เรื่องเด่น เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันเสาร์ที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๖๗

ในห้อง 'หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน' ตั้งกระทู้โดย iamfu, 11 พฤษภาคม 2024.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    17,119
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2,300
    ค่าพลัง:
    +26,045
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันเสาร์ที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๖๗


     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    17,119
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2,300
    ค่าพลัง:
    +26,045
    วันนี้ตรงกับวันเสาร์ที่ ๑๑ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๗ กระผม/อาตมภาพ พร้อมด้วยพระครูวิโรจน์กาญจนเขต, ผศ.ดร. พระครูสมุห์กรณ์พัฒน์ กนฺตวณฺโณ น้องเล็ก (นางสาวจิราพร ซื่อตรงต่อการ) ลูกปุ๊ก (นางสาวสุมาลี ตีรเลิศพานิช) พี่มุกดา (นางสาวมุกดา เพชรชื่นสกุล) พร้อมด้วยพลขับ ซึ่งร่วมเดินทางด้วยครั้งนี้ก็คือคุณปิง (นายณัฐภาคย์ องค์วรวิทย์) วิ่งออกจากที่พัก คือวัดอุทยาน ตรงไปยังสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ

    ด้วยความที่เกรงว่า ถ้ารถติดจะไปไม่ทันนัดตอน ๒ โมงเช้า แต่ปรากฏว่าทำไมรถถึงไม่ติดก็ไม่รู้ ? ไปถึงเพิ่งจะ ๖ โมงครึ่ง เสียเวลาวนหาที่จอดรถหลาย ๑๐ นาที เนื่องเพราะว่าจะต้องฝากรถเอาไว้ที่นี่ จนกระทั่งถึงวันกลับเลย เมื่อได้ที่จอดรถแล้ว ก็ยังต้องถ่ายรูปเอาไว้ เพื่อที่จะได้จำได้ว่าเราจอดรถไว้ตรงไหน แล้วก็เดินเข้าไปรวมกันยังสถานที่นัดหมาย

    ปรากฏว่าในคณะมีหลายคนมาถึงแล้ว สักครู่หนึ่งน้องการ์ตูน (นางสาวศรีณย์พร บุรินทรโกษฐ์) ซึ่งทำหน้าที่หัวหน้าทัวร์ในครั้งนี้ก็มารายงานตัว ตามด้วยน้องหนึ่ง (ณิชชารีย์) เมื่อเห็นว่าพวกเราพร้อมแล้ว ก็พาไปเช็คอิน ซึ่งกระผม/อาตมภาพมีกระเป๋าถืออยู่ใบเดียว น้ำหนัก ๓.๒ กิโลกรัมเท่านั้น..! เท่ากับว่าไม่มีกระเป๋าเลย จึงต้องเฉลี่ยน้ำหนักทั้งหมดให้กับทางน้องการ์ตูน ที่ขนเสบียงไปเผื่อพวกเราเกือบ ๒ กระสอบ..!

    เสร็จสรรพเรียบร้อย ออกมาก็เจอคุณนวลจันทร์ เพียรธรรม ประธานกรรมการบริษัทเอ็นซีทัวร์ พร้อมกับคุณเอ (ฉัตตริน เพียรธรรม) กรรมการผู้จัดการบริษัทเอ็นซีทัวร์ ซึ่งคุณเอนั้นมาส่ง แต่คุณนวลจันทร์นั้นปวารณาไว้แล้วว่า "หลวงพ่อเล็กไปไหน โยมนวลขอไปด้วย แม้จะจ่ายเงินเองก็ยอม" ก็เลยกลายเป็นว่ามีลูกทัวร์กิตติมศักดิ์ ที่เป็นประธานกรรมการบริษัทเอ็นซีทัวร์เดินทางไปด้วย

    คุณนวลจันทร์พากระผม/อาตมภาพ ผศ.ดร.พระครูโรจน์ แล้วก็ท่านต้นไม้ (พระครูสมุห์กรณ์พัฒน์) ไปด้วยกัน เพื่อเข้าไปยังช่อง Fast Track ซึ่งสามารถผ่านไปด้วยความรวดเร็วเป็นอย่างยิ่ง

