ไฟล์เสียงที่ 20 อสุภกรรมฐาน10

ในห้อง 'กรรมฐาน ๔๐' ตั้งกระทู้โดย paang, 25 ตุลาคม 2005.

  1. paang

    paang เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 เมษายน 2005
    โพสต์:
    9,517
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +34,303
    ไฟล์เสียงที่ 20 อสุภกรรมฐาน10

    [MUSIC]http://www.palungjit.org/buddhism/audio/attachment.php?attachmentid=2112[/MUSIC]
     
  2. Jdin_buddhism

    Jdin_buddhism เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 เมษายน 2005
    โพสต์:
    366
    ค่าพลัง:
    +10,142
    file นี้ผมขอพิมพ์เองน่ะครับ
     
  3. Jdin_buddhism

    Jdin_buddhism เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 เมษายน 2005
    โพสต์:
    366
    ค่าพลัง:
    +10,142
    เมื่อวานนี้น่ะเรื่องของกสิณ ลืมบางจุดไป อย่างเช่นเรื่องของอาโปกสิณ ถ้าเราจะทำจริงๆ เขาให้เทน้ำใส่ให้เต็มภาชนะพอดี อย่าให้พร่อง เพราะว่าถ้าหากว่ามันพร่องใจของเราบางทีมันไปจับที่ขอบภาชนะอันนั้น เขาเรียกว่ากสิณโพรด ใช้ไม่ได้ เขาให้สนใจแค่ลักษณะของน้ำและตั้งใจจับอันนั้น ถ้าหากว่าเป็นอุคหนิมิตของอาโปกสิณ มันจะมีลักษณะ กระเพื่อมๆ เหมือนยังกับน้ำที่เป็นคลื่นน้อยๆ ถ้าเป็นปฏิภาคนิมิตมันก็จะนิ่งแล้วก็ค่อยๆ สีจางลงไปเรื่อย ในเรื่องของวาโยกสิณนั้น แรกๆ มันก็รู้สึกเหมือนกับว่าเป็นไอหรือว่าแดดที่เต้นเป็นตัวขึ้นมา อันนั้นเป็นอุคหนิมิต ถ้าหากว่าเป็นปฏิภาคนิมิต มันจะลอยจับกลุ่มกันแน่น เหมือนยังกับหมอกหนาๆ สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ก็ลืมบอกไป เดี๋ยวพอเราไปเจอเข้าก็เกิดความสงสัยอีก สำหรับวันนี้จะว่าถึงเรื่องของอสุภกรรมฐานทั้ง 10 อย่าง คือการพิจารณาซากศพเป็นอารมณ์ เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นราคะจริตมีจิตรักสวยรักงามเป็นปกติหรือมีจิตเกี่ยวข้องกับเรื่องระหว่างเพศเป็นปกติ สำหรับการพิจารณาอสุภกรรมฐานนั้น ในปัจจุบันนี้จะทำได้ยากอยู่สักหน่อยเพราะว่าไม่เหมือนสมัยก่อนที่เขาเอาศพไปทิ้งป่าช้าเฉยๆ บ้าง หรือว่าประเภทที่เรียกว่าโดนประหารชีวิต โดนฆ่าบ้าง อะไรบ้าง มันสามารถที่จะเห็นได้ง่ายสมัยนี้มันเห็นได้ยากตอนที่ผมฝึกอยู่ ผมก็ใช้พวกซากสัตว์ที่มันตายบ้างหรือว่าใช้โครงกระดูกที่เขาทำไว้สำหรับพวกนักศึกษาแพทย์บ้าง หรือไม่ก็เข้าตลาด ไปดูตามเขียงหมู ที่เขาหั่น เขาสับ เขาฟันเนื้อหมูออกมาเป็นชิ้นๆ เป็นส่วนๆ บ้าง แต่ว่าที่ได้ประโยชน์มากที่สุด ก็คือได้บรรดาผี ต้องใช้คำว่าบรรดาผีที่มีความเมตตา เขาหามมาทีละศพ ทีละศพทุกคืนถ้าหากว่าได้อย่างนี้ท่านก็สามารถที่จะฝึกได้แต่ถ้าหากไม่ได้อย่างนี้บางทีก็จะลำบากอยู่สำหรับอสุภกรรมฐานถ้าหากว่าท่านพบศพที่จะพิจารณาได้ อย่างเช่นว่าซากสัตว์ก็ดี อะไรก็ดี ให้ยืนทางด้านเยื้องๆ กับเหนือลม อย่าไปยืนเหนือลมโดยตรง เพราะว่ายืนเหนือลมโดยตรง บางทีสัตว์ที่มากินซาก เช่นว่า พวกนก หรือนกแร้ง นกตะกุมอะไรเหล่านั้นหรือว่าพวกสัตว์ป่าอย่างสุนัขจิ้งจอก สุนัขป่าก็ดีแม้กระทั่งเสือ หรือว่าพวกเฮี้ย ตะกวดอะไรพวกนั้น เขาจะได้รับความลำบาก เพราะว่าถ้าเราอยู่เหนือลมตรงเขาจะได้กลิ่น เขาจะไม่กล้าเข้ามากิน หรือว่าบางประเภทเขาหวงซาก อย่างพวกเสือ พวกหมาป่าหรือพวกหมาจิ้งจอก มันจะกัดเอา จะทำร้ายเอา แล้วก็อย่าไปยืนทางใต้ลมโดยตรง ถ้ายืนทางใต้ลมโดยตรงกลิ่นมันเข้ามาเต็มที่ ถ้าไม่คุ้นชินมันจะอาเจียน หรือไม่ก็อย่างที่ผมเคยโดนคือลมมันหวน พอลมมันหวนกลับดมกลิ่นเข้าไปเต็มๆ ไม่ทราบว่ามันเป็นโทษอย่างไร ท้องเสียไปเป็นวันๆ งั้นต้องระมัดระวังให้ดี จะพิจารณาก็ยืนอยู่ในจุดที่เรียกว่าห่างสักพอสมควรกะว่าอยู่ในราวๆ สัก 4 เมตร 5 เมตร แล้วก็อยู่ด้านเยื้องๆ กับลม หรือให้อยู่ทางเหนือลมเยื้องๆไปทางซ้ายก็ได้ ทางขวาก็ได้จะได้ไม่เป็นการรบกวนสัตว์มากจนเกินไป มีอยู่จุดหนึ่งที่อยากจะเตือนก็คือว่า สำหรับหลายท่านที่กำลังใจเข้มแข็ง มันจะมีนิมิตหลอก ซากศพนั้นบางทีมันก็เคลื่อนไหว การเคลื่อนไหวนั้นบางทีมันก็เป็นอุคหนิมิต แต่บางทีมันเคลื่อนไหวในลักษณะเขาต้องการทดสอบเราบางทีศพมันลุกขึ้นมากอดเอาดื้อๆ หรือบางทีมันก็เคลื่อนไหวลักษณะยื่นมือมาจะบีบคอหรือจะอะไร ขอให้ทุกคนเข้าใจว่านั่นเป็นนิมิตที่เขามาทดสอบเท่านั้น ถ้าเราทำเฉยๆ ไม่รู้ไม่ชี้ เขาก็จะเลิกไปเอง ดังนั้นว่าการฝึกอสุภกรรมฐาน นอกจากจะต้องทนต่ออาการต่างๆ ที่น่าขยะแขยงแล้ว ยังต้องมีความกล้าอยู่ ไม่อย่างนั้นถ้านิมิตเหล่านี้มาหลอกหรือว่ามาทดสอบเราอาจจะกลัวมาก ขนาดเสียสติไปเลยก็ได้ เรื่องของอสุภกรรมฐานนั้นมีทั้งหมด 10 อย่าง ที่ต้องกำหนดไว้ถึง 10 อย่าง ก็เพราะว่าเหมาะสำหรับคนที่ชอบในลักษณะต่างๆ กัน จะได้เห็นว่าสภาพความเป็นจริงของร่ายกายที่ชอบนั้นเป็นอย่างไร อย่างที่ 1 เรียก <?xml:namespace prefix = o ns = "urn:schemas-microsoft-com:eek:ffice:eek:ffice" /><o:p></o:p>
    อุทุมาตกอสุภ คือซากศพที่พองอืดอยู่ อันนี้สำหรับคนที่ชอบคนที่ประเภทที่เรียกว่าอ้วนพลี ประเภทอวบอย่างนั้น อึ๋มอย่างนี้ เจออุทุมาตกอสุภ เข้าแล้วจะรู้ ว่าจริงๆแล้วมันบวม มันพอง มันใกล้จะปริ จะพังอยู่แล้ว <o:p></o:p>
    วิเนรกอสุภ น่ะ ซากศพที่มันเป็นสีเขียว สีเหลือง สีแดง สีขาวเป็นต้น สังเกตดูพอศพตาย ซัก 2 วัน 3 วัน มันก็จะเริ่มเขียวๆ ขึ้นมา หรือถ้ามากกว่านั้นบางทีก็พองขึ้นมา น้ำเหลืองมากก็เป็นสีเหลือง ถ้าหากว่าเลือดมันทรงตัวอยู่ก็เป็นสีแดง เป็นต้น อันนี้สำหรับท่านที่ติดใจในสีสัน วรรณะอันผ่องใส หรือว่าแหม สาวคนนี้หน้าเด้งเหลือเกิน อย่างนี้เป็นต้นนะ เหมาะสำหรับในคนที่จะฝึกใน วิเนรกอสุภ<o:p></o:p>
    วิปุภกอสุภ คือซากศพที่มีน้ำเหลืองไหลโซมอยู่ อันนี้เอาไว้สำหรับท่านที่ ไปติดในบรรดาเครื่องสำอางค์ แหมของเข้าเอง วันนี้มาใส่น้ำหอมมากลิ่นหอมฟุ้งมาเชียว หรือไม่ก็ทาน้ำยาบำรุงผิวมา กลิ่นดีเหลือเกิน ถูกใจ เพราะเราไปดูไอ้ซากศพที่มีน้ำเหลืองไหลโซมอยู่แล้วมันถูกใจใช่ไหม ต่อไปก็เป็น<o:p></o:p>
    วิสิทกอสุภ ซากศพที่โดนฟันขาดออกเป็น 2 ท่อน อย่างสมัยก่อนเขาประหารชีวิตหรือว่ารบกัน หรืออย่างสมัยนี้นานๆ อาจจะฟลุ๊ค ไปเจอคนโดนรถชนขาดเป็นสองท่อน หรือว่าหมาโดนรถชนขาดสองท่อนเป็นต้น อันนี้สำหรับคนที่ติดใจในเนื้อหนังของคนอื่นเขา มันจะได้เห็นว่าสภาพที่แท้จริง ถึงเวลาแล้วมันไม่ได้เป็นแท่งทึบอย่างที่เราติดใจแต่ว่ามันเป็นชิ้นเป็นท่อนมีอวัยวะภายในน้อยใหญ่อยู่ ต่อไปก็เป็น<o:p></o:p>
    วิขายิทกอสุภ ซากศพที่โดนสัตว์กิน ถึ้ง เว้าแหว่ง หรือไม่ก็ประเภทที่เรียกว่ากัดแทะจนกระทั่งเหลือเนื้อหนังติดอยู่เพียงไม่เท่าไหร่ อันนี้สำหรับคนที่ติดใจในอวัยวะบางส่วนของเขา อย่างเช่นว่าชอบในอก ชอบในเอว ชอบในสะโพก ชอบขาอ่อน ชอบน่อง ไปเจอพวกที่โดนสัตว์กัดถึ้งเป็นชิ้นๆ ตรงโน้นก็แหว่ง ตรงนี้ก็เว้า แก้มหลุดหายไปข้างหนึ่ง ริมฝีปากฉีกไปครึ่งหนึ่ง หน้าอกหายไปแถบหนึ่ง เห็นแต่ซี่โครงโผล่ขาวโพรงอย่างนี้เป็นต้น ถ้าหากว่าใครชอบใจอวัยวะเป็นส่วนๆ อย่างนี้ ก็ไปดูวิขายิตกอสุภ ต่อไปเป็น<o:p></o:p>
    วิขิกตกอสุภ ซากศพที่ถูกเขาทิ้งนานๆ ไปก็หลุดเป็นชิ้นๆ พวกนี้เหมาะสำหรับคนที่ชอบอริยบท แหม สาวคนนี้เคลื่อนไหวสวยเหลือเกิน เดินอ่อนช้อยอย่างนั้น สวยอย่างนี้ เหยียดแขนก็ดูดี คู้แขนก็ดูดี ก้าวไปข้างหน้า ถอยไปข้างหลัง ดีทั้งหมด ให้ไปดูซากศพที่เขาทิ้งเอาไว้ พอนานๆ ไปแล้วมันหลุดเป็นชิ้นๆ หรือวิขิกตกอสุภ ต่อไปก็คือ<o:p></o:p>
