คลังเรื่องเด่น
-
"พุทโธนี่ดีหนักหนา" (หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี)
.
"พุทโธนี่ดีหนักหนา"
" .. "พุทโธ นี่ดีหนักหนา สารพัดปราบได้ทุกสิ่งทุกอย่าง" ตั้งสติแน่วใน "พุทโธ อันเดียว สามารถที่จะระงับทุกข์โศกโรคภัยทั้งหมด" ถ้าไม่เชื่อก็ลองดูสิ ความโกรธความฉุนเฉียวเกิดขึ้นมา "ก็ตั้งสตินึกถึง "พุทโธ" เดี๋ยวก็หายหมด" อายพระพุทธเจ้าอายพุทโธ "นี่แหละ พุทโธดีอย่างนี้"
"ที่มันไม่หายเพราะไม่ได้ตั้งสติให้แน่วแน่" กำหนดพุทโธเฉย ๆ หลอก ๆ "พุทโธ เลยไม่อยู่กับเรา" พุทโธพระพุทธเจ้าหายหมด "มันก็มีแต่กิเลสเข้ามาครอบงำมีแต่ความโกรธวุ่นวายหมด" ความโลภ ความโกรธ ความหลง เป็นภัยอันตรายอย่างยิ่ง
ถ้าหากเราไม่มีสติตั้งอยู่ในพุทโธแล้ว "สารพัดจะทำตัวของเราให้เป็นไปต่าง ๆ นา ๆ จนกระทั่งคิดประทุษร้ายประหัตประหารฆ่าฟันผู้อื่น" ได้ทุกประการ
"ถ้าตั้งสติกำหนดพุทโธไว้ พุทโธมาอยู่แทนที่" ความโกรธก็เลยหายจากใจหมด "ฉะนั้นอย่าลืมให้ระลึกถึงพุทโธอยู่เสมอ จึงจะเป็นผลให้สำเร็จประโยชน์แก่ตน เอาพุทโธตัวเดียวเท่านั้นแหละไว้ให้มั่น" ตั้งสติกำหนดลงให้จริง ๆ จัง ๆ ในที่เดียวนี่แหละ .."
"การฝึกหัดกัมมัฏฐาน"(หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี)
วัดหินหมากเป้ง ๒๐ กรกฏาคม ๒๕๒๕ -
คนบางคน เมื่อยังไม่ถึงเวลา...
คนบางคน เมื่อยังไม่ถึงเวลา...
"... จะไปยัดเยียดธรรมะให้ อย่างไร
ก็ไม่ฟัง
... แต่พอถึงเวลาของเขา เขาอาจเอา
จริงเอาจัง
... จนแซงใครๆ กลายเป็นครูบาอาจารย์
ขึ้นมา... อีกคนหนึ่งก็เป็นได้ ทุกอย่างไม่แน่
แต่ ที่แน่ๆ... ควรต้องรักษาจิตของเจ้าของให้ดีไว้ก่อน"
หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ
Credit: ขอขอบพระคุณที่มาจาก Facebook ธรรมะพระอรหันต์ สายหลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล โดย คณะสายเทอดพงศ์ -
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันจันทร์ที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๖๕
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันจันทร์ที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๖๕ -
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอาทิตย์ที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๖๕
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันอาทิตย์ที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๖๕ -
เราจำเป็นต้องพกวัตถุมงคลหรือไม่ ?
ถาม : วัตถุมงคลจำเป็นต้องมีหรือไม่ ?
ตอบ : ถ้าเรามั่นใจในความดี นึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ได้เป็นปกติ ไม่ต้องมีก็ได้ แต่คราวนี้เนื่องจากว่าเราเองต่อให้เก่งขนาดไหน โอกาสเผลอย่อมมี ในเมื่อโอกาสเผลอมี ถ้าหากว่ามีพระติดตัวไว้หน่อยก็จะมั่นใจได้มากกว่า
ถาม : (ไม่ได้ยิน)
ตอบ : ได้..สำคัญที่ว่าเรานึกถึงพระได้ไหม ? ตื่นเช้ามาขออาราธนาบารมีท่านช่วยคุ้มครองรักษา ถ้าวันนี้เราหมดอายุขัยตายลงไป หรือเกิดอุบัติเหตุอันตรายถึงแก่ชีวิต ก็ขอไปอยู่กับท่าน ให้ตั้งใจอย่างนั้น
ถาม : ควรเลือกวัตถุมงคลแบบไหน ?
ตอบ : ความจริงจะบอกว่าเอาที่เราศรัทธา แต่บางคนก็บอกว่าต้องตรงกิเลส คือเลือกเอาที่เราชอบด้วย
.....................................
พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร. วัดท่าขนุน
www.watthakhanun.com -
ร่วมบุญแล้วรับวัตถุมงคลที่ระลึกไว้เพื่อเป็นอนุสติ
ถ้าหากว่าญาติโยมทั้งหลายได้พินิจพิจารณาดู จะเห็นว่าตลอดระยะเวลาที่กระผม/อาตมภาพได้ทำงานด้านนี้มาเกิน ๓๐ ปีแล้ว จะไม่มีการบอกกล่าวเพื่อหาเจ้าภาพใหญ่มารับผิดชอบในงานต่าง ๆ แต่จะอาศัยการที่ญาติโยมทั้งหลายร่วมกับทำบุญคนละ ๕ บาท ๑๐ บาท ๒๐ บาท ๕๐ บาท ๑๐๐ บาท ในลักษณะอย่างนี้มาโดยตลอด
ทุกท่านก็จะได้มีส่วนร่วมในบุญต่าง ๆ กับทางวัดท่าขนุนโดยทั่วถึงกัน เนื่องเพราะกระผม/อาตมภาพเห็นว่า ถ้าหากว่ามีเจ้าภาพใหญ่ ก็จะทำให้การทำบุญนั้นอยู่ในวงแคบ มีผู้มีโอกาสร่วมบุญแค่ไม่กี่คนเท่านั้น
ตรงจุดนี้ไม่ใช่ว่าวัดท่าขนุนหาเจ้าภาพใหญ่ไม่ได้ วัดท่าขนุนมีบุคคลที่ปวารณาเอาไว้ในระดับที่ว่า ให้กระผม/อาตมภาพสร้างหนี้ได้ตามใจชอบ ถึงเวลาจะจัดการ "เคลียร์" หนี้ให้ ถ้าบอกนามสกุลมา พวกเราก็จะร้องอ๋อกันทั้งประเทศ
แต่กระผม/อาตมภาพไม่เคยไปรบกวนท่านทั้งหลายเหล่านี้เลย เพราะรู้ดีว่าถ้าให้ท่านทำคนเดียว ก็จะไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ต้องการให้พวกเราทุกคนตัดความโลภด้วยการให้ทาน ตัดโทสะด้วยการรักษาศีลและปฏิบัติในพรหมวิหาร ๔ ตัดโมหะด้วยการใช้ปัญญาพิจารณาให้รู้แจ้งเห็นจริง... -
"เคยมาเกิด เคยมาตาย" (หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร)
.
"เคยมาเกิด เคยมาตาย"
" .. ความจริงแล้วคนเราทุกคน "เคยมาเกิดเคยมาตาย" มีสุขมีทุกข์อยู่ในโลกมนุษย์ เทวโลก พรหมโลก เปรตโลก ยมโลก นรกอเวจี อสุรกาย "มันเคยเกิดเคยตายอย่างนี้มา" เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานก็เคยเกิด เกิดเป็นสัตว์น้ำ สัตว์บก สัตว์ปีก สัตว์ไม่มีปีก สัตว์สองเท้า สี่เท้า มากเท้า ไม่มีเท้า ก็เคยเกิดกันมาอย่างนี้ตายมาอย่างนี้
"แต่จิตนี้มันยังโง่เขลาเบาปัญญา ภาวนายังไม่ถึงก็เลยมีความลุ่มหลงมัวเมา" แทนที่เราเกิดมาเป็นคน ไม่ควรให้ใจคิดไปในที่จะไปสู่อบาย คือว่าทางต่ำ "เราต้องหน่วงเหนี่ยวอารมณ์เอาพระพุทธเจ้า พระอริยเจ้าทั้งหลายเป็นอารมณ์" เมื่อเรามีพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ มีภาวนาในใจแล้ว "สิ่งที่เราว่าทำไม่ได้ ปฏิบัติไม่ได้ เป็นไปไม่ได้นั้น มันก็เป็นไปได้อยู่" มันขึ้นอยู่กับความตั้งใจของแต่ละบุคคล .. "
"ถ้าตั้งใจจริงย่อมมีเวลาภาวนา"
พระญาณสิทธาจารย์ (หลวงปู่สิม พุทฺธาจาโร)
๕ พฤษภาคม ๒๕๑๙ -
ปรารถนาเป็นอะไร ผู้รู้ ผู้เห็น หรือผู้บรรลุผลสำเร็จ
ปรารถนาเป็นอะไร ผู้รู้ ผู้เห็น หรือผู้บรรลุผลสำเร็จ
---------------------
พุทธภาวะ โดย ไชย ณ พล ภาค ๑
- การเตรียมพร้อม -
ปรารถนาเป็นอะไร ผู้รู้ ผู้เห็น หรือผู้บรรลุผลสำเร็จ
อ่านโดย นันทนา พงษ์ปฐม
ขอขอบคุณ ดนตรีประกอบ "Calm” Peder B. Helland
YouTube : @Soothing Relaxation @MusicLoverOriginals
website : https://soothingrelaxation.com/
----------
มูลนิธิอุทยานธรรม www.uttayarndham.org -
สัตว์โลกเกิดมาเพราะกรรม
บางคนเกิดมาไม่รู้จักศาสนา เพราะชาติก่อนเขามีนิสัยมาจากสัตว์เดรัจฉาน
บางคนเกิดมาสร้างแต่ความเดือดร้อนแก่ผู้อื่นเพราะชาติก่อนเขามีนิสัยมาจากนรกมาเกิด
บางคนเกิดมารู้จักเสียสละ ทำบุญให้ทาน รักษา ศีล ภาวนา เพราะชาติก่อนเขามีนิสัยมาจากสวรรค์มาเกิด
บางคนเกิดมายากจนเพราะชาติก่อนเขาไม่เคยคิดเสียสละทรัพย์สิน เงินทองข้าวของ ทำบุญให้ทานแก่ผู้อื่น
กรรมจึงจำแนกความเป็นอยู่ของแต่ละคนให้มีความเป็นอยู่ที่แตกต่างกันไปต่างๆนานา
โอวาทธรรม หลวงปู่เปลี่ยน ปญฺญาปทีโป
วัดอรัญญวิเวก อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่
Credit: ขอขอบพระคุณที่มาจาก Facebook ธรรมะ-ชาติ-ชีวิต -
"แผนที่สอบพระโสดาบัน" (หลวงปู่หล้า เขมปัตโต)
.
"แผนที่สอบพระโสดาบัน"
" .. ถ้าอยากทราบว่า "ตนเป็นพระโสดาบันหรือไม่" นั้น ก็มีแผนที่สอบ คือสอบตนว่า ..
