เรื่องเด่น เรื่องการถอดจิต

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย Wisdom, 23 สิงหาคม 2005.

  1. Wisdom

    Wisdom ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กรกฎาคม 2005
    โพสต์:
    1,679
    กระทู้เรื่องเด่น:
    9
    ค่าพลัง:
    +26,496
    OBE1.jpg


    คำถาม
    : อยากรู้เรื่องการถอดจิตน่ะครับ....จะฝึกอย่างไร ? และมีอันตรายหรือเปล่าครับ ?
    คำตอบ : ถามสั้นๆ.....แต่ผมชอบตอบยาวๆ
    1.การ "ถอดจิต" นั้น จริงๆใครก็ทำได้.....ถ้ามีการฝึกที่ดี เพราะตามปรกติจิตกับกายก็เป็นคนละส่วนกัน แต่มาอยู่ด้วยกัน เมื่อมีการฝึก...จิตก็จะแยกจากกายได้
    2.การ "ถอดจิต" ทำได้ 3 วิธี (เท่าที่นึกได้)
    - เกิดจากการฝึกสมาธิ ซึ่งไม่ได้จำกัดว่าสมาธิระดับไน จะได้ฌาณระดับไหน...อย่าไปใส่ใจเลย เมื่อเป็นสมาธิ และสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวย (เช่น...ความเงียบ สถานที่ที่มีพลังงานมาก เช่น ตามวัด หรือหน้าพระพุทธรูปที่ศักดิ์สิทธิ์ ฯลฯ) จิตก็พร้อมจะถอดเอง สำคัญอยู่ว่า เวลาที่ทำสมาธิ อย่านึกว่าจะ "ถอดจิต" เพราะความยากเป็นกิเลส ไม่สามารถทำได้ แต่วิธีที่ดีที่สุดก็คือ อธิษฐานก่อนทำสมาธิ แล้วทำไปเรื่อยๆ โดยไม่ต้องสนใจคำอธิษฐาน เมื่อถึงเวลาที่จิตสงบ..จิตกับกายจะแยกออกจากกันเองโดยอัตโนมัติ
    - เกิดจากผู้ที่ปฏิบัติสมาธิ วิปัสสนา กรรมฐาน มานาน มีพลังงานมากและเคยถอดจิตได้ เป็นผู้ "ดึง" กายทิพย์ของคนอื่นหรือลูกศิษย์ออกไป เพื่อเป็นการศึกษา ปัจจุบันนี้มีคนทำได้อยู่ แต่ท่านมักไม่ทำให้ใคร นอกจากจำเป็น
    - เกิดจากภาวะอัตโนมัติ คือออกไปเองโดยไม่ได้กำหนดว่าจะ "ถอดจิต"
    3.การถอดจิตกับการส่งจิตไปนั้น คนละอย่าง...แต่คล้ายกัน การที่ไปเห็นโน่นเห็นนี้ หรือเดินทางไปที่โน่นที่นี่นั้น บางทีก็ไม่ใช่การ "ถอดจิต" แต่เป็นการส่งจิตไปเท่านั้น (คือกายทิพย์ไม่ได้ออกไปจริงๆ เพียงแต่คิดเท่านั้นเอง แบบนี้สังเกตง่ายว่า มักจะเห็นในที่ที่เคยไปหรือเห็นในที่ที่เคยได้ยินได้ฟังได้อ่านมาเท่านั้น) ส่วนการ "ถอดจิต" หรือ "ถอดกายทิพย์" นั้น มักจะไปในที่ที่ไม่เคยไป ไม่ได้เคยได้ยินได้ฟังเกี่ยวกับสถานที่ที่ไปมาก่อน และที่สังเกตได้ง่ายก็คือ "เมื่อถอดกายทิพย์ได้แล้ว ต้องมองเห็นร่างของตัวเองด้วยทุกครั้ง"
    4.การถอดจิตมีผลดีคือ
    -ได้รู้สภาวะของจิต เป็นการยืนยันสนับสนุนว่าจิตกับกายเป็นคนละส่วนกัน แต่อยู่ร่วมกัน
    -ได้รู้ได้เห็นได้สัมผัสในโลกที่เราไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า
    -ได้รู้เรื่องราวของชาติที่แล้ว ชาติหน้า เพื่อผลในการเชื่อเรื่อง " กฎแห่งกรรม"
    -ใช้เวลาได้รับทุกขเวทนา เช่น เจ็บปวดมากๆเวลาไม่สบาย หรือเป็นโรครุนแรง ก็ถอดจิตไป เพื่อจะไม่ต้องรับความทุกข์นั้น
    -เมื่อก่อนเวลาที่จะตาย สามารถถอดกายทิพย์ไปยังภพภูมิที่ดีก่อน ( สวรรค์) โดยไม่ต้องรอคำตัดสิน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ต้องมารับกรรมชั่วที่เคยทำ แต่สามารถเลือกไปยังภพภูมิที่ดีก่อน เมื่อหมดบุญ...ก็ตกนรกได้ เพราะถึงจะถอดจิตถอดกายทิพย์ได้ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะหนีกรรมได้
    5.การถอดจิตมีผลเสียคือ
    -สร้างความงมงายให้เกิดขึ้นในจิต เช่น ไปพบสิ่งที่ดีๆที่สวยงาม ก็จะยึดติด ทำให้ลุ่มหลงงมงาย จิตไม่ได้รับการพัฒนา
    -เวลาที่ถอดจิตนั้น ร่างกายจะว่างเปล่า (แต่ยังคงทำงานอยู่) เพราะฉะนั้นพลังงานอื่นก็สามารถเข้ามาครอบครองร่างกายที่ว่างเปล่านั้นได้ เมื่อจิตที่ถอดออกไปแล้วจะเข้ามา ก็เข้ามาไม่ได้ เพราะร่างกายมีจิตคนอื่นครอบครองอยู่แล้ว การไล่ออกเป็นเรื่องยาก
    -ร่างที่จิตได้ถูกถอดออกไปแล้ว จะต้องคงอยู่ในลักษณะเดิม ไม่สามารถเคลื่อนย้ายหรือเปลี่ยนอริยาบถได้แม้แต่เสี้ยวขององศา มิฉะนั้นจิตจะไม่สามารถเข้าได้ เพราะออกไปอย่างไร ก็ต้องเข้ามาในลักษณะนั้น อย่างเดิมๆ
    -ถ้าไปพบเห็นสิ่งที่ไม่ดี เช่น ไปพบคนรักของตัวเองมีคนอื่นอยู่ หรือไปพบภาพที่ทำให้ไม่สบายใจ (เพราะปรกติไม่เคยเจอภาพแบบนี้) ก็จะทำให้จิตใจห่อเหี่ยว หรือเสียใจ หรือคิดมาก บางรายอาจเป็นบ้าไปเลย
    -ในขณะที่จิตออกไปนั้น จิตจะมีค่าเท่ากับพลังงานอย่างหนึ่ง ถ้าไปเจอพลังงานที่มีอำนาจมากกว่า ก็จะถูกดูดหรือควบคุมได้ โอกาสที่จะกลับเข้าร่างได้นั้น....มีน้อยมาก
    -ยังมีอีกหลายข้อ แต่เหนื่อยแล้ว ว่างๆค่อยมาบอกใหม่
    6.ก่อนที่จะทำการฝึกถอดจิตนั้น ตั้งคำถามถามตัวเองก่อนว่า "อยากถอดจิตถอดกายทิพย์" ไปเพื่อประโยชน์อะไร ? ถ้ายังหาคำตอบไม่ได้ ก็อย่าเพิ่งฝึกเลย เพราะไม่ชำนาญจริง...มีอันตรายมากกว่า...จริงๆ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดยผู้ดูแล: 24 กุมภาพันธ์ 2019
  2. Wisdom

