คลังเรื่องเด่น
-
อยากทราบเรื่องมาร
อยากทราบเรื่องมาร
ถาม ขอให้อธิบายคำว่า มาร โดยละเอียด
ตอบ มารนั้นหมายถึง สิ่งที่ฆ่าหรือขัดขวางบุคคลให้ตายไปจากคุณงามความดี หรือขัดขวางไม่ให้บรรลุคุณงามความดี ในเวลาที่ตายจากโลกมนุษย์แล้ว ท่านแบ่งไว้ ๕ อย่าง คือ
๑. อภิสังขารมาร มารคือเจตนากรรมในอดีตภพ อันได้แก่ปุญญาภิสังขาร เจตนาอันเป็นบุญได้แก่ เจตนาในมหากุศล ๘ รูปฌานกุศล ๕ อปุญญาภิสังขาร เจตนาคือบาป ได้แก่ เจตนาในอกุศล ๑๒ และอาเนญชาภิสังขาร เจตนาที่ไม่หวั่นไหวคือเจตนาในอรูปฌานกุศล ๔
ก็อภิสังขารมารคือ เจตนาในอภิสังขารทั้ง ๓ นี้เป็นเหตุให้ปฏิสนธิในภพภูมิต่างๆ เมื่อยังต้องปฏิสนธิคือยังต้องเกิดในภพต่างๆ อยู่ย่อมไม่พ้นไปจากความทุกข์ได้ อภิสังขารคือเจตนากรรมเหล่านี้ที่ชื่อว่ามาร ก็เพราะเป็นผู้ทำลายหรือกีดกันปิดกั้นหนทางที่บุคคลจะเข้าถึงความพ้นทุกข์ พูดง่ายๆ ก็คือ อภิสังขารมารนั้นปิดกั้นทางที่จะให้ถึงมรรคผลนิพพาน นี่เป็นมารข้อแรก
๒. กิเลสมาร มารคือกิเลส กิเลสชื่อว่าเป็นมาร เพราะกำจัดขัดขวางมิให้บุคคลกระทำความดี ทำให้บุคคลทั้งหลายต้องได้รับความทุกข์ทั้งในปัจจุบันและอนาคต
๓. ขันธมาร มารคือขันธ์ ๕ ขันธ์ชื่อว่าเป็นมาร... -
อาตมาทำผิดอะไร!“หลวงพ่อเงิน” วัดดอนยายหอม กับการเข้าเฝ้า“ในหลวง ร.๙” เป็นการส่วนพระองค์!!
หลวงพ่อเงิน จันทสุวัณโณ หรือ พระราชธรรมาภรณ์ เป็นพระเกจิอาจารย์ชื่อดังแห่งนครปฐมอีกรูปหนึ่ง ท่านเป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ และเป็นบุคคลที่ประชาชนให้ความเคราพกันเป็นส่วนใหญ่ เป็นพระนักพัฒนา โดยในการพัฒนานั้น ประชาชนก็จะให้ความร่วมมือกันเสมอ งานทุกอย่างจึงสำเร็จลุล่วงได้ดี ท่านได้รับการยกย่องจากประชาชนว่าเป็น “เทพเจ้าแห่งดอนยายหอม”
จนกระทั่งเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๗ มีเรื่องเล่าว่า หลวงพ่อเงิน ได้รับนิมนต์เข้าไปเจริญพระพุทธมนต์ในพระบรมมหาราชวัง แต่เมื่อเสด็จออกมาจากวังแล้วก็มีนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ขับรถตามออกมา พร้อมกับถามว่า..
นายตำรวจ : “หลวงพ่อเงินใช่ไหม?”
หลวงพ่อเงิน : “ใช่”
นายตำรวจ : “หยุดก่อน”
หลวงพ่อเงิน : “อาตมาทำผิดอะไร”
นายตำรวจ : “ไม่ผิดอะไรหรอก แต่ในหลวงมีรับสั่งให้หลวงพ่อเข้าเฝ้าเป็นการส่วนพระองค์”
หลวงพ่อเงิน : “ไม่ดีหรอก อาตมากะเร่อกะร่า เข้าไปจะแลดูรุ่มร่าม ตะกี้พระองค์ท่านก็พบอาตมา ไม่เห็นว่าจะนิมนต์”
นายตำรวจ : “ทรงระลึกได้ว่าใช่หลวงพ่อเงินหรือเปล่า พอแน่พระทัยก็รับสั่งให้กระผมมานิมนต์”
หลวงพ่อเงิน : “กราบทูลท่านได้ไหมว่า จะขอเฝ้าภายหลังในโอกาสหน้า”
นายตำรวจ :... -
อย่าประมาท คิดว่าเราแน่..
หลวงพ่อ( หลวงพ่อฤาษีฯ หรือพระราชพรหมยาน )ไม่อยู่วัด พระลูกวัดอวดเก่ง
มันมีอยู่คราวหนึ่ง หลวงพ่อไม่ค่อยอยู่วัด หลวงพ่อมากรุงเทพฯ พระเก่าๆ หลวงพ่อไม่อยู่ก็ทำ ทำเหมือนหลวงพ่ออยู่ แสดงเหมือนหลวงพ่อ ก็บวงสรวงเองบ้าง คงคิดว่าหลวงพ่อไม่อยู่เราก็ทำพิธีบวงสรวงเองได้ ที่ขึ้นต้นว่า "ปุริมัญจะทิสัง ราชา...." อัญเชิญท้าวมหาราชทั้งสี่ ท่านเป็นพระอนาคามีนี่ เราเป็นพระปุถุชนจะไปสะเออะว่า เราก็แน่เหมือนกัน คิดอย่างนี้อันตรายเหมือนกัน
พระองค์นี้ก็ทำพิธีเชิญแบบหลวงพ่อ หลวงพ่อกลับวัดก็บอกว่า ท้าวมหาราชจะสั่งสอน ทำอย่างไรล่ะ หลวงพ่อขอร้องว่าอย่าเอาให้ถึงตายนะ มันแก่แล้ว อายุตั้ง ๘๐ แล้ว โอ้โฮ...ปาฏิหาริย์จริงๆ ถ้าเป็นธรรมดาต้องตายแน่
♻️ตอนเพลพระองค์นั้นจะลุกมาฉันเพล พอลุกโยงโย่หน้าประตูเท่านั้นแหละ ถีบเลย หล่นลงมาตั้ง ๕ – ๖ เมตร ธรรมดาตรงบันไดท่านเป็นคอนกรีต ไม่ลงตรงคอนกรีต ลงโป๊ะข้างๆ
⚘แหม...น่าตายจัง ถ้าลงตรงคอนกรีตละก็ตายเลย แต่วันนั้นไม่เป็นไร ลงไปนั่งขัดสมาธิแต้อยู่ตรงนั้น เรื่องบวงสรวงนี่สำคัญมากนะ อย่าไปคิดว่าเราแน่ เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้นแหละ สำคัญมาก
✴พระราชภาวนาโกศล(อนันต์ พทฺธญาโณ)... -
“หลวงพ่อฤาษีลิงดำ” เผชิญกับ เปรตพระที่วัดเม็งราย สงสัย ท่าทางสงบ..แต่ทำไมถึงเกิดเป็นเปรตได้ !!
ถึงเป็นพระก็ลงนรกได้!! “หลวงพ่อฤาษีลิงดำ” เผชิญกับ เปรตพระมาขอส่วนบุญ ที่วัดเม็งราย เกิดความสงสัย ท่าทางสงบ..แต่ทำไมถึงเกิดเป็นเปรตได้ !!