- ตนเสียดายอยากล่วงละเมิดศีล ๕ หรือไม่
- เสียดายอยากถือศาสนาอื่นนอกจากศาสนาพุทธไปหรือไม่
- เสียดายอยากจจองเวรท่านผู้อื่นหรือไม่
- เสียดายอยากจะเล่นอบายมุขหรือไม่
- เสียดายอยากจะถือฤกษ์ดียามดีหรือไม่
- เสียดายอยากจะค้าขายเครื่องประหาร
- ค้าขายมนุษย์
- ค้าขายสัตว์เป็นและเนื้อสัตว์ทีตัวฆ่าพื่อเป็นอาหาร
- ค้าขายน้ำเมา
- ค้าขายยาพิษทั้งหลายเหล่านี้หรือไม่
ถ้าไม่เสียดายอยากล่วงละเมิดทั้งหลายเหล่านี้แต่ต้นมา ก็ตัดสินเอาเองว่า "เรานี้แหละพระโสดาบัน" ถ้าไม่อย่างนี้แล้ว ก็เป็นโมฆะทั้งนั้น .."
"ธรรมะ หลวงปู่หล้า เขมปัตโต"
(หลวงปู่หล้า เขมปัตโต) -
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันเสาร์ที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕๖๕
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันเสาร์ที่ ๒๖ มีนาคม ๒๕๖๕ -
เลิกแข่งดี จึงมีสิทธิ์เป็นพุทธชน
เลิกแข่งดี จึงมีสิทธิ์เป็นพุทธชน
---------------------------------------
ชัยชนะในสนามรบ | พุทธภาวะ
พุทธภาวะ โดย ไชย ณ พล ภาค ๒
-----------
อ่านโดย นันทนา พงษ์ปฐม
ขอขอบคุณ ดนตรีประกอบ "Calm” Peder B. Helland YouTube : @Soothing Relaxation @MusicLoverOriginals website :
https://soothingrelaxation.com
----------
มูลนิธิอุทยานธรรม www.uttayarndham.org สรรพสัจจะ https://line.me/R/ti/p/@340srzek -
"น้ำแก้วหนึ่ง" หรือ "ลำธารหนึ่งสาย"
มีพระหนุ่มรูปหนึ่ง อารมณ์ไม่ค่อยเบิกบานสักเท่าไร แต่ละวันมีเรื่องขุ่นเคืองใจ ไม่พอใจอยู่เสมอ เวลานั่งสมาธิ ถ้ายินเสียงคนพูดคุยกันก็ไม่พอใจ บางครั้งตบะแตกก็ไปต่อว่าคนที่พูดคุยกัน เวลากวาดใบไม้ก็บ่นว่าใบไม้ร่วงเยอะ กวาดไปก็หงุดหงิดไป เวลาทำงานก็มักรู้สึกว่าถูกเพื่อนกินแรงอยู่เสมอ บางทีเขียนหนังสือแล้วปากกาฝืด ก็โมโหขว้างปากกาทิ้ง ทั้งหมดนี้อยู่ในสายตาของหลวงพ่อมาตลอด
วันหนึ่งหลวงพ่อบอกให้พระหนุ่มไปเอาเกลือจากในครัวมาหนึ่งห่อ เอาน้ำมาหนึ่งแก้ว แล้วก็ให้เทเกลือครึ่งหนึ่งลงไปในแก้ว จากนั้นก็ให้พระหนุ่มชิมน้ำนั้นดู แล้วถามว่าเป็นอย่างไร พระหนุ่มก็ตอบว่า เค็มมากครับหลวงพ่อ ทีนี้หลวงพ่อก็พาไปที่ลำธาร เอาเกลือที่เหลือโรยลงไปในลำธาร แล้วให้พระหนุ่มชิมน้ำในลำธาร
หลวงพ่อถามว่าเป็นอย่างไรบ้าง พระหนุ่มตอบว่าจืดครับหลวงพ่อ ในใจก็สงสัยว่าหลวงพ่อตั้งใจจะสอนอะไรหรือ หลวงพ่อให้พระหนุ่มคิดสักพัก พระหนุ่มก็คิดไม่ออก หลวงพ่อจึงบอกพระหนุ่มว่า ความทุกข์ก็เหมือนกับเกลือ มันจะเค็มหรือไม่ขึ้นอยู่กับใจเราว่าเป็นแค่น้ำแก้วหนึ่ง หรือเป็นลำธารหนึ่งสาย
ความทุกข์ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเรามันเป็นอย่างนั้น... -
ระดับของกำลังใจ
ระดับของกำลังใจ
ถาม : ทำอย่างไรเราจึงจะรู้ว่าบารมีเราจัดอยู่ในระดับใด ? และจะฝึกอย่างไรให้บารมีเกิดขึ้นได้ สำหรับผู้ที่เรียกตัวเองยังบารมีอ่อน ยังไม่เข้มแข็ง เวลาโดนกระทบจะทำกำลังใจตก แล้วบารมีเสื่อมได้ไหม ?
