวงพ่อเคยเล่าให้ฟังว่า “พระทุกองค์ที่ได้ตั้งแต่วิชชาสามจะขึ้นไปฟังพระพุทธเจ้า เทศน์ที่พระจุฬามณีทุกๆ วันพระ” และการเข้าเฝ้า พระพุทธเจ้าที่พระจุฬามณีพระทั้งหลายก็จะนั่งเรียงลำดับใกล้ไกล จากพระพุทธองค์ตามอริยผล อริยมรรค และกำลังฌานที่ได้และตามบารมีที่สั่งสมมา
    หลังจากฝึกมโนมยิทธิได้แล้ว ผู้เขียนก็เคยอธิฐานขอดูลำดับพระที่มีชื่อเสียงหลายองค์ว่าท่านขนาดไหนกันบ้าง เมื่อท่านเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าที่พระจุฬามณี (ด้วยความอยากรู้เท่านั้น) ทุกๆครั้งที่ขึ้นไปขอดู เห็นหลวงพ่ออยู่ชิดด้านขวาพระพุทธองค์เป็นเบอร์หนึ่งทุกที พระหลายองค์ที่มีชื่อเสียง ท่านก็นั่งอยู่ในแถวพระอรหันต์ก็มี พระอนาคามีก็มี แต่ขอโทษทีบรรดาพวกจิตว่างท่านไปอยู่ไหนกันหมดก็ไม่ทราบ ไม่เคยเห็นสักที
    ขอปรารภเรื่องจิตว่างสักนิด หลวงพ่อท่านพูดทุกครั้งที่มีผู้มาถามเรื่องจิตว่าง ท่านว่า คำว่า จิตว่าง คือ ว่างจาก โลภะโทสะ โมหะ แต่จิตไม่ได้ว่างแบบไม่เสวยอารมณ์ใดๆ จิตว่างแบบนั้นมีเฉพาะพระอนาคามี และพระอรหันต์ที่เข้านิโรธสมาบัติเท่านั้น จิตคนทั่ว
    ไปต้องเสวยอารมณ์ เมื่อจิตละอกุศล จิตก็ยึดกุศล
    ผู้เขียนขอยกคาถา 4 ที่พวกจิตว่างส่วนใหญ่ยึดอยู่ (เอ๊ะ ถ้าว่างก็ต้องไม่ยึดสิ) โดยไม่รู้จริงมาให้พิจารณาดูสักนิด พระบาลีที่ว่า สัพเพ ธัมมา นาลัง อภินิเวสายะ นั้น หลวงพ่อท่านบอกว่า ควรจะแปลว่า “สิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่เป็นโลกียวิสัย ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น” ไม่ใช่ไม่ยึดแม้กระทั้ง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และพระนิพพาน ลองคิดพิจารณากันดูนะครับ
    กลับเข้าเรื่องใหม่นะครับ เมื่อผู้เขียนรู้เสียแล้วว่าหลวงพ่อท่านเป็นพระขนาดไหน ความวางใจอย่างเต็มที่ในครูบาอาจารย์ก็บริบูรณ์ และก็เป็นเหตุที่ทำให้ผู้เขียนถูกพระองค์ที่สิบทักเมื่อคราวฉลองวัดผู้เขียนขอเอาความอวดดีของตัวมาเล่าสู่กันฟังสักเรื่อง ที่จริง ไอ้เรื่องมานะถือตัวอวดดีนั้นผู้เขียนไม่เป็นรองใคร ผู้เขียนถือตัวอยู่เสมอว่ามีอาจารย์ดีใครอย่าได้มาบอกบุญให้ทำที่วัดอื่นเลย ใจมันไม่อยากทำ ถ้าทำก็เพราะเกรงใจคนไม่ใช่เพราอยากทำบุญ ผู้เขียนรู้ว่าเนื้อนาบุญของผู้เขียนนั้นเป็นอุดมมงคลแล้วจะไปโง่ทำนาดอน นาแล้งทำไม ตอนวันฉลองวัดก็รู้ๆ กันอยู่ (เพราะหลวงพ่อบอกล่วงหน้า) ว่าจะมีพระชั้นเยี่ยมๆ มาวัด
    ผู้เขียนไม่ได้ตื่นเต้นตามไปด้วยเลย เพราะเรารู้ของเราอยู่ว่าแค่นี้เราพอแล้ว พอผู้คนตื่นเต้นกันมากๆ ผู้เขียนก็ผสมโรงหลอกชาวบ้านว่า ท่านพระโมคคัลลาน์ และท่านพระสารีบุตร มาที่อาคารเสริมศรีแล้ว ไปดูซิ (ที่จริงท่านนั่งพนมมืออยู่นั้นหลายปีแล้ว) ก็บอกเขาไปเรื่อยๆ จนกระทั่ง น้าน้อย (กานดา อมาตยกุล) มาบอกว่า เธอไปดูซิ มีพระดีที่ศาลาหลังเก่าน่ะ ผู้เขียนนั้น รู้มานานแล้วว่าในบรรดาศิษย์ทั้งหลายของหลวงพ่อ
    น้าน้อย (กานดา อมาตยกุล) มีทิพจักขุญาณแจ่มใสไม่เป็นรองใคร ก็เลยแอบไปดู พบรัชนีกลางทางก็ชวนไปดูด้วย เธอก็เย้าเอาว่า ไหนว่ามีอาจารย์ดีองค์เดียวไง ก็เลยตอบไปว่า น้าน้อยให้ไปดู ก่อนจะถึงผู้เขียนอธิษฐานว่า ถ้าท่านเป็นพระดีจริง ก็ขอให้ท่านทัก เราโดยอย่าให้คนอื่นรู้ พอผู้เขียนก้าวพ้นบันได้ขึ้นไปบนชานก็ได้ยินเสียงมาทีเดียวว่า “ไอ้คนบางคนมันถือตัวว่ามีอาจารย์ดี แล้วตัว มันเองดีเหมือนอาจารย์หรือเปล่า” พอได้ยินเข้าก็ซึมไปเลย รีบเข้าไปกราบสุดตัวเลยทีเดียว

