คลังเรื่องเด่น
-
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพุธที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๖๕
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพุธที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๖๕ -
"คติอันนี้เป็นคติอันดีเยี่ยม" (หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท)
.
"คติอันนี้เป็นคติอันดีเยี่ยม"
" .. เราได้ค้นคว้า "พินิจพิจารณาร่างกาย จนละเอียดลออไปทุกส่วน ทุกชิ้นทุกอัน จนได้สภาวะของใจ" ได้ลงถึงความจริงประจักษ์ใจ "โลกทั้งหลายนี้ไม่มีปรากฏชิ้นกับใจ ขาดสูญไปหมด อยู่จำเพาะใจอันนั้นอันเดียว ไม่มีสิ่งใดที่เจือปน" ไม่มีเจือปนอยู่ในใจนั้น
แล้วเรานั้นก็ได้เอาสิ่งเหล่านั้นไปนมัสการครูบาอาจารย์ท่าน "ไปเล่าถวายความเป็นไปให้ท่านฟัง" ตั้งแต่เบื้องต้นในการด้นคว้าพินิจพิจารณา จนกระทั้งถึงที่สุดของการค้นคว้าพิจารณาอย่างนั้นลงไปแล้ว ในสภาวะของใจลำดับนั้น มันขาดพึ่บลงไป โดยที่คล้าย ๆ ขาดสติ แต่ไม่ใช่ขาดสติ "มันก็ปรากฏโลกทั้งหลายขาดลงไป ไม่มีอันใดเลย แม้แต่ร่างกายของเราอย่างนี้ก็สูญหายไปหมด เหลือความบริสุทธิ์ของใจอันเที่ยงแท้อันเดียว"
ก็เมื่อเป็นอย่างนั้นแล้วเข้าไปเรียนถาม ท่านก็บอกว่า "เออ! เอาอย่างนั้นแล ให้พิจารณาอย่างนั้น ดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ" นี่ท่านไม่มีการคัดค้าน ไม่มีการโต้เถียง หรือไม่มีการที่จะกระโตกกระตาก อะไรทั้งหมดเลย เพราะฉะนั้น "คติอันนี้จึงเป็นคติอันดีเยี่ยม" .. "
หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท
พระผู้เป็นดั่งผ้าขี้ริ้วห่อทอง -
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอังคารที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๖๕
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอังคารที่ ๑๔ มิถุนายน ๒๕๖๕ -
กระแสโลกนั้นเหมือนกับน้ำที่ไหลงลงต่ำ นักปฏิบัติจึงต้องเพียรว่ายทวนน้ำไว้เสมอ
กระแสโลกนั้นเหมือนกับน้ำ ถ้าหากว่าจะต่อต้านกระแสโลก เราต้องว่ายทวนน้ำขึ้นไป คราวนี้พอเราว่ายทวนน้ำไป ถึงเวลาก็ปล่อยไหลตามน้ำ กว่าจะว่ายอีกทีหนึ่ง แค่คราวที่แล้วก็เหนื่อยแล้ว ตอนนี้จะเอาเรี่ยวเอาแรงที่ไหนมาว่ายต่อ ? ดังนั้น...การปฏิบัติของเราจึงจำเป็นที่จะต้องทำให้ต่อเนื่องอยู่เสมอ
...................................
พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร. วัดท่าขนุน
www.watthakhanun.com -
"ชีวิตเราต้องถึงซึ่งความตาย" (หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร)
.