ตอบ : บารมีก็คือกำลังใจ มีอยู่ ๓ ระดับด้วยกัน คือ สามัญบารมี (บารมีขั้นต้น), อุปบารมี (บารมีขั้นกลาง), ปรมัตถบารมี (บารมีขั้นสูงสุด) ในแต่ละขั้นก็ยังมีอย่างหยาบ อย่างกลาง อย่างละเอียด รวมเป็น ๓ ระดับ ๙ ขั้น อยากรู้ว่าตัวเองอยู่ในบารมีระดับไหน ก็พิจารณาดูได้
ถ้าเป็นสามัญบารมีขั้นต้นนี่ เรื่องของทาน ศีล ภาวนา ไม่รู้เรื่องเลย สามัญบารมีขั้นกลาง บอกให้ทานก็รู้สึกเสียดาย ให้ไปก็เสียดายแทบจะขาดใจ แต่ถ้าสามัญบารมีขั้นปลาย ให้ทานได้ แต่ถ้าบอกให้รักษาศีลหรือเจริญภาวนา ก็จะไม่รู้เรื่องเลย
อุปบารมีขั้นต้นให้ทานได้ บอกให้รักษาศีลร้อยวันพันปีจึงจะเข้าใจเสียที ส่วนใหญ่จะเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา อุปบารมีขั้นกลางให้ทานได้ รักษาศีลยังขาดตกบกพร่องไปเรื่อย ถ้าเป็นอุปบารมีขั้นปลาย ให้ทานได้ รักษาศีลได้ แต่บอกให้เจริญภาวนา ฟังยังไม่เข้าใจ เหมือนตักน้ำรดหัวตอ
ปรมัตถบารมีขั้นต้น ให้ทานได้ รักษาศีลได้... -
"ปัญญาเกิดจากสมาธิภาวนา" (หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
.
"ปัญญาเกิดจากสมาธิภาวนา"
" .. เราต้องฝึกจิตใจนี้ให้มันสงบลงไป "โดยที่เราตั้งสติกำหนดลมหายใจเข้าหายใจออก" อธิษฐานใจถึงคุณพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ มาเป็นที่พึ่งของตน แล้วทีนี้ "ก็ตั้งสติกำหนดรู้ลมหายใจเข้าหายใจออกอยู่อย่างนั้น" เพื่อประสงค์ที่จะไม่ให้จิตมันคิดไปภายนอก
การที่เราเพ่งลมหายใจเข้า หายใจออกอยู่ในปัจจุบันนี้ ให้พากันเข้าใจความหมาย "ถ้าหากว่าไม่ยึดเอาลมหายใจเข้าออกนี้เป็นอารมณ์อยู่แล้ว มันไม่อยู่" .. จิตนี้มันไม่ตั้งอยู่ในปัจจุบันนี้ได้ "มันเคยคิดไปยังไง มันก็คิดส่งออกไปข้างนอกโน่น" ให้พากันเข้าใจ
ทำอะไรไม่เข้าใจความหมายนั้น มันไม่ตั้งใจทำหรอก เพราะมันไม่รู้จักจุดหมาย เพราะฉะนั้น "จึงได้ชี้แจงจุดหมายให้ฟัง" ขอให้จำเอาไว้ เพื่อให้จิตใจมันสงบลงเป็นหนึ่งเท่านั้น
"ในขั้นแรกนี้ไม่ได้มุ่งว่าจะให้มีปัญญา" จะให้รู้นั่นรู้นี้ ยังก่อน ในขั้นนี้ไม่ต้องการรู้อะไร "เพียงแต่จะให้ใจมันสงบลงเป็นหนึ่ง ให้มันหยุดคิดส่งออกไปข้างนอก" นี่ความหมายนะ
ให้มันสงบแน่วอยู่ภายในนี้ "พร้อมด้วยสติประคับประคองอยู่" เมื่อเราประคับประคองจิตที่มันสงบอยู่นั้นไปพอสมควร... -
ความอยากที่เป็นมรรค (หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน)
"... ผู้ปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์ อย่าปล่อยให้ความอยากเข้าไปเป็นหัวหน้าชักจูงหรือลากถูไป
... ความอยากของสามัญชนนั้น ร้อยทั้งร้อย มักเป็นกิเลสเสมอ ส่วนความอยากที่เป็นไปด้วยเหตุผลนั้น
... เป็นมรรค เช่น อยากทำบุญให้ทาน อยากรักษาศีล อยากทำสมาธิภาวนา อยากพ้นทุกข์ เหล่านี้จัดเป็นมรรค
... มุมานะเพื่อรบกับกิเลส หรือต่อสู้กับกิเลสเหล่านี้ จัดเป็นมรรค เป็นความคิดที่ถูก เพราะเป็นเครื่องหนุนให้มีกำลังใจ
... เพื่อต่อสู้กับกิเลส จนได้ชัยชนะ ถ้าไม่มีกำลังใจ ไม่มีการมุมานะ การปฏิบัติก็ไม่มีกำลัง และไม่สำเร็จประโยชน์เท่าที่ควร... "
โอวาทธรรม หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
วัดป่าบ้านตาด อ.เมือง จ.อุดรธานี
Credit: ขอขอบพระคุณที่มาจาก Facebook ธรรมะพระอรหันต์ สายหลวงปู่เสาร์-หลวงปู่มั่น โดย คณะเมตตาธรรม -
ไถ่ชีวิตสัตว์เพื่อไปปล่อยช่วยบรรเทากรรม
"อาตมามีโรคประจำตัวคือมาลาเรียเรื้อรัง เป็นมาตั้งแต่อายุ ๒๒ ปี จนถึง ๖๑ ปีแล้ว ไม่มีใครรักษาได้ ไม่ว่ายาตำรานั้นจะดีขนาดไหน ยาแผนโบราณ ยาแผนปัจจุบัน ยาพระบอก ยาผีบอก ฉันยาไปแล้วรวมกันน่าจะเกิน ๑๐ ตัน สภาพร่างกายย่ำแย่ เพราะว่ายาบางตัวนั้น บีบจนตัวเราจะตาย แต่เชื้อโรคกลับไม่ตาย..!
