คลังเรื่องเด่น
-
แม่นยำตามคำทำนาย!! เผยบันทึกที่ หลวงพ่อพุธ พยากรณ์ว่า "78 ชีวิตต้องสิ้นสุด" ก่อนจะมรณภาพอายุ 78
ปกติแล้ว "หลวงพ่อพุธ ฐานิโย" ท่านเป็นพระที่สนใจใฝ่รู้ในศาสตร์ต่างๆ หลายศาสตร์ ซึ่งท่านจะย้ำอยู่เสมอว่า ท่านศึกษาเพื่อพิสูจน์ความจริงให้หายข้องใจ เมื่อรู้แล้ว...หายสงสัยแล้วก็เลิก เช่น วิชาหนังเหนียว หรือศึกษาเรื่องการสะกดจิต (เพราะใกล้เคียงกับเรื่องสมาธิ) แล้วนำมาใช้ประโยชน์ในการรักษาโรค
วิชาโหราศาสตร์ก็เป็นอีกศาสตร์หนึ่งที่หลวงพ่อพุธได้ศึกษาอยู่บ้าง ดังที่เคยมีผู้กราบเรียนถามท่านว่า
"โหราศาสตร์หรือหมอดูนี่เชื่อได้หรือไม่?"
ท่านตอบว่า
"หมอดูก็คู่หมอเดา แต่วิชาโหราศาสตร์ก็เป็นวิชาที่มีความจริงของเขาอยู่ ... อย่างไรก็ตาม คนที่ภาวนา หมอดูดูไม่แม่นหรอก"
ถึงแม้ว่าหลวงพ่อพุธพอจะมีความรู้เรื่องโหราศาสตร์อยู่บ้าง แต่ก็ไม่เคยเห็นท่านพยากรณ์หรือดูหมอให้ใครเลยสักครั้ง ... จึงเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจเมื่อในวันหนึ่ง ประมาณปี พ.ศ. ๒๕๔๐ พระในวัดได้จัดตู้หนังสือในกุฏิของหลวงพ่อพุธและได้พบกับเศษกระดาษแผ่นเล็กๆ แผ่นหนึ่ง ซึ่งท่านได้เขียนกราฟชีวิตของท่านเองไว้ โดยขีดวงกลมล้อมรอบที่ตัวเลขอายุ "๗๘" และเขียนพยากรณ์ไว้ว่า "เตรียมตัวได้...ชีวิตต้องสิ้นสุด"
ต่อมาในช่วงเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๑... -
พิจารณาขันธ์ ๕ แล้วจิตเศร้าหมอง
พิจารณาขันธ์ ๕ แล้วจิตเศร้าหมอง
หลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดท่าซุง ตอบปัญหาธรรม
ผู้ถาม:- ผู้ถาม :- “หลวงพ่อคะ เวลาพิจารณาขันธ์ ๕ ว่าสกปรกรู้สึกว่าจิตมันเศร้า ๆ ค่ะ อย่างนี้เวลาตาย แล้วก็ตกนรกซิคะ…?”
หลวงพ่อ :- “สาธุ…เขาไม่ได้ให้ทำอย่างนั้น ให้เห็นว่าร่างกายสกปรก มันเป็นของไม่ดี ร่างกายนอกจากสกปรก มันก็ไม่เที่ยง ไม่ทรงตัว ในเมื่อไม่ทรงตัว มันก็มีอาการเป็นทุกข์ ถ้าเราเข้าไปยึดถือมันแล้ว ในที่สุดมันก็เป็นอนัตตามันสลายตัว เราห้ามปรามไม่ได้
เมื่อพิจารณาแบบนี้แล้ว ท่านให้พิจารณาต่อไป ขึ้นชื่อว่าร่างกายประเภทเลว ๆ อย่างนี้จะไม่มีสำหรับเราอีก สิ่งที่เราต้องการก็คือพระนิพพาน
ถ้าใจมันเศร้า มันก็ไม่ควรจะเศร้า เพราะว่าเราเกิดมาเป็นทาสของตัณหา เราจึงมีร่างกายอย่างนี้ ตั้งแต่นี้ไปเราจะไม่ยอมเป็นทาสของตัณหาอีก เขาใช้แบบนี้นะ ให้พิจารณาร่างกายว่าสกปรก พิจารณาร่างกายว่ามันเป็นทุกข์ มันจะเกิด นิพพิทาญาณ คือ ตัวเบื่อหน่ายร่างกายประเภทนี้ที่มันสกปรกด้วย มันไม่ทรงตัวด้วย มันเป็นทุกข์ด้วย แล้วก็พังในที่สุด
พร้อมกันนั้น ท่านให้ใช้ สังขารุเปกขาญาณ ควบคู่กันไป สังขารุเปกขาญาณคือวางเฉย... -
สิ้นแล้ว..ครูบาพรหม พระนักพัฒนาสองฝั่งลำน้ำเมยชายแดนไทย-พม่า
ศิษยานุศิษย์ ทั้งฝั่งไทยและพม่า แห่เดินทางมาร่วมพิธีขอขมา กราบสักการะ สรีระสังขารพระครูพิบูลธรรมนุวัตร หรือครูบาพรหม เจ้าอาวาสวัดแม่ต้านเหนือ หมู่ 2 ต.แม่ต้าน อ.ท่าสองยาง จ.ตาก
หลัง ครูบาพรหม ได้มรณภาพเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2560 ที่ผ่านมา ที่โรงพยาบาลท่าสอง สิริอายุ 83 ปี 8 เดือน 63 พรรษา อดีตเจ้าคณะอำเภอแม่ระมาด-ท่าสองยาง และเป็นพระธรรมทูตงานเผยแผ่ในปี พ.ศ.2524
นอกจากนั้นแล้ว ครูบาพรหมท่านยังมีความชำนาญพิเศษ ด้านงานช่างก่อสร้าง ช่างไม้-ช่างปูน
ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมา ครูบาพรหม ถือเป็นพระที่เคารพศรัทธาของ ญาติโยม ชาวอำเภอแม่ระมาด-ท่าสองยาง รวมถึงพี่น้องชาวกะเหรี่ยงสองฝั่งชายแดนตามลำน้ำเมยอีกด้วย
ท่านเป็นพระสายมหานิกายที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ มาโดยตลอด ทำให้พุทธศาสนิกชนเลื่อมใสศรัทธา
อีกทั้งยังเป็นพระนักพัฒนาและธรรมาทูตเผยแผ่ศาสนา สร้างวัดวาอารามในถิ่นทุรกันดาร
ขอขอบคุณที่มา
http://www.nationtv.tv/main/content/378581622/ -
เทพของพุทธ ของไทย โดย พุฒิวงศ์ บุษบวรรษ
ไปเจอบทความดี ๆ เลยมาแบ่งปันปัญญาบารมีกัน
เทพของพุทธ ของไทย
เรื่องและภาพ โดย พุฒิวงศ์ บุษบวรรษ
ความเชื่อเรื่องเกี่ยวกับเทพเทวดา มีอยู่ทุกมุมโลก แม้คนยุคใหม่บางกลุ่มจะปฏิเสธว่าไม่มีทางมีอยู่จริง แต่ก็ปฏิเสทไม่ได้ว่า ยังมีคนที่เชื่อเรื่องนี้อยู่มาก สำหรับคนไทยเรา รับความเชื่อเรื่องเทวดามาจากหลายลัทธิ หลายศาสนา จนผสมปนเป ชักจะแบ่งแยกไม่ถูกว่า เทพองค์ใด มาจากความเชื่อดั้งเดิมของใคร
ภาพจากผ้ายันต์ วัดลาดระโหง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
ผมเลยจัดหมวดหมู่ให้อ่านกันเพลินๆ หากกล่าวถึงเทพเจ้าคนไทยเราส่วนใหญ่มักจะนึกถึงมหาเทพทางศาสนาฮินดู คือ พระศิวะ พระพรหม พระนารายณ์ พระพิฆเนศวร พระขันธกุมาร รวมถึงมหาเทวี อย่าง พระแม่อุมา (มเหสีพระศิวะ) พระสุรัสวดี (ชายาพระพรหม) และพระลักษมี (ชายาพระนารายณ์) ซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากพิธีกรรมแบบพราหมณ์ ซึ่งกลมกลืนกับวิถีชีวิตแบบไทยมาช้านาน
แต่สำหรับชาวพุทธแบบเถรวาท ก็ไม่ได้ปฏิเสทการมีอยู่จริงของเทพเทวดาทั้งหลาย เพียงแต่ความเชื่อเกี่ยวกับเทพนั้นแตกต่างไปจากศาสนาฮินดู ค่อนข้างชัดเจนคือ ทางศาสนาฮินดูเชื่อว่าเทพเจ้าจะคอยควบคุมความเป็นไปของชีวิตสรรพสิ่งต่างๆ และโลก... -
หมอแนะถวายอาหารสุขภาพให้พระสงฆ์
หมอแนะถวายอาหารสุขภาพให้พระสงฆ์
กรมการแพทย์ เผยพบพระสงฆ์อาพาธด้วยโรคไขมันในเลือดสูง ปัจจัยเสี่ยงจากการฉันภัตตาหาร แนะถวายอาหารสุขภาพ พืชผัก เพื่อป้องกันการเจ็บป่วย
นายแพทย์ปานเนตร ปางพุฒิพงศ์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันพบว่าพระสงฆ์ส่วนใหญ่มีความเสี่ยงของการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง จากข้อมูลการสำรวจสุขภาพพระสงฆ์ของโรงพยาบาลสงฆ์ ในปี 2549 และปี 2559 เปรียบเทียบกัน พบว่า พระสงฆ์กลุ่มสุขภาพดีร้อยละ 60.3 ลดลงเหลือ ร้อยละ 52.3 และกลุ่มพระสงฆ์อาพาธกลับเพิ่มสูงขึ้นจากร้อยละ 17.5 เป็นร้อยละ 28.5 สาเหตุเกิดจากภัตตาหารที่ได้รับมาจากการบิณฑบาตที่ไม่สามารถเลือกฉันได้ ประกอบกับชาวพุทธที่มีความเร่งรีบทำให้คนเมืองส่วนใหญ่หลงลืมไปว่าในอาหารชุดสำเร็จรูปที่ขายตามท้องตลาดส่วนใหญ่หรือที่แม่ค้าจัดไว้ให้ เป็นอาหารที่ไม่ครบ 5 หมู่ตามหลักโภชนาการ ในขณะที่มีปริมาณน้ำตาล น้ำมัน เกลือ กะทิ หรือโซเดียมมากเกินกว่าความต้องการ เมื่อพระสงฆ์ฉันอาหารลักษณะนี้ไปติดต่อกันไปนานๆ จะทำให้อาพาธด้วยโรคต่างๆ
อาหารที่พุทธศาสนิกชนนำมาถวายพระสงฆ์สามเณร ถือว่ามีความสำคัญต่อหลักโภชนาการของพระสงฆ์เป็นอย่างมาก... -
โลกันตมหานรก คืออะไร ? ทำบาปกรรมอะไร จึงต้องไปตกนรกในภพภูมิพิเศษที่ยิ่งกว่าอเวจีนรกขุมนี้ ?