"ชีวิตเราต้องถึงซึ่งความตาย"
" .. ภาวนามรณกรรมฐานเตือนจิตใจนี้อยู่เสมอว่า "ชีวิตของเรานี้ต้องถึงซึ่งความตาย" ที่ใครคิดว่าเมื่อเกิดโรคภัยไข้เจ็บแล้ว ก็จะไปโรงพยาบาลให้มันดีมันหาย "มันไม่มีทางที่จะหายได้" มันนับวันนับคืน นับชั่วโมงนาทีวินาที มันใกล้ไปสู่ความตายทุกวันเวลา
"เมื่อมันเจ็บไข้ได้ป่วยได้ แล้วจะไม่ตายนั้นไม่ได้" มันต้องตายแน่ ๆ มันแสดงให้เห็นแล้วว่าหนีไม่พ้น เมื่อหนีไม่พ้นแล้วนั้น "มันก็มีทางพ้นอยู่ ก็คือการภาวนา" เอาจิตใจให้มันหลุดมันพ้นออก ไม่ให้ใจหลงใจเมามาอยู่ภายในนี้
ท่านจึงมีวิธี "การภาวนาพุทโธ ภาวนามรณกรรมฐาน ภาวนาลมหายใจ เพื่อให้จิตใจเราทุกดวงจิตดวงใจสงบระงับ" ตั้งมั่นเป็นดวงหนึ่งดวงเดียว เดี๋ยวนี้จิตมันฟุ้งไปซ่านไปมัวเมาไป ไม่มีที่สุดที่สิ้น เลยวุ่นวายอยู่อย่างนั้นเอง .. "
"จิตพระอริยอยู่เหนือกิเลส"
พระญาณสิทธาจารย์ (หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร)
๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๙ -
ธรรมสโมธานของผู้ที่ปราถนาเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า
หลายท่านคงจะเคยได้ยินว่าคนที่ปราถนาเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในชาติที่จะต้องได้รับพุทธทำนายจากพระพุทธเจ้าครั้งแรกจะต้องมีธรรมสโมธาน 8 ประการ
1. เป็นมนุษย์
2. ทำบุญใหญ่ต่อหน้าพระพักตร์เช่นถวายชีวิตเป็นพุทธบูชา
3. มีอุปนิสัยเป็นพระอรหันต์
4. เป็นนักบวช
5. มีฌาน อภิญญา
6. เป็นเพศชาย
7. พบพระพุทธเจ้า
8. มีความพอใจที่จะปราถนาเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ในส่วนของผู้ที่ปรารถนาเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าในชาติแรกที่จะได้รับพุทธทำนายจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้
1. เป็นมนุษย์
2. เป็นเพศชาย
3. เห็นผู้หมดกิเลส(พระอรหันต์ พระปัจเจกพุทธเจ้า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า)
4. ทำบุญใหญ่เช่นใช้ร่างกายตัวเองเป็นสะพานให้พระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระสาวกข้ามไป
5. มีความพอใจในการปราถนาเป็นพระปัจเจกพระพุทธเจ้า
นอกจากผู้ที่ปรารถนาเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะต้องมีธรรมสโมธาน 8 ประการแล้ว ส่วนผู้ที่ปรารถนาเป็นพระปัจเจกพระพุทธเจ้าต้องมีธรรมสโมธาน 5 ประการแล้ว ผู้ที่ปรารถนาเป็นอัครสาวก พระอสีติมหาสาวก ก็ต้องมีธรรมสโมธาน 2 ประการ
1. ทำบุญใหญ่ต่อหน้า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
2.... -
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันจันทร์ที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๖๕
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันจันทร์ที่ ๑๓ มิถุนายน ๒๕๖๕ -
"มันเป็นภาษาของธรรมะ" (หลวงปู่ชา สุภทฺโท)
.
"มันเป็นภาษาของธรรมะ"
" .. วิชาทุกวิชานี่น่ะจะต้องเห็นเอง "คือบอกไปแล้วก็เห็นไม่ชัด ต้องดำเนินงานให้เห็นเองจึงจะรู้ความเป็นจริงได้" เอาผลไม้ผลนี้ให้เขาทานเสีย รสของผลไม้นี้ไม่ต้องตามไปบอกเขาแล้ว "เขาจะรู้เองทั้งนั้น" และพระพุทธศาสนานี่น่ะ เรื่องศาสนาเรื่องธรรมะนี้ ภาษาอังกฤษ ภาษาฝรั่งเศส ภาษาไทย ภาษาลาว ภาษาอะไร ๆ ทั้งหมดนั่นแหละ อาตมาว่ามันเป็นเรื่องเล็ก
