คลังเรื่องเด่น
-
"แยบคายต่างจากอุบาย" (หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี)
.
"แยบคายต่างจากอุบาย"
" .. "แยบคายนั้นแตกต่างจากอุบาย" อุบายแนะนำสอนกันได้ เช่นบอกว่า "จงรักษาคุณงามความดีด้วยการรักษาศีล" ดังนี้เป็นต้น ส่วนแยบคายนั้น ไม่ทราบว่าจะบอกอย่างไงกัน "มันต้องเกิดความรู้ ความเห็นขึ้นมาด้วยตนเอง" และความรู้ความเห็นอันนั้น "ก็เป็นของแจ้งชัดเสียด้วย" จนอุทานขึ้นมาในใจว่า "อ๋อ อย่างนี้ดอกหรือ" แต่ความรู้อันนั้น จะเอาไปเผยแพร่แก่คนอื่นก็ไม่เหมือนกับที่ความรู้ด้วยใจของตนเอง "จะบอกคนอื่นได้ก็เพียงแต่อุปมาอุปมัยเท่านั้น"
รวมความแล้ว "แยบคายเป็นความรู้พิเศษ ที่เกิดขื้นปัจจัตตังเฉพาะตน" ผู้เกิดแยบคายขึ้นเฉพาะตน เช่นนั้นแล้ว "เอาแยบคายอันนั้นไปสอนผู้อื่น ด้วยอุบายการอุปมาอุปมัยต่าง ๆ" ผู้ฟ้งได้รับฟังคำอุปมาอุปมัยนั้นแล้ว เมื่อยังไม่เกิดแยบคายขึ้นมา ก็เอาอุบายนั้นไปสอนคนอื่นต่อ ๆ ไป
"แยบคายนี้เมื่อเกิดขึ้นเฉพาะบุคคลใดแล้ว ย่อมทำบุคคลนั้น ให้สิ้นสงสัยในวิชาที่ตนได้เรียนมาก็ดี หรือตนได้ปฏิบัติมาก็ดี" เป็นอันว่าจบเพียงแค่นี้ แต่มิได้หมาย ความว่าจบวิชาทุก ๆ ประเภท "เป็นแต่จบหรือสิ้นภูมิความรู้และความสามารถของตนในภูมินั้น ๆ เท่านั้น" เหมือนกับบุคคลที่นำภาระไป... -
โทรศัพท์มือถือ เครื่องสังหารพระ
โทรศัพท์มือถือ เครื่องสังหารพระ
"..ประการสำคัญที่สุดก็คือว่า สิ่งที่เป็นข้าศึกต่อศาสนาต่อจิตใจของพระ ต่อธรรมของพระ มีมากขึ้นๆ ข้าศึกของศาสนาคือกิเลส เป็นข้าศึกของศาสนา คือมันเห็นประจักษ์ทุกวันนี้ก็คืออะไร? เทวทัตโทรทัศน์ วีดีโอ วิทยุ แล้วก็โทรศัพท์มือถือนี้ เป็นเครื่องสังหารพระ อย่างขาดสะบั้นไปเลย ดีไม่ดีเรียกว่าวัดร้างเหลือแต่หัวโล้นโกนคิ้วเท่านั้น คุณธรรมกิเลสเหล่านี้กลืนกินหมดไม่มีไรเหลือนี่แหละเรียกว่าศาสนาเสื่อม ศาสนาฉิบหายเพราะข้าศึกศัตรู แล้วกรรมฐานจะด้อยลงๆ ก็เพราะอันนี้กลืน ต่อไปกรรมฐานจะโดนจริงๆ เวลานี้ไม่มี(พ.ศ.๒๕๔๑) ต่อไปมันจะมี หนาแน่นขึ้นไปทุกวัน ๆ สุดท้ายกรรมฐานก็พังได้..." โอวาทธรรม หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน -
กตัญญูไม่ต้องรอเวลา... (ว.วชิรเมธี)
มารดาบิดาท่านว่า “เป็นพรหม” (พระพุทธเจ้า)
ดูแลกันและกันให้ดี เพราะ “ไม่มีวันนี้สองครั้ง” (ว.วชิรเมธี)
ทำบุญกับพ่อแม่ทุกวัน ดีกว่าไปทำ ๑๐๐ วัน ครั้งเดียว (ว.วชิรเมธี)
"กตัญญูไม่ต้องรอเวลา เพราะมารดาบิดาไม่ได้อยู่กับเราตลอดไป" "โปรดอย่าคิดว่าเป็นของตาย" (ว.วชิรเมธี)
"อย่าเห็นพ่อแม่ว่าเป็นของตาย จึงมัวแต่ไปสนใจดูแลคนอื่น ทางที่ถูกนั้นควรดูแลพ่อแม่ให้ดี แล้วนอกเหนือจากนี้ จึงค่อยดูแลคนอื่น" (ว.วชิรเมธี)
"Never take your parents for granted and busy yourself taking care of others. The right way is to take good care of your parents first, and then we can take care of others." (v.vajiramedhi)
"..โปรดเตือนตัวเองเอาไว้เสมอว่า ไม่มีวันนี้สองครั้ง ดังนั้น หากอยากทำอะไรดีดี ก็อย่ารีรอ คิดแล้วก็ขอให้ ททท. (ทำทันที) อย่ารออีกต่อไป เพราะหากมัวแต่รอ บางทีวันที่รออาจมาไม่ถึง หรือต่อให้วันนั้นมาถึง คนที่เราอยากทำดีด้วย ก็อาจรอไม่ไหว มาด่วนจากไปเสียก่อน..." (ว.วชิรเมธี)
Credit: ขอขอบพระคุณที่มาจาก Facebook พระเมธีวชิโรดม - ว.วชิรเมธี และ กตัญญูไม่ต้องรอเวลา โดย ท่าน ว.วชิรเมธี -
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพฤหัสบดีที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๖๕
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพฤหัสบดีที่ ๑๙ พฤษภาคม ๒๕๖๕ -
ที่เรารู้สึกว่าสิ่งใดไม่ดี เพราะเราเคยผ่านบทเรียนนั้นมาก่อนแล้ว
ถาม : คนอื่นมาทำให้เรารู้สึกเหนื่อยหน่าย ?