เรื่องราวปาฏิหาริย์ และการพบเจอวิญญาณของหลวงพ่อฤาษีลิงดำนั้น ล้วนแฝงไปด้วยพระธรรมคำสอน ทำให้มองเห็นสิ่งที่ดีและสิ่งที่ไม่ดีแฝงไปด้วย อย่างเมื่อในปี พ.ศ.๒๕๑๘ หลวงพอ่ฤาษีลิงดำเล่าว่า อาตมาเดินทางไปภาคเหนือ ได้ไปพักที่วัดเม็งราย จังหวัดเชียงราย คราวก่อนเคยมาพักที่นี่ครั้งหนึ่งแล้ว คราวนั้นอากาศหนาวเมื่อนอนลงไป ก็เห็นพระสงฆ์องค์หนึ่งมีความสวยสดงดงาม กำลังหนุ่มมาโบกพัดให้ อาตมาจึงถามท่านว่า
“อากาศมันหนาว โบกให้ผมทำไม”
ท่านก็บอกว่า
“ไม่เป็นไร ผมโบกให้แล้วมันอุ่น”
และก็อุ่นจริง ๆ แต่มาคราวนี้ไม่พบพระองค์นั้น เมื่อนอนลงไปก็เห็นแต่ผีมาเป็นพันๆ นอนเฉยๆ ไม่ได้เข้าฌาน เห็นผีมากมายมารับส่วนบุญกัน นอนพักทั้งสองคืนพบแต่ผีทุกคืนทั้งตอนเช้ามืดและหัวค่ำ
เมื่อผีมาหาในฐานะที่เป็นสาวกขององค์สมเด็จพระประทีปแก้ว ก็อุทิศส่วนกุศลให้ แต่ทว่าคืนสุดท้ายมีเรื่องพิเศษคือ คืนนั้นเห็นผีมากันมากแล้วก็ผ่านไป ก็เห็นพระสงฆ์เดินมาใหม่ประมาณสัก ๒๐๐ องค์เศษห่มผ้าสีกรัก... -
พุทธัง ธัมมัง สังฆัง แคล้วคลาด ยาย“หลวงปู่เจี๊ยะ”ให้ไว้ โดนพายุซัดหนักหน่วง ยังสงบได้อย่างอัศจรรย์”
พุทธัง ธัมมัง สังฆัง..คาถาแคล้วคลาด ยาย “หลวงปู่เจี๊ยะ”ให้ไว้ แม้โดนพายุซัดหนักหน่วง ยังสงบได้อย่างอัศจรรย์..”หลวงปู่มั่น”ยอมรับว่าดีจริง
คาถาแคล้วคลาด ยายหลวงปู่เจี๊ยะให้ไว้กันภัย แม้แต่หลวงปู่มั่นยังยอมรับว่าดีจริง“พวกเราเป็นพุทธมามกะ” หลวงปู่เจี๊ยะ จุนโท ชี้มาทางพวกเราทั้งหลาย ที่นั่งอ้าปากฟังประวัติที่ท่านเล่าอยู่ “ต้องมีคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มาอยู่ที่หัวใจเรา ไปถูกอะไรมาก็แคล้วคลาด”
สมัยก่อนที่เรายังหนุ่มอยู่นะ ชอบทำมาค้าขาย อยู่นิ่งเฉยไม่เป็น เกิดเป็นคนต้องทำงานฮิ ส่วนมากการทำมาหากินของเรา จะเกี่ยวพันกับน้ำ เราแข็งแรงเก่งทางน้ำ ไปทางน้ำจึงไม่ค่อยกลัว มีอยู่คราวหนึ่งเราไปค้าขายทางเรือ ไปซื้อไม้กระดานโลงที่เกาะช้าง จังหวัดตราด ล่องเรือใบจากจันทบุรีไปที่เกาะช้าง จังหวัดตราด เกาะช้างอุดมสมบูรณ์ดีมีไม้เยอะ เป็นเกาะที่ใหญ่มาก สมันนั้นพวกสัตว์ก็มีเยอะ หาดทรายสวยๆสมัยก่อนไม่มีคนมาก มีแต่พวกชาวบ้านเข้าไปทำสวน ทำประมง ไปทีหนึ่งๆ นอกจากใส่กระดานโลงมาแล้วยังขนฟักทอง กะปิ เต็มลำ นำมาขายที่บ้าน ฟักทองลูกใหญ่ๆ ราคาเพียงสตางค์สองสตางค์เท่านั้น สนุกซื้อ... -
เรื่องเล่าจาก“หลวงพ่อฤาษีลิงดำ” ตายจากพระสงฆ์ไปเกิดเป็นพญานาค มีตะไคร่น้ำรุ่มร่าม!
กรรมพิศวง!! เรื่องเล่าจาก “หลวงพ่อฤาษีลิงดำ” ตายจากพระสงฆ์ไปเกิดเป็นพญานาค แต่รูปร่างไม่เหมือนพญานาค มีตะไคร่น้ำรุ่มร่ามไปทั้งตัว!!
กรรมพิศวง!! เรื่องเล่าจาก “หลวงพ่อฤาษีลิงดำ” ตายจากพระสงฆ์ไปเกิดเป็นพญานาค แต่รูปร่างไม่เหมือนพญานาค มีตะไคร่น้ำรุ่มร่ามไปทั้งตัว!!
เรื่องเล่าจากหลวงพ่อฤาษีลิงดำ ตายจากพระสงฆ์ไปเกิดเป็นพญานาคมีนามว่า “พญาเอรกปัตตนาคราช”
เรื่องนี้เกิดในสมัยพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า “สมเด็จพระพุทธกัสสป” ได้มีภิกษุรูปหนึ่งจำพรรษาอยู่ในถํ้าติดชายทะเล คือภูเขาชายทะเล เวลานั้นคนมีอายุถึง ๔๐,๐๐๐ ปี ท่านบวชเป็นพระจำศีลภาวนานานถึง ๒๐,๐๐๐ ปี ยังเป็นพระปุถุชนคนธรรมดาที่เรียกว่า “สมมุติสงฆ์”
วันหนึ่งท่านอาบนํ้าอยู่ชายทะเล มีเรือสำเภาลำหนึ่งแล่นมาช้าๆ เพราะลมอ่อน เฉียดเข้ามาใกล้ที่ท่านอาบนํ้า ท่านเห็นตะไคร่นํ้าจับข้างเรืออยู่มันยาวมาก เรือเดินทะเลต้องเดินทางกันเป็นเดือนๆ ตะไคร่ก็จับมาก ท่านก็เลยนึกสนุกขึ้นมาโผกายไปจับตะไคร่นํ้า ปล่อยให้เรือลากไปตามอัธยาศัย ร่างกายของท่านหนัก ตะไคร่ไม่สามารถทรงตัวอยู่ได้จึงหลุดออกมา ตัวท่านก็หลุดออกมาจากเรือแต่ไม่เป็นไรเพราะนํ้าตื้น... -
"รัตนสูตรปราบภัย ๓ ประการ ณ เมืองไพศาลี อาณาจักรวัชชี"
อรรถกถา ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ รัตนสูตรในขุททกปาฐะ
"รัตนสูตรปราบภัย ๓ ประการ ณ เมืองไพศาลี อาณาจักรวัชชี"
ในสมัยพุทธกาล เมืองไพศาลี หรือเวสาลี นครหลวงแห่งอาณาจักรวัชชี มีการปกครองระบอบสามัคคีธรรม (คล้ายกับลักษณะสาธารณรัฐในปัจจุบัน) เป็นเมืองที่มั่งคั่งอุดมสมบูรณ์มีประชาชนอยู่หนาแน่นมีกำแพง ๓ ชั้น ซึ่งเรียกว่า "ตรีบูร" แต่ละชั้นห่างกันประมาณ ๔ กิโลเมตร มีปราสาทอุทยาน สระโบกขรณีเป็นจำนวนมาก ทางตอนเหนือของเมืองไพศาลีมีป่าใหญ่เป็นพืดขึ้นไปทางเหนือจนจดทิวเขาหิมาลัย เรียกว่าป่ามหาวันมีผู้สร้างกุฏาคารศาลา (เรือนยอด) ถวายไว้เป็นที่ประทับพระพุทธเจ้า
ต่อมาเมืองไพศาลีเกิดข้าวยากหมากแพงฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล ข้าวกล้าแห่งเหี่ยวตาย เกิดทุพภิกขภัยใหญ่และมีโรคระบาดพวกคนยากคนจนอดอยากล้มตายลงเป็นจำนวนมาก ซากศพถูกนำไปทิ้งไว้นอกเมืองก็ส่งกลิ่นเหม็นตลบไปทพวกอมนุษย์ก็พากันเข้าเมืองคนยิ่งล้มตายกันมากขึ้น เกิดอหิวาตกโรคตามมา
เมื่อเกิดภัย ๓ ประการคือ ทุพภิกขภัย (ข้าวยากหมากแพง)อมนุษยภัย (ภัยจากพวกอมนุษย์) และพยาธิภัย (ภัยที่เกิดจากโรคระบาด)ขึ้นในเมืองไพศาลีอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน... -
หลวงพ่อฤาษีลิงดำ ได้มาสอนมโนมยิทธิวิชชาให้หลวงพ่อครูบาเจ้าเพชรในนิมิต