    หลวงพ่อชี้ทางนิพพาน
    ผู้เขียนได้พบหลวงพ่อเมื่อปลายปี พ.ศ. 2516 หลังจากซาบซึ้งตรึงใจกับหนังสือสองเล่มที่ท่านเขียนคือ ประวัติหลวงพ่อปาน และ คู่มือปฏิบัติพระกรรมฐาน มาหลายเดือน มาหาท่านที่วัดสองครั้งก็ไม่พบ จนกระทั่งท่านขึ้นไปเชียงใหม่จึงได้พบท่านที่นั่น ผู้เขียนสนใจพระพุทธศาสนามานานแล้ว ได้เคยอ่านหนังสือแนะนำวิธีฝึกพระกรรมฐาน ตั้งแต่วิสุทธิมรรคลงไป
    อยากจะพูดว่าทุกเล่มทั้งภาษาไทยภาษาอังกฤษ พอมาพบหนังสือคู่มือปฏิบัติพระกรรมฐานของหลวงพ่อ ก็บังเกิดความซาบซึ้งตรึงใจมาก คิดว่าไม่มีหนังสือใดที่วิเศษไปกว่านี้อีกแล้ว แล้วก็เลยขโมยท่านพิมพ์แจกในงานแซยิดแม่และเอาไปถวายที่วัด 200 เล่ม แต่ไม่ได้พบหลวงพ่อ พอพบท่านที่เชียงใหม่ท่านก็สอนทั้งสองคืน พูดเรื่องโทษของการกินเหล้า จนผู้เขียนเลิกเหล้าตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
    และสอนว่าใครก็ตามที่เกิดมาพบพระพุทธศาสนาและมีจิตศรัทธาเลื่อมใส ท่านว่าบารมีเต็มแล้ว สามารถเข้าถึงพระนิพพานได้ในชาติปัจจุบัน แล้วท่านก็บอกให้พิจารณาละสังโยชน์สาม และกำหนดว่าอย่างน้อยจะต้องเป็นพระโสดาบันให้ได้ ผู้เขียนอายุ 34 ปี ในขณะนั้น หัดฝึกกรรมฐานสัมมาอรหังกับหลวงปู่สดวัดปากน้ำตั้งแต่อายุ 10 ขวบ เทกระโถนหลวงปู่บุดดา มาตั้งแต่เล็กๆ ได้พบพระอาจารย์ดีๆ มาก็มากมาย
    แต่สงสัยในเรื่องนิพพานมาตลอดเวลาว่า จะต้องสั่งสมบารมีไปอีกเท่าไหร่กันจึงจะถึงสักที มีอะไรเป็นเครื่อง หมายเครื่องกำหนด พึ่งจะได้พบแสงสว่างจากพระเดชพระคุณหลวงพ่อวันนั้นเอง เหมือนกับมีคนมาเปิดโลกยันพระนิพพานให้ดูทั้งหมด ใจฟูเป็นอันมาก พอหลวงพ่อกลับไปแล้วก็รีบไปเล่าให้หลวงพ่อสิมฟังว่าได้พบพระที่บอกให้ผู้เขียนเร่งให้ถึงนิพพานใน ชาตินี้ให้ได้ ผู้เขียนมีหวังแล้ว
    หลังจากครั้งนั้นก็ยังได้ยินท่านประกาศว่า “ถ้าเชื่อฉัน ทุกคนถึงนิพพานหมดในชาติหน้า แต่หลายคนจะถึงในชาตินี้” ท่านทั้งหลายเคยได้ยินพระองค์อื่นกล้าคิดหรือกล้าพูดเช่นนี้บ้างไหม
    นอกจากนี้ในการพบท่านครั้งแรกนั้น ท่านยังเล่าเรื่องอื่น ๆ ให้ฟังอีกและบอกว่า “คุณมาเกิดชาตินี้ คุณลงมาไม่ครบอายุขัยนะ เข้าใจไหม” ก็ตอบท่านว่าเข้าใจครับ แต่ไม่ยักกะถามท่านว่า “อายุเท่าไหร่จะตาย” ต่อมาลงมากราบท่านที่วัด พอสบโอกาสก็กราบ เรียนท่านว่า “หลวงพ่อครับ หลวงพ่อเอาผมไปนิพพานด้วยนะครับ”
    ท่านตอบว่า “เอาไปซี่ ไม่งั้นฉันจะไปตามคุณรึ” ผู้เขียนก็กราบ ๆๆ หลังจากนั้นอีกหลายปี ได้ติดตามท่านไปเก็บลูกศิษย์อีกหลายๆ แห่ง (เล่าได้อีกมากไว้เล่าในเล่มต่อไปแล้วกัน) เห็นลีลาต่าง ๆ ของท่านด้วยความซาบซึ้งในมหากรุณา แล้วก็เกิดความสงสัยว่า ท่านจะตัดตอนหยุดเก็บลูกศิษย์แค่ไหน
    ก็กราบเรียนถามท่านว่า “หลวงพ่อครับ หลวงพ่อจะตัดตอนหยุดเก็บลูกศิษย์แค่ไหนครับ” ท่านบอกว่า “ฉันจะเก็บของฉันไปจนหมด ฉันเก็บลูกศิษย์ของฉันครบแน่” ผู้เขียนได้ยินแล้วสะท้อนใจในกำลังใจและมหากรุณาที่ยิ่งใหญ่ไพศาลหาประมาณมิได้ขององค์ท่าน และลูกศิษย์ทุกท่านก็คงจะอุ่นใจได้นะครับ