ขนาดนั้นก็ไม่มีทีท่าว่าจะหายได้ มียาอยู่ตัวหนึ่งที่ไปกดภูมิคุ้มกัน ทำให้อาตมาเป็นคนไม่มีภูมิคุ้มกัน เหมือนกับคนเป็นโรคเอดส์ ใครเป็นโรคอะไรติดเชื้อผ่านมาใกล้ อาตมาจะเป็นไปด้วยทันที ทุกครั้งที่ต้องพบปะกับผู้อื่น มักจะได้โรคภัยไข้เจ็บมาเสมอ โดยเฉพาะช่วงรับสังฆทานและสอนกรรมฐานต้นเดือน ต้องนอนซมไปอย่างน้อยก็ ๒ - ๓ วัน"
"เมื่อไวรัส covid-๑๙ ระบาด อาตมาก็คิดว่าแย่แน่ งานนี้คงจะรับมาแล้วเป็น Super spreader ได้แพร่ให้กับผู้อื่นโดยไม่ต้องนับ กลายเป็นคนดังของโลกอย่างแน่นอน
ช่วง ๒ - ๓ วันนี้ มีอาการเจ็บคอ ก็หลงดีใจว่าเราได้รับเชื้อแล้ว จะได้ทำการแพร่กระจายตามประสาคนมีเมตตามาก ต้องเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่คนอื่นให้เต็มที่ แต่ที่ไหนได้..ดันมีน้ำมูกตามมาด้วย...!
จากเอกสารการระมัดระวังป้องกันเบื้องต้น ที่ทางราชการแจกให้... -
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันศุกร์ที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๖๕
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันศุกร์ที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๖๕ -
"ศีลเป็นเครื่องรับรองความบริสุทธิ์" (หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน)
.
"ศีลเป็นเครื่องรับรองความบริสุทธิ์"
" .. ศีล มีหลายประเภท นับแต่ ศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ ถึง ศีล ๒๒๗ ตามประเภทของบุคคลที่จะควรรักษาให้เหมาะแก่เพศและวัยของตน "เฉพาะศีล ๕ เป็นศีลที่จำเป็นที่สุดสำหรับฆราวาส" ผู้เกี่ยวข้องกับสังคมหลายชั้น "จึงควรมีศีลเป็นเครื่องรับรองความบริสุทธิ์ของตน" และรับรองความบริสุทธิ์ของกันและกันต่อส่วนรวมที่เกี่ยวแก่ผลได้เสีย อันอาจเกิดมีได้ในวงงานและสังคมทั่วไป
"คนมีศีล ๕ ประจำตนคนเดียวหรือ ๒ คนเข้าทำงาน" ในวงงานหนึ่งงานใดจะเป็นงานบริษัทห้างร้าน หรืองานรัฐบาลซึ่งเป็นงานแผ่นดินก็ตามจะเห็นได้ว่า "คนมีศีล ๕ เพียงคนเดียวหรือ ๒ คนนั้น จะได้รับความนิยมชมชอบความไว้วางใจในกิจการต่าง ๆ มีการเงิน เป็นต้น" จากชุมนุมชนในวงงานนั้น ๆ เป็นอย่างดียิ่ง .. "
"ปัญญาอบรมสมาธิ" พระธรรมวิสุทธิมงคล
(หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน) -
ไปพระนิพพานได้ แต่ไม่ยอมไป..!
ไปพระนิพพานได้ แต่ไม่ยอมไป..!
ถาม : ผมรู้จักเด็กคนหนึ่งที่ลพบุรี มีความรู้สึกว่าเขาปฏิบัติได้ดีกว่าผม ไปได้ไกลกว่าผม แต่ว่าทำไมเขายังอยากที่จะเกิดอยู่ ?
ตอบ : กำลังใจมีอยู่ ๒ ประเภท ประเภทหนึ่งเรียกว่าพระโพธิสัตว์ อีกประเภทหนึ่งก็คือ สาวกภูมิ
สาวกภูมินั้น ถ้าหากว่าเคยเป็นพระโพธิสัตว์ ท่านได้ละความปรารถนาแล้ว จะตั้งหน้าตั้งตาทำความดีจนเข้าถึงที่สุดไปเลย
ท่านที่อยากเกิดอีกส่วนใหญ่จะเป็นพระโพธิสัตว์ ท่านยังมีภาระหน้าที่ที่ท่านจำเป็นต้องทำอยู่ ท่านจึงขอเกิดใหม่ ฉะนั้น..ถึงกำลังใจท่านจะสูงกว่า ก็ไม่ได้หมายความว่าท่านจะไปนิพพานเลย
ถาม : ลักษณะอย่างนี้ก็น่าแปลกใจ คืออยู่ในลักษณะที่ไปนิพพานได้ แต่ไม่ยอมไป ?
ตอบ : คือถ้าไป เขาไปได้ง่ายกว่าเรา แต่ว่าของเขาเองจริง ๆ แล้วส่วนใหญ่ประกอบไปด้วยเมตตามาก ตั้งใจจะสงเคราะห์คนอื่นเขาอย่างพระอษิติครรภโพธิสัตว์ นั่นคนจีนเรียกว่า ตี่จั๊งผู้สัก
ท่านอธิษฐานไว้ว่า ถ้าตราบใดที่อบายภูมิยังมีดวงจิตเหลืออยู่แม้แต่ดวงเดียว ท่านก็จะยังไม่ยอมเข้าพระนิพพาน ท่านจะสงเคราะห์ก่อน ก็เลยไม่เห็นที่สุดเลยว่าองค์นี้ท่านจะไปนิพพานเมื่อใด เพราะในอบายภูมินี่เหลือจะคณานับ... -
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพฤหัสบดีที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๖๕
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพฤหัสบดีที่ ๒๔ มีนาคม ๒๕๖๕ -
"ต้นหาย กำไรสูญ ชีวิตนี้ก็ขาดทุน" (หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต)
.
