เหตุที่ปลุกพระแล้วไม่รู้สึกอะไร ทั้ง ๆ ที่จิตเป็นฌาน

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย Apinya Smabut, 26 สิงหาคม 2019.

  1. Apinya Smabut

    Apinya Smabut นิพพานังสุขัง นิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 มิถุนายน 2014
    โพสต์:
    1,044
    กระทู้เรื่องเด่น:
    27
    ค่าพลัง:
    +1,628
    ถาม : คาถาที่ขอดูบารมีพระครับ อย่างปลุกพระ ผมก็ลองจนเป็นฌานแล้วก็ยังไม่เห็นรู้สึกอะไรเลย ?
    ตอบ : ก็เพราะเป็นฌาน เขาต้องการแค่อุปจารสมาธิ กติกามันเกิน เขาต้องการความรู้แค่ ป. ๑ คุณทำข้อสอบดันเอาความรู้ปริญญาตรีไปตอบ เขาก็ปรับตก ภาษาพระเรียกว่า "เกินภูมิ" ภาษาชาวบ้านเรียกว่า "เสือกรู้เกินรู้อาจารย์..!"

    ถาม : ก็เห็นบางคาถาหลวงพ่อก็บอกว่าทำให้เป็นฌานก็ได้เลย
    ตอบ : นั่นไม่ใช่คาถาธรรมดา การทดสอบถ้าคุณไม่ทรงฌาน ๔ ไปเลย ก็ต้องอยู่ในระดับอุปจารสมาธิ

    ที่มา วัดท่าขนุน


    --------------------------------------------------------------------------------------​

    วิธีปลุกพระ

    ถาม : .................................

    ตอบ : ทำอย่างไรจะเห็นได้บ้าง ? อันดับแรก ตั้งใจขอขมาพระก่อน เพราะว่าการที่เราไปจับพระไปทดลองลักษณะนั้น เป็นการปรามาสพระรัตนตรัย คือ เราไม่เชื่อมั่นเราถึงไปลอง เพราะฉะนั้น..ให้ขอขมาก่อน แล้วตั้งใจขอบารมีพระท่านให้สงเคราะห์ว่า พุทธานุภาพที่บรรจุอยู่ในองค์พระนี้ จะเป็นไปในลักษณะไหน ขอได้โปรดแสดงออกให้ทราบด้วย

    แล้วก็เอาพระกำไว้ในมือเบา ๆ สบาย ๆ ทำตัวเหมือนอย่างกับว่าง ๆ เปล่า ๆ เหมือนกระดาษขาว ๆ แผ่นหนึ่ง ตั้งใจภาวนาว่า สุนักขัตตัง สุมังคะลัง ไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวอาการก็จะออกเอง ถ้าดิ้นไม่รู้จักเลิกก็รีบปล่อยพระ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวเหนื่อยตาย

    สุนักขัตตัง สุมังคะลัง เป็นวิธีสร้างสมาธิที่ดีอย่างหนึ่งเหมือนกัน สมัยก่อนหลวงพ่อท่านจะบอกวิธีหลาย ๆ อย่างด้วยกันในการทดสอบพลังงานของพระ แต่ว่าต้องขอขมาพระก่อน ท่านบอกว่ากำลังใจเหล่านี้เป็นเบื้องต้นของอภิญญา ถ้าเราทำจนชินแล้ว จะไปฝึกสมาธิเพื่ออภิญญาเพื่อฌานสมาบัติก็จะได้ง่าย

    ถาม :
    แล้วอย่างนี้เราจะรู้ได้อย่างไรครับว่าหลวงพ่อองค์ไหนเป็นอย่างไร ?

    ตอบ :
    อาการที่แสดงออกจะบอกเอง ประเภทที่ดิ้นตึง ๆ ๆ ๆ ส่วนใหญ่จะออกไปในทางอยู่ยงคงกระพัน พวกนั้นจะตีกับชาวบ้านเขาท่าเดียว บางองค์อย่างสมเด็จวัดระฆัง ดึงตัวพุ่งขึ้นข้างบนไปเลย ลักษณะอย่างนี้ถ้าหากว่าเราตั้งใจปฏิบัติธรรมแล้วขอให้พระท่านช่วย กำลังใจจะทรงตัวได้เร็วมาก เพราะว่าท่านเจตนาทำเพื่อสงเคราะห์ให้คนปฏิบัติธรรมก้าวหน้า

    ถ้าหากว่าของหลวงปู่บุดดานั้น ลักษณะจะออกไปทางเมตตาสูงมาก เพราะว่ามือไม้จะไปหมด เราเอาพระพนมไว้ในมือ มือเราไปอย่างนี้ (ทำท่าให้ดู) นิ่มมากเลย นิ่มจริง ๆ ดูแล้วสวยดี เพราะฉะนั้น..เราดูอาการก็รู้ว่าพระองค์นั้นจะมีอานุภาพไปทางด้านไหน ไปลองดูได้ แต่ถ้าเหนื่อยทนไม่ไหวก็เอาพระออก ถ้าไม่เอาออกก็ดิ้นอยู่นั้นแหละ ถ้าตอนนั้นกำลังใจเราเปิดรับนะ

    แต่ว่าหลังจากนั้นทำไประยะหนึ่ง เราจะเคยชินกับอารมณ์ใจตรงจุดนั้น คราวนี้จะแย่ตรงที่ว่า แค่เรานึกก็ดิ้นแล้ว ไม่ต้องมีอะไรหรอก แค่นึกก็ดิ้นแล้ว เพราะกลายเป็นว่าเราสามารถรับพลังงานได้แล้ว

    ตอนสมัยก่อนที่หลวงพ่อวัดท่าซุงท่านสอน อาตมาก็สามารถที่จะจับพลังได้ ตอนระยะหลัง ๆ ทำไม่ได้แล้ว เนื่องจากไม่ว่าจะเป็นรูปพระที่เป็นเศษกระดาษหรือเป็นอะไรก็ตาม พอจับเข้ามา ความรู้สึกที่บอกว่าเป็นรูปพระพุทธเจ้า ความเคารพที่เต็มเข้ามาในใจ ภาพนั้นจะกลายเป็นของขลังที่ใช้ได้ไปเลย จะมีพลังงานที่ใช้ได้ทันทีเดี๋ยวนั้นเลย

    เพราะฉะนั้น..อาตมาจึงไม่สามารถที่จะจับอะไรได้อีก หยิบอะไรขึ้นมาก็ใช้ได้หมดแล้ว ทดสอบกับเขาไม่ได้แล้ว ลอง ๆ ไปทำดู..สนุกดีเหมือนกัน แต่อย่าไปทำเพื่อสนุกนะ ทำเพื่อการศึกษาเพราะอยากรู้จริง และทำแล้วต้องขอขมาพระทุกครั้งด้วย

    สนทนากับพระอาจารย์เล็ก สุธมฺมปญฺโญ
    ณ บ้านอนุสาวรีย์ฯ เดือนธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๔๔

    ที่มา วัดท่าขนุน
     

แชร์หน้านี้

Loading...