    หัตวิขิตกอสุภ อันนี้เป็นซากศพที่โดนฟันขาดเป็นท่อนๆ อาจจะประเภท 7 ท่อน 8 ท่อนก็ได้ อย่างพวกฆาตกรฆ่าหั่นศพ หรือไม่ก็ประเภทโดนรถชนไปแล้ว ยังไม่ทันจะเก็บศพอีกคันหนึ่งมาทับซ้ำเข้าไป หลุดเป็นชิ้นๆ ไป อวัยวะภายนอก ภายใน กระจายเกลื่อนถนนเลยน่ะ หัตวิขิตกอสุภนี่สำหรับประเภทคนที่คลำดูไม่มีหางก็ใช่ได้คือขอให้มีอวัยวะครบ 32 ก็เป็นชอบ ถ้าสันดานเราเป็นอย่างนี้ก็ไปดูหัตวิขิตกอสุภ ต่อไปเป็น<o:p></o:p>
    โลหิตกสอุสภ ซากศพที่มีเลือดไหลท่วม ไหลนองไปหมด อย่างสมัยก่อนเขาฟันหัวขาดเลือดพุ่งกระฉูดขึ้นไปเป็นเมตร แล้วก็ตกลงมาอาบร่างตัวเองนองแดงเต็ม อันนี้สำหรับคนที่ติดใจในเครื่องประดับ ชุดสวยอย่างนั้น เครื่องประดับสวยอย่างนี้ มันไม่ได้ชอบแต่ตัวเฉยๆ มันชอบกระทั่งชุดด้วย ให้ไปดูสภาพจริงๆ ของร่างกายเป็นอย่างเนี้ย สวยไหม ต่อไปเป็น<o:p></o:p>
    คุลุวกอสุภ คือซากศพที่มีหนอนชอนไช เน่าเละไปหมด พวกนี้สำหรับคนที่ติดในร่างกายตัวเอง ร่างกายของเราดีอย่างนั้น น่าพอใจอย่างนี้ แหม กล้ามตรงนี้สวยเหลือเกิน ติดแม้กระทั้งร่างกายตัวเอง ดูซิ มันใช่ของเราไหม ตอนนี้พวกหนอนต่างๆ มันครองสิทธิกินกระจายอยู่ตรงหน้าของเรา อันสุดท้ายคือ<o:p></o:p>
    อัฐิกอสุภ เป็นกระดูก โครงกระดูก อย่างเช่นว่าพอมันเน่าไปนานๆ ส่วนอื่นๆ เปื่อยสลายไปหมดเหลือแต่โครงกระดูกอยู่ หรืออย่างที่ผมปฏิบัติอยู่ก็คือเอาโครงกระดูกสำหรับนักศึกษาแพทย์เขามาพิจารณา อันนี้สำหรับคนที่ชอบ เวลาเพศตรงข้ามเขายิ้มแล้ว แหม ฟันสวยเหลือเกิน ให้มันดูว่าไอ้ฟัน มันก็ส่วนหนึ่งของกระดูก แล้วกระดูกทั้งหมดมันมีลักษณะเป็นอย่างนี้ อย่างนี้ ก็สำหรับเรื่องของอสุภกรรมฐานก็มีอานุภาพในลักษณะนี้ว่าช่วยระงับความพอใจ ในรูปแบบต่างๆ ของเราคราวนี้ถ้าหากในการปฏิบัติ อุทุมาตกอสุภ เราเจอซากศพที่พองเต็มที่เลย อย่างไอ้หมาตาย มาสองวัน สามวัน หรือถ้าหากว่าแดดร้อนๆ น่ะวันเดียวเท่านั้นแหละน่ะ อืดพองสี่ขา เหยียดกางที่เดียวจะแตกจะระเบิดอยู่แล้ว เราก็ยืนในจุดที่เหมาะสมอย่างที่ว่าไป แล้วก็เริ่มกำหนดภาพนั้นเป็นนิมิต ภาวนาว่าอุทุมาตกรรม ปฏิกุลัม อุทุมาตกรรม ปฏิกุลัม ว่าไปเรื่อยๆ ถ้าหากว่า เป็นอุคหนิมิตคือเริ่มติดตา ก็จะเห็นเป็นศพในลักษณะที่เราพิจารณาอยู่ ถ้าหากว่าเป็นปฏิภาคนิมิตคือจิตเริ่มทรงเป็นปฐมฌาน ภาพนั้นก็จะเป็นคนหรือสัตว์ที่อ้วนพลีผ่องใสเป็นปกติ เห็นอย่างกับคนทั่วๆ ไปเลย ลืมบอกไปว่าอสุภกรรมฐาน ถ้าโดยตัวของมันจริงๆ เราปฏิบัติแล้วมันจะทรงได้ประมาณปฐมฌานเท่านั้น เดี๋ยวจะบอกวิธีทำต่อให้ สำหรับวิเนรกอสุภ ที่เราไปพิจารณาซากศพที่มันเขียว มันเหลือง มันแดง มันขาวเหล่านั้น ถ้าเป็นอุคหนิมิต ก็จะเห็นเป็นภาพปกติของมันคือเริ่มติดตา หลับตาก็เห็น ลืมตาก็เห็น แต่ว่าไอ้เรื่องหลับตา ลืมตานี่ บางคนทำง่ายเลยคิดไม่ถึง ผมเองมองซากศพครั้งแรกจำติดตาไปเจ็ด แปดวันไม่ทราบเหมือนกันว่ามันเป็นเพราะกลัวหรือว่าผีมันเจตนาจะหลอก หรือว่าในอดีตผมเคยทำได้เลยจำได้ง่ายไม่รู้ รู้แต่ว่าบางขณะมันเสียวๆ มันกลัวเหมือนกัน สำหรับวิเนรกอสุภ ถ้าหากว่า เราจับภาพนั้นอยู่แล้วเริ่มติดตา หลับตาก็เห็น ลืมตาก็เห็นน่ะเป็นอุคหนิมิต ถ้าหากว่าเป็นสีใดสีหนึ่งมันขยายขึ้นมาจนท่วมทับสีอื่นหมด อย่างเช่นว่าสีเขียว สีเหลือง สีแดง สีขาวก็ดี อันนี้เป็นปฏิภาคนิมิต ก็ให้ภาวนาว่า วิเนรกรรม ปฏิกุลัม วิเนรกรรม ปฏิกุลัม ไปเรื่อยๆ พร้อมกับลมเข้าออก อย่าลืมคำภาวนาทุกอย่างต้องจับพร้อมกับลมหายใจ เข้าออกทั้งหมด วิปุภกอสุภ ซากศพที่มีน้ำเหลืองไหลอยู่ เราพิจารณาแล้วก็ภาวนาว่า วิปุภกรรม ปฏิกุลัม วิปุภกรรม ปฏิกุลัม ไปเรื่อยๆ ถ้าเป็นอุคหนิมิต คือเริ่มติดตาก็จะเห็นซากศพที่เป็นน้ำเหลืองไหลอยู่ตามปกติ แต่ถ้าเป็นปฏิภาคนิมิต มันจะกลายเป็นศพที่น้ำเหลืองทุกอย่างหยุดนิ่งอยู่น่ะ กลายเป็นศพที่ชัดเจนแจ่มใสอยู่ ไม่มีอาการหลั่งไหลของน้ำเหลืองอีก ต่อไปวิขิตกอสุภ ซากศพที่โดนฟันขาดเป็นสองท่อน โดนรถชนขาดเป็นสองท่อนก็ภาวนาว่า วิขิตกรรม ปฏิกุลัม วิขิตกรรม ปฏิกุลัม ไปเรื่อยๆ ถ้าอุคหนิมิต ก็จะเห็นสภาพซากศพที่ขาดเป็นสองท่อนอย่างนั้นแต่ถ้าหากเป็นปฏิภาคนิมิตอีก คราวนี้มันจะเป็นตัวสมบูรณ์ ๆ ไม่ขาดท่อน วิขายิตกอสุภ ซากศพที่โดนสัตว์กัด เว้าๆ แหว่งๆ กระดูกโผล่ที่นั้น เส้นเอ็นโผล่ตรงนี้ เราใช้คำภาวนาว่า วิขายิตกรรม ปฏิกุลัม วิขายิตกรรม ปฏิกุลัม พวกเราที่เข้าไปธุดงค์ ทางด้านห้วยขาแข้ง จะเจอซากสัตว์ในลักษณะนี้บ่อย เพราะว่าพวกเสือบ้าง หมาป่าบ้างมันกินทิ้งเอาไว้น่ะ อาศัยพิจารณาได้ถ้าหากว่าเป็นอุคหนิมิต เริ่มติดตาก็จะเห็นเป็นภาพปกติ ถ้าเป็นปฏิภาคนิมิตก็จะเป็นลักษณะเหมือนกับคนหรือสัตว์สมบูรณ์อยู่ทั้งตัว วิขิตกอสุภ ซากศพที่หลุดกระจายเป็นท่อนๆ เป็นชิ้นๆ เราใช้คำภาวนาว่า วิขิตกรรม ปฏิกุลัม วิขิตกรรม ปฏิกุลัม ไปเรื่อยๆ อุคหนิมิตก็คือเป็นซากศพที่เป็นชิ้นๆ อย่างนั้น แต่ถ้าหากเป็นปฏิภาคนิมิตจะเป็นซากศพที่สมบูรณ์ทั้งซากเหมือนกัน หัตวิขิตกอสุภ ซากศพที่โดนฟันขาดเป็นท่อนๆ โดยรถชนขาดเป็นท่อนๆ เป็นชิ้นๆ แต่ละส่วนกระจัดกระจายไปทั่ว อย่างพวกฆาตกรฆ่าหั่นศพพวกนั้น เราก็ใช้คำภาวนาว่า หัตวิขิตกรรม ปฏิกุลัม หัตวิขิตกรรม ปฏิกุลัม อุคหนิมิตก็ยังเป็นศพที่ขาดเป็นท่อนๆ อยู่ แต่ถ้าหากว่าเป็นปฏิภาคนิมิตก็จะเป็นศพที่สมบูรณ์เหมือนเดิม ต่อไปก็ โลหิตกอสุภ ซากศพที่มีเลือดไหลนองท่วมซากอยู่ ภาวนาว่า โลหิตกรรม ปฏิกุลัม โลหิตกรรม ปฏิกุลัม ไปเรื่อยๆ ถ้าหากว่าเป็นอุคหนิมิต ก็จะเห็นเป็นซากศพที่มีโลหิตท่วมอยู่อย่างนั้น แต่ถ้าเป็นปฏิภาคนิมิต ภาพโลหิตก็จะขยายแดงหนาทึบไปหมด ต่อไปเป็น กุลุวกอสุภ ซากศพที่มีหมู่หนอนชอนไช ยึบยับไปหมด ภาวนาว่า กุลุวกรรม ปฏิกุลัม กุลุวกรรม ปฏิกุลัม ไปเรื่อยๆ ภาพติดตาของอุคหนิมิตจะเป็นซากศพที่มีหมู่หนอนที่ชอนไชอยู่เป็นปกติด ถ้าเป็นปฏิภาคนิมิตมันจะลักษณะขาว เหมือนยังกับกองผ้า หรือกองสำลีที่กองอยู่จริงๆ ไอ้สีขาวๆ ก็คือไอ้สีของหนอนนั่นเอง แต่ไอ้ปฏิภาคนิมิตนี่มันจะหนาทึบลักษณะเหมือนกับสำลีก้อนใหญ่ๆ หรือไม่ก็ผ้าขาวกองใหญ่ๆ อันสุดท้ายก็คือ อฐิกอสุภ การพิจารณากระดูกให้ภาวนาว่า อัฐิกรรม ปฏิกุลัม อัฐิกรรม ปฏิกุลัม จับภาพกระดูกที่เป็นท่อนน้อย ท่อนใหญ่พวกนั้น หรือถ้าหากใช้อย่างที่ผมใช้ก็คือโครงกระดูกทั้งโครงนั้น อุคหนิมิต อาจจะน่ากลัวอยู่หน่อยคือเป็นเป็นภาพโครงกระดูกเคลื่อนไหวไปมา อาจจะเป็นกระโหลก กลิ้งไปกลิ้งมากระดูกท่อนน้อยท่อนใหญ่ ลอยไปลอยมา หรือว่าเป็นทั้งโครงอย่างที่ผมทำมันก็จะเดินเข้ามาหา หรือเดินไปเดินมาอยู่ตรงหน้า ถ้ากำหนดต่อไปมันก็จะกลายเป็นโครงกระดูกที่นิ่งอยู่เฉยๆ อันนั้นเป็นปฏิภาคนิมิต นี่คือลักษณะอสุภกรรมฐานทั้ง 10 กอง ถ้าเรามีโอกาสจำคำภาวนาและนิมิตของมันให้ชัดเจน ระมัดระวังไว้ ตั้งสติตัวเองไว้ให้มั่น อย่าไปกลัวมัน ยืนให้ถูกทิศ อย่าไปโดนกลิ่นของมันมากตั้งหน้าตั้งตาพิจารณาไปเมื่อภาพมันเริ่มติดตาแล้วเราก็ต้องพิจารณาต่อว่า เออหนอ ร่างกายของสัตว์นี้ก็ดี ร่างกายของคนนี้ก็ดี ที่เราเห็นว่ามันคงทนมันสมบูรณ์เป็นเราเป็นของเราอยู่นี้ ที่แท้จริงไม่มีอะไรเป็นเรา เป็นของเราเลย ตายไปแค่วันหนึ่งสองวัน ก็บวมก็อืดก็พองขึ้นมาอย่างนี้ เริ่มมีสีเหลืองๆ เขียวๆ ขาวๆ แทรกเข้ามาตามส่วนต่างๆ ของซากศพ พอสักสี่ ห้าวัน ผิวกายก็แตกปริ มีน้ำเลือด น้ำเหลือง น้ำหนอง ไหลโซมกลิ่นเหม็นตลบ จนทนไม่ได้ หรือไม่ก็หลุดขาดเป็นท่อนน้อยท่อนใหญ่ มีอวัยวะทั้งภายนอกและภายในกระจัดกระจายอยู่ สิ่งที่เราเห็นมันเป็นแค่ผิวหนัง คือเปลือก ส่วนหนึ่งที่หลอกตาเราอยู่เท่านั้น ไม่ว่าจะร่างกายของเราก็ดี ของเขาก็ดี ของคนก็ดี ของสัตว์ก็ดี สภาพแท้จริงมันเป็นอย่างนี้เอง เกิดขึ้นในเบื้องต้น เปลี่ยนแปลงในท่ามกลาง ในที่สุดก็สลายตัวไปไม่มีอะไรหลงเหลืออยู่ ไม่มีอะไรเป็นเรา เป็นของเราเลยแม้แต่น้อย ขณะที่ดำรงชีวิตอยู่ก็เต็มไปด้วยความทุกข์ แม้กระทั่งตอนตายก็อาจจะได้รับความทุกข์ทรมานคือถูกเขาฆ่า หรือว่าเกิดอุบัติเหตุเกิดขึ้น ความทุกข์มันมีอยู่กับร่างกายนี้เป็นปกติ ถ้าเรายังไปยึดถือมั่นหมายว่าเป็นเรา เป็นของเราอยู่อีก ทั้งๆ ที่สภาพความจริงแล้ว ไม่มีอะไรเป็นเราเป็นของเราเลย ถ้าเรายังยึดถือมั่นหมายมันอยู่อย่างนี้แล้วเราก็ต้องเกิดมาอีก มาพบกับความทุกข์อย่างนี้อีก มามีร่างกายที่สกปรก โสโครกเน่าเหม็นแบบนี้อีก ไปยึดติดในร่างกายของคนอื่นเขาที่สกปรกโสโครกเน่าเหม็นอย่างนี้อีก ขึ้นชื่อว่าการเกิดมาที่เต็มไปด้วยความทุกข์ เกิดมาอาศัยอยู่ในร่างกายที่มันเน่าเหม็นแบบนี้นี้ เกิดมาอาศัยอยู่ในโลกที่ทุกข์ยาก เร่าร้อนแบบนี้ เรายังมีความปรารถนาหรือไม่ ถ้าจิตมันบอกตัวเองอย่างชัดเจนว่าไม่ต้องการอีกแล้ว ไม่ใช่บอกตัวเองว่าไม่ต้องการ เพราะรู้ว่าตอบอย่างนี้แล้วถูก มันเกิดจากสภาพจิตบอกตัวเองจริงๆ ว่าชื่อว่าการเกิดเช่นนี้ เราไม่ต้องการอีกแล้ว เราก็ตั้งใจจับคำภาวนา เกาะภาพพระ ตั้งใจว่าถ้าหากว่าตายแล้วเราขอไปพระนิพพานแห่งเดียว ถ้าหากว่าภาพซากศพนั้นมีสีใดสีหนึ่งอยู่ ไม่ว่าจะเป็นสีแดง สีเหลือง สีเขียว สีขาวก็ตามให้จับสีสันนั้นเป็นนิมิต พร้อมกับคำภาวนากำลังจิตจะเข้าสู่ฌานสี่ได้ เมื่อถึงวาระ ถึงเวลาแล้วเอากำลังใจส่วนนั้นเกาะพระนิพพานแทน ให้อยู่กับภาพพระของเรา อยู่กับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราหรือว่าอยู่บนวิมารของเราในพระนิพพานตั้งใจว่าถ้ามันตายลงไปเมื่อไหร่เราขอมาอยู่พระนิพพานแห่งเดียว ถ้าทำอย่างนี้จนอารมณ์ทรงตัวเป็นปกติ ทุกวันทุกคืน กำลังใจก็รู้อยู่ว่าร่างกายนี้มันไม่ดี มันไม่สวยไม่งาม มีสภาพความเป็นจริงประกอบไปด้วยอวัยวะภายในใหญ่น้อย มีเลือด มีน้ำเหลือง น้ำหนองเป็นปกติมันเน่ามันเปื่อยเป็นปกติ เราไม่ต้องการร่างกายของเรา เราไม่ต้องการร่างกายคนอื่น เราไม่ต้องการร่างกายสัตว์อื่น เราไม่ต้องการเกิดมาทุกข์แบบนี้ เราต้องการที่เดียวคือพระนิพพาน ถ้าจิตจดจ่ออยู่แบบนี้ก็ขึ้นชื่อว่าเรา ปฏิบัติในอสุภกรรมฐานจนถึงที่สุดได้เช่นกันสำหรับอีกจุดหนึ่งที่ลืมกล่าวเสียตั้งแต่ตอนแรกคือว่าถ้าเราพิจารณาในซากศพให้เลือกพิจารณาซากศพที่เป็นเพศเดียวกับตัวเอง ไม่อย่างนั้นอาจจะเจอลักษณะเดียวกับผมก็คือว่าสมัยนั้นลูกศิษย์ของหลวงพ่อฤษีลิงดำคนหนึ่ง ก็คือจ่าสุรินทร์ อยู่ที่นิติเวศ กรมตำรวจ ถึงเวลามีซากศพเข้ามาก็จะโทรศัพท์บอกพระในวัด หลวงพี่ครับมีศพเข้ามาแล้วใครจะมาพิจารณาซากศพก็รับมานะครับ ถึงเวลาก็ขออนุญาตเขาเข้าไป ปรากฏว่าศพบางศพเนี่ย สภาพมันดี อีทางนี้ไอ้ความดื้อด้านของจิตแรกๆ ใหม่ๆ เข้าไปมันก็อวกซะไม่มีแต่พอนานไปนานไป จิตมันเริ่มด้านมันจะเลือกดูแต่ไอ้ที่มันยังดีๆอยู่ ดูในอวัยวะในส่วนที่ตัวเองชอบเพราฉะนั้นถ้าหากว่าเป็นไปได้ พยายามพิจารณาซากศพที่เป็นเพศเดียวกับตัวเอง เพื่อจิตที่มันดื้อจะได้ไม่ฟุ้งซ่านไปสู่อารมณ์อื่นได้ เรื่องสภาพดื้อของจิตนี้บางคนโชคดีเหลือเกินแค่เห็นเท่านั้นเอง ก็ประเภทที่จดจำไปตลอดชีวิต ไม่จำเป็นต้องไปดูซ้ำมันคาจิตคาใจอยู่ในลักษณะที่กลัวไปเลยก็มี แต่ขณะเดียวกันบางประเภทอย่างผมเองมันดื้อมาก แรกมันก็ประเภทที่เรียกว่า ยังไง อาเจียนบ้าง น่ะ อารมณ์เกี่ยวกับกามราคะหายหดหมดเกลี้ยงไปเป็นอาทิตย์ๆ บ้างแต่พอนานๆ ไปมันกำเริมขึ้นมาใหม่ เราจะไปเลือกดูแต่ไอ้ที่มันดีๆ ในสมัยนี้ถ้าหากว่ามันหาซากศพยาก มีโอกาสเจอสัตว์ตายข้างถนนก็ดี มีโอกาสที่โยมเขาเปิดโลกศพ เพื่อจะล้างหน้าศพก็ดี หรือว่าไปธุดงค์เจอซากสัตว์อยู่ในป่า กระดูกสัตว์อยู่ในป่าก็ดีให้ฉวยโอกาสฝึกในอสุภกรรมฐานเอาไว้ พยายามทำให้คล่อง คล่องตัวถึงขนาดที่เรียกว่ามันสามารถมาช่วยเหลือเราได้ในขณะจิตหนึ่งที่เราเผลอ กระผมเองเจอมาคือว่า มีวันหนึ่งกำลังเข้ากรุงเทพ ปรากฎว่ารถวิ่งไป ๆ มันก็เป็นเวลาที่นักเรียนกำลังไปโรงเรียน เจอนักเรียนผู้หญิงวัยรุ่นอยู่ ก็เออ ชอบใจน่ะ ลักษณะท่าทางของเธอแจ่มใสเหลือเกิน ไม่ได้ยินดีในสภาพของเธอ แต่ว่าเห็นเออน่ารักเนาะ ท่าทางแจ่มใสตั้งอกตั้งใจไปโรงเรียน ลูกเราหลานเราเป็นอย่างนี้ก็ดี คิดไม่ทันจะจบภาพอสุภกรรมฐานมันแทรกพรวดขึ้นมา อีคราวนี้มันมานี้แหม ลักษณะสีสัน กลิ่นอะไรมันมาครบ สมัยบรรดาที่ผีเขาหลอกผมนี่เขาเอามาแต่ละซากนี่สีสัน กลิ่นเกลิ่นมาครบถ้วนสมบูรณ์ บางทีเลือดไหลนองท่วมพื้นจนกระทั่งเราจะอาเจียนออกมา ในเมื่อภาพมันปรากฏพรวดขึ้นมาแทนที่มันจะไปเออดูว่าเขาน่ารัก ก็กลายเป็นจะอาเจียนขึ้นมามาแทน ต้องทำให้มันคร่องตัวให้ได้ชนิดที่ถึงเวลา มันสามารถโผล่ขึ้นมาสกัดตัวอารมณ์อกุศล ที่มันแทรกใจของเราขึ้นมาได้ทันมันถึงจะใช้ได้ หรืออย่างครูบาร์อาจารย์สายของเรา คือหลวงปู่ พริ้ง วัดบางปะกอก หลวงปู่พริ้งนี่เป็นอาจารย์ของหลวงปู่ปานอีกทีหนึ่ง แม้จะเกิดร่วมยุคร่วมสมัยเดียวกันแต่ว่าท่านอยู่ในระดับอาจารย์ หลวงปู่ปานไปขอศึกษาจากท่าน หลวงพ่อฤาษีลิงดำกล่าวว่าหลวงพ่อพริ้งวัดบางปะกอก หรือบางมะกอกอันเดียวกัน เป็นพระที่ชำนาญในอสุภกรรมฐานที่สุด ท่านสามารถเนรมิตซากศพเป็นตัวๆ ขึ้นมาอยู่ต่อหน้าให้พิจารณาได้เลย นั่นครูบาร์อาจารย์ของเราเก่งกาจ สามารถขนาดนั้น อันนั้นต้องมีความสามารถในเรื่องของอภิญญาสมาบัติเป็นปกติ ไม่อย่างนั้นจะทำเช่นนั้นไม่ได้ ลำพังอสุภกรรมฐานจะให้เป็นนิมิตติดตาก็ยากแล้ว ในเมื่อโอกาสในการที่จะทำในอสุภกรรมฐานมันมีน้อย แต่ก็ไม่ใช่จะไม่มีเลยทีเดียว เราเห็นบาดแผลตามร่างกายของเรา ตามร่างกายของสัตว์ก็จับเป็นคำภาวนาได้จะเป็น วิขายิตกรรม ปฏิกุลัม วิขายิตกรรม ปฏิกุลัม ก็ได้ หรือว่าถ้ามันมีน้ำเหลืองไหลอยู่ ก็เป็น กุลุวกรรม ปฏิกุลัม กุลุวกรรม ปฏิกุลัม ขออภัย วิปุภกรรม ปฏิกุลัม ไป ก็ได้แล้วแต่เราจะพิจารณา แล้วในที่สุดอย่าลืมว่า ทุกอย่างไม่ว่าจะคน จะสัตว์สิ่งของอะไรก็ตาม มันก็เสื่อมสลาย ก็ตาย ก็พังไปในที่สุด ไม่มีอะไรทรงตัวตั้งมั่นอยู่ได้ เกิดเมื่อไร ทุกข์เมื่อนั้น สถานที่เดียวที่พ้นตาย พ้นเกิด พ้นทุกข์ ก็คือพระนิพาน อย่าลืมจุดสุดท้ายของเราจับพระนิพพานให้ได้ เกาะภาพพระให้ติด หรือว่าเกาะสีสัน วรรณะอันใดอันหนึ่งของอสุภกรรมฐาน ภาวนาให้อารมณ์ใจทรงตัวนึกเมื่อไหร่ให้ภาพปรากฏเมื่อนั้น นึกเมื่อไหร่ให้เกิดขึ้นเมื่อนั้น มันถึงจะอาศัยได้ มันถึงจะกล่าวได้ว่าเราปฏิบัติในอสุภกรรมฐานอย่างแท้จริง สำหรับวันนี้เวลาก็ไม่พอแล้วให้ทุกคนคลายกำลังใจออกมา แล้วก็ตั้งใจในการสวดมนต์ ทำวัตรของเราต่อไป<o:p></o:p>
    <o:p> </o:p>
    <o:p> </o:p>
    <o:p> </o:p>
    <o:p> </o:p>
    <o:p> </o:p>
    <o:p> </o:p>
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 26 ตุลาคม 2005
  4. Jdin_buddhism

