เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันศุกร์ที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๖๗

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 17 พฤษภาคม 2024.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    17,471
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2,340
    ค่าพลัง:
    +26,096
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันศุกร์ที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๖๗


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    17,471
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2,340
    ค่าพลัง:
    +26,096
    วันนี้ตรงกับวันศุกร์ที่ ๑๗ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๗ เมื่อคืนพอก้าวลงที่ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ ก็รู้เลยว่าอากาศต่างกันราวฟ้ากับเหว จากอากาศที่แห้ง เย็น สดชื่น ในบริเวณที่ไปมา กลายเป็นอากาศชื้นร้อน ๓๑ องศาเซลเซียส ถ้าร่างกายไม่ดีนี่ป่วยได้ทันทีเลย..!

    แต่ว่าด้วยความอนุเคราะห์สงเคราะห์ของหลวงปู่ไห่ทง ที่ขี่หัวท่านสุ่ยหลงมาส่งแบบเท่มาก ก็เลยทำให้เครื่องบินถึงก่อนเวลาประมาณครึ่งชั่วโมงเช่นเดิม แล้วกระผม/อาตมภาพก็เห็นอย่างชัดเจนว่า ท่านสุ่ยหลงที่ว่านั้น เป็นลักษณะของมังกรที่ดำสนิท ดำเป็นนิลเลย ถามว่า "ทำไมถึงดำ ?" ท่านบอกว่า "คนจีนถือว่าสีดำเป็นสัญลักษณ์ของธาตุน้ำ" กระผม/อาตมภาพก็เพิ่งรู้เหมือนกันว่าท่านเป็น "มังกรน้ำ"

    พอเข้าถึงที่พัก คนอื่นอาจจะสลบไสลไม่ได้สติ แต่กระผม/อาตมภาพต้องหาความรู้ตรงนี้ให้ได้ก่อนว่า อันดับแรกที่ท่านสุ่ยหลงบอกว่า
    พรรคพวกของท่านมีทั้งที่บำเพ็ญตบะมาจากงูเหลือม อีกคนหนึ่งมาจากปลาหลี ที่คนจีนเรียกว่าหลีฮื้อ นั่นใช่หรือ ?

    คำถามแรกที่กระผม/อาตมภาพถามหลวงพ่อฤๅษีฯ ท่านก็คือ "สัตว์สามารถที่จะบำเพ็ญภาวนาได้ด้วยหรือครับ ?" ท่านตอบว่า "เอ็งโง่เกินไป..!" โดนครูบาอาจารย์ด่าจนได้ "พญาฉัททันต์ใช่สัตว์หรือไม่ ? พญาภูริทัตใช่สัตว์หรือไม่ ?" เจอเข้าไปแค่สองราย กระผม/อาตมภาพก็หงายผึ่งแล้ว..!

    แล้วมานึกถึงใคร ? มานึกถึง "ท่านทหาร" หมาที่วัดท่าซุง ตัวนี้สุดยอดมาก พอถึงเวลาพระขึ้น "โยโส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ฯ" ท่านทหารหมอบลงปั๊บ จิตใสเป็นแก้วทั้งดวงเลย ถ้าเป็นคนก็ระดับทรงฌาน ๔ เลย..! แล้วทรงได้คล่องตัวถึงขนาด พอถึงเวลาพระกราบพระ "อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา ฯ" ท่านทหารลุกขึ้น สะบัดตัวพรืด เดินไปหาที่เตรียมเจริญกรรมฐานต่อแล้ว
    นั่นระดับทรงฌานตั้งเวลาได้ด้วย..!