    หลวงพ่อต่อชีวิตให้
    ในปี พ.ศ. 2521 ผู้เขียนมาฝึกมโนมยิทธิ พอขึ้นไปได้วันที่สอง ชักจะสนุกสนานและจิตทิ้งขันธ์ 5 ได้เป็น เมื่อเสร็จแล้วมากราบหลวงพ่อ หลวงพ่อเล่าว่า ท่านพระกาฬถือขวานสองเล่มมายืนอยู่ข้างหลังผู้เขียน หลวงพ่อก็ถามท่านว่ามาทำไม ท่านพระกาฬตอบว่า “ผมไม่มีอะไรกับพระคุณท่าน แต่ไอ้นี่” แล้วชี้มาที่ผู้เขียน “ผมต้องจัดการ” หลวงพ่อก็ขอให้ท่านอโหสิให้ และขอชีวิตผู้เขียนไว้โดยให้ทำบุญสร้างพระพุทธชินราชหน้าตัก 30 นิ้วถวาย อุทิศส่วนกุศลเฉพาะพระกาฬ ก็เลยรอดตายมาได้จนทุกวันนี้
    ดังนั้นพูดจริงๆ แล้วชีวิตผู้เขียนนี้ก็เป็นของท่านแต่ความเลวของผู้เขียนยังมาก ไม่ค่อยจะสำนึกบุญคุณของท่านที่ท่วมหัวท่วมตัวอยู่ แต่บางครั้งเมื่อใจสะอาดก็ระลึกได้เสียที อย่างเมื่อตอนบวชที่วัดท่าซุงครั้งแรก พอออกมาจากโบสถ์มากราบท่านที่ศาลานวราชเดิม ความรู้เดิมมันท่วมเข้ามาว่า สัญญากับท่านเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะลงมาช่วยท่านเป็นมือเป็นเท้าให้กับท่าน แต่พอลงมาแล้ว ก็มาดื้อกับท่าน มาเบี้ยวกับท่าน ความเสียใจก็ขึ้นมาจุกที่คอ น้ำตาไหลห้ามไม่หยุด ญาติโยมก็นึกว่าปีติจนน้ำตาไหล แต่ผู้เขียนเองรู้ว่า เสียใจที่เป็นลูกที่เลวเลยร้องไห้

