เรื่องเด่น เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอาทิตย์ที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๖๗

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 31 มีนาคม 2024.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    16,567
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2,245
    ค่าพลัง:
    +25,953
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอาทิตย์ที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๖๗


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    16,567
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2,245
    ค่าพลัง:
    +25,953
    วันนี้ตรงกับวันอาทิตย์ที่ ๓๑ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๗ ช่วงนี้ทองผาภูมิกลายเป็นเมืองในหมอก เพราะว่าผู้เห็นแก่ตัวต่างก็พากันเผาไร่ จนกลายเป็นเผาป่า ลามขึ้นภูเขาเป็นลูก ๆ แม้กระทั่งเขารอยพระพุทธบาทวัดท่าขนุนไฟก็ลามมาถึง ทำเอาพระภิกษุวัดท่าขนุนไม่ต้องหลับไม่ต้องนอน ไล่ดับไฟ และทำแนวกันไฟกันทั้งกลางวันและกลางคืน..!

    แม้แต่กระผม/อาตมภาพเอง ซักผ้าเสร็จสรรพเรียบร้อย พับเก็บเป็นอย่างดี แต่พอนำมาใส่เมื่อไร เพื่อนฝูงก็จะถามว่า "มึงไปลุยไฟที่ไหนมา ?" เพราะว่า
    ทั้งชุดมีแต่กลิ่นควันไฟ แต่ว่าตอนที่ซักตากแล้วเก็บใหม่ ๆ น่าจะเป็นเพราะแรงแดด จึงทำให้ไม่ได้กลิ่นอะไร แต่ความจริงแล้ว มีควันไฟแทรกไปทุกอณู..!

    สำหรับวันนี้งานสำคัญก็คืองานบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งทางวัดท่าขนุนทำถวายท่านทุกปี ด้วยความที่ว่างานใหญ่ และเป็นบุญใหญ่ ควรที่จะรื่นเริงบันเทิงใจในบุญกุศลที่ตนเองทำ แต่ปรากฏว่าโดนญาติโยมส่วนหนึ่งโทรศัพท์มากวนใจ เรื่องความผิดพลาดในการจองวัตถุมงคลและโอนเงินในเว็บไซต์วัดท่าขนุน แล้วรายใหญ่ที่สุดก็ไม่ใช่ใคร หากแต่เป็นน้องสาวของกระผม/อาตมภาพเอง..!

    เรื่องทั้งหลายเหล่านี้ ต่อให้เป็นโยมพ่อ โยมแม่ ก็ไม่สามารถที่จะมาขอร้องอะไรกระผม/อาตมภาพได้ เหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่า
    กระผม/อาตมภาพเป็นคนมอบอำนาจให้ใคร ก็จะปล่อยให้บุคคลนั้นทำหน้าที่โดยเด็ดขาด ยกเว้นว่าเห็นนอกลู่นอกทางจริง ๆ จึงจะเข้าไปสะกิด แต่ถ้าโดยปกติแล้ว จะไม่ "ล้วงลูก" ใครเลย ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ต่อให้เป็นญาติใกล้ชิดขนาดไหน โทรมาหากระผม/อาตมภาพก็ไร้ประโยชน์ มีแต่จะโดนด่าซ้ำไปเท่านั้น..!

    ถ้าหากว่าญาติโยมได้ไปอ่านระเบียบวัดท่าขนุนจะเห็นว่า ระเบียบข้อหนึ่งมีบอกไว้ว่า "ผู้ใดมาอ้างว่าเป็นพวกพ้อง พี่น้อง หรือญาติโยมของพระภิกษุสามเณร แล้วมากระทำความผิด ให้ไล่ออกจากวัดและห้ามรับเข้าวัดอีกตลอดชีวิต" เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า ถ้าเราเอาญาติตัวเองอยู่ จะเอาคนอื่นอยู่หมด เนื่องเพราะว่าไม่มีการเห็นแก่หน้าค่าชื่อใคร
     
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    16,567
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2,245
    ค่าพลัง:
    +25,953
    เรื่องนี้กระผม/อาตมภาพทำมาตั้งแต่ยังเป็นเด็กวัยรุ่น เมื่อถวายการรับใช้พระเดชพระคุณหลวงพ่อฤๅษีฯ อยู่ ทั้งที่วัดท่าซุงและบ้านสายลม ก็ไม่เคยปล่อยให้ใครมาใช้ชื่อเสียงเรียงนาม เกียรติยศ เกียรติศักดิ์ใด ๆ ทั้งสิ้น ในการอ้างเข้าพบหลวงพ่อท่าน

    เหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าตอนนั้นพระเดชพระคุณหลวงพ่อท่านก็อายุ ๖๐ กว่าปีแล้วเช่นกัน โดยเฉพาะท่านเจ็บไข้ได้ป่วยอยู่ตลอด ถ้าปล่อยให้คนเข้ารบกวนโดยไม่รู้เวล่ำเวลา ก็จะทำให้ท่านต้องลำบาก เนื่องเพราะว่าท่านเองมีงานทั้งภายนอกและภายในที่มากจนเราคิดไม่ถึง

    เมื่องานวันเกิดของท่านที่บ้านสายลม กระผม/อาตมภาพปล่อยให้คนเข้าไปกราบทำบุญกับท่านได้ครั้งละ ๖ คน และเมื่อกราบทำบุญเสร็จแล้วต้องเดินออกทันที จะไม่ปล่อยให้นั่งคาอยู่อย่างเด็ดขาด แล้วก็มีบรรดาผู้ยิ่งใหญ่ ในฐานะ "มเหสักโข" ไม่ว่าจะเป็นคุณหญิงคุณนาย นายพลนายพันอะไรก็ตาม มาอ้างตัวว่าเป็นลูกศิษย์ใกล้ชิดของพระเดชพระคุณหลวงพ่อตั้งแต่ยุคนั้นยุคนี้ ขอเข้าไปตอนนี้เลย

    กระผม/อาตมภาพต้องชี้ให้ดูที่ข้างประตูด้านหลังของโยมคณะนั้นว่า "เห็นคุณป้าแก่ ๆ ที่ยืนอยู่ข้างประตูนั่นไหมครับ ? นั่นคือแม่ของผมเอง ถ้าแม่ผมเอง ผมยังไม่ให้เข้า คนอื่นอย่ามาเสียเวลามาขอผมเลยครับ..!"

    ไม่ทราบเหมือนกันว่าเสียงดังไปถึงหูพระเดชพระคุณหลวงพ่อที่อยู่ห้องรับแขกได้อย่างไร ท่านจึงพูดออกไมโครโฟนว่า "โยมทั้งหลาย เมื่อเขาตั้งระเบียบแล้วก็ทำตามไป ทุกอย่างจะได้สะดวกคล่องตัวขึ้น" กระผม/อาตมภาพเองก็ยังสงสัยว่า "ทำไมตัวเองถึงเป็นคนที่ยุติธรรมเกินขนาด ?" ชนิดที่หลายต่อหลายคนก็บ่นในเรื่องนี้

    เมื่อมาฝึกหัดในการเป็นหมอดู ถึงได้เห็นว่า แม้ตัวเองจะเกิดในราศีเมถุน แต่ลัคนาสถิต ๑๓ องศาราศีตุลย์ คำว่า ตุลย์ หรือตุลานี่คือความเที่ยงธรรม เป็นตัวแทนของความยุติธรรมทั้งปวง แปลว่า
    แม้แต่ชะตาเกิดก็บังคับให้คุณต้องยุติธรรม ไม่มีนอกไม่มีในกับใคร

    ดังนั้น..สิ่งที่กระผม/อาตมภาพเกลียดมากเลยก็คือ เวลาที่มีคนในวัดบอกกันว่า "คนโน้นเป็นเด็กหลวงพ่อ คนนี้เป็นเด็กหลวงพ่อ อย่าไปแตะ" กระผม/อาตมภาพยกขึ้นมาด่ากระจายไปหลายครั้งแล้วว่า ให้อำนาจไปแล้ว ก็ให้ทำให้เต็มที่ ถ้าคิดว่ายังมีเด็กของคนโน้นคนนี้อยู่ก็ลาออกไป เดี๋ยว
    กระผม/อาตมภาพจะหาคนที่มีความยุติธรรม และกล้าทำงานตรงนี้มาทำแทน..!

    ขนาดโดนแบบนี้ก็ยังมีอยู่ ว่า "คนนั้นเป็นเด็กหลวงพ่อ คนนี้เป็นเด็กหลวงพ่อ" กระผม/อาตมภาพแทบจะต้อง "เอาตีนก่ายหน้าผาก" เนื่องเพราะว่าตนเองนั้นไม่เคยมองหน้าใครมาตั้งแต่เด็กแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างให้เป็นไปตามกฎระเบียบ แต่ว่าทำไมคนแถวนี้ถึงเป็นอย่างนี้กันไปหมดก็ไม่รู้ ?
     