โลกกันตนรก
นิรยภูมิ หรือโลกนรกนี้ นอกจากจะมีมหานรก อุสสุทนรก และยมโลกดังกล่าวมาแล้ว ยังมีนรกขุมพิเศษอีกขุมหนึ่งซึ่งมีนามว่า โลกันตนรก อันว่าโลกันตนรกนี้เป็นขุมยิ่งใหญ่ แปละประหลาดกว่าบรรดาขุมนรกทั้งหลายเพราะอยู่ภายนอกจักรวาล สถานที่ตั้งของโลกันตนรกนี้อยู่ในจักรวาล ๓ โลก ถ้าจะเปรียบให้เห็นเป็นมโนภาพก็เหมือนกับเอาดอกปทุมชาติ ๓ ดอกมาตั้งชิดติดกัน ก็จะเกิดมีช่องว่างขึ้นในตอนกลางจักรวาล ต่าง ๆ ก็ตั้งชิดติดกันเช่นกับดอกปทุมชาติ ๓ ดอกนั้น
ตรงช่องว่างเว้นอยู่ในระหว่าง ๓ โลกจักรวาลนั้นเอง เป็นสถานที่ตั้งแห่งนรกขุมพิเศษนี้ เพราะฉะนั้น นรกขุมพิเศษนี้จึงมีชื่อว่า โลกันตนรก = นรกขุมนี้พิเศษอันอยู่สุดโลกจักรวาล
ก็ในโลกันตนรกนี้ มีสถาพมืดสนิท แสงดาวแสงเดือนและแสงตะวันส่องไปไม่ถึง เป็นสถานที่อันมืดมนนอนธการ เปรียบปานเช่นกับคนหลับตาในคราวเดือนดับข้างแรมฉะนั้น
สัตว์ที่ไปอุบัติเกิดในโลกันนรกนี้ ย่อมมีสภาพแปลกประหลาดพิลึก คือ มีสรีระร่างกายโตใหญ่เป็นยิ่งนักปานภูเขาใหญ่ ประกอบไปด้วยเล็บมือและเล็บเท้ายาวเหลือประมาณ... -
กว่า 2 ล้านดวงใจแห่สอบธรรมศึกษา ปี 60 “พระพรหมมุนี” ตั้งเป้าอีก 3 ปีเพิ่มผู้เข้าเรียนได้ 5 ล้านคน
กว่า 2 ล้านดวงใจแห่สอบธรรมศึกษา ปี 60 “พระพรหมมุนี” ตั้งเป้าอีก 3 ปีเพิ่มผู้เข้าเรียนได้ 5 ล้านคน สร้างบุคคลพึงประสงค์ของแผ่นดิน
วันนี้ (2 พ.ย.) ที่อาคารหลวงพ่อวัดปากน้ำ หลังที่ 2 สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม สำนักงานแม่กองธรรมสนามหลวง ร่วมกับพศ. และคณะสงฆ์จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ร่วมแถลงข่าว “โครงการสอบธรรมศึกษา พัฒนาคน พัฒนาชาติ ปีการศึกษา 2560” โดยมีพระพรหมเมธี (สุชิน อคฺคชิโน) กรรมการมหาเถรสมาคม(มส.) แม่กองธรรมสนามหลวง เป็นประธานการแถลงข่าว โดยกล่าวว่า การเรียนและการสอบธรรมศึกษาจำเป็นที่ผู้นับถือพระพุทธศาสนาต้องเรียนรู้ เมื่อรู้แล้วจะได้นำหลักธรรมคำสอนไปประพฤติปฏิบัติเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ตัวเอง สังคมและประเทศชาติ เมื่อสังคมมีผู้ปฏิบัติตามหลักธรรมมากขึ้น ก็จะเป็นสังคมที่สงบสุข ประชาชนก็จะเป็นบุคคลที่พึงประสงค์ของประเทศชาติ ผู้บริหารรัฐบาลก็จะเป็นผู้บริหารที่ดีของประเทศ ผู้ที่เข้ามาเรียนธรรมศึกษา ก็เพื่อต้องการเป็นคนดีของสังคม เมื่อคนดีมีมากขึ้นประเทศของเราก็จะเป็นประเทศที่มีความสุข เป็นสังคมที่มีมิตรไมตรี เอื้ออารีต่อกัน... -
เบญจพิธจักษุของพระพุทธเจ้า (พระอาจารย์เล็ก สุธมฺมปญฺโญ)
เบญจพิธจักษุของพระพุทธเจ้า
ถาม : การพิจารณากสิณ คือการพิจารณาโดยเห็นภาพ เห็นสี ในกรณีที่จิตของเราไปสัมผัสตัวเปลวไฟ กระแสลม ที่ใช้ความรู้สึกไปจับ จะเรียกว่าเป็นกสิณ หรือเรียกเป็นมหาสติ ?
ตอบ : อย่างหนึ่งเป็น มังสะจักษุ ตาเนื้อเห็น อีกอย่างหนึ่งเป็น ปัญญาจักษุ เห็นด้วยปัญญา ถ้าจิตเราจดจ่อเพ่งอยู่ตรงนั้นก็เป็นกสิณ แต่ถ้าหากว่าเราเอาสติสมาธิทั้งหมดไว้ตรงนั้นจะเป็นมหาสติ คือถ้าเราเพ่งอยู่ที่ภาพจะเป็นกสิณ ส่วนช่วงที่เราประคับประคองอยู่จะเป็นมหาสติ แต่ถ้าทำอย่างที่ว่ามาจัดเป็น "กสิณโทษ" เพราะไปสนใจสิ่งอื่นนอกเหลือดวงกสิณ จะทำให้สำเร็จกสิณกองนั้นๆ ยาก
ถาม : ถ้าตามหลักการกสิณ สีจะเปลี่ยน แล้วถ้าเป็นในกรณีปัญญาจักษุ แตกต่างกันไหมครับ ?
ตอบ : ปัญญาจักษุสามารถเห็นได้ในทุกที่ แต่ถ้ามังสะจักษุการเห็นจะจำกัด เสียดายเราไม่มีสมันตจักษุเหมือน พระพุทธเจ้า สมันตจักษุเป็นการเห็นรอบ รู้รอบ ไม่มีอะไรปิดบังพระองค์ท่านได้ เราเองถ้าหากว่าใช้ปัญญาพิจารณาไม่ละเอียดจริง ก็จะมองข้ามจุดที่ละเอียดไป
พระพุทธเจ้าท่านเห็นครบหมดทุกอย่าง ไม่มีอะไรปิดบังท่านได้เลย อย่างเวลาเราสวดทำนองสรภัญญะ พร้อมเบญจพิธจัก-... -
อุเบกขาของโพธิสัตว์ (คำสอนจากพระฤาษีวาสุเทพ )
.......
.......
.......
.......
เหตุเกิดเมื่อวันก่อนที่ผมชวนพี่โด่งไปถ่ายรายการ GHOSTGURU เรื่อง "เหล็กไหล" ซึ่งพี่โด่งได้ตัดเหล็กไหลด้วยตนเอง และนำมาเล่าให้ฟังในรายการอย่างสนุกสนานน่าสนใจมาก หลังอัดรายการเสร็จ พี่โด่งก็มอบเหล็กไหลให้ผมองค์หนึ่งเป็นที่ระลึก
คืนนั้นผมจึงเอาเหล็กไหลมากำภาวนาจนเคลิ้มๆไป ก็เห็นภาพของฤาษีท่านหนึ่ง ผมขาวยาวมุ่นไว้บนศรีษะ เคราขาวยาวเดินมาหา ท่านบอกว่า "เราชื่อ วาสุเทพ ในอดีตหลายหมื่นปีมาแล้ว บริเวณนี้ (ถ้ำที่พี่โด่งไปเชิญเหล็กไหล) เป็นทะเลมาก่อน ที่นี่เป็นถ้ำใต้ทะเล เราเป็นพญานาคดูแลอยู่ เหล็กและธาตุกายสิทธิ์ทั้งหลายที่นี่ เราเป็นผู้ดูแล ตอนนี้เราบำเพ็ญสำเร็จเป็นพรหมแล้ว ที่ถ้ำนี้มีธาตุกายสิทธิ์อีกอย่างหนึ่ง (แล้วก็เกิดเป็นภาพขึ้นมาเป็นเหล็กไหลผิวแดงเหลือบเขียว สวยงามมาก) ชื่อว่า เหล็กไหลหัวใจพยัคฆ์ มีคาถาในการเรียกคือ... (ขออนุญาตไม่บอกคาถานะครับ) ในสมัยอดีต โด่งเค้าเคยเกิดมาเจอเรา และได้มาช่วยเหลือเรา เราจึงให้เหล็กเขา..."