    หลวงพ่อให้ปัญญา
    หลวงพ่อองค์นี้ถ้าได้อยู่ใกล้ๆ ท่านดูเหมือนว่า กิเลสเราจะหมดลงไปโดยไม่รู้ตัว แลปัญญาเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ ผู้เขียนจึงชอบอยู่ใกล้ๆ ท่านเพื่อให้ตัวเองมีความรู้เกิดขึ้นมากๆ และก็จริงๆ ว่าทุกๆ ครั้งที่อยู่กับท่านดูมันจะรู้ๆๆๆ ไปหมด เวลาหลวงพ่อจะสั่งอะไรก็ตามแต่ ท่านจะสั่งเพื่อให้เราใช้ปัญญาของตัวเองประกอบ เพื่อให้เราภูมิใจว่าเราคิดได้เอง เพราะฉะนั้นผู้เขียนจึงชอบดู ท่านสั่งงานและก็ดูเหมือนว่าจะรู้ใจท่านไปด้วย
    ทุกครั้งที่เรามีเรื่องสงสัยท่านจะตอบโดยไม่ต้องถาม เรื่องนี้ศิษย์ทุกคนพูดเหมือนกันหมดและเดากันว่า เจโตปริยญานท่านชัดเจนแจ่มใส ผู้เขียนเองโดนเรื่องนี้มานับครั้งไม่ถ้วน ทั้งเรื่องสอนและเรื่องแก้สงสัย เมื่อเร็วๆ นี้เองมีความสงสัยว่า ปัญญาบารมี นี่เขาสั่ง สมกันอย่างไรไปอ่านดูในทศชาติ ท่านพระมโหสถ ท่านเกิดมาท่านก็ฉลาดเลย แล้วจะสั่งสมปัญญาบารมีกันอย่างไรเล่า ประเดี๋ยวเดียวเท่านั้นเอง เสียงเทศน์มาแล้ว “การทำสมาธิ คือการสั่งสมปัญญาบารมี”
    ผู้เขียนมีความเห็นว่า เรื่องแก้สงสัย ในใจลูกศิษย์นี้หลวงพ่อไม่ได้ใช้เจโตปริยญานขณะที่ท่านรับแขก ถ้ามัวแต่ใช้เจโตปริยญาณดูใจลูกศิษย์ทุกๆ คนก็ไม่ทันกิน หลวงพ่อนั้นท่านมีปฏิสัมภิทาญาณของพระอนุพุทธซึ่งครอบทั้งจักรวาลในขณะใดขณะหนึ่งก็ได้ นอกจากนี้ท่านยังมีผู้บอกบทอีกนับไม่ถ้วน ตั้งแต่พระพุทธเจ้าลงมา
    เพราะฉะนั้นเรื่องนัตถิปัญญาสมาอาภาแสงสว่างเสมอด้วยปัญญาไม่มีขององค์หลวงพ่อท่านสว่างทั้งโลกจริง เรื่องนี้จึงเป็นเรื่อง อาเทศนาปาฏิหาริย์และอนุสาสนีปาฎิหาริย์ อันอาศัยปฏิสัมภิทาญาณของหลวงพ่อและไม่ใช่เจโตปริยญาณ ถ้าใครอยากจะดูอา
    เทศนาปาฏิหาริย์ ก็ขอให้ตั้งใจดีๆ แล้วดูหลวงพ่อรับแขกเถิด จะเห็นได้ทุกๆ วัน
    ทีนี้ก็ขอเล่าเกร็ดต่างๆ อีกเล็กน้อยปิดท้ายเรื่องก็แล้วกันนะครับ…

    หลวงพ่อแจกพระ
    เวลาประมาณบ่ายสี่โมงเย็นของวันอาทิตย์วันหนึ่ง ปลายปี 2517 ขบวนลูกศิษย์ 8 คนได้เข้าไปกราบหลวงพ่อเพื่อจะกลับกรุงเทพฯ ที่กุฎิริมน้ำ หลวงพ่อท่านนั่งอยู่บนเก้าอี้พับ ท่านบอกให้ผู้เขียนหยิบพานพระเครื่องส่งให้ท่าน ตอนนั้นเพิ่งออกพรรษาใหม่ๆ และ หลวงพ่อทำพิธีพุทธาภิเษกรุ่นแรกของท่าน (เหรียญสีเงิน) และเหรียญหลวงปู่ปาน (เหรียญสีทอง) ตลอดทั้งพรรษาเสร็จใหม่ๆ ใครๆ จึงอยากได้เหรียญรุ่นนี้กันมาก พานพระเครื่องเป็นพานขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 8 นิ้ว ก้นตื้น ปากบาน
    ในพานมี เหรียญหลวงพ่อสีเงิน 15 เหรียญ และเหรียญหลวงปู่ปานสีทอง 3 เหรียญ หลวงพ่อเริ่มหยิบเหรียญทองและเหรียญเงินส่งให้ลูกศิษย์ตั้งแต่คนที่หนึ่ง คนที่อยู่หลังๆ ก็หน้าเสียเพราะทุกคนเห็นกันอย่างชัดเจนว่า เหรียญทองมีอยู่ 3 เหรียญเท่านั้น ผู้เขียนรับคนแรกแล้วก็นั่งรออยู่ข้าง ๆ ท่าน หลวงพ่อก็หยิบพระแจกเป็นคู่ เหรียญทองเหรียญเงินไปเรื่อยจนครบคน
    พอหมดคนท่านก็พูดว่า “หมดพอดี” ผู้เขียนก็กราบเรียนท่านว่า “หยิบได้พอดีอย่างนี้ มีหลวงพ่อหยิบได้องค์เดียวเท่านั้น” ทุกคนก็พูดกันใหญ่ว่าหลวงพ่อ หยิบได้อย่างไร แต่ท่านก็ได้หยิบให้ดูแล้ว ทั้ง 8 คนเห็นอย่างชัดเจน