    ปรากฏว่าของเราเมื่อเช็คอินนั้น เจ้าหน้าที่ยังไม่ได้ออกประตูขึ้นเครื่องให้ เนื่องจากว่าพวกเรามาเร็วก่อนเวลา จึงต้อง "งมโข่ง" เข้าไปทางด้านใน อาศัยความจำของคุณปิงที่ว่า การบินไทยของเรามักจะอยู่ทางด้านโซน C เมื่อเข้าไปใกล้จะถึง ก็เห็นว่าเขาออกประตูขึ้นเครื่องให้แล้ว คือประตู C8
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 17 พฤษภาคม 2024
  3. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    17,119
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2,300
    ค่าพลัง:
    +26,045
    กระผม/อาตมภาพจึงไปนั่งอ่านหนังสือรอ ขณะที่ส่วนใหญ่แล้ว ถ้าหากว่าไม่ไปรับประทานอาหารเช้า ก็จะไปซื้อของหรือว่าไปช็อปปิ้ง ซึ่งไม่ทราบเหมือนกันว่าซื้อฝากเอาไว้ หรือว่าหมายตาเอาไว้ซื้อตอนกลับก็ไม่รู้ ? สักครู่หนึ่ง ผศ.ดร.พระครูโรจน์ก็นำเอาขนมมาถวาย บอกว่าให้รองท้องไปก่อน เพราะว่าอาหารเช้าจะอยู่บนเครื่อง

    เจ้าหน้าที่ของการบินไทยบริการดีมาก มีการมาตรวจบัตรขึ้นเครื่องให้กับพระก่อน พอได้ที่เรียบร้อยแล้ว ถึงเวลาก็นิมนต์พระเข้าไป แต่ปรากฏว่าเข้าไปเร็วเกิน บนเครื่องยังทำความสะอาดและจัดเก็บสถานที่ไม่เสร็จ จึงต้องไปยืนรออยู่พักหนึ่ง

    หลังจากนั้นก็ทยอยกันมาขึ้นเครื่อง กระผม/อาตมภาพน้อมใจอุทิศส่วนกุศลให้แก่เจ้าที่เจ้าทางทั้งหลาย ที่ดูแลรักษาตั้งแต่ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ ตลอดเส้นทาง ทั้งในน้ำ บนบก บนอากาศ ไปถึงท่าอากาศยานนานาชาติเฉิงตูเทียนฝู่ของประเทศจีน

    ปรากฏว่าเจ้าที่ซึ่งแสดงตัวออกมานั้น ก็คือคนคุ้นเคยเก่าแก่ คือท่านสุ่ยหลง ที่มาในชุดงิ้วหลงโรง รูปร่างสูง ๘ ศอก ถือง้าวมังกรเขียวมาด้วย ถ้าหากว่าทาหน้าสีแดงเสียหน่อย ก็จะคิดว่าเป็น "เจ้าพ่อกวนอู" กระผม/อาตมภาพยังแซวว่า "ในความเป็นจริงนั้น ขุนศึกของเมืองจีนสมัยโบราณ ไม่มีใครใช้ง้าวเป็นอาวุธเลย แล้วทำไมถึงได้ถือง้าวมา ?" ท่านก็ตอบเล่นเป็นสนุกว่า "เห็นรูปท่านกวนอูถือง้าวแล้วเท่ดี กระผมก็เลยขอยืมมาใช้บ้างครับ"

    ส่วนอีกท่านหนึ่งที่กระผม/อาตมภาพน้อมใจนึกถึง แล้วท่านก็มาทันใจเลยก็คือหลวงพ่อไห่ทง ผู้ปรารภสร้างหลวงพ่อโตเล่อซาน ท่านเป็นพระโพธิสัตว์ มีฉัพพรรณรังสี ๒ สีแล้ว ก็คือสีเหลืองกับสีเขียว กระผม/อาตมภาพก็น้อมขอบารมีท่าน ขอความสะดวกให้กับทางคณะด้วย

    หลังจากนั้นแล้วก็นั่งภาวนาบ้าง อ่านหนังสือบ้าง จนกระทั่งเขานำเอาอาหารเช้ามาถวาย ปรากฏว่ามีให้เลือกได้ด้วยว่าจะเอาแกงเขียวหวานหรือว่าปลาทอด กระผม/อาตมภาพและทุกคนก็เลือกปลาทอดกัน เพราะเกรงใจว่าถ้าเป็นแกงเขียวหวาน กลิ่นอาจจะไปรบกวนคนรอบด้าน เมื่อจัดการทำลายล้างจนไม่เหลือหลักฐานอะไรแล้ว กระผม/อาตมภาพก็นั่งอ่านหนังสือที่ถือติดมือมาด้วย พร้อมกับภาวนาฆ่าเวลาไปพลาง ๆ