    Wisdom ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กรกฎาคม 2005
    โพสต์:
    1,679
    กระทู้เรื่องเด่น:
    9
    ค่าพลัง:
    +26,496
    "ผมมีความรู้สึกเสียว(คล้ายมีอะไรบางอย่างกำลังหมุนเข้าไป) บริเวณกลางหน้าผาก เหนือหว่างคิ้วเล็กน้อย เกิดขึ้นเองเมื่อ ๓ ปีที่แล้ว บางครั้งเสียวมากจนต้องเอามือแตะให้หายไป (ก่อนหน้าผมเป็นคนมีลางสังหรณืดี รู้อนาคตใกล้ ๆ หรือปัจจุบันที่มองไม่เห็นค่อนข้างแม่นยำมาก ๙๙เปอร์เซ็นต์ทีเดียว เป็นมา เกือบ ๘ ปี แต่แปลไม่ค่อยออกเอง)"

    ...ทางสหจะโยคะ จะเรียกว่า อตีตังสังญาณ ปรจิตวิทยา อนาตังสังคญาณ จุดที่อยู่กึ่งกลางระหว่างคิ้ว เมื่อเพ่งจิตที่ละเอียด มั่งคงเข้าไป จะเข้าไปรวมเป็นเอกภาพเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับเอกภพ หรือที่เรียกว่า อาตมัน ในทางพุทธศาสนาจะอยู่ในระดับ ณานที่ 4 จตุตถณาน จุดนั้นจะคมชัดสมบูรณ์แบบและแปลออก100% จะเป็นสภาวะที่สมบูรณ์แบบเนื่องจากจิตและเจตสิก มี อุเบกขาและเอกคตาจิตและเจตสิกที่เป็นองค์ประกอบของ ณานที่ 4 เป็นอารมณ์
    แต่ถ้าณานที่ต่ำกว่า เช่น ณานที่ 1 ณ.จุดนั้น จิตและเจตสิกจะมีองค์ประกอบ 16 ดวง
    ได้แก่ วิตกวิจาร(1) ปีติ(2) สุข(3) อุกเบกขา(4) เอกคตาจิต(5) .....มนสิการ(16) (ที่เหลือผมจำไม่ค่อยจะได้นะครับ) มันจะไม่ชัดเพราะยังมีเจตสิก วิตกวิจาร ปีตี สุข ที่ยังไม่ดับ ไม่สามารถยกจักระเจตนาได้ เนื่องจากเจตสิกยังไม่ดับไปตามธรรมชาติ