    อีกส่วนหนึ่งที่กระผม/อาตมภาพต้องเป็นคนขี้สงสัยก็คือว่า "แล้วสัตว์มีอายุยืนเป็นพัน ๆ ปีเลยหรือ ?" พวกคุณสงสัยอย่างผมหรือเปล่า ? หรือว่าสงสัยก็ไม่กล้าถาม ? หลวงพ่อท่านตอบว่าพวกนั้นเป็นสัตว์ในแดนเปรต ที่เรียกว่าอชคราทิเปรต เป็นเปรตในร่างสัตว์ เวลาของเขากับเราต่างกันมาก ดังนั้น..ถ้าเขาตั้งใจบำเพ็ญบารมี ของเราบางทีผ่านไป ๑๐๐ ปี ของเขาเพิ่งจะได้ ๒ วัน ก็แปลว่าถ้าพันปี ก็ ๒๐ วัน ยังไม่ทันจะถึง ๑ เดือนของเขาเลย..!
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    17,471
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2,340
    ค่าพลัง:
    +26,096
    คราวนี้ปัญหาต่อไปก็คือว่า "มีตัวอย่างไหมครับ ?" หลวงพ่อฤๅษีฯ ท่านบอกว่า "สมัยที่ข้าไปนิวซีแลนด์ มีปลายักษ์ตัวหนึ่งอยู่ในทะเลสาบเตาโป ตัวยาวเป็นไมล์เลย..! เขาอยู่ในสมาธิตลอด ก็เลยไม่ได้กินอาหารอะไรมากมาย นอกจากกินตะไคร่น้ำเล็กน้อย ก็ยังร่างกายอยู่ได้ ส่วนใหญ่พอทรงสมาธิคล่องตัว ร่างกายจะดึงเอาธาตุ ดิน น้ำ ไฟ ลม เข้าไปใช้งานเองโดยไม่ต้องกิน" ไม่อย่างนั้นถ้าปลายักษ์ตัวยาวเป็นไมล์นี่ กระผม/อาตมภาพว่าเรือบรรทุกทั้งลำก็คงจะกลืนลงไปในคำเดียว..!

    สิ่งต่อไปก็คือ "ท่านสุ่ยหลงเป็นอินทกะของท้าววิรูปักษ์มหาราช แล้วไอ้สองตัวนั้นเป็นใครครับ ? ก็คือตัวหนึ่งมาจากงู อีกตัวหนึ่งมาจากปลา ?" หลวงพ่อท่านบอกว่า "ท้าวจาตุมหาราชนั้นปกครองบรรดาผีและสัตว์เดรัจฉานกึ่งทิพย์ทั้งหมดด้วย ไอ้เจ้างูนั่นกับปลาเท่ากับเป็นเดรัจฉานกึ่งทิพย์ ดังนั้น..พอถึงเวลาบำเพ็ญบารมีไปจนสามารถเลื่อนภพภูมิได้ ก็เลยไปอยู่ในภพของท้าวจาตุมหาราช เจ้าสองตัวนั่นถือว่าเก่งมาก" ถามว่า "ทำไมถึงเก่งมาก ?" ก็เพราะว่าเขาข้ามจากภูมิเดรัจฉาน หรือว่าภูมิเปรต ขึ้นไปสู่ภูมิของเทวดาเลย..!

    แม้ว่าจะเป็นเทวดาชั้นจาตุมหาราชิกา คุณอย่าคิดว่าเข้าได้ง่าย ๆ อันดับแรกเลย ต้องมีหิริ โอตตัปปะ รู้จักละอายต่อความชั่ว ไม่กล้าทำความชั่ว เพราะกลัวผลจะสนองแก่ตน จะต้องมีศีล ๕ เป็นปกติ ถ้าไม่มีศีล ๕ เป็นต้นทุน จะขึ้นไปเกิดเป็นเทวดาไม่ได้ แล้วชั้นจาตุมหาราช ยังต้องทรงสมาธิได้ เพียงแต่ว่าตอนตายไม่ได้เข้าสมาธิ ไม่อย่างนั้นจะไปเป็นพรหมเลย ไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างแน่นอน..!

    แล้วเราลองคิดดูว่า งูตัวหนึ่งในภูมิของเปติวิสัย จัดอยู่ในอชคราทิเปรต ปลาตัวหนึ่งอยู่ในเปติวิสัย จัดอยู่ในประเภทอชคราทิเปรต สามารถก้าวขึ้นไปเป็นเทวดาชั้นจาตุมหาราชได้ ส่วนไอ้คุณทหารไปเป็นพรหมเลย
    กระผม/อาตมภาพว่าพวกท่านน่าจะอายหมากันบ้างนะ..!

