เล่าเรื่องการระลึกชาติ โดย ส. ทับทิมเทศ

ในห้อง 'กฎแห่งกรรม - ภพภูมิ' ตั้งกระทู้โดย vacharaphol, 13 พฤษภาคม 2007.

  1. vacharaphol

    vacharaphol เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 ตุลาคม 2005
    โพสต์:
    8,849
    ค่าพลัง:
    +27,139
     
  2. vacharaphol

    vacharaphol เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 ตุลาคม 2005
    โพสต์:
    8,849
    ค่าพลัง:
    +27,139
    ตายจากคนเป็นนางฟ้า
    จากนางฟ้ามาเป็นมนุษย์
    เด็กหญิงอุรารัตน์ ศรีนิล สาธุชนพุทธบริษัททั้งหลาย แม้จะรับรู้จากพระธรรมคำสั่งสอนขององค์สมเด็กพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า สรรพสัตว์ที่มีชีวิตทั้งหลายต้องเวียนว่ายตายเกิดไม่มีที่สิ้นสุด กระนั้นก็ยังเกิดความลังเล สงสัยไม่ได้ว่าตายแล้วเกิดจริงหรือ ? ตายแล้วจะเกิดใหม่เป็นอะไร ? การเกิดใหม่ในภพชาติใหม่เป็นไปตามกรรมจริงหรือไม่?

    ตราบใดที่คิดลังเลสงสัยอยู่เช่นนี้ ก็เท่ากับจมอยู่ในอวิชชาอันมืดมัวไม่มีที่สิ้นสุด

    ปรากฏการณ์ของบุคคลจำนวนที่ระลึกชาติได้จดจำได้ ว่าชาติก่อนตนเป็นใคร เป็นลูกของใคร ตายแล้วมาเกิดใหม่กับพ่อแม่ใหม่ในชาตินี้ ซึ่งมิได้เป็นญาติพี่น้องวงศ์ตระกูลเดียวกับกับพ่อแม่ในชาติก่อน จึงเป็นข้อยืนยันอย่างชัดเจนได้ว่า การเวียนว่ายตายเกิดมีตริง ๆ มิใช่ตายแล้วสูญอย่างที่ลังเลสงสัยกันอยู่

    “ โลกหน้ามีจริง ” ขอนำเรื่องของเด็กหญิงอุรารัตน์ ศรีนิล ซึ่งเป็นผู้หนึ่งที่ระลึกชาติในอดีตได้ มาให้ท่านได้รับรู้ถึงความเป็นจริงของวิถีแห่งการเกิดการตายอันไม่มีที่สิ้นสุด ดังต่อไปนี้

    ที่จังหวัดสุราษฏร์ธานี เป็นที่อยู่ของ นายชำนาญ และ นางแอ๊ว ศรีนิล นางแอ๊วได้ตั้งครรภ์ลูกอีกคนและคลอดเป็นลูกผู้หญิง เมื่อวันที่ ๑๗ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๓ ตั้งชื่อว่า “ อุรารัตน์ ”

    เด็กหญิงอุรารัตน์ เจริญวัยจนมีอายุได้ ๓ ขวบกว่า สัญญาณของการระลึกชาติได้ก็เริ่มปรากฏชัดเจนขึ้น เธอจำได้ว่าชาติก่อนเธอคือ เด็กหญิงยุวดี ลิ้มสวัสดิ์ พ่อชื่อชี แม่ชื่อเนือง ลิ้มสวัสดิ์ บ้านของพ่อแม่ชาติก่อน อยู่ห่างจากบ้านพ่อแม่ปัจจุบันประมาณ ๑ กิโลเมตรเท่านั้น

    ชาติก่อนที่เกิดเป็น เด็กหญิงยุวดี ลิ้มสวัสดิ์นั้น เธอเกิด ปี พ.ศ. ๒๕๐๖ และตายเมื่อมีอายุได้ ๘ ขวบ

    สาเหตุของการเสียชีวิตในเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๕๑๔ เนื่องจากวันนั้นเด็กหญิงยุวเดีไปอาบน้ำที่ลำห้วย ไม่ห่างจากบ้านเท่าไหร่นัก ครั้นขึ้นจากน้ำอาการอ่อนเพลีย ใจสั่นคล้านจะเป็นลม แต่ก็เดินมาถึงบ้านจนได้ ถึงบ้านแล้วได้เรียกแม่ให้ช่วยอุ้มไปนอน เพราะไม่มีแรง แม่ตกใจรีบอุ้มเด็กหญิงยุวดีไปนอนพักใต้ถุนบ้าน จากนั้นเด็กหญิงยุวดีก็หมดสติ หมดลมหายใจเนื่องจากหัวใจวาย เสียชีวิตอย่างกระทันหัน โดยไม่มีทางช่วยเหลือแก้ไขได้เลย