    หากจะกล่าวถึง สหจะโยคะ, เต๋า(หยิน-หยาง), พลังจักรวาล คือสิ่งเดียวกันจุดสูงสุดของสิ่งเหล่านี้คือ ณานที่ 4 ของทางพุทธศาสนา กล่าวคือยังไม่หลุดพ้นจากทุกข์ จิตยังติดอยู่ในสมมุติของภูมิทั้ง 3 ข้องเกี่ยวกับ รูปภูมิ ซึ่งจะวนเวียนของเจตสิก(องค์ประกอบของจิต)เป็นวงกลม อย่างนี้นะครับ
    ---> กามภูมิ ---> รูปภูมิ(ณาน1-ณาน4) ----> อรูปภูมิ(อรูปภูมิ) -->
    |________________________________________________l
    สหจะโยคะ,เต๋าหรือการเดินพลังของจีนหรือปราณ จากจุดลบ(กุณฑาลิณี,จุดปลายไขกระดูกสันหลัง,หยิน) จนมาถึงจุดบวก(สหัสสราล,หยาง,จุดกึ่งกลางบนกระหม่อม) ผู้นั้นก็จะบรรลุถึงจุดสูงสุดเข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับเอกภพพลังจิตบุคคลนั้นก็จะบรรลุ อตีตังสังญาณ ปรจิตวิทยา อนาตังสังคญาณ จะเกิดมาสมบูรณ์แบบแต่ก็ยังข้องเกี่ยวอยู่ในรูปภูมิ ณ.จุด ณานที่4 จตุตถณานไม่พ้นทุกข์ไปได้

    ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ก็เพียงนัยยะว่า ในสมัยโบราณ ณ.ที่ต่างๆในโลก ก่อนหน้าพุทธกาลจนมาถึง ณ.ปัจจุบันนี้ มีการค้นหา แสวงหาทางจิตวิญญาณได้ถึงขั้นสูงสุดอยู่ตรงนั้น คือ ยังติดอยู่ในรูปภูมิหรืออรูปภูมิไม่อาจจะหลุดพ้นทุกข์ได้ แต่พุทธศาสนาเรา สิ่งที่พระพุทธองค์ค้นพบคือสิ่งที่พ้นไปจากสมมุติของ 3 ภูมินั้น สามารถปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์ได้จริงน่ะครับ



    "อ่านหนังสือของคุณ แสง อรุณกุศล, ท่านปยุตฺโต, ของธรรมสภา และของท่านอื่นๆ เริ่มหัดนั่งสมาธิ จนสามารถเรียกความรู้สึกเสียวดังกล่าวให้เกิดขึ้นได้ทันทีทุกขณะตลอดเวลา เพื่อใช้ในการทำสมาธิเอาไว้เพ่ง แต่ทำให้หายไปไม่ได้ดังใจ "

    หนังสือของคุณ แสง อรุณกุศล จะเป็นการฝึกถอดจิต โดยเพ่งไปที่จุดกึ่งกลางระหว่างคิ้ว แล้วจะมารู้สึกที่จุดท้ายทอยจะรู้สึกตึงเสียวเป็นเส้นระหว่างจุดทั้ง2 ลักษณะคล้ายโก่งคันศรธนู เพื่อให้จิตเด้งหลุดออกไปตรงระหว่างคิ้ว .... ตรงนี้อันตรายมากนะครับ!! ถ้าผู้ฝึกไม่มีจริตหรือเคยคุ้นเคยกันกับการทำลักษณะแบบนี้มาก่อน ขอให้พิจารณาตรงนี้ให้ดีนะครับ มันเป็นความสามารถและจริตอุปนิสัยส่วนตัวของผู้เขียนเล่มนั้นที่ถนัดในทางด้านนี้

    สุดท้าย
    ... ผมคาดว่าคุณ rattanaPY มีสมาธิจิตที่ละเอียด ประณีต และมั่นคงคนนึงนะครับ และคงคุ้นเคยถูกจริตกับการกำหนดจิตที่ตรงระหว่างคิ้วมาก่อน ตรงนั้นมันจะทำให้เข้าสมาธิจิตได้เร็วกว่าปกติ การเจริญสติปัฏฐาน4ให้ยิ่งๆขึ้นผมคิดว่าดีนะครับ หรือน่าจะทำร่วมกันกับอานาปานสติสมาธิ สลับมารู้สึกลมหายใจที่จมูก สลับมามีสติอยู่กับลมหายใจอานาปานสติน่าจะดีนะครับ เจริญสมถะและวิปัสสนาควบคู่กันไป

    อานาปานสติจะมีอยู่ 2 ช่วงที่จุดโดดเด่น
    ก. มีสติระลึกรู้ที่ลมหายใจ ช่วงนี้รูป(กายสังขาร-ลมหายใจ)จะปรากฏโดดเด่นกว่านาม(เจตสิก หรือเวทนา จิต ธรรม) ณ. จุดเริ่มต้นถึง ณานที่ 1
    ข. มีสติระลึกรู้อาการเจตสิก(อาการองค์ประกอบของจิต) ช่วงนี้นาม(เจตสิก) คือ เวทนา จิต ธรรม จะปรากฏโดดเด่นชัดเจนกว่ารูป(กายสังขาร-ลมหายใจ) ณ. จุด ณานที่ 2-ณานที่ 4
    ...หรือการเจริญสติก็ให้เป็นปัจจุบันขณะเสมอ เท่ากับเวลาโลกเป็นธรรมชาติ ก็จะดีนะครับ
    แต่ถ้ามีเจตจำนงค์ให้ช้าลง หรือ เร็วกว่าปกติ ก็จะมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นกับอากัปกริยาของตัวเราเอง อันนี้จะไม่ถูกนะครับ ถ้ากล่าวถึงตรงนี้คงจะยาวไปอีก