"ภาษาธรรมนี้ไม่ใช่ภาษาอะไรทั้งนั้น มันเป็นภาษาของธรรมะ" เช่นนํ้าร้อนนี่น่ะมันร้อน ทีนี้ให้คนไทยเราเอามือไปจุ่มดูซิ มันจะรู้สึกอย่างไร ให้เขมรเอามือไปจุ่มดูซิมันจะรู้สึกอย่างไร ให้คนจีนเอามือไปจุ่มดูซิมันจะรู้สึกอย่างไร "ทั้งหมดมันรู้สึกอย่างเดียวกันหมด นั่นคือภาษาธรรม" .. "
"สุภัททานุสรณ์"
พระโพธิญาณเถร (หลวงปู่ชา สุภทฺโท) -
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอาทิตย์ที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๖๕
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอาทิตย์ที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๖๕ -
หลักการสมานฉันท์ระหว่างศาสนาพุทธ คริสต์ อิสลาม คือ ศีล ๕
วันนี้ตรงกับวันเสาร์ที่ ๑๑ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๕ ได้เดินทางไปกราบสักการะสังขารท่านอาจารย์สายชล (พระครูปฐมจินดากร) ที่วัดไร่แตงทอง แล้วเดินทางเลยมายังวัดอุทยาน เพื่อเตรียมที่จะไปงานพุทธาภิเษกวัตถุมงคลให้กับทางวัดธรรมปัญญาราม (บางม่วง) เมื่อมาถึงก็มีสารพัดเรื่องราวที่ประเดประดังเข้ามา
เรื่องแรกเลยก็คือพระครูวิโรจน์กาญจนเขต, ดร.ได้รับอาราธนาไปเป็นผู้บรรยายในรายการสมานฉันท์ระหว่างศาสนาพุทธ คริสต์ อิสลาม ซึ่งกระผม/อาตมภาพนั้นก็ได้บอกว่า หัวข้อการบรรยายนั้นง่ายมาก เพราะว่าพระพุทธศาสนาของเรานั้น เชื่อมั่นว่าบุคคลทุกคนสามารถที่จะพัฒนาได้ เพียงแต่ว่าการพัฒนานั้น มีการพัฒนาทั้งทางกาย ทางวาจา และทางใจ พัฒนาการทั้งหลายเหล่านี้ ก็เกิดขึ้นจากหลักการที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้วางไว้ คือหลักไตรสิกขา ซึ่งย่อลงมาจากมรรคมีองค์ ๘ เหลือเพียงศีล สมาธิ และปัญญา
การที่เรารักษาศีลนั้น เป็นการพัฒนากายและวาจาของเราให้เรียบร้อย ทางกายก็งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ งดเว้นจากการลักทรัพย์ งดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม งดเว้นการจากดื่มสุราหรือเสพยาเสพติด ทางวาจาก็คือ งดเว้นจากการโกหกหลอกลวงผู้อื่น... -
"เรื่องเบียดเบียนกันนี่แหละ" (หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
.
"เรื่องเบียดเบียนกันนี่แหละ"
" .. การที่บุคคล "จะไปนรกอบายภูมินั้น ก็เพราะความโกรธ ความพยาบาทจองเวรกัน เบียดเบียนกันนี่เอง" ไม่ใช่เรื่องอื่นใด เราคิดดูซิบุคคลจะทำบาป "มันก็เรื่องเบียดเบียนกันนี่แหละ" เขาเรียกว่าทำบาปนั้น ไม่ใช่อย่างอื่น "ถ้าใครเว้นจากการเบียดเบียนบุคคลอื่นและสัตว์อื่นได้แล้ว" ผู้นั้นไม่ได้ทำบาปเลย ไม่ได้ทำบาปแล้ว "เรื่องนี้มันก็ต้องคิดให้เห็นด้วยตนเอง" ถ้ามันไม่เห็นด้วยตนเองแล้วมันก็ละบาปไม่ได้ เป็นอย่างนั้น
ลำพังแต่ผู้อื่นพูดให้ฟัง "ถ้าตนไม่น้อม เข้าพิจารณาให้เห็นด้วยตนเองแล้ว มันก็ไม่ยอมละบาปนั้น" ไม่ยอมละแม้ของโกรธ "เสียดายมันมาก กลัวจะไม่ได้ทะเลาะเบาะแว้งกับเพื่อนบ้าน แล้วก็เลยหวงความโกรธนั้นไว้" เมื่อ หวงไว้ไป ๆ มา ๆ ถูกเพื่อนด่าว่าเอา ตัวก็ทนไม่ไหว แล้วก็ต้อง แสดงบทบาทออกไป มันเป็นอย่างนั้น .. "
"อุบายละสังขารรูปนาม"
หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ -
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันเสาร์ที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๖๕
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันเสาร์ที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๖๕ -
