คลังเรื่องเด่น
-
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอาทิตย์ที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๕
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอาทิตย์ที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๕ -
"กรรมฐานที่หลวงปู่มั่นสอน" (หลวงปู่หล้า เขมปัตโต)
.
"กรรมฐานที่หลวงปู่มั่นสอน"
" .. "แปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์ย่อมจริง ย่อมมีอยู่ทุกลมออกเขาแล้ว" ไม่ต้องไปค้น ไปหา ไปจด ไปจำ ไปบ่น ไปท่องทางอื่นก็ได้ ถ้าไม่หลงลมเข้าลมออกแล้ว โมหะ อวิชชา วัฏจักร มันจะรวมพลมาจากโลกหน่วยไหนล่ะ
"หลงลมออกเข้าก็หลงหนังเหมือนกัน" ถ้าไม่หลงหนังก็ไม่หลงลมออกเข้า โดยนัยเดียวกัน "ดูโลกก็ดูทุกข์ ดูทุกข์ก็ดูโลก ดูสังขารก็ดูทุกข์ ดูทุกข์ก็ดูสังขาร" พ้นโลกก็พ้นทุกข์ พ้นทุกข์ก็พ้นโลก "พ้นสังขารก็พ้นทุกข์ พ้นทุกข์ก็พ้นสังขาร" มีความหมายอันเดียวกันทั้งนั้น ไม่ผิด
"รู้ลมออกเข้าในปัจจุบัน รู้ลมออกเข้าในอดีต" รู้ลมออกเข้าในอนาคต รู้ผู้รู้ในปัจจุบัน รู้ผู้รู้ในอดีต รู้ผู้รู้ในอนาคต "แล้วไม่ติดข้องอยู่ในผู้รู้ทั้งสามกาล" ผู้นั้นก็ดับรอบแล้วในโลกทั้งสามด้วยในตัว อวิชชาและสังขารเป็นต้นก็ดับไป ณ ที่นั้นเอง "ไฟโลภ ไฟโกรธ ไฟหลงก็ดับไป ณ ที่นั้นเอง" .. "
"อัตตโนประวัติ" หลวงปู่หล้า เขมปัตโต
วัดบรรพตคีรี (ภูจ้อก้อ) คำชะอี มุกดาหาร
http://www.dharma-gateway.com/monk/monk_biography/lp-lah/lp-lah-hist-04.htm -
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันเสาร์ที่ ๗ พฤษภาคม ๒๕๖๕
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันเสาร์ที่ ๗ พฤษภาคม ๒๕๖๕ -
สงสัยว่า แค่สวดมนต์ ทำไมถึงมีประโยชน์ได้มากมายขนาดนั้น ...
ท่านหลวงปู่ท่านบอกว่า กรรมฐานที่เอ็งทำ มันไม่ใช่ธรรมดาหรอก เอ็งสวดมนต์ชั่วโมงนึงเนี่ย ไม่ใช่ธรรมดาหรอก บางคนนึกไม่ออกว่า เอ๊ สวดมนต์มันมีประโยชน์อะไรมากมายขนาดนั้นเหรอ มากฮะ ไม่ใช่น้อยๆ
ท่านบอก กายกรรม วจีกรรม ปิดสนิทแล้ว ไม่มี ตอนที่สวดมนต์ชั่วโมงนั้นไม่มี มีมโนกรรมเท่านั้นเอง การนึกเท่านั้นเอง แต่กิเลสตัณหาหายไป ไม่มี แล้วบุญที่เอ็งทำในอดีตนะ ชาติที่แล้วนู่นเอ็งเคยทำมา จากทานที่ทำมาเนี่ย พวกที่สร้างถนนหนทาง สร้างวัด สร้างพระ สร้างสาธารณประโยชน์ ซึ่งยังมีคนใช้อยู่ อย่างพระยังมีคนกราบอยู่เนี่ย ลมหายใจเอ็งก็เป็นบุญแล้วนะ จากสิ่งที่เอ็งทำ แล้วเอ็งทำมากเท่าไร หายใจเข้ามากก็ได้มากเท่านั้น ได้มากเท่านั้น
ดังนั้นสวดมนต์ไปด้วย บุญในอดีตเข้าช่วงนั้นน่ะ ลมหายใจเข้าออก ไหนจะศีล ไหนจะบทที่เอ็งสวด กรรมฐานที่เอ็งทำ ตอนนั้นล่ะ มากมหาศาลเลย
ที่เราฝึกทุกวันนี้ บางคนว่าทำไมเอ๊ มันไม่ไปไหนมาไหนเลย อารมณ์ไง บางคนตั้งแต่เด็กเลย ชอบช่วยเหลือคน ชอบให้ทานไปไหนก็ทาน รู้รึเปล่าว่า สิ่งที่ตัวเองทำน่ะ บุญมันเข้าทุกลมหายใจเข้าออกเลย ท่านว่า ถ้าอารมณ์ดีนะ
ถ้าอารมณ์ไม่ดีมันก็ตัดเลย ฆ่าตัดตอนบุญไม่เข้า... -
พระภิกษุสามเณรก็คือปุถุชน ที่อาจจะทำผิดพลาดได้ นี่ก็เป็นธรรมดาของโลกเช่นกัน
ที่อยากจะเตือนก็คือว่า ท่านทั้งหลายเป็นพระภิกษุสามเณร ญาติโยมที่ฟังอยู่เป็นพุทธบริษัท "สิ่งหนึ่งประการใดที่เกิดขึ้น ขอให้เราเข้าใจว่าเป็นธรรมดาของโลก"
พระภิกษุสามเณรก็คือปุถุชน ไม่ใช่อริยชนระดับพระโสดาบันขึ้นไป จะได้ไม่ทำผิดทำพลาด แล้วบุคคลที่จะเข้าถึงความเป็นพระอริยเจ้า ตั้งแต่ระดับพระโสดาบันขึ้นไปนั้น ก็คงมีประมาณเขาวัว อย่างที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เปรียบเอาไว้ วัวตัวหนึ่งมีเขา ๒ ข้าง แต่บุคคลที่ตั้งใจปฏิบัติแล้วไม่ได้ผล พระองค์ท่านเปรียบว่ามีมากเหมือนขนวัว วัวทั้งตัวมีขนกี่หมื่นเส้น
แต่คราวนี้คนเราไม่มองตรงนี้ ในเมื่อไม่มองตรงนี้ และไปตั้งความหวังเอาไว้ว่า บุคคลโกนหัว ห่มเหลืองเมื่อไร จะต้องดีเท่านั้น ถ้าเราตั้งความหวังไว้แบบนั้น ก็อาจจะเจอแบบคุณน้าคนโตของกระผม
คุณน้าคนโตของกระผม ท่านนับถือท่านอาจารย์นิกรณ์ ดอยนางแลมาก ขนาดอยู่กรุงเทพฯ เดินทางไปเชียงรายไปว่าเล่น พอท่านอาจารย์นิกรเกิดเรื่องอื้อฉาวขึ้นมา ไปทำผู้หญิงท้อง ท่านก็หันมานับถือพระอาจารย์ยันตระ ติดตามพระอาจารย์ยันตระออกไปแสวงบุญวัดโน้น วัดนี้ วัดนั้นไม่ขาด พออาจารย์ยันตระเกิดเรื่องอื้อฉาวขึ้นมา... -
"สัญญาคือความจำ กับสติ" (สมเด็จพระสังฆราชเจ้า)
.
