คลังเรื่องเด่น
-
ทำสมาธิเวลาไหนดีที่สุด!?..(หลวงพ่อฤาษีลิงดำ)
ทำสมาธิเวลาไหนดีที่สุด
โอวาทหลวงพ่อฯ เล่ม 2 หน้า 11
ถ้าถามว่า วันหนึ่งจะใช้เวลาไหนที่เหมาะที่สุด ก็ต้องตอบว่า เวลาไหนสบายที่สุดเวลานั้นเหมาะที่สุด ถูกไหม
ในวันหนึ่งจะนั่งทำหลายครั้ง หลายสิบครั้งก็ได้ โดยที่ไม่ต้องนั่งขัดสมาธิถ้าทำงานทำการไปด้วย ถ้าจิตมันว่างนิดหนึ่ง
จับคำภาวนา หายใจเข้า พุท หายใจออก โธ
หรือภาวนาอย่างใดก็ได้ หรือจับลมหายใจเข้าออกเฉย ๆ ชั่วขณะ ๒-๓ ครั้ง ทำอย่างนี้เรื่อยๆ ไปโดยไม่ต้องกำหนดเวลา
ถ้าหากทุกท่านที่เคยเจริญ มโนมยิทธิ มาแล้ว ถ้าทำอย่างนี้เป็นปกติ ทำแบบกระจุ๋มกระจิ๋มอย่างนี้เรื่อย ๆ ไป นั่งเฉย ๆ
ก็ภาวนาไปบ้าง ให้จิตมันสบาย จิตไม่วุ่น ใครเขาคุยก็
คุย เลิกคุยนึกขึ้นมาได้ก็ภาวนาไป ไม่ต้องนั่งหลับตา หรือว่านั่งรถนั่งเรือไปนึกขึ้นมาได้ก็ภาวนา เดินไปด้วยก็ภาวนาด้วย
ตามสบายนิดๆ หน่อย ไม่ต้องมาก ถ้าทำอย่างนี้ได้ทุกคน
กำลังของ มโนมยิทธิ จะใช้ได้ทุกเวลา ต้องการรู้อะไรเมื่อไร จะรู้ จะพบได้ทันที เป็นประโยชน์ใหญ่มาก ให้เข้าใจตามนี้นะ
ที่มา คำสอนหลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง -
พรหมวิหาร ๔ ลงนรกไม่เป็น
พรหมวิหาร ๔ ลงนรกไม่เป็น
โอวาทหลวงพ่อฯ เล่ม 4 หน้า 9
พรหมวิหาร ๔ นี่ ถ้ายืนลงในจิตของใคร คนนั้นลงนรกไม่เป็น ลงไม่ได้แน่นอน เขาไม่ให้ลงถ้าลงไปเขาขับขึ้นมา
ลงไม่ได้ไม่มีสิทธิ์ คือว่าอารมณ์ ของเราให้ทราบอยู่ให้มี เมตตาจิตเราจะไม่เป็นศัตรูกับใครเลยในโลกทั้งคน
และสัตว์ เราจะเป็นมิตรที่ดีของเขา แต่ว่าเขาจะเป็นศัตรูกับเราน่ะเป็นเรื่องของเขา เราหวังดีแต่เขาหวังร้าย
อย่างนี้เราต้องใช้ อุเบกขา วางเฉยไว้ถ้าเราพูดกับเขา เขาโกรธ เราก็หยุดพูดเราใช้ อุเบกขา ตัวท้าย แต่ว่าเราไม่ได้
โกรธ กรุณา ความสงสาร จิตคิดไว้เสมอว่าใครเขาทุกข์ยากลำบาก ถ้าไม่เกินวิสัยของเราที่จะช่วยได้ เราพร้อมที่จะช่วย
ถ้าเราช่วยได้ด้วยทรัพย์สิน เราจะ ให้ทรัพย์สิน ทรัพย์สินไม่มี
เราจะให้กำลังกาย กำลังกายให้ไม่ได้ เราให้ด้วยปัญญา
แต่ทั้งนี้ถ้าเขารับความช่วยเหลือจากเรา ถ้าเราให้การช่วยเหลือกับเขาเขาโกรธเรา เราต้องวางเฉยเราไม่โกรธตอบ
เราไม่ช่วยเพราะช่วยไม่ได้ ต่อมามุทิตา
เราไม่มีจิตคิดอิจฉาริษยาใครใครได้ดี เรายินดีด้วย
ถ้าอารมณ์ ๔ ประเภทนี้ทรงตัวอยู่จริง ๆ ศีลก็บริสุทธิ์ศีลก็ไม่บกพร่องเลย ถ้าเราจะทำสมาธิ สมาธิก็ทรงตัว... -
บันทึกระลึกชาติ! หลวงพ่อฤาษีลิงดำเคยเกิดเป็น"พราน" ในสมัยพระทีปังกรพุทธเจ้า
บันทึกระลึกชาติ! หลวงพ่อฤาษีลิงดำเคยเกิดเป็น"พราน" ในสมัยพระทีปังกรพุทธเจ้า จนเมื่อฟังธรรม จึงกลับใจ! แต่กระนั้นต้องชดใช้กรรมอีกนับร้อยปี
บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน
๐๐ หลวงพ่อฤๅษี เคยเกิดเป็นนายพรานต่อมาได้เป็นกษัตริย์ ในสมัยสมเด็จพระพุทธทีปังกร๐๐
มีเรื่องที่น่าสนใจมากจากพระดำรัสของสมเด็จพระพุทธทีปังกร เรื่อง เวรและกรรม การฆ่ากันด้วยการจองเวรไม่เป็นเหตุให้ลงนรก แต่ก็ต้องชดใช้เวรที่ทำด้วยการถูกฆ่า หมุนเวียนกันไปมาถึง ๕๐๐ ชาติ
วันนี้นอนๆ ก็ภาวนาไปเรื่อยๆ (พักอยู่ที่เมืองโอ๊คแลนด์ เดือนมีนาคม ๒๕๒๙) ถ้าอยู่คนเดียวไม่ได้ละ ภาวนาไม่ขาด พอจิตสบายก็ขึ้นไปหาสมเด็จองค์ปัจจุบัน ที่พระจุฬามณี ท่านคุยประเดี๋ยว ก็บอกไปนิพพานเถอะ พอไปถึงนิพพาน ท่านก็คุย
ท่านถามว่า “นึกออกไหม เธอเคยเกิดสมัยสมเด็จพระพุทธทีปังกรนะ”
ก็บอกว่า “นึกไม่ออก ไม่เคยคิด พระพุทธเจ้าข้า”
ท่านบอกว่า “ดินแดนนี้ สมัยนั้นเธอเคยเกิดเป็นนายพรานอยู่”
สมเด็จพระพุทธทีปังกรองค์นี้ ท่านบอกว่า ถอยหลังจากสมเด็จพระปุทุมมุตตระไป ๓ สมัย หลายอสงไขยกัป ไม่ใช่เล่นๆ นะ
ท่านบอกว่า สถานที่นี้มีภูเขาไฟเยอะ ท่านเปรียบเหมือนตะเกียง... -
"หลวงปู่บุญฤทธิ์" ได้ยินเสียงพญานาค! เมื่อครั้งไปภาวนากับ"หลวงปู่ชอบ"
กราบสาธุ!! เรื่องผจญภัยกลางป่า...ที่ผาแด่น ! "หลวงปู่บุญฤทธิ์" ได้ยินเสียงพญานาค! เมื่อครั้งไปภาวนากับ"หลวงปู่ชอบ"
พระอาจารย์บุญฤทธิ์ เล่าถึงการไปอยู่ภาวนากับหลวงปู่ชอบ ฐานสโม ที่ภูผาแด่นต่อไปว่า ระยะนั้นพวกป่าไม้เองก็ยังไปไม่ถึง ต้นไม้แต่ละต้นใหญ่มหึมา สองคนโอบไม่รอบ
หมีไปกินผึ้งแถวกุฏินั่นเอง เสียงบ่นพึมพำทำให้อาตมาเข้าใจในตอนนั้นเอง ที่ว่า บ่นเป็นหมีกินผึ้งนั้นเป็นอย่างไร เวลาหมีไปแล้ว มนุษย์ก็ได้อาศัยน้ำผึ้งจากรวงรังเหล่านั้นมา เป็นคิลานเภสัช (ยา) ต่อไป พวกผึ้งมาทำรวงรังกันมากบริเวณนั้น