น้อมกราบถวายความอาลัย พระครูปฐมจินดากร (สายชล จิตฺตกโร)
วันนี้ตรงกับวันศุกร์ที่ ๑๐ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๖๕ ต้องบอกว่าเป็นวันที่น่าเสียใจและน่าเสียดายอย่างยิ่งวันหนึ่ง เพราะว่าพรรคพวกเพื่อนฝูงท่านหนึ่ง ก็คือพระครูปฐมจินดากร (สายชล จิตฺตกโร) หรือที่พวกเราเรียกกันง่าย ๆ ว่า ท่านอาจารย์สายชล อดีตเจ้าอาวาสวัดไร่แตงทอง อดีตเจ้าคณะตำบลทุ่งลูกนก ทายาทสืบสายวิชาพญาเต่าเรือนของหลวงปู่หลิว ปณฺณโก มรณภาพลงด้วยอายุ ๕๕ ปี ๓๓ พรรษา
ท่านอาจารย์สายชลเป็นเพื่อนร่วมรุ่น เรียนหนังสือมาด้วยกันตั้งแต่ระดับประกาศนียบัตรบริหารกิจการคณะสงฆ์ ปริญญาตรีสาขาพระพุทธศาสนา ปริญญาโทสาขาการจัดการเชิงพุทธ แต่ท่านไม่ได้เรียนต่อปริญญาเอก เพราะว่าติดงานบริหารวัดไร่แตงทอง โดยเฉพาะในการซื้อที่ดินเพื่อถวายวัด ซึ่งบรรดาญาติโยมต่าง ๆ ก็ล้วนแล้วแต่เห็นพระเป็นบ่อทองให้ขุด..! ที่ดินรอบวัด ถ้าขายทั่วไปไม่เป็นไร แต่ถ้าขายให้วัดเมื่อไร ราคามักจะสูงกว่าปกติหลายเท่า
สมัยที่กระผม/อาตมภาพอยู่ที่วัดท่าซุง ถ้าหากว่าท่านทั้งหลายสังเกต จะเห็นว่าช่วงระหว่างทางเข้าศาลา ๒ ไร่ (ซึ่งรวมศาลา ๔ ไร่กับศาลา ๑๒ ไร่ด้วย) กับทางด้านหลังศาลาพระนอนฝั่งจุฬามณี มีช่วงว่างอยู่ช่วงหนึ่ง... -
"การทำตนที่ชั่วให้ดีได้ เป็นกุศลที่สูงที่สุด" (สมเด็จพระสังฆราชเจ้า)
.
"การทำตนที่ชั่วให้ดีได้ เป็นกุศลที่สูงที่สุด"
" .. "การช่วยให้คนชั่วเป็นคนดีนั้น" ผู้ใดทำได้จักได้กุศลสูงยิ่ง "การช่วยตนเองที่ประพฤติไม่ดีให้เป็นประพฤติดีนั้น ก็เป็นการช่วยคนชั่วให้เป็นคนดีเช่นกัน และจะเป็นกุศลที่สูงที่สุดเสียด้วยซ้ำ" เพราะนอกจากตนเองจะช่วยตนเองแล้ว คนอื่นยากจักช่วยได้
นี่หมายความว่า "อย่างน้อยตนเองต้องยอมรับฟังการแนะนำช่วยเหลือของผู้อื่น" ยอมปฏิบัติตามผู้อื่นที่ปฏิบัติเป็นแบบอย่างที่ดีให้ปรากฏอยู่ "คือทำตนเองให้เป็นผู้ประพฤติธรรมของสัตบุรุษ ละการประพฤติปฏิบัติธรรมของอสัตบุรุษให้หมดสิ้น" .. "
"การให้ธรรม ย่อมชนะการให้ทั้งปวง"
สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสงวร -
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันศุกร์ที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๖๕
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันศุกร์ที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๖๕ -
ใช้จิตสั่งกาย ยิ่งนานขึ้นเท่าไร อำนาจจิตจะยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น
ถาม : อยากจะฝึกสมาธิให้คุณพ่อค่ะ (คุณพ่อเดินไม่ได้ ช่วยกันอุ้มขึ้นมาข้างบนเพื่อถวายสังฆทาน)
ตอบ : ให้คุณพ่อดูลมหายใจ หายใจเข้า...ตามไปจนสุด หายใจออก...ตามออกมาจนสุด ดูอยู่แค่นั้น ถ้าไม่รู้จะนึกอย่างไรก็ พุท..เข้า โธ..ออก พุทโธ..พุทโธ ไปเรื่อย ถ้าคิดถึงเรื่องอื่นก็กลับมานึกถึงลมหายใจตรงนี้ใหม่ แรก ๆ จะลำบากหน่อย เพราะว่าเรามักจะคิดโน่นคิดนี่ไปเรื่อย แต่ถ้าหากว่าพอนาน ๆ ไปจะอยู่ได้นานขึ้น..นานขึ้น ยิ่งนานขึ้นเท่าไร อำนาจจิตจะยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น
ท่านอาจารย์ของอาตมาคือ ดร. มนตรา เลี่ยวเส็ง ตอนที่ท่านเรียนปริญญาโท เครียดมากจนเส้นเลือดในสมองแตก เป็นอัมพาตนอนแข็งทื่อ ด้วยความที่ท่านเป็นเด็กวัดมาก่อน ฝึกกรรมฐานเป็น ตามดูลมเป็น ดูไป ๆ อำนาจจิตมากขึ้น..มากขึ้น สมาธิแข็งแรงขึ้น แข็งแกร่งมากขึ้น ก็ตั้งใจว่า “เราต้องลุกได้..!” สั่งตัวเองเลย..! ท้ายสุดท่านก็ลุกขึ้นเดินได้