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    16,567
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2,245
    ค่าพลัง:
    +25,953
    อีกประเภทหนึ่งที่เกลียดมากเลยก็คือฤๅษีแปลงสาส์น คำว่า ฤๅษีแปลงสาส์นนี้มาจากวรรณคดีเรื่องพระรถ-เมรี หรือที่เรียกภาษาชาวบ้านว่านางสิบสอง เนื่องเพราะว่าพระรถนั้นเป็นลูกของนางสิบสอง ก็คือน้องสุดท้อง คนที่สิบสองที่โดนนางยักษ์จับเอาบรรดาแม่ ๆ ไปขังเอาไว้ แล้วก็ควักลูกตาไป ไม่ต้องการให้ไปไหน แล้วถ้าหากว่ามีลูกเกิดมา ก็ใช้วิธีแบ่งเนื้อลูกกันกิน เพราะว่าตาบอด มองอะไรไม่เห็น

    นางสิบสองแกคลอดลูกแล้ว ไม่ยอมให้พี่น้องกินลูกตนเอง จึงได้นำเอาเนื้อที่เก็บเอาไว้ ไม่ยอมกิน มามอบให้กับพี่น้องกินแทน ซึ่งกระผม/อาตมภาพก็ว่า "ตอแหลชัด ๆ..!" สมัยนั้นไม่ได้มีตู้เย็นสักหน่อย จะเก็บเนื้ออีท่าไหนเอาไว้ได้นานขนาดนั้น ?

    แต่ว่าเรื่องของวรรณคดีนั้นเป็นไปได้ทุกอย่าง เมื่อพระรถโตขึ้นมา ก็เอาไก่เทวดาไปเที่ยวตีแข่งขัน ได้ข้าวปลาอาหาร ก็มามอบให้กับแม่และป้า ๆ ของตนเอง จนกระทั่งพระราชินีตัวปลอม ซึ่งสั่งขังนางทั้งสิบสองเอาไว้นั้น เห็นว่าท่าจะไม่ดี จึงได้ส่งตัวพระรถ บอกว่าไปหายามารักษาตาของแม่และป้าตนเอง ยานั้นชื่อว่า "มะงั่วรู้หาว มะนาวรู้โห่" ให้ไปเอาได้ที่เมืองยักษ์ แล้วตนเองก็แอบเขียนหนังสือถึงลูกสาวยักษ์ที่ชื่อนางเมรี บอกว่า "ไปถึงเช้าให้กินเช้า ถ้าไปถึงเย็นให้กินเย็น"

    แต่ว่าพระรถเดินทางเหนื่อยแล้วไปอาศัยอาศรมพระฤๅษีนอนพัก พระฤๅษีเองก็เหลือเกิน เป็นผู้ถือศีลแท้ ๆ แต่ไม่สามารถที่จะหักห้ามความสงสัยใคร่รู้ได้ เมื่อเห็นกลักใส่หนังสือก็เปิดดู เมื่อเห็นเข้าก็ตกใจ คาดเดาเนื้อหาใจความได้ถูก จึงเปลี่ยนตัวหนังสือใหม่ กลายเป็นว่า "ไปถึงเช้าให้แต่งเช้า ไปถึงเย็นให้แต่งเย็น" กลายเป็นพระรถได้แต่งงานกับนางเมรีเจ้าหญิงยักษ์ ถึงได้ใช้คำว่า "ฤๅษีแปลงสาส์น" แต่ว่าความหมายนั้นไม่ดี ก็คือมักจะแปลงเรื่องไม่ดีให้ดีกับตนเอง

    บุคคลทั้งหลายเหล่านี้ ก็มักจะอ้างชื่อเสียงของกระผม/อาตมภาพ ว่ามีความต้องการอย่างนั้นบ้าง มีความต้องการอย่างนี้บ้าง หลวงพ่อชอบแบบนั้นบ้าง ชอบแบบนี้บ้าง ซึ่งเรื่องทั้งหลายเหล่านี้ ท่านจะเห็นว่าไม่เคยปรากฏในชีวิตของกระผม/อาตมภาพเลย

    แม้กระทั่งเรื่องของการกิน ถ้าหากว่าเดินทาง สิ่งที่อาศัยก็คือข้าวกล่องจากร้านสะดวกซื้อ แม้แต่ร้านอาหารก็ยังไม่เข้า เพราะว่าเข้าเมื่อไรก็เจอคนรู้จักเมื่อนั้น แล้วข้าวกล่องร้านสะดวกซื้อก็ไม่ใช่ว่ารสชาติจะดีมากมายอะไรนัก แค่ก็กินกันตายไปวัน ๆ แล้วก็มีบุคคลไปบอกว่า หลวงพ่อชอบอย่างนั้น หลวงพ่อชอบอย่างนี้ ต้องทำแบบนั้น ถึงจะถูกใจหลวงพ่อ ต้องทำแบบนี้ ถึงจะถูกใจหลวงพ่อ ถ้าอยู่ใกล้ ๆ ก็คง "โบก" คว่ำไปแล้ว..!
     
