เรื่องเด่น เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอังคารที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๗

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 14 พฤษภาคม 2024.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    17,119
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2,300
    ค่าพลัง:
    +26,045
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอังคารที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๗


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    17,119
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2,300
    ค่าพลัง:
    +26,045
    วันนี้ตรงกับวันอังคารที่ ๑๔ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๗ ตื่นเช้าขึ้นมาด้วยความหนาวเหน็บเจ็บผิว เนื่องเพราะว่าอุณหภูมิลงไปอยู่ที่ ๑๑ องศาเซลเซียส แล้วก็ค่อย ๆ สูงขึ้นมาทีละน้อย

    พวกเราเองได้รับการนัดเป็นตัวเลข ๖ - ๗ - ๘ คือ ๖ โมงเช้ามีเสียงโทรศัพท์ปลุก ๗ โมงเช้าลงไปรับประทานอาหาร ๘ โมงเช้าออกเดินทาง

    แต่พอ ๖ โมงครึ่ง กระผม/อาตมภาพลงไปถึงห้องอาหาร ปรากฏว่าบรรดาอากง อาม่า อาเจ้ อาเฮีย ลุยกระจายกันอยู่ข้างในนั้น แทบไม่เหลืออะไรให้พวกเราได้กินแล้ว..! จึงต้องพยายามหยิบจับอะไรก็ตาม ที่พอจะใส่ปากใส่ท้องได้ เพื่อกินเข้าไปกันตายไปมื้อหนึ่ง เสร็จแล้วในระหว่างที่รอรถของเรามา ปรากฏว่าฝนก็พรำ ๆ ลงมา รถก็ไม่มาเสียที พวกเราจึงได้วนไปที่ร้านค้า ทำการซื้อหาสิ่งของต่าง ๆ ในลักษณะ "ละลายทรัพย์" เสียก่อน ไม่เช่นนั้นแล้วเงินก็จะหนักกระเป๋าจนเกินไป..!

    ครั้นเห็นรถบัสของเราที่ "เติ้งเซียนเซิง" ขับมา ปรากฏว่าพอเราจะฝ่าฝนไปขึ้น น้องการ์ตูน (นางสาวศรัณย์พร บุรินทรโกษฐ์) ส่งเสียงห้ามมาแต่ไกล บอกว่าทางบริษัทเอ็นซีทัวร์ โดยคุณนวลจันทร์ เพียรธรรม สั่งแท็กซี่มา เพื่อพาพวกเราไปส่งที่ปากทางเข้าจิ่วไจ้โกว เล่นเอาพวกเราปรบมือกันสนั่น เนื่องเพราะว่าบรรดาอากง อาม่า อาเฮีย อาเจ้ ทั้งหลายที่รีบกินรีบไปนั้น เขาต้องเดินไปถึง ๒.๕ กิโลเมตร เพื่อที่จะไปถึงปากทางตรงนั้น พวกเราที่ออกทีหลัง จึงแซงหน้าไปก่อน ไปถึงก็เจอคนประมาณล้านเจ็ดสิบเอ็ดแสนแน่นไปหมด..!

    พวกเราตรวจตั๋วตรวจบัตร ผ่านเข้าไปได้อย่างสบาย กลายเป็นน้องการ์ตูนคนเดียวที่โดนไปเต็ม ๆ ก็คือกรอกเลขพาสปอร์ตของตนเองผิด ทำให้ผ่านไม่ได้ ต้องเสียเวลาแก้ไขกันอยู่พักใหญ่ กำลังสงสัยว่าทำไมพวกเราไม่ไปเข้าซอง ? เนื่องเพราะว่ารถของทางอุทยานคันแล้วคันเล่าวิ่งมารับคน ซึ่งแต่ละคันก็ยัดกันเข้าไปอย่างชนิดไม่ต้องเกรงใจใคร มีการทุบถองกระแทกเบียดกันเสียก่อนด้วย..!