    ดังนั้น..หลายเรื่องที่ไม่มีปรากฏชัดอยู่ในพระไตรปิฎก หรือมีปรากฎอยู่ แต่ว่าเราไม่สามารถที่จะจับจุดทำความเข้าใจได้อย่างชัดเจน เมื่อไปเจอเหตุการณ์แบบนี้เข้า
    กระผม/อาตมภาพก็ต้องหาความรู้เพิ่มเติมขึ้น ไม่เช่นนั้นแล้วก็จะคาใจต่อไป

    ตรงนี้ต้องตำหนิว่าเป็นความผิดของกระผม/อาตมภาพเอง เพราะว่าวิสัยเดิมเคยเป็นพระโพธิสัตว์มาก่อน ตั้งใจที่จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า
    บุคคลที่จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ต้องศึกษาทุกเรื่องให้รู้ครบถ้วนสมบูรณ์ถึงจะเป็นได้ ในเมื่อทำไปมาก ๆ แม้ว่าจะลาแล้ว ไม่ต้องการจะเป็นแล้ว แต่สันดานเดิมเลิกไม่ได้ สงสัยเมื่อไร ต้องหาคำตอบให้ได้..!
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    17,471
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2,340
    ค่าพลัง:
    +26,096
    เพราะฉะนั้น..ด้วยความที่สงสัยว่าหน้าตาอย่างนี้เทวดาชัด ๆ แต่ท่านสุ่ยหลงบอกว่าเป็นงูตัวหนึ่ง เป็นปลาตัวหนึ่ง แล้วยังมีข้อต่างกันด้วย ก็เลยถามไปว่า "แล้วไอ้ที่คุณบอกว่าเป็นมังกรแท้นั่น แท้ตรงไหนวะ ?"

    ท่านสุ่ยหลงบอกว่า "เขาเกิดเป็นเทวดาชั้นจาตุมหาราชจากความเป็นมนุษย์เลย แล้วเป็นบริวารของท่านท้าววิรูปักษ์มหาราช บริวารของท้าววิรูปักษ์ เวลาจะทำงานจะแสดงเพศเป็นงูใหญ่ คนไทยเรียกว่าพญานาค คนจีนเรียกว่ามังกร ในเมื่อเขาขึ้นไปเกิดตรง ๆ เลย คนจีนเขาก็เลยนับถือว่าประเภทนี้คือมังกรแท้ ส่วนอีกประเภทหนึ่ง มาจากภพภูมิอื่น กลายเป็นมังกรเหมือนกัน แต่ถือว่าเป็นมังกรระดับรองลงมา จะเรียกว่ามังกรเทียมก็คงจะไม่ได้"

    บางอย่างพูดไปแล้ว เหมือนกับ
    กระผม/อาตมภาพบ้าอยู่คนเดียว แต่ว่าพอเล่าให้พวกท่านทั้งหลายฟัง ก็คงจะ "คัน" อยากรู้ขึ้นมาเหมือนกัน บางคนก็อยากรู้ถึงขนาดถามกระผม/อาตมภาพว่า "เจ้าที่ตรงนั้นชื่ออะไร ?" ถ้าอยู่ใกล้ ๆ กระผม/อาตมภาพจะถีบให้สักที..!

    เพราะว่าอันดับแรกเลย ถ้าไม่ไปถึงสถานที่นั้น หรือไม่มีความเนื่องกัน บางทีท่านก็ไม่ปรากฏตัวเลย อันดับที่สอง ก็คือการที่จะรู้จักมักคุ้น ถึงขนาดเรียกชื่อกันได้ คุณต้องมีต้นทุนพอ ไม่ใช่ถามไปส่งเดช แล้วเหมือนอย่างกับเด็กที่ไม่รู้เด็กไม่รู้ผู้ใหญ่ จิกหัวเรียกผู้ใหญ่เลย เหมือนอย่างกับบ้านเราที่มีตลกชื่อดังในอดีตของเรา ก็คือ "ล้อต๊อก" ตอนนั้นอายุ ๖๐ กว่าแล้ว ไปเจอเด็กนักเรียนเรียก "ไอ้ต๊อก..!" แล้วคุณคิดว่าเป็นเรื่องที่สมควรไหม ?