    หลังจากตายแล้ว จิตวิญญาณของเด็กหญิงยุวดีได้ไปสวรรค์ เธอเล่าว่าได้ไปอยู่กับท่านแม่และพี่ ๆ อีก ๔ คน สภาพบนสวรรค์นั้นมีอากาศเย็นสบาย ไม่ร้อน ไม่หนาว ไม่มีฝน อากาศสว่างไสวตลอดเวลา เป็นความสว่างไสวแบบเย็นตาทั้งวันทั้งคืน และไม่ใช่แสงสว่างจากดวงอาทิตย์ ไม่มีดวงอาทิตย์เหมือนในโลกนี้ บ้านที่อยู่กับท่านแม่และพี่ ๆ บนสวรรค์ กว้างขวางใหญ่โต สวยงามเป็นสีชมพูสดใสทั้งหลัง

    หลังจากอยู่บนสวรรค์เป็นระยะเวลาสั้น ๆ ( เวลาในโลกมนุษย์นาน ๙ ปี ) เด็กหญิงยุวดี ก็มาเกิดใหม่เป็น เด็กหญิงอุรารัตน์ เมื่อวันที่ ๑๗ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๓ และเมื่ออายุได้ ๓ ขวบกว่า เธอก็รำลึกชาติได้

    เด็กหญิงอุรารัตน์ เริ่มบอกให่พ่อแม่ปัจจุบันฟังว่า ชาติก่อนเธอเป็นใคร พ่อแม่ชื่ออะไร แต่พ่อชำนาญและแม่แอ๊วไม่เชื่อว่าเป็นความจริง คิดว่าเป็นคำพูดเพ้อเจ้อมากกว่า

    กระทั่งวันหนึ่งนายซี พ่อในชาติก่อนเดินผ่านบ้าน เด็กหญิงอุรารัตน์ได้วิ่งเข้าไปหา เรียก “ พ่อซี” อย่างดีอกดีใจ นายซีเองก็แปลกใจ จึงพูดคุยกับเด็กหญิงอายุ ๓ ขวบกว่า ปรากฏว่าเด็กหญิงอุรารัตน์พูดถึงอดีตชาติของเธอตอนเกิดเป็นเด็กหญิงยุวดี ได้ถูกต้องทุกอย่าง ต่อมานายซีให้นางเนืองมาพิสูจน์อีก โดยเกล้งเดินผ่านบ้านเด็กหญิงอุรารัตน์ ก็จำได้แม่นยำ รีบเข้าไปหา กอดขาแม่ชาติก่อนแล้วเรียก “ แม่เนือง” ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยพบหน้ากันมาก่อนเลย

    คราวก่อนนี้พ่อแม่ในชาติก่อนและพ่อแม่ในชาติปัจจุบันต้องพูดจากันเรื่องการระลึกชาติได้ของเด็กหญิงอุรารัตน์ ขณะเดียวกันเด็กหญิงอายุ ๓ ขวบกว่า ได้รบเร้าให้พ่อซีพากลับบ้านเดิม พ่อแม่ทั้งสี่คนจึงตกลงใจที่จะพิสูจน์ความจริง

    เมื่อทุกคนพาเด็กหญิงอุรารัตน์ไปยังบ้านนายซี นางเนือง เด็กหญิงอุรารัตน์ก็จำได้ทุกอย่าง ตั้งแต่บ้างหลังเก่าแบบเรือนไทยโบราณใต้ถุนสูงที่เธอเคยอยู่สมัยเป็นเด็กหญิงยุวดี นอกจากนี้เธอยังจำของใช้ส่วนตัว เช่นเสื้อผ้า ของเล่น ปิ่นโตใส่อาหารไปโรงเรียน และเมื่อพบญาติพี่น้อง เธอก็จำได้ทุกคนยกเว้นน้องที่เกิดมาภายหล้งเธอเสียชีวิตแล้ว

    มีการพิสูจน์ขั้นสุดท้ายด้วยการนำรูปถ่ายของเด็กหญิงยุวดีเอามาปนเปกับรูปถ่ายเด็กวัยเดียวกันแล้วให้เด็กหญิงอุรารัตน์เลือก ปรากฏว่าเธอหยิบรูปถ่ายของเด็กหญิงยุวดีขึ้นมาทันที และบอกว่านี่คือตัวเธอในชาติก่อน พ่อซีแม่เนืองถึงกับน้ำตาร่วงด้วยความตื้นตันใจที่ได้พบลูกในอดีตอีกครั้ง