พอผมตื่นขึ้นมา ก็รีบจดคาถาไว้ แล้วโทรไปเล่าให้พี่โด่งฟัง ซึ่งก็บังเอิญว่า พี่โด่งมีกิจต้องไปเชิญเหล็กที่ถ้ำนี้อีกในคืนนั้นพอดี... -
ไหว้พระนั่งดิน อันซีน “พะเยา”
“สายอรุณ ปินะดวง”
หมู่บ้าน “พระนั่งดิน” แห่ง อ.เชียงคำ จ.พะเยา เป็นหมู่บ้านต้นแบบในการพึ่งพาตนเองอย่างเข้มแข็ง ปลอดภัยจาก ยาเสพติด ชาวบ้านดำรงชีวิตกันอย่างมีความสุข
ตามตำนานเล่าว่า พระยาผู้ครองเมือง พุทธสะ ค้นพบพระเจ้านั่งดิน เมื่อจุลศักราช 1213 ปีระกา วันจันทร์ เมื่อสมัยที่การปกครองแบบหัวเมือง พ่อขุนคนสุดท้ายได้ตั้งบ้านเรือนอยู่ในหมู่บ้านพระนั่งดิน มีนามว่าพ่อขุนวุฒิเวียงชัย มีลูกหลานอยู่ในหมู่บ้านพระนั่งดินเป็นจำนวนมาก เป็นต้นตระกูลเวียงคำมาจนถึงปัจจุบัน
เอกลักษณ์ของหมู่บ้านคือ “วัดพระนั่งดิน” ในวัดมีพระพุทธรูปประดิษฐานในวิหาร เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ ศิลปะสมัยเชียงแสน
ความโดดเด่นของวัดพระนั่งดินที่ไม่เหมือน วัดใด คือประดิษฐานบนพื้นดินไม่มีฐานชุกชี ขนานนามกันว่า “อันซีนไทยแลนด์” แห่งที่ 2 ของ จ.พะเยา รองจากพระเจ้าตนหลวง ที่วัดศรีโคมคำ อ.เมืองพะเยา
ตลอดทั้งปีมีนักท่องเที่ยว และประชาชนชาวพะเยามากราบไหว้ขอพรอันเป็นมงคลต่อชีวิตอย่างเนืองแน่นทุกวัน
พระครูอภิวัฒนกิตติ์ เจ้าอาวาสวัดพระนั่งดิน กล่าวว่าวัดพระนั่งดินเป็นวัดเก่าแก่ มีนักท่องเที่ยวและประชาชนนิยมมาทำบุญถวายสังฆทาน... -
ชมวัดป่ามหาวัน! 60 ปี พระไพศาล วิสาโล ณ ภูเขียว จ.ชัยภูมิ
กิจวัตรหนึ่งที่พระไพศาลยึดถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัดเสมอมาคือการออกบิณฑบาตพร้อมกับพระลูกวัด นอกจากเป็นพระธรรมวินัยและเป็นเครื่องฝึกให้เป็นคนอยู่ง่ายแล้ว การบิณฑบาตยังทำให้พระสงฆ์และญาติโยมมีความสัมพันธ์และตระหนักว่าต่างฝ่ายต่างต้องพึ่งพาอาศัยกันและกัน
อากาศเช้าตรู่เดือนกันยายนบนภูหลง อำเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ ชื้นเย็น บางวันฝนกระหน่ำ น้ำไหลหลากถนนกลายเป็นโคลนสีแดง
โดยทั่วไป ถ้าไม่ได้รับกิจนิมนต์เพื่อไปบรรยายหรืออบรมใดที่กรุงเทพฯ หรือที่อื่น เช้าวันธรรมดา พระไพศาล วิสาโล เจ้าอาวาสวัดป่ามหาวันหรือเรียกอย่างสั้นว่า “ภูหลง” จะออกเดินนำพระลูกวัดออกบิณฑบาต และพรรษานี้ พระไพศาล เจ้าอาวาสผู้ดูแลรับผิดชอบวัดสองแห่ง แบ่งเวลาจำพรรษาที่ภูหลงในวันธรรมดา พอถึงสุดสัปดาห์ท่านจะลงมาวัดป่าสุคะโตที่บ้านใหม่ไทยเจริญ และหากมีกิจนิมนต์ การขึ้นลงจากภูแลนคาเข้ากรุงเทพฯ และจังหวัดอื่นๆ ชนิดไปเช้ากลับดึกดื่นวันเดียวกันก็ยังเป็นสิ่งที่พระอาจารย์วัย 60 ปี บวชมา 34 พรรษากระทำอยู่ เช่นเดียวกับการเทศน์เช้าค่ำ ประชุมสมาชิกในวัด เขียนหนังสือ ออกบรรยายและฝึกอบรมการเผชิญความตายอย่างสงบ 14 คอร์สต่อปี... -
แห่ขอโชคพระนาคปรกโบราณ ขุดพบหน้าบ้านที่กาบเชิง เจ้าของเผยฝันเห็นหลายครั้ง จึงตัดสินใจขุด
วันที่ 10 พ.ย. ผู้สื่อข่าว จ.สุรินทร์ รับแจ้งว่ามีคนขุดพบวัตถุโบราณ พระเครื่อง หลายชิ้นที่ บ้านเลขที่ 160 บ้านโคกสง่า ต.แนงมุด อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ประชาชนหลั่งไหลสักการะขอพร และโชคลาภ เดินทางไปพิสูจน์พบหลุมขนาดใหญ่ บริเวณหน้าบ้านซึ่งมีประชาชนหลายพื้นที่รุมล้อมชมวัตถุโบราณ นายจำรูญ หรือ ช่างเบิ้ม นางบัวลอย หรือ น้อย คำแหง สองสามีภรรยา เจ้าของบ้าน ประกอบอาชีพช่างประจำท้องถิ่น จัดตั้งโต๊ะชุดบ่ายศรีพญานาค เครื่องเซ่นไหว้ พร้อมวางสิ่งที่ขุดพบ เช่น พระบูชานาคปรก 1 องค์ กำไลหัวพญานาค 2 วง กริช 1 เล่น และ พระเครื่องนาคปรก 10 องค์ หลายคนที่เข้าชมต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ภูมิใจและดีใจที่ได้สัมผัสวัตถุโบราณใกล้ชิด
ด้าน นางบัวลอย คำแหง กล่าวว่า หลังฝันหลายครั้ง มีวัตถุโบราณ พระเครื่อง ตัดสินใจพาชาวบ้านขุดหน้าบ้านริมถนน ขุดลึก 2 เมตร จึงพบสิ่งที่นอนฝันเป็นจริง โดยจะจัดทำบุญ นิมนต์พระ 5 รูปมาฉันเพลเพื่อความเป็นสิริมงคล
ขอบคุณที่มา
https://www.khaosod.co.th/around-thailand/news_629905 -
๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๐ อายุวัฒนมงคล ๗ รอบ ๘๔ ปี ๕๙ พรรษา พระอาจารย์เปลี่ยน ปญฺญาปทีโป
อาจาริยะบูชาคุณ..
..๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๐
อายุวัฒนมงคล ๗ รอบ ๘๔ ปี ๕๙ พรรษา
หลวงปู่เปลี่ยน ปญฺญาปทีโป(วงษาจันทร์)
วัดอรัญญวิเวก (บ้านปง)
ต.อินทขิล อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่..
..สิบหก พฤศจิกายน มงคลเลิศ
ตะวันเปิดเจิดจ้านภาศรี
พระมหาเถระประพฤติดี
“นพบุรี ศรีเวียงพิงค์” อิงใจชน
วาระนี้ “ปีระกา สองห้าหกศูนย์”
ศิษย์เทิดทูนสมบูรณ์พร้อมน้อมส่งผล
สืบชะตาอายุวัฒนมงคล
เป็นกุศลดลบันดาลนานยาวไกล
“แปดสิบสี่” รอบที่เจ็ดเด็ดอย่างยิ่ง
นับเป็นสิ่งพริ้งเพริศงามคนหลามหล
บูชาครู “หลวงปู่เปลี่ยน” เพียรตั้งใจ
พร้อมกันไป “แม่แตง” แรงศรัทธา
“วัดอรัญญวิเวก” งามเสกสรร
ชื่อสามัญนั้น “บ้านปง” ตรงค้นหา
ที่หลวงปู่อยู่พำนักพักเรื่อยมา
จนถึงคราวาระนี้ซึ่งมีงาน..
..ขอลำนำทำประวัติจัดถวาย
เพื่อขยายกระจายไปให้ลูกหลาน
ได้รับทราบขอกราบเรียนเพียรจัดการ
น้อมดวงมานขานไขตั้งใจฟัง
นามเดิมท่านนั้น เปลี่ยน” ตามเขียนบอก
อยู่บ้านนอกออกไปในความหลัง
ณ ตำบลโคกสีที่เด่นดัง
เขตที่ตั้งยังใหญ่กว้าง “สว่างแดนดิน”
“สกลนคร” ก่อนนั้นสำคัญนัก
เป็นเมืองหลักประจักษ์เห็นเด่นทางศิลป์
พระธาตุงามนามโด่งดังทั้งธานินทร์
เมื่อได้ยินก็ชินหูรู้ทั่วกัน... -
พระอาจารย์มั่นมีนิสัยจิตผาดโผด ทำให้ท่านเป็นพระอริยเจ้าฝ่าย “เจโตวิมุติ”
พระอาจารย์มั่นมีนิสัยจิตผาดโผดมาตั้งแต่ดั้งเดิม นับตั้งแต่เริ่มออกปฏิบัติกรรมฐานใหม่ ๆ แล้ว จิตผาดโผนของท่านที่ว่านี้คือ เป็นจิตอยากรู้อยากเห็นช่างคิดช่างค้นคว้า มีความอาจหาญยอมตายถึงไหนถึงกัน ขอให้ได้แสวงหาเพื่อที่จะรู้ สิ่งที่อยากรู้ให้รู้แจ้งเห็นจริงจนถึงที่สุด จิตผาดโผนอยากรู้อยากเห็นของท่านเป็นนิสัยนี้เอง ทำให้ท่านเป็นพระอริยเจ้าฝ่าย “เจโตวิมุติ” มีฤทธิ์มาก ทรงอภิญญา 6 คือ สำเร็จอรหันต์โดยการปฏิบัติทางสมถะกรรมฐานจนได้ “ฌาน” แล้วใช้อำนาจฌานสมาบัติเป็นบาทฐานปฏิบัติวิปัสสนาจนบรรลุอรหันต์ผล
พระอรหันต์ฝ่ายเจโตวิมุตินี้มีฤทธิ์มากกว่าพระอรหันต์ฝ่าย “ปัญญาวิมุติ” ที่หลุดพ้นโลกบรรลุธรรมด้วยดวงปัญญาล้วน ๆ พระอรหันต์ฝ่ายปัญญาวิมุติ ท่านเห็นสังขารเป็นของแห้งแล้ง ประสงค์ “สุขวิปัสโก” คือ ความสุขจากความสงบอย่างเดียว ไม่สนใจอยากรู้อยากเห็นอิทธิฤทธิ์ใด ๆ ไม่ต้องการฤทธิ์ แต่ท่านก็สามารถแสดงฤทธิ์ได้บ้างเป็นบางอย่าง เป็นแต่ว่าแสดงได้ช้ากว่าพระอรหันต์ฝ่ายเจโตวิมุติ
ท่านพระอาจารย์มั่นเล่าว่า แม้ขณะจิตของท่านจะเข้าถึงจุดอันเป็นวาระสุดท้าย ด้วยการสำเร็จธรรมวิเศษสูงสุดในพระศาสนา... -
จะรู้ได้อย่างไรว่า ใครเคยเป็นอะไรก่อนมาแต่ชาติก่อนๆ
ถาม : จะรู้ได้อย่างไรว่า ใครเคยเป็นอะไรก่อนมาแต่ชาติก่อนๆ
หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ : อันนั้นมันวิชชาจารณะสัมปันโน ต้องพร้อมด้วยวิชชาสาม มีปุพเพนิวาสานุสสติญาณ เหมือนครูอาจารย์มั่น ท่านศึกษาจนรู้ดีว่า ท่านปรารถนาพุทธภูมิมานี่ได้กี่ภพ กี่ชาติ กี่อสงไชยหรือพระพุทธเจ้าได้พยากรณ์ไว้แล้ว สาวเข้าๆ ก็ถึงวันที่ตั้งความสัจจ์ปรารถนาพุทธภูมิ แต่ที่ตายๆ เกิดๆ นี่ก็หลาย ตายก็เพราะกาม เกิดก็เพราะกาม ทุกข์ก็เพราะกาม สุขก็เพราะกาม ท่านมองดูชั้นฟ้าท้องฟ้าจนจรดพุทธภูมิ พุทโธ่เราจะมาตายมาเกิดอย่างไม่มีกำหนดอีกแล้ว
จากนั้นท่านก็เร่งความเพียร จนตีสอง ก็ได้วิชชาสอง คือ จุตูปปาตญาณ รู้ว่าสัตว์ภพนี้ดับที่นี้ ไปเกิดที่โน้น ภพโน้น ดับที่โน้น ดับที่นี่ไปเกิดที่โน่น ดับที่โน่นไปเกิดที่นั่น อันนี้จุตูปาตญาณ อาสวักขยญาณ วิชชาชั้นสาม รู้จักกิเลสของตนว่าสิ้นไป หมดไป กิเลสของกายวาจาใจสิ้นไปหมดไป กิเลสของใจเราสิ้นไปหมดไป เรามีกรรมอันเป็นขาด มีกรรมอันไม่งอกแล้ว จิตดวงหลังดับไปอยู่แล้ว อาศัยกำลังทั้งห้า คือ กำลังศรัทธากำลังความเพียร กำลังสติ กำลังสมาธิ กำลังปัญญา ให้รู้แจ้งชัชวาลเพื่อดับขันธปรินิพพาน... -