    หลวงพ่อแตกฉานทุกภาษา
    ครั้งหนึ่งมีผู้เอาสีกระป่องหลายกระป๋องอยู่มาถวายท่าน ท่านก็ให้ช่างเอาไปทา ช่างก็ใช้ไม่เป็น ฉลากก็เป็นภาษาต่างประเทศ ไม่รู้จะทำอย่างไร ก็เข้าไปถามหลวงพ่อ หลวงพ่อท่านนั่งอยู่ในกุฎิริมน้ำองค์เดียว ท่านก็หยิบกระป๋องขึ้นมาอ่านฉลากข้างกระป๋อง
    แล้วก็บอกวิธีใช้ให้ช่าง พอผู้เขียนไปที่วัด น้าน้อยกานดา ก็รีบมาเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง
    อีกครั้งหนึ่งผู้เขียนตามท่านไปเชียงราย ไปพักอยู่ที่วัดเม็งราย หลวงพ่อท่านนอนอยู่บนกุฎิ ผู้เขียนก็นอนเฝ้าท่านอยู่ที่ใต้ถุน พอตกดึกก็ได้ยินเสียงหลวงพ่อเปิดวิทยุฟังภาษาต่างประเทศ ซึ่งผู้เขียนเองก็ไม่รู้ว่าเป็นภาษาพม่า ภาษาแม้ว หรือภาษาอะไร
    ท่านก็ฟังของท่าน พอผู้เขียนเล่าเรื่องนี้ให้หลวงพี่ที่ไปด้วยฟัง ท่านก็บอกว่า หลวงพ่อฟังบ่อยแต่จะไม่ทำให้ใครรู้
    ตอนไปที่ชิคาโก พวกเราไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์ฟิลด์มิวเซียม ก็มีเจ้าหน้าที่ที่รู้ภาษาอียิปต์โบราณมารับจ้างเขียนชื่อใครก็ได้เป็น ภาษาอียิปต์โบราณอยู่ในพิพิธภัณฑ์ ผู้เขียนก็เข้าไปจ้างให้เขาเขียนชื่อ “พระมหาวีระ ถาวโร” เขาก็เขียนมาให้ พอกลับมาถึงที่พัก ก็เอาไปถวายท่านแล้วกราบเรียนถามท่านว่า หลวงพ่อทราบไหมว่าอะไร ท่านบอกว่า “มันเขียนผิดนี่หว่า ชื่อข้าต้องมีตัว ……” แล้วท่านก็ทำท่าเขียนในอากาศให้ดู ผู้เขียนก็กราบเรียนถามท่านว่า ท่านทราบได้อย่างไร ท่านก็บอกว่า “ปุโรหิตเขามาบอก”
    ครั้งหนึ่งหลวงพ่อลงมาสอนกรรมฐานที่กรุงเทพฯ พอกลับไปถึงกุฎิที่วัด คนเลี้ยงแมวก็มารายงานว่า “พอหลวงพ่อไปกรุงเทพฯ แมวก็ไม่กินข้าว” หลวงพ่อก็ย้อนทันทีว่า “แกเรียกมันว่าอีใช่ไหมล่ะ” คนเลี้ยงแมวก็ถามว่า “หลวงพ่อรู้ได้ยังไง” ท่านตอบว่า “ก็มันฟ้องข้าอยู่นี่ไง”