    Jdin_buddhism เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 เมษายน 2005
    โพสต์:
    366
    ค่าพลัง:
    +10,142
    ครับ เดี๋ยวออกตัวก่อน เรื่องการพิมพ์แบบนี้ผมไม่ค่อยถนัด แต่ก็พยายามให้ดีที่สุด มีผิดบ้าง เพี้ยนบ้างก็ต้องขออภัย มิได้มีเจตนาเปลี่ยนแปลงคำสอนของหลวงพี่เล็ก แม้แต่น้อย ด้วยความโง่ของผมมีมากนั่นเอง เรื่องของชื่ออสุภกรรมฐานทั้ง 10 กองผม มั่นใจว่าไม่ถูกต้องแน่ ผมจะศึกษาเพิ่มเติมว่าที่ถูกต้องเป็นอย่างไร แล้วจะมาแก้ไขให้ถูกต้อง แต่ต้องใช้เวลาอยู่บ้าง หากท่านผู้ใดทราบ จะกรุณากระผม ก็ขอขอบพระคุณไว้ล่วงหน้าครับ

    วันนี้รีบพิมพ์ให้เสร็จ เพราะจะได้ UpLoad ได้ทันในวันนี้ เพราะวันนี้เป็นวันพระ
    นานๆ ได้มีโอกาสทำบุญน่ะครับ สาธุ...
     