ตอบ : ให้ใช้ปัญญาพิจารณาว่า ตัวเขายังไม่รู้ว่าสิ่งที่ดีที่แท้จริงเป็นอย่างไร แล้วเราเองก็เคยเป็นแบบนั้นมาก่อน สิ่งที่เขาทำก็คือสิ่งที่เราเคยทำมาแล้ว เขามาย้ำรอยเดิมคือรับมรดกธรรมที่เราทิ้งไว้ให้
ในเมื่อเขาเป็นผู้รับมรดก เขาก็คือทายาทของเรา ในเมื่อเป็นทายาท เป็นลูกหลานกันเองแท้ ๆ ทำไมต้องไปท้อแท้ เบื่อหน่าย หรือรังเกียจเขา ? ทำไมเราจะสงเคราะห์เขาเหมือนญาติของเราไม่ได้ ?
...................................
พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร. วัดท่าขนุน
www.watthakhanun.com -
"จิตกับใบไม้" (หลวงปู่ชา สุภัทโท)
'
"จิตกับใบไม้"
" .. ขณะนี้เรานั่งอยู่ในป่าที่สงบ "ที่นี่ไม่มีลม ใบไม้จึงนิ่ง" เมื่อใด "ที่มีลมพัด ใบไม้จึงไหวปลิว" จิตก็ทำนองเดียวกับใบไม้ "เมื่อสัมผัสกับอารมณ์ มันก็สะเทือนไปตามธรรมชาติของจิต" เรายิ่งรู้ธรรมะน้อยเพียงไร ใจก็จะรับความสะเทือนได้มากเพียงนั่น "รู้สึกเป็นสุข ก็ตายด้วยความสุข รู้สึกเป็นทุกข์ ก็ตายด้วยความทุกข์อีก" มันจะไหลไปเรื่อย ๆ .. "
"เหมือนกับใจ คล้ายกับจิต"
พระโพธิญาณเถร (หลวงปู่ชา สุภัทโท) -
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพุธที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๖๕
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพุธที่ ๑๘ พฤษภาคม ๒๕๖๕ -
หลวงตาเล่าเรื่อง "พระพุทธเจ้าเปิดโลก"
หลวงตาเล่าเรื่อง "พระพุทธเจ้าเปิดโลก"
----------------------------------------
รวมคำสอนหลวงตาม้า
#รวมคำสอนหลวงตาม้า #หลวงตาม้า #ฝึกสมาธิ #คาถามหาจักรพรรดิ #สมถกรรมฐาน #กรรม #วิปัสสนากรรมฐาน #ครอบวิมาน #อภิญญา -
สติสำคัญอย่างมาก (หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก)
การภาวนานี้สติเป็นสิ่งที่จำเป็นสำคัญอย่างมาก มาอันดับหนึ่งคือสติ ถ้าหากว่าสติขาดไปแล้ว แปลว่าการภาวนานี้หมดความหมาย เพราะสติเป็นสิ่งจำเป็นสำคัญ มีประโยชน์มากสำหรับนักปฏิบัติ พวกเราควรจะฝึกให้มีสติ สติสัมปชัญญะ
สัมปชัญญะคือความรู้ตัว รู้ตัวว่าขณะนี้เราทำอะไรอยู่ เรานั่งอย่างไร เราเคลื่อนไหวอย่างไร อันนี้ว่ารู้ตัวอยู่ตลอดเวลา อันนี้ว่าสัมปชัญญะ สติคือความระลึกได้ สัมปชัญญะคือความรู้ตัว เพราะฉะนั้นทั้งสองอย่างนี้ ทุกๆท่านควรจะมี ควรจะฝึกเอาไว้นะ
จากนั้นเมื่อมีสติสมบูรณ์แล้ว เราจะกำหนดลมหายใจเข้า หายใจออก หรือเราจะภาวนาอันไหน ยุบหนอ พองหนอ หรือว่าเราจะกำหนดสติจับอยู่ในจิต การเคลื่อนไหวของจิต การเคลื่อนไหวของใจ ขณะนี้เรานึกคิดเรื่องอะไรอยู่ ถ้ามีสติแล้วเราจะกำหนดดูได้ เห็นได้ รู้ได้ แต่ถ้ามันขาดสติแล้ว มันทำไม่ได้สักอย่าง ขนาดจับกำหนดลมหายใจยังหลงๆ ลืมๆแล้วจะไปจับจิตเป็นไปไม่ได้ ลืมทั้งหมด เพราะฉะนั้นสติเป็นสิ่งที่จำเป็นสำคัญ ควรจะฝึกนะ ฝึกบ้าง ได้บ้าง เสียบ้าง
หลวงพ่ออินทร์ถวาย สันตุสสโก
จากพระธรรมเทศนา “อานิสงส์ลดหลั่น ทาน ศีล ภาวนา”
แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๔๖
Credit:... -
ตายจากพระสงฆ์ไปเกิดเป็นเปรต : หลวงพ่อฤาษี วัดท่าซุง
ในปี พ.ศ. ๒๕๑๘ อาตมาเดินทางไปภาคเหนือ ได้ไปพักที่วัดเม็งราย จังหวัดเชียงราย คราวก่อนเคยมาพักที่นี่ครั้งหนึ่งแล้ว คราวนั้นอากาศหนาวเมื่อนอนลงไป ก็เห็นพระสงฆ์องค์หนึ่งมีความสวยสดงดงาม กำลังหนุ่มมาโบกพัดให้ อาตมาจึงถามท่านว่า
"อากาศมันหนาว โบกให้ผมทำไม"
"ไม่เป็นไร ผมโบกให้แล้วมันอุ่น"