    30624497_1443148172463588_3954799624094482432_n.jpg

    ที่มา คำสอนหลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง
     
  14. ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง

    ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2017
    โพสต์:
    3,913
    ค่าพลัง:
    +20
    1f64f.png สวัสดีปีใหม่ไทยค่ะ..ปีใหม่นี้มอบสิ่งดีๆเป็นของขวัญให้แก่ตัวเองกันนะคะ .มาๆร่วมบุญใหญ่นี้ด้วยกันค่ะ 1f607.png อัพเดตยอดล่าสุดวันนี้ 42,520 บาทค่ะ
    1f64f.png ขอเชิญทุกท่านร่วมบุญด้วยกันนะคะ
    1f607.png 1f607.png 1f607.png บุญใหญ่สำหรับปีนี้อีกงานหนึ่งที่ฝนรับมานะคะ..
    1f64f.png 1f64f.png 1f64f.png ขอเชิญญาติธรรมทุกท่านร่วมบุญเป็นเจ้าภาพผาติกรรม สมเด็จองค์ปฐมหน้าตัก4ศอกในซุ้มเรือนแก้วปิดทองคำแท้ประดับเพชรทั้งองค์ในงานกฐินของวัดท่าซุงปีนี้ (วันอาทิตย์ที่ ๒๘ ตุลาคม 2561) งบประมาณ 100,000 บาท(หนึ่งแสนบาทถ้วน)คณะของเราอยู่ลำดับที่52ค่ะ ในนาม”เพจคำสอนหลวงพ่อฤๅษีลิงดำวัดท่าซุง น้ำฝน บุญสิงห์พร้อมคณะญาติธรรม”..
    เปิดรับตั้งแต่วันนี้จนครบยอด100,000บาทค่ะ
    โอนร่วมบุญได้ที่ธ.กสิกรไทย011-1-98323-2(บัญชีนี้ไม่มีพร้อมเพย์ค่ะ)
    น้ำฝน บุญสิงห์
    1f343.png 1f33a.png 1f343.png การบอกบุญนี้เป็นความศรัทธาของฝนและคณะไม่เกี่ยวข้องกับวัดท่าซุงแต่อย่างใด

    30688398_1443910299054042_5082430106404651008_n.jpg
    30698656_1443910355720703_5766403858746048512_n.jpg
    30653145_1443910409054031_8413416856383127552_n.jpg

    ที่มา คำสอนหลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง
     
  15. ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง

    ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2017
    โพสต์:
    3,913
    ค่าพลัง:
    +20
    : เรื่องความหมายของคำว่า ” ผาติกรรม ” :

    ที่ภาษาพระเค้าเรียกว่า “ผาติกรรม” การทำผาติกรรม คือการนำของที่มีคนนำมาทำบุญแล้ว แล้วพระท่านได้นำออกมาให้คนอื่นๆ “เช่าหรือซื้อ” ในราคาถูกเพื่อทำบุญกุศลต่อ เพื่อความสะดวกสบายของท่านพุทธศาสนิกชน จะได้ไม่ต้องจัดเตรียมสิ่งของที่จะต้องนำมาทำบุญ เพราะทางวัดได้จัดเตรียมไว้ให้แล้ว การทำเช่นนี้เพื่อให้เกิดประโยชน์หลายอย่าง เพราะอย่างน้อยของทำบุญก็ไม่ล้นวัด เพราะปริมาณของคนทำบุญมากกว่าคนใช้

    สมมุติว่า…มีคนถวายสังฆทาน ๑,๐๐๐ คน จะมีถังสังฆทาน ๑,๐๐๐ ใบ ย่อมเป็นภาระของวัดและพระที่ต้องหาที่เก็บ
    ในขณะที่พระในวัดก็มีใช้เกินพอ เกินความจำเป็น
    แต่ทางวัดยังมี โบสถ์ วิหาร ศาลา เสนาสนะ หรืออย่างอื่นที่ต้องปรับปรุงแก้ไขพัฒนาให้ดียิ่งๆ ขึ้นไปอีก

    แต่ไม่มีทรัพย์ที่จะปรับปรุงพัฒนา จึงให้มีการ “ผาติกรรม” เพื่อที่จะทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด ที่วัดท่าซุง , บ้านสายลม หรือตามสาขาของวัดท่าซุงทั้งหมดทั้งหลายนั้น จึงจัดให้มีการ “ผาติกรรม” องค์พระพุทธรูป และ ชุดสังฆทาน ตลอดมา และเชื่อว่า หากทำไม่ได้หรือเป็นวิธีการที่ผิด หลวงพ่อฤาษีท่านคงห้าม ! ทำแล้วหล่ะครับ ส่วนที่เกรงว่าผู้ที่ได้รับจะได้รับไม่เต็มที่นั้น ลองมาอ่านโอวาทธรรมขององค์หลวงพ่อท่านดูครับ…

    : สังฆทานเวียนหรือการผาติกรรมสังฆทานมีอานิสงส์ไหม…? :
    โดยหลวงพ่อฤาษี วัดท่าซุง

    ผู้ถาม : “ทีนี้ก็มีคนสงสัยเรื่องสังฆทานครับ ถามว่าสังฆทานที่มาถวายหลวงพ่อ แล้วก็ผาติกรรมไป แล้วก็กลับมาถวายหลวงพ่ออีกครั้งหนึ่ง อานิสงส์จะสมบูรณ์หรือไม่อย่างไรครับ …?”