  5. paang

    paang เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 เมษายน 2005
    โพสต์:
    9,517
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +34,303
    สาธุ อนุโมทนากับคุณ Jdin_buddhism ค่ะ
     
  6. rinnn

    rinnn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    19 พฤศจิกายน 2005
    โพสต์:
    7,708
    ค่าพลัง:
    +24,021
    เมื่อวานนี้น่ะ เรื่องของกสิณ ลืมบางจุดไป อย่างเช่นเรื่องของ อาโปกสิณ ถ้าเราจะทำจริงๆ เขาให้เทน้ำใส่ให้เต็มภาชนะพอดี อย่าให้พร่อง เพราะว่าถ้าหากว่ามันพร่องใจของเราบางทีมันไปจับที่ขอบภาชนะอันนั้น เขาเรียกว่ากสิณโพรด ใช้ไม่ได้ เขาให้สนใจแค่ลักษณะของน้ำและตั้งใจจับอันนั้น

    ถ้าหากว่าเป็น อุคหนิมิตของอาโปกสิณ มันจะมีลักษณะ กระเพื่อมๆ เหมือนยังกับน้ำที่เป็นคลื่นน้อยๆ ถ้าเป็นปฏิภาคนิมิตมันก็จะนิ่งแล้วก็ค่อยๆ สีจางลงไปเรื่อย ในเรื่องของวาโยกสิณนั้น แรกๆ มันก็รู้สึกเหมือนกับว่าเป็นไอหรือว่าแดดที่เต้นเป็นตัวขึ้นมา อันนั้นเป็น อุคหนิมิตถ้าหากว่าเป็นปฏิภาคนิมิต มันจะลอยจับกลุ่มกันแน่น เหมือนยังกับหมอกหนาๆ สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ก็ลืมบอกไป เดี๋ยวพอเราไปเจอเข้าก็เกิดความสงสัยอีก

    สำหรับวันนี้จะว่าถึงเรื่องของอสุภกรรมฐานทั้ง 10 อย่าง คือการพิจารณาซากศพเป็นอารมณ์ เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นราคะจริตมีจิตรักสวยรักงามเป็นปกติหรือมีจิตเกี่ยวข้องกับเรื่องระหว่างเพศเป็นปกติสำหรับการพิจารณาอสุภกรรมฐานนั้น ในปัจจุบันนี้จะทำได้ยากอยู่สักหน่อยเพราะว่าไม่เหมือนสมัยก่อนที่เขาเอาศพไปทิ้งป่าช้าเฉยๆ บ้าง หรือว่าประเภทที่เรียกว่าโดนประหารชีวิต โดนฆ่าบ้าง อะไรบ้าง มันสามารถที่จะเห็นได้ง่ายสมัยนี้มันเห็นได้ยากตอนที่ผมฝึกอยู่ ผมก็ใช้พวกซากสัตว์ที่มันตายบ้างหรือว่าใช้โครงกระดูกที่เขาทำไว้สำหรับพวกนักศึกษาแพทย์บ้าง หรือไม่ก็เข้าตลาด ไปดูตามเขียงหมู ที่เขาหั่น เขาสับ เขาฟันเนื้อหมูออกมาเป็นชิ้นๆ เป็นส่วนๆ บ้าง แต่ว่าที่ได้ประโยชน์มากที่สุด ก็คือได้บรรดาผี ต้องใช้คำว่าบรรดาผีที่มีความเมตตา เขาหามมาทีละศพ ทีละศพทุกคืนถ้าหากว่าได้อย่างนี้ท่านก็สามารถที่จะฝึกได้แต่ถ้าหากไม่ได้อย่างนี้บางทีก็จะลำบากอยู่สำหรับอสุภกรรมฐานถ้าหากว่าท่านพบศพที่จะพิจารณาได้ อย่างเช่นว่าซากสัตว์ก็ดี อะไรก็ดี ให้ยืนทางด้านเยื้องๆ กับเหนือลม อย่าไปยืนเหนือลมโดยตรง เพราะว่ายืนเหนือลมโดยตรง บางทีสัตว์ที่มากินซาก เช่นว่า พวกนก หรือนกแร้ง นกตะกุมอะไรเหล่านั้นหรือว่าพวกสัตว์ป่าอย่างสุนัขจิ้งจอก สุนัขป่าก็ดีแม้กระทั่งเสือ หรือว่าพวกเฮี้ย ตะกวดอะไรพวกนั้น เขาจะได้รับความลำบาก เพราะว่าถ้าเราอยู่เหนือลมตรงเขาจะได้กลิ่น เขาจะไม่กล้าเข้ามากิน หรือว่าบางประเภทเขาหวงซาก อย่างพวกเสือ พวกหมาป่าหรือพวกหมาจิ้งจอก มันจะกัดเอา จะทำร้ายเอา แล้วก็อย่าไปยืนทางใต้ลมโดยตรง ถ้ายืนทางใต้ลมโดยตรงกลิ่นมันเข้ามาเต็มที่ ถ้าไม่คุ้นชินมันจะอาเจียน หรือไม่ก็อย่างที่ผมเคยโดนคือลมมันหวน พอลมมันหวนกลับดมกลิ่นเข้าไปเต็มๆ ไม่ทราบว่ามันเป็นโทษอย่างไร ท้องเสียไปเป็นวันๆ งั้นต้องระมัดระวังให้ดี จะพิจารณาก็ยืนอยู่ในจุดที่เรียกว่าห่างสักพอสมควรกะว่าอยู่ในราวๆ สัก 4 เมตร 5 เมตร แล้วก็อยู่ด้านเยื้องๆ กับลม หรือให้อยู่ทางเหนือลมเยื้องๆไปทางซ้ายก็ได้ ทางขวาก็ได้จะได้ไม่เป็นการรบกวนสัตว์มากจนเกินไป

    มีอยู่จุดหนึ่งที่อยากจะเตือนก็คือว่า สำหรับหลายท่านที่กำลังใจเข้มแข็ง มันจะมีนิมิตหลอก ซากศพนั้นบางทีมันก็เคลื่อนไหว การเคลื่อนไหวนั้นบางทีมันก็เป็นอุคหนิมิต แต่บางทีมันเคลื่อนไหวในลักษณะเขาต้องการทดสอบเราบางทีศพมันลุกขึ้นมากอดเอาดื้อๆ หรือบางทีมันก็เคลื่อนไหวลักษณะยื่นมือมาจะบีบคอหรือจะอะไร ขอให้ทุกคนเข้าใจว่านั่นเป็นนิมิตที่เขามาทดสอบเท่านั้น ถ้าเราทำเฉยๆ ไม่รู้ไม่ชี้ เขาก็จะเลิกไปเอง ดังนั้นว่าการฝึกอสุภกรรมฐาน นอกจากจะต้องทนต่ออาการต่างๆ ที่น่าขยะแขยงแล้ว ยังต้องมีความกล้าอยู่ ไม่อย่างนั้นถ้านิมิตเหล่านี้มาหลอกหรือว่ามาทดสอบเราอาจจะกลัวมาก ขนาดเสียสติไปเลยก็ได้