  5. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    16,567
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2,245
    ค่าพลัง:
    +25,953
    กระผม/อาตมภาพฝึกฝนตนเองมาตั้งแต่ยังเด็ก จนกระทั่งแก่ปานนี้ ก็เพื่อลด ละ เลิก กิเลสในตัวเองให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ความรักชอบส่วนตัวต่าง ๆ จึงแทบจะไม่เหลืออะไรเลย ญาติโยมจะเห็นว่า แม้แต่วัตถุมงคลที่ชอบและสะสมมาตั้งแต่เด็ก มาสมัยนี้ของบางอย่างหาได้ยากแสนยาก กระผม/อาตมภาพก็ยังเอามาจำหน่ายเพื่อที่จะหาเงิน สร้างสิ่งต่าง ๆ ให้เป็นถาวรวัตถุในพระพุทธศาสนา

    แต่ว่าท่านทั้งหลายก็ยังอุตส่าห์ไปเป็นฤๅษีแปลงสาส์น เพื่อให้คนเห็นว่าใกล้ชิดกับกระผม/อาตมภาพบ้าง เป็นคนสำคัญบ้างในสายตาของคนอื่น บุคคลเช่นนี้ถ้าหากว่าไม่เปลี่ยนแปลงความประพฤติก็อาจจะเจออะไรบางอย่างหนัก ๆ ในระยะเวลาอีกไม่นาน..!

    ดังนั้น..ท่านทั้งหลายที่จะมากวนอารมณ์บุญกุศลในวันนี้ โดยเฉพาะผู้ที่โทรเข้ามาเพื่อขอความเมตตา..ต้องขออภัย เพราะว่าหลวงพ่อเล็กฝึกอุเบกขาเอาไว้มาก อะไรที่มอบหมายให้คนอื่นทำแล้วก็จะไม่เปลี่ยนแปลงเป็นอันขาด ยกเว้นว่าผิดวัตถุประสงค์ หรือมีข้อผิดพลาดใหญ่จริง ๆ เท่านั้น ทุกสิ่งทุกอย่างจะมอบเป็นอำนาจให้บุคคลนั้นตัดสินและสามารถทำตามนั้นได้เลย แล้วถ้าหากว่าทำได้ถูกใจ ก็อาจจะมีคำชมเชยอีกต่างหาก..!

    เรื่องของเว็บไซต์วัดท่าขนุนที่ตรงไปตรงมาจนน่าเกลียดนั้น แม้แต่กระผม/อาตมภาพก็โดนมาด้วยตนเอง ในเมื่อเจ้าอาวาสก็ยังโดน ผู้อื่นไม่ต้องไปหวังว่าเขาจะเมตตาปรานี ท่านทั้งหลายต้องอ่านกฎเกณฑ์กติกาให้ดี จะเสียเวลาไปฟ้องร้องอะไรก็ดูท่าจะสู้เขาไม่ได้ เพราะเขาระบุกติกาเอาไว้หมดแล้ว แล้วก็ไม่ได้เขียนตัวเท่ามดเสียด้วย เขียนตัวใหญ่ ตั้งใจให้ทุกคนอ่าน แต่ส่วนใหญ่มักจะมองข้ามไป เมื่อจองวัตถุมงคลไม่ได้ก็มาโวยวาย ครั้นเขายกหลักฐานขึ้นมาให้ดูชัด ๆ ก็ไม่มีการขอโทษขอโพย หากแต่ทำเป็นเงียบไปเฉย ๆ เสียส่วนใหญ่

    จึงขอบอกกล่าวพระภิกษุสามเณรของเรา และญาติโยมทั้งหลายว่า เรื่องพวกนี้ไม่ต้องเสียเวลามาขอความเมตตา แล้วขณะเดียวกันมีอะไรก็ไปเจรจากันเอง แต่ขอโทษ..เจ้าหน้าที่เว็บไซต์วัดท่าขนุนของเรา น่าจะถนัดด่ามากกว่าถนัดเจรจา..! ถ้าคิดว่าอยู่ดีมีสุขจนเกินไป อยากให้ใครด่าดึงสติบ้าง ก็ลองโทรไปหาก็แล้วกัน

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมแต่เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันอาทิตย์ที่ ๓๑ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๗
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...