"สัญญาคือความจำ กับสติ"
" .. "สัญญาคือความจำเป็นอนัตตา" คือไม่เป็นไปตามความปรารถนาต้องการ ปรารถนาให้จำไว้ก็ไม่จำ ปรารถนาให้ลืมก็ไม่ลืม ปรารถนาไม่ให้จำก็จำ ปรารถนาไม่ให้ลืมก็ลืม และ "ความจำที่เป็นสัญญาก็เป็นความจำตรงไปตรงมาทั้งสิ้นทั้งเรื่อง ไม่ประกอบด้วยความรู้เหตุรู้ผล"
ดังนั้น "สัญญาจึงต้องประกอบพร้อมด้วยสติ" เพราะสติเป็นความระลึกได้ที่ประกอบพร้อมด้วยเหตุและผล "สติไม่ได้เป็นความจำแบบสัญญา" ความจำคือสัญญานั้น แม้จะตั้งใจรักษาไว้ก็อาจรักษาไว้ไม่ได้ ต้องลืม "แต่สติความระลึกได้นั้น เมื่อตั้งสติไว้ รู้เรื่องพร้อมกับรู้เหตุรู้ผล" ก็จะมีสติอยู่ได้เหตุการณ์ทั้งหลายที่ประสบพบผ่านแม้นาน
"เมื่อมีสติระลึกได้ ก็จะระลึกได้พร้อมทั้งเหตุทั้งผลทั้งปวง" สัญญาความจำกับสติความระลึกได้มีความแตกต่างกันที่สำคัญอย่างยิ่ง "ในเรื่องเดียวกันสัญญาอาจเป็นคุณ แต่ก็อาจเป็นโทษ ส่วนสติเป็นแต่คุณ ไม่เป็นโทษ" ความพยายามมีสติระลึกรู้จึงเป็นความถูกต้องและเป็นไปได้ยิ่งกว่าพยายามจดจำด้วยสัญญา .. "
"แสงส่องใจ" ๓ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๓๖
สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณสังวร -
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันศุกร์ที่ ๖ พฤษภาคม ๒๕๖๕
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันศุกร์ที่ ๖ พฤษภาคม ๒๕๖๕ -
บารมีและอาสวะ
“… บุคคลทุกคนซึ่งได้เกิดมาเป็นมนุษย์ประกอบด้วยความสุขของมนุษย์ น้อยหรือมาก และได้พบพุทธศาสนาอันแสดงสัจจะธรรม ธรรมะที่เป็นสัจจะคือความจริง จึงทำให้ได้ทราบข้อปฏิบัติต่างๆ สำหรับที่จะได้เพิ่มพูนบารมีคือความดี อันได้กระทำไว้แล้ว ซึ่งเรียกว่า ปุพเพกตปุญญตา ความเป็นผู้มีบุญอันได้กระทำไว้แล้วในกาลก่อนมาอุปถัมภ์ ตั้งต้นแต่ให้บังเกิดเป็นมนุษย์ และให้เจริญมาตามควรแก่ฐานะนั้นๆ โดยลำดับจนถึงปัจจุบันของทุกคน
อันความดีที่เป็นบารมีนี้ก็ตรงกับความชั่วที่เป็นอาสวะ อันคำว่าอาสวะและบารมีนี้คู่กัน ดังจะพึงกล่าวเป็นคำไทยง่ายๆ ว่า บารมีนั้นคือเก็บดี อาสวะคือเก็บชั่ว กรรมที่ทุกคนกระทำอยู่ เป็นกรรมดีก็ตาม เป็นกรรมชั่วก็ตาม ทางกาย ทางวาจา ทางใจ เมื่อกระทำแล้วคราวหนึ่งๆ กิริยาที่ทำนั้นก็ล่วงไป เสร็จไป แล้วไป แต่ว่ายังเก็บความดีความชั่วอันเนื่องมาจากกรรมที่กระทำนั้นไว้อยู่ ถ้าเป็นส่วนชั่วก็เป็นอาสวะ เก็บชั่วเอาไว้ ถ้าเป็นความดีก็เป็นบารมี คือเก็บดีเอาไว้ หากประกอบกรรมที่ชั่วอยู่บ่อยๆ ก็เก็บชั่วเอาไว้มาก เพิ่มพูนขึ้น ถ้ากระทำกรรมที่ดีไว้บ่อยๆ ไว้มาก ก็เก็บดีเอาไว้มาก ก็เป็นบารมีเพิ่มพูนขึ้น เพราะฉะนั้น... -
"กราบท่าน(หลวงปู่ดู่)เหมือนกับกราบอีกองค์หนึ่งล่วงหน้า 1 ชาติ" ..คำพูดจากหลวงพ่อเกษม เขมโก
"กราบท่าน(หลวงปู่ดู่)เหมือนกับกราบอีกองค์หนึ่งล่วงหน้า 1 ชาติ"
-----------------------------------------------------------------------