และก็อุ่นจริงๆ แต่มาคราวนี้ไม่พบพระองค์นั้น เมื่อนอนลงไปก็เห็นแต่ผีมาเป็นพันๆ นอนเฉยๆ ไม่ได้เข้าฌาน เห็นผีมากมายมารับส่วนบุญกัน นอนพักทั้งสองคืนพบแต่ผีทุกคืนทั้งตอนเช้ามืด และหัวค่ำ เมื่อผีมาหาในฐานะที่เป็นสาวกขององค์สมเด็จพระประทีปแก้ว ก็อุทิศส่วนกุศลให้ แต่ทว่าคืนสุดท้ายมีเรื่องพิเศษคือ คืนนั้นเห็นผีมากันมากแล้วก็ผ่านไป ก็เห็นพระสงฆ์เดินมาใหม่
ประมาณสัก ๒๐๐ องค์เศษ ห่มผ้าสีกรัก แต่ว่าผิวเนื้อไม่สวยเหมือนกับพระองค์นั้นที่เคยเห็น ไม่มีอาการผ่องใส ท่าทางการเดินสงบเสงี่ยมมาก เห็นแล้วน่าเลื่อมใส น่าไหว้น่าบูชา เดินตรงเข้ามาไม่ทันจะถึงตัวก็หายไปหมด ก็สงสัยจึงถามลูกศิษย์ของท่านท้าวมหาราชซึ่งยืนอยู่ใกล้ๆ ว่า
"พระพวกนั้นท่านจะมาเยี่ยม แล้วท่านหายไปไหน"
ลูกศิษย์ท่านท้าวมหาราชตอบว่า... -
เจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณ์เบื่อร่างกาย
เจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณ์เบื่อร่างกาย
ผู้ถาม : ลูกได้ดูโทรทัศน์ เจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณ์เบื่อร่างกาย ทรงเล่าเรื่องว่า เคยป่วยอาการหนัก หมอบอกว่าโรคอย่างนี้ไม่สามารถรักษาได้ มีทรงกับทรุด หรือตายอย่างเดียว พระองค์ก็ทรงพิจารณาว่า ร่างกายนี้ไม่ดีหนอ ไม่ขอเกิดอีกแล้ว ตั้งแต่นี้เป็นต้นไปจะขอสร้างแต่ความดี โดยเริ่มดำเนินการโรงพยาบาลศิริราช เป็นต้น อยากเรียนถามหลวงพ่อว่า คนที่ไม่อยากเกิดต่อไปอย่างนี้ จะเรียกว่า ตัดสักกายทิฏฐิ ใช่หรือเปล่าขอรับ?
หลวงพ่อ : ตัดแน่ ตรง! ใช้ได้เลย ตรงเป้าหมายดี
แต่ค่อยๆ ตัดนะ อย่าตัดแรง ตัดแรงมันเจ็บ อ้าว! จริงๆ ค่อยๆ ตัด คิดไว้ทีแรกว่า อย่าเกิดต่อไปนะ จะต้องค่อยๆ คิดคลายไปทีละน้อยๆ ว่าร่างกายไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เราไม่มีในร่างกาย ร่างกายไม่มีในเรา ร่างกายเป็นแต่เพียงธาตุ ๔ มีดิน น้ำ ลม ไฟ มารวมกันที่เป็นร่างที่อาศัยชั่วคราว มันพังก็พัง แต่เราไม่ยอมพังด้วย เราต้องการไปนิพพานจุดเดียว ค่อยๆคลำ แบบนี้มีหวังแน่นอน
ผู้ถาม : ของหลวงพ่อบอกว่า ตัดสักกายทิฏฐิตัวเดียวก็ไปนิพพานได้เลย?
หลวงพ่อ : ไม่ใช่ของหลวงพ่อ ของพระพุทธเจ้า ของพระสารีบุตรท่าน... -
ชีวิตหมอ กับประสบการณ์วิญญาณ : ศ.นพ. ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา
ชีวิตหมอ กับประสบการณ์วิญญาณ
คิดอยู่นานเหมือนกันว่าจะมาบอกเล่า เก้าสิบเกี่ยวกับประสบการณ์วิญญาณหรือไม่ เดี๋ยวจะกลายเป็นเรื่องที่ต้องมาพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์กันต่างๆนานา แต่คงไม่แปลก ถ้าไม่เชื่อก็ไม่เป็นไรนะครับ มาเล่าสู่กันฟัง
เรื่องแรกที่จะเล่า (ความจริงมีมากมายหลายเรื่อง) น่าจะเป็นประสบการณ์ของหลายๆคน จนถึงกลายเป็นประสบการณ์หมู่ นั่นก็คือเรื่องเหตุการณ์สึนามิที่เกิดขึ้นในประเทศไทยในวันที่ 28 ธันวาคม 2547
ในช่วงแรกถ้าเรายังจำกันได้ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานใด ภาคใด ทั้งหมอและเจ้าหน้าที่กู้ภัย และสาธารณสุขต่างช่วยกันอย่างพร้อมเพรียงในการค้นหาผู้ที่รอดชีวิตและในการบริบาลรักษา ช่วยชีวิตผู้ที่ประสบเคราะห์กรรม และในเวลา เดียวกันก็มีการช่วยเหลือเคลื่อนย้ายผู้ประสบภัยให้ไปอยู่ในทำเลใหม่ที่ปลอดภัยกว่าและมีการสร้างที่พักพิงให้หลายตำแหน่ง
ปัญหาความยุ่งยากที่ตามมาก็คือ ผู้ประสบภัยไม่แต่เพียงมีผลกระทบทางจิตใจ ความเครียด วิตกกังวล หดหู่ถึงกับไม่อยากมีชีวิตอยู่ ยังถูกรุมเร้าด้วย โรคประจำตัวที่มีอยู่แล้วและเคยได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นโรคทางสมอง โรคทางอายุรกรรม... -
"กรรมที่ทำแล้วเหมือนดื่มยาพิษ" (สมเด็จพระสังฆราชเจ้า)
.