หลวงพ่อฤาษีลิงดำ ได้มาสอนมโนมยิทธิวิชชาให้หลวงพ่อครูบาเจ้าเพชรในนิมิต
ประวัติของหลวงพ่อ(หลวงพ่อครูบาเจ้าเพชร วชิรมโน )ไม่ได้ลงไว้ในเว็ป เนื้อความนี้ส่วนใหญ่ท่านเล่าให้ฟัง
หลวงพ่อได้สละชีวิตทางโลกที่สุขสบาย มาเพื่อแสวงหาธรรม
ในเภทฆารวาส หลวงพ่อมีฐานะ เป็นเจ้าของร้านทอง มีกิจการจิวเวอรี่ เป็นนักออกแบบจิวเวอรี่
มีธุรกิจเป็นของตนเอง หลวงพ่อสละทรัพย์สมบัติทั้งหมดให้ภรรยา ตลอดทั้งสละภรรยาให้เพื่อน
หลวงปู่โตได้มาเข้าฝันภรรยาหลวงพ่อ บอกภรรยาหลวงพ่อว่า สามีเจ้าอยู่ตรงนี้ไม่ได้แล้ว (หมายถึงต้องออกบวช)
ก่อนจะตัดสินใจไปทางธรรม วันหนึ่งได้ฝันว่าเจ้าแม่กวนอิมได้นำเด็กมาให้เลือกสองคนมีเด็กผู้ชาย กับเด็กผู้หญิง
หลวงพ่อบอกว่าเด็กหน้ารักทั้งสองคน แต่ท่านไม่ต้องการท่านจะขอไปนิพพาน
จากนั้นเด็กก็หายไป เจ้าแม่กวนอิมได้ดีดน้ำทิพย์มายังหน้าผากหลวงพ่อ และบอกว่าต่อไปเธอจะสำเร็จสมดังปรารถนา
จากที่หลวงพ่อเล่าให้ฟัง คือหลังจากที่หลวงพ่อบวชและจาริกธุดงค์ ไปตามสถานที่ต่าง ๆ
หลวงพ่อได้มีโอกาสพบหลวงปู่เจี๊ยะ ที่วัดป่าภูริทัตตะฯ และได้ปฏิบัติอยู่กลับหลวงปู่เจี๊ยะ มาวันหนึ่งหลวงปู่ได้พูดเป็นปริศนาธรรม
ว่า... -
พุทธศาสนาจากพระโอษฐ์ ตอน สมณพราหมณ์ที่ไม่ควรไหว้
พุทธศาสนาจากพระโอษฐ์ ตอน สมณพราหมณ์ที่ไม่ควรไหว้
ปัญหา ขึ้นชื่อวาเป็นสมณพราหมณ์ ครองเพศบรรพชิตแล้ว เราควรเคารพกราบไหว้บูชาทั้งนั้นหรือ ? หรือว่ามีสมณพราหมณ์ประเภทใดบ้างที่ไม่ควรเคารพกราบไหว้ ?
พุทธดำรัสตอบ “.....ดูก่อนคฤหบดีทั้งหลาย สมณพราหมณ์ เหล่าใดยังมีความกำหนัด ความขัดเคือง ความลุ่มหลงในรูปที่รู้ได้ด้วยจักษุ..... ในเสียงที่รู้ได้ด้วยโสต.... ในกลิ่นที่รู้ได้ด้วยฆานะ... ในรสที่รู้ได้ด้วยชิวหา.... ในโผฏฐัพพะที่รู้ได้ด้วยกาย.... ในธรรมารมณ์ที่รู้ได้ด้วยมโน ไม่ไปปราศแล้ว ยังมีจิตไม่สงบภายใน ยังมีความประพฤติลุ่ม ๆ ดอนๆ ทางกาย ทางวาจา ทางใจ อยู่สมณพราหมณ์ เช่นนี้ ไม่ควรสักการะ เคารพ นับถือ บูชา นั่นเพราะเหตุไร เพราะว่าแม้พวกเราก็ยังมีความกำหนัด ความขัดเคือง ความลุ่มหลงในรูปที่รู้ได้ด้วยจักษุ.... ธรรมารมณ์ที่รู้ได้ด้วยมโน ไม่ไปปราศแล้วยังมีจิตไม่สงบภายใน ยังประพฤติลุ่มๆ ดอน ๆ ทางกาย ทางวาจา ทางใจอยู่ก็เมื่อเราทั้งหลายไม่เห็น แม้ความประพฤติสงบของสมณพราหมณ์ พวกนั้นที่ยิ่งขึ้นไป ดังนั้น ฉะนั้นท่านสมณพราหมณ์ เหล่านั้นจึงไม่ควรสักการะ เคารพ นับถือ บูชา....”
นครวินเทยยสูตร อุ. ม. (๘๓๓)... -
อันซีนแห่งใหม่! เศียรพระพุทธรูปในรากต้นโพธิ์วัดกรุงเก่า เกิดอัศจรรย์แสงประหลาดพุ่งขึ้นฟ้า...
วันที่ 19 ก.พ. ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปทำบุญที่วัดโปรดสัตว์ ต.ขนอนหลวง อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา พบเศียรพระพุทธรูปเก่าแก่มีรากของต้นโพธิ์ล้อมเอาไว้ จึงเดินทางไปตรวจสอบพร้อมด้วย นายกรธัช วัชระจิรากร ประธานกลุ่ม อโยธยากรุ๊ป
ที่วัดดังกล่าวพบต้นโพธิ์ขนาดใหญ่อายุหลายร้อยปี อยู่บริเวณหน้าโบสถ์ของวัด ที่บริเวณโคนต้นโพธิ์มีเศียรพระพุทธรูปปูนปั้นขนาดสูงประมาณ 1 ฟุต กว้างประมาณ 20 ซม. ถูกรากของต้นโพธิ์หุ้มส่วนของใบหน้าด้านซ้าย ด้าน พระปลัดชม อลีนจิตฺโต อายุ 85 ปี รองเจ้าอาวาส กล่าวว่า เศียรพระพุทธรูปที่พบเป็นเศียรพระพุทธรูปที่อยู่ในโบสถ์คู่กับพระประธานในโบสถ์ เมื่อปีพ.ศ.2475 ทางวัดได้บูรณะโบสถ์และพระประธาน ระหว่างการบูรณะเศียรพระเกิดตกลงมาเกิดความเสียหาย จึงได้นำเศียรพระมาตั้งเอาไว้ที่โคนต้นโพธิ์ตามความเชื่อของโบราณ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันรากของต้นโพธิ์ขยายจนห่อหุ้มเศียรพระดังที่เห็น ส่วนต้นโพธิ์พบเห็นมาตั้งแต่เด็กอายุร้ายกว่าปี
ขณะที่นายกรธัช วัชระจิรากร จาการดูรูปลักษณะและตรวจสอบประวัติของวัด เศียรพระพุทธรูปสร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนกลาง... -
การพิจารณาอสุภะ : องค์หลวงปู่น้อย ญาณวโร วัดป่าห้วยริน ต.หัวนาคำ อ.กระนวน จ.ขอนแก่น
การพิจารณาอสุภะ
พิจารณาร่างกายเป็นอสุภะ คือของที่ไม่สะอาด เน่าเปื่อย ผุพังได้ตลอดกาล เวลาไหนมันก็ผุพังได้เมื่อถึงกาลเวลาของมัน จะบอกว่าไปรักษาโรคภัยไข้เจ็บให้มันหายมันก็เพียงทุเลา พอที่จะกั้นเวทนาไว้บ้าง ไม่ให้เจ็บไม่ให้ปวดชั่วครั้งชั่วคราวแต่เมื่อถึงกาลเวลาจริง ๆ มันก็ไม่สามารถกั้นเวทนาได้ เพราะร่างกายนี้เป็นคลังของโรคสารพัดโรคมารวมอยู่ภายใน ทุกอณู ทุกปรมาณู เป็นเชื้อแห่งคลังของโรคอยู่อย่างนี้
เพราะฉะนั้นผู้ที่เบื่อหน่ายในร่างกายนี้จึงเป็น
ผู้ได้มรรคได้ผลเร็วที่สุด ผู้ที่พิจารณาร่างกายเข้าสู่ไตรลักษณ์ญาณ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นความไม่ใช่เราเป็นอนัตตา ผู้นั้นจึงเดินมรรคได้อย่างรวดเร็ว ถ้าผู้ที่ไม่เห็นความเสื่อมของร่างกาย ผู้นั้นก็นานอักโข
โอวาทธรรม : องค์หลวงปู่น้อย ญาณวโร
วัดป่าห้วยริน ต.หัวนาคำ อ.กระนวน จ.ขอนแก่น
๑๙ มกราคม ๒๕๖๑ -
"เมื่อหลวงปู่ตื้อไม่เชื่อเรื่องพญานาค หลวงปู่มั่นจึงส่งไปบุกพิสูจน์ถึงที่ "
หลวงปู่ตื้อ ไม่เคยเชื่อเรื่อง "พญานาค" !!! หลวงปู่มั่น...เลยส่งไปบุกพิสูจน์ถึงที่ !!! ผลสุดท้ายท่านไม่เคยค้าน เรื่องพญานาคอีกเลย !!!
หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต พระอาจารย์ใหญ่แห่งวงศ์พระป่ากรรมฐาน เคยเล่าให้ลูกศิษย์ฟังอยู่บ่อยครั้งว่าท่านเคยเห็น "พญานาค"
แต่ "หลวงปู่ตื้อ อจลธัมโม" เป็นศิษย์ผู้หนึ่งที่เมื่อได้ฟังหลวงปู่มั่นเล่าเรื่องนี้แล้วก็แอบนึกค้านอยู่ในใจว่าไม่เชื่อ เพราะใคร ๆ ก็พูดถึงพญานาคได้โดยไม่จำเป็นต้องเคยเห็นของจริง
และก็แน่นอนว่าหลวงปู่มั่นย่อมรู้ถึงวาระจิตของหลวงปู่ตื้อ (คือรู้ว่าศิษย์กำลังคิดอะไรอยู่) จึงมอบหมายศิษย์อีกท่านหนึ่งคือหลวงปู่บุญว่า
"จงพาท่านตื้อพระขี้ดื้อไปนั่งกรรมฐานบนเขา... ให้อยู่กันคนละเขานะ!"
หลวงปู่บุญก็เลยพาหลวงปู่ตื้อไปปฏิบัติกรรมฐานบนภูเขาแห่งหนึ่งตามที่ได้รับมอบหมาย
เมื่อเดินทางผ่านมาถึงภูเขาลูกแรก หลวงปู่ตื้อก็พบรูดินขนาดใหญ่รูหนึ่ง ท่านจึงเกิดความคิดแวบขึ้นในใจว่าถ้าพญานาคมีจริงก็น่าจะลองพิสูจน์ดูสักหน่อย ว่าแล้วท่านก็แอบยกหินก้อนใหญ่มาวางไว้ตรงปากรูดิน เสร็จแล้วจึงเดินตามหลวงปู่บุญไปดูสถานที่ปักกลดซึ่งอยู่ในบริเวณภูเขาอีกลูกหนึ่ง... -
สาธุ..! ฝึก 8 อย่าง จะได้ไม่ “ทุกข์” โอวาทสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์!!
สาธุ..! ฝึก 8 อย่าง จะได้ไม่ “ทุกข์” โอวาทสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์!!
เรียกว่าเป็นวิธีการฝึกจิตใจของตัวเองไม่ให้ฟุ้งซ่าน ให้มีสมาธิและสติอยู่ตลอดเวลา โดยเป็นโอวาทสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ประยุทธ์ อารยางกูร ที่ได้ชี้แนะให้ประชาชนได้ลองฝึกควบคุมจิตใจของตัวเอง และเมื่อทำได้ก็จะเป็นผลดีต่อตัวเองจิตใจเราจะได้สงบและไม่เป็นทุกข์
1. ฝึกมองตัวเองให้เล็กเข้าไว้ หมายความว่า จงเป็นคนตัวเล็ก อย่าเป็นคนตัวใหญ่ จงเป็นคนธรรมดา อย่าเป็นคนสำคัญ เวลามีอะไรเกิดขึ้นกับเรา อย่าไปให้ความสำคัญกับตัวเองมากไป
2. ฝึกให้ตัวเองเป็นนักไม่สะสม หมายความว่า การสะสมอะไรสักอย่างนั้นเป็นภาระ ไม่มีอะไรที่เราสะสมแล้วไม่เป็นภาระยกเว้นความดี นอกนั้นล้วนเป็นภาระทั้งหมดไม่มากก็น้อย
3. ฝึกให้ตนเองเป็นคนสบายๆ หมายความว่า อย่าไปบ้ากับความสมบูรณ์แบบ เพราะความสมบูรณ์แบบมันไม่มีจริง มีแต่คนโง่เท่านั้นที่มองว่า ความสมบูรณ์แบบมีจริง
4. ฝึกให้ตัวเองเป็นคนนิ่งๆ หรือไม่ก็พูดในสิ่งที่ดีๆ หมายความว่า ถ้าอะไรไม่ดีก็อย่าไปพูดมากไม่ว่าสิ่งนั้นจะถูกหรือผิด แต่ถ้ามันไม่ดี เป็นไปได้ก็ไม่ต้องพูด เพราะการพูด หรือวิจารณ์ในทางเสียหายนั้น... -
การบวชตลอดชีวิต มารมันเอาเราเหมือนกัน
การบวชตลอดชีวิต มารมันเอาเราเหมือนกัน
มีคนปรารภ เรื่องตั้งใจบวชตลอดชีวิต ท่านเจ้าคุณอนันต์ แนะนำว่า
การบวชตลอดชีวิต มารมันเอาเราเหมือนกัน มารก็คือกิเลสของตัวเราเองนี่แหละ ก็มีพวกกันตั้งหลายคน รุ่นนายทหาร รุ่นท่านอาจินต์นี่แหละ บวชหลายองค์ ตอนหลังสึกหมด อย่างยกทรง พวกกันน่ะรู้ดี
คือว่า พ่อแม่ต้องการให้ลูกบวช ลูกบวชแล้วสบายใจ คือไม่มีกังวล เพราะอยู่ในขอบวัด หลวงพ่อบอกว่า แม้นว่าพระเป็นคนเลว บวชแล้วก็ยังทำตัวเลวอยู่ พ่อแม่เขาก็ไม่รู้ แต่พ่อแม่รู้ว่าลูกชายบวชในพระพุทธศาสนา มีความชื่นใจ เท่านี้พ่อแม่ตายแล้วไปสวรรค์ อย่างน้อยนะ
เมื่อเราบวชแล้ว มันไม่มีอะไรหนักหรอก มันรบกับนิวรณ์ เรื่องที่อยู่อาศัย ยศถาบรรดาศักดิ์ เกียรติยศ ชื่อเสียง เสื้อผ้าอาภรณ์ ไม่ได้คิดจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ความกังวลเรื่องนั้นไม่มี มันกังวลอยู่กับนิวรณ์ ความฟุ้งซ่านของจิตเท่านั้นเอง ปัญหาอยู่ตรงนี้เท่านั้นเอง
จะตั้งใจแข็งเกินไป ต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ มันก็เอาเรื่อง คือว่า มัชฌิมาปฏิปทา มันต้องมีผ่อนสั้นผ่อนยาว บางทีอกุศลกรรมมันให้ผล ทำให้เร่าร้อนใจ เราก็ต้องรู้เท่าทัน เมื่อมันให้ผล จะเอาบารมีตัวใดมาใช้... -
ขอเชิญร่วมเป็นเจ้าภาพ ขุดบ่อน้ำเพื่อการอุปโภค บริโภคและปรับทัศณียภาพวัดเพื่อความร่มเย็น
มาๆขอเชิญร่วมเป็นเจ้าภาพ
ขุดบ่อน้ำเพื่อการอุปโภค
บริโภคและปรับทัศณียภาพวัดเพื่อความร่มเย็น
และเป็นแหล่งน้ำสำหรับหล่อเลี้ยงป่า
และสัตว์ป่าได้ดื่มกิน
ณ วัดป่าโคกเจริญธรรม ธรรมยุตินิกาย
งบประมาณที่ต้องใช้ในการดำเนินงาน 150,000 บาท
บ่อมีความกว้าง 50 เมตร
ยาว 70 เมตร ลึก 4 เมตร
งบประมาณที่ต้องใช้ 150,000 บาท ก็ร่วมได้เด้อ
...........