นั่นเกิดจากอำนาจจิตตัวเองล้วน ๆ เลย คิดอยู่อย่างเดียวว่าถ้าเรานอนอยู่ ให้คนอื่นคอยป้อนน้ำป้อนข้าว อุ้มไปถ่ายอุจจาระปัสสาวะแบบนี้ไม่ไหว เราต้องลุกเองให้ได้ ก็เลยตั้งใจทำสมาธิแล้วก็ลุกได้... -
"สอนให้ปฏิบัติมิได้ให้เรียนเฉย ๆ" (หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี)
.
"สอนให้ปฏิบัติมิได้ให้เรียนเฉย ๆ"
" .. พระพุทธเจ้าสอนธรรมที่ตัวคนเรา "ตัวคนเรานี้ก็มีกายวาจาใจ ถ้าไม่ครบทั้งสามก็สอนไม่ได้" เพราะศาสนาจะตั้งอยู่ได้ก็ที่ กาย วาจา ใจ คนตายแล้วไม่สามารถรักษาศาสนาไว้ได้ "สอนให้คนประพฤติ กาย วาจา ใจให้สุจริต"
โลกอันนี้จะเป็นโลกขึ้นมาก็เพราะคน "คนสร้างโลกให้เกิดขึ้น ศาสนาตามมาสั่งสอนโลกเพื่อให้โลกอยู่เป็นสุข" โลกจะฉิบหายเสื่อมสูญก็เพราะคนเราไม่มีศีลธรรมให้เข้าถึงข้อปฏิบัติที่สุจริต
เมื่อผู้ปฏิบัติ "ฝึกหัดตนจนเข้าถึงความสงบแล้ว จะเห็นความบริสุทธิ์ของใจผ่องใสสะอาดในที่นั้น" พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ลงมารวมเข้าเป็นอันเดียวกัน หมดสงสัยในคุณพระรัตนตรัย
"เรียนมากยิ่งสงสัยมาก หากมีการปฏิบัติเข้าถึงความสงบแล้วจะสิ้นสงสัยทันที" พระองค์สอนให้ปฏิบัติมิได้สอนให้เรียนเฉย ๆ เรียนเฉย ๆ "ไม่มีการปฏิบัติเท่ากับอมอาหารไม่กลืนกิน" .. "
(หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี)
สนทนาธรรม ณ เมืองบันดุง อินโดนีเซีย -
รู้ไปหมด แต่ละไม่ได้
รู้ไปหมด แต่ละไม่ได้
----------------------------
เดินจิต -
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพฤหัสบดีที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๖๕
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพฤหัสบดีที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๖๕ -
คุณสมบัติของพระโสดาบัน
การจะเป็นพระโสดาบันนั้น ใช้แค่อนุสติก็สามารถเข้าถึงได้แล้ว อนุสติในที่นี้ก็คือ พุทธานุสติ ธัมมานุสติ สังฆานุสติ คือ การเคารพในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์อย่างจริงใจ สีลานุสติ คือ การรักษาศีลทุกสิกขาบทให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ ไม่ก้าวล่วงในศีลด้วยตัวเอง ไม่ยุยงส่งเสริมให้ผู้อื่นทำ และไม่ยินดีเมื่อเห็นผู้อื่นทำการล่วงศีล
มรณานุสติ คือ รู้ตัวอยู่เสมอว่าตนเองจะต้องตาย อุปสมานุสติ เมื่อตายแล้วตั้งความปรารถนาว่าจะไปพระนิพพานแห่งเดียว
เมื่อเราเห็นชัดว่าในความเป็นพระโสดาบันนั้น เพียงแค่อนุสติก็สามารถที่จะไปได้แล้ว จึงขอให้ทุกท่านหมั่นสร้างอนุสติทั้งหลายเหล่านี้ ก็คือ เริ่มด้วยอานาปานุสติ พุทธานุสติ ธัมมานุสติ สังฆานุสติ สีลานุสติ มรณานุสติ และอุปสมานุสติ
ถ้าสามารถทำดังนี้ได้ ทุกคนก็มีสิทธิ์ที่จะก้าวเข้าสู่ความเป็นพระโสดาบัน ปิดอบายภูมิทั้งสี่ ไม่ไปเกิดในนรก ในแดนเปรต ในแดนอสุรกาย ในเขตของความเป็นสัตว์เดรัจฉาน
เกิดอยู่ระหว่างมนุษย์กับเทวดา อย่างมากที่สุดก็ ๗ ชาติ อย่างกลาง ๓ ชาติ อย่างดีที่สุดก็คือชาติเดียวเท่านั้น ก็บรรลุมรรคผลเข้าสู่พระนิพพาน
...................................... -
"ตัวจริงของจิตเป็นแบบนี้" (ท่านอาจารย์วันชัย วิจิตโต)
.