ท่านเล่าต่อไปว่า สถานที่ที่บำเพ็ญภาวนานั้นเรียกว่า ผาแด่น ใกล้ๆ กันนั้นมีดอยอีกแห่งหนึ่งพวกยางเรียกว่า ผาแด่นอาตมาขึ้นไปทำความเพียรก็เห็นว่าดีมาก เหมาะแก่การบำเพ็ญภาวนา จึงได้ขออนุญาตจากหลวงปู่
ท่านก็บอกว่า “ดี ไปภาวนาเถิด มันวิเวกดีมาก”
อาตมาไปทำความเพียรอยู่ (ที่ผาแด่น) นั่งสมาธิมากแล้วก็เดินจงกรม เดินจงกรมที่นี่ดีมากทีเดียว ลมโชยอ่อนๆ แดดไม่ร้อน
แต่มีอยู่อย่างหนึ่ง อยากจะนำมาเล่าให้โยมได้ฟังกัน
คือ...ขณะภาวนาอยู่นั้น บางวันได้ยินเสียงดังเหมือนหวูดรถไฟ โยมเคยได้ยินไหม หวูดรถจักรไอน้ำน่ะ... -
หลวงพ่อบุญฤทธิ์!!! ยืนยัน “ชาติก่อนมีจริง ทุกคนย่อมไปตามกรรมของตน
หลวงพ่อบุญฤทธิ์!!! ยืนยัน “ชาติก่อนมีจริง ทุกคนย่อมไปตามกรรมของตน แม้แต่หลวงปู่ชอบยังเคยเกิดเป็นปลากระพงขาวอยู่ทะเล”
หลวงพ่อบุญฤทธิ์ท่านเล่าเรื่อง “ ปลาทอง ” ที่บ้านลูกศิษย์ฝรั่งของท่านที่อยู่ประเทศออสเตเรียให้หลวงปู่ชอบ และพวกเราพระเณรอุปัฏฐาก ตลอดจนโยมที่อยู่ในห้องพักหลวงปู่ชอบโรงเก็บรถวัดป่าโคกมนฟัง
เรื่องนี้มันเป็นเรื่องกรรมที่แปลกๆระหว่างคนกับ “ ปลาทอง ” ตนเองเลยขออนุญาตท่านหลวงพ่อทำการบันทึกโน้ตในเรื่องนี้เอาไว้.. หลวงพ่อบุญฤทธิ์ ปัณฑิโต ท่านเล่าเรื่อง “ ปลาทอง ” ตัวนี้ให้ฟังว่า..
ตอนอยู่ประเทศออสเตเรียท่านรับกิจนิมนต์ไปฉันข้าวที่บ้านลูกศิษย์ฝรั่งในเมืองแอดเดอแลด ท่านว่าระหว่างที่เรากำลังนั่งรอผัวเมียลูกศิษย์ฝรั่งเจ้าของบ้านเขากำลังพากันจัดเตรียมอาหารมาถวายท่านอยู่นั้น
หลวงพ่อบุญฤทธิ์ว่าขณะที่เรากำลังภาวนากำหนดจิตแผ่เมตตาให้กับบ้านหลังนี้อยู่นั้น จู่ๆจิตเราไปก็ไปสะดุดกับความรู้หนึ่งเข้ามากระทบกับภายใน เราก็กำหนดพิจารณาไล่ตามดูความรู้นี้ว่ามาจากไหน..
หลวงพ่อบุญฤทธิ์ท่านว่า..“ ความรู้สึกทุกข์ในอาทรนี้มาจากปลาตัวหนึ่งที่ถูกเลี้ยงไว้ในโถที่บ้านหลังนี้... -
เทวดาขี้สงสัย!อยากรู้ว่าภูมิธรรมของหลวงปู่ชอบถึงขั้นไหน .เหตุผลที่ครูอาจารย์ไม่อวดภูมิธรรมของตน
ประสบการณ์หลวงปู่ชอบเจอเทวดาขี้สงสัย! อยากรู้ว่า ภูมิธรรมของหลวงปู่ชอบถึงขั้นไหน ...เหตุผลที่พ่อแม่ครูอาจารย์ไม่อวดภูมิธรรมของตน
ตอนหลวงปู่ชอบท่านจำพรรษาปี ๒๔๗๗ ที่ ถ้ำนายม ตำบลถ้ำนายม อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ องค์ท่านเล่าให้ฟังว่า..
วันนั้นตอนกลางวันเราเดินจงกรมอยู่ในถ้ำนายม เทวดาผู้ชายตนหนึ่งเขานั่งอยู่โขดหินหน้าถ้ำดูเราเดินจงกรม กิริยาเทวดาตนนี้นั้นไม่ต่างอะไรกับคนเรามานั่งดูพระเณรเดินจงกรม พอเราแผ่เมตตาให้เทวดาผู้นี้เขาก็จะพนมมือรับสาธุการทุกครั้ง แล้วเขาก็จะนั่งดูเราเดินจงกรมอยู่อย่างนั้นโดยไม่ไปไหน จนเรานึกแปลกใจในกิริยาของเทวดาผู้นี้
ครูอาจารย์ชอบว่า..ท่านเห็นเทวดามาหลายตน แต่เทวดาผู้นี้ที่ถ้ำนายมเพชรบูรณ์ เขาจะมีกิริยาดูแปลกกว่าเทพเทวดาองค์ไหนๆที่ท่านเคยเห็นมา ท่านว่าเทวดาทั่วไปเมื่อแผ่เมตตาให้แล้วเขาก็จะอนุโมทนาลาจากไปหรือไม่ก็จะเข้ามาสนทนาธรรมกับเรา แต่เทวดานายมผู้นี้จะไม่เข้ามาหา เขาจะนั่งอยู่บนโขดหินดูเราเดินจงกรมอยู่อย่างนั้นโดยไม่ไปไหน
เรากำหนดถาม..เพราะอะไรโยมจึงมาดูอาตมาเดินจงกรม
เทวดาผู้นี้เขาไม่ตอบคำถามเรา... -
” มโนมยิทธิ ” ( หลวงพ่อฤาษีลิงดำ )
” มโนมยิทธิ ”
โอวาทหลวงพ่อฯ เล่ม 4 หน้า 16
เมื่อไม่นานมานี้ ไม่เกิน ๒๐ วันมานี้ ก็มีคน ๆ หนึ่งไปหาที่วัด ไปถามว่า คุณพ่อตายแล้วไปอยู่ที่ไหน ความจริงอาตมาก็ไม่ได้บอกท่านผู้นั้น เพราะว่า ถ้าขืนบอกก็ขี้เกียจ แต่ก็อยากจะรู้ ในเมื่อเขาบอกชื่อก็นึกถึง นึกถึงแกก็มา ยืนข้างหน้า ถามว่าเวลานี้คุณไปอยู่ที่ไหน เขาตอบว่าเวลานี้ผมไปอยู่ชั้นยามา ครับ ถามว่า อยู่ชั้นยามา ปกติคุณทำอะไรจึงไปอยู่ชั้นยามาได้ บอกปกติ ผมทำสมาธิ ก็ถามว่า สมาธิคุณทำเวลาไหน เวลาตอนเช้ากับตอนค่ำ ครับ ตอนเช้าผมตื่นนอนขึ้นมา ก็ผมห้อยสร้อยมีพระอยู่ที่สร้อย หยิบพระมา พนมมืออาราธนาบารมีพระ คือ ที่เขาเรียกว่า ปลุกพระ หรือ อาราธนา- บารมีพระก็ได้ ตอนค่ำก็เกรงอันตรายก็ทำแบบนั้นเหมือนกัน อย่างนี้ชื่อว่า เป็นการนึกถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ทั้งสองเวลา ทั้งตอนเช้าและ ตอนค่ำก็เป็นสมาธิ สมาธิไม่จำเป็นต้องไปนั่งขัดสมาธิเฉย ๆ จะทำแบบไหน ก็ได้ นั่งแบบไหนก็ได้ ถ้าอยู่ที่บ้านของเรา ถ้าจิตนึกถึงพระพุทธเจ้าก็ถือว่า เป็น พุทธานุสสติ จิตนึกถึงพระธรรมเป็น ธัมมานุสสติ จิตนึกถึงพระสงฆ์ เป็น สังฆานุสสติ นั่นเขาอยู่ชั้นยามาได้ แต่พอลูกชายถามว่า... -
หลวงพ่อเงินไหลมาเทมา..(หลวงพ่อพระราชพรหมยาน)
หลวงพ่อเงินไหลมาเทมา