    เรื่องของอสุภกรรมฐานนั้นมีทั้งหมด 10 อย่าง ที่ต้องกำหนดไว้ถึง 10 อย่าง ก็เพราะว่าเหมาะสำหรับคนที่ชอบในลักษณะต่างๆ กัน จะได้เห็นว่าสภาพความเป็นจริงของร่ายกายที่ชอบนั้นเป็นอย่างไร อย่างที่ 1 เรียก *<O =""></O>
    อุทุมาตกอสุภ* คือซากศพที่พองอืดอยู่ อันนี้สำหรับคนที่ชอบคนที่ประเภทที่เรียกว่าอ้วนพลี ประเภทอวบอย่างนั้น อึ๋มอย่างนี้ เจออุทุมาตกอสุภ เข้าแล้วจะรู้ ว่าจริงๆแล้วมันบวม มันพอง มันใกล้จะปริ จะพังอยู่แล้ว <O =""></O>
    *วิเนรกอสุภ* น่ะ ซากศพที่มันเป็นสีเขียว สีเหลือง สีแดง สีขาวเป็นต้น สังเกตดูพอศพตาย ซัก 2 วัน 3 วัน มันก็จะเริ่มเขียวๆ ขึ้นมา หรือถ้ามากกว่านั้นบางทีก็พองขึ้นมา น้ำเหลืองมากก็เป็นสีเหลือง ถ้าหากว่าเลือดมันทรงตัวอยู่ก็เป็นสีแดง เป็นต้น อันนี้สำหรับท่านที่ติดใจในสีสัน วรรณะอันผ่องใส หรือว่าแหม สาวคนนี้หน้าเด้งเหลือเกิน อย่างนี้เป็นต้นนะ เหมาะสำหรับในคนที่จะฝึกใน วิเนรกอสุภ<O =""></O>
    *วิปุภกอสุภ* คือซากศพที่มีน้ำเหลืองไหลโซมอยู่ อันนี้เอาไว้สำหรับท่านที่ไปติดในบรรดาเครื่องสำอางค์ แหมของเข้าเอง วันนี้มาใส่น้ำหอมมากลิ่นหอมฟุ้งมาเชียว หรือไม่ก็ทาน้ำยาบำรุงผิวมา กลิ่นดีเหลือเกิน ถูกใจ เพราะเราไปดูไอ้ซากศพที่มีน้ำเหลืองไหลโซมอยู่แล้วมันถูกใจใช่ไหม ต่อไปก็เป็น<O =""></O>
    *วิสิทกอสุภ* ซากศพที่โดนฟันขาดออกเป็น 2 ท่อน อย่างสมัยก่อนเขาประหารชีวิตหรือว่ารบกัน หรืออย่างสมัยนี้นานๆ อาจจะฟลุ๊ค ไปเจอคนโดนรถชนขาดเป็นสองท่อน หรือว่าหมาโดนรถชนขาดสองท่อนเป็นต้น อันนี้สำหรับคนที่ติดใจในเนื้อหนังของคนอื่นเขา มันจะได้เห็นว่าสภาพที่แท้จริง ถึงเวลาแล้วมันไม่ได้เป็นแท่งทึบอย่างที่เราติดใจแต่ว่ามันเป็นชิ้นเป็นท่อนมีอวัยวะภายในน้อยใหญ่อยู่ ต่อไปก็เป็น<O =""></O>
    *วิขายิทกอสุภ* ซากศพที่โดนสัตว์กิน ถึ้ง เว้าแหว่ง หรือไม่ก็ประเภทที่เรียกว่ากัดแทะจนกระทั่งเหลือเนื้อหนังติดอยู่เพียงไม่เท่าไหร่ อันนี้สำหรับคนที่ติดใจในอวัยวะบางส่วนของเขา อย่างเช่นว่าชอบในอก ชอบในเอว ชอบในสะโพก ชอบขาอ่อน ชอบน่อง ไปเจอพวกที่โดนสัตว์กัดถึ้งเป็นชิ้นๆ ตรงโน้นก็แหว่ง ตรงนี้ก็เว้า แก้มหลุดหายไปข้างหนึ่ง ริมฝีปากฉีกไปครึ่งหนึ่ง หน้าอกหายไปแถบหนึ่ง เห็นแต่ซี่โครงโผล่ขาวโพรงอย่างนี้เป็นต้น ถ้าหากว่าใครชอบใจอวัยวะเป็นส่วนๆ อย่างนี้ ก็ไปดูวิขายิตกอสุภ ต่อไปเป็น<O =""></O>
    *วิขิกตกอสุภ* ซากศพที่ถูกเขาทิ้งนานๆ ไปก็หลุดเป็นชิ้นๆ พวกนี้เหมาะสำหรับคนที่ชอบอริยบท แหม สาวคนนี้เคลื่อนไหวสวยเหลือเกิน เดินอ่อนช้อยอย่างนั้น สวยอย่างนี้ เหยียดแขนก็ดูดี คู้แขนก็ดูดี ก้าวไปข้างหน้า ถอยไปข้างหลัง ดีทั้งหมด ให้ไปดูซากศพที่เขาทิ้งเอาไว้ พอนานๆ ไปแล้วมันหลุดเป็นชิ้นๆ หรือวิขิกตกอสุภ ต่อไปก็คือ<O =""></O>
    *หัตวิขิตกอสุภ* อันนี้เป็นซากศพที่โดนฟันขาดเป็นท่อนๆ อาจจะประเภท 7 ท่อน 8 ท่อนก็ได้ อย่างพวกฆาตกรฆ่าหั่นศพ หรือไม่ก็ประเภทโดนรถชนไปแล้ว ยังไม่ทันจะเก็บศพอีกคันหนึ่งมาทับซ้ำเข้าไป หลุดเป็นชิ้นๆ ไป อวัยวะภายนอก ภายใน กระจายเกลื่อนถนนเลยน่ะ หัตวิขิตกอสุภนี่สำหรับประเภทคนที่คลำดูไม่มีหางก็ใช่ได้คือขอให้มีอวัยวะครบ 32ก็เป็นชอบ ถ้าสันดานเราเป็นอย่างนี้ก็ไปดูหัตวิขิตกอสุภ ต่อไปเป็น<O =""></O>
    *โลหิตกสอุสภ* ซากศพที่มีเลือดไหลท่วม ไหลนองไปหมด อย่างสมัยก่อนเขาฟันหัวขาดเลือดพุ่งกระฉูดขึ้นไปเป็นเมตร แล้วก็ตกลงมาอาบร่างตัวเองนองแดงเต็ม อันนี้สำหรับคนที่ติดใจในเครื่องประดับชุดสวยอย่างนั้น เครื่องประดับสวยอย่างนี้ มันไม่ได้ชอบแต่ตัวเฉยๆ มันชอบกระทั่งชุดด้วย ให้ไปดูสภาพจริงๆ ของร่างกายเป็นอย่างเนี้ย สวยไหม ต่อไปเป็น<O =""></O>
    *คุลุวกอสุภ* คือซากศพที่มีหนอนชอนไช เน่าเละไปหมด พวกนี้สำหรับคนที่ติดในร่างกายตัวเอง ร่างกายของเราดีอย่างนั้น น่าพอใจอย่างนี้ แหม กล้ามตรงนี้สวยเหลือเกิน ติดแม้กระทั้งร่างกายตัวเอง ดูซิ มันใช่ของเราไหม ตอนนี้พวกหนอนต่างๆ มันครองสิทธิกินกระจายอยู่ตรงหน้าของเรา อันสุดท้ายคือ<O =""></O>
    *อัฐิกอสุภ* เป็นกระดูก โครงกระดูก อย่างเช่นว่าพอมันเน่าไปนานๆ ส่วนอื่นๆ เปื่อยสลายไปหมดเหลือแต่โครงกระดูกอยู่ หรืออย่างที่ผมปฏิบัติอยู่ก็คือเอาโครงกระดูกสำหรับนักศึกษาแพทย์เขามาพิจารณา อันนี้สำหรับคนที่ชอบ เวลาเพศตรงข้ามเขายิ้มแล้ว แหม ฟันสวยเหลือเกิน ให้มันดูว่าไอ้ฟัน มันก็ส่วนหนึ่งของกระดูก แล้วกระดูกทั้งหมดมันมีลักษณะเป็นอย่างนี้ อย่างนี้

    ก็สำหรับเรื่องของอสุภกรรมฐานก็มีอานุภาพในลักษณะนี้ว่าช่วยระงับความพอใจ ในรูปแบบต่างๆ ของเราคราวนี้ถ้าหากในการปฏิบัติ อุทุมาตกอสุภ เราเจอซากศพที่พองเต็มที่เลย อย่างไอ้หมาตาย มาสองวัน สามวัน หรือถ้าหากว่าแดดร้อนๆ น่ะวันเดียวเท่านั้นแหละน่ะ อืดพองสี่ขา เหยียดกางที่เดียวจะแตกจะระเบิดอยู่แล้ว เราก็ยืนในจุดที่เหมาะสมอย่างที่ว่าไป แล้วก็เริ่มกำหนดภาพนั้นเป็นนิมิต ภาวนาว่าอุทุมาตกรรม ปฏิกุลัม อุทุมาตกรรมปฏิกุุลัมว่าไปเรื่อยๆ

    ถ้าหากว่า เป็นอุคหนิมิตคือเริ่มติดตา ก็จะเห็นเป็นศพในลักษณะที่เราพิจารณาอยู่ ถ้าหากว่าเป็นปฏิภาคนิมิตคือจิตเริ่มทรงเป็นปฐมฌาน ภาพนั้นก็จะเป็นคนหรือสัตว์ที่อ้วนพลีผ่องใสเป็นปกติ เห็นอย่างกับคนทั่วๆ ไปเลย ลืมบอกไปว่าอสุภกรรมฐาน ถ้าโดยตัวของมันจริงๆ เราปฏิบัติแล้วมันจะทรงได้ประมาณปฐมฌานเท่านั้น เดี๋ยวจะบอกวิธีทำต่อให้

    สำหรับวิเนรกอสุภ ที่เราไปพิจารณาซากศพที่มันเขียว มันเหลือง มันแดง มันขาวเหล่านั้น ถ้าเป็นอุคหนิมิต ก็จะเห็นเป็นภาพปกติของมันคือเริ่มติดตา หลับตาก็เห็น ลืมตาก็เห็น แต่ว่าไอ้เรื่องหลับตา ลืมตานี่ บางคนทำง่ายเลยคิดไม่ถึง ผมเองมองซากศพครั้งแรกจำติดตาไปเจ็ด แปดวันไม่ทราบเหมือนกันว่ามันเป็นเพราะกลัวหรือว่าผีมันเจตนาจะหลอก หรือว่าในอดีตผมเคยทำได้เลยจำได้ง่ายไม่รู้ รู้แต่ว่าบางขณะมันเสียวๆ มันกลัวเหมือนกัน สำหรับวิเนรกอสุภ ถ้าหากว่า เราจับภาพนั้นอยู่แล้วเริ่มติดตา หลับตาก็เห็น ลืมตาก็เห็นน่ะเป็นอุคหนิมิต ถ้าหากว่าเป็นสีใดสีหนึ่งมันขยายขึ้นมาจนท่วมทับสีอื่นหมด อย่างเช่นว่าสีเขียว สีเหลือง สีแดง สีขาวก็ดี อันนี้เป็นปฏิภาคนิมิต ก็ให้ภาวนาว่า วิเนรกรรม ปฏิกุลัม วิเนรกรรม ปฏิกุลัม ไปเรื่อยๆ พร้อมกับลมเข้าออก อย่าลืมคำภาวนาทุกอย่างต้องจับพร้อมกับลมหายใจ เข้าออกทั้งหมด