มาบอกเล่าเรื่องราวของกระผมที่โดยได้สัมผัสของพระโพธิสัตว์เมืองกรุงเก่า และพระอริสงฆ์แห่งเมืองลำปางที่ท่านทั้งสองได้แสดงความคารวะในธรรมของแต่ละท่าน
ครั้งหนึ่งที่ผมได้เดินทางไปเที่ยวเมืองลำปางเพื่อไปกราบพระธาตุลำปางหลวง ในครั้งนั้น ผมมีโอกาสได้เข้ากราบนมัสการหลวงปู่ครูบาเจ้าเกษม เขมโก แห่งสุสานไตรลักษณ์
พอท่านหลวงปู่ครูบาเจ้าเกษมเห็นหน้าท่านก็พูดว่า 'มาจากไหน' ตอบท่านว่ามาจากสิงห์บุรีครับหลวงปู่
ท่านก็พูดว่า
' มาจากสิงห์บุรีไปกราบขอพรหลวงพ่อดู่ แห่งเมืองกรุงเก่าหรือยังล่ะ '
ผมก็เลยตอบท่านไปว่า
ยังไม่เคยไปครับหลวงปู่
ท่านเลยพูดว่า
' ไปกราบท่านนะ ท่านเกิดชาตินี้ชาติสุดท้ายแล้วนะ ท่านเป็นพระโพธิสัตว์นะลูก ไปกราบท่านนะลูก ลูกกราบท่านเหมือนลูกกราบอีก ๑ องค์ด้วยนะลูก กราบล่วงหน้า ๑ ชาติด้วยนะลูก '
คนดูแลหลวงปู่ จึงถามว่า หมายความว่ายังไงขอรับหลวงปู่
ท่านก็ตอบว่า
'... -
"ตนเผาตน ใจเผาใจ" (หลวงปู่ขาว อนาลโย)
.
"ตนเผาตน ใจเผาใจ"
" .. "พุทโธคือผู้รู้" รู้ว่าใจตนบริสุทธิ์ผุดผ่อง "ใจบริสุทธิ์ก็ศีลบริสุทธิ์" ตัวเป็นผู้ดำเนิน ศีลเป็นประธาน "ผู้ใดทำบาปทำกรรม ทำให้ใจของตนเศร้าหมอง หาโทษใส่ตน" นักปราชญ์ว่า "คนโง่คนยาก มันเกิดจากตน"
ตนบริสุทธิ์ ตนดีอยู่ "ไปเอาความเศร้าหมองเอาความร้ายมาใส่ตน" เข้ามาเผาตน "ตนเผาตน ก็แม่นใจเผาใจ" แล้วก็แล้วกันไป "อดีตล่วงไปแล้ว" มันล่วงมาแล้ว อย่าไปเอามาเป็นอารมณ์ ให้ใจเศร้าหมองทำไม "อนาคตยังมาไม่ถึง อย่าไปคิดมัน" ให้มันมาเจอก่อนจึงคิด
"ให้พิจารณาปัจจุบัน" พิจารณาให้เห็นว่ามันไม่พ้นความตายแล้ว "รีบทำบำเพ็ญภาวนา ให้ศีล ให้สมาธิ ให้ปัญญาเกิดขึ้น" ความชั่วที่เก็บมาให้มันเผาจิต ต้องเปิดออกปัดออก "เอาแต่ความดีเข้ามาสู่ดวงจิตดวงใจของตน" ให้ใจเบิกบานใจร่าเริง ให้ใจกว้างอย่าให้ใจแคบ .. "
"อนาลโยวาทะ" (หลวงปู่ขาว อนาลโย)
จัดพิมพ์ โดย นพ.อวย – ม.ร.ว. ส่งศรี เกตุสิงห์
เพื่อความสุขปีใหม่ พ.ศ. ๒๕๒๘ -
เคารพ บูชา ครูบาอาจารย์ (หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม)
"สักการะคืออะไร? สักการะ แปลว่า เอาใจใส่ ภาษาบาลีแปลอย่างนี้ ตีความหมายให้สั้นคือ เอาใจใส่ครูบาอาจารย์ของเรา
เคารพคืออะไร? ไม่ใช่มากราบไหว้กลับไปแล้วหัวผงกๆ เรียกว่าเคารพนี้เป็นเคารพแบบปลอม เคารพจริงต้องเคารพถึงใจ หมายความว่าต้องมั่นใจต่อครูบาอาจารย์ ไม่ประพฤติตัวเหลวแหลกแตกลาญ หละหลวม เหลาะแหละ เหลวไหลด้วยประการทั้งปวง และโยมมีพ่อแม่ต้องเอาใจใส่ มั่นใจต่อครูบาอาจารย์ของเรา อย่าไปมั่นใจคนโน้นบ้าง คนนี้บ้าง สับสนอลหม่านแล้วท่านจะไม่ได้อะไรเลย จะไม่ได้ความดีจากครูบาอาจารย์
บูชาคืออะไร? ท่านทั้งหลายไม่เข้าใจ บูชานะธูปดอกเดียวหลายดอกก็ได้ แต่ใจจริงไม่มีเลยนะ ทำวันทยาวุธ วันทยาหัตถ์ตามแบบฟอร์มเป็นเพียงอามิสบูชา