    คุณนวลจันทร์บอกว่าทางเอ็นซีทัวร์เช่ารถให้พวกเราต่างหาก ๑ คัน แต่ปรากฏว่าคณะของเราไปมินิบัสไม่ได้ เนื่องเพราะว่าจำนวนคนเกินที่นั่ง จึงทำให้ต้องไปรถบัสใหญ่ ทำเอาทุกคนปรบมือกันเกรียว..! ต่างคนต่างสรรเสริญเยินยอคุณงามความดีของบริษัทเอ็นซีทัวร์เป็นการใหญ่ ทำเอาคุณนวลจันทร์ต้องขอบคุณรอบข้าง เหมือนอย่างกับนักมวยไหว้ครูก็ไม่ปาน..!
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 17 พฤษภาคม 2024
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    17,119
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2,300
    ค่าพลัง:
    +26,045
    ครั้นพวกเราขึ้นรถแล้ว คุณไวซึ่งเป็นมัคคุเทศก์ท้องถิ่น พูดไทยชัดบ้างไม่ชัดบ้าง ต้องให้กระผม/อาตมภาพแปลไทยเป็นไทยให้พวกเราฟัง ได้บอกว่า "จิ่วไจ้โกว" นั้นแปลว่า "๙ หมู่บ้าน" ซึ่งประกอบไปด้วยหมู่บ้านคนทิเบตเผ่าเชียง ๙ แห่งด้วยกัน แต่ว่าที่อยู่ด้านนอกใกล้ถนน ซึ่งเราจะผ่านนั้นมีแค่ ๓ แห่งเท่านั้น

    ลักษณะพื้นที่อุทยานเหมือนกับตัว y ดังนั้น พวกเราจะออกขวามือไปก่อน เพื่อที่จะวิ่งไปถึงด้านบน โดยที่คนอื่นยังไปไม่ถึง เพราะว่าเขาจะจอดชมกันตั้งแต่ด้านล่าง พวกเราจึงได้วิ่งยาวขึ้นไป จนกระทั่งถึงทะเลสาบกระจก ซึ่งกระผม/อาตมภาพเห็นว่าเป็นส่วนที่สวยที่สุดของทะเลสาบทั้งหมดภายในอุทยานแห่งชาติจิ่วไจ้โกวแห่งนี้

    น้ำที่ใสเหมือนกระจก สะท้อนเงา ไม่ว่าจะเป็นฟ้า เป็นเขา เป็นต้นไม้ ลงไปชัดเจนเหมือนของจริง พวกเราถ่ายรูปกันแล้วถ่ายรูปกันอีก ไม่รู้จักอิ่มไม่รู้จักเบื่อ จนกระทั่งหมดเวลาก็มาขึ้นรถ วิ่งต่อไปยังทะเลสาบนกยูง ท่านทั้งหลายต้องนึกถึงนกยูงรำแพนว่าอลังการเพียงใด ทะเลสาบนกยูงก็คล้ายอย่างนั้น ปลาที่ว่ายอยู่ในน้ำ เมื่อสะท้อนกับเงาเมฆ ทำให้เราบางทีหลงไปเหมือนกันว่าปลาว่ายอยู่บนฟ้า เป็นต้น

    แล้วพวกเราก็ไปต่อที่ทะเลสาบหมีแพนด้า ซึ่งได้ชื่อมาเพราะสมัยก่อนนั้นยังมีหมีแพนด้าลงมาหากินบริเวณนั้น ตั้งแต่มีแผ่นดินไหวที่เมืองเวิ่นชวน มณฑลเสฉวน กระทบกระเทือนมาถึง หมีแพนด้าก็หายไปหมดแล้ว

    เมื่อชมความงามของทะเลสาบหมีแพนด้า ถ่ายรูปกันจนเป็นที่พอใจแล้ว พวกเราก็ลอดอุโมงค์ตรงไปยังทะเลสาบไผ่ลูกศร ซึ่งคุณไวนั้นแปลไวยากรณ์แบบจีน กลายเป็น "ลูกไผ่ศร" ทำเอาพวกเราต้องมาทำการสลับตัวอักษรเป็นการใหญ่ กว่าที่จะได้ใจความฟังรู้เรื่อง..!
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 17 พฤษภาคม 2024
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    17,119
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2,300
    ค่าพลัง:
    +26,045
    เมื่อไปถึง ปรากฏว่ามีน้ำตกเตี้ย ๆ ให้พวกเราเดินไปถ่ายรูปด้วย กระผม/อาตมภาพเห็นมีป้ายบอกว่า "ทะเลสาบหมีแพนด้าย้อนกลับไป ๙๘๐ เมตร" ก็เห็นว่าไม่ไกล อยากจะถ่ายรูปทะเลสาบหมีแพนด้าจากมุมทางด้านนี้บ้าง จึงเดินดุ่ม ๆ ไป ซึ่งตอนแรกก็มีคนจีนเดินอยู่ไม่น้อย