"กรรมที่ทำแล้วเหมือนดื่มยาพิษ"
" .. กรรมนั้นเมื่อทำแล้ว ก็เหมือนดื่มยาพิษร้ายแรงเข้าสู่ร่างกาย "ผู้เบียดเบียนเขา แม้จะได้สิ่งที่มุ่งไว้" แต่ผลที่แท้จริงอันจักเกิดจากกรรมคือ "การเบียดเบียนที่ได้ประกอบกระทำลงไปนั้น เป็นทุกข์เป็นโทษ" แก่ผู้กระทำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
"กรรมนั้นให้ผลสัตย์ซื่อนัก เหมือนผลของยาพิษร้ายแรง" กรรมนั้นเมื่อทำแล้วก็เหมือนดื่ม ยาพิษร้ายแรงเข้าไปแล้ว จักไม่เกิดผลร้ายแก่ชีวิตและร่างกายย่อมไม่มี ย่อมเป็นไปไม่ได้ "ถ้าเป็นกรรมดีก็จักให้ผลดี ถ้าเป็นกรรมชั่วก็จักให้ผลชั่ว"
เราเป็นพุทธศาสนิกนับถือพุทธศาสนา "พึงมีปัญญาเชื่อให้จริงจัง ถูกต้องในเรื่องกรรมและการให้ผลของกรรมเถิด" จักเป็นสิริมงคล เป็นความสวัสดีแก่ตนเอง .. "
"อำนาจอันยิ่งใหญ่แห่งกรรม"
สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร
http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=9926 -
พุทธวิธีเลือกเฟ้นธรรมเพื่อการหลุดพ้น | พระนางมหาปชาบดีโคตมีบรรลุพระอรหัต | สังขิตตสูตร
พุทธวิธีเลือกเฟ้นธรรมเพื่อการหลุดพ้น | พระนางมหาปชาบดีโคตมีบรรลุพระอรหัต | สังขิตตสูตร
***************************
แสงธรรมแห่งพระไตรปิฎก มูลนิธิอุทยานธรรม -
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอังคารที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๖๕
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอังคารที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๕๖๕ -
ความเจ็บไข้ได้ป่วยสำหรับนักปฏิบัติแล้วถือเป็นกำไรใหญ่
ความเจ็บไข้ได้ป่วยสำหรับนักปฏิบัติแล้วถือเป็นกำไรใหญ่
อันดับแรก...ได้เห็นว่าร่างกายนี้ไม่ดีจริง ๆ
อันดับที่สอง...การประคับประคองร่างกายตัวเองต้องใช้กำลังของสติ สมาธิมากกว่าปกติ ในลักษณะอย่างนั้นกิเลสจะกินใจของเราไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อเห็นความตายมาอยู่ตรงหน้า อาการเจ็บไข้ได้ป่วยหนักอย่างนี้ไม่ทราบว่าจะรอดหรือเปล่า ? ถ้าท่านที่ทำได้ก็จะส่งใจไปเกาะพระหรือเกาะพระนิพพานไว้ก่อน เป็นการประกันความเสี่ยง แต่สำหรับคนทั่วไปที่ไม่ใช่นักปฏิบัติธรรม บางทีก็โอดครวญอยู่กับความเจ็บป่วยนั้น
ถ้าเป็นนักปฏิบัติที่ปฏิบัติไปได้ระยะหนึ่ง บางทีไม่รู้ว่าตัวเองทำไปแล้ว ผลในการปฏิบัติมีมากน้อยเท่าไร ตอนเจ็บไข้ได้ป่วยหนัก ๆ จะรู้ว่าต้นทุนของเรามีเพียงพอหรือไม่ เพราะกำลังที่เราปฏิบัติได้ทั้งหมดจะมารวมตัวกัน แสดงออกให้เห็นอย่างชัดเจนว่าตอนนั้นเรามีกำลังเท่าไร ถ้าใครเป็นแล้วกำลังใจไม่เกาะร่างกาย ปล่อยวางได้เป็นปกติ รักษาไปตามหน้าที่...หายก็หาย ถ้าไม่หาย...จะตายก็เชิญตามสบาย ถ้าไม่มีความหวั่นไหว ปล่อยวางได้ขนาดนั้น โอกาสที่จะไปพระนิพพานก็มีสูง จึงสามารถวัดผลการปฏิบัติของตนเองได้ด้วย... -
หากว่ากำลังใจของเรามีความมั่นคงแล้ว ก็จะยินดีในสิ่งที่ตนได้ พอใจในสิ่งที่ตนมี
พวกเราเมื่อปฏิบัติธรรมไปแล้ว สิ่งหนึ่งที่จำเป็นต้องมีคือ รู้จักแยกแยะ แยกแยะในที่นี้คืออะไร ? แยกแยะในธรรมารมณ์ อารมณ์ใจที่แทรกเข้ามา ทุกเวลา ทุกนาที ทุกวินาที แยกให้ออกว่าสิ่งนี้กิเลสชวน สิ่งนี้เป็นความจำเป็นในชีวิต
อย่างกิเลสชวนก็คือว่า จะไปซื้อนาฬิกา Patek Philippe รุ่น Limited Edition ราคา ๑๔๐,๐๐๐ ยูโรต่อหนึ่งเรือน คิดเป็นเงินไทยกี่ล้านบาท ?