“…มีเรื่องจะเล่าสู่กันฟัง ไม่ได้บอกบุญ ไม่ได้เรี่ยไร ยังไม่ต้องทำบุญวันนี้นะ ถ้าขืนทำวันนี้มันได้น้อยและเวลายังอยู่อีกนาน คือว่าเมื่อตอนฉันป่ายหนักเมือพรรษาที่แล้วมานี้ มีพระ ๓ องค์ด้วยกัน ท่านไปช่วยรักษา คือ หลวงปู่สี หลวงปู่โต หลวงปู่ทวด การรักษาของท่านมีผล เวลานั้นอาการหนักมากนะ
ท่านบอกว่า “ถ้ารักษาหายขอให้สร้างพระยืนสูง ๑๖ ศอก”
ก็เลยบอกท่านว่า “ถ้าหายจริงๆ จะสร้างถวาย ๓๐ ศอก” เมื่อหายแล้วฉันก็ตั้งสมาธิวิปัสสนาญาณใหม่ คือไม่สร้าง ต่อมาก็นั่งคิดในใจว่าเอ๊ะ…จะเอาพระพุทธรูปไปตากแดด จิตใจไม่ชอบพระตากแดด แต่คนอื่นเขาสร้างอย่าไปตำหนิเขานะ เพราะเรื่องของเจตนาของแต่ละบุคคล จิตเป็นกุศลเหมือนกัน ไม่เป็นไร
ต่อมาก็ไปพบพระพุทธเจ้า ท่านบอกว่า
“เอาอย่างนี้ดีไหมล่ะ ฉันเมื่อสมัยมีชวิตอยู่ฉันสูง ๘ ศอกของคนสมัยนั้น เธอก็สร้างพระพุทธรูปหน้าตัก ๘ ศอก เป็นพระนั่ง แล้วก็สร้างวิหาร”
คิดเฉลี่ยแล้วแพงกว่าพระยืนไม่รูกี่สิบเท่า พระยืนจริงๆ ไม่กี่แสนหรอกนะ แต่วิหารจริงๆ หลายล้าน ก็เลยติดท่านว่า อย่างนั้นก็เอา ตกลงว่าจะไม่สร้างพระยืน พอมาถึงเที่ยวนี้ (๑ มิ.ย. ๒๕๒๙)... -
คนที่ไม่โกรธตอบนั่นนะเป็นคนดี (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ )
คนที่ไม่โกรธตอบนั่นนะเป็นคนดี
นี่จำให้ดีนะ ความยั่วยุให้โกรธ มันมีอยู่เสมอในที่ทุกสถาน ฉะนั้นบรรดาท่านที่เป็นนักปฏิบัติจงดูพระพุทธดำรัสขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า ถ้าจิตใจของเราฝึกฝนดีแล้ว คือทรงพรหมวิหาร ๔ ดีแล้ว จนเป็นฌานสมาบัติ หรือว่าทรงกสิณ ๔ อย่างใดอย่างหนึ่งดีแล้ว เป็นฌานสมาบัติอย่างต้นนะ อย่างเล็ก ๆ เราจะไม่แสดงอาการโกรธตอบ และยิ่งกว่านั้น องค์สมเด็จพระภควันต์ ทรงตัดกิเลสเป็นสมุจเฉทปหานเป็นอรหันต์ คือเป็นยอดอรหันต์ จะโกรธตอบ ท่านกลับกล่าวว่า
” คนที่ไม่โกรธตอบนั่นนะเป็นคนดี คนโกรธตอบเป็นคนเลว ”
จำไว้ตรงนี้แล้วก็นำไปประพฤติปฏิบัติ ทำกายทำใจให้พร้อมนะ ท่านจงอย่านึกว่าท่านจะไม่ถูกเขาด่า
จงอย่าคิดว่าจะไม่ถูกใครเขาแกล้ง
จงอย่าคิดว่าจะไม่มีใครเขาเบียดเบียนท่าน
และจงอย่าคิดว่าอารมณ์โกรธจะไม่เกิดขึ้นกับใจของท่าน ถ้าคิดแบบนี้ก็ประมาทเกินไป
หลวงพ่อพระราชพรหมยาน หลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง
ที่มา คำสอนหลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง -
รักษาศีลไม่ถึงเดือน (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ)
รักษาศีลไม่ถึงเดือน
ผู้ถาม : ตอนที่คุณแม่ป่วยหนัก ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ลูกก็ได้แนะนำให้รักษาศีล ๕ ตลอดชีวิต ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันตาย แต่บังเอิญรักษาได้ไม่ถึงเดือนดี ท่านก็จากไป จึงเรียนถามหลวงพ่อว่าคนที่รักษาศีล ๕ ได้ไม่ถึงเดือนอย่างนี้ ตายแล้วจะมีโอกาสไปเกิดในสุขคติได้หรือเปล่าคะ
หลวงพ่อ : หมายความว่ารักษาได้ไม่ถึงเดือนใช่ไหม ความจริงรักษาวันนั้นตายวันนั้นก็ไปสู่สุขคติ
“จิตเต ปาริสุทเธ สุคติ ปาฏิกังขา”
พระพุทธเจ้าตรัสว่า
“ก่อนจะตาย ถ้าจิตใจน้อมไปในด้านกุศล จิตบริสุทธิ์นะ ไปสู่สุขคติ”
มันไม่มีความจำเป็นต้องรักษาเต็มเดือนหรือไม่เต็มเดือนนี่ เอาเฉพาะก่อนหน้าที่จะตายจิตมันบริสุทธิ์ไหม หรือว่าจิตเป็นพาล
“จิตเป็นพาลหมายถึงจิตกลุ้ม
ถ้าจิตกลุ้มไปสูุ่ทุคติ
ถ้าจิตเป็นสุขไปสู่สุคติ”
ถ้าท่านรักษาศีลแบบนี้ ถึงแม้ไม่ถึงเดือน แต่ก็รักษาหลายวันนะ มีอานิสงส์สูง
นอกจากท่านจะมีศีลแล้ว คนนี้ก็มี “อนุสสติ” คือนึกถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระอริยสงฆ์ ใช่ไหม ก็ขอยืนยันว่า
“ถ้ารักษาศีลได้จริงไปสู่สุขคติจริง”
ผู้ถาม : แม้แต่เพียงวันเดียวหรือครับ
หลวงพ่อ : แม้แต่ประเดี๋ยวเดียวก็ไปได้
ผู้ถาม :... -
งัดของเก่ามาใช้..(พระอาจารย์เล็ก สุธมฺมปญฺโญ)
งัดของเก่ามาใช้
ถาม : หนูว่าพวกนี้ถ้าอาศัยกำลังใจของเราไม่พอ ?
ตอบ : ตั้งใจเอาไว้ซิว่า สิ่งใดก็ตามที่เราทำเพื่อพระศาสนา เพื่อแบ่งเบาภาระหลวงพ่อ เพื่อมรรคผลนิพพานของเรา ให้เราทำสิ่งนั้นลุล่วงโดยง่ายดาย ขอให้เราเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยกำลังกาย กำลังใจ กำลังสติปัญญา กำลังคน กำลังทรัพย์ ก็อธิษฐานไป ไม่มีใครเขาว่านี่ งัดของเก่ามาใช้ บุญเก่าทำมาเยอะแล้ว ถึงเวลาก็อธิษฐานขอกำลังบุญเก่ามาช่วยมั่งซิ แต่อย่าเอาอย่างหลวงตาวัชรชัย สมัยหนุ่ม ๆ คือบวชใหม่ ๆ หลวงตาท่านยังไม่แก่มากใช่ไหม ?