    แต่ครั้นสุดป้าย ๙๘๐ เมตรแล้ว มีป้ายชี้ว่า "ทะเลสาบหมีแพนด้า ๔๑๐ เมตร" กระผม/อาตมภาพเห็นว่าลงทุนลงแรงมาขนาดนี้แล้ว อีก ๔๑๐ เมตรก็คงไม่กระไรนัก ก็เลยเดินต่อไป ครั้นสุด ๔๑๐ เมตร มีป้ายต่อไปว่า "ทะเลสาบหมีแพนด้า ๒๕๐ เมตร"" กระผม/อาตมภาพก็ได้แต่นึกว่า "คุณหลอกดาว" แต่ก็กัดฟันเดินไป สุดทางแล้วมีป้ายบอกว่า "ทะเลสาบหมีแพนด้า ๘๑ เมตร"..!

    กระผม/อาตมภาพจึงเข้าใจเลยว่าทำไมบุคคลที่โดนแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวง ถึงได้ถลำตัวไปขนาดนั้น ก็เพราะเห็นว่าลงทุนลงแรงไปมากแล้ว ก็หวังว่าจะสัมฤทธิ์ผลตามที่ตนต้องการ แต่กลับไม่ได้เสียนี่..! เมื่อถ่ายรูปเสร็จเรียบร้อย โผล่ขึ้นมา จึงเห็นว่ามาอยู่ตรงอุโมงค์ที่มีการเปิดด้านหนึ่งให้ชมวิวได้ ตอนนี้เข้าใจชัดเจนเลยว่า เขาเปิดเอาไว้ให้ชมวิวทะเลสาบหมีแพนด้านี่เอง..!

    กระผม/อาตมภาพเห็นว่าเดินมานานมากแล้ว จึงรีบส่งไลน์กลับไปแจ้งว่าตนเองอยู่ทางด้านนี้ ปรากฏว่ามีตอบกลับมาว่าทุกคนรออยู่บนรถแล้ว กระผม/อาตมภาพจึงแจ้งว่า ถ้าหากว่าย้อนกลับมาทางด้านนี้ก็มารับด้วย ถ้าไม่ย้อนกลับมาก็โปรดรอ เพราะว่ากำลังเดินไปตามถนนใหญ่ จะไกลกว่าทางที่เขาจัดเอาไว้เป็นเทร็กกิ้งมาก เดินกลับมายังไม่ถึงครึ่งทาง รถของเราก็วิ่งย้อนกลับมารับ ปรากฏว่ากระผม/อาตมภาพต้องขึ้นอย่างไวเลย เนื่องเพราะว่าไม่ใช่สถานที่จอดซึ่งทางอุทยานกำหนดเอาไว้ อาจจะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้