นาฬิกามีไว้ทำอะไร ? มีไว้บอกเวลา ถ้ามีมือถืออยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องมีก็ได้ หรือไม่ก็ไปซื้อนาฬิกามิกกี้ เม้าส์ เรือนละ ๒๕๐ บาทก็ใช้งานได้เหมือนกัน จำเป็นอะไรที่จะต้องไปใช้ของราคาตั้งหลายล้าน แล้วยิ่งถ้าเจออย่างกระผม/อาตมภาพด้วยก็เฮงเลย เพราะว่าดูของไม่เป็น ใส่ของดีแค่ไหนก็แค่นั้นแหละ
บางคนหุ่นก็ไม่ให้ ต่อให้ใจรัก ใส่ไปก็ไร้ประโยชน์ กลายเป็น "มะพร้าวตื่นดก ยาจกตื่นมี" อย่างที่บางคนเขาเรียกประชดว่า "ไฮซ้อ" นั่นแหละ ไม่ใช่ "ไฮโซ"
ในเมื่ออยู่ในลักษณะอย่างนี้ เราไปลืมคุณค่าที่แท้จริงของวัตถุว่ามีไว้เพื่อใช้งานอะไร แต่ไปเอาวัตถุนั้นมาเป็นเครื่องเสริมบารมีของตนเอง แปลว่าเป็นคนที่ขาดความมั่นใจในตัวเองอย่างแรงกล้า ต้องอาศัยของอื่น... -
"ปัญญาปราบความหลง" (หลวงปู่หล้า เขมปัตโต)
.
"ปัญญาปราบความหลง"
" .. "สิ่งไหนทีถูกรักมาก" เวลาถูกศอกกลับหลังของธรรมดาสิ่งนั้นก็จะถูกรังเกียจมากเพราะเหตุใด "เพราะเหตุว่ากิเลสรักนั่นเอง มันจะพาให้โกรธแค้นในเมื่อเวลาไม่สมหวัง" อะไรบ้างที่สมหวังในโลก "หลวงปู่ตอบว่าไม่มีอะไรเลย" เพราะมันฝืนความรักไปทุก ๆ อย่าง "เพราะมันอยู่ใต้อำนาจอนิจจัง"
ที่เรารักไม่มีสถานีจบ "ก็เพราะเราอยู่ใต้อำนาจแห่งราคะมาก เราไม่ยอมสู้มันด้วยปัญญา" และไม่แยกลงเป็นดิน น้ำ ลม ไฟ เราจะรักและกำหนัด "ให้มันชนะกำหนัด มันย่อมเป็นไปไม่ได้" อันนี้เป็นด้านปัญญาอันคมกล้า "เราจะเอาสมาธิล้วน ๆ ปราบมันไม่ได้หรอก เราต้องเอาปัญญาปราบความหลงของตน" .. "
"ธรรมของหลวงปู่"
(หลวงปู่หล้า เขมปัตโต) -
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันจันทร์ที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๖๕ (รอบปกติ)
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันจันทร์ที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๖๕ (รอบปกติ) -
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันจันทร์ที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๖๕
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันจันทร์ที่ ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๖๕ -
เรื่องเล่าสามอริยเจ้า หลวงปู่โต๊ะ หลวงปู่แหวน หลวงปู่เกษม
หลวงปู่โต๊ะ และ หลวงปู่เกษม
ในวงการพระเครื่องจะรู้จักพระปิดตาปลดหนี้ขององค์หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี เป็นอย่างดีที่มีพุทธคุณสูงมีการเช่าบูชาต่อกันในราคาเรือนแสน
แต่ความบริสุทธิ์ขององค์หลวงปู่โต๊ะ มักจะไม่ทราบกัน เมื่อราวพ.ศ. ๒๕๑๔ หลวงปู่โต๊ะ ได้รับนิมนต์ไปงานพุทธาภิเษก ณ วัดนางเหลียว อ.เกาะคา จ.ลำปาง
ภาพเหรียญหลวงพ่อเกษม ออกวัดนางเหลียว สร้างปี พ.ศ. ๒๕๑๔ เหรียญนี้มีแต่เนื้อฝาบาตรหรือเนื้อทองเหลืองเพียงเนื้อเดียวเท่านั้น จัดสร้างจำนวน ๑๐,๐๐๐ เหรียญ
องค์หลวงปู่เกษม เขมโก ได้เข้าไปกราบหลวงปู่โต๊ะ และนั่งข้างล่างธรรมาสน์ตลอดเวลาในพิธีพุทธาภิเษก ซึ่งหลวงพ่อเกษมได้บอกกับลูกศิษย์ใกล้ชิด ที่ติดตามหลวงปู่โต๊ะ องค์ที่นั่งปรกอยู่ข้างบนว่า... “เราไหว้องค์นี้เพียงองค์เดียวก็พอแล้ว” (ทั้งๆ ที่งานพิธีในวันนั้น มีการนิมนต์พระเกจิชั้นยอด มาร่วมนั่งปรกหลายต่อหลายองค์)
ภาพหลวงปู่โต๊ะ อินทสุวณฺโณ-หลวงพ่อเกษม เขมโก ในงานพิธีพุทธาภิเษก เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๔ ณ วัดนางเหลียว ต.ลำปางหลวง อ.เกาะคา จ.ลำปาง
หลวงปู่โต๊ะ และ หลวงปู่แหวน
อาจารย์เบิ้ม (อาจารย์สุวัฒน์ พบร่มเย็น)... -
การหลงลืม(สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ ขันธ์ห้าไม่เที่ยง จิตที่พ้นทุกข์แล้วไม่ใช่ขันธ์ห้า))
#พระอรหันต์หลงลืม #พระอัสสชิหลงลืม
อย่างท่านอัสสชินี่ เมื่อเช้าหลวงพ่อได้พูดลูกศิษย์พระพุทธเจ้าองค์สุดท้าย โกณฑัญญะ วัปปะ มหานาม อัสสชิ
องค์อัสสชินะ #พออายุแก่มาท่านหลงลืม แต่ว่าอันที่จริงท่านก็รู้แก่ใจว่าการหลงลืมนั้นคืออะไร #พระอรหันต์ท่านไม่ได้โง่เหมือนปุถุชนว่างั้นเถอะ แต่นี้กลัวปุถุชนนี่จะเป็นบาป พระลูกศิษย์ลูกหาปฏิบัติใกล้ชิดจะว่า เอ้า! #ทำไมพระอรหันต์จึงได้หลงได้ลืมได้?