"ตั้งใจมั่น กับตั้งจิตมั่น" (หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี)
"ตั้งใจมั่น กับตั้งจิตมั่น"
" .. พึงตั้งใจให้มั่น คำว่า "ตั้งใจมั่น" กับ "ตั้งจิตมั่น" มันต่างกัน จิตน่ะมันต้องหวั่นไหว เป็นธรรมดา ใจมันต้องมั่นคง "จิตมันหวั่นไหว ใจไม่หวั่นไหว"
ครั้นถ้าเข้าถึงใจไม่หวั่นไหว "อารมณ์ทั้งปวงหมดมันกระทบเข้ามาทุกสิ่งทุกประการสิ่งแวดล้อมน่ะมันทำให้จิตหวั่นไหวอยู่ตลอดเวลา" มันจึงกระเทือนไม่เห็นตัวใจ
"ให้พยายามรักษาใจให้ได้เสียก่อน ตั้งมั่นอยู่ที่ใจเสียก่อน" แล้วค่อยพยายามดูเรื่องของจิต "ที่มันออกไปนิด ๆ หน่อย ๆ ไปสู่อารมณ์ต่าง ๆ เป็นเรื่องของจิต" จิตกับใจเป็นคู่กันอยู่อย่างนี้ตลอดเวลา
เมื่อเราจะระงับอารมณ์อะไรก็ตาม "อารมณ์มันเกิดขึ้นนั่น มันมาจากของภายนอก" มันเกิดมาจากภายนอกแล้วมากระทบจิต ให้จิตนั้นหวั่นไหว "ถ้าหากเรากำหนดถึงใจแล้ว ไม่มีอะไรหรอก รู้เท่า รู้เรื่อง มันก็สงบอยู่" ความสงบนั้นให้รักษาให้มาก เราพยายามที่สุด .. "
หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี
http://tesray.com/afterhours-16 -
อานุภาพของความดีเป็นอัศจรรย์จริง (สมเด็จพระญาณสังวรฯ)
ความดีหรือบุญกุศลเปรียบเหมือนแสงไฟ
ผู้ที่ทำบุญกุศลอยู่อย่างสม่ำเสมอเพียงพอ
แม้จะเหมือนไม่ได้รับผลของความดี
และบางครั้งก็เหมือนทำดีไม่ได้ดี
ทำดีได้ชั่วเสียด้วยซ้ำ
เช่นนี้ก็เหมือนจุดไฟในท่ามกลางแสงสว่างยามกลางวัน
ย่อมไม่ได้ประโยชน์จากแสงสว่างนั้น
แต่ถ้าตกค่ำมีความมืดมาบดบังแสงสว่างนั้น
ย่อมปรากฏขจัดความมืดให้สิ้นไป
สามารถแลเห็นอะไร ๆ ได้
เห็นอันตรายที่อาจมีอยู่ได้
จึงย่อมสามารถหลีกพ้นอันตรายเสียได้
ส่วนผู้ไม่มีแสงสว่างอยู่กับตน
เช่นไม่มีเทียนจุดอยู่
เมื่อถึงยามกลางคืนมีความมืดมิด
ย่อมไม่อาจขจัดความมืดได้ ไม่อาจเห็นอันตรายได้
ไม่อาจหลีกพ้นอันตรายได้
ผู้ทำความดีเหมือนผู้มีแสงสว่างอยู่กับตัว
ไปถึงที่มืดคับขัน ย่อมสามารถดำรงตน
อยู่ได้ด้วยดีพอสมควรกับความดีที่ทำอยู่
ตรงกันข้ามกับผู้ไม่ได้ทำความดี
ซึ่งเหมือนกับผู้ไม่มีแสงสว่างอยู่กับตัว
ขณะยังอยู่ในที่สว่าง
อยู่ในความสว่างก็ไม่ได้รับความเดือดร้อน
แต่เมื่อใดตกไปอยู่ในที่มืดคือที่คับขัน
ย่อมไม่สามารถดำรงตนอยู่ได้อย่างสวัสดี
ภัยอันตรายมาถึงก็ไม่รู้ไม่เห็น
ไม่อาจหลีกพ้น คนทำดีไว้เสมอกับคนไม่ทำดี
แตกต่างกันเช่นนี้ประการหนึ่ง... -
วิธีตัดกิเลสโดยอัตโนมัติที่สุด ( พระอาจารย์เล็ก สุธมฺมปญฺโญ)
วิธีตัดกิเลสโดยอัตโนมัติที่สุด
อย่าลืมว่ามโนมยิทธิสำหรับพวกเราก็คือโลกียอภิญญา ถ้าเรารวบรวมความมั่นใจได้เมื่อไรก็ได้เมื่อนั้น ก็ได้ตอนนั้น ก็ได้เดี๋ยวนั้น แต่ในขณะเดียวกันถ้าศีลบกพร่องเมื่อไรก็เสื่อม ก็คลายตัวไป เรามั่นใจใหม่เมื่อไรก็ได้อีกเมื่อนั้น
เรื่องของอภิญญาโลกีย์ก็เป็นอย่างนี้ ถามว่าในเมื่อเป็นอภิญญาโลกีย์ ทำไมถึงไปพระนิพพานได้ เพราะว่าตอนช่วงนั้นครูฝึกจะสอนให้เราตัดกิเลส ให้วางกำลังใจเทียบเคียงพระโสดาบัน พระโสดาบันแปลว่า ผู้เข้าถึงกระแสพระนิพพาน เราก็เลยไปพระนิพพานได้ แต่ของเราไปได้แค่ชั่วคราว ถึงเวลาเขาก็ไล่กลับ เขาไม่ให้อยู่หรอก
เพราะฉะนั้น..ทำเอาไว้เถอะ เพราะถ้าหากว่าเราทำมโนมยิทธิได้แล้ว ให้เกาะพระนิพพานโดยตรง ให้เกาะพระพุทธเจ้าบนพระนิพพานโดยตรง อันนั้นเป็นวิธีตัดกิเลสโดยอัตโนมัติที่สุด พระรู้สึกว่าราคะเกิดก็วิ่งไปกราบพระบนนิพพาน ถ้าหากว่าราคะ โลภะ โทสะ โมหะ จะเกิดขึ้น แต่เรานี้ไม่มีจิตไปปรุงแต่ง ก็เจริญงอกงามไม่ได้ จะเฉาตายไปในเวลาอันรวดเร็วไม่เกินนาที สองนาที ถ้าเราทำอย่างนี้บ่อย ๆ จะเป็นการตัดกิเลสอัตโนมัติ ถ้าเคยชินจะเป็นพระอรหันต์ไปเลย... -
ปัตตานุโมทนามัยที่แท้จริง ( พระอาจารย์เล็ก สุธมฺมปญฺโญ )
ปัตตานุโมทนามัยที่แท้จริง
ถาม : เวลาใส่บาตรเราไม่ได้ใส่บาตรเองนะคะ เราให้แม่ใส่เราจะได้บุญไหมคะ ?