    พวกเราย้อนกลับลงมายังบริเวณภัตตาคาร ซึ่งเป็นสถานที่เดียวที่มีข้าวปลาอาหารเลี้ยง จึงไม่ต้องแปลกใจว่ามีนักท่องเที่ยวคณะแล้วคณะเล่าเข้ามา คุณไวกับน้องการ์ตูนซื้อตั๋วอาหารบุฟเฟ่ต์คนละ ๙๘ หยวน ไล่แจกบุคคลภายในคณะ กระผม/อาตมภาพเป็นคนฉันง่ายอยู่แล้ว จึงไม่ได้คิดจะกินจนบ่าย ๒ โมงตามที่เขาอนุญาตไว้ นอกจากตักมาจานเดียว ฉันเสร็จสรรพเรียบร้อยแล้วก็กลับลงไปนั่งรอ แต่กลายเป็นว่าต้องมานั่งภาวนา รอแล้วรอเล่า กว่าเขาจะมากันครบ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 17 พฤษภาคม 2024
  5. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    17,119
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2,300
    ค่าพลัง:
    +26,045
    ช่วงบ่ายพวกเราก็วิ่งไปอีกเส้นทางหนึ่ง ซึ่งก็คือซีกซ้ายของตัว y นั่นเอง ไปชมน้ำตกม่านไข่มุก ซึ่งมีลักษณะน้ำตกลงมาเป็นสาย ๆ ตลอดหน้าผายาวเหยียด สายแล้วสายเล่า เหมือนกับม่านไข่มุก แต่ปรากฏว่าฝนฟ้าไม่เป็นใจ เนื่องเพราะว่าพรำลงมาเล็กน้อย กระผม/อาตมภาพตลอดจนกระทั่งน้องเล็ก (นางสาวจิราพร ซื่อตรงต่อการ) และมาดามชวง (นางสาวไพรินทร์ สุวิชชาญพันธุ์) วิ่งไปจนกระทั่งถึงสุดทางบริเวณลานจอดรถ แล้วหลบฝนรอจนกระทั่งทุกคนที่เปียกมะล่อกมะแล่กตามมาทัน

    นึกว่ารอดจากการเปียกไปได้แล้ว ปรากฏว่าเมื่อรถบัสของเรามาถึง ต้องจอดในลานซึ่งห่างจากจุดที่หลบฝนไปมาก พวกเราต้องวิ่งฝ่าฝนที่ตกหนักขึ้นทุกที ก็เลยกลายเป็นเปียนปอนพอ ๆ กันไปหมด เมื่อออกรถวิ่งเลยไปได้ไม่ไกล ปรากฏว่าถนนแห้งสนิท เหมือนที่โบราณบอกว่า "ฝนตกไม่ทั่วฟ้า"

    พวกเราลงไปชมทะเลสาบยาว ซึ่งยาวสมชื่อ แต่ก็งดงามทีเดียว แล้วต่อด้วยทะเลสาบ ๕ สี ซึ่งตอนแรก กระผม/อาตมภาพก็สงสัยว่า ทำไมคุณไวถึงได้บอกทางให้พวกเราเดินลงไป แล้วติดรถกลับไปรอเราที่ทางออก ปรากฏว่าเมื่อเดินไปถึง จึงได้รู้ว่าทะเลสาบ ๕ สีนั้นน้ำแห้ง เหลือบริเวณไม่มากนัก ถ้าหากว่าดูด้วยสายตา ก็น่าจะ
    ประมาณ ๒๐๐ ตารางวาเห็นจะได้ แต่ว่าผู้คนแออัดยัดเยียดกันเต็มไปหมด พวกกระผม/อาตมภาพก็เลยเปลี่ยนแผนมาดูคนแทน..!

    เมื่อเดินย้อนกลับไปจนกระทั่งถึงบริเวณที่คุณไวเรียกว่าทะเลสาบเสือ ซึ่งกระผม/อาตมภาพมารู้ทีหลังว่านี่คือทะเลสาบแรด ที่มีความใหญ่จนกระทั่งพวกเราจะต้องเดินอ้อมสะพานที่เขาทำข้ามทะเลสาบไปอีกฝั่งหนึ่ง มีเวทีให้ถ่ายรูป แล้วบริเวณทะเลสาบตรงด้านปลาย ที่ต่อกับทะเลสาบเสือนั้น มีอาคารติดตั้งกงล้อมนต์แบบวัชรยานของทิเบต ใช้พลังน้ำเป็นตัวหมุนเฟืองจักรให้กงล้อมนต์ทำงาน แผ่พลังออกไปทำให้สายน้ำทั้งหมดที่ไหลรวมลงไปเป็นน้ำตกซู่เจิ้น นั้นกลายเป็นน้ำมนต์ไปทั้งสาย..!