ตามที่จริงพระอรหันต์ต้องมหาสติมหาปัญญา
ต้องรอบรู้อยู่ตลอด #แต่ทำไมท่านอัสสชิหลงลืม หลงลืมนั้น หลงลืมนี้
พระอัสสชิก็บอกว่า ท่านกราบพระพุทธเจ้าดูซิว่าทำไมเราจะหลงอย่างนี้ ขอให้ไปกราบทูลพระพุทธเจ้าด้วยว่าทำไมเราหลงอย่างนี้ ลืมอย่างนี้
พระอัสสชิให้มากราบทูลถามพระพุทธเจ้าว่า ทำไมพระอัสสชิหลงลืม #ทำไมเป็นพระอรหันต์แล้วจึงมีการหลงลืม
พระพุทธองค์บอกว่าให้ไปถามพระอัสสชิดูซิ #อริยสัจสี่หัวใจของท่านน่ะ #ท่านลืมไหม?
ถ้าหากว่าไม่ลืมนั่นล่ะ #จุดนั้นน่ะคือพระอรหันต์
จุดอื่นนั้นเป็นเรื่องสังขาร
#ความจำได้หมายรู้เป็นสังขาร สัญญาก็เป็นอนิจจังเหมือนกัน... -
เคยปล้นวัด เอาพระพุทธรูปไปขายมากมาย จะต้องชำระหนี้สงฆ์กี่ครั้ง
เคยปล้นวัด เอาพระพุทธรูปไปขายมากมาย
จะต้องชำระหนี้สงฆ์กี่ครั้ง
หลวงพ่อฤๅษีฯ ตอบปัญหาธรรม
ผู้ถาม : กราบเท้าหลวงพ่อที่เคารพอย่างสูงสุด ในอดีตที่ผ่านมากระผมเป็นคนไม่ดี เคยปล้นวัด เอาพระพุทธรูปไปขายมากมาย บัดนี้สำนึกบาปสำนึกผิดแล้ว จึงต้องมาพึ่งบารมีหลวงพ่อ นับเป็นที่พึ่งสุดท้าย กล่าวคือกระผมจะต้องชำระหนี้สงฆ์กี่ครั้ง และจะต้องชำระหนี้สงฆ์ประการใด...กรรมเวรที่เคยปล้นวัดจึงจะอโหสิกรรมให้ขอรับ?
หลวงพ่อ : ค่อยๆ ชำระไปก็แล้วกันนะ ถ้าถามว่าเท่าไร...ต้องเท่ากับจำนวนเงินที่นำของมา ค่อยๆ ผ่อนสบายๆ ก็แล้วกัน ถ้าถามว่าทำบุญอย่างไร...เอ่อ! วันนี้ท่านถึงเตือนเรื่อง "อนุสสติ" ตอนที่เขาเจริญพระกรรมฐานกัน พระพุทธเจ้าท่านเตือนว่า ทุกคนให้มั่นคงในอนุสสติจะไม่พลาดหวัง คือ
๑. มรณานุสสติ คิดว่าชีวิตนี้จะต้องตาย
๒. ก่อนที่เราจะตายต้องยอมรับนับถือพระพุทธเจ้า
พระธรรมและพระอริยสงฆ์
๓. พยายามตั้งใจรักษาศีลให้บริสุทธิ์
๔. จิตใจตั้งไว้เพื่อนิพพานโดยเฉพาะ
ผู้ถาม : อ๋อ...อย่างนี้ค่อยผ่อนหนักผ่อนเบาได้บ้าง
หลวงพ่อ : อันนี้ไม่ผ่อนหรอก...ไปได้เลย ถ้าทำตามนี้ได้มั่นคง หลบได้เลย แบบตัมพทาฐิกโจรไงล่ะ
ขอบคุณที่มา :... -
ภาวนา "สัมปจิตฉามิ" หมาหนี
ภาวนา "สัมปจิตฉามิ" หมาหนี
หลวงพ่อฤๅษีฯ ตอบปัญหาธรรม
ผู้ถาม : หลวงพ่อคะ ทุกๆวัน ลูกจะต้องเดินเข้าซอย กลางซอยจะมีสุนัข ๓-๔ ตัวเป็นเจ้าถิ่นในซอย พอลูกเข้าซอยปุ๊บลูกจะท่อง "สัมปะจิตฉามิ" ทันที เพราะซอยมันเปลี่ยว
พอลูกเดินถึงเจ้าสุนัข พวกมันจะต้องเดินหลบและก้มหน้า เดินเลี้ยวไปทางอื่น พอลูกเดินพ้นพวกมัน ก็เห็นพวกมันก็มานอนที่เดิมเป็นอย่างนี้ทุกที อย่างนี้เป็นเพราะมันกลัวบทที่ลูกท่อง "สัมปะจิตฉามิ" หรือคะ ?