    ในเรื่องของผู้ใหญ่ หรือว่าพรหม เทวดา ถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ จะเรียก "พ่อปู่ แม่ย่า" อะไรก็ได้ แต่อย่าไปเรียกชื่อตรง ๆ ถ้าท่านบอกชื่อใครตรง ๆ แปลว่าคนนั้นเรียกได้คนเดียว หรือคนอื่นอาจจะเรียกได้ แต่ก็ต้องอยู่ในระดับเดียวกับคนนั้นด้วย ไม่ใช่อยู่ ๆ ก็ไปเรียกส่งเดช จะหาความซวยใส่ตัวโดยใช่เหตุ..! มิหนำซ้ำ..หลายท่านพอรู้แล้ว บางทีก็ไปรบกวนท่านจนเกินเหตุ อยากได้ไอ้โน่น อยากได้ไอ้นี่ ขอให้ช่วยไอ้นั่น จนกระทั่งเทวดาหลักเมืองสองพี่น้องที่ศรีลังกาบอกกระผม/อาตมภาพเลยว่า "ท่านอย่าไปบอกว่าผมชื่ออะไร"

    ศรีลังกามีเจ้าพ่อหลักเมืองสองคน หรือว่าสององค์ เป็นผู้หญิงกับผู้ชาย เป็นพี่น้องกันด้วย ปกปักรักษาพระพุทธศาสนามานานมากแล้ว ท่านรายงานตัวแล้วย้ำด้วยว่า "อย่าบอกใครว่าผมชื่ออะไร เพราะว่าลูกศิษย์ของท่านทำแสบกับคนอื่นไว้เยอะแล้ว พวกผมไม่อยากจะเดือดร้อน..!" หรือพูดง่าย ๆ ว่าไม่อยากจะช่วยคนที่ขอส่งเดชนั่นเอง..!

    ดังนั้น..ถ้าหากว่าไปศรีลังกา ก็นึกถึงท่านว่าเป็นเจ้าพ่อหลักเมือง หรือเทวดาผู้พิทักษ์ประเทศศรีลังกาก็ได้ ไม่รู้จักชื่อก็ไม่เป็ไร เรียก "พ่อปู่ - แม่ย่า" ก็ได้ เพียงแต่ระลึกถึงท่านโดยตรง ไม่ใช่ไปจิกหัวเรียกเลยตามที่ผ่าน ๆ มา..!
     
  5. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    17,471
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2,340
    ค่าพลัง:
    +26,096
    หลายต่อหลายอย่าง สิ่งที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสเอาไว้นั้นเป็นความจริงทั้งหมด เพียงแต่ว่าเมื่อไรจะมีบางท่านที่ไปพบแล้วนำมาเล่าสู่กันฟังเท่านั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลก

    การรู้เห็นเป็นของแถมในการปฏิบัติ ถ้าจิตใจของเราสงบถึงที่สุด จะรู้เห็นขึ้นมาเอง เพราะว่าสภาพจิตของเราเหมือนกับน้ำ ถ้ากระเพื่อมด้วยแรง รัก โลภ โกรธ หลง ก็ไม่สามารถที่จะเห็นอะไรได้ แต่ถ้าหากว่านิ่งสงบ ราบเรียบเหมือนกระจกเมื่อไร จะสะท้อนเงาทุกอย่างลงไปได้ชัดเจนมาก

    แต่ต้องระมัดระวังการทดสอบ อย่างที่กระผม/อาตมภาพบอกว่า เราเห็นเขาไล่ฆ่าไล่ฟันกันมา เราก็ลากมีดลากปืนไปช่วยเขา จะโดนเขากระทืบตาย เพราะเขากำลังถ่ายหนังกันอยู่..! เราเห็นเขาไล่ฆ่าไล่ฟันกันมาจริงไหม ? ก็จริง แล้วเรื่องที่เห็นจริงไหม ? ไม่จริง เพราะว่าเขากำลังเล่นหนัง ถ่ายภาพยนตร์กันอยู่