    เด็กหญิงอุรารัตน์ผู้ซึ่งรำลึกชาติได้ จำสถานที่ลำห้วยที่เธอไปอาบน้ำก่อนเสียชีวิตอย่างกระทันหันได้อย่างแม่นยำและยังนำไปดูที่ฝังศพของเธอในสวนยางไม่ห่างจากบ้านเดิมเท่าไหร่นัก ณ ที่ฝังศพมีฝาคอนกรีตปิดหลุมศพ มีชื่อเด็กหญิงยุวดี ลิ้มสวัสดิ์ อยู่บนฝาคอนกรีตชัดเจน ( ศพได้ถูกนำขึ้นมาเผาหลายปีแล้ว ) ที่น่าอัศจรรย์อีกเรื่องหนึ่งก็คือ เด็กหญิงอุรารัตน์ยังรำึำลึกชาติได้อีกชาติหนึ่ง คือก่อนที่เธอจะมาเกิดเป็นเด็กหญิงยุวดี เธอได้เกิดเป็นเด็กหญิงเช่นกัน แต่จำชื่อตัวเองและพ่อแม่ในอดีตชาตินั้นไม่ได้ เนื่องจากเป็นเวลานานมากเธอจำได้ว่าพ่อแม่ในชาตินั้นมีฐานะค่อนข้างยากจน เธอมีอายุ ๑๐ ขวบ เท่านั้นเอง

    เด็กหญิงอุรารัตน์จำได้แม่นยำอีกอย่าง คือ หลุมฝังศพของเธอในชาตินั้น และเธอได้พาไปดู เป็นหลุมศพเก่าแก่รกร้างอยู่ด้านหลังโรงเรียนบ้านท่าม่วง อยู่ห่างจากบ้านในชาติปัจจุบันในชาติปัจจุบันกว่า ๕ กิโลเมตร ต้องเดินฝ่าป่าละเมาะเข้าไปสถานที่ฝังศพพงรก ๆ เช่นนี้ หากรำึลึกไม่ได้จริงย่อมไม่ทางรู้ และพาเข้าไปดูได้อย่างเด็ดชาด

    เด็กหญิงอุรารัตน์เล่าว่าหลังจากที่เธอตายในชาตินั้นแล้่ว เธอก็มาเกิดเป็น เด็กหญิงยุวดี ลิ้มสวสดิ์ เมื่อเมื่อตายอีกจึงได้เกิดมาเป็นเด็กหญิงอุรารัตน์ ในชาติปัจจุบัน

    สิ่งมหัศจรรย์อย่างหนึ่งก็คือ เด็กหญิงอุรารัตน์มีญาณพิเศษติดตัวมาแต่กำเนิด สามารถติดต่อพูดคุยกับท่านแม่ เพื่อน ๆ และพี่ ๆ ในภพสวรรค์ได้โดยไม่ต้องหลับตาเข้าสมาธิ ดังนั้นเธอจึงขอให้พ่อแม่ในชาติปัจจุบันทำบ้านหลังเล็ก ๆ ทรงไทย ซึ่งเธอออกแบบเองตั้งไว้บนชั้น ๒ ของบ้าน เธอบอกว่าใช้เป็นสถานที่รับรองท่านแม่ พี่และเพื่อนเวลาลงมาจากสวรรค์มาเยี่ยมเธอ

    เวลาใดที่ท่านแม่ เพื่อและพี่ ๆ ต่างภพต่างภูมิมาหา เธอจะขอให้แม่แอ๊วจัดอาหาร ขนม น้ำ และดอกไม้มาต้อนรับ และเธอจะนั้งพูดคุยด้วย แต่ไม่มีใครเห็นตัวท่านและผู้อื่น ซึ่งมาจากภพสวรรค์ นากจากเธอคนเดียวเท่านั้นที่เห็น

    เด็กหญิงอุรารัตน์บอกว่าเธอมักจะไปเยี่ยมท่านแม่และพี่ ๆ ตลอดจนเพื่อน ๆ บนสวรรค์ด้วยการนั่งสมาธิ ( ถอดกายทิพย์ไป ) ซึ่งเธอจะนั่งสมาธิตอนหัวค่ำ คราวละไม่ต่ำกว่าครึ่งช่ั่วโมง ขณะนั่งสมาธิเธอขอร้องไม่ให้ใครรบกวน เพราะจะทำให้ต้องรีบกลับจากภพสวรรค์ทันที