หลวงพ่อ : "สัมปะจิตฉามิ" เป็นบทขับนี่ ขับศัตรู
ผู้ถาม : ขับทั้งหมาทั้งคนเลยหรือครับ ?
หลวงพ่อ : ใช่...
ผู้ถาม : โอ..อย่างนี้ใครมาทวงหนี้ก็ "สัมปจิตฉามิ" ก็เปิดเลย
หลวงพ่อ : เอาเฉพาะเจ้าหนี้นะ อย่าไปไล่ลูกค้า "สัมปจิตฉามิ" เป็นคาถาย้อน ใครเขากลั่นแกล้งเราก็ตาม ก็กลับไปหาคนนั้น ของพระพุทธเจ้าท่านนะ ท่านบอกคาถาบทนี้ใครจะทำอะไรก็ตาม จะย้อนกลับ ไม่เฉพาะบุคคลนั้น ทั้งกลุ่มเลยนะ
ขอบคุณที่มา : ศูนย์พุทธศรัทธา สำนักปฏิบัติพระกรรมฐานสาขาวัดท่าซุง www.BuddhaSattha.com -
ทำบุญสร้างโบสถ์วิหารแล้วได้จารึกชื่อไว้ กับไม่ได้จารึกชื่อ อานิสงส์เท่ากันหรือไม่?
ทำบุญสร้างโบสถ์วิหารแล้วได้จารึกชื่อไว้
กับไม่ได้จารึกชื่อ อานิสงส์เท่ากันหรือไม่?
หลวงพ่อฤๅษีฯ วัดท่าซุงตอบปัญหาธรรม
การเขียนชื่อติดศาลา ที่กุฏิ ที่โบสถ์ ที่วิหาร บางทีบางวัดท่านก็ว่า ใครออกเงินมากก็เขียนชื่อนามสกุลคนนั้น บางท่านที่ออกเงินได้น้อย ไม่มีชื่อติด ทั้งนี้บรรดาญาติโยมพุทธบริษัทโปรดทราบว่า จงอย่าโกรธเขา ชื่อในเมืองมนุษย์จะเป็นชื่อของใครก็ตามแต่ว่าอานิสงส์ทุกท่านย่อมได้เหมือนกัน
ตัวอย่าง มฆมานพ สร้างศาลาหลังเดียว ๓๓ คน ก็ไปเกิดเป็นเทวดาทั้ง ๓๓ คน มีวิมานคนละหลัง ทั้ง ๆ ที่ศาลาหลังนั้นชื่อ ๓๓ คนไม่มี เป็นชื่อของท่านมฆมานพคนเดียว ผู้ที่ร่วมสร้างก็ไปเกิดสวรรค์ทั้งหมด มีวิมานคนละหลัง เจ้าของที่สร้างศาลาก็มี ๑ หลังเหมือนกัน
ฉะนั้นท่านบรรดาพุทธบริษัททุกท่านลูกหลานทุกคน ที่สร้างแล้วทำแล้ว ถึงแม้ว่าจะไม่มีชื่อ ก็อย่าไปสนใจเรื่องชื่อ สนใจเรื่องศรัทธาเป็นสำคัญ ศรัทธาเรามีแล้ว เราบริจาคแล้ว เราทำแล้ว อย่างนี้อานิสงส์ ใครจะว่าอย่างไรก็ตาม อานิสงส์จะได้กับเราอยู่เสมอ
ขอบคุณที่มา : ศูนย์พุทธศรัทธา สำนักปฏิบัติพระกรรมฐานสาขาวัดท่าซุง... -
จะมีวิธีดู "พระธาตุ" ยังไง จึงจะรู้ว่าเป็นองค์จริง หลวงพ่อฤๅษีฯ ตอบปัญหาธรรม
จะมีวิธีดู "พระธาตุ" ยังไง จึงจะรู้ว่าเป็นองค์จริง
หลวงพ่อฤๅษีฯ ตอบปัญหาธรรม
ผู้ถาม :- "หลวงพ่อครับ กระผมมี พระธาตุ อยู่องค์หนึ่ง เราจะมีวิธีดูยังไงครับ จึงจะรู้ว่าเป็นของพระองค์จริง...?"