    ในสมัยที่บวชอยู่วัดท่าซุงใหม่ ๆ ในระหว่างพระพี่พระน้องด้วยกัน เมื่อตอนค่ำหลังเลิกกรรมฐานแล้วก็มาฉันน้ำปานะ มาพูดคุย วิเคราะห์วิจัยส่วนที่ได้พบเห็นกันมา แล้วท้ายที่สุด ทุกคนมีข้อสรุปลงเหลือคำเดียวเหมือนกันว่า "กูไม่เชื่อ" ต่อให้เรื่องที่ ๑ ถูกต้อง เขามาบอกเรื่องที่ ๒ ก็อย่าเพิ่งเชื่อ เรื่องที่ ๑ เรื่องที่ ๒ ถูกต้อง เรื่องที่ ๓ ก็อย่าเพิ่งเชื่อ แล้วจะทำใจอย่างไร ? รับรู้ไว้ด้วยความเคารพ ถ้าเกิดขึ้นตามนั้น แล้วค่อยน้อมใจขอบคุณที่ท่านอุตส่าห์มาบอก

    แต่ส่วนที่เราควรทำที่สุดก็คือรักษากำลังใจของตนเองเอาไว้ อย่าให้ รัก โลภ โกรธ หลง เข้ามากินใจ อย่าให้ รัก โลภ โกรธ หลง ทำใจของเราให้ขุ่นมัว ไม่อย่างนั้นทิพจักขุญาณถ้าไม่แจ่มใส ก็ยิ่งจะโดนหลอกลวงได้ง่ายขึ้น..!
     
  6. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    17,471
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2,340
    ค่าพลัง:
    +26,096
    ดังนั้น..การรู้เห็นที่เป็นของแถมในการปฏิบัติ จึงมักจะมีโทษมากกว่าประโยชน์ พรรคพวกของกระผม/อาตมภาพคนหนึ่ง จะโดนเขากระทืบตายเหมือนกัน เพราะดันไปบอกเมียของอีกคนหนึ่งว่า "คุณเคยเป็นเมียผมมาก่อน" ทั้ง ๆ ที่ผัวเขายืนหัวโด่อยู่ตรงนั้น..!

    อย่าลืมว่าเรื่องที่ตัวเองพูดเป็นเรื่องในอดีต ผ่านมาจนกระทั่งคนอื่นเขาจำกันไม่ได้แล้ว แค่รับรู้ไว้เฉย ๆ ก็พอ ดันทะลึ่งไปฟื้นความสัมพันธ์ใหม่ แล้วส่วนใหญ่ผู้ที่ฝึกมโนมยิทธิกัน ก็มักจะเป็นแบบนี้ ก็คือรู้แล้วก็ไปฟื้นความสัมพันธ์กันใหม่

    มโนมยิทธิ หลวงพ่อฤๅษีฯ ท่านสอนให้เรา
    รู้เพื่อละ ไอ้เจ้าพวกนี้รู้แล้วไปยึด คนที่ลอยคออยู่ในทะเลทุกข์ ไปกอดคอกันเป็นพรวน ก็จะจมน้ำตายกันทั้งคณะ..! ต้องรีบตะเกียกตะกายขึ้นฝั่งเอาตัวรอดให้ได้ก่อน แล้วค่อยหันกลับไปช่วยคนอื่น

    ดังนั้น..ขอย้ำอีกครั้งว่า การรู้เห็นนั้น เราควรที่จะรู้เพื่อละ ส่วนที่ควรรู้ที่สุด คือกำลังใจของตนเองว่า มี รัก โลภ โกรธ หลง หรือไม่ ? ถ้ามีอยู่ เร่งขับไล่ออกไป แล้วระมัดระวังไว้ อย่าให้กลับเข้ามา กำลังใจของเรามีความดีอยู่หรือไม่ ? ถ้ายังไม่มี ทำให้มีขึ้นมา ถ้ามีอยู่แล้ว ทำให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป ถึงจะเป็นการรู้ใจที่เกิดประโยชน์ที่สุด

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันศุกร์ที่ ๑๗ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๗
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...