    จนกระทั่งทางด้านกัปตันประกาศว่าให้รัดเข็มขัด เพื่อที่จะลดระดับลงสู่สนามบินนานาชาติเฉิงตูเทียนฝู่ พร้อมกับบอกว่ามาถึงเร็วกว่าปกติ ๓๑ นาที กระผม/อาตมภาพก็ยังดีใจว่ามีเวลา แต่ที่ไหนได้..เมื่อมาเจอการตรวจคนเข้าเมือง ที่ต้องบอกว่าแม้ไม่ต้องมีวีซ่า แต่ก็ตรวจกันละเอียดเหลือเกิน..!
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 17 พฤษภาคม 2024
  4. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    17,119
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2,300
    ค่าพลัง:
    +26,045
    โดยเฉพาะ "คุณละเอียด" นั้น นอกจากตรวจชื่อของกระผม/อาตมภาพทีละตัวอักษร จนครบ ๒๘ ตัวอักษร ก็คือตรวจทั้งในหนังสือเดินทาง ตรวจทั้งข้อมูลที่อยู่ในเครื่องของตนเอง ตรวจทั้งในใบผ่านแดนที่เขียนมา วนไปวนมาอยู่ ๔ รอบด้วยกัน พร้อมกับซักถามว่ามาจากไหน ? มากี่วัน ? พักอยู่ที่ใดบ้าง ? แล้วภาษาอังกฤษของพ่อเจ้าประคุณก็ฟังยากเสียด้วย กว่าที่กระผม/อาตมภาพจะตีความได้สำเร็จ ปรากฏว่า ผศ.ดร.พระครูโรจน์บอกว่ากระผม/อาตมภาพพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ไปเรียบร้อยแล้ว..!

    เมื่อหลุดออกมาข้างนอกก็ยังต้องรอกันอยู่พักใหญ่ เพราะว่าลูกเหมียว (นางนิภา ศิริวรดล) นั้น ต้องบอกว่างานนี้ "ดวงแตก" จริง ๆ ก็คือขนเอายารักษาโรคประจำตัวมามากเป็นพิเศษ ก็เลยโดนทางเจ้าหน้าที่สงสัยว่าจะติดเชื้อไวรัสโควิด ๑๙ หรือเปล่า ? พาตัวไปตรวจเชื้อไวรัสแล้วยังไม่พอ ยังลืมกระเป๋าไว้อีกต่างหาก จนต้องวนกลับไปรับกระเป๋าอีก ๑ รอบ ทำเอาเวลาที่กำไรมา ๓๐ กว่านาที ก็กลายเป็นขาดทุนไปเกือบหนึ่งชั่วโมง..!

    เมื่อออกมาทางด้านนอก เจอมัคคุเทศก์ท้องถิ่น ซึ่งบอกว่าชื่อ "ไวครับ" ชื่อจริงชื่อไวยากรณ์ เป็นคนไทยใหญ่เกิดในยูนนาน พูดไทยได้ค่อนข้างชัดทีเดียว กระผมก็เลยเรียกว่า "อาจือ" เพราะถือ
    ว่ามาจากคำว่า "ไวยากรณ์"

    พวกเราขึ้นรถที่เขานำมารับ เป็นรถบัส แต่ว่าไม่ทราบว่าติดไฟดิสโก้มาด้วยเหตุอะไร มีการสลับสีไปมาให้ปวดตาด้วย วิ่งออกจากสนามบินนานาชาติเฉิงตูเทียนฝู่ มุ่งตรงไปยังเมืองเอ๋อเหมย หรือที่บ้านเราคุ้นเคยในสำเนียงแต้จิ๋วว่า "ง้อไบ๊" ใช้เวลาในการเดินทางถึง ๒ ชั่วโมงครึ่ง เพราะว่ารถโดนจำกัดความเร็ว ผ่านทุ่งนาป่าเขา ลอดอุโมงค์เป็นว่าเล่น