    หลวงพ่อ : “เท่ากันแหละ เขาเอาแบงค์มาถวายก็เป็นสังฆทาน ถ้าอยากจะมีของไปรับเอามาก็เท่ากัน”

    ผู้ถาม : “ซื้อมาเองกับผาติกรรมหน่ะครับ…?”

    หลวงพ่อ : “แต่อย่าลืมว่าสตางค์ของใคร นั่นเป็นสัญลักษณ์เป็นนิมิตออกมา มีของสักหน่อยใจมันก็สบายกว่าไม่มีของใช่ไหม ถ้าเจตนาให้เงินมันเป็นอะไรมันก็เป็นตามนั้น และก็ตั้งใจเฉยๆ เกรงว่าไม่เป็นไปตามนั้นให้มันมีของตั้งอยู่ ถ้าต้องการจีวรต้องการพระพุทธรูป ก็เป็นนิมิตจับ..

    …อย่า ! ลืมว่าอานิสงส์ของสังฆทาน อะไรๆก็ต้องไปดาวดึงส์เป็นอย่างน้อย สังฆทาน กับวิหารทาน จุดแรกต่ำสุด คือดาวดึงส์ หลังจากนั้นจะไปเลวกว่านั้นก็ตามใจ แต่อย่าลืมนะดาวดึงส์นี่เข้ายาก ไม่ใช่เข้าง่ายๆเลย นอกจากทำบุญขั้นสังฆทานและวิหารทานแล้ว ถ้าเป็นบุญเล็กน้อย ก็ต้องเป็นการทำบุญตัดชีวิต”

    ถวายสังฆทาน ควรมีพระพุทธรูป ผ้าไตรจีวร และอาหาร เพราะ

    ผู้ถาม : ” ดิฉันเคยอ่านเจอในหนังสือที่หลวงพ่อเขียนบอกว่าการถวายสังฆทาน ควรมีพระพุทธรูป ผ้าไตรจีวร และอาหารอันนี้จำเป็นจะต้องมีครบตามนี้ไหมคะ ?”

    หลวงพ่อ : “ความจริง เราไม่ทำถึงขนาดนี้ก็ได้การถวายสังฆทานในที่บางแห่งใช้เครื่อง ๕ เครื่อง ๘ นี่เป็นการสร้างขึ้นเรามีข้าวเพียงช้อนหนึ่ง แกงเพียงช้อนหนึ่ง น้ำเพียงช้อนหนึ่ง แล้วถวายไปบอกว่าเป็นสังฆทาน เพียงเท่านี้ก็ใช้ได้
    แต่ว่าที่เขียนไว้ในหนังสือว่าควรทำแบบนี้เพราะว่าผีกี่ร้อยกี่พันรายก็ตาม มาขอกันแบบนี้เรื่อยคือขอเหมือนกับที่ฉันแนะนำเขา ก็ทำตามที่ผีเขาขอนะ เลยถามเขาว่า “ผลจะได้แก่พวกเอ็งเป็นยังไง ?” เขาบอกว่า…

    ๑.ถวายพระพุทธรูปเป็นของสงฆ์ อานิสงส์ก็คือ ถ้าเป็นเทวดาจะมีรัศมีกายสว่างไสวมากเพราะว่าเทวดาหรือพรหม เขาไม่ดูกันที่เครื่องแต่งตัว เขาดูแสงสว่างจากกาย

    ๒.ผ้าไตรจีวร หรือผ้าสักผืนหนึ่งเขาจะได้เครื่องประดับอันเป็นทิพย์ เครื่องแต่งตัวทิพย์

    ๓.อาหารหรือของกิน จะทำให้มีร่างกายเป็นทิพย์”

    ผู้ถาม : “ทีนี้ถ้าหากว่า ท่านทั้งหลายเหล่านั้นจุติจากเทวโลกก็ดี พรหมโลกก็ดี มาเกิดเป็นมนุษย์ อานิสงส์เหล่านี้จะติดตามมาอีกไหมครับ ? ”

    หลวงพ่อ : อานิสงส์ตามมาคือ

    ๑. จะมีรูปร่างหน้าตาสวย เพราะอานิสงส์ถวายพระพุทธรูปแล้วก็มีปัญญาทรงตัวนี่อำนาจ พุทธานุภาพนะ