    พวกเราเมื่อเดินเลยทะเลสาบเสือไปแล้ว คุณไวก็ชี้ให้เลาะลงไปทางน้ำตกซู่เจิ้นทางด้านล่าง เพราะกระผม/อาตมภาพถามว่า "ด้านบนหรือด้านล่างจะเห็นชัดกว่า ?" ทางด้านคุณไวตอบว่า "ด้านล่าง" กระผม/อาตมภาพจึงหลงกลเดินลงไป ขณะที่ส่วนใหญ่เขาเดินขึ้นไปด้านบนกัน แล้วก็ได้ภาพมุมสูง ลักษณะเหมือนอย่างกับถ่ายด้วยโดรนที่บริเวณนี้เขาห้ามบินโดรนทั้งหมด
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 17 พฤษภาคม 2024
  6. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    17,119
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2,300
    ค่าพลัง:
    +26,045
    เมื่อเดินไป ปรากฏว่าน้ำในทะเลสาบนั้นไหลไปจนกระทั่งถึงบริเวณอาคารหลายหลัง ที่มีไว้เพื่อจำหน่ายของที่ระลึกให้กับนักท่องเที่ยว และที่ดีเลิศประเสริฐศรีก็คือ ห้องน้ำที่สร้างจากไม้สนนั้น สะอาดเอี่ยมสุด ๆ เนื่องเพราะว่ามี "หมัวหมัว" หรือที่เราเรียกว่าอาเจ้สักคนหนึ่งก็ได้ แกมีหน้าที่คอยดูแลอยู่ คนออกมาปุ๊บ แกเข้าไปทำความสะอาดปั๊บ คนต่อไปสามารถเข้าไปใช้ต่อได้อย่างสบายใจ

    เมื่อออกจากห้องน้ำแล้ว กระผม/อาตมภาพต้องตะกายบันไดในลักษณะตะกายฟ้า เพื่อขึ้นมาที่บริเวณลานจอดรถหน้าหมู่บ้านซู่เจิ้น ซึ่งเป็นหมู่บ้านจำหน่ายของที่ระลึก อาคารส่วนใหญ่สร้างด้วยไม้สน สวยงามอลังการมาก ไม่ว่าจะเป็นข้าวปลาอาหาร น้ำท่า หรือว่าของที่ระลึก มีจำหน่ายทุกอย่าง โดยเฉพาะด้านข้างมีวัดแบบทิเบต ที่สร้างเจดีย์เรียงรายอยู่ แล้วมีกงล้อมนต์ขนาดยักษ์สร้างจากไม้สนอยู่ด้วย แถมยังมีกระโจมธงมนต์อยู่ให้สักการะอีกต่างหาก

    กระผม/อาตมภาพเดินถ่ายรูปจนทั่วแล้ว จึงเห็นทางด้านคุณนวลจันทร์เดินกลับมา พร้อมกับคณะอีกไม่กี่คน พวกเราถ่ายรูปเสร็จแล้วไปรอรถ แต่ปรากฏว่าน้องเล็ก (นางสาวจิราพร ซื่อตรงต่อการ) ตาไว เห็นอาเหลียง หรือชื่อจริงว่าลี่เหลียง ซึ่งเป็นเด็กรถขี้อาย กวักมือเรียกพวกเราแต่ไกล

    รถของเรานั้นเป็นรถเช่า ได้รับคำจำกัดความจากคุณปิง (นายณัฐภาคย์ องค์วรวิทย์) ซึ่งเป็นคนขับรถของ ผศ.ดร.พระครูโรจน์ว่า เป็นรถ "ไม่เข้าท่า" เนื่องเพราะว่าหน้าตาเหมือนกับรถของอุทยานคันอื่น ๆ นั่นเอง ถ้าเข้ามาเมื่อไร บรรดาลูกหลานพันธุ์มังกรก็จะพรวดพราดกันขึ้นไปแบบไม่ฟังเสียงใคร จึงต้องไปจอดห่าง ๆ ให้พวกเราเดินไปขึ้นรถกันเอง