สมัยหนุ่ม ๆ เวลาขัดใจ หลวงตาจุดธูปปักฉับ ชี้ฟ้าเลย "พี่น้องข้างบนฟังให้ดี ผมลำบากจะตายห่..อยู่แล้ว สมัยเมื่อก่อนก็ตกลงกันว่าจะช่วย ๆ แล้วตอนนี้ไม่ช่วยหมายความว่าอย่างไรวะ ?" ...(หัวเราะ)... อย่าไปทำอย่างนั้นนะ อย่างนั้นสำหรับคนที่เขาเกินร้อย ของเราเอาแค่แปดสิบเก้าสิบก็พอ จะลองดูบ้างไหม ?
ด่าทีได้ที สไตล์เดียวกับท่านแสงชัย พระแสงชัยด่าเทวดาที ฝนหยุดเลย ไม่อย่างนั้นเดินธุดงค์ตั้งแต่ตีสามยันบ่ายสามโมง ฝนตกตลอด หนาวจนตัวเขียวไปหมด ท่านโมโหขึ้นมา ชี้ฟ้าด่าเลย "จะตกหาโคตรพ่อโคตรแม่มึงหรืออย่างไร ? ...(หัวเราะ)...... -
ปรารถนานิพพานแค่ไหน..(พระอาจารย์เล็ก สุธมฺมปญฺโญ)
ปรารถนาพระนิพพานแค่ไหน
ถาม : นี่ถ้าหากพระพุทธเจ้าท่านเสด็จมาตอนนี้แล้วท่านถาม ปรารถนาพระนิพพานแค่ไหนจะตอบว่าอย่างไร ?
ตอบ : ถามว่าปรารถนาพระนิพพานแค่ไหน ก็จะตอบว่าไปตอนนี้ได้เลยก็จะดี (หัวเราะ) ไม่มีอะไรน่าเบื่อไปกว่าร่างกายนี้อีกแล้ว เพียงแต่ว่าในเมื่อเราต้องอยู่กับมัน แล้วทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับเราเกิดจากเราทำทั้งนั้น ในเมื่อเกิดขึ้นจากเราทำ เราก็ต้องยอมรับ ก็ไม่ไปดิ้นรนต่อต้านอะไร เหมือนกับอยู่อย่างมีความสุข...ใช่ไหม ? แต่จริง ๆ แล้วอยากไปจากมันทุกเวลาเลย ต้องยอมรับมันนะ ปกติของมันเป็นอย่างนั้นค้านไม่ได้เลยล่ะ ค้านเมื่อไรมันเล่นตายเลย มันป่วยปะแหง็บ ๆ ให้เห็นอยู่นี่
สนทนากับพระอาจารย์เล็ก สุธมฺมปญฺโญ
เดือนเมษายน ๒๕๔๕ ณ บ้านอนุสาวรีย์ฯ
ที่มา วัดท่าขนุน -
ให้ร่างกายมันอดเสียบ้าง..(พระอาจารย์เล็ก สุธมฺมปญฺโญ)
ให้ร่างกายมันอดเสียบ้าง
สุขภาพร่างกายของเรา ถ้าให้อดเสียบ้าง จะทำให้สุขภาพดีขึ้น เพราะเมื่อร่างกายเรารับสารอาหารเข้าไป ก็จะไปอยู่ในเลือด ถ้าว่ากันตามภาษาของพระพุทธเจ้าก็คือ ทำให้กายหนัก ภาวนาก็ยาก เลือดลมไม่ปลอดโปร่ง
ถ้าหากว่ากันตามการแพทย์สมัยใหม่ก็คือ พอเข้าไปมาก ๆ แล้ว ไตต้องไปเสียเวลากำจัดออก ร่างกายก็ทำงานหนักกว่าปกติ ทำให้อวัยวะที่ทำงานหนักเสื่อมทรุดลงเร็ว ถ้าหากว่าเรางดอาหารสักมื้อหนึ่ง ร่างกายก็จะมีโอกาสฟื้นฟู สุขภาพจะดีขึ้น แต่ส่วนใหญ่แล้วเราอดกันไม่ได้ ท้องร้องจ๊อกขึ้นมาก็ต้องรีบหาให้กิน
เราจะเห็นว่าพระพุทธเจ้ากำหนดไม่ให้พระฉันอาหารในเวลาวิกาล เท่ากับว่าร่างกายมีโอกาสฟื้นฟู พอใช้สารอาหารในเลือดหมด เลือดลมก็โปร่ง ภาวนาก็ง่าย จะจับลม จะพิจารณาธรรมอะไรก็สะดวก ที่สำคัญที่สุดก็คือ ประหยัดทรัพยากรของโลก คน ๖๐ ล้าน ประหยัดข้าวคนละเม็ด แล้วถ้า ๖๐ ล้านเม็ดเท่ากับกี่กระสอบ ? แล้วนี่ประหยัดทั้งมื้อเลยนะ… อย่างน้อย ๆ ก็มีอาหารเหลือเลี้ยงพลโลกไปได้อีกเยอะเลย
จะว่าไปแล้วพวกเรานี้สร้างทานบารมีมาดี ที่อื่นเขาอดกันแทบตาย ที่เฮติอย่างนี้ แต่เรานี่กินล้น..กินเกิน ต้องไปดูโทณปากสูตร... -
เห็นทุกข์ก็เห็นธรรม (พระอาจารย์เล็ก สุธมฺมปญฺโญ)
เห็นทุกข์ก็เห็นธรรม
ถาม : เห็นทุกข์ก็คือว่าเห็นธรรมคู่กันเลยนะคะ ?
ตอบ : ใช่ โยธัมมังปัสสะติ โสณังปัสสะติ พระพุทธเจ้าบอกผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต ธรรมะคือ ตัวทุกข์นั่นแหละ สมัยก่อนก็คิดเหมือนกันคิดว่า เป็นพระอนาคามีแล้วค่อยบวชถึงจะสบาย ปล้ำอยู่ ๑๑ ปีเต็ม ๆ แม้แต่คาก็ไม่คา มีก็ไม่มี หมดเกลี้ยง
เพราะฉะนั้นตอนหลวงพ่อชวนบวชก็ไปบวช ปรากฏว่าสิ่งที่อยากได้ตอนเป็นฆราวาสทำแทบเป็นแทบตายก็ไม่ได้ ไปได้มากตอนที่บวชแล้ว หลวงปู่ฝั้นท่านบอกว่าท่านมี คาถามหาละรวย คนก็ชอบซิ เมตตามหานิยม มหาละรวยใช่มั้ย ? ท่านบอกว่าไม่ใช่ ละ แล้วจะ รวย (หัวเราะ)
หลวงปู่มหาอำพัน ท่านก็บอกว่า คนไม่พอพาจนเป็นคนเข็ญ พอแล้วเป็นเศรษฐี มหาศาล คนเราถ้าพอซะอย่างมีอะไรมันก็แบ่งปันคนอื่นได้ก็เหมือนกับคนรวยนี่เอง จนทั้งนอก จนทั้งใน ไม่ได้การ ต้องคิดอ่านแก้จนเป็นคนพอ ถ้าไม่พอยังไง ๆ มันก็ไม่รวยหรอก มีหมื่นล้านมันก็จะเอาแสนล้าน
สนทนากับพระอาจารย์เล็ก สุธมฺมปญฺโญ
เดือนมีนาคม ๒๕๔๕ ณ บ้านอนุสาวรีย์ฯ
ที่มา วัดท่าขนุน -
จังหวะชีวิต..(พระอาจารย์เล็ก สุธมฺมปญฺโญ)
จังหวะชีวิต
ถาม : การที่เราจะได้ไม่ได้…ขึ้นอยู่กับจังหวะชีวิตด้วยหรือเปล่าคะ ?