    สุดท้ายนี้ขอแสดงความยินดีอนุโมทนากับการบรรพชาของคุณ rattanaPY ด้วยนะครับ แม้ว่าน้อยเดือนก็ได้สามารถกล่าวได้ว่าได้ช่วยกันสืบทอดพระพุทธศาสนาให้ยืนยาวกันตามกำลังสมควร เมื่อน้อมใจไปนึกถึงตอนที่บวชเป็นพระใหม่ในโบสถ์ ณ.เวลานั้นก็จะทำให้มีจิตที่เป็นสมาธิเร็วเป็นกำลังใจได้ดีนะครับ
    ถ้าเป็นไปได้คุณลองหาหนังสือ วิมุตติธรรม ของท่าน ปิยทัสสี ภิกขุ สำนักพิมพ์ ธรรมสภา อ่านศึกษาดูนะครับ ที่เกิดขึ้นที่คุณเล่ามาทั้งหมดจะอยู่ในนั้นด้วย จะหายสงสัย ผู้ปฏิบัติหลายท่านมาถึงจุดใด จุดหนึ่ง ก็จะเจอผ่านสิ่งเหล่านั้นไปเหมือนคุณนะครับ ไม่มากก็น้อย
    ขอเจริญในธรรมนะครับ
     
  3. Wisdom

    Wisdom ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กรกฎาคม 2005
    โพสต์:
    1,679
    กระทู้เรื่องเด่น:
    9
    ค่าพลัง:
    +26,496
  4. Wisdom

    Wisdom ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กรกฎาคม 2005
    โพสต์:
    1,679
    กระทู้เรื่องเด่น:
    9
    ค่าพลัง:
    +26,496
    จากเว็บ http://www.konmeungbua.com/webboard/aspboard_Question.asp?GID=30

    .....
    เข้าเรื่อง "สำหรับผู้ที่มีอาการเสียวที่หน้าผาก ,หว่างคิ้วบ้าง หรือ ที่ด้านบนหัว " ผู้ปฏิบัติที่มีอาการดังต่อไปนี้ระหว่างการปฏิบัติสมาธิ
    1.มีการอาการเสียวที่หน้าผาก
    2.มีการอาการเสียวระหว่างคิ้ว
    3.มีการอาการเสียวกลางศีรษะ
    4.และอาการใดๆก็ตามที่มีผลต่อประสาท ต่อความรู้สึกโดยตรง
    ***หากผู้ปฏิบัติสมาธิ เอาจิตไปจับที่จุดนั้นอาการจะยิ่งที่มากขึ้นมากขึ้น***

    อาการนี้สามารถเกิดได้ทุกส่วนของร่างกาย แต่หลักๆที่ผู้ปฏิบัติสมาธิมีความจำเป็นต้องใช้ มี 2 ที่ คือ 1. การอาการเสียวระหว่างคิ้ว 2. การเพ่งจุดตรงด้านบนลูกกระเดือก
    ส่วนอาการอื่นอย่างไปสนใจดีที่สุด(ผมเห็นว่าไม่สำคัญสำหรับผู้ปฏิบัติสมาธิ เลยไม่พิมพ์ครับ)

    เนื่องจากมีผู้มีอาการแบบนี้เป็นจำนวนมากทำให้เกิดการปฏิบัติถูกบ้างผิดบ้าง ทำให้การปฏิบัติไปกันคนละทาง และผู้ปฏิบัติส่วนมากก็ไม่ทราบว่าที่ตนปฏิบัติไปนั้น ถูกหรือผิดประการใด
    จึงมีผู้ปฏิบัติหลายคนที่เอาจิตไปจับที่จุดนั้นเพราะคิดว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ยิ่งมีอาการมากๆขึ้นยิ่งเข้าใจว่าตัวเองนั้นทำถูกต้องแล้ว แต่ผลที่ได้กลับเป็นในทางกลับกับคือ ผิด หลักการปฏิบัติสมาธิที่พระพุทธเจ้าท่านสอนครับ
    (สังเกตสมาธิ 40 แบบ ที่พระพุทธเจ้าท่านสอนไม่มีแบบใดที่ เพ่งจุดที่ร่างกายเลย)

    แล้วอาการแบบนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร
    อาการแบบนี้เกิดจากผู้ปฏิบัติสมาธิ เคยปฏิบัติสมาธิมาก่อนเมื่อชาติที่แล้วมีอาจารย์ที่ฝึกสมาธิเป็นผู้แนะนำดี โดยให้ผู้ปฏิบัติโดยการเอาจิตเพ่งไปที่ระหว่างคิ้วบ้าง , เอาจิตเพ่งไปที่กลางศรีษะบ้าง
    การที่เอาจิตเพ่งไปตามจุดต่างๆ ในร่างกาย เพื่อจะมีผลกับประสาทความรู้สึกของผู้ปฏิบัติบางอย่าง ซึ่งแต่ละจุดที่เพ่งไปนั้นจะไปบังคับประสาทแต่ละส่วนที่ไม่เหมือนกัน ทำให้ผลของการเพ่งแต่ละจุดในร่างการแตกต่างกันออกไปด้วย
    จากความเคยชินของจิตในชาติก่อนที่คุณเคยฝึกทำให้เวลาปฏิบัติสมาธิ พอจิตเป็นสมาธิขึ้นมาความรู้สึกมีอาการเสียวที่หน้าผาก ,หว่างคิ้วบ้าง หรือ ที่ด้านบนหัว พอเกิดอาการขึ้นหลายคนไม่ทราบ เลยเอาจุดที่เกิดความเสียวนั้นเพ่งเป็นสมาธิอีกซึ่งเป็นสิ่งที่ ผิด