แต่ถ้าเราน้อมระลึกในใจว่า จะปฏิบัติตามคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตามที่ท่านเจ้าคุณอาจารย์สอน มีทาน ศีล และภาวนาให้มั่นคงดำรงไว้ในพระพุทธศาสนาเป็นการปฏิบัติบูชา แล้วจงน้อมระลึกนึกถึงตัวเองว่าได้บูชาวงศ์ตระกูล บูชาทรัพย์ บูชาชื่อเสียง บูชาความรัก หรือไม่
ท่านเจ้าคุณอาจารย์ได้ให้สมบัติแล้ว ให้ชื่อเสียงเรียงนาม และความรักแก่เราอย่างดี เป็นอุปัชฌาย์อาจารย์ด้วย... -
สมุคคสูตร | ธรรมปฏิบัติเรื่อง นิมิต
สมุคคสูตร | ธรรมปฏิบัติเรื่อง นิมิต
-------------------------------------
พระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลาย ว่าด้วย การกำหนดนิมิตของผู้เจริญภาวนา ภิกษุผู้ประกอบอธิจิตพึงกำหนดไว้ในใจซึ่งนิมิต ๓ คือ สมาธินิมิต ๑ ปัคคาหนิมิต ๑ อุเบกขานิมิต ๑ ตลอดกาล ตามกาล ถ้าภิกษุกำหนดไว้ในใจเฉพาะสมาธินิมิตโดยส่วนเดียว จะเป็นเหตุให้จิตเป็นไปเพื่อความเกียจคร้าน ถ้าภิกษุพึงกำหนดไว้ในใจเฉพาะปัคคาหนิมิตโดยส่วนเดียว จะเป็นเหตุให้จิตเป็นไปเพื่อความฟุ้งซ่าน ถ้าภิกษุพึงกำหนดไว้ในใจเฉพาะอุเบกขานิมิตโดยส่วนเดียว จะเป็นเหตุให้จิตไม่ตั้งมั่นเพื่อความสิ้นอาสวะ เมื่อภิกษุกำหนดไว้ในใจซึ่งนิมิต ๓ คือ สมาธินิมิต ปัคคาหนิมิต อุเบกขานิมิต ตลอดกาล ตามกาล จิตนั้นย่อมอ่อนควรแก่การงาน ผุดผ่อง ไม่เสียหาย แน่วแน่เป็นอย่างดีเพื่อความสิ้นอาสวะ ภิกษุนั้นย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเองซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้ง และย่อมเป็นพยานในธรรมนั้นๆ ในเมื่อเหตุมีอยู่เป็นอยู่ ถ้าภิกษุนั้นมีจิตพึงหวังแสดงฤทธิ์ได้นานาประการ คือ - พึงฟังเสียง ๒ ชนิด คือ เสียงทิพย์และเสียงมนุษย์ - พึงกำหนดรู้ใจของสัตว์อื่น ของบุคคลอื่น... -
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพฤหัสบดีที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๖๕
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพฤหัสบดีที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๖๕ -
"ต้องภาวนาจึงจะรู้เรื่องกิเลส" (หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร)
.
"ต้องภาวนาจึงจะรู้เรื่องกิเลส"
" .. กิเลสราคะ กิเลสโทสะ กิเลสโมหะ "ต้องภาวนาดูจึงจะรู้ว่ากิเลสมันอยู่ตรงไหน" จะเลิกละได้โดยวิธีใด เราต้องตั้งตัวตั้งใจขึ้นมา อย่าไปปล่อยให้อำนาจฝ่ายต่ำเข้ามาทับถมจิตใจ
เมื่อจิตมันไม่มีความเพียรปล่อยให้กิเลสมันทับถม กายมันก็อ่อนแอท้อแท้ ขี้เซาเหงานอนมันก็ไหลมาเทมา "ก็เพราะจิตมันไม่มีความเพียร" จิตมันไม่ตื่นขึ้นไม่ลุกขึ้น ใจมันอ่อนแอท้อแท้ จิตมันขุ่นมัวมันไม่ใส พุทโธไม่อยู่ในจิต จิตไม่เข้าถึงพุทโธ "ถ้าพุทโธอยู่ภายในใจแล้วใจจะะสว่างแจ้ง จะไม่หลงใหลไปตามคนสัตว์วัตถุธาตุทั้งหลาย" .. "
"ความเพียร"
พระญาณสิทธาจารย์ (หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร) -
อุปสมานุสสติกรรมฐาน
อุปสมานุสสติกรรมฐาน
ผู้ถาม : ถ้าจิตเรานี่จับพระนิพพานเป็นอารมณ์ เวลาตายเราจะมีสติไหมคะ?