ตอบ : ขึ้นอยู่กับจังหวะ ถ้าหากว่าจังหวะไหนกุศลส่งอะไรก็ง่ายไปหมด ถ้าหากว่าเป็นช่วงอกุศลคือความไม่ดีที่เราทำไว้เข้ามา อะไรเข้ามาก็สะดุดติดขัดไปหมด
จำเอาไว้ว่า เราเกิดเป็นมนุษย์ ต้นทุนเราพอแล้ว บุญเราต้องทำมาพอสมควรทีเดียวถึงได้เกิดเป็นมนุษย์ได้ ในเมื่อบุญเราทำมาพอสมควรแล้วก็อย่าประมาท ต้องรีบเร่งทำไปให้มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะตัวที่ไม่เสียอะไรเลย ก็คือศีลกับภาวนา รักษาศีลให้ปกติ ภาวนาเจริญสมาธิให้เป็นปกติ พวกนี้จะเป็นบุญใหญ่ กำลังสูงมาก
ถ้าหากว่าเราให้ทานอย่างเดียว คือเสียทรัพย์เสียของ แต่ศีลกับภาวนาเราไม่ต้องเสียอะไรเลย เป็นบุญใหญ่ที่ง่ายที่สุด บุญกุศลพวกนี้ที่จะตามส่งผลให้กับเรา ถ้าจะมีเคราะห์กรรมอะไรเนื่องด้วยสิ่งไม่ดีเก่า ๆ ที่เราทำมา ถ้าเราเป็นผู้มั่นคงใน ทาน ศีล ภาวนา สิ่งทั้งหลายเหล่านั้นจะตามสนองเราได้ไม่ถึง ๒๕ เปอร์เซ็นต์ เต็มที่ก็ได้แค่ ๑ ใน ๔ เท่านั้น อีก ๓ ส่วน อานุภาพของทาน ศีล ภาวนากันไว้เรียบร้อยแล้ว
สนทนากับพระอาจารย์เล็ก สุธมฺมปญฺโญ
ณ บ้านอนุสาวรีย์ฯ เดือนเมษายน พุทธศักราช ๒๕๔๕
ที่มา... -
รู้จักสังเกตและเอามาใช้ (พระอาจารย์เล็ก สุธมฺมปญฺโญ)
รู้จักสังเกตและเอามาใช้
ถาม : ทำไมเวลาที่เรานั่งปฏิบัติของเราเอง กับเวลานั่งฟังอาจารย์ท่านสอน จึงมีความต่างกัน เวลาฟังอาจารย์แล้วเหมือนตัวเองจะก้าวหน้า แต่เวลาทำเองกลับไม่ใช่ ?
ตอบ : ต้องสังเกตดี ๆ เวลาที่เรานั่งฝึกปฏิบัติกับตอนที่เราฟังนั้น สมาธิเราปักมั่นต่างกันอย่างไร ตอนที่เราฟังนี่เราเงี่ยหูฟัง ถ้าหากว่าบางท่านพูดเสียงเบาเราก็กลัวไม่ได้ยิน อันนั้นก็คือสมาธิ เราจะจดจ่อปักมั่นอยู่ตรงหน้า ถ้าหากว่าเป็นอย่างนั้น ถึงเวลาเราก็เอามาใช้ในลักษณะเดียวกัน ก็คือว่าทำอย่างไรตอนนั่งภาวนา ให้สมาธิเราปักมั่นอยู่ตรงหน้า เหมือนกับตอนที่เราตั้งใจฟัง ตรงนี้คือสิ่งที่เราต้องรู้จักสังเกตและเอามาแยกแยะ
อย่างเวลาออกบิณฑบาต ระยะนี้ฝนตก มีบ้านโยมบางหลังบันไดชันมาก ๆ แล้วก็แคบด้วย จะขึ้นจะลงต้องระวังจนตัวลีบ ไม่เช่นนั้นมีหวังหัวทิ่มลงมา ผมบอกกับพระให้สังเกตอารมณ์ใจตนเองว่า ตอนที่เดินตามถนนธรรมดากับตอนที่เดินขึ้นบันได ช่วงที่คุณขึ้นลง สติ สมาธิและปัญญาของคุณอยู่ตรงไหน สติคุณต้องรู้ระมัดระวัง..ใช่ไหม ? ไม่อย่างนั้นแล้วเดี๋ยวจะลื่น เดี๋ยวจะล้ม ขณะเดียวกันสมาธิต้องปักมั่นอยู่ตรงหน้า มีการระมัดระวัง... -
เกี่ยวกับเรื่องทาน..(พระอาจารย์เล็ก สุธมฺมปญฺโญ)
ถาม : เกี่ยวกับเรื่องทาน
ตอบ : ในส่วนของสาธารณประโยชน์มันเกิดประโยชน์แก่คนอื่นมากก็ใช่ แต่ขณะเดียวกันเราต้องไม่ลืมว่าเนื้อนาบุญก็สำคัญ ไม่เช่นนั้นก็จะเหมือนกับอังกุระเทพบุตร ตั้งโรงทานเพื่อสาธารณะ ๘๐ โรง ตลอดสองหมื่นปี ไปเกิดเป็นเทวดาที่อานุภาพน้อยที่สุด เพราะไปทำบุญในช่วงที่โลกว่างจากศาสนา คนไม่มีศีลไม่มีธรรม
แต่ว่าให้ทำไปเถอะ มันจะมากจะน้อยทำไป มีโอกาสแล้วเราทำ ไม่ละ…ไม่เว้น บุญใหญ่ก็เอา บุญเล็กก็เอา กวาดมันให้หมด ใครจะว่างกก็ช่าง
ถาม : การเลือกเนื้อนาบุญ
ตอบ : มันมีปัญญาบารมีคุม ก็คือ ในเมื่อทำแล้วก็ควรจะให้ได้ผลมากที่สุด แต่ว่าขณะเดียวกันถ้ามีโอกาสทำ แม้ทำแล้วผลน้อยกว่าปกติ ก็ยังทำอยู่ ทำเพราะรู้ว่าสิ่งนั้นดีเราจึงทำ ไม่ใช่ว่าตั้งหน้าตั้งตาจะเอาบุญอย่างเดียว ถ้าตั้งหน้าตั้งตาจะเอาบุญอย่างเดียวในอภิธรรมเขาบอกว่า มันเป็นโลภะเจตนา มันไปลดส่วนบุญลง
ถาม : ทำบุญให้ได้อานิสงส์เต็ม
ตอบ : ให้ดูว่าบริสุทธิ์โดยสี่ส่วนหรือเปล่า ถ้าบริสุทธิ์โดยสี่ส่วน เจตนาบริสุทธิ์ ทำเพื่อหวังตัดสละออกในความโลภนั้นหรือเปล่า
วัตถุทานบริสุทธิ์ ได้มาโดยถูกต้องตามศีลธรรมและกฎหมาย... -
พุทธภูมิแบบตกกระไดพลอยโจน
พุทธภูมิแบบตกกระไดพลอยโจน
ถาม : …อย่างนั้นก็แปลว่าต้องมาในสายพุทธภูมิ… ?