ร่วมบุญได้ที่
เลขที่บัญชี
986-4-87033-5 ธนาคารกรุงไทย
ชื่อ วัดป่าโคกเจริญธรรม
................
อานิสงค์ของการให้บ่อน้ำใช้
บ่อน้ำฉัน แด่สมณะ และสรรพชีวิตทั้งปวง
ถวายน้ำดื่ม น้ำใช้ เกิดความสำเร็จสมปรารถนา จริงหรือ ในพระพุทธศาสนาได้แสดงถึงคนที่สร้างประโยชน์ให้เกิดแก่คนหมู่มากชื่อว่าเป็นคนมีบุญ
ดังที่พระพุทธเจ้าได้ตอบคำถามแก่เทวดาองค์หนึ่งใน วนโรปสูตร สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ครั้งหนึ่งเทวดาทูลถามพระพุทธเจ้าว่า "ชนพวกไหนมีบุญ เจริญในกาลทุกเมื่อทั้งกลางวันและกลางคืน ชนพวกไหนตั้งอยู่ในธรรม สมบูรณ์ด้วยศีลเป็นผู้ไปสวรรค์"
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า "ชนเหล่าใดสร้างอารามก็ดี (สร้างสวนไม้ดอกไม้ผล) ปลูกหมู่ไม้ (ใช้ร่มเงา) สร้างสะพาน... -
หลวงปู่มั่น สยบพระมหาเปรียญ
เรื่อง "หลวงปู่มั่น สยบ พระมหาเปรียญ ผู้เจตนาจับผิด"
(วิสัชนาธรรมโดย หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต)
ในตอนที่สมเด็จพระมหาวีรวงศ์(อ้วน ติสโส) พาพระมหาเปรียญมาจับผิดหลวงปู่มั่น
ครูบาอาจารย์เล่าว่า ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ยังไม่เลิกทิฎฐิที่จะเอาชนะพระกัมมัฎฐานให้ได้ ในคราวงานผูกพัทธสีมาพระอุโบสถวัดโพธิสมภรณ์ จังหวัดอุดรธานี ท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ท่านไปเป็นประธานในงานนี้ หลวงปู่มั่น ก็ได้รับนิมนต์ไปในงานนี้ด้วย พอตกเย็น ท่านเจ้าประคุณสมเด็จ ฯ ก็พาพระมหาเปรียญจากกรุงเทพฯ ๒-๓ รูป ไปสนทนาธรรมกับหลวงปู่มั่น ทราบกันดีว่าในครั้งนั้น ต้องการจะให้พระเปรียญที่คงแก่เรียนนั้น ไปไล่ต้อนให้หลวงปู่มั่นจนมุมให้จงได้ พระมหาเปรียญเหล่านั้นไม่มีใครกราบหลวงปู่มั่นตามธรรมเนียมที่ปฏิบัติกัน คงจะถือว่าพวกท่านเป็นพระของท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ หรือถือตัวว่าเป็นพระมหาเปรียญผู้แตกฉานในพระไตรปิฎก ส่วนพระป่าที่เอาแต่นั่งหลับตา ไม่น่าจะรู้ธรรมะได้แตกฉานลึกซึ้งเท่าเบื้องแรกมีการสนทนาไต่ถามทุกข์สุข ทำความคุ้นเคยกันพอสมควรแล้ว พระมหากลุ่มนั้นก็ตั้งปัญหาถามหลวงปู่มั่นว่า
“ในฐานะที่ท่านมีความชำนาญในสมาธิภาวนา... -
บุพกรรมของ “พระอัฑฒกาสีเถรี” อดีตนางโสเภณี ที่พระพุทธองค์ทรงส่ง “ทูต” ไปทำพิธีอุปสมบทให้
บุพกรรมของ “พระอัฑฒกาสีเถรี” อดีตนางโสเภณี ที่พระพุทธองค์ทรงส่ง “ทูต” ไปทำพิธีอุปสมบทให้
พระท่านว่า คนเราเกิดมาเป็นอะไรอย่างไรเพราะ “เพรงกรรม” (กรรมแต่ปางก่อน) จัดสรรให้มาเกิด กรรม คือสิ่งที่เราทำด้วยเจตนา ไม่ว่าเราจะทำดีหรือไม่ดีล้วนแต่ออกจากเจตนา (ความตั้งใจ) ทั้งนั้น เพราะฉะนั้นเมื่อเราได้รับผลจากการกระทำ ก็คือได้รับผลจากเจตนาของเราเอง
ถ้าจะพูดอีกนัยหนึ่งว่า การที่เราเกิดมาจนมิใช่เกิดมาโดยบังเอิญ ดังคำพูดว่า “บังเอิญเกิดมาจน” หากแต่ตั้งใจเกิดมาจนเองต่างหากเล่า อ้าว ! คุณตั้งใจทำกรรมอันเป็นสาเหตุให้ต้องเกิดมาจน ก็เท่ากับคุณตั้งใจเกิดมาจนนั่นแหละ อย่าเถียง…ในพระไตรปิฎกพระพุทธองค์ตรัสว่า
คนชอบฆ่าสัตว์ตัดชีวิตไร้เมตตา ตายไปตกนรก เกิดมาใหม่เป็นคนอายุสั้น
คนชอบเบียดเบียนสัตว์ ตายไปตกนรก เกิดมาใหม่เป็นคนขี้โรค
คนมักโกรธพยาบาทคนอื่น ตายไปเกิดเป็นคนมีผิวพรรณทราม ไม่สวย
คนขี้อิจฉาไม่มีความเคารพอ่อนน้อม ตายไปเกิดเป็นคนที่ไม่มีอำนาจ
คนกระด้างถือตัว ตายไปเกิดในตระกูลต่ำ
คนชอบเสวนาผู้รู้ สนใจไถ่ถามเรื่องบุญและบาป ตายไปเกิดเป็นคนฉลาด
คนที่อายุยืน ไม่มีโรค หล่อหรือสวย มีชาติสกุลสูง ฉลาด... -
เมตตาเจโตวิมุตติ
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๑ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๓
ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค
ยุคนัทธวรรค เมตตากถา
สาวัตถีนิทาน
[๕๗๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อเมตตาเจโตวิมุตติ อันบุคคลเสพแล้ว
เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ทำให้เป็นดังยาน ทำให้เป็นที่ตั้ง ตั้งไว้เนืองๆ
อบรมแล้ว ปรารภดีแล้ว อานิสงส์ ๑๑ ประการเป็นอันหวังได้ อานิสงส์ ๑๑
ประการเป็นไฉน คือ
ผู้เจริญเมตตาย่อมหลับเป็นสุข ๑
ตื่นเป็นสุข ๑
ไม่ฝันลามก ๑
ย่อมเป็นที่รักของมนุษย์ ๑
ย่อมเป็นที่รักของอมนุษย์ ๑
เทวดาย่อมรักษา ๑
ไฟ ยาพิษ หรือศาตราย่อมไม่กล้ำกราย ๑
จิตของผู้เจริญเมตตาเป็นสมาธิได้รวดเร็ว ๑
สีหน้าของผู้เจริญเมตตาย่อมผ่องใส ๑
ย่อมไม่หลงใหลกระทำกาละ ๑
เมื่อยังไม่แทงตลอดธรรมอันยิ่งย่อมเข้าถึงพรหมโลก ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อเมตตาเจโตวิมุตติ อันบุคคลเสพแล้ว เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว
ทำให้เป็นดังยาน ทำให้เป็นที่ตั้ง ตั้งไว้เนืองๆ อบรมแล้ว ปรารภดีแล้ว