    นอกจากนี้เด็กหญิงอุรารัตน์ ยังบอกอีกว่าที่จริงแล้วเธอถึงกำหนดกลับคืนไปสู่สวรรค์ คือตายไปจากโลกมนุษย์ตั้งแต่ อาย ๘ ขวบแล้ว ( ขณะให้สำภาษณ์มีอายุ ๙ ขวบกว่า ) แต่พ่อชำนาณ แม่เเอ๊ว ขอร้องไม่ให้เธอจากไปเร็วอย่างนั้น เธอจึงไปขอร้องท่านแม่ขออยู่ในโลกมนุษย์อีกระยะหนึ่ง ท่านแม่สงสารพ่อแม่ชาติปัจจุบันที่จะต้องเศร้าโศกเสียใจ เมื่อเธอตายจึงยินยอมอนุญาตให้อยู่เป็นมนุษย์ต่อไปในระยะเวลาที่ขอ

    น่าสังเกตอีกเรื่องหนึ่งก็คือ ตั้งแต่เด็กหญิงอุรารัตน์ตัวเล็ก ๆ จำความได้ เธอเป็นคนจิตใจเมตตา กรุณาต่อสัตว์ทุกชนิด ไม่เคยฆ่าหรือทำร้าย แม้แต่ครั้งเดียว เห็นใครฆ่าสัตว์ จะเข้าไปขอร้องไม่ให้เขาฆ่า และบอกว่าจะเป็นปาบกรรมติดตัว เพราะทุกคนตายไปแล้วก็ต้องมาเกิดใหม่อีก ทำกรรมดี กรรมเลวอย่างไร ก็ต้องรับกรรมนั้น เธอยังสอนต่อไปอีกว่า ให้พยายามสร้างแต่กรรมดี ความดีเอาไว้มาก ๆ หมดอายุขัย ตายไปเมื่อไหร่ก็จะได้ไปอยู่ในสวรรค์ แต่ถ้าสร้างแต่กรรมเลว กรรมชั่วมากมาย ตายเมื่อใดก็ต้องไปรับกรรมในนรก ได้รับแต่ความทุกข์ ทรมานจนกว่าจะใช้กรรมหมด

    สำหรับเรื่อง “ ความตาย ” นั้น เด็กกหญิงอุรารัตน์กล่าวว่าเธอไม่กลัวตาย เพราะการตาย คือการเดินทางกลับบ้านเดิมนั้นเอง เธอเคยเกิดในโลกนี้และกลับไปสวรรค์หลายครั้งหลายหนแล้ว การมาเกิดแต่ละชาติเหมือนการเดินทางมาเที่ยวมาหาความรู้แปลก ๆ พอได้เวลากำหนดไว้ก็ต้องกลับบ้านเดิมเสียที ไม่มีอะไรน่ากลัวเกี่ยวกับความตาย อันที่จริงเธออยากกลับไปสวรรค์มากกว่าอยู่ในโลกมนุษย์

    นอกจากนี้เธอบอกว่า ใครที่ฝึกสมาธิจนสำเร็จเข้าขั้นมีตาทิพย์ หูทิพย์ รำลึกชาติได้ก็สามารถติดต่อกับเทวดาชั้นต่าง ๆ ได้ อยากไปเห็นสวรรค์ก็ไปได้ สำหรับผู้ที่ปรารถนา ภพสวรรค์เป็นที่อยู่อาศัยหลังจากตายแล้ว จะต้องประกอบแต่ กรรมดี ไม่ทำชั่ว ถือศีล ๕ ให้เคร่งครัด มีเมตตากรุณาต่อสัตว์ทั้งหลาย ปฏิบัติได้เช่นนี้ก็จะพ้นจากนรกภูมิ และได้อยู่ในสวรรค์ซึ่งดีประเสริฐกว่าอยู่ในโลกมนุษย์มากมายนัก

    นี่คือเรื่องราวของเด็กหญิงอุรารัตน์ ศรีนิล ผู้รำลึกชาติได้ ได้ยืนยันให้เห็นว่าคนทุกคนต้องเวียนว่ายตายเกิดเพื่อมาใช้หนี้กรรมจนกว่าจะหมดกรรม ผู้ใดปรารถนาภพ ภูมิสวรรค์หลังจากตายไปแล้ว ยังมีโอกาสที่จะกระทำความดีสะสมเอาไว้ตั้งแต่วันนี้ที่มีลมหายใจอยู่

    สำหรับผู้ไม่เชื่อในกรรมดี กรรมชั่ว ย่อมสายเกินไปที่จะสำนึกได้หากไปทุกข์ทรมานอยู่ในขุมนรกอเวจี..