ตอบ : เราได้ ๒ ต่อ อันดับแรกถ้าหากว่าเราทำด้วยตัวเอง เสียเงินเสียทองด้วยตัวเอง อันนี้เป็นทานบารมีของเรา ถ้าหากว่าให้แม่ใส่ แม่จะได้ตัวปัตตานุโมทนามัย พลอยยินดีในบุญของคนอื่นด้วย แล้วก็ได้ตัวเวยยาวัจจมัย คือช่วยงานบุญคนอื่นเขาให้สำเร็จด้วย คือแม่เขาจะทำได้อย่างนั้นเพราะเรา ได้เพิ่มขึ้นอีกเยอะ ดีกว่าใส่เองไหม ?
ถาม : เราไม่ได้ใส่เองนี่คะ ?
ตอบ : ไม่เป็นไร ขอให้สิ่งนั้นเป็นของเราเท่านั้น แล้วอีกอย่างหนึ่งก็คือว่าถึงไม่ใช่ของเรา แม่หามาเอง แม่ใส่เองเราก็สาธุพลอยยินดีไปด้วย เป็นปัตตานุโมทนามัยไป ได้บุญเหมือนกัน ปัตตานุโมทนามัยนี่ถ้าหากว่าออกจากจิตของเราจริง ๆ จะได้ ๘๐% ของคนทำเลย เพียงแต่ว่าถ้าหากว่าจะได้รับผลอันนั้นจะรับผลช้ากว่าคนที่เขาทำเองหน่อยหนึ่ง ต้องให้คนที่ทำเองได้รับผลอันนั้นแล้ว
ตัวปัตตานุโมทนามัยนี่เป็นกำลังใจที่ยินดีที่คนอื่นเขาได้บุญที่เราไม่ได้ทำ เป็นมุทิตาจิตที่ออกจากกำลังจิตกำลังใจจริง ๆ ตอนนั้นเห็นว่าทั้งคนทั้งสัตว์ทั่วโลก ล้วนแต่น่ารัก... -
การให้พรมีผลหรือไม่ !?..(พระอาจารย์เล็ก สุธมฺมปญฺโญ)
การให้พรมีผลหรือไม่ ?
ถาม : เรื่องของการให้พร..พระที่ให้พรคนที่มาทำบุญ หรือที่เขาบอกว่าคนทั่วไปให้พรกันว่า ขอให้มีความสุข อันนั้นมีผลจริงหรือเปล่า ?
ตอบ: มีผลจริง ๆ อย่าลืมว่าคนทั่วไป แต่ละท่านได้สร้างบารมีมาไม่ใช่น้อย สิ่งที่ท่านบอกกล่าวออกไปด้วยความหวังดี ปรารถนาดี อย่าลืมว่าท่านไม่ใช่ตัวคนเดียว แต่ละท่านล้วนแล้วแต่มีเทวดาประจำตัว มีผู้ที่รักษาตัวทั้งนั้น ในเมื่อเราตั้งใจส่งความปรารถนาดีให้คนอื่นเขา เทวดาประจำตัวของเรา ถ้าเห็นว่าไม่เกินวิสัย ก็จะช่วยสงเคราะห์ให้เขาตามนั้น
ส่วนเรื่องของพระ ถ้าหากว่ารู้จักวิธีจริง ๆ ท่านจะให้โดยลักษณะว่าท่านเป็นตัวแทนเท่านั้น หลวงพ่อวัดท่าซุงท่านสอนพระว่า เวลาให้พร ให้นึกถึงพระพุทธเจ้า ว่าพระพุทธเจ้าเป็นผู้ให้พร ตัวเราเป็นผู้ที่รับพรจากพระองค์ท่านส่งไปให้โยม โดยที่เป็นเสียงของเราเท่านั้นเอง
ถ้าหากว่าขนาดพระพุทธเจ้าให้แล้วไม่มีผล ก็ไม่รู้จะว่าอย่างไรแล้ว
สนทนากับพระอาจารย์เล็ก สุธมฺมปญฺโญ
เดือนพฤศจิกายน ๒๕๔๕ ณ บ้านอนุสาวรีย์ฯ
ที่มา วัดท่าขนุน -
เวลาใกล้ตาย ควรคิดอะไร หลวงปู่หล้าแนะนำไว้
เวลาใกล้ตาย ควรคิดอะไร หลวงปู่หล้าแนะนำไว้
หลวงปู่หล้า เขมปัตโต วัดบรรพตคีรี (ภูจ้อก้อ) จ.มุกดาหาร ได้เทศน์ให้ญาติโยมฟังไว้ว่า ตายคาภาวนายังดีกว่าตายคานึกถึงสิ่งของ เวลาเราจะตาย เรานึกถึงสิ่งของอันใด ใจขาดด้วย ก็ไปเป็นเขียดกะปาดบ้าง อยู่ตามรั้วอยู่ตามไร่ตามนา ถ้าเรานึกถึงหลานคนนั้นคนนี้ แล้วก็ใจขาดคาที่นั่น เราไปเกิดเป็นเป็ดเป็นไก่เขาหรือเป็นหลานเขา เวลาจะตายสำคัญ อสัญกรรม กรรมเมื่อจวนเจียน
เวลาใกล้จะตายเห็นแสงไฟ ปรากฏเห็นแสงไฟมา ยังไม่คิดไปทางอื่นแล้วก็เลยตายในขณะนั้นก็ไปเกิดในนรก
ถ้าเวลาใกล้จะตายปรากฏเห็นท่าน้ำหรือป่าไม้ แล้วก็สิ้นลมปราณในเวลานั้นยังไม่คิดไปทางอื่น ก็ไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน
เวลาใกล้จะตายปรากฏว่ามืดมนอนธกาล มองไม่เห็นอะไรเลยคล้ายๆว่ากลางคืน สิ้นลมปราณในขณะนั้นก็ไปเกิดเป็นเปรต