    เมื่อพวกเรานั่งรถออกมา ปรากฏว่าทางเอ็นซีทัวร์ยังใจดี แถมทะเลสาบดอกไม้ไฟให้ เมื่อเดินลงไป ถึงได้เข้าใจว่าทำไมถึงเรียกว่าทะเลสาบดอกไม้ไฟ เนื่องเพราะว่ามีแอ่งน้ำอยู่ซ้ายขวาหน้าหลังบนล่างเต็มไปหมด แต่ละแอ่งเป็นทะเลสาบที่ไม่ใหญ่มากนัก กระจัดกระจายกันไปทั่ว เหมือนอย่างกับคนจุดพลุไฟแล้วระเบิดกระจายอย่างนั้น พวกเราเมื่อได้รับของแถมเต็มอิ่มแล้ว ขึ้นรถมาก็วิพากษ์วิจารณ์สรรเสริญเยินยอกันใหญ่ ว่าเอ็นซีทัวร์ของเรานี้ก็คือ "The Best Tour" นั่นเอง..!
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 17 พฤษภาคม 2024
  7. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    17,119
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2,300
    ค่าพลัง:
    +26,045
    พวกเราวิ่งย้อนกลับไปทางออก ซึ่งไม่ไกลมากแล้ว มาถึงบริเวณปากทางเข้าสู่เขาจิ่วไจ้โกว ปรากฏว่าขาเข้าซึ่งตอนมามีคนล้านเจ็ดสิบเอ็ดแสน แทบจะเหยียบกันตาย ตอนนี้เหงาจนผีหลอก..! มีแต่ขาออกที่เบียดเสียดเยียดยัดกันออกไปหารถ ซึ่งมองด้วยสายตาแล้ว เฉพาะรถแท็กซี่ก็มีเป็นร้อย ๆ คัน จอดเรียงรายกันถึง ๔ แถวด้วยกัน บนอากาศนั้นปรากฏว่ามีปุยของ "ดอกผูกงอิง" ซึ่งลักษณะคล้าย ๆ ของปุยของ "ต้นกกธูปพระฤๅษี" บินว่อนเต็มไปทั้งท้องฟ้า ถ้าหากว่าใครแพ้เกสรดอกไม้เหล่านี้ ก็มีหวังได้จามกันจนตายไปข้างหนึ่ง..!

    พวกเราซึ่งเที่ยวกันมาทั้งวัน เดินจนกระทั่งหมดแรงข้าวต้มหมดแรงข้าวสวยกันแล้ว ทางด้านคุณนวลจันทร์จึงได้เรียกรถแท็กซี่ ส่งพวกเรากลับโดยไม่คิดเงินเพิ่มเสียด้วย เพียงแต่ว่ามาถึงโรงแรมแล้ว เรามีเวลาแค่ ๒๐ นาทีในการที่จะเข้าห้องน้ำห้องส้วม กระผม/อาตมภาพที่ทำความเร็วได้เหนือกว่าคนอื่นเขา จึงได้อาบน้ำอาบท่า ห่มผ้าใหม่เสียดิบดี พร้อมกับลงไปรอ ปรากฏว่าคนทั่วไปซึ่งไม่สามารถจะอาบน้ำได้ทัน จึงเปลี่ยนไปช็อปปิ้งแทนอีกแล้ว..!

    พวกเราฝ่าฝนไปดูโชว์ทิเบตที่ยิ่งใหญ่อลังการมาก ๆ โดยเฉพาะโรงละคร ไม่ทราบเหมือนกันว่ากว้างกี่ไร่ต่อกี่ไร่ ต้องใช้พาสปอร์ตในการซื้อตั๋ว เมื่อเข้าไปข้างในแล้ว ยังต้องเดินวนแล้ววนอีก กว่าที่จะเจอปากทางเข้าโรงละคร ครั้นเข้าไปถึง ปรากฏว่าเขาเริ่มมี "ไตเติ้ล" ขึ้นแล้ว

    การโชว์นั้นใช้เวลาประมาณ ๑ ชั่วโมง เริ่มจากประวัติของชาวทิเบตเผ่าเชียง ตั้งแต่ยุคเทวตำนาน แล้วก็มาอยู่ในยุคที่รบราฆ่าฟัน แย่งชิงแผ่นดินกันมา แพ้ชนะกันด้วยเลือดและน้ำตา เพราะว่าข้าศึกจับเอาหญิงคนรักไปข่มขู่ให้ฝ่ายเผ่าเชียงยอมแพ้ ครั้นเมื่อยอมแพ้ ปรากฏว่าเขาก็หาได้ยอมปล่อยให้รอดชีวิตไม่ ผู้หญิงจึงยอมตาย เพื่อที่จะให้ชายผู้เป็นที่รักของตนได้รอด เมื่อสามารถชนะข้าศึกได้แล้ว ก็ยังต้องมาหลั่งน้ำตา เพราะว่าคนรักได้จากไปแล้ว เป็นต้น