    จากพระมหา ดร. สุเทพ อกิญฺจโน จังหวัดชลบุรี
    เรียบเรียงโดย ส. ทับทิมเทศ
    http://www.pantip.com/cafe/religious/topic/Y5404520/Y5404520.html<!--MsgFile=0-->
     
  3. vacharaphol

    vacharaphol เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 ตุลาคม 2005
    โพสต์:
    8,849
    ค่าพลัง:
    +27,139
    เด็กหญิงสำเนียง กลับชาติมาเกิดใหม่ คือ
     
  4. vacharaphol

    vacharaphol เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 ตุลาคม 2005
    โพสต์:
    8,849
    ค่าพลัง:
    +27,139
    สามเณรเลี่ยม ระลึกชาติก่อนได้
    พระบัว ลูกศิษย์พระอาจารย์ทอง ผู้ระลึกชาติได้แม้กำลังตกคลอด

    สามเณรเลี่ยม เกิดที่บ้านน้ำก่ำ อำเภอพระธาตุพนม จังหวัดนครพนม เธอเล่าว่า ชาติก่อนเธอเกิดที่บ้านโคกเลาะ จังหวัดอุบลราชธานี

    “ บัว ” เมื่อเป็นหนุ่ม มีพระธุดงค์คณะหนึ่งจาริกสั่งสอนธรรมแก่ประชาชน ไปถึงบ้านโคกเลาะ หัวหน้าคณะชื่อพระอาจารย์ทอง เวลาเย็นพากันไปรับอบรมฟังธรรม หนุ่มบัว ( คือสามเณรเลี่ยมในชาตินี้ ) ก็ไปฟังธรรมด้วยมีความเลื่อมใสพระธุดงค์ และพระธรรมที่ท่านสั่งสอนจึงถวายตัวเป็นศิษย์ และติดตามไป จนได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุบัว บำเพ็ญสมณธรรม จาริกไปหาความสงบ ปฏิบัติธรรมในที่ต่าง ๆ กับท่านพระอาจารย์ทอง

    วาระสุดท้ายของชีวิต ได้จาริกไปกับอาจารย์ทองไปจำพรรษาที่บ้านสามผง อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนมที่นั้นเป็นป่าทึบ มีไข้ป่า ( มาลาเรีย ) ชุกชุม ในพรรษามีพระเป็นไข้ป่ามรณภาพไปก่อน ๒ องค์ พระภิกษุบัว เริ่มเป็นไข้มีอาการหนักขึ้น ๆ จนรู้สึกตัวว่าจะไปไม่รอด วันสุดท้ายรู้ว่ากำลังจะตายแน่ พระภิกษุบัวซึ่งเป็นพระปฏิบัติทางจิตเป็นประจำอยู่แล้วก็ตั้งใจให้ดี มีสติประคองจิตมิให้เผลอตัวขณะดับจิต ( ตาย ) ถึงเวลาตายจริง ๆ จิตกลับไม่ดับไปจิตประจำร่างกาย พระบัวที่ตายแล้ว พระบัว ( ในร่างทิพย์ไม่มีคนเห็น ) ยืนดูพระเณรประชาชนที่มาเยี่ยมอาการป่วยและอาการตายของพระบัว

    พระบัว ( ในร่างทิพย์ ) รู้สึกตัวว่ามีสงบจีวรนุ่ง - ห่มคลุมอยู่เรียบร้อย บ่าข้างหนึ่งสะพายบาตร อีกข้างหนึ่งแบกกลดคล้ายจะเดินทางเพื่อธุดงค์ ขณะนั้นยังไม่คิดมุ่งไปทางไหนยังยืนดูพระเณร ชาวบ้านจัดการศพ - เผาศพพระบัวอยู่ไม่มีใครเห็นพระบัว ( ร่างทิพย์ ) ก็ออกเดินทางมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกยังคงสะพายบาตร แบกกลดไปยังอย่างนั้น เดินเรื่อยไปไม่มีจุดหมาย กระทั่งถึงศาลาใหญ่หลังหนึ่งไม่เคยเห็นในเมืองมนุษย์