อานิสงส์ ๑๑ ประการนี้เป็นอันหวังได้ ฯ
[๕๗๕] เมตตาเจโตวิมุตติแผ่ไปโดยไม่เจาะจงก็มี แผ่ไปโดยเจาะจงก็มี
แผ่ไปสู่ทิศทั้งหลายก็มี เมตตาเจโตวิมุตติแผ่ไปโดยไม่เจาะจงด้วยอาการเท่าไร... -
น่าเสียดาย !! เพลิงโหมไหม้วัดพุทธพันปีในทิเบตเสียหายหนัก โชคดีไม่มีผู้บาดเจ็บ-เสียชีวิต
เพลิงโหมไหม้วัดพุทธพันปีในทิเบต
น่าเสียดาย !! เพลิงโหมไหม้วัดพุทธพันปีในทิเบตเสียหายหนัก โชคดีไม่มีผู้บาดเจ็บ-เสียชีวิต
วานนี้(17 ก.พ.61) เกิดเหตุไฟไหม้อย่างรุนแรงที่วัดโจคัง (Jokhang Temple) ซึ่งตั้งอยู่ในกรุงลาซา เมืองเอกของเขตปกครองตนเองทิเบตทางจีนตะวันตกเฉียงใต้
รายงานระบุว่า เปลวเพลิงลุกไหม้เมื่อเวลา 18.40 น.ตามเวลาท้องถิ่นและถูกดับลงในเวลาต่อมา โดยไม่พบผู้บาดเจ็บหรือผู้เสียชีวิต ส่วนสาเหตุนั้นยังอยู่ระหว่างการสอบสวนต่อไป
ทั้งนี้ วัดโจคังถือเป็นวัดพุทธทิเบตที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 1,300 ปี และเป็นสถานที่จัดเก็บสิ่งของล้ำค่าทางวัฒนธรรมจำนวนมาก อาทิ รูปปั้นองค์พระศรีศากยมุนีโจโว
——————————-
(ที่มา : China Xinhua News)
ขอขอบคุณที่มา
http://www.komchadluek.net/news/foreign/313713 -
เคล็ดวิชาเพิ่มพลังบุญ ทวีคูณให้กับชีวิตอย่างง่ายๆ โดยหลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ ดีต่อใจ
แชร์ต่อได้บุญมากๆ เคล็ดวิชาเพิ่มพลังบุญ ทวีคูณให้กับชีวิตอย่างง่ายๆ โดยหลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ ดีต่อใจ
แชร์ต่อได้บุญมากๆ เคล็ดวิชาเพิ่มพลังบุญ ทวีคูณให้กับชีวิตอย่างง่ายๆ โดยหลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ
1. การเพิ่มพลังบุญแบบไม่เสียเงินแม้แต่บาทเดียว เคล็ดวิชานี้ เป็นของท่านหลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ ท่านสอนไว้ว่า
-เวลาตื่นเช้ามาขณะล้างหน้าหรือดื่มน้ำให้ท่องว่า พุทธัง สรณัง คัจฉามิ ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ สังฆัง สรณัง คัจฉามิ เพื่อความเป็นสิริมงคลต่อชีวิตในวันใหม่
-ก่อนกินข้าว ก็ให้นึกถวายข้าวแด่พระพุทธเจ้า
-ออกจากบ้าน เห็นคนอื่นเค้ากระทำความดี เป็นต้นว่าเห็นเค้าใส่บาตรพระ จูงคนแก่ข้ามถนน ก็ให้นึกอนุโมทนากับเขาด้วย
-เดินผ่านเห็นดอกไม้บูชาพระวางขายอยู่ ก็ให้เอาจิตนึกอธิษฐานขอถวายดอกไม้เหล่านั้นเป็นเครื่องบูชาพระรัตนตรัย โดยระลึกว่า พุทธัสสะ ธัมมัสสะ สังฆัสสะ ปูเชมิ แล้วอย่าลืมอุทิศบุญให้พ่อค้า แม่ค้าดอกไม้นั้นด้วย
-เวลาไปไหนมาไหน เห็นไฟข้างทางก็ให้นึกน้อมถวายไฟเหล่านั้นบูชาพระรัตนตรัย โดยระลึกว่า โอม อัคคีไฟฟ้า พุทธบูชา ธัมมะบูชา สังฆบูชา
2. การเพิ่มพลังบุญด้วยเงินน้อย แต่ได้อานิสงส์ยิ่งใหญ่... -
ต้องทำบุญแค่ไหน ชีวิตจึงจะไม่เจออุปสรรค
ต้องทำบุญแค่ไหน ชีวิตจึงจะไม่เจออุปสรรค
เกร็ดการสนทนา (27/10/59)
รบกวนสอบถาม ช่วยตอบด้วยครับ มีเพื่อนถามมา แต่ผมน่าจะตอบได้ไม่ดีพอ
ถาม : ถ้าบุญน้อย อุปสรรคในชีวิตมาก นี่หมายถึง บุญที่ทำในชาตินี้ หรือบุญที่ทำในชาติที่แล้ว ถ้าเป็นบุญในชาตินี้ แล้วต้องทำแค่ไหนชีวิตถึงจะไม่เจออุปสรรค
ตอบ : อดีตกรรม คือ กรรมที่ทำในอดีตทั้งหมด ทั้งชาติก่อนและชาตินี้ / กรรมเก่า ก็คือกรรมที่เราทำไว้ ตั้งแต่วินาทีที่แล้วที่ผ่านไปทั้งหมด ไม่ว่าจะย้อนไปนานแค่ไหน ตั้งแต่เราเป็นเด็ก หรือชาติก่อนๆ ก็ตาม
ถาม: ถ้าเป็นบุญในชาตินี้ แล้วต้องทำแค่ไหนชีวิตถึงจะไม่เจออุปสรรค ขอคำตอบนี้ด้วยครับ
ตอบ: บุญ-บาป เวลาให้ผล จะประมวลผลรวมในทุกชาติมาทะยอยกันให้ผล ไม่สามารถทำอะไรอย่างหนึ่งเพื่อขจัดอุปสรรคได้
เราทำดี-ชั่วมาแล้วหลายพันหลายหมื่นชาติ มันทะยอยกันให้ผลในทุกๆ วินาที ให้เราเจอคนดี-คนร้าย เจอเรื่องดี-เรื่องร้าย
เช่น เราเห็นดอกไม้สวยงาม เห็นคนหล่อ-สวย ได้ยินเสียงเพลงไพเราะ ได้อากาศเย็นสบาย นี่ก็ผลบุญ เราเห็นคนพิการ คนหน้าตาน่าเกลียด ได้ยินเสียงคนด่ากัน นี่เป็นผลบาป ซึ่งจะให้ผลตลอดทุกวินาที... -
กรรมที่ไม่เจตนา (หลวงปู่สรวง สิริปุญโญ)
กรรมที่ไม่เจตนา
มีเหตุการณ์ชวนสะเทือนใจในวัยหนุ่ม ซึ่งแม้ท่านไม่ได้กระทำโดยตรง แต่ผลกรรมได้สะท้อนมาในระหว่างการภาวนาของท่านในพรรษานี้ หลวงปู่สรวงได้เล่าไว้เป็นคติตัวอย่างว่า
“ตั้งแต่เราเป็นโยมทำงานทางหลวง คืนหนึ่งไปเที่ยวเล่นกลับมา หมู่เพื่อนเอาวัวออกไป มีลูกติดมาตัวหนึ่ง พอดีเรามาเห็นเพื่อน เพื่อนก็เลยชวนว่าได้ของใหญ่มาแต่เราไม่รู้ว่าของใหญ่คืออะไร นึกว่าเขาได้ผู้สาวไป ก็เลยตามเขาไป เห็นแสงไฟฉายจึงวิ่งตามเขาไป พอไปถึงห้วยลำโพง ห่างจากหมู่บ้านประมาณ ๓ กิโลเมตร เห็นเขาผูกวัวไว้ที่เสาสะพานไม้จึงตกใจเพราะไม่เคยเห็นเคยทำแบบนี้มาก่อน จึงพูดกับหมู่เพื่อนว่า “เราไม่เอาแล้วเรื่องแบบนี้ แต่เนื้อเราก็ไม่เคยกิน ไม่เคยเอาเข้าปากเลยที่ผ่านมา”