"ตัวจริงของจิตเป็นแบบนี้"
" .. ถ้าเป็นน้ำก็แหวกลงไป "แหวกจอกแหวกแหนลงไป เห็นแล้วน้ำใสสะอาดซ่อนอยู่ หลังความหมายมั่นสำคัญผิดนี่เอง" แหวกความสำคัญทั้งหลายออก ออกให้หมด ธรรมทุกประเภท อนิจจังก็แล้ว ทุกขังก็แล้ว อนัตตาก็แล้ว แหวกออก ๆ จนไม่มีอะไรให้แหวก ถึงน้ำใสบริสุทธิ์ ถึงจิตดั้งเดิม "ตัวจริงของจิตเป็นแบบนี้ ใสสะอาดบริสุทธิ์ ไม่มีอะไรเจือปน" ใสแท้
เห็นธรรมบรรลุธรรม เห็นกายก็จริง เหนเวทนาก็จริง เห็นจิตจริง ๆ .. ทุกสิ่งทุกอย่างจริงไปหมด .. "ฝึกแล้วฝึกเล่า ภาวนาแล้วภาวนาเล่า ทุกข์แล้วทุกข์เล่า" พยายามแหวกสิ่งที่คนทั้งหลายเขาละเลย ท่านเห็นอะไรท่านก็พินิจพิจารณาเป็นธรรม
"ได้ยินอะไรท่านก็พินิจพิจารณาเป็นธรรม" ได้กลิ่นลิ้มรสได้สัมผัสอะไรก็พินิจพิจารณาเป็นอยู่อย่างนั้น ถึงเอียงซ้ายเอียงขวามันก็ไม่เอียง ต้องปรับให้มันตรงอยู่เรื่อย ตรงความจริงอยู่เรื่อย
ในที่สุดก็แหวกออกหมด "เหลือแต่ความจริงของจิต .. ทางภาคปฏิบัติ ปฏิบัติไป ๆ เหมือนกับจะไม่เห็นฝั่งเห็นฝาอะไรเลย" เหมือนกับไม่มีวันถึงไหน .. ถึง ต้องถึง นักปฏิบัติไม่หยุด ไม่ถอย ยังไงมันก็ต้องถึง เหมือนกับมืดสนิทไม่มีวันสว่างเลย... -
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพุธที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๖๕
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพุธที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๖๕ -
ธรรมใดที่ปรุงแต่งไม่ได้ ธรรมนั้นธรรมแท้:หลวงพ่อเยื้อน ขันติพโล
“..ธรรมใดที่ปรุงแต่งได้ ธรรมนั้นยังเป็นสังขารอยู่ ธรรมใดที่ปรุงแต่งไม่ได้ ธรรมนั้นธรรมแท้..”
โอวาทพระอาจารย์เยื้อน ขันติพโล
———————————————
การปฏิบัติธรรมเราต้องหัดปฏิเสธ
ปฏิเสธ...การปรุงแต่งของเจ้าของ
รู้ปั๊บ...ปฏิเสธไว้
ถ้ามันปรุงได้ เราก็หยุดได้
จิตของเราจะออกไปข้างนอก
เราต้องปฏิเสธบอกว่า...