    วิปุภกอสุภ ซากศพที่มีน้ำเหลืองไหลอยู่ เราพิจารณาแล้วก็ภาวนาว่า วิปุภกรรม ปฏิกุลัมวิปุภกรรม ปฏิกุลัม ไปเรื่อยๆ ถ้าเป็นอุคหนิมิต คือเริ่มติดตาก็จะเห็นซากศพที่เป็นน้ำเหลืองไหลอยู่ตามปกติ แต่ถ้าเป็นปฏิภาคนิมิต มันจะกลายเป็นศพที่น้ำเหลืองทุกอย่างหยุดนิ่งอยู่น่ะ กลายเป็นศพที่ชัดเจนแจ่มใสอยู่ ไม่มีอาการหลั่งไหลของน้ำเหลืองอีก

    ต่อไปวิขิตกอสุภ ซากศพที่โดนฟันขาดเป็นสองท่อน โดนรถชนขาดเป็นสองท่อนก็ภาวนาว่า วิขิตกรรม ปฏิกุลัม วิขิตกรรม ปฏิกุลัม ไปเรื่อยๆ ถ้าอุคหนิมิต ก็จะเห็นสภาพซากศพที่ขาดเป็นสองท่อน
    อย่างนั้นแต่ถ้าหากเป็นปฏิภาคนิมิตอีก คราวนี้มันจะเป็นตัวสมบูรณ์ ๆ ไม่ขาดท่อน

    วิขายิตกอสุภ ซากศพที่โดนสัตว์กัด เว้าๆ แหว่งๆ กระดูกโผล่ที่นั้น เส้นเอ็นโผล่ตรงนี้ เราใช้คำภาวนาว่า วิขายิตกรรม ปฏิกุลัม วิขายิตกรรม ปฏิกุลัม พวกเราที่เข้าไปธุดงค์ ทางด้านห้วยขาแข้ง จะเจอซากสัตว์ในลักษณะนี้บ่อย เพราะว่าพวกเสือบ้าง หมาป่าบ้างมันกินทิ้งเอาไว้น่ะ อาศัยพิจารณาได้ถ้าหากว่าเป็นอุคหนิมิต เริ่มติดตาก็จะเห็นเป็นภาพปกติ ถ้าเป็นปฏิภาคนิมิตก็จะเป็นลักษณะเหมือน
    กับคนหรือสัตว์สมบูรณ์อยู่ทั้งตัว

    วิขิตกอสุภ ซากศพที่หลุดกระจายเป็นท่อนๆ เป็นชิ้นๆ เราใช้คำภาวนาว่า วิขิตกรรม ปฏิกุลัม วิขิตกรรม ปฏิกุลัม ไปเรื่อยๆ อุคหนิมิตก็คือเป็นซากศพที่เป็นชิ้นๆ อย่างนั้น แต่ถ้าหากเป็นปฏิภาคนิมิตจะเป็นซากศพที่สมบูรณ์ทั้งซากเหมือนกัน

    หัตวิขิตกอสุภ ซากศพที่โดนฟันขาดเป็นท่อนๆ โดยรถชนขาดเป็นท่อนๆ เป็นชิ้นๆ แต่ละส่วนกระจัดกระจายไปทั่ว อย่างพวกฆาตกรฆ่าหั่นศพพวกนั้น เราก็ใช้คำภาวนาว่า หัตวิขิตกรรม ปฏิกุลัม หัตวิขิตกรรม ปฏิกุลัม อุคหนิมิตก็ยังเป็นศพที่ขาดเป็นท่อนๆ อยู่ แต่ถ้าหากว่าเป็นปฏิภาคนิมิตก็จะเป็นศพที่สมบูรณ์เหมือนเดิม ต่อไปก็

    โลหิตกอสุภ ซากศพที่มีเลือดไหลนองท่วมซากอยู่ ภาวนาว่า โลหิตกรรม ปฏิกุลัม โลหิตกรรม ปฏิกุลัม ไปเรื่อยๆ ถ้าหากว่าเป็นอุคหนิมิต ก็จะเห็นเป็นซากศพที่มีโลหิตท่วมอยู่อย่างนั้น แต่ถ้าเป็นปฏิภาคนิมิต ภาพโลหิตก็จะขยายแดงหนาทึบไปหมด ต่อไปเป็น

    กุลุวกอสุภ ซากศพที่มีหมู่หนอนชอนไช ยึบยับไปหมด ภาวนาว่า กุลุวกรรม ปฏิกุลัมกุลุวกรรม ปฏิกุลัม ไปเรื่อยๆ ภาพติดตาของอุคหนิมิตจะเป็นซากศพที่มีหมู่หนอนที่ชอนไชอยู่เป็นปกติด ถ้าเป็นปฏิภาคนิมิตมันจะลักษณะขาว เหมือนยังกับกองผ้า หรือกองสำลีที่กองอยู่จริงๆ ไอ้สีขาวๆ ก็คือไอ้สีของหนอนนั่นเอง แต่ไอ้ปฏิภาคนิมิตนี่มันจะหนาทึบลักษณะเหมือนกับสำลีก้อนใหญ่ๆ หรือไม่ก็ผ้าขาวกองใหญ่ๆ อันสุดท้ายก็คือ

    อฐิกอสุภ การพิจารณากระดูกให้ภาวนาว่า อัฐิกรรม ปฏิกุลัม อัฐิกรรม ปฏิกุลัม จับภาพกระดูกที่เป็นท่อนน้อย ท่อนใหญ่พวกนั้น หรือถ้าหากใช้อย่างที่ผมใช้ก็คือโครงกระดูกทั้งโครงนั้น อุคหนิมิต อาจจะน่ากลัวอยู่หน่อยคือเป็นเป็นภาพโครงกระดูกเคลื่อนไหวไปมา อาจจะเป็นกระโหลก กลิ้งไปกลิ้งมากระดูกท่อนน้อยท่อนใหญ่ ลอยไปลอยมา หรือว่าเป็นทั้งโครงอย่างที่ผมทำมันก็จะเดินเข้ามาหา หรือเดินไปเดินมาอยู่ตรงหน้า ถ้ากำหนดต่อไปมันก็จะกลายเป็นโครงกระดูกที่นิ่งอยู่เฉยๆ อันนั้นเป็นปฏิภาคนิมิต นี่คือลักษณะอสุภกรรมฐานทั้ง 10 กอง

    ถ้าเรามีโอกาสจำคำภาวนาและนิมิตของมันให้ชัดเจน ระมัดระวังไว้ ตั้งสติตัวเองไว้ให้มั่น อย่าไปกลัวมัน ยืนให้ถูกทิศ อย่าไปโดนกลิ่นของมันมากตั้งหน้าตั้งตาพิจารณาไปเมื่อภาพมันเริ่มติดตาแล้วเราก็ต้องพิจารณาต่อว่า เออหนอ ร่างกายของสัตว์นี้ก็ดี ร่างกายของคนนี้ก็ดี ที่เราเห็นว่ามันคงทนมันสมบูรณ์เป็นเราเป็นของเราอยู่นี้ ที่แท้จริงไม่มีอะไรเป็นเรา เป็นของเราเลย ตายไปแค่วันหนึ่งสองวัน ก็บวมก็อืดก็พองขึ้นมาอย่างนี้ เริ่มมีสีเหลืองๆ เขียวๆ ขาวๆ แทรกเข้ามาตามส่วนต่างๆ ของซากศพ พอสักสี่ ห้าวัน ผิวกายก็แตกปริ มีน้ำเลือด น้ำเหลือง น้ำหนอง ไหลโซมกลิ่นเหม็นตลบ จนทนไม่ได้ หรือไม่ก็หลุดขาดเป็นท่อนน้อยท่อนใหญ่ มีอวัยวะทั้งภายนอกและภายในกระจัดกระจายอยู่

    สิ่งที่เราเห็นมันเป็นแค่ผิวหนัง คือเปลือก ส่วนหนึ่งที่หลอกตาเราอยู่เท่านั้น ไม่ว่าจะร่างกายของเราก็ดี ของเขาก็ดี ของคนก็ดี ของสัตว์ก็ดี สภาพแท้จริงมันเป็นอย่างนี้เอง เกิดขึ้นในเบื้องต้น เปลี่ยนแปลงในท่ามกลาง ในที่สุดก็สลายตัวไปไม่มีอะไรหลงเหลืออยู่ ไม่มีอะไรเป็นเรา เป็นของเราเลยแม้แต่น้อย ขณะที่ดำรงชีวิตอยู่ก็เต็มไปด้วยความทุกข์

    แม้กระทั่งตอนตายก็อาจจะได้รับความทุกข์ทรมานคือถูกเขาฆ่า หรือว่าเกิดอุบัติเหตุเกิดขึ้น ความทุกข์มันมีอยู่กับร่างกายนี้เป็นปกติ ถ้าเรายังไปยึดถือมั่นหมายว่าเป็นเรา เป็นของเราอยู่อีก ถ้าเรายังยึดถือมั่นหมายมันอยู่อย่างนี้แล้วเราก็ต้องเกิดมาอีก มาพบกับความทุกข์อย่างนี้อีก มามีร่างกายที่สกปรก โสโครกเน่าเหม็นแบบนี้อีก ไปยึดติดในร่างกายของคนอื่นเขาที่สกปรกโสโครกเน่าเหม็นอย่างนี้อีก ขึ้นชื่อว่าการเกิดมาที่เต็มไปด้วยความทุกข์ เกิดมาอาศัยอยู่ในร่างกายที่มันเน่าเหม็นแบบนี้นี้ เกิดมาอาศัยอยู่ในโลกที่ทุกข์ยาก เร่าร้อนแบบนี้ เรายังมีความปรารถนาหรือไม่ ถ้าจิตมันบอกตัวเองอย่างชัดเจนว่าไม่ต้องการอีกแล้ว ไม่ใช่บอกตัวเองว่าไม่ต้องการ เพราะรู้ว่าตอบอย่างนี้แล้วถูก มันเกิดจากสภาพจิตบอกตัวเองจริงๆ ว่าชื่อว่าการเกิดเช่นนี้ เราไม่ต้องการอีกแล้ว ทั้งๆ ที่สภาพความจริงแล้ว ไม่มีอะไรเป็นเราเป็นของเราเลยเราก็ตั้งใจจับคำภาวนา เกาะภาพพระ ตั้งใจว่าถ้าหากว่าตายแล้วเราขอไปพระนิพพานแห่งเดียว