    ทางด้านคุณไวก็บรรยายว่า มณฑลเสฉวนนั้น ภูมิประเทศเป็นภูเขา ทำให้เป็นเมืองที่ตั้งรับง่าย เข้าตียาก ตั้งแต่สมัยเจงกิสข่านนำทัพมาบุกตี ปรากฏว่าชาวเมืองถงชวนของเสฉวนนั้น ต่อต้านกองทัพเจงกิสข่านอยู่ ๑๒ ปีเต็ม ๆ กว่าที่จะตีได้ เมื่อตีได้เจงกิสข่านจึงสั่งล้างเมือง ฆ่าทิ้งไม่เหลือแม้แต่หมาแมวสักตัว..! ครั้นมาถึงสมัยราชวงศ์ชิง ทัพของมองโกลก็เข้ามาตีอีก กว่าที่จะยึดได้ จากประชากรหลายล้านคน ก็โดนฆ่าล้างเมืองจนแทบจะไม่เหลืออีกเหมือนกัน เพราะว่าโกรธที่กว่าจะตีได้ยากเย็นหนักหนา

    จนกระทั่งมาถึงยุคกองทัพญี่ปุ่นที่เข้ามาในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ ชาวเมืองเสฉวนก็รวมตัวกันต่อต้าน จากประชากร ๓ ล้านกว่าคน เสียชีวิตเหลือแค่ประมาณ ๑ ล้านคน แต่ว่าไม่เสียเมืองเสฉวนให้กับญี่ปุ่น เท่านี้เราก็จะเห็นว่าเมืองเสฉวนนั้น ภูมิประเทศเข้าตีนั้นลำบากขนาดไหน ?!
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 17 พฤษภาคม 2024
  5. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    17,119
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2,300
    ค่าพลัง:
    +26,045
    จนกระทั่งมีการแยกออกมาเป็นเมืองเฉิงตู ยกให้เป็นเมืองหลวงของมณฑลเสฉวน แล้วก็มีเมืองเศรษฐกิจก็คือเมืองฉงชิ่ง ซึ่งก่อนหน้านี้ก็เป็นเมืองเดียวกัน แต่แยกออกมาเป็นเฉิงตู ที่ใหญ่ประมาณประเทศไทย แต่ว่ามีประชากรถึง ๘๐ กว่าล้านคน แล้วก็เมืองฉงชิ่งที่มีประชากรอยู่ประมาณ ๓๐ ล้านคน

    ที่นี่มีทิวทัศน์สวยงาม ผู้หญิงสวยงาม อาหารอร่อย แต่ว่าผู้ชาย ถ้าหากว่าต้องการที่จะมาเป็นเขยที่นี่ ต้องผ่านภูเขามหึมา ๓ ลูกให้ได้ก่อน ลูกที่ ๑ ก็คือต้องทำครัวเป็น ลูกที่ ๒ ก็คือต้องทำความสะอาดบ้าน ถูบ้านเป็น ลูกที่ ๓ ต้องซักผ้าเป็น ไม่เช่นนั้นแล้วก็เป็นเขยเสฉวนไม่ได้..!

    พวกเราใช้เวลาเดินทาง ๒ ชั่วโมงครึ่ง ผ่านทุ่งนาป่าเขา ที่มีฝนพรำอยู่ตลอดเวลา ซึ่งคุณไวบอกว่า เสฉวนนั้นภูมิอากาศอึมครึมอย่างนี้อยู่ตลอด ความชื้นสูงมาก ชาวบ้านจึงต้องนิยมกินอาหารเผ็ด ๆ เพื่อที่จะเข้าไปไล่ความชื้น ไม่เช่นนั้นแล้วก็จะเป็นโรคปวดข้อปวดกระดูกตั้งแต่อายุยังไม่ทันจะ ๔๐ ปี

    โดยเฉพาะสุกี้เสฉวนที่ว่าอร่อยนักอร่อยหนา เพราะว่าต้มแล้วต้มอีกนั้น ก็เกิดจากสมัยก่อนที่ต้องนั่งเรือทวนน้ำขึ้นมาถึง ก็ยากลำบาก ต้องอาศัยกุลีช่วยกันลากทวนน้ำขึ้นมา เมื่อบรรดากุลีลากเรือขึ้นมาถึง ก็ไปต้มบะหมี่เพื่อที่จะกินแก้หิว ปรากฏว่าต้มยังไม่ทันจะเสร็จ เรือลำใหม่ก็มาอีกแล้ว เมื่อถึงเวลาลากเรือเข้าที่ กลับมาบะหมี่ก็เย็นหมด ต้องมาต้มใหม่ ก็เลยกลายเป็นว่าสุกี้เสฉวนที่โด่งดังนักหนานั้น เกิดจากการที่ต้มแล้วต้มอีกของอาหารเก่านั่นเอง..!