หลวงพ่อ : อ้าว! ถ้าเราจับเป็นอารมณ์เวลานั้นมีสติ เพราะเวลานั้นอารมณ์มันสูงจัด ถ้าเวลาเริ่มป่วยเอาจิตจับไว้เลยนะ ทีนี้ช่วงกลางระหว่างที่ป่วย มันจะดิ้นตูมตามอย่างไรก็ตาม จิตมันจะไม่ปล่อย
...ถ้าจิตนึกถึงพระนิพพานเป็นอารมณ์ เรียกว่า "อุปสมานุสสติกรรมฐาน"
ถ้าทำเป็นฌาน เป็น เอกัคคตารมณ์ มีอารมณ์อันเดียว และเวลาที่ตายน่ะ ตัวมันตาย แต่ใจเราไม่ตาย ใจมันก็หาที่ไป
...ฉะนั้น เมื่อมีชีวิตอยู่ ใจเรานึกถึงพระนิพพาน มันก็ไปที่นั่นแหละ! ไม่ชอบไปที่อื่น ชอบไปนิพพานแห่งเดียว
สรุปแล้วจงตั้งอารมณ์ไว้อย่างนี้เสมอ คือ
๑. เราจะเคารพพระพุทธเจ้า พระธรรมและพระอริยสงฆ์เป็นปกติ ไม่สงสัยในคำสอน
๒. ชีวิตนี้มีความตายเป็นที่สุด ก่อนตายขอทำความดีเพื่อความสุขในชาตินี้ และมีพระนิพพานเป็นที่ไปในเบื้องหน้า
๓. รักษาศีล ๕ ให้บริสุทธิ์ตลอดเวลา พยายามระวังในศีล ๕ ใหม่ๆ อาจจะพลาดบ้าง ถ้าละเมิดไปโดยที่ไม่ตั้งใจ ศีลไม่ขาด
เมื่อใจทรงศีล ๕ เป็นปกติ และอารมณ์อื่นก็ทรงตามที่กล่าวมา ท่านเรียกว่า "พระโสดาบัน" มีพระนิพพานเป็นที่ไปแน่นอน... -
การเกิด-การตาย
การเกิด-การตาย
ผู้ถาม : เกิดมาแล้วทำไมจึงต้องตายครับ
หลวงพ่อ : เพราะอยากตาย ไอ้คนอยากเกิดก็อยากตายด้วยใช่ไหม
...เกิดแล้วมันก็ต้องตาย เพราะธรรมดาเราฝืนมันไม่ได้ ทีนี้ถ้าเราไม่ต้องการตาย เราก็ไม่ต้องเกิด
ผู้ถาม : ที่นิพพานไม่มีการเกิดใช่ไหมครับ จึงไม่มีการตาย?
หลวงพ่อ : อันนี้เคยมีพระหรือพราหมณ์ถามพระพุทธเจ้า
พระพุทธเจ้าตรัสว่า
"นิพพานจะไม่มีการเกิดก็ไม่ใช่ จะเรียกว่าเกิดก็ไม่ได้ ถ้าเรียกว่าเกิดก็ต้องตาย ถ้าจะว่าไม่เกิด แต่สภาวะมันมีอยู่"
ตอนแรกฉันอ่านแล้วไม่เข้าใจ ก็เลยย่องไปถามท่านว่า นิพพานควรเรียกว่าอะไร?
ท่านบอกว่า ควรจะเรียก "ทิพย์พิเศษ" ที่ไม่มีการเคลื่อน เทวดาหรือพรหมยังมีการเคลื่อน ที่เรียกว่า จุติ
จุติ แปลว่า เคลื่อน
ไอ้ศัพท์ที่ว่าตายนี่ พระพุทธเจ้าท่านไม่เรียก ท่านเรียก "กาลังกัต์วา" ถึงวาระแล้ว ถึงกาลเวลาแล้ว ท่านไม่เรียกว่า "ตาย"
ตายนี่ มรณะ ตามศัพท์ของภาษาบาลี ไม่มีคำว่า "มรณะ" ไม่ใช่ศัพท์ มรณะ
...ท่านเรียกว่า "กาลังกัต์วา" แปลว่า ถึงวาระที่จะต้องไปจากร่างกายนี้ ร่างกายนี้มันพัง มันไม่ยอมทำงาน
หลวงพ่อพระราชพรหมยาน
ธรรมที่ทำให้หลุดพ้นจากความทุกข์... -
“คนจะดีหรือคนจะเลวมันขึ้นกับกฎของกรรม”
“คนจะดีหรือคนจะเลวมันขึ้นกับกฎของกรรม”
ก่อนที่เราจะเกิดมานี่ เราทำทั้งกรรมดีและกรรมชั่ว
ขณะใดถ้ากรรมที่เป็นอกุศลมันให้ผล
ขณะนั้นลูกของพ่ออาจจะมีความคิดผิด พูดผิด กระทำผิดไปได้เป็นของธรรมดา แต่ขณะใดกรรมที่เป็นกุศลกรรมให้ผล บรรดาลูกรักของเราพ่อก็จะทำถูก คิดถูก พูดถูกอยู่เสมอ เรื่องนี้ถึงแม้ว่าตัวของพ่อเองก็ประสบมามาก จึงไม่มีความรู้สึก เมื่อลูกรักบางท่าน บางคน คิดพลาด พูดพลาด กระทำพลาดไป ถือว่านั่นเป็นกฏของกรรมเดิมที่เราทำมาแล้วไม่ดี ในชาตินี้เราแก้ตัวกันใหม่ พยายามทำความดีเสียทุกอย่างเพื่อเป็นการหักล้างความชั่วเดิม
เพื่อผลที่เราจะพึงได้ต่อไปนั่น ก็คือพระนิพพาน”
ที่มา : หนังสือพ่อรักลูก เล่ม ๑ (๒๕๔๑) หน้า ๑๑๒-๑๑๓
โดย : หลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี -
"วิปัสสนาญาณ" คือยอมรับนับถือกฎของความเป็นจริง
คำว่า "วิปัสสนาญาณ" นี่มีกำลังอยู่อย่างหนึ่ง คือที่เราจะต้องรู้ คือยอมรับนับถือกฎของความเป็นจริง อันนี้มันไม่มีอะไรยากหรอก
ทีนี้อารมณ์ของวิปัสสนาญาณ มันก็คือยอมรับนับถือกฎของธรรมดา หรือว่ายอมรับนับถือกฎของความเป็นจริง ให้รู้ว่าร่างกายนี่มันไม่ใช่เรา มันไม่ใช่ของเรา
เพราะว่าอะไร เพราะว่ามันพังแน่ ถ้ามันเป็นเราจริง มันเป็นของเราจริง มันจะอยู่ได้ยังไง มันก็ต้องตามใจเรา แต่นี่ทุกอย่างเราไม่ต้องการให้มันแก่มันก็จะแก่ เราไม่ต้องการให้มันป่วยมันก็ป่วย เราไม่ต้องการให้มันหิวมันก็จะหิว เราไม่ต้องการให้มันเหนื่อยมันก็เหนื่อย เราไม่ต้องการให้มันร้อนมันก็จะร้อน เราไม่ต้องการให้มันปวดอุจจาระ ปัสสาวะ ถึงเวลาจะปวดมันก็ปวด มันไม่ตามใจเราสักอย่าง
นี่เป็นอันว่ามันกับเราคบกันไม่ได้ มันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เราก็รู้แต่เพียงว่า
"ร่างกายนี้เป็นที่อาศัยชั่วคราวของเราเท่านั้น เราคืออาทิสสมานกายหรือที่เรียกกันว่า "จิตใจ" ที่เข้ามาอาศัยกาย ร่างกายอันนี้มันเป็นปัจจัยของความทุกข์ เราไม่ต้องการมันอีก"
...พอจิตใจของเราเบื่อในร่างกาย คิดว่ามันไม่ดี ดินแดนที่ดีมีแห่งเดียวคือพระนิพพาน จิตจับพระนิพพานเป็นอารมณ์... -
"วิธีภาวนาพุทธคุณ" (หลวงพ่อเกษม เขมโก)
"วิธีภาวนาพุทธคุณ"
( ลิขิตธรรมโดย หลวงพ่อเกษม เขมโก )
เอาพระพุทธรูปองค์เล็ก ๑ องค์ วางบนขันเล็ก
แล้วนั่งไหว้ว่า นะโม ๓ หน...