หลวงพ่อ : “ฉันไม่ดูเลย ฉันคิดว่าจะบูชาอะไรก็ตาม ถ้าใจเรานึกถึงพระพุทธเจ้าก็ใช้ได้หมด จะมัวไปนั่งติดธาตุอยู่ทำไม เราหาองค์ท่านไม่ดีรึ ใช่ไหม...เรามีพระบรมสารีริกธาตุอยู่ แต่ไม่นึกถึงท่านเลย จะเกิดประโยชน์อะไร
ประโยชน์จริงๆ ก็คือว่า ถ้าเราเคารพพระพุทธเจ้าเพียงใด นั่นผลจึงจะเกิด ถ้าเรามีอยู่ เราไม่เคารพ ก็ไม่มีความหมาย ดีไม่ดีจะเกิดเป็น การปรามาส เข้าอีก จะซวยใหญ่ ใช่ไหม...ว่าตรงไปตรงมานะ
แต่ว่าถ้าเรามีอยู่จริง เราเคารพจริง ก็เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวดีเหมือนกัน ไม่ใช่ไม่ดี เอาอย่างนี้ดีกว่า จริงหรือไม่จริงเราก็ไหว้ เรานึกถึงพระพุทธเจ้าก็หมดเรื่อง ยังไงๆ ก็ถึงพระพุทธเจ้าแน่"
ขอบคุณที่มา : ศูนย์พุทธศรัทธา สำนักปฏิบัติพระกรรมฐานสาขาวัดท่าซุง www.BuddhaSattha.com -
พระอรหันต์ยังมีอารมณ์โกรธอยู่มั๊ย หลวงพ่อฤาษีฯ ตอบปัญหาธรรม
พระอรหันต์ยังมีอารมณ์โกรธอยู่มั๊ย
หลวงพ่อฤาษีฯ ตอบปัญหาธรรม
ผู้ถาม : "หลวงพ่อได้พูดไว้ว่า พระอรหันต์มีอารมณ์โกรธ แต่ดับอารมณ์ได้ฉับพลัน"
หลวงพ่อ : "ฉันสงสัย...ฉันเขียนผิดหรือคนอ่านจำผิด อารมณ์โกรธไม่มีตั้งแต่อนาคามี แต่ท่าทางแสดงความโกรธน่ะมีอยู่ ไม่ใช่อารมณ์โกรธ ที่แสดงแบบนั้นกลัวคนนั้นจะเสีย ก็แสดงท่าว่าโกรธ อย่างที่พระพุทธเจ้าลงโทษพระสงฆ์ มีคำสั่งลงโทษ นั่นไม่ใช่โกรธนะ...หวังดี นี่จำผิดแล้ว
ถ้าอารมณ์โกรธมีและดับได้เร็วนี่เป็นสกิทาคามี อนาคามีนี่เขาไม่มีแล้ว แต่ถ้าความโกรธเกิดขึ้นจะดับไม่ยาก ซื้อรถดับเพลิงไว้ พอเริ่มโกรธปั๊บ...สตาร์ทพรืด น้ำพ่นพรวด หกคะเมนเกนเก้ หายไปเอง นั่นไม่ใช่อรหันต์นะ ฉันคงไม่เขียนผิดละมั้ง ต้องกลับไปอ่านใหม่ แต่ว่าแสดงความโกรธนั้นมีอยู่ เพราะว่าจะลงโทษ คือไม่ลงโทษก็ยับยั้ง ไม่ยังงั้นคนนั้นจะเสีย
อย่างพระพุทธเจ้าลงโทษพระต่างๆ อย่าง "พระฉันนะ" ก็เหมือนกัน หนักมาก ที่สั่งให้พระสงฆ์ลงพรหมทัณฑ์ "พระฉันนะ" อันนี้เรื่องใหญ่มากเชียว ไม่ใช่พระพุทธเจ้าโกรธ แต่ต้องการให้ "พระฉันนะ" ดี แต่ในเมื่อพระสงฆ์ลงพรหมทัณฑ์ท่านก็เสียใจ คิดว่าตอนพระพุทธเจ้าอยู่ใครๆ ก็คุยด้วย... -
ทนายอนันต์ชัย ถาม ! หมอปลา คุณเป็นใครบุกเข้าไปในวัด
ถ้าบุคคลใดกระทำการบุกรุกเข้าไปในวัด โดยที่ไม่ได้ไปเพื่อที่จะบำเพ็ญสาธารณกุศของตัวเอง แต่ไปจับผิดพระ เข้าไปในกุฎิ แจ้งข้อหาบุกรุกได้เลย ถ้า 5 คนก็โทษฉกรรจ์ -
ภาพวันวิสาขบูชาประจำปี ๒๕๖๕
วันอาทิตย์ที่ ๑๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๖๕ เวลา ๐๕.๕๙ น. พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร. เจ้าอาวาสวัดท่าขนุน ประธานชุมชนคุณธรรมต้นแบบวัดท่าขนุน
ประธานหน่วยอบรมประชาชนประจำตำบลท่าขนุน เจ้าสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดกาญจนบุรีแห่งที่ ๒๓ (วัดท่าขนุน)
ทำพิธีบวงสรวงไหว้ครูประจำปีและปลุกเสกพระยอดขุนพลกาญจนบุรี ณ มณฑลพิธีอุโบสถวัดท่าขนุน -
"จิตใจเป็นผู้ละกิเลส" (หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร)
,
"จิตใจเป็นผู้ละกิเลส"
" .. กิเลสนั้น เมื่อผู้ใดเลิกได้ละได้แล้ว ไม่เลือกว่าเณร ไม่เลือกว่าพระ ไม่เลือกว่าจะสมมุติว่าเป็นธรรมยุต เป็นมหานิกาย อะไรก็ได้ทั้งนั้น ไม่ใช่สมมุตินั้นละกิเลส "การละกิเลสมันเป็นเรื่องภายในจิตใจของแต่ละดวงจิตดวงใจ" ผ้าขาวผ้าเหลืองไม่ได้มาละกิเลสให้ สถานที่ก็ไม่ได้มาละกิเลสให้แก่เรา "จิตใจเรานั้นเองเป็นผู้ละกิเลส"
เมื่อภาวนาพุทโธ ๆ เมื่อภาวนามรณกรรมฐานได้ทุกลมหายใจเข้าออก "จนดวงจิตดวงใจผู้รู้อยู่นี้ไม่ไปไหน" อยู่ภายในสงบนิ่งแน่วเป็นดวงเดียว ตั้งมั่นอยู่ภายในจิตใจได้ตลอดเวลา "นั่นแหละต้นทางที่จะเป็นไปเพื่อละกิเลส" ตัดกิเลสตัณหาได้ "เพราะกิเลสตัณหานั้นมีอยู่ภายใน" ไม่ใช่มีแต่ภายนอก .. "
"จิตพระอริยอยู่เหนือกิเลส"
พระญาณสิทธาจารย์ (หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร)
หน้า 106 ของ 440