"ต้นหาย กำไรสูญ ชีวิตนี้ก็ขาดทุน"
" .. "ต้นหาย กำไรสูญ" เปรียบเสมือนคนเราบางคนที่ตั้งอกตั้งใจทำการทำงาน จะประกอบการค้าขาย หรือทำกิจการงานอะไรก็ดี ตั้งแต่เยาว์วัยจนกระทั่งเป็นหนุ่มเป็นสาวและแก่เฒ่าแก่ชรา "ในที่สุดและถึงพร้อมด้วยความร่ำรวยสมบูรณ์พูนสุข" สร้างบ้านสร้างเรือน "สร้างหลักฐานได้อย่างมั่นคง ตลอดจนสร้างเกียรติยศ สร้างชื่อเสียง จนได้ลาภได้ยศ ได้สรรเสริญ" ประสบความสำเร็จในชีวิตทางโลก ทุกสิ่งทุกอย่าง
แต่คนบางคนที่กล่าวถึงเหล่านี้ "เมื่อถึงกาลเวลาอันสมควร ซึ่งที่จริงก็เป็นการเพียงพอแล้วสำหรับทรัพย์สมบัติในทางโลก" ที่ได้สร้างสมมามากแล้ว "ก็ควรจะหยุด เพื่อรีบสร้างสมสิ่งที่เป็น อริยทรัพย์ ในบั้นปลายของชีวิต" ให้มากที่สุดเท่าที่จะกระทำได้บ้าง
"แต่เขาเหล่านั้นก็หาได้มีความหยุด ความยั้ง ความละ ความปล่อย ความวาง" ในทรัพย์สมบัติที่หามาได้เหล่านั้นไม่ มุ่งหน้าที่จะคิดอ่านประกอบกิจการงาน ให้มีความเจริญก้าวหน้ายิ่ง ๆ ขึ้นไปเรื่อย ๆ "โดยไม่คำนึงถึงว่า สักวันหนึ่ง ไม่ช้าก็เร็ว ความตายก็จะต้องมาถึงเข้าอย่างแน่นอน"
ในที่สุดร่างกายของเขาก็ถึงซึ่งความแตกดับจริงๆ และย่อยยับสูญหายไป... -
ไม่ใช่มารอจิตสุดท้าย...
หลังจากที่ร่างกายตายไปแล้วนี้
ไม่ต้องมานึกถึงจิตสุดท้ายหรอก
นึกถึงยังไงก็นึกไม่ออก
เพราะตอนนั้นบัญชีบุญ บัญชีบาป
มันจะเป็นผู้มาจัดการกับจิตของเรา
ถ้าเราอยากจะให้จิตเราไปทางที่ดี
เราต้องทำบุญให้มันมากกว่าบาป
ไม่ใช่มารอจิตสุดท้าย
โอวาทธรรม หลวงพ่อสุชาติ อภิชาโต
วัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร จังหวัดชลบุรี
Credit: ขอขอบพระคุณที่มาจาก Facebook ธรรมะ-ชาติ-ชีวิต -
ถ้าเรายังเกิดเป็นมนุษย์อีก ก็จะพบกับความเสื่อมโทรมแบบนี้
ถ้าเรายังเกิดเป็นมนุษย์อีก ก็จะพบกับความเสื่อมโทรมแบบนี้
ทุกข์ภายใน คือ การประกอบอาชีพของเราก็ทุกข์ ยังทุกข์ภายนอก จากคนแสวงหาอำนาจที่ไม่เป็นธรรม
ฉะนั้นทางที่ดีของเรา ตัดสินใจไปนิพพานกันดีกว่า ลีลาการนิพพานเป็นของไม่ยาก ยึดอารมณ์ พระโสดาบัน เข้าไว้ ตามที่กล่าวมาแล้ว คือ
๑. มีความรู้สึกว่าชีวิตนี้จะต้องตาย ไม่ประมาท
๒. เคารพพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ด้วยความมั่นคง ทรงศีลตามฐานะให้บริสุทธิ์ จิตตั้งไว้เพื่อพระนิพพาน
ถ้ารักษากำลังใจได้อย่างนี้นั้น ขึ้นชื่อว่าบาปกรรมทำลามกทั้งหมดที่มีมาแล้วในกาลก่อน จะไม่สามารถนำบรรดาท่านศาสนิกชนสาวกขององค์สมเด็จพระชินวร ให้ไปอบายภูมิได้ มีทางเดียวไปสวรรค์ อย่างต่ำ ต่อไปไปพรหม และต่อไปก็ไปพระนิพพาน ดีไม่ดี ถ้าบารมีของท่านแก่กล้าก็ไปนิพพานในชาตินี้
จากหนังสือ รวมคำสอนธรรมปฏิบัติของหลวงพ่อพระราชพรหมยาน เล่ม ๙ หน้า ๓๑
ขอบคุณที่มา ศูนย์พุทธศรัทธา สำนักปฏิบัติพระกรรมฐานสาขาวัดท่าซุง www.BuddhaSattha.com -
อานาปานุสสติกรรมฐาน ธรรมโอวาทหลวงพ่อฤๅษี วัดท่าซุง
อานาปานุสสติกรรมฐาน
ธรรมโอวาทหลวงพ่อฤๅษี วัดท่าซุง
สำหรับอานาปานุสสติกรรมฐาน ผมขอแนะนำให้ทุกท่านใช้ทุกอิริยาบถที่ทรงอยู่ จำไว้ให้ดีด้วยนะ ถ้าว่าท่านใช้ทุกอิริยาบถที่ทรงอยู่ล่ะก็ อารมณ์จิตมันเลี้ยวเข้าไปหาความเลวไม่ได้ จะมีเวลาว่างเพื่อสร้างความเลวตรงไหน จะกินอยู่ก็ดี จะเดินอยู่ก็ดี จะนั่งอยู่ จะนอนอยู่ จะทำการงานอยู่ จะพูดจาปราศรัยก็ดี ให้เอาใจของทุกท่านกำหนดจับอานาปานุสสติกรรมฐานไว้เป็นปรกติ จำได้ไหม