ไหว้ว่านะโม ๓ หน ... มือวางตักหลับตา
มองเพ่งดูพุทธรูป ว่าพุทโธ... ๓ หน ๕ นาที
แล้วหลับตานึกพุทโธไปอีก ๑๕ นาที
แล้วยกมือไหว้ว่าสาธุ ๓ หน แล้วกราบ ๓ หน
ให้ทำภาวนา ๓ วันติดกัน...
นอกนั้นทำวันพระวันเกิด
Credit: ขอขอบพระคุณที่มาจาก Facebook ต้นโพธิ์ -
พระอุทายีเถระ | ผู้เจริญพุทธานุสติ
พระอุทายีเถระ | ผู้เจริญพุทธานุสติ
*****************************************************
มูลนิธิอุทยานธรรม Uttayarndham Foundation -
การหยุดความคิดที่ดีที่สุด คือ การหยุดอยู่กับลมหายใจปัจจุบัน
ถาม : แล้วอย่างคนที่เขาไม่สามารถนอนหลับ เขาบอกว่าต้องพึ่งยานอนหลับไม่อย่างนั้นนอนไม่หลับ ?
ตอบ : ที่เขานอนไม่หลับส่วนใหญ่เพราะเขาคิด พอคิดแล้วจิตใจก็ฟุ้งซ่าน คนเราถ้าตั้งใจภาวนาจริง ๆ จับลมหายใจเข้าออกให้ครบ ๓ ฐาน ลองดูเถอะ..ไม่เกิน ๓ นาทีหรอก..หลับทุกคน ที่ไม่หลับเพราะไปคิด ซึ่งส่วนใหญ่คิดแล้วควบคุมความคิดตัวเองไม่เป็น ในเมื่อควบคุมไม่อยู่ คิดไปเรื่อย ๆ ก็จะฟุ้งซ่านอยู่ตรงนั้นแหละ จะเริ่มจาก ๐ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ พอครบ ๐ เสร็จก็เริ่มต้นใหม่อีก
ถ้าตามจับความคิดตัวเอง จะเห็นเลยว่าอยู่ในลักษณะอย่างนั้น วนไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวเราทำงานนะ ปีนี้ได้สองขั้น เงินเดือนจะได้เท่านั้น ...(หัวเราะ)... จะไล่ไปเรื่อย ถึงเวลาผลตอบแทนเป็นอย่างนี้ มีแฟนกี่คน มีลูกกี่คน มีครอบครัวอย่างนั้น ๆ พอจบเสร็จแล้วก็เริ่มต้นใหม่ ไม่รู้จักเลิกเสียที
เพราะฉะนั้น..ส่วนใหญ่คิดเป็นแต่หยุดคิดไม่เป็น ต้องหยุดให้เป็น การหยุดความคิดที่ดีที่สุด คืออยู่กับลมหายใจเข้าออก อยู่กับปัจจุบัน ไม่ว่าความคิดในลักษณะใดก็ตามจะมีอยู่ ๒ อย่างเท่านั้น คือ ไม่ย้อนไปอดีต ก็มุ่งไปอนาคต ซึ่งใช้ไม่ได้ทั้งคู่ อดีตผ่านมาแล้ว... -
ศรัทธาในการทำบุญควรประกอบไปด้วยปัญญาด้วย
ในช่วงวันที่ผ่านมา ซึ่งได้รับสังฆทานและตอบปัญหาธรรมแก่ญาติโยมที่หาดใหญ่นั้น ก็มีเรื่องราวที่ควรจะบอก จะเล่า จะกล่าวให้ญาติโยมทุกท่าน ทั้งที่อยู่ที่หาดใหญ่และที่อื่นได้ทราบว่า กระผม/อาตมภาพนั้นเดินทางมาด้วยเครื่องบิน ญาติโยมที่มาพร้อมกับถังสังฆทาน มาพร้อมกับน้ำคนละ ๑๒ ขวดใหญ่บ้าง ๒๔ ขวดเล็กบ้าง ตลอดจนกระทั่งผ้าไตรต่าง ๆ ควรที่จะนึกว่ากระผม/อาตมภาพนั้นเดินทางมาอย่างไร ?