    พวกเรามาถึงที่วัดเอ๋อเหมยต้าฝอ เมื่อจอดรถลงมาแล้ว ก็ต้องรีบเข้าไปตีตั๋ว เพื่อเข้าชมละครเปลี่ยนหน้ากาก ในระยะแรกนั้นคิดว่ามีแต่คณะของเราคณะเดียว ที่ไหนได้..พอใกล้เวลาเท่านั้นเอง ก็มีผู้คนพรึ่บเข้ามาจนเต็มไปหมด แน่นขนัดไปทุกที่นั่ง..!
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 17 พฤษภาคม 2024
  6. iamfu

    iamfu ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 กันยายน 2008
    โพสต์:
    17,119
    กระทู้เรื่องเด่น:
    2,300
    ค่าพลัง:
    +26,045
    เปิดตัวด้วยพิธีกรสาวที่มาแนะนำการเขียนลายมือด้วยพู่กันจีน แถมยังมีการประมูลอีกด้วย ซึ่งทางเราก็ไม่ทราบว่ามีการประมูล จึงไม่มีใครยกมือให้ราคา เพราะว่าเขานับแค่ "อี๋ เอ้อ ซัน (หนึ่ง สอง สาม)" เท่านั้นเอง ใครยกมือก่อนก็ได้ไป แล้วหลังจากนั้นก็เป็นการแสดงกายกรรมและวิทยายุทธต่าง ๆ ตลอดจนกระทั่งชีวิตชาวบ้านสมัยก่อน ที่ประกอบไปด้วยอาชีพต่าง ๆ ๑๘ อาชีพด้วยกัน ตลกเฮฮาสนุกสนานมาก

    จนกระทั่งมาถึงการเปลี่ยนหน้ากาก ที่เขาลงมาเปลี่ยนให้ดูใกล้ ๆ เลย แต่ก็ไม่มีใครจับได้ไล่ทัน ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ หุ่นเชิดที่เขาเชิดอยู่ ก็สามารถที่จะเปลี่ยนหน้ากากได้ด้วย..! หลังจากนั้นก็เป็นการแสดงอุปรากรจีน ไม่ว่าจะเป็นการร่ายรำ หรือว่าหุ่นชัก ตลอดจนกระทั่งท้ายที่สุด ก็เป็นชุดสักการะพระสมันตภัทรโพธิสัตว์ เมื่อถึงเวลาท่านมาอำนวยอวยพรให้เป็นการปิดการแสดง

    พวกเราเดินออกมาหารถ แต่ปรากฏว่าด้วยความที่บางคนมัวแต่ซื้อของที่ระลึกอยู่ ก็เลยมีการหลงทาง ยังดีที่มีไลน์กลุ่มและโทรศัพท์ให้ติดต่อกันได้ พวกเรามาถึงที่พักในเวลาประมาณ ๓ ทุ่มของเมืองจีน ก็ราว ๆ ๒ ทุ่มของเมืองไทย

    กระผม/อาตมภาพจึงต้องมาบันทึกเสียงธรรมจากวัดท่าขนุนในที่พักของตนเอง พรุ่งนี้ทางคณะทัวร์นัดว่าจะปลุกตั้งแต่ตี ๕ ครึ่ง ก็คงจะเป็นเวลาตี ๔ ครึ่งของเมืองไทย เพราะว่าต้องเดินทางไปยังจิ่วไจ้โกวที่ค่อนข้างจะไกลเป็นพิเศษ ถ้าหากว่ามีอะไร กระผม/อาตมภาพจะนำมาเล่าสู่กันฟังอีกต่อไป

    สำหรับวันนี้ก็ขอเรียนถวายพระภิกษุสามเณรของเรา และบอกกล่าวแก่ญาติโยมคร่าว ๆ
    เพียงเท่านี้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
    วันเสาร์ที่ ๑๑ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๗
    (ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 17 พฤษภาคม 2024
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...