    การเพ่งจุดระหว่างคิ้ว
    ทำให้เกิดอาการเสียวระหว่างคิ้วเป็นการกระตุ้นประสาททำให้หายง่วง เพราะความง่วงถือเป็นนิวรณ์อย่างหนึ่ง ถ้ามีความง่วงอยู่จะไม่สามารถเข้าณานได้เลยครับ ถ้าเข้าณานได้ความง่วงหายเลย

    การเพ่งจุดตรงด้านบนลูกกระเดือก
    ผู้ที่ทรงณานอยู่จะไม่เกิดความง่วงหายเลย ผู้ที่ทรงณานเวลาจะนอนก็ต้อง เพ่งจุดตรงด้านบนลูกกระเดือก จะไม่ทันเสียวครับ หลับก่อน
    ( เวลาผมนอนบ้างครั้งก็ใช้ เพ่งจุดตรงด้านบนลูกกระเดือก หรือ อรูปณานครับ หลับเลย )

    ยังมีการเพ่งจุดอื่นๆในร่างกายอีกแต่ผมเห็นว่ายังไม่เหมาะที่จะบอกตอนนี้ ครับผมเองก็ใช้ 2 อย่างที่บอกเป็นหลักครับ

    คนที่ปฏิบัติผิดทำอย่างไร
    ตัวอย่าง มีคนที่เพ่งจุดระหว่างคิ้ว มีผลทำให้ไปกระตุกเส้นประสาทในร่างกายโดยผ่านทางท้ายทอย บางคนเพ่นจนถึงฌานที่ 4 แล้วตนเองก็หมดความรู้สึกไป ( เพราะฌานที่4 ความรู้สึกที่ร่างกายหมดจะไป)
    และมีผู้ปฏิบัติบางคน สามารถออกจากร่างได้เลยเมื่อถึงฌานที่4 ( ออกได้เพราะเกิดจากชาติก่อนที่เคยออกจากร่างได้ ถ้าใครที่พึ่งเริ่มแล้วทำแบบนี้เมื่อถึงฌาน4 แล้วก็ยังไม่สามารถออกจากร่างได้ครับ)
    การปฏิบัติแบบนี้เป็นการ เอาจิตไปบังคับประสาทจนจิตสามารถเข้าถึงฌานที่4 ได้ ถือว่าเป็นการปฏิบัติที่ "ผิด"
    มีหนังสือที่สอนให้ถอดจิตแบบนั้นคือ เพ่งระหว่างคิ้วนี้ชื่อ " สมาธิ ถอดจิต แนวทางสมเด็จโต โดย แสง อรุณ.... "
    (สังเกตสมาธิ 40 แบบ ที่พระพุทธเจ้าท่านสอนไม่มีแบบใดที่ เพ่งจุดที่ร่างกายเลย)
    การออกจากร่างตัวเองนั้นสามารถออกไป 3 แบบคือ
    1.. มโนมยิทธิแบบครึ่งกำลัง
    2. มโนมยิทธิแบบเต็มกำลัง
    3. ออกแบบอภิญญา

    อาการทั้งหมดที่ผมพิมพ์มานี้ อาจเกิดกับคนๆเดียวก็ได้ และอาการที่เกิดระหว่างอาการ ปฏิบัติ จะมีมากกว่านี้อีกขึ้นอยู่กับว่าใครจะเจอเท่านั้นเอง และหากเป็นอาการนอกเนื่องจากที่ผมพิมพ์ อย่าไปสนใจดีที่สุดครับ มีหลายอย่างที่ไม่ได้พิมพ์บอก
     
  5. mini

    mini Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 สิงหาคม 2005
    โพสต์:
    7
    ค่าพลัง:
    +34
    การถอดจิต กับการเปิดจิต คล้ายกันรึป่าวค่ะ
     
  6. tuntayapisailsoot

    tuntayapisailsoot สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 เมษายน 2005
    โพสต์:
    9
    ค่าพลัง:
    +14
    พระพุทธองค์ทรงสอนให้ดูที่จิตอย่ารับรู้อารมณ์ทั้งหลายอย่าสอดสายจิตไปทั่วเจริญสมาธิจิตให้ละสิ้นทุกสิ่งที่เป็น โลภะ โทสะ โมหะ ทั้งหลาย พระพุทธองค์ไม่ทรงสอนให้ถอดจิตออกไปดูโน้นดูนี่ เพราะมันไม่เป็นทางไปสู่พระนิพพาน ฉะนั้นในกรรมฐาน ๔๐ กองจึงไม่ได้ทรงสอนให้ถอดจิตแต่ให้ดูจิต
     
  7. ผู้เดินทาง

    ผู้เดินทาง เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 มิถุนายน 2005
    โพสต์:
    203
    ค่าพลัง:
    +407
    ได้รับความรู้เพิ่มเติมดีทีเดียวครับคุณ Nikolaas
     
  8. KomAon11

    KomAon11 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 ตุลาคม 2004
    โพสต์:
    4,812
    ค่าพลัง:
    +18,969
    การถอดจิตออกไปได้ เป็นกำลังของฌาน 4(ไม่ว่าจะฌาน 4 แบบ อ่อนๆ ก็ออกได้ ถ้าในอดีตเคยทำมาก่อน)
     
  9. Wisdom

    Wisdom ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กรกฎาคม 2005
    โพสต์:
    1,679
    กระทู้เรื่องเด่น:
    9
    ค่าพลัง:
    +26,496
    Before meditation rest a lot because sometimes it is danger if you not have good rest
     
  10. Gaze from Darkness

    Gaze from Darkness สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 มีนาคม 2005
    โพสต์:
    34
    ค่าพลัง:
    +20
    ...........................