และก็ลองคิดดูทีเถอะว่า ถ้าเราเอาจิตไปจับอานาปานุสสติกรรมฐานไว้เป็นปกติ จิตมันไม่มีเวลาว่างจากการกำหนดรู้ลมหายใจเข้าหายใจออก แล้วก็จิตดวงนี้ มันจะเอาอารมณ์เลวมาจากไหน อกุศลกรรมใดๆที่ไหน จะเข้ามาแทรกจิตได้
ขอบคุณที่มา ศูนย์พุทธศรัทธา สำนักปฏิบัติพระกรรมฐานสาขาวัดท่าซุง www.BuddhaSattha.com -
พุทธานุสสติ ทรงอารมณ์ได้ถึงฌาน ๔ โดยหลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดท่าซุง
พุทธานุสสติ ทรงอารมณ์ได้ถึงฌาน ๔
โดยหลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดท่าซุง
แทนที่เราจะภาวนาเฉยๆ เราก็ จับภาพพระพุทธรูป
กำหนดภาพไว้ ลืมตาดูภาพพระพุทธรูปองค์ใดองค์หนึ่งก็ได้
นึกถึงภาพพระพุทธรูปองค์ใดองค์หนึ่งก็ได้ ที่เราต้องการ
เรามีความเลื่อมใสพอใจอยู่ เวลาจับลมหายใจเข้าออก
ภาวนาว่า พุทโธ ก็นึกภาพขององค์สมเด็จพระบรมครู
จะเป็นพระพุทธรูปก็ได้ ให้ปรากฏอยู่ในใจ
ไม่ใช่ไปนั่งคอยให้ภาพลอยมาแบบนี้ใช้ไม่ได้
ภาวนาไปแล้วก็นึกถึงภาพไปด้วย จะนึกอยู่ในอก
ให้เห็นอยู่ในอก หรือเห็นภายนอกก็ได้ไ่ม่จำกัด
ถ้านึกถึงภาพนั้นตามภาพเดิม อย่างนี้เรียกว่า
อุคคหสมาธิ หรือ อุคคหนิมิต
ถ้าภาพเดิมนั้นขยายไป เปลี่ยนแปลงไปชักจะใหญ่ขึ้น
จะสูงขึ้น จะเล็กลง แล้วก็มีสีสันวรรณะ เริ่มเปลี่ยนแปลง
ไปทีละน้อยๆ จากสีเดิมกลายเป็นสีจางไปนิดหน่อย
จางลงไปจางลงไป แต่เรารู้สึกอารมณ์จิตนึกเห็นชัด
นึกเห็นนะไม่ใช่ภาพลอยมา อารมณ์จิตนึกเห็น
จนกระทั่งปรากฏเป็นแก้วใส อย่างนี้ก็ชื่อว่าเป็น
อุปจารสมาธิตอนกลาง
ตอนนี้แก้วใสที่กลายเป็นแก้วประกายพรึก
แพรวพราวไปหมดทั้งองค์ จิตใจสามารถจะบังคับ
ให้ภาพนั้นเล็กก็ได้ จะให้ใหญ่ก็ได้ สูงก็ได้ ต่ำก็ได้... -
คนที่เจริญพระกรรมฐานได้มโนมยิทธินี่ จะไปสวรรค์ทุกคนไหม?
คนที่เจริญพระกรรมฐานได้มโนมยิทธินี่ จะไปสวรรค์ทุกคนไหม?
โดย หลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดท่าซุง
“..วันที่ 20 กรกฏาคม 2522 อาตมาเทศน์ที่ศาลานวราช
ได้เล่าถึงหลวงปู่กล่อม หรือ พระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณ
ธรรมวราลังการ เจ้าอาวาสวัดบุปผาราม ท่านไปสำนัก
ท่านพระยายมราชไปพบผู้หญิงคนหนึ่งกำลังถูกท่าน
พระยายมราชเรียกมาสอบสวน เธอยืนยันว่าก่อนที่เธอจะตาย
เธอเป็นมนุษย์ ความชั่วเธอก็ทำที่เรียกกันว่า ความชั่วเธอก็มี ความดีเธอก็ปรากฏ นั่นคือตามปกติเวลาที่ทำความชั่ว บาปอกุศล เป็นความจำเป็นเธอก็ทำ แต่ว่ายามพลบค่ำ
เธอก็บูชาพระ สวดมนต์ ตอนเช้าก็ใส่บาตร
วันพระก็ไปทำบุญที่วัด จิตใจตั้งอยู่ในอำนาจของกุศล
สลับกันไป ระหว่างความชั่วกับความดี
เมื่อไปถึงสำนักท่านพยายมราช เธอก็นึกถึงความดีขึ้นมาได้
เธอบอกว่า “เธอเคยใส่บาตรกับพระสงฆ์ เธอมีความเคารพ
และเอาจิตจับใจพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์มาก เคยให้ทาน
การกุศล เคยฟังเทศน์” เมื่อเธอนึกถึงความดีได้อย่างนี้ ท่านพระยายมราชก็บอกว่า “ถ้าอย่างนั้นก็ให้เธอไปรับผล
ของความดีก่อน” เมื่อเธอไปแล้ว หลวงปู่กล่อมก็ติดตามไป
และพบว่า เธอไปเป็นนางฟ้าอยู่บนสวรรค์ชั้นจาตุมหาราช... -
การปฏิบัติมุ่งสมาธิอย่างเดียว ทำไป 100 ปีก็ไม่ได้ผล
การปฏิบัติมุ่งสมาธิอย่างเดียว ทำไป 100 ปีก็ไม่ได้ผล
หลวงพ่อฤาษี วัดท่าซุง ตอบปัญหาธรรม
ผู้ถาม หลวงพ่อขอรับ ผมทำสมาธิทุกวัน ๆ ละ
หนึ่ง ชั่วโมง มาเป็นเวลา ๒๐ ปีแล้วครับ
มันไม่ไปเหนือไปไม่ไปใต้เลย
ไม่ทราบว่าติดขัดอะไร หรือมีกรรมเวรประเภทไหน
มาปิดบัง ขอบารมีหลวงพ่อ ช่วยแก้ไขหน่อยเถิดขอรับ?