เพราะว่าสิ่งที่ท่านทั้งหลายถวายนั้น ทำอย่างไรกระผม/อาตมภาพก็ไม่สามารถที่จะขนกลับไปได้ ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ก็คงจะต้องลำบาก ฝากญาติโยมทั้งหลายให้ช่วยถวายแก่วัดวาอารามที่อยู่ใกล้ในบริเวณนี้ แต่ก็ต้องเป็นภาระใหญ่แก่บุคคลเหล่านั้นอีกเช่นกัน ดังนั้น...ถ้าหากว่าการทำบุญนั้น ท่านทั้งหลายได้ใช้ปัญญาอยู่บ้าง ก็คงจะไม่ทำบุญในลักษณะแบบนี้
ขณะเดียวกัน ญาติโยมที่มีศรัทธามาก ต้องการที่จะถวายสิ่งของเป็นพุทธบูชา อย่างเช่นดอกไม้ ธูป เทียน ท่านทั้งหลายจะถวายดอกบัวสักดอกหนึ่ง ธูป ๓ ดอก เทียน ๑ เล่มก็ไม่ว่า แต่บางรายมาพร้อมกับดอกไม้ที่จัดไว้อย่างดี ๓ พานใหญ่ กระผม/อาตมภาพแทบจะไม่มีที่ตั้งให้ท่าน... -
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพุธที่ ๔ พฤษภาคม ๒๕๖๕
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพุธที่ ๔ พฤษภาคม ๒๕๖๕ -
"ธรรมของอุบาสกอุบาสิกา" (หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
.
"ธรรมของอุบาสกอุบาสิกา"
" .. พระองค์เจ้าก็ทรงแสดงไว้ เช่นอย่าง สมบัติของอุบาสก ๕ ประการ อย่างนี้แหละ
๑. ประกอบไปด้วยศรัทธา เชื่อกรรม เชื่อผลของกรรม
๒. มีศีลบริสุทธ
๓. ไม่ถือมงคลตื่นข่าว คือเชื่อกรรม เชื่อว่าทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เป็นต้น
๔. ไม่แสวงหาเขตบุญนอกพระพุทธศาสนา
๕. บ่าเพ็ญบุญแต่ในพระพุทธศาสนา
นี้ ผู้เป็นอุบาสก "ก็จะต้องตั้งอยู่ในคุณสมบัติของอุบาสก ๕ ประการนี้" และเว้นจากวิบัติ ๕ ซึ่งตรงกันข้ามกับสมบัตินั้น .. "
"ธรรมโอวาท ๕"
พระสุธรรมคณาจารย์ (หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ) -
การเดินสภาวธรรม ที่แท้จริง เพื่ออะไร
การเดินสภาวธรรม ที่แท้จริง เพื่ออะไร -
อาลัย “ม.ร.ว.รุจีสมร” อดีตคุณครูใหญ่โรงเรียนวรรณวิทย์ ถึงแก่อนิจกรรมแล้ว
โซเชียลฯ ร่วมไว้อาลัย ม.ร.ว.รุจีสมร สุขสวัสดิ์ คุณครูใหญ่โรงเรียนวรรณวิทย์ ถึงแก่อนิจกรรมแล้ว โดยมีกำหนดรดน้ำศพ ณ วัดธาตุทอง เวลาประมาณ 15.30 น. วันที่ 4 พฤษภาคม 2565 นี้
วันนี้ (3 พ.ค.) กลุ่ม =AZWEY0tBs6TcF07kovkW1kYMy5wLw_eP-6cMBBzPEEd6wJIYyWtrCd2DSgmJ7lq_3t624GUUpbPj_mdzXvgwksJVunlwrwLza4AF6s6OTJ4BQmUo6os4rokh7YikEJ-mkWKT1U6oHOu9d97biTeOjo8AUVGL8MokFOLpxkCIDg-1AQ']"ศิษย์เก่าโรงเรียนวรรณวิทย์" ได้เผยข่าวเศร้า ระบุว่า “คุณครูใหญ่โรงเรียนวรรณวิทย์" ม.ร.ว.รุจีสมร สุขสวัสดิ์ ถึงแก่อนิจกรรมแล้ว กำหนดรดน้ำศพ ณ วัดธาตุทอง เวลาประมาณ 15.30 น. วันที่ 4 พฤษภาคม 2565
ทั้งนี้ ม.ร.ว.รุจีสมร สุขสวัสดิ์ เกิดเมื่อวันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2463 มีชื่อเล่นว่า "คุณหญิงอู้" โดยหม่อมมารดาจะเรียกว่า "คุณอู้" เป็นธิดาคนเล็กของ ร้อยเอก ม.จ.ทินทัต สุขสวัสดิ์ กับหม่อมผิว สุขสวัสดิ์ ณ อยุธยา (สกุลเดิม วสุวัต) มีพี่สาวสองคนคือ ท่านผู้หญิงทินะประภา อิศรเสนา ณ อยุธยา และ ม.ร.ว.กานดาศรี สุขสวัสดิ์ ขณะที่ ม.ร.ว.รุจีสมร มีอายุเพียง 2 เดือนบิดาก็สิ้นชีพิตักษัย ซึ่ง ม.ร.ว.รุจีสมร สุขสวัสดิ์... -
หลวงปู่เทสก์ สมัยหนุ่มเผชิญภัยมาตุคามที่หวาดเสียวที่สุดในชีวิตพรหมจรรย์
พระราชนิโรธรังสีคัมภีรปัญญาวิศิษฏ์ (หลวงปู่เทสก์ เทสรํสี)
เป็นพระสงฆ์ผู้ได้รับการถวายนามว่า “วิสุทธิเทพผู้ส่องประทีปแห่งลุ่มน้ำโขง”
ท่านเข้าสู่ร่มเงาพระศาสนาตั้งแต่อายุยังน้อย
โดยเมื่ออายุได้ ๑๔ ปี ได้พบและติดตามรับใช้หลวงปู่สิงห์ ขนฺตยาคโม
ผู้เปรียบดั่งแม่ทัพใหญ่แห่งกองทัพพระกรรมฐานสายพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต
หลวงปู่เทสก์ได้บรรพชาเป็นสามเณร ต่อมาอุปสมบทเป็นพระภิกษุ
ท่านได้รับการสั่งสอนอย่างใกล้ชิดจากพระอาจารย์มั่น
เมื่อครั้งที่ท่านอาจารย์ใหญ่จำพรรษาอยู่ทางภาคเหนือ
ซึ่งหลวงปู่เทสก์ได้บันทึกเรื่องราวไว้ในอัตตโนประวัติ
“นับว่าเป็นโชคดีของเราที่ได้อาจารย์ผู้อบรมเช่นนั้นให้แก่เรา
เราเข้าใจว่าท่านอบรมลูกศิษย์ผู้เช่นอย่างเราคงจะหาโอกาสได้น้อย
เพราะบุคคลและสถานที่โอกาสเวลาไม่อำนวยเช่นนั้น
ถึงแม้ท่านจะอำนวยพรให้เราอยู่ในฐานะธรรมทายาท
เราก็ไม่เคยจะลืมตัวและยอมรับเลย”
จากความข้างต้นจะเห็นได้ว่า ท่านมีความนอบน้อมถ่อมตนอย่างยิ่ง
ซึ่งความสนิทสนมใกล้ชิดนั้นเกิดจากบุพกรรม
ดังที่พระอาจารย์มั่นเคยกล่าวกับท่านว่า “เธอเคยเกิดเป็นหลานเราที่กรุงกุรุรัฐ
ฉะนั้นเธอจึงดื้อดึงไม่ค่อยจะฟังเรา... -
หลวงปู่จวน สมัยหนุ่มเผชิญภัยมาตุคามครั้งหนักสุด จากผู้หญิงกิริยาดี
หลวงปู่จวน กุลเชฏฺโฐ ไม่ขอคืนสู่ชีวิตที่สละแล้ว
เรื่องราวที่ท่านต้องเผชิญภัยจากมาตุคาม (ผู้หญิง)
หลวงปู่จวน กุลเชฏฺโฐ คือพระสุปฏิปัณโณผู้สร้างวัดเจติยาคิรีวิหาร
ตั้งอยู่ที่ตำบลนาแสง อำเภอศรีวิไล จังหวัดหนองคาย
ซึ่งเป็นศาสนสถานที่เหมาะสมยิ่งแก่การเจริญภาวนา
ในปี ๒๕๑๒ ท่านริเริ่มการสร้างบันไดวน ๗ ชั้น ขึ้นไปยังยอดภูทอก
ผู้ที่ได้ไปเยือนย่อมรู้สึกอัศจรรย์และซาบซึ้งในภูมิปัญญา ศรัทธา และวิริยะ
ของทั้งพระสงฆ์และผู้ที่มีส่วนร่วมในการรังสรรค์สิ่งก่อสร้างดังกล่าวนี้
หลวงปู่จวนอุปสมบทเมื่ออายุครบ ๒๑ ปีบริบูรณ์ ในฝ่ายมหานิกาย
ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๔ มีนาคม ๒๔๘๖ ได้บวชในฝ่ายธรรมยุต
พระอุปัชฌาย์ คือ พระครูทัศนวิสุทธิ (พระมหาดุสิต เทวิโร)
ซึ่งเป็นหลานของพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท)
หลวงปู่จวนเล่าถึงเหตุที่พระอุปัชฌาย์ตั้งฉายาให้ว่า “กุลเชฏฺโฐ” ไว้ดังนี้
“พอได้รับแต่งตั้งให้เป็นอุปัชฌาย์ได้เพียง ๕ วัน
ก็มาอุปสมบทข้าพเจ้าเป็นนาคแรก
นับว่าข้าพเจ้าเป็นนาคแรกที่สุดของท่าน
ท่านจึงได้ตั้งฉายาให้ข้าพเจ้าว่า “กุลเชฏฺโฐ”
แปลว่า พี่ชายคนใหญ่ที่สุดของหมู่ของพวกในวงศ์ตระกูลนี้”... -
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอังคารที่ ๓ พฤษภาคม ๒๕๖๕
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอังคารที่ ๓ พฤษภาคม ๒๕๖๕ -
"อานาปานสติ" (หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี)
.
"อานาปานสติ"
" .. "อานาปานสติ" เป็นอนุสสติที่ ๙ ที่ท่านแสดงไว้ในตำราว่า "ให้พิจารณาลมหายใจเข้านับหนึ่ง หายใจออกนับเป็นสอง" อยู่อย่างนี้เรื่อยไป จนกว่าจิตจะรวมสงบลงได้ เรียกว่า "อานาปานสติ" ถ้าจิตยังไม่สงบลงก็ให้พิจารณาอยู่อย่างนั้นเรื่อยไป
เมื่อจิตสงบสู่ภวังค์แล้ว "จะวางคำบริกรรมที่ว่าลมหายใจเข้าหนึ่ง ลมหายใจออกนับเป็นสองนั้นเสีย" จะคงเหลือแต่ความสงบสุขนั้นอย่างเดียว แท้ที่จริงลมหายใจเข้าลมหายใจออก "เป็นแต่เพียงคำบริกรรม" เพื่อให้จิตรวมเข้ามาเป็นหนึ่งเท่านั้น
"เปรียบเหมือนกับเหยื่อส่อปลา ให้มากินเบ็ดเท่านั้นเอง" เมื่อปลากินเบ็ดแล้วเหยื่อนั้นเขาไม่ต้องการอีก เขาต้องการเอาปลาต่างหาก อันนี้ก็ฉันนั้น "เราต้องการให้จิตสงบนึ่งต่างหาก" เมื่อจิตสงบไม่แส่ส่ายแล้วก็ไม่ต้องบริกรรมต่อไป .. "
"อานาปานสติ" (หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี)
วัดหินหมากเป้ง อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย
๑๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๒๒
หน้า 108 ของ 440