    ไม่ถอดจิตแล้วจะดูกายไม่ได้รึ หากถอดจิตไปแล้วจะดูจิตในจิตได้อย่างไรในเมื่อจิตถูกถอดไปแล้ว
     
  11. ยายทองประสา

    ยายทองประสา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 สิงหาคม 2005
    โพสต์:
    812
    ค่าพลัง:
    +3,067
    คุณ ผู้เยี่ยมชม จาก โลกมืด ถามได้ดีมากครับ (ขออนุญาติแปลชื่อนะครับ เหอะๆๆๆๆๆ)
    ไม่ถอดจิต แล้ว ดูกายไม่ได้เหรอ ดูกายเฉยๆ ตามเนื้อดูไม่ได้รึไง
    ถ้าถอดจิตแล้ว จะดูจิตในจิตได้ยังไง

    ที่ผมคิดนะ คือ
    คำว่าดูกายในกาย คงหมายถึง ดูกายภายใน หรืออาทิสมานกาย (กายที่ซ้อนอยู่ในกาย)
    คำว่าดูจิตในจิต คงหมายถึง ดูดวงจิตของเรา ว่าแจ่มใสเพียงไร
    // ขออนุญาติแก้ไขเพิ่มเติม
    // พิจารณากายภายใน กายภายนอก คือ กายเรามันดีหรือไม่ กายคนอื่นมันดีหรือไม่
    // พิจารณาจิตภายใน จิตภายนอก คือ จิตเรามันดีหรือไม่ จิตคนอื่นมันดีหรือไม่
    // การพิจารณากาย หรือ จิต อาจไม่ต้องใช้ทิพจักขุญาณก็ได้ แต่พิจารณาอะไรก็ตามต้องควบสมาธิด้วย ไม่งั้นฟุ้งซ่านจะไม่เกิดความรู้ที่ถูกต้อง

    ถอดจิตได้ก็คงดีนะครับ
    เพราะถอดมาแล้ว เห็นกายเนื้อเราอยู่ข้างหน้า ก็ดูกายตัวเองได้แจ่มใส ดูข้างในกายก็ได้ เพราะความเป็นทิพย์ จะดูซิหัวใจมันเต้นยังไง เลือดมันไหลไปไหนมาไหน สิ่งสกปรกในร่างกายเรามันมีมากเพียงใด
    ด้วยความเป็นทิพย์ ก็พิจารณาดูอาทิสมานกาย หรือดูกายทิพย์ ดูซิว่ามันหยาบ มันหนัก หรือมันเบา มันใสหรือมันทึบ มันสว่างหรือมันมืด ฯ

    เมื่อถอดจิตแล้วจะดูจิต จิตในจิต คงเป็นการดูจิตในกายทิพย์ละมั้ง ว่าวันนี้ดวงจิตเราใสสะอาดเพียงใด จะต้องชำระอย่างไร จิตเรากลั้วไปด้วยราคะ โทสะ โมหะ เหรือไม่ จิตสว่างไม่สว่าง ฯ

    ถอดจิตได้ก็ดีไป 108 อย่าง
    ถามว่าไม่ถอดได้มั้ย ตอบว่าได้ครับ แค่อุปาจารสมาธิ ก็สามารถพิจารณาธรรมได้ครับ

    สุกขวิปัสโก ๑, เตวิชโช ๑, ฉฬภิญโญ ๑, ปฏิสัมภิทปัตโต ๑
    // เลือกเอานะครับ ไม่ต้องความสามารถพิเศษเลยก็ สุขวิปัสโก สามารถตัดกิเลสได้เช่นกัน , มีตาทิพย์ก็เตวิชโช, ถอดจิตได้ก็ฉฬภิญโญ, ทำได้ทุกอย่างพร้อมมีความสามารถทางสาธยายธรรมด้วยก็ ปฏิสัมภิทปัตโต

    สวัสดี
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 6 ธันวาคม 2006
  12. Wisdom

    Wisdom ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กรกฎาคม 2005
    โพสต์:
    1,679
    กระทู้เรื่องเด่น:
    9
    ค่าพลัง:
    +26,496
    ใช่แล้วครับคุณคำอ้น ^_^
     
  13. เจสุน ลาโม

    เจสุน ลาโม เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    24 กันยายน 2006
    โพสต์:
    96
    ค่าพลัง:
    +218
    โห...น่ากัวจัง
    ถ้าถอดจิตออกไปแล้วเข้าร่างไม่ได้
    ตา....ย.....แล้...วววววววววววววววววววววววววววว
    อิอิ
     
  14. มพดา

    มพดา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 พฤศจิกายน 2006
    โพสต์:
    122
    ค่าพลัง:
    +547
    ...
    ...
    .... ถอดจิต ออกจากกาย ยังไม่น่าสรรญเสริญ เท่ากับ ถอดอาสวะกิเลสจากขันธสันดานตน...

    ของอย่างนี้มันยังธรรมดา ไม่ได้พิเศษอะไรมากมาย คนที่ไม่ได้เอาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นสรณะ ก็ทำกันได้...