    ๒.เครื่องประดับเครื่องแต่งตัวดี และไม่อดอยาก เพราะอาศัยทาน ตัวอย่าง นางวิสาขาเป็นคนสวยงามมาก เพราะในชาติก่อนได้เคยซ่อมแซมพระพุทธรูปและปลูกโรงทำหลังคาคลุมพระพุทธรูป จึงเป็นปัจจัยทำให้ได้เบญจกัลยาณี คือมีความงาม ๕ ประการ

    และนางวิสาขาก็เป็นคนรวยมาก มีเครื่องลดามหาปสาธน์ราคา ๑๖ โกฏิ เป็นเครื่องประดับเพราะอานิสงส์เคยถวายผ้าไตรจีวรไว้ในพระพุทธศาสนาทั้งนี้ด้วยอำนาจบุญบารมีที่ท่านได้บำเพ็ญแล้วด้วยดี จึงเป็นปัจจัยให้นางวิสาขาเป็นทั้งคนสวย คนรวย และเป็นคนมีปัญญามาก ได้เป็นพระโสดาบันตั้งแต่อายุ ๗ขวบ

    หลวงพ่อพระราชพรหมยาน
    วัดจันทาราม (ท่าซุง) อุทัยธานี
    ———————————–
    ที่มาจาก…หนังสือหลวงพ่อตอบปัญหาธรรม ฉบับพิเศษ
    เล่ม ๑ หน้า ๒๘-๓๑
    โดย…หลวงพ่อพระราชพรหมยาน .วัดจันทาราม(ท่าซุง)
    ต.น้ำซึม อ.เมือง จ.อุทัยธานี
    จัดพิมพ์โดย..เจ้าหน้าที่ธัมมวิโมกข์ วัดท่าซุง..

    ที่มา คำสอนหลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง

    30656414_1443919215719817_2208743964838723584_o.jpg

    ที่มา คำสอนหลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง
     
  16. ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง

    ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2017
    โพสต์:
    3,913
    ค่าพลัง:
    +20
  17. ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง

    ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2017
    โพสต์:
    3,913
    ค่าพลัง:
    +20
  18. ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง

    ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2017
    โพสต์:
    3,913
    ค่าพลัง:
    +20
  19. ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง

    ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2017
    โพสต์:
    3,913
    ค่าพลัง:
    +20
  20. ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง

    ศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 กันยายน 2017
    โพสต์:
    3,913
    ค่าพลัง:
    +20
    ฮึ้บๆจะถึงครึ่งทางแล้วค่ะ..มาร่วมบุญใหญ่นี้ด้วยกันนะคะ..
    อัพเดตยอดล่าสุดวันนี้43,250 บาทค่ะ
    1f64f.png สวัสดีปีใหม่ไทยค่ะ..ปีใหม่นี้มอบสิ่งดีๆเป็นของขวัญให้แก่ตัวเองกันนะคะ
    1f33a.png 1f33a.png 1f33a.png 1f33a.png 1f33a.png 1f33a.png 1f33a.png 1f33a.png 1f33a.png 1f33a.png 1f33a.png 1f33a.png 1f33a.png 1f33a.png 1f33a.png 1f33a.png
    1f64f.png 1f64f.png 1f64f.png ขอเชิญญาติธรรมทุกท่านร่วมบุญเป็นเจ้าภาพผาติกรรม สมเด็จองค์ปฐมหน้าตัก4ศอกในซุ้มเรือนแก้วปิดทองคำแท้ประดับเพชรทั้งองค์ในงานกฐินของวัดท่าซุงปีนี้ (วันอาทิตย์ที่ ๒๘ ตุลาคม 2561) งบประมาณ 100,000 บาท(หนึ่งแสนบาทถ้วน)คณะของเราอยู่ลำดับที่52ค่ะ ในนาม”เพจคำสอนหลวงพ่อฤๅษีลิงดำวัดท่าซุง น้ำฝน บุญสิงห์พร้อมคณะญาติธรรม”..
    เปิดรับตั้งแต่วันนี้จนครบยอด100,000บาทค่ะ
    โอนร่วมบุญได้ที่ธ.กสิกรไทย011-1-98323-2(บัญชีนี้ไม่มีพร้อมเพย์ค่ะ)
    น้ำฝน บุญสิงห์
    1f343.png 1f33a.png 1f343.png การบอกบุญนี้เป็นความศรัทธาของฝนและคณะไม่เกี่ยวข้องกับวัดท่าซุงแต่อย่างใด

    30715923_1447231228721949_5371875378480545792_n.jpg
    30725364_1447231255388613_7132837078219358208_n.jpg
    30706227_1447231288721943_5776718149692948480_n.jpg

    ที่มา คำสอนหลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...