    ในศาลามีชายหญิงอมทุกข์ หงอยเหงาจำนวนมากกลางศาลาีโต๊ะใหญ่ มีเก้าอี๊นั่ง บนโต๊ะมีหนังสือ ( บัญชี ) สองกอง ใหญ่กอง เล็กกอง มีเจ้าหน้าที่ประมาณ ๓ คน ทุกคนประกายตาดูน่ากลัว คอยดูแลจัดการกับคนที่อยูบนศาลาเขาเรียกชื่อคนบนศาลาจัดเป็นกลุ่ม ๆ กลุ่มหนึ่งประมาณ ๑๐๐ คน น้อยกว่าร้อยก็มีบ้าง จัดส่งไปในที่ต่าง ๆ ตามแต่กรรมที่ทำไว้ มีเจ้าหน้าที่ ๒ -๓ คน และหญิงอายุราว ๖๐ คน อีก ๑ คน ( เป็นหญิงมีบุญ ) หญิงคนนี้เขาจัดให้ลงสระน้ำ ( ทิพย์ ) ไปนั่งอีกฝั่ง มีรถทิพย์มาคอยรับพอดี หญิงนั้นได้รับสวมเครื่องนุ่งห่มใหม่ แทนชุดเดิมที่เขาให้เปลี้องทิ้งไปเครื่องประดับใหม่ตกแต่งสวยงามมากราวกับนางฟ้า ฝั่งสระทิพย์มีน้ำทิพย์มีน้ำทิพย์ ดอกไม้ทิพย์ กลิ่นหอม สีต่าง ๆ ชวนชมไม่จืดจางแต่งกายเสร็จ คนขับรถมาเชิญขึ้นรถทิพย์พาเหาะขึ้นอากาศ รถทิพย์ไม่ปรากฏว่ามีเครื่องยนต์ แต่เหาะไปได้ด้วยแรงบุญสู่สวรรค์

    เมื่อเขาเรียกคนและจัดส่งไปหมดแล้ว พระบัว ( ร่างทิพย์ ) จึงถามว่า ส่วนอาตมาเล่าไม่เห็นเรียกชื่อเลยว่าจะให้ไปทางไหน เขาบอกว่ายังไม่มีชื่อในบัญชี ยังไม่สั่งมา ถ้าต้องการไปสวรรค์ให้ท่านลงสระน้ำทิพย์ รถทิพย์จะมารับ ถ้าท่านต้องการเกิดในโลกมนุษย์ นิมนต์กลับไปทางเดิมที่มา พระบัว ( ร่างทิพย์ ) ตอบเขาว่า สวรรค์ก็ยังไม่อยากไป มนุษย์ก็ยังไม่ไป กระหายน้ำมาก ขอไปหาน้ำฉันก่อนจึงจะไปทีหลัง

    แล้วเขาลงจากศาาลา ไปตามทางเดิม เดินมุ่งหาน้ำ พบหญิงคนหนึ่งกำลังเดินไปตักน้ำที่ทุ่งนา พระบัว ( ร่างทิพย์ ) จึงขอบิณฑบาตน้ำฉัน หญิงนั้นบอกว่าให้ท่านไปรอที่บ้านหลังนั้น จะตักน้ำไปถวายที่บ้าน พระบัว ( ร่างทิพย์ ) เดินไปขึ้นบนบ้านหลังนั้นอยู่ไม่ไกลจากบ่อน้ำ พอนั่งลงพักบนบ้าน ก็รู้สึกง่วงมาก นึกจะเอนหลังพักสักนิดก่อนน้ำมา

    พอล้มตัวนอน ก็หลับไปงีบหนึ่งเท่านั้น พอตืนก็กลายเป็นเกิดใหม่เสียแล้ว ขณะที่ตกคลอดรู้สึกตัวทันทีว่าเกิดใหม่ เมื่อเป็นทารกตกคลอดออกมา ยังมีสัญญาว่าเป็นพระติดตัวมาไม่เลือนลาง รู้สึกตัวเหมือนยังครองจีวร แบกกลดสะพายบาตรอยู่ และยังสามารถระลึกย้อนหลังได้โดยลำดับบ้านเกิดภพก่อน ที่อยู่ภพก่อน พ่อแม่วงศ์ญาติจำได้หมด แต่พูดไม่ออกเพราะยังเป็นทารกแดง ๆ อยู่

    ต่อมาพอพูดได้บ้าง ก็พูดแบบพระว่า “ อาตมา ๆ ” เพราะรู้สึกเหมือนตนเองเป็นพระตลอดเวลา พ่อแม่ ญาติวงศาพากันห้ามพูดคำว่า “ อาตมา ”

    เด็กพูดชัดขึ้นทุกวัน ยังพูดคำว่า “ อาตมา ” ไม่ยอมละโดยยังมีความรู้สึกตัวเองเหมือกำลังเป็นพระอยู่ กระทั่งถูกดุ ถูกตวาดเอาว่า เป็นเด็กไม่ใช่พระ พูดว่า “ อาตมา ” เดี๋ยวบาปตายจริง ๆ นะ เด็กซึ่งได้ชื่อในภพใหม่ว่า “ เลี่ยม ” ก็ตกใจเสียใจความรู้สึกเป็นพระที่ติดตัวอยู่ก็ค่อย ๆ หายไปหมด พยายามละคำที่ติดปาก ไม่พูด “ อาตมา ” อีกเลย