สุดท้ายหมู่เพื่อนก็ขู่เข็ญว่าไม่ได้ มาแล้วมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นเขาจะฆ่าเราให้ตาย กลัวเขามากจึงตามเขาไปด้วยความไม่พอใจ เขาบอกให้เราไปหาค้อนมาทุบตีประหารชีวิตวัว ไม่รู้จะหาที่ไหน อาวุธเราก็ไม่มี มีดพร้าหรือกิ่งไม้แห้งๆ ก็ไม่มี เพราะกลางคืนมองไม่ค่อยเห็นอะไร พอดีไปหาค้อนมาได้ เขาก็ลงมือทำเสร็จเรียบร้อนก่อนแล้ว เขาปาดเนื้อแบ่งปันเป็นส่วนๆ จนครบทุกคน... -
เก็บเสบียงบุญ (หลวงปู่จาม)
เก็บเสบียงบุญ
ชีวิตของเรานี้ หากจะหาเครื่องเปรียบเทียบก็ให้เทียบกับใบไม้ก็ได้ เริ่มแต่กระจอกระจีปลายกิ่งปลายก้าน จากนั้นผลิสีเขียว กาบใบ ใบเขียว โตเต็มที่ แก่ แล้วก็เหลืองแดง ที่สุดก็ร่วงหล่นลงสู่ดิน
สัตว์ผู้เกิดมาย่อมตกหล่นดับตาย ตายแล้วไปสู่ปรโลก คือ โลกหน้า ด้วยบุญบ้าง ด้วยบาปบ้าง
ในการเดินทางต้องมีเสบียง ต้องตระเตรียมอุปกรณ์สัมภาระเครื่องใช้เครื่องเสบียงอยู่กิน เพื่อความสะดวกปลอดภัย เหมือนกับการที่เราจะเดินทางไปที่นั้นที่นี่ ก็ต้องเตรียมสัมภาระไว้อีกมากมายนัก แต่การเดินทางในโลกนี้มีสิ้นสุดจุดหมายปลายทาง ไม่ยาวไกลส่วนการเดินทาง หนทางในวัฏฏะยาวนานและเกินไกลยิ่งนัก
ผู้ท่องเที่ยวอยู่ในสังสารวัฏนี้ลำบากกับเสบียงบุญนี้มาก จึงจำต้องรวบรวมไว้ให้มาก คือ ทำบุญกุศล ทำความสุขใจอิ่มใจ ทำความรู้ใจตนไว้ให้มากๆ คนเดินทางไกลขาดเสบียงก็ลำบาก คนเดินทางในสังสารวัฏขาดบุญกุศลก็ตกระกำลำบากในภพชาติต่างๆ ตกไปในกำเนิดต่างๆ อยู่ในภพแดนเกิด ๓ แดนกามโลก มนุษย์ สัตว์. เทวดา เทพเทวา. พรหมโลก พรหมทั้งหลาย
คนบุญน้อยมาเกิดก็ลำบาก ติดขัด ข้องคาไปหมด ทุกข์ยากแม้ไปเกิดเป็นสัตว์ ก็เป็นสัตว์ที่ลำบาก... -
อานิสงส์ใหญ่ จากการปล่อยไถ่ชีวิตหรือสงเคราะห์สัตว์
อานิสงส์ใหญ่ จากการปล่อยไถ่ชีวิตหรือสงเคราะห์สัตว์
บุญใหญ่ที่เกิดจากการปล่อยหรือสงเคราะห์สัตว์
การสะเดาะเคราะห์ปล่อยสัตว์นั้น เป็นความเชื่ออย่างหนึ่งที่ฝังอยู่ในจิตใจของคนไทยมาช้านาน ซึ่งการให้ชีวิตนั้นถือว่าเป็นบุญที่ยิ่งใหญ่ประการหนึ่ง ผู้ที่ให้ก็มีความสุข ผู้ที่ได้รับการปลดปล่อยนั้น ก็ย่อมมีความสุขในการมีชีวิตสืบต่อไป
คนไทยเรานั้นเชื่อถือเรื่องโชคลางและบาปกรรมกันมาเป็นเวลานานมาแล้ว ส่วนหนึ่งเชื่อกันว่าเมื่อเรามีเคราะห์หรือทุกข์ร้อนต่างๆ นาๆ วิธีหนึ่งที่จะช่วยบรรเทาสิ่งเลวร้ายต่างๆ ให้ทุเลาเบาบางลงไปบ้าง ก็คือการไปทำบุญ เข้าวัดเข้าวา และที่ขาดไม่ได้สำหรับคนไทยในทุกสมัยนั้นก็คือการสะเดาะเคราะห์
มีเรื่องเล่ากันว่าในสมัยพุทธกาล มีสามเณรรูปหนึ่ง ซึ่งผู้มีความรู้ทางโหราศาสตร์ได้พยากรณ์ไว้ว่า สามเณรรูปนี้ได้หมดอายุขัยลงแล้ว จะต้องตายแน่ๆ ตามตำราแล้วจะต้องไม่รอดไปถึงวันพรุ่งนี้ สามเณรได้ยินเช่นนั้นก็เกิดความสลดใจ จึงคอตกเดินกลับไป และคิดไปตลอดทางว่าวันนี้เราคงจะต้องตายแน่ๆ
แต่เมื่อในขณะเดินกลับ ก็เห็นปลาตัวน้อยๆ พากันมาติดอยู่ในปลักควายที่กำลังงวด... -
คนชอบสาบานทั้งที่รู้ว่าจะไม่ทำตาม จะมีผลหรือไม่
คนชอบสาบานทั้งที่รู้ว่าจะไม่ทำตาม จะมีผลหรือไม่
นะโม พุทโธ
ถาม
ถ้าบุคคลชอบสาบานเพื่อให้คนอื่นเชื่อ ถ้าไม่เป็นจริง มีผลต่อผู้พูดมากน้อยแค่ไหนคะ มากกว่าศีลข้อมุสาหรือไม่คะ
ตอบ
เจตนากล่าวไม่ตรงกับความจริงทั้งที่รู้อยู่ เรียกว่า “สัมปชานมุสาวาท”ฉะนั้น ผู้ที่สาบานโดยรู้อยู่ว่าจะไม่ทำตามนั้น จึงเป็น”สัมปชานมุสาวาท” การสาบานนั้น โดยทั่วไป ย่อมมีการตั้งเงื่อนไขเพื่อสาปแช่งตนเองร่วมอยู่ด้วยว่า “ถ้าไม่ทำขอให้เป็นเช่นนั้นเช่นนี้” ฉะนั้น ผู้สาบานโดยมีการสาปแช่งตนร่วมอยู่ด้วย ผลที่ได้เมื่อไม่ทำตามนั้นคือ ตนของตนย่อมสำนึกได้ถึงการสาปแช่งตนเอง โดยมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่กล่าวอ้างบางอย่างเป็นแรงผลักดันให้สำเร็จ
ฉะนั้น เมื่อกล่าวถึงบาปในการสาบานร่วมกับคำสาปแช่ง โดยตั้งใจจะไม่ทำอยู่แล้ว ย่อมให้ผล ๒ ประการคือ
๑. การอ้างสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อยืนยันคำสัตย์ทั้งที่รู้ว่าเป็นเท็จ เจตนาให้พูดเท็จย่อมมั่นคงกว่า มีผลต่อจิตใจมากกว่า ด้วยดูแคลนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ว่าไม่มี วิบากแห่งกรรมไม่มี หรือไม่อาจบันดาลผล เป็นต้น ซึ่งเป็นเหตุให้จิตปราศจากความละอายและเกรงกลัวต่อบาปอย่างมั่นคง (โลภมูลจิต ทิฏฐิคตสัมปยุตตัง... -
วิธีอุทิศบุญให้ผู้ตาย ( พระปิยะลักษณ์ ปัญญาวโร)
วิธีอุทิศบุญให้ผู้ตาย
Iam VIlly ท่านอาจารย์ค่ะ ขอรบกวนสอบถามเกี่ยวกับเรื่องอุทิศบุญ เป็นความรู้น่ะค่ะ
ถาม
1. การที่เราทำบุญแล้วอุทิศบุญไปนั้น..คนที่เขามาขอรับ เขาจะได้บุญเท่ากันไหมค่ะ และถ้าเขามาขอกันเป็นจำนวนมาก บุญที่ทำไปเขาจะได้กันครบทุกคนไหมค่ะ