ตอบ : ใครที่ตามหลวงพ่อวัดท่าซุงมา มักจะเป็นพุทธภูมิแบบตกกระไดพลอยโจนทั้งนั้น
คำว่า “ตกกระไดพลอยโจน” คือกำลังใจจริง ๆ ไม่ได้คิดอยากจะเป็นพระพุทธเจ้า แต่อธิษฐานขอตามหลวงพ่อวัดท่าซุงท่านมา หลวงพ่อวัดท่าซุงท่านต้องบำเพ็ญบารมี ๑๖ อสงไขยกับแสนมหากัป พวกที่อธิษฐานตามท่านมาในระยะแรก ๆ บำเพ็ญบารมีมาไม่ต่ำกว่า ๑๐ อสงไขยทั้งนั้น
ถ้าตั้งใจจะเป็นพระพุทธเจ้าเองก็เลี้ยวไปได้ ๒ รอบแล้ว อยากเป็นแบบปัญญาธิกะ ก็เลี้ยวไปตั้งแต่ ๔ อสงไขยกับแสนมหากัปแล้ว ถ้าอยากเป็นแบบศรัทธาธิกะ ก็เลี้ยวไปตอน ๘ อสงไขยกับแสนมหากัป ประเภทตามอย่างเดียว ไปไหนไปด้วย ก็ว่าเสีย ๑๐ กว่าอสงไขย
ตอนอาตมาขึ้นไปกราบขอลาพุทธภูมิ พระท่านอนุญาตให้ลาได้ แต่ตรัสว่างานเก่าให้ทำไปก่อน คือเรื่องของการสงเคราะห์คน ก็เลยกลายเป็นว่า อนุญาตให้ลาได้ ถ้าเอ็งแน่จริงก็เข้าพระนิพพานไป ถ้าไม่แน่จริงก็ต้องเหมางานเดิมต่อ เพราะท่านบอกว่างานเก่าให้ทำไปก่อน อาตมาพยายามหนีสุดชีวิตเลย เพราะร่างกายแย่ลงไปทุกวัน แบบนี้เขาเรียกว่า “พุทธภูมิแบบตกกระไดพลอยโจน” ไม่ได้เจตนาจะเป็นเลย... -
ลูกศิษย์ตกใจ!! ‘แม่ชีศันสนีย์’ มะเร็งระยะลุกลาม ปฏิเสธคีโม-ผ่าตัด
สร้างความตกใจให้ลูกศิษย์ลูกหา เมื่อ แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต มีอาการปวดที่บริเวณช่องท้องและมีเลือดออก จึงไปหาหมอที่ รพ.ศิริราช และตรวจพบว่ามีก้อนเนื้อกระจายที่บริเวณช่องท้อง (ระยะลุกลาม) หลังจากการตรวจ แม่ชีศันสนีย์ ได้รักษาด้วยวิธีธรรมชาติบำบัด โดยปฏิเสธการคีโมและผ่าตัด โดยจะมีการแถลงข่าวในวันพรุ่งนี้ (29 พ.ย.) เวลา 13.00 น. ที่เสถียรธรรมสถาน
ขอบคุณที่มา
https://www.khaosod.co.th/special-stories/news_649144 -
"สติควบคุมจิต" (หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน)
"สติควบคุมจิต"
" .. การปฏิบัติจึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่งในพุทธศาสนา "เมื่อใครปฏิบัติถึงขั้นใดนั้น ตนเองจะรู้ด้วยตนเอง" เช่น การปฏิบัติอานาปานสติ กำหนดลมหายใจ ก็รู้ว่าลมเป็นอย่างไร จิตสงบนิ่งสบายอย่างไรก็ทราบ "แต่ต้องมีสติ อย่าส่งจิตออกไปข้างนอก"
ผู้ปฏิบัติขั้นต้นนั้น "สำคัญที่จิตกับสติ จิตจะดีขึ้นถ้ามีสติคอยควบคุมอยู่" จิตจะสงบ เบิกบานใจ ได้แสงสว่าง ความสุขก็เกิดมีมาเอง "ถ้าจิตไม่มีสติควบคุม ปล่อยให้มีอารมณ์ต่าง ๆ แทรกเข้ามาก็สงบไม่ได้ ความสุขก็เกิดไม่ได้"
เพราะฉะนั้นหลักสำคัญอยู่ที่ "อย่าปรุงแต่งให้เกิดอารมณ์" อบรมจิตให้สงบจริง ๆ ความสุขก็ตามมาตามลำดับแห่งความสงบ "สงบมากก็เกิดความสุขมาก" จนเป็นความสุขอัศจรรย์ได้แม้แต่ขั้นสมาธิอันละเอียด .. "
"ธรรมะในลิขิต"
หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน -
ทิพย์แห่งจิต หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ
ทิพย์แห่งจิต หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ
อาจารย์ศุภรัตน์ แสงจันทร์ ผู้เขียน
๔. สุดยอดวิชาการฝึกอภิญญา จิตของหลวงปู่
หลวงปู่เภาเป็นศิษย์หลวงปู่กลั่น วัดพระญาติ เกจิอาจารย์ชื่อดังของเมืองกรุงเก่า หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ ได้ร่ำเรียนเกี่ยวกับการลบผง เรียนสูตรต่างๆ จากหลวงปู่เภา ซึ่งมีศักดิ์เป็นอา ท่านเคยเล่าให้ผู้เขียนฟังถึง สุดยอดของการทำผงพระพุทธคุณ
“มีอยู่คืนหนึ่งนอนฝันไปว่า ได้เจอกับอาจารย์ที่เป็นต้นแบบของวิชา ไม่ได้เป็นพระ เป็นฆราวาส พอมาถึง ท่านก็เรียกอาจารย์ที่เป็นผู้สอนวิชาทำผงหลายท่าน พร้อมกับต่อว่าเกี่ยวกับการสอน เนื่องจากสอนไม่หมด มีการยักย้ายถ่ายเทอักขระคาถา อาจารย์เหล่านั้นท่านก็บอกว่า เคยเรียนมาแบบนี้ เพราะเป็นการบอกต่อๆ กันมา ในที่สุดอาจารย์ท่านนี้จึงบอกว่า จะสอนให้ถึงของจริง แล้วท่านใช้ดินสอพองเขียนลงไปบนกระดานชนวน เขียนไปลบไปจนตอนท้ายท่านบอกว่า ของจริงต้องเป็นอย่างนี้ ท่านตบลงไปที่กระดาน กระดานชนวนเกิดเป็นไฟลุกขึ้น แล้วท่านก็ให้ลองทำ ข้าพอทำได้ก็เลิก ไม่เอา กลัวบาป”
ผู้เขียนจึงเรียนถามหลวงปู่ว่า ผงนี้ใช้ทำอะไรได้บ้าง หลวงปู่ท่านบอกว่า “อยู่ที่อธิษฐานได้ทั้งนั้น”... -
“เทวดามาแย่งบุญมนุษย์”...(ท่านพ่อลี ธมฺมธโร)
เรื่อง “เทวดามาแย่งบุญมนุษย์”
“ทำดีเพียงเล็กน้อย แต่ให้ผลอานิสงส์มาก”
(คติธรรม ท่านพ่อลี ธมฺมธโร)
อีกเรื่องหนึ่ง ยังมีเทพยดาองค์หนึ่ง แต่ก่อนเป็นผู้หญิง ในสมัยครั้งหนึ่งแกไปวัดไปเห็นมันรกในทางจงกรมของพระ แกก็ไปเขี่ยขี้ฝอยในทางจงกรมนั้น เพื่อให้ความสะดวกในการเดินจงกรมของพระครั้งเดียวเท่านั้น
แต่แกทำด้วยความรัก แกทำด้วยความเชื่อ ทำด้วยความนับถือ ทำด้วยความบริสุทธิ์จิต เพราะของที่รกรุงรังสกปรกนั้น ยังความเศร้าใจให้เกิดขึ้นท่านเห็นเป็นเช่นนี้จึงได้เก็บขี้ฝอยออกจากที่ทาง แล้วก็หาน้ำล้างเท้ามาไว้ในที่นั้น เก็บขี้ฝอยขี้เศษต่างๆ รกรุงรังออกหมด แกก็รู้สึกว่า ใจสบายผ่องแผ้ว กลับไปบ้าน
บังเอิญไปเกิดเป็นลมตาย ตายจากโลกนี้ก็ไปเกิดเป็นเทวดา มีบริษัทบริวาร มีอาหารทิพย์ มีปราสาท มีความอุดมสมบูรณ์อย่างมากมาย เมื่อไปอยู่ที่นั้น ระลึกชาติได้ เมื่อระลึกชาติได้อย่างนี้ ก็นึกในใจว่า ถ้าเราทำบุญมากๆ ก็จะได้ดีมากกว่านี้ จะขอไปทำความดีอีกสักหน่อยเถอะ เพื่อให้มันยิ่งกว่าที่ได้ผลอยู่ขณะนี้ แต่ก่อนไม่ยักรู้ว่ามันจะได้รับผลอย่างนี้