    เด็กชายเลี่ยม พอโตขึ้นมาบ้างก็คิดถึงพ่อ แม่ ญาติพี่น้องชาติก่อน บ่นกับพ่อแม่่ชาติใหม่ว่า อยากไปเยี่ยมพ่อแม่บ้าง พ่อแม่ก็ดุเอาอีกว่าพูดเรื่องร้ายแก่ตัว

    “ ต่อมาเด็กชายเลี่ยมตัดสินใจเล่าความจริงในชาติเก่าให้พ่อแม่ใหม่ทราบโดยละเอียด ตลอดถึงการสิ้นชีวิตเมื่อตอนเป็นพระภิกษุบัว แล้วมาเกิดชาตินี้กับพ่อแม่ใหม่นี้ ”

    พ่อแม่ได้ยินเป็นเรื่องเป็นราวจริง ๆ ดังนั้นก็เกิดความสลดสังเวชและร้องไห้ เห็นโทษในการดุด่าเด็ก กล่าวคำขออภัยลูก อย่าให้มีบาปกรรมต่อพ่อแม่ใหม่เลย กับพูดจาแสดงความรักความห่วงใยลูกมากมาย กระทั่งเด็กชายเลี่ยมงดเว้นยังไม่กลับไปหาพ่อแม่เก่า เพราะสงสารแม่ใหม่

    เมื่อเด็กชายเลี่ยม เติบโตขึ้นพอบวชได้ก็ได้บวชเป็นสามเณรด้วยความศรัทธา สืบต่อมาจากชาติเป็นพระภิกษุบัว ดังที่ดำรงเพศอยู่ ขณะสัมภาษณ์นี้ เมื่อถูกถามถึงอาจารย์ทองซึ่งเป็นอาจารย์ชาติก่อน สามเณรเลี่ยมเรียนตอบว่า ยังไม่เคยพบท่านเลย หากได้พบต้องจำท่านได้แน่ ยุติสัมภาษณ์ไว้ให้สามเณรกลับที่พักก่อน

    พระคุณเจ้า ญ.บ. จะทดสอบสามเณรเลี่ยมถึงความจำอาจารย์เก่าต่อไป พระคุณท่าน จึงพาตระเวนหาพระอาจารย์ทองในบริเวนวัด เมื่อพบท่านแล้วจึงพาสามเณรเลี่ยมมาทดสอบโดยชี้ไปที่พระอาจารย์องค์อื่น ๆ ที่มาพักอยู่บริเวนจะมีงานปีหลายครั้งหลายองค์ ถามว่าองค์นี้ใช่ไหม สามเณรเลี่ยมก็ตอบทันทีว่าไม่ใช่ ๆ กระทั้งไปชี้อาจารย์ทององค์จริง สามเณรตอบทันทีว่าใช่แล้ว องค์นี้และอาจารย์ทองที่เป็นอาจารย์ของสามเณรในภพก่อนที่เป็นพระภิกษุบัวแน่นอน เธอตอบด้วยความมั่นใจ พระคุณท่าน ญ. บ. พอใจในการทดสอบ บังเอิญขณะนั้นอาจารย์ทองมีแขกมาก กำลังสนทนาธรรมกับแขก จึงมิได้พาสามเณรเข้าไปกราบท่าน พาสามเณรกลับที่พักก่อ่น โดยหวังว่ามีโอกาสจะพาสามเณรไปกราบนมัสการ และเล่าเรื่องการระลึกชาติได้ของสามเณรถวายพระอาจารย์ทอง ต่อมางานเริ่มต่างคนต่างยุ่งในการช่วยงานจึงพลาดโอกาสที่ได้ทำอย่างที่ตั้งใจ

    อย่างไรก็ดีในปีเดียวกันกับงานนั้น ( พ.ศ. ๒๔๙๓ ) พระคุณเจ้า ญ.บ. ได้มีโอกาสพระพระอาจารย์ทอง และเรียน ถามเรื่องราวของพระบัว ได้ความว่า :-

    ๑. ท่านอาจารย์ทองเคยไปจำพรรษาที่วัดบ้านสามผง จังหวัดนครพนม ตรงกับปีที่พระภิกษุบัวเป็นองค์สุดท้าย ( ตรงกับคำบอกเล่าของสามเณร)

    ๒. ในพรรษา มีพระเป็นไข้มาลาเรีย มรณภาพ ๓ องค์ รวมทั้งพระภิกษุบััวเป็นองค์สุดท้าย ( ตรงกับคำบอกเล่าของสามเณร )

    ๓. พระบัว คือ ผู้ที่อาจารย์ทองรับตัวมาบวชเป็นพระแล้วพาเธอจาริกบำเพ็ญสมณธรรม จำพรรษาสุดท้ายที่วัดสามผง ปีที่พระบัวมรณภาพ เธอบวชได้ ๓ พรรษา ( ตรงกับบอกเล่าของสามเณร)