    ถ้าหากว่าภาพซากศพนั้นมีสีใดสีหนึ่งอยู่ ไม่ว่าจะเป็นสีแดง สีเหลือง สีเขียว สีขาวก็ตามให้จับสีสันนั้นเป็นนิมิต พร้อมกับคำภาวนากำลังจิตจะเข้าสู่ฌานสี่ได้ เมื่อถึงวาระ ถึงเวลาแล้วเอากำลังใจส่วนนั้นเกาะพระนิพพานแทน ให้อยู่กับภาพพระของเรา อยู่กับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเราหรือว่าอยู่บนวิมารของเราในพระนิพพานตั้งใจว่าถ้ามันตายลงไปเมื่อไหร่เราขอมาอยู่พระนิพพานแห่งเดียว ถ้าทำอย่างนี้จนอารมณ์ทรงตัวเป็นปกติ ทุกวันทุกคืน กำลังใจก็รู้อยู่ว่าร่างกายนี้มันไม่ดี มันไม่สวยไม่งาม มีสภาพความเป็นจริงประกอบไปด้วยอวัยวะภายในใหญ่น้อย มีเลือด มีน้ำเหลือง น้ำหนองเป็นปกติมันเน่ามันเปื่อยเป็นปกติ เราไม่ต้องการร่างกายของเรา เราไม่ต้องการร่างกายคนอื่น เราไม่ต้องการร่างกายสัตว์อื่น เราไม่ต้องการเกิดมาทุกข์แบบนี้ เราต้องการที่เดียวคือพระนิพพาน ถ้าจิตจดจ่ออยู่แบบนี้ก็ขึ้นชื่อว่าเรา ปฏิบัติในอสุภกรรมฐานจนถึงที่สุดได้เช่นกัน

    สำหรับอีกจุดหนึ่งที่ลืมกล่าวเสียตั้งแต่ตอนแรกคือว่าถ้าเราพิจารณาในซากศพให้เลือกพิจารณาซากศพที่เป็นเพศเดียวกับตัวเอง ไม่อย่างนั้นอาจจะเจอลักษณะเดียวกับผมก็คือว่าสมัยนั้นลูกศิษย์ของหลวงพ่อฤษีลิงดำคนหนึ่ง ก็คือจ่าสุรินทร์ อยู่ที่นิติเวศ กรมตำรวจ ถึงเวลามีซากศพเข้ามาก็จะโทรศัพท์บอกพระในวัด หลวงพี่ครับมีศพเข้ามาแล้วใครจะมาพิจารณาซากศพก็รับมานะครับ ถึงเวลาก็ขออนุญาตเขาเข้าไป ปรากฏว่าศพบางศพเนี่ย สภาพมันดี อีทางนี้ไอ้ความดื้อด้านของจิตแรกๆ ใหม่ๆ เข้าไปมันก็อวกซะไม่มีแต่พอนานไปนานไป จิตมันเริ่มด้านมันจะเลือกดูแต่ไอ้ที่มันยังดีๆอยู่ ดูในอวัยวะในส่วนที่ตัวเองชอบเพราฉะนั้นถ้าหากว่าเป็นไปได้ พยายามพิจารณาซากศพที่เป็นเพศเดียวกับตัวเอง เพื่อจิตที่มันดื้อจะได้ไม่ฟุ้งซ่านไปสู่อารมณ์อื่นได้ เรื่องสภาพดื้อของจิตนี้บางคนโชคดีเหลือเกินแค่เห็นเท่านั้นเอง ก็ประเภทที่จดจำไปตลอดชีวิต ไม่จำเป็นต้องไปดูซ้ำมันคาจิตคาใจอยู่ในลักษณะที่กลัวไปเลยก็มี แต่ขณะเดียวกันบางประเภทอย่างผมเองมันดื้อมาก แรกมันก็ประเภทที่เรียกว่า ยังไง อาเจียนบ้าง น่ะ อารมณ์เกี่ยวกับกามราคะหายหดหมดเกลี้ยงไปเป็นอาทิตย์ๆ บ้างแต่พอนานๆ ไปมันกำเริมขึ้นมาใหม่ เราจะไปเลือกดูแต่ไอ้ที่มันดีๆ ในสมัยนี้ถ้าหากว่ามันหาซากศพยาก มีโอกาสเจอสัตว์ตายข้างถนนก็ดี มีโอกาสที่โยมเขาเปิดโลกศพ เพื่อจะล้างหน้าศพก็ดี หรือว่าไปธุดงค์เจอซากสัตว์อยู่ในป่า กระดูกสัตว์อยู่ในป่าก็ดีให้ฉวยโอกาสฝึกในอสุภกรรมฐานเอาไว้ พยายามทำให้คล่อง คล่องตัวถึงขนาดที่เรียกว่ามันสามารถมาช่วยเหลือเราได้ในขณะจิตหนึ่งที่เราเผลอ กระผมเองเจอมาคือว่า มีวันหนึ่งกำลังเข้ากรุงเทพ ปรากฎว่ารถวิ่งไป ๆ มันก็เป็นเวลาที่นักเรียนกำลังไปโรงเรียน เจอนักเรียนผู้หญิงวัยรุ่นอยู่ ก็เออ ชอบใจน่ะ ลักษณะท่าทางของเธอแจ่มใสเหลือเกิน ไม่ได้ยินดีในสภาพของเธอ แต่ว่าเห็นเออน่ารักเนาะ ท่าทางแจ่มใสตั้งอกตั้งใจไปโรงเรียน ลูกเราหลานเราเป็นอย่างนี้ก็ดี คิดไม่ทันจะจบภาพอสุภกรรมฐานมันแทรกพรวดขึ้นมา อีคราวนี้มันมานี้แหม ลักษณะสีสัน กลิ่นอะไรมันมาครบ

    สมัยบรรดาที่ผีเขาหลอกผมนี่เขาเอามาแต่ละซากนี่สีสัน กลิ่นเกลิ่นมาครบถ้วนสมบูรณ์ บางทีเลือดไหลนองท่วมพื้นจนกระทั่งเราจะอาเจียนออกมา ในเมื่อภาพมันปรากฏพรวดขึ้นมาแทนที่มันจะไปเออดูว่าเขาน่ารัก ก็กลายเป็นจะอาเจียนขึ้นมามาแทน ต้องทำให้มันคร่องตัวให้ได้ชนิดที่ถึงเวลา มันสามารถโผล่ขึ้นมาสกัดตัวอารมณ์อกุศล ที่มันแทรกใจของเราขึ้นมาได้ทันมันถึงจะใช้ได้ หรืออย่างครูบาร์อาจารย์สายของเรา คือหลวงปู่ พริ้ง วัดบางปะกอก หลวงปู่พริ้งนี่เป็นอาจารย์ของหลวงปู่ปานอีกทีหนึ่ง แม้จะเกิดร่วมยุคร่วมสมัยเดียวกันแต่ว่าท่านอยู่ในระดับอาจารย์ หลวงปู่ปานไปขอศึกษาจากท่าน หลวงพ่อฤาษีลิงดำกล่าวว่าหลวงพ่อพริ้งวัดบางปะกอก หรือบางมะกอกอันเดียวกัน เป็นพระที่ชำนาญในอสุภกรรมฐานที่สุด ท่านสามารถเนรมิตซากศพเป็นตัวๆ ขึ้นมาอยู่ต่อหน้าให้พิจารณาได้เลย นั่นครูบาร์อาจารย์ของเราเก่งกาจ สามารถขนาดนั้น อันนั้นต้องมีความสามารถในเรื่องของอภิญญาสมาบัติเป็นปกติ ไม่อย่างนั้นจะทำเช่นนั้นไม่ได้ ลำพังอสุภกรรมฐานจะให้เป็นนิมิตติดตาก็ยากแล้ว

    ในเมื่อโอกาสในการที่จะทำในอสุภกรรมฐานมันมีน้อย แต่ก็ไม่ใช่จะไม่มีเลยทีเดียว เราเห็นบาดแผลตามร่างกายของเรา ตามร่างกายของสัตว์ก็จับเป็นคำภาวนาได้จะเป็น วิขายิตกรรม ปฏิกุลัม วิขายิตกรรม ปฏิกุลัม ก็ได้ หรือว่าถ้ามันมีน้ำเหลืองไหลอยู่ ก็เป็น กุลุวกรรม ปฏิกุลัม กุลุวกรรม ปฏิกุลัม ขออภัย วิปุภกรรม ปฏิกุลัม ไป ก็ได้แล้วแต่เราจะพิจารณา แล้ว

    ในที่สุดอย่าลืมว่า ทุกอย่างไม่ว่าจะคน จะสัตว์สิ่งของอะไรก็ตาม มันก็เสื่อมสลาย ก็ตาย ก็พังไปในที่สุด ไม่มีอะไรทรงตัวตั้งมั่นอยู่ได้ เกิดเมื่อไร ทุกข์เมื่อนั้น สถานที่เดียวที่พ้นตาย พ้นเกิด พ้นทุกข์ ก็คือพระนิพานอย่าลืมจุดสุดท้ายของเราจับพระนิพพานให้ได้ เกาะภาพพระให้ติด หรือว่าเกาะสีสัน วรรณะอันใดอันหนึ่งของอสุภกรรมฐาน ภาวนาให้อารมณ์ใจทรงตัวนึกเมื่อไหร่ให้ภาพปรากฏเมื่อนั้น นึกเมื่อไหร่ให้เกิดขึ้นเมื่อนั้น มันถึงจะอาศัยได้ มันถึงจะกล่าวได้ว่าเราปฏิบัติในอสุภกรรมฐานอย่างแท้จริง

    สำหรับวันนี้เวลาก็ไม่พอแล้วให้ทุกคนคลายกำลังใจออกมา แล้วก็ตั้งใจในการสวดมนต์ ทำวัตรของเราต่อไป<O =""></O>

    <O =""></O><O =""></O><O =""></O><O =""></O><O =""></O><O =""></O>
     

แชร์หน้านี้

Loading...