ก็ได้ลงมาจากสวรรค์ ไปเที่ยวหาพระอยู่ตามป่าตามพง... -
พระพุทธเจ้าอุบัติมาแล้วนับล้านๆๆๆพระองค์ จนนับไม่ได้
เรื่อง “พระพุทธเจ้าอุบัติมาแล้วนับล้านๆๆๆพระองค์ จนนับไม่ได้”
(เทศนาธรรมโดย หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน)
กัปหนึ่งๆ พระพุทธเจ้าดูว่าอย่างน้อย เคยอ่านในตำราตั้งแต่ ๑ องค์ ๒ องค์ละ อย่างกัปธรรมดา ถ้าเป็นภัทรกัปก็มีพระพุทธเจ้าหลายองค์ เช่น ภัทรกัปเรานี้ก็มีพระพุทธเจ้าถึง ๕ พระองค์ ทีนี้เวลามาตรัสรู้ก็วางระยะกันห่าง ๆ ระยะห่างนี้เรียกว่า พุทธันดร พุทธันดร คือระหว่างแห่งพระพุทธเจ้าที่มาตรัสรู้ องค์นี้มาแล้ว เป็นระหว่าง แล้วองค์นี้มา ๆ พอหมดกัปนี้ไปแล้ว นั่นเป็นสุญญกัป กัปนี้ต่อกัปนั้นยังไม่มีพระพุทธเจ้าแหละ วางระยะนี้เรียกว่าสุญญกัป สัตวโลกไม่มีความหมายอันใดเลย เป็นฟืนเป็นไฟเผาไหม้ทั่วโลกธาตุ ตอนนี้ร้อนมากที่สุด
พอพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้ก็เป็นน้ำดับไฟขึ้นมา เป็นระยะ ๆ อย่างนั้น เป็นมาอย่างนี้ตลอดกี่กัปกี่กัลป์ ฟังว่ากัป กัปหนึ่ง ๆ นานเท่าไร แล้วกี่กัปกี่กัลป์มาแล้วท่านตรัสรู้เรื่อยมาอย่างนี้เรื่อย ๆ แล้วยังจะเรื่อยไปอีก ต้นไม่มี ปลายไม่มี ตรัสรู้ไปเรื่อย เหมือนกิเลสไม่มีต้นมีปลาย ธรรมะก็มี เป็นแต่เพียงว่าเป็นระยะ ๆ หากไม่มีต้นมีปลาย ตรัสรู้เรื่อย ๆ
เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงมีมากต่อมาก... -
“บุญ และ บาปของคน” หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า
ทุกคนมีที่มา คือ มาเกิดอยู่ในโลก เป็นมนุษย์ มีสังขาร มีทุกข์ ก็ด้วยกิเลสของตนเองแท้ ๆ เทียว ด้วยจิตตนเองนั้นเกิดกิเลส เกิดตัณหา เกิดความอยากที่จะมี คิดที่จะเป็นสิ่งต่าง ๆ จึงได้มามีสังขารเป็นมนุษย์ มีความแตกต่างกันไปตามกุศล และกรรมของทุกคน
ในอดีตของทุกคน ก่อนจะได้มาเกิดนั้น อาจจะมีผู้ที่ไม่เชื่อเรื่องของอธิษฐานกรรม หรือคิดไปว่า สิ่งที่ตนเองดำริไว้นั้น จะทำให้ตนเองต้องมาเกิดเป็นสิ่งต่าง ๆ ในโลกแห่งนี้
อาตมา อยากจะเทศน์สอนให้ทุกคนได้เข้าใจอีก การเกิดของมนุษย์ นั้น มีทางไม่เกิดก็มี ด้วยการทำความดีให้มาก หมดสิ้นกรรม และหนี้แห่งกรรมที่ตนเองก่อขึ้น เมื่อนั้น ตนเองก็จะบริสุทธิ์ ไม่มีกิเลส ราคีมัวหมองให้หมองเศร้า ไม่มีกิเลสนี้อาตมาอธิบายว่า ผู้ที่ดับกิเลสอย่างหมดสิ้นแล้ว นั่นหล่ะ จึงได้ได้ชื่อว่า “พระอรหันต์”
ทุก ๆ คน อยากจะพ้นทุกข์ หวังให้ตนเองไม่เกิด แต่ด้วยอำนาจจิตที่ตนเองยังไม่หลุดพ้นจากขันธ์ กิเลส ความอยากที่ตนเองปรุงไว้ อธิษฐานไว้ก็มี จึงได้บันดาลให้ตนเองต้องวนเวียนอยู่ในโลกทั้งสาม นรก สวรรค์ และมนุษย์ สามโลกนี้ไม่สิ้นสุด จนกว่าจะพ้นไปได้ ด้วยการหมดกิเลส
อาตมา ขอเจริญพร... -
รากเหง้าของพระศาสนาและความเป็นมนุษย์ (หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต)
รากเหง้าของพระศาสนาและความเป็นมนุษย์
ทาน - ศีล - ภาวนา
เป็นรากเหง้าของความเป็นมนุษย์และเป็นรากเหง้าของพระศาสนา ที่มนุษย์ต้องคอยสั่งสมให้มาอยู่ในนิสัย
ทาน
เป็นเครื่องแสดงน้ำใจ เพื่อสงเคราะห์ผู้อื่นโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใด ๆ
ศีล
เป็นเครื่องปัดเป่าความคิดของผู้มีกิเลส
ภาวนา
อบรมใจให้ฉลาดเที่ยงตรงต่อเหตุผล และความถูกต้อง ผู้เป็นหัวหน้างาน หรือมีภารกิจมาก ควรหันมาฝึกใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะการภาวนาช่วยแก้ความยุ่งยากลำบากใจ ทุกประเภทที่เป็นภาระหนักหากปล่อยใจโดยไม่มีธรรมเป็นเครื่องยับยั้ง คงไม่ได้รับความสุข แม้จะมีสมบัติก่ายกอง
ขอบคุณที่มา
http://www.dhammajak.net/board/viewtopic.php?t=6265 -
บุญ... ไม่ใช่แค่เอาสิ่งของไปถวายพระมากๆ หลวงปู่ชาสอน ทำบุญถูกวิธีมีอานิสงส์มาก
ธรรมะดึงสติ!! บุญ... ไม่ใช่แค่เอาสิ่งของไปถวายพระมากๆ หลวงปู่ชาสอน ทำบุญถูกวิธีมีอานิสงส์มาก ใครๆก็ทำได้ ไม่ต้องทุ่มจนหมดเนื้อหมดตัว
การภาวนา คือ ทำให้เกิดขึ้นมีขึ้นที่ไม่รู้ทำให้มันรู้ ที่ไม่ดีทำให้มันดี ใจเป็นบาปเป็นกรรมทำให้เป็นบุญเป็นกุศล การสร้างบุญไม่ใช่ทำโดยการให้ทานอย่างเดียว การรักษาศีล การเจริญเมตตาภาวนา การฟังธรรมเหล่านี้เป็นบุญทั้งหมด เป็นเหตุที่จะให้บุญเกิด บางคนจะทำบุญแต่ละที ก็คอยแต่จะให้มีเงินมากๆ เสียก่อน เลยไม่ได้ทำสักที เห็นคนอื่นทำก็ออนซอน กับท่าน คิดว่าเพิ่นบุญหลายหนอ
คนไม่รู้จักบุญ บุญไม่ใช่อย่างนั้น การละความชั่ว ละความผิดมันก็เป็นบุญแล้ว การรักษาศีล การเจริญภาวนา การฟังธรรมเทศนา ทำให้เกิดความเฉลียวฉลาดขึ้นมาเหล่านี้ก็ทำให้เกิดบุญขึ้นได้ แล้วคนเราสมัยนี้เข้าใจว่า การทำบุญก็คือการให้ทานเท่านั้น เพราะส่วนมากได้ยินพระท่านเทศน์ เรื่อง ทานบารมี ทานอุปบารมี ทานปรมัตถบารมี แต่ไม่ได้อธิบายให้เกิดความเข้าใจ
คนส่วนมากจึงมักเข้าใจกันว่า การทำบุญคือ การนำเอาสิ่งของไปถวายพระมากๆ คนยากจนก็เลยทำไม่ได้ เพราะไม่เข้าใจภาษาบาลีดังกล่าว
ความจริงเรื่องการให้ทานท่านแบ่งไว้ ๓ ระดับ... -
ครั้งแรกในเมืองไทย “สาธยายพระไตรปิฎก 2 แผ่นดิน”
วันอาทิตย์ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 22.54 น.