    ๔. เมื่อพระภิกษุบัวยังมีชีวิตอยู่ เธอมีความขยันหมั่นเพียรมากในการปฏิบัติธรรมทางจิต

    ๕. พระอาจารย์ทองยืนยันว่า พระบัวศิษย์ของท่านมรณภาพมาได้ ๑๖ ปีแล้ว ( นับถึง พ.ศ. ๒๔๙๓ ) และในปี พ.ศ. ๒๔๙๓ นั้น สามเณรเลี่ยมอายุได้ ๑๕ ปี ( รวมที่ปฏิสนธิอยู่ในครรภ์ ๙ – ๑๐ เดือนด้วยประมาณ ๑๖ ปี เท่าจำนวน ๑๖ ปี ที่พระบัวมรณภาพ นับว่าเธอมรณภาพแล้วไม่นานก็เกิดใหม่เป็นมนุษย์ มิได้ไปเกิดในภพภูมิอื่นเลย

    เรื่องการระลึกชาติของสามเณรเลี่ยมนี้ น่าสนใจเป็นพิเศษ

    ๑. ชาติเป็นพระภิกภิกษุบัว เธอเพียรปฏิบัติธรรมทางจิตไว้มาก ( ตามคำพระอาจารย์ทอง ) คงจะได้สมาธิสูงพอสมควรส่งผลดีให้เธอมีสัญญาความจำ มีจิตอยู่เสมอ

    ๒. เมื่อเจ็บไข้จะตาย ก็รู้สึกตัวว่าจะตาย และมีสติอยู่ดี ขณะแม้กำลังจะตายหรือดับจิตอยู่แท้ ๆ เธอยังตั้งสติมั่น “ ตั้งใจให้ดี มีสติประคองจิต มิให้เผลอตัวขณะดับจิต ”

    ๓. กระทั่งร่างกายตาย ความรู้สึกหรือจิตก็มิได้ดับวูบกลับเกิดมีร่างพระภิกษุบัวอีกร่างหนึ่ง จิตในร่างเดิมที่ตายมาอยู่ในร่างใหม่ ( ร่างทิพย์เฉพาะตัว ) นี้ กำลังยืนมองเห็นร่างเก่าที่ตายแล้วอยู่ตรงหน้า

    ๔. ความประทับใจในเพศพระภิกษุ ( เดิม ) มีแน่นแฟ้นมาก แม้ในร่างทิพย์ก็ยังรู้สึกเป็นพระภิกษุ สะพายบาตรแบกกลดแยู่เหมือนเตรียมตัวพร้อมจะออกธุดงค์พระดกรรมฐานอย่างเคย

    ๕. กระทั่งการเดินทางไปไหน ๆ ในร่างทิพย์ก็ยังเป็นพระภิกษุบัวแบกกลด สะบายบาตรอยู่

    ๖. ความจำชาติเก่าของสามเณรเลี่ยมชัดเจนมากแม้เมื่อตกคลอดในชาติไหม่ยังเป็นทารกแดง ๆ พูดยังไม่ได้ ก็ยังจำรำลึกได้ ว่าตัวยังเป็นพระภิกษุบัว สะพายบาตรแบกกลดอยู่

    ๗. สติความรำลึก ความจำแจ่มชัด แม้ยังเป็นทารกแดง ๆ นี้ คงเนื่องจากได้บำเพ็ญธรรม ทำสมาธิไว้ดีมากในชาติเป็นพระภิกษุบัว

    เรื่องนี้เป็นตัวอย่างที่น่าพิจารณามากสำหรับชาวพุทธศาสนิกชนที่ยังไม่ได้ปฏิบัติทางสมาธิธรรม หรือปฏิบัติแต่ยังไม่แน่วแน่มั่นคง ควรตั้งความเพียรปฏิบัติสมาธิธรรมให้ได้ผลแน่วแน่มั่นคงไว้เพื่อความไม่ประมาท....

    จากพระมหา ดร. สุเทพ อกิญฺจโน จังหวัดชลบุรี
    เรียบเรียงโดย ส. ทับทิมเทศ
    <!--MsgFile=3-->
    http://www.pantip.com/cafe/religious/topic/Y5404520/Y5404520.html
     
  5. หนูแว่น

    หนูแว่น เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 พฤษภาคม 2007
    โพสต์:
    1,189
    ค่าพลัง:
    +3,206
    อนุโมธนา กับทุกเรื่องเลยค่ะ
     

แชร์หน้านี้

Loading...