ที่ออกไป ไม่ใช่ธรรม
ธรรม ต้องไม่ออก ธรรม ต้องหยุด
ถ้าเราหยุดได้ เรา ก็หยุดการเกิดได้
ถ้าเราหยุดไม่ได้ การเกิดของเรา ก็หยุด...ไม่ได้
หยุดแล้วจะถึง...สุญญตา
ความสิ้นสุดของการปรุงแต่ง
ให้มาเห็นจิต...เจ้าของ
เห็นจิตเจ้าของแล้ว...จบเลย.
โอวาทพระอาจารย์เยื้อน ขันติพโล
———————————————
เพลย์ลิสต์ฟังพระธรรมเทศนาพระอาจารย์เยื้อน
https://youtube.com/playlist?list=PL_4BkEyJ4ugsx4-OemEZdr8WLO-y2u5SJ -
การปฏิบัติต้องหมั่นละตัวตน ไม่ใช่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางของโลก
ความจริงแล้วกระผม/อาตมภาพได้รับนิมนต์ให้ไปปลุกเสกวัตถุมงคลในงานใหญ่มาก แต่ว่าที่ไม่ไปนั้น มี ๒ สาเหตุด้วยกัน สาเหตุแรกนั้นสำคัญที่สุด ก็คืออยู่ในช่วงจัดปฏิบัติธรรมเฉลิมพระเกียรติ เพื่อถวายพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ์ พระบรมราชินี ในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา
เมื่อปฏิเสธไป อีกฝ่ายหนึ่งไม่ได้สนใจว่าสิ่งที่กระผม/อาตมภาพทำอยู่นั้นสำคัญแค่ไหน มองแต่ความสำคัญในงานส่วนของตัวเองเท่านั้น ถึงขนาดพูดในทำนองว่า "ถ้าไม่ไปก็ต้องรายงานท่านประธาน" ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาระดับสูงของคณะสงฆ์ คงคิดว่ากระผม/อาตมภาพจะกลัวกระมัง ?
โดยหลักปฏิบัติเฉพาะตนของกระผม/อาตมภาพแล้ว ถ้ารับงานไหนไว้ก่อน งานถัดไปต่อให้ยิ่งใหญ่แค่ไหน กระผม/อาตมภาพก็ไม่ไป ยกเว้นว่าถ้าเป็นงานส่วนตัวแล้วงานคณะสงฆ์เข้ามา ก็จะเอางานคณะสงฆ์เป็นใหญ่ ถ้าหากว่าเป็นงานคณะสงฆ์ แล้วมีงานในรั้วในวังเข้ามา ก็จะเอางานในรั้วในวังเป็นใหญ่
ในเมื่อลำดับความสำคัญในลักษณะอย่างนี้ ท่านเจ้าของงานย่อมไม่พอใจ เพราะว่าเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางของโลก ก็คืองานของกูต้องสำคัญที่สุด หลายต่อหลายที่ก็เป็นแบบนี้ นี่เป็นประการแรกว่า... -
"ตนเตือนตน" (สมเด็จพระสังฆราชเจ้า)
.
"ตนเตือนตน"
" .. คนเรานั้น "จะมีคนเตือนอยู่มากในเมื่อยังเป็นเด็กอยู่" ครั้นเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น ๆ คนอื่นที่จะเตือนก็น้อยเข้า ๆ ยิ่งเป็นคนดึงดันด้วยก็เลยไม่มีใครกล้าเตือน
ฉะนั้น "เป็นผู้ใหญ่ขึ้นเพียงใด ก็ต้องอาศัยวิธีเตือนตนเองมากเข้าเพียงนั้้น" พระพุทธเจ้าตรัสสอนให้ "เตือนตนด้วยตน สอบสวนตนด้วยตน" และตรัสถึงผลว่า "ผู้ที่มีสติครองตน จักอยู่เป็นสุข" .. "
"๑๐๑ ญาณทรรศน์"
สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร -
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอังคารที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๖๕
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอังคารที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๖๕ -
กำลังศีล - เสาเข็มการฝึกสมาธิ
กำลังศีล-เสาเข็มการฝึกสมาธิ