ครั้งแรกในเมืองไทย “สาธยายพระไตรปิฎก 2 แผ่นดิน”
ครั้งแรกในเมืองไทย “สาธยายพระไตรปิฎก 2 แผ่นดิน ครั้งที่ 1” แผ่นดินพุทธภูมิ สู่แผ่นดินสุวรรณภูมิ จัดขึ้น 2-12 ธ.ค.นี้ ณ วัดสุวรรณภูมิพุทธชยันตี ๙๘๙ จ.สมุทรปราการ
“โครงการสาธยายพระไตรปิฎก ๒ แผ่นดิน ครั้งที่ ๑” แผ่นดินพุทธภูมิ สู่แผ่นดินสุวรรณภูมิ จัดโดยวัดสุวรรณภูมิพุทธชยันตี ๙๘๙ เพื่อยกย่องเชิดชูพระไตรปิฎก ซึ่งเป็นคัมภีร์สูงสุด ที่รวบรวมหลักธรรมคาสอนในพระพุทธศาสนา เปิดโอกาสให้พุทธศาสนิกชนได้เข้าร่วมสาธยายพระไตรปิฎก เป็นการทรงไว้ซึ่งหลักธรรมคาสอนในพระพุทธศาสนาอย่างถูกต้อง รวมทั้งส่งเสริมให้พุทธศาสนิกชนได้อ่านพระไตรปิฎก ในรูปแบบของภาษาบาลี จัดขึ้นระหว่างวันที่ ๒-๑๒ ธันวาคม ๒๕๖๐ ณ วัดสุวรรณภูมิพุทธชยันตี ๙๘๙ อ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ
สำหรับการจัดโครงการสาธยายพระไตรปิฎก ๒ แผ่นดิน ครั้งที่ ๑ นี้ ถือเป็นครั้งแรกในเมืองไทย ซึ่งได้จัดขึ้นในวันและเวลาเดียวกันกับโครงการสาธยายพระไตรปิฎกนำชาติ ครั้งที่ ๑๓ ณ โพธิมณฑล ต้นศรีมหาโพธิ์พุทธคยา ประเทศอินเดีย สถานที่ตรัสรู้ ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า... -
มส.ร่วมเปิดงานรัฐบาลจีนพัฒนาพุทธศาสนา
มส.ร่วมเปิดงานรัฐบาลจีนพัฒนาพุทธศาสนา ภาคพื้นทะเลจีนใต้ให้ยั่งยืน
วันที่ 26 พ.ย.2560 พระพรหมสิทธิ กรรมการมหาเถรสมาคม(มส.) เจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ในฐานะประธานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ ร่วมเปิดงานรัฐบาลจีนจัดการประชุมปฏิญญาเซินเจิ้น เชิญผู้นำพุทธศาสนา นานาชาติกว่า 10 ประเทศ เพื่อการพัฒนาพุทธศาสนา ภาคพื้นทะเลจีนใต้ให้ยั่งยืน
พระพรหมสิทธิได้เป็นประธานเปิดการประชุมความว่า ขอเจริญพร ท่าน”หวังจั้วอัน” รัฐมนตรีกระทรวงการศาสนา ท่านเจ้าคุณ”ยิ้น ซุ่น” และท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน ขออนุโมทนา ชื่นชมยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้มาเปิดการประชุมทางพุทธศาสนาแห่งทะเลจีนใต้ ณ เมืองเซินเจิ้นแห่งนี้ ในการสร้างความร่วมมือ แลกเปลี่ยนทัศนคติ เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนให้พุทธศาสนามีความมั่นคง ก่อเกิดสันติสุขในภูมิภาคแห่งนี้
พุทธศาสนาในประเทศไทย และประเทศจีน ล้วนมาจากรากฐาน และแหล่งกำเนิด เดียวกัน มีความผูกพันเกี่ยวข้องกัน มาอย่างยาวนาน การพัฒนาศาสนาจึงต้องพัฒนาควบคู่กับการพัฒนาประเทศ จะเห็นได้จากวิสัยทัศน์ ของท่านประธานาธิบดี “สี จิ้น... -
ตามรอยอดีตชาติ!! หลวงปู่บุดดา ถาวโร พิสูจน์นิมิต..เจอหัวกะโหลกตัวเองเมื่อชาติที่แล้ว !!
ตามรอยอดีตชาติ!! หลวงปู่บุดดา ถาวโร พระอริยะผู้ระลึกชาติได้ถึง ๗ ชาติ ตั้งแต่วัยเยาว์ พิสูจน์นิมิต..เจอหัวกะโหลกตัวเองเมื่อชาติที่แล้ว !!
ประวัติหลวงปู่บุดดา ถาวโร
บ้านหนองเต่า ตำบลพุคา อำเภอโคกสำโรง จังหวัดลพบุรี คือสถานที่กำเนิดของหลวงปู่บุดดา ถาวโร พระอริยสงฆ์อีกรูปหนึ่งของสยามประเทศ พ่อของท่านชื่อน้อย แม่ชื่ออึ่ง นามสกุล มงคลทอง ประกอบอาชีพทำนา หลวงปู่บุดดาถือกำเนิดเมื่อวันเสาร์ ขึ้น ๑๐ ค่ำ เดือนยี่ ปีมะเมีย ตรงกับวันที่ ๕ มกราคม ปี พ.ศ.๒๔๓๗ มีพี่น้องร่วมท้อง ๗ คน เป็นชาย ๔ หญิง ๓
ในวัยเด็ก ท่านมีชื่อว่า "มุกดา" หรือบุดดา มงคลทอง เมื่อเจริญวัยเติบโตขึ้นพอรู้ความ ดูเหมือนว่าท่านจะมีความรักความรู้สึกผูกพันกับผู้พ่อเป็นพิเศษ เช่นเดียวกับพ่อของท่านซึ่งมีความเมตตา เอ็นดูลูกชายตัวน้อยคนนี้มากเช่นกัน และในวัยเด็กนั้น เป็นที่น่าสังเกตว่าเด็กชายบุดดาไม่ชอบทำร้ายเบียดเบียนสัตว์ตัวเล็กๆ ให้ได้รับความลำบากเดือดร้อน ยิ่งเป็นการฆ่าทำลายชีวิตสัตว์ต่างๆ ด้วยแล้ว เด็กชายบุดดาจะไม่แตะต้องเอาเสียเลย
ซึ่งวิถีชีวิตของชาวชนบทบ้านไร่บ้านนา... -
"ขรัวตาแสง" บูรพาจารย์แห่งสมเด็จโต ผู้สำเร็จในสรรพวิชาต่างๆ..ที่น้อยคนจะรู้เรื่องราวความเป็นมา..
ตำนานขรัวตาแสง
ประวัติของขรัวตาแสง พระอาจารย์องค์สำคัญของสมเด็จพระพุฒาจารย์ โต พรหมรังสี ในยุคกรุงรัตนโกสินทร์สองร้อยกว่าปีล่วงมาแล้วจะหาพระภิกษุรูปใดที่จะเป็นที่รู้จักของมหาชนยิ่งไปกว่าสมเด็จพุฒาจารย์ โต พรหมรังสี แห่งวัดระฆังโฆสิตาราม พระมหาเถราจารย์ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นไม่มี แต่จะหาผู้ที่รู้จักพระมหาเถระอันเป็นที่เคารพนับถือ และเป็นบูรพาจารย์ องค์สำคัญองค์หนึ่งของสมเด็จพุฒาจารย์โต อันมีนามว่าหลวงปู่แสง แห่งวัดมณีชลขัณฑ์ เมืองลพบุรี น้อยเต็มที
และมีอีกเป็นจำนวนไม่น้อยที่แทบจะไม่เคยได้ยินชื่อของหลวงปู่แสงเลยทั้งที่หลวงปู่แสง ขรัวตาแสง หรือพระครูมหิทธิเมธาจารย์ นี้ เป็นคณาจารย์ที่มีชื่อเสียงเป็นอันมากในยุคที่ท่านทรงสังขารอยู่พระเกจิอาจารย์หลายรูปที่มีชื่อเสียงมาจนถึงปัจจุบันนี้ ที่ได้เคยมานมัสการขอมอบตัวเป็นศิษย์ศึกษาเล่าเรียนวิชาการต่างๆจากหลวงปู่แสงมีเป็นจำนวนมากเป็นที่เลื่องลือขจรไปในหมู่ผู้แสวงหาความรู้วิชาการทั้งสมถะ และวิปัสสนา คาถาอาคม ฯลฯเป็นที่รู้จักไปจนถึงในรั้วในวัง
ขรัวตาแสง
ในประวัติเจ้าประคุณสมเด็จโต สำนวนของตรียัมปวาย กล่าวเกี่ยวกับหลวงปู่แสงไว้ว่า...
หน้า 340 ของ 440