    พึงระลึกเสมอว่า...เราปฏิบัติธรรมเพื่ออะไร
     
  15. wisarn

    wisarn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 มิถุนายน 2005
    โพสต์:
    704
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +2,489
  16. ์Nanthawat

    ์Nanthawat สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 กันยายน 2015
    โพสต์:
    12
    ค่าพลัง:
    +8
    ขอแชร์ประสบการณ์ ผมถอดได้หลายครั้ง แต่ไม่ได้ตั้งใจทุกครั้ง ครั้งแรกตอนเด็กเด็ก
    น่าจะระมาณป.3 นอนร้องไห้อยู่ แล้วตอนจะหลับ วิญญานหลุดออกมาเฉยเลย ตอนนั้นถึงจะเด็กแต่ก็รู้สึกว่า ซวยแล้วกรู พยายามเข้ายังไงก็เข้าไม่ได้ เข้าทางเข้าทางหัว ทางข้าง หลายแบบแต่ก็เข้าไม่ได้ เลยเรียกแม่ แต่ท่านไม่ได้ยิน จับลูกบิดจะวิ่งลงไปหาแม่ก็ไม่ได้ ไม่รู้จะทำยังไง เลยนั่งร้องให้ มีคนแก่คนนึงมาพาเข้าร่าง
    ครั้งต่อมาผมอายุ18-19 นี่แหละ ไปทำงานจังหวัดละ3-4วัน แล้วก็พักโรงแรม เพื่อนร่วมงานผมจะไเที่ยวกัน แต่ผมจะนั่งสมาธิ ครั้งแรกวิญญานหลุด แต่ไม่นาน ครั้งต่อมาประมาณสองชั่วโมง แล้วเพื่อนร่วมงานกลับมาที่ห้อง ผมพยามเรียก แต่เค้าเห็นผมที่นั่งอยู่และวิญญานผมด้วยที่ยืนข้างข้างเค้า เค้าร้องลันเลย หลังจากนั้น ไม่ค่อยมีใครกล้านอนกับผมเท่าไหร่ และเจ้านายผมก็ห้ามไม่ไห้นั่งอีก แต่ผมไม่ได้ตั้งใจถอดเท่าไหร่ เพราะมันน่าเบื่อ ผมไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะกลับเข้าร่างได้ เปิดหนังสือหรือทีวีก็ไม่ได้ จะออกไปนอกห้องก็กลัว ม่รู้จะเจอกับอะไรบ้าง แต่ก็เป็นประสฐการณ์ที่แปลกดีครับ
     
  17. ธรรม-ชาติ

    ธรรม-ชาติ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    2,445
    ค่าพลัง:
    +9,638
    +++ กระทู้นี้เป็น กระทู้ที่เก่ามาก ตั้งแต่ปี 2005 เพียงแต่คุณ Nanthawat เข้ามา "แชร์ประสบการณ์"
    +++ และ ติดปัญหา บางประการอยู่ ผมจึง "บอกวิธี แก้ปัญหา" ให้เฉพาะกับคุณ Nanthawat นะ
    +++ เข้าไม่ได้ "เพราะมัวแต่คิด ว่า จะเข้าอย่างไร" สาเหตุอยู่ที่ "คิด+วุ่นวาย"
    +++ ให้ "1. ดูที่ร่าง 2. ซูมเข้าหา 3. ผสานความรู้สึกกับร่าง" ก็จะ พ้นจากปัญหาตรงนี้ได้

    +++ ผู้ที่ ถอด" กาย/จิต" แล้วมีความ "เป็น/อยู่" โดยไม่มี กายเนื้อ ได้ ย่อมรู้ว่า "ความตายที่แท้จริง ไม่มี"

    +++ มีแต่ "จิต/ชีวิต ที่พรากออกจาก ร่าง" ให้ค้นคว้าเอาในเรื่อง "พรากกายมนุษย์จากชีวิต" เอานะ
    +++ ตรงนี้ สำหรับคุณ Nanthawat คงทราบชัดอยู่แล้วว่า สิ่งที่เรียกว่า "ชีวิต (ความเป็นตน)" นั้น ไม่ใช่ "กายมนุษย์"

    +++ ชีวิต (ตน) เป็นเรื่องหนึ่ง ส่วน กาย เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
    +++ ความเป็นตน (ชีวิต) ที่ไร้กาย คุณ Nanthawat ผ่านประสพการณ์ตรงนี้ มาแล้ว ย่อมอ่านได้ "รู้เรื่อง" เป็นธรรมดา

    +++ สิ่งหนึ่งที่มีอยู่ในพระไตรปิฏกที่ "พระพุทธองค์" เคยทรง กล่าวถึงอาการหนึ่ง ไว้ว่า "ยามตกตาย ย่อม ไร้สติ"
    +++ ให้คุณ Nanthawat ลองไปค้น ๆ สาเหตุของ อาการนี้ ที่พระพุทธองค์ทรงกล่าวไว้เอานะ

    +++ และอาการที่ "ยามตกตาย ย่อม ไร้สติ" นั้น พระพุทธองค์ ทรงระบุไว้ว่า "ย่อมไปอบาย" ตรงนี้
    +++ หากคุณ Nanthawat สามารถ "ถอด กาย/จิต" ได้อย่างมี "สติแจ่มใส" จนได้นิสัย ก็จะ "พ้น" จากตรงนี้ได้
    +++ จากนั้นก็ พยายามหาทางให้ "พ้นจากความเป็น ตน/ชีวิต ในอีกระดับหนึ่ง" ก็จะก้าวหน้าขึ้นไปได้เรื่อย ๆ นะครับ
     