2. การรับผลบุญของพวกเขาเป็นอย่างไรค่ะ..เช่นถ้าเราถวายภัตตาหารพระ…คนที่เขามาขอรับบุญก็จะมีอาหารเหมือนที่เรามาถวายพระอยู่ตรงหน้าเลยไหม หรือว่าพวกเขาจะรู้สึกอิ่มเฉยๆ ค่ะ
3. การที่เราอุทิศบุญให้พวกเขา บุญนั้นสามารถเปลี่ยนภพภูมิให้พวกเขาได้ไหมค่ะ
ตอบ
จะขอเสริมบางประเด็นเพื่อความเห็นกระจ่าง ดังนี้
คำถามที่ 1 คนที่เขามาขอรับ เขาจะได้บุญเท่ากันไหมค่ะ
ตอบ ขึ้นต่อจิตอนุโมทนาของผู้รับที่มีกำลังต่างกันครับ เช่น ผู้รับเลื่อมใสต่อกรรมนั้นมาก ก็ได้บุญมากครับ
คำถามที่ 2 การรับผลบุญของพวกเขาเป็นอย่างไรค่ะ
ตอบ ขอจำแนกข้อสักนิด ให้เข้าใจง่ายเป็น ๕ ประเภท ดังนี้คือ
๑) ประเภท “ปรทัตตูปชีวีเปรต“ ได้รับอาหารหรือเครื่องใช้โดยตรงตามประเภทที่เราให้ เช่น เราถวายจีวร เมื่อเปรตอนุโมทนาย่อมได้เสื้อผ้า เพราะรู้เห็นว่าเราถวายอะไร เขาระลึกได้ว่า เขาควรได้อะไร... -
ทำบุญแต่ได้บาป (หลวงปู่แฟ็บ สุภัทโท)
ทำบุญแต่ได้บาป
ทาน ศีล ภาวนานั้น เป็นของดี ให้พากันเอาไป อย่าไปหลงใหลของไม่เข้าท่า วันศีล วันพระ ก็ให้รู้จักตักบาตร จังหัน อาทิตย์หนึ่งเสียสละเวลาแค่แป๊ปเดียวเอง ถ้าเรามีเวลาน้อยมาวัดไม่ได้ก็ให้ตักบาตรที่บ้านเอา ส่วนคนที่พอมีเวลาก็ให้มารักษาศีลแค่วันหนึ่งกับคืนหนึ่งเท่านั้น ไม่นานหรอก ถ้าเปรียบเทียบกับเราทำอย่างอื่นมันห่างไกลกันมาก หลวงปู่เมตตานะเพราะมันเป็นของๆ เราที่จะได้จริงๆ ส่วนการเลี้ยงธาตุขันธ์ นั้นมันไม่จีรังยั่งยืน มันจะตายอยู่ดีนี่แหละเรามาสร้างเอาไว้ เมื่อเราละสังขารไปแล้ว เราจะได้มีที่พึ่งอาศัย
ตามที่หลวงปู่เห็นมาแล้วนี้ มันน่าสังเวช น่าสงสารเพราะตอนที่มีชีวิตอยู่ไม่เคยทำบุญทำทานอะไรไว้ มีแต่อยู่ แล้วแก่ตายไปเฉยๆ หลวงปู่มองเห็นขณะปลีกวิเวกบ้างเห็นตามป่าช้าบ้าง พวกวิญญาณเขามาของให้ปู่ช่วย บางคนตายไปแล้ว ๓๐-๔๐ ปี ข้าวไม่เคยได้กินเลย เสื้อผ้าก็เปียกก็ขาด ถามเขาว่าทำไมเปียกเขาบอกว่าเปียกเพราะ ตอนญาติพี่น้องเอาน้ำชโลมก่อนเขาจะตาย แล้วถามเขาอีกว่า ญาติพี่น้องไม่ได้ทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้หรือ เขาบอกว่าไม่ได้รับเลย
พอถึงตอนเช้า หลวงปู่จึงไปถามโยมอุปฐากวัดว่าเมื่อวันก่อน... -
คนที่เทวดาชอบช่วยเหลือ
คนที่เทวดาชอบช่วยเหลือ
ครั้งหนึ่งสมเด็จพระอมรินทราธิราชเจ้าได้เสด็จออกจากวิมานไปสู่สวนอุทยาน แล้วจึงยกพระหัตถ์ขึ้นนมัสการทิศทั้ง ๑๐ ทิศ ครั้งนี้พระมาตลีเทพบุตรจึงทูลถามว่าพระองค์ทรงนมัสการทิศทั้ง ๑๐ นั้นด้วยเหตุผลอย่างไรเล่า
ครั้งนั้นสมเด็จพระอัมรินทรธิราชจึงตรัสบอกแก่พระมาตลีว่าดูก่อนมาตลี เรานมัสการซึ่งคน ๑๐ จำพวกคือ
๑. คนที่มีศรัทธาทำบุญตักบาตรถวายปัจจัย ๔ แก่ท่านผู้มีศีลมีธรรม
๒. คนที่รัษาความสุจริตทั้ง ๓ คือ กายสุจริต วาจาสุจริต ใจสุจริต
๓. คนที่มีความเคารพแก่มารดา
๔. คนที่มีความเคารพแก่บิดา
๕. คนที่ถึงไตรสรณคมน์คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่เคารพบูชา
๖. คนที่มีการรักษาศีล ๕ ศีล ๘ อยู่เป็นนิจ
๗. คนที่ได้ทำกุศลแล้วอุทิศแผ่ไปให้เทวดาและเปรต
๘. คนที่มีความเคารพแก่อุปัชฌาย์อาจารย์ ผู้เฒ่าผู้แก่ที่มีศีลธรรม
๙. คนที่มีความอนุเคราะห์แก่บุตรภรรยาคณาญาติ ด้วยความเมตตากรุณา
๑๐. หญิงที่มีความเคารพสามีอยู่ทุกทิวาราตรีมิได้ประมาท
คนทั้ง ๑๐ จำพวกนี้มีคุณมาก ทำความสุขความเจริญให้บังเกิดแก่ตนเเละบังเกิดเเก่คนอื่นด้วย เพราะฉะนั้นเราจึงได้มีความเคารพนมัสการแก่บุคคลเหล่านั้น... -
อยากให้ชีวิตง่ายขึ้น อย่ายุ่งกับเรื่องของคนอื่น อยากให้สละเวลาอ่าน 1 นาที คุ้มค่ามากๆ
ภาวนามาก ๆ ดูตัวเองมาก ๆ
หลวงพ่อชา สุภัทโท (พระโพธิญาณเถร) บอกว่า “ธรรมดาเราดูแต่คนอื่น 90 % ดูตัวเองแค่ 10 %” คือคอยดูแต่ความผิดของคนอื่น เพ่งโทษคนอื่น คิดแต่จะแก้ไขคนอื่น
กลับเสียใหม่นะ ดูคนอื่นเหลือไว้ 10 % ดูเพื่อศึกษาว่า เมื่อเขาทำอย่างนั้น คนอื่นจะรู้สึกอย่างไร เพื่อเอามาสอนตัวเองนั่นแหละ
ดูตัวเอง พิจารณาตัวเอง 90 % จึงเรียกว่าปฏิบัติธรรมอยู่
ธรรมชาติของจิตใจมันเข้าข้างตัวเอง
โบราณพูดว่า เรามักจะเห็น ความผิดของคนอื่นเท่าภูเขา ความผิดของตนเองเท่ารูเข็ม มันเป็นความจริงอย่างนั้นด้วย เราจึงต้องระวังความรู้สึกนึกคิดของตัวเองให้มาก ๆ
เห็นความผิดของคนอื่น ให้หารด้วย 10
เห็นความผิดตัวเอง ให้คูณด้วย 10 จึงจะใกล้เคียงกับความจริงและยุติธรรม เพราะเหตุนี้เราจะต้องพยายามมองแง่ดีของคนอื่นมาก ๆ และตำหนิติเตียนตัวเองมาก ๆ แต่ถึงอย่างไร ๆ เราก็ยังเข้าข้างตัวเองนั่นแหละ
พยายามอย่าสนใจการกระทำ การปฏิบัติของคนอื่น
ดูตัวเอง สนใจแก้ไขตัวเองนั่นแหละมาก ๆ เช่น เข้าครัวเห็นเด็กทำอะไรไม่ถูกใจ
แล้วก็เกิดอารมณ์ร้อนใจ
ยังไม่ต้องบอกให้เขาแก้ไขอะไรหรอก
รีบแก้ไข ระงับอารมณ์ร้อนใจของตัวเองเสียก่อน...
หน้า 316 ของ 440