--------------------------------------
ขอบพระคุณ และอนุโมทนา
คุณ =AZVaeXQk6mttPmSyzh3khna6AUuN_g87eD4gZvkBLe0cLZaKGC3-NPYYLw4dzq_LbR7Ie2FKq5ezHoiGGyEQN7Rzdumoir3pMiYmJZaW47Sxy3-GNpsJpyUetGapwH1Ci4LOF8CbKYoy9PTv6s2P-MOWcI4uK7lNCjOIN_hYPpH0mw&__tn__=-UC%2CP-R']กิตติชนม์ ณัฏฐ์อานนท์
https://www.youtube.com/c/กําลังจักรพรรดิ
https://web.facebook.com/profile.php?id=100004361236164 -
อาหารใจจะทำให้รู้สึกเป็นสุขอย่างแท้จริง
คนเรามีความต้องการทั้งอาหารกายและอาหารใจเป็นปกติทุกคน..แต่ส่วนใหญ่ไม่รู้ความจริงในข้อนี้.. เขาเหล่านั้นน่าสงสารมาก..ดิ้นรนขวนขวายจนรวยเป็นพันล้าน หมื่นล้าน..แสวงหาวัตถุและสิ่งต่าง ๆ ที่คิดว่าดีเลิศมาสนองความต้องการเท่าไร..ใจก็ยังทุรนทุรายร้อนรุ่มไม่เป็นสุข ...จริง ๆ แล้วถ้าเขาเหล่านั้นเพียงแต่หันมาให้อาหารใจ ..ด้วยการถือศีล นั่งสมาธิ..ก็จะทำให้จิตใจชุ่มชื่นเยือกเย็น เกิดความสุขอย่างแท้จริงขึ้นได้
โลกปัจจุบันกระแสการบริโภครุนแรง..ทำให้คนที่สติปัญญาไม่เท่าทัน เกิดความต้องการเกินกว่าปัจจัยสี่ ต้องดิ้นรนขวนขวายซื้อสิ่งเกินจำเป็น ..บางรายขาดสติกระทั่งซื้อสิ่งที่เกินฐานะ เกินความสามารถในการหาเงินของตนเอง ...โดยเฉพาะการมีบัตรเครดิตหรือการซื้อด้วยเงินผ่อน. .นั่นยิ่งทำให้คนตัดสินใจใช้เงินเกินตัวกันง่ายขึ้น. .เพราะรู้สึกว่าของเหล่านั้นราคาต่ำกว่าความเป็นจริง
จึงขอแนะนำให้ทุกท่านถือสันโดษ..คือยินดีและพอใจตามกำลังที่เราหามาได้ จะได้ไม่ต้องดิ้นรนขวนขวายจนเกินไป.. เพราะเหนื่อยกายเราพักได้..แต่ถ้าเหนื่อยใจแล้วมีอะไรให้พักบ้าง..เพื่อไม่ให้ไหลไปตามกระแสโลก ดูอย่างศาสนาอิสลาม... -
"อย่าได้เป็นผู้ประมาท" (หลวงปู่สิม พุทธาจาโร)
.
"อย่าได้เป็นผู้ประมาท"
" .. "การที่เราภาวนาบทใดข้อใด" อรรถธรรมคำสอนพระพุทธเจ้าอันใดก็ตาม "เมื่อเรานึกถึง เราเจริญอยู่เนือง ๆ เหมือนลมหายใจเข้าออก" พระพุทธเจ้าตรัสว่า "เป็นคนไม่ประมาท" เพราะภาวนาได้อยู่ทุกลมหายใจ
คนใดหลงใหลลืมหมด "ไม่นึกถึงความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความไข้ ความตายที่จะมาถึงตัว" เมามัวประมาท อันนั้นแหละ "ท่านว่าคนประมาท คนใดประมาทเหมือนคนตายแล้ว" คือว่า ไม่สร้างคุณงามความดีอันใดให้เกิดขึ้นในตัวตนของตัวเองได้ "ยังมีลมหายใจอยู่ ก็ไม่ภาวนาให้ได้ทุกลมหายใจ" จะเป็นวันไหนคืนไหนเวลาใดก็ตาม "ต้องเตือนใจของเราว่า เราเกิดมาแล้วหนีความทุกข์ความเดือดร้อนในโลกนี้ไม่ได้"
บางคนเกิดมาไม่นาน ๑๐ ปีตายก็มี ๒๐ ปีตายก็มี ๓๐ ปี ๔๐ ปี ๕๐ ปีตายได้ทั้งนั้น แต่ส่วนมากนั้นไม่ค่อยมีใครเหลือไปถึง ๑๐๐ ปี ความตายนั้นสาวกทั้งหลาย "ผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลายจงนึกจงเจริญให้ได้ว่า ความตายนี้ไม่มีใครหลบหลีกได้" .."
"จงปฏิบัติธรรม อย่าได้เป็นผู้ประมาท"
หลวงปู่สิม พุทธาจาโร
หน้า 102 ของ 440