    หลังจากนั้นก็มีประวัติของเจ้าหญิงเหวินเฉิง ราชธิดาแห่งราชวงศ์ถัง สมัยพระเจ้าถังไท่จงฮ่องเต้ ซึ่งเสด็จมาแต่งงานกับพระเจ้าซองซานกัมโปมหาราช หรือที่คนจีนเรียกว่าซงจั้นกั้นปู้ มหาราชของชาวทิเบต ที่สามารถขยายดินแดน "ถู่โป" (ทิเบตโบราณ) ได้ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 17 พฤษภาคม 2024
  8. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    17,119
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2,300
    ค่าพลัง:
    +26,045
    หลังจากนั้นแล้วก็แทรกด้วยกายกรรมต่าง ๆ แล้วก็มาเป็นเรื่องของปัจจุบัน ก็คือแผ่นดินไหวที่เมืองเวิ่นชวน ซึ่งมีเรื่องโศกเศร้าเคล้าน้ำตาในการพลัดพรากจากกัน ตลอดจนกระทั่งเหล่าทหาร ตำรวจ หน่วยแพทย์พยาบาล ที่บุกเข้าไปช่วยเหลือ มีทั้งโดนฟ้าผ่าตาย มีทั้งพลัดตกลงไปในน้ำตาย เพราะว่าต้องต่อตัวกัน เพื่อที่จะเป็นสะพานให้บรรดาชาวบ้านได้อพยพออกไปสู่ที่ปลอดภัย

    ครั้นเมื่อถึงตอนสุดท้าย นักแสดงทั้งหลายก็ออกมาร่ายรำอวยพรแบบทิเบต ซึ่งประกอบไปด้วยพระเจดีย์องค์ใหญ่ ลอยลงมาเหนือศีรษะกระผม/อาตมภาพพอดิบพอดี ทำให้ไม่สามารถที่จะถ่ายภาพได้ แล้วขณะเดียวกันธงมนต์เป็นพัน ๆ ผืนที่อยู่บนราวก็เลื่อนลงมา จนกระทั่งคลุมประชาชนหลายพันคนในโรงละคร..!

    โดยเฉพาะเวทีนี้อลังการงานสร้างเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่าหมุนรอบตัวเองให้ดูทุกทิศได้ ฝนตกก็คือน้ำลงมาจริง ๆ อุทกภัยท่วมก็ท่วมจริง ๆ แผ่นดินไหวก็ไหวจริง ๆ เวทีนอกจากหมุนรอบตัวเองแล้ว ยังสามารถแยกส่วนออกมาได้ เป็นเส้นทางให้เจ้าหญิงเหวินเฉิงเสด็จลงมาอีกต่างหาก แล้วขณะเดียวกันก็ยังมีเวทีลอยฟ้า ซึ่งนำเอานางฟ้าลงมาอำนวยอวยพรให้กับพวกเรา เป็นการแสดงโชว์ที่ดูไม่รู้เบื่อ หมดลงไปโดยไม่รู้ตัวว่าหมดเวลาแล้ว

    เมื่อออกมา ก็ยิ่งตื่นตาตื่นใจหนักเข้าไปอีก เนื่องเพราะว่าประชาชนตลอดจนกระทั่งนักท่องเที่ยวที่เข้าไปดูโชว์นั้น ถ้าไม่ถึงหมื่นก็อยู่ในระดับหลายพันคน..! ทั้งรถทั้งคนติดกันหนุบหนับไปหมด กว่าที่พวกเราจะเดินทางมาถึงบริเวณที่พัก ก็แทบจะหมดสภาพไปตาม ๆ กัน

    หลังจากที่นัดแนะเวลาในการตื่น ในการกิน ในการเดินทางเรียบร้อย กระผม/อาตมภาพก็มาบันทึกเสียงธรรมจากวัดท่าขนุนให้กับพระภิกษุสามเณรของเรา ตลอดจนกระทั่งญาติโยมได้ฟังอยู่ดังนี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันอังคารที่ ๑๔ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๗
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 17 พฤษภาคม 2024
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...