หลวงพ่อ สมาธินี่ถ้าทำเฉย ๆ ก็ไม่ไปไหนนะ
มันก็อยู่แค่ ฌาน ถึงฌานหรือเปล่าก็ไม่รู้
น่ากลัวจะไม่ถึงฌาน น่ากลัว ตะเกียกตะกายอยู่ข้างฌาน
มันขึ้นฌานไม่ไหว ไต่บันไดแกร๊ก ๆ แต่ความจริง
ถ้าเรื่องสมาธิจริง ๆ นะ ถ้าหากว่าได้จริง ๆ ก็อยู่แค่ฌาน ๔
ฌาน ๔ แล้วก็ไม่ไปไหนละ ก็ทรงตัวบ้าง
เดินหน้าบ้าง ถอยหลังบ้าง ไปข้างหน้า ๑ ก้าว
ถอยหลัง ๕ ก้าว ทีนี้ผลการปฏิบัติจริง ๆ
เขาไม่ได้มุ่งสมาธิ ต้องหวังตัด สังโยชน์
ถ้าจะบอกว่า วิปัสสนาญาณก็จะมากเกินไป
ความจริงถ้ามุ่งตัดสังโยชน์ ก็ต้องดูอารมณ์ใจตัวตัด
ไม่ใช่ดูสมาธิ
อันดับแรก ความโลภ อยากได้ทรัพย์สินของบุคคลอื่น
มีในเราหรือเปล่า เบาลงไปไหม
ประการที่ ๒ ความโกรธ เบาไหม
ประการที่ ๓ ความหลง เบาลงไหม สิ่งที่มีความสำคัญคือ
1. ลืมความตายหรือเปล่า
2. เคารพพระไตรสรณคมน์จริงจังไหม
3.... -
รักษากำลังใจโดยการหยุดอยู่กับปัจจุบัน
หยุดอยู่กับปัจจุบัน
ถาม : มีปัญหาคือว่า ตั้งแต่ช่วงหลังมา ลักษณะการกำหนดดวงใจ จะมีอาการเปลี่ยนแปลงมาก คือเหมือนกับว่า...(ไม่ชัด)...?
ตอบ : ขึ้นอยู่กับเรา ถ้าหากว่าเราส่งใจออกนอก จำไว้เลยนะ อะไรก็ตามที่เป็นปัจจัยให้เราส่งใจออกนอก ก็จะพยายามฉุด พยายามดึง พยายามรั้ง ไม่ให้เราเอาใจกลับเข้ามาข้างใน ปล่อยให้เราฟุ้งซ่านหลงทางไปเรื่อย ถ้าอย่างนั้นโอกาสที่เราจะก้าวหน้าก็ไม่มี มีวิธีเดียว คือ ทำอย่างไรจะรักษาใจของเราให้อยู่ภายใน ให้อยู่กับปัจจุบัน อยู่กับตอนนี้ อยู่กับเดี๋ยวนี้ เพราะว่าสิ่งที่เราฟุ้งซ่านนั้น ส่วนใหญ่ก็คิดไปในอนาคต ว่าต้องเป็นอย่างนั้นต้องเป็นอย่างนี้ หรือไม่ก็คิดย้อนอดีตไป ตอนนั้นถ้าเป็นอย่างนั้นก็ดี ตอนนี้ถ้าเป็นอย่างนี้ก็ดี ไม่ได้อยู่กับปัจจุบัน ก็เลยพาให้กำลังใจของเราพล่านไปหมด หาจุดที่จะสงบนิ่งอย่างแท้จริงไม่ได้
ในเมื่อหาจุดที่สงบนิ่งอย่างแท้จริงไม่ได้ ก็หาความก้าวหน้าไม่ได้ แล้วก็รู้สึกว่าจะโดนดึงออกไปสู่ในทางที่ต่ำได้ง่าย ฉะนั้น..หยุดใจให้เป็น ในเมื่อหยุดเป็นอยู่กับปัจจุบันได้แล้ว ทำอย่างไรให้จิตใจเราเข้มแข็ง ให้สติของเรารู้ทันอำนาจของกิเลสที่เข้ามา ทางตา ทางหู... -
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพุธที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๖๕
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพุธที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๖๕
หน้า 114 ของ 440