  18. ์Nanthawat

    ์Nanthawat สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 กันยายน 2015
    โพสต์:
    12
    ค่าพลัง:
    +8
    พอดีผมใช้เว็บนี้ไม่ค่อยเป็นพึ่งทราบว่ากะทู้นานแล้ว แหะแหะ การเข้าร่างนี่มีประโยชน์มากครับ และตรงอย่างที่คุณว่าจริงจริง เพราะผมนึกดีดีแล้ว ตอนที่ผมหุลุดออกมาตอนอายุเกือบ20 ผมนั่งมองตัวเอง คิดว่าคงต้องให้ใครมาทำให้ร่างผมตกใจหรือว่ามีใครเปิดประตู ถึงจะแวบเข้าร่างได้ มันจะรู้สึกอีกทีแบบลืมตาเลย แต่ตอนนั้นผมนั่งมองหน้าตัวเอง แอบคิดว่าทำไมมันไม่เหมือนตอนมองกระจกเลย มองไปพิรจารณาไป มันเข้าได้ครับ ไม่ต้องรอให้ร่างตกใจ แต่บางครั้งถ้าผมกังวลหรือนึกสถานที่แห่งใหนมาก ผมก็จะไปโผล่ที่ที่ผมคิดถึงก่อนนอนเหมือนกันครับ เช่นเพื่อนผมบอกว่าของสำคัญที่อยู่ในบ้านเขาหายไป คุยกันเรื่องนี้อยู่นาน พอกลางคืนกลายเป็นว่า ผมไปเดินอยู่ในบ้านเพื่อนคนนั้น เห็นเพื่อนหลับอยู่ วันต่อมาผมถามว่าในห้องเค้าเป็นแบบนี้ใช่ใหม ปรากฎว่าตรงหมดเลย บางทีมันก็เป็นปัญหาเหมือนกันครับ เพราะตอนเด็กเด็กนี่ผมไปที่อื่นเป็นวันวันเลย แต่เวลามันไม่เท่ากัน ไปนาน แต่พอมาถึงร่างปรากดว่า แปปเดียวเอง บางทีก็หลุดไปเจออะไรน่ากลัวเยอะมาก (ดีดีไม่ค่อยเจอ) ซึ่งผมแค่อยากบริกรรมสมถะภาวนาให้ดีขึ้นแค่นั้นเองครับ ขอบคุณมากครับ
     
  19. ธรรม-ชาติ

    ธรรม-ชาติ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    2 พฤษภาคม 2012
    โพสต์:
    2,445
    ค่าพลัง:
    +9,638
    +++ กลุ่มที่ผมฝึกให้ ก็ใช้วิธีที่ผมบอกคุณไปนั่นแหละ หลังจากที่ชำนาญแล้ว ก็ไม่ต้องใช้พิธีรีตรองอะไร "เข้า/ออก" ได้ดั่งใจปรารถนา
    +++ หากคุณ "รู้จัก ความเป็น ตน" คุณก็สามารถ "ใช้ความเป็น ตน" ไปโผล่ได้ทันที "โดย ไม่ต้อง รอตอนนอน" อะไรเลย
    +++ ตอนที่คุณ "นอน" ความเป็น "ตน ของคุณ" มันไปเดินในบ้านนั้น แต่ถ้า "คุณใช้งาน ความเป็นตนได้" ก็จะใช้ได้ทันที ไม่ต้องรอตอน "นอน" นะ
    +++ ผลลัพธ์ จะออกมาเป็นแบบเดียวกัน "ทุกประการ" เพียงแต่ ไม่ต้อง "รอ" อะไรทั้งนั้น มันเป็น "อกาลิโก (ไม่จำกัดกาลเวลา)" ถ้า "รู้วิธีทำ" หนะ
    +++ ถูกแล้ว "กาล/เวลา" มันจะต่างกันไปตาม "มิติ/ความละเอียดของภูมิ/ความละเอียดของกาย ฯลฯ" ต่าง ๆ
    +++ สิ่งที่ "เห็นแล้วน่ากลัว แต่ไม่สมควรกลัว มีอยู่" และสิ่งที่ "เห็นแล้วไม่น่ากลัว แต่สมควรกลัว ก็มีอยู่ เช่นกัน"
    +++ สิ่งที่ "เห็นแล้วน่ากลัว แต่พูดกันรู้เรื่อง มีอยู่" และสิ่งที่ "เห็นแล้วไม่น่ากลัว แต่พูดกันไม่รู้เรื่อง ก็มีอยู่ เช่นกัน"

    +++ สิ่งที่ "เห็น รูป/กาย แล้วน่ากลัว แต่พอพูดกันออกมา กลับกลายเป็นฝ่ายธรรมะ มีอยู่"
    +++ สิ่งที่ "เห็น รูป/กาย แล้วไม่น่ากลัว แต่พูดกันออกมา ดันกลายเป็นฝ่าย อธรรม ก็มีอยู่ เช่นกัน"

    +++ เวลาที่ต้อง "เจอกับ จิต/ชีวิต ต่างมิติ/ชั้นภูมิ" อย่าตัดสินที่ "รูปกาย" แต่ให้ "รู้ ที่เจตนาของ ธัมมารมณ์" เป็นหลัก แล้วจะรู้ได้เอง
    +++ สมถะ = จิตปิด ส่วน วิปัสสนา = จิตเปิด
    +++ ความเป็น "สมาธิ = ความตั้งมั่นแห่งจิต" เป็นอันเดียวกัน ทุกประการ
    +++ ข้อแตกต่าง มีเพียงแค่ "จิตปิด หรือ จิตเปิด" เท่านั้นแหละ นะครับ
     

แชร์หน้านี้

Loading...