เวลาใกล้จะตาย ได้ปรากฏเห็นวิมานและปรากฏเห็นเทวบุตรเทวดา แล้วก็สิ้นลมปราณในขณะนั้น ก็ไปเป็นเทวบุตรเทวดาเป็นอินทร์เป็นพรหมอยู่ในสรวงสวรรค์หรือพรหมโลก
เวลาใกล้จะตาย ปรากฏเห็นครรภ์มารดา ก็ไปถือปฏิสนธิเกิดอีกในครรภ์
ส่วนพระอรหันต์ไม่ได้เป็นอย่างนั้น เวลาใกล้จะตายก็มาเห็นกายเราส่วนใดส่วนหนึ่ง... -
ต้องตายถึงจะได้ซึ้งกับคำว่า..ผลบุญ
ต้องตายถึงจะได้ซึ้งกับคำว่า..ผลบุญ…ลูกศิษย์เป็นชาวจีน เล่า ประสบการณ์ตายแล้วฟื้น!! หลวงพ่ออินทร์ถวายเลยแจงให้ฟัง อานิสงส์การทำบุญ
ครั้งหนึ่ง หลวงพ่ออินทร์ถวาย ได้เทศนาเรื่องเกี่ยวกับอานิสงส์การทำบุญอุทิศส่วนกุศล ถวายอาหารสิ่งของของแก่พระภิกษุ แล้วเมื่อตายไปเราจะได้รับเหมือนที่ถวายโดยยกตัวอย่างไว้น่าสนใจเป็นเรื่องราวของคนจีนที่อยู่เมืองไทยที่ตายแล้วพื้นมาเล่าให้ฟังอีกที่ดังเรื่องราวต่อไปนี้
โกเดียน ปากน้ำโพ ก่อนตายไม่เคยทำบุญเลย มีแต่จุดกระดาษเงินกระดาษทอง เพราะเขาเป็นจีน พอสลบไปตอนบ่าย ยมทูตหอบรักแร้ไปเลย พยายามหนีเท่าไรก็หนีไม่ออก เหมือนเป็นผู้ใหญ่มาจับเด็ก เขาจับแน่นมาก เรียกให้ช่วย คนที่ผ่านมารู้จักกันก็ไม่ได้ยิน เขาก็เดินเฉยไป พอพ้นคน เขาก็ปล่อย บอก “เอ้า เดิน” บอกให้เดินไป เหมือนนักโทษเดินไป ยังไงตรงนี้ก็หนีไม่พ้นแล้วก็เลยไม่ล็อคแขนแล้ว
พอเดินไปถึงศาลา มีสนามหญ้า แล้วก็มีคนเป็นกลุ่ม ๆ อยู่ โกเดียนก็หิวข้าวหิวน้ำ เขาก็บอกให้อยู่ที่นี่ก่อน ถ้าได้ยินประกาศชื่อค่อยไป ศาลานั้นเป็นศาลายมทูตที่ตัดสินคนทำบาปทำกรรม โกเดียนเดินไปที่สนามหญ้า ก็เห็นโยมปากน้ำโพคนนึงที่ตายไปก่อนหน้านี้... -
"เสือบัว "ฟันแทงไม่เข้า ปล้นคนดียว ไร้อาวุธ ถูกฆ่าด้วยการสวนทวารทิ้งเหว..ที่มาเหวตาบัว
"เสือบัว จอมอาคม"ขุนโจรไม่ใส่เสื้อ..ฟันแทงไม่เข้า ปล้นคนดียว ไร้สมุน ไร้อาวุธ สุดท้ายถูกฆ่าด้วยการสวนทวารทิ้งเหว..ที่มาเหวตาบัว.
ตาบัว เป็นชื่อของชาวบ้านเขาผาแดงเรียกกัน บ้านช่องห้องหอของแกอยู่ที่ไหนไม่มีใครทราบแน่ชัด บางคนก็บอกว่าอยู่ห้วยบง บางคนก็บอกว่าอยู่เขาเสมา แต่ที่รู้แน่ ๆ แกเป็นโจรที่ค่อนข้างจะแปลกไปกว่าบรรดาโจรทั้งหลาย คือ แกชอบปล้นคนเดียว ไม่เคยคบหมู่ คบพวก ไม่ว่าจะทำการปล้นที่ไหนก็ตาม ไม่ว่าคนจะมากจะน้อยก็ไม่เคยเกรง กลางวัน กลางคืน ไม่เคยหวั่น แกจะปล้นได้ตลอดเวลาไม่เลือก
แกสะดวกเมื่อไหร่ก็เอาเมื่อนั้น ใครจะซุ่มยิง ซุ่มแทง แกก็เฉย ไม่สนใจใครทั้งนั้น อยากได้ควายไปฆ่ากินสักตัว แกก็จะเข้าไปในคอก แล้วก็จูงควายออกไปอย่างหน้าตาเฉย เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผู้คนส่วนมากเห็นแล้วไม่มีใครกล้าต่อสู้กับแกหรอก อำนาจแกมากเหลือคณา หรือเพียงแค่เห็นรอยเท้า ผู้คนก็ขวัญหนีดีฝ่อแล้ว
ถ้าได้ยินเสียงว่า “เสือบัวมาแล้ว ห้ามผู้ใดเอะอะหรือขัดขืน” ผู้คนจะเงียบกริบเหมือนกับถูกมนต์ขลัง และมันก็น่าแปลกอีกอย่างหนึ่งคือ ไม่ว่าแกจะปล้น จี้ ลักขโมยที่ไหนก็ตาม แกไม่เคยใช้อาวุธเลย และอาวุธประจำตัวก็ไม่มี... -
รักพระนิพพาน ( หลวงพ่อฤาษีลิงดำ )
รักพระนิพพาน
ผู้ถาม กราบเท้าหลวงพ่อที่เคารพอย่างสูง ลูกรักพระนิพพานมาก ก่อนนอนชอบภาวนาว่า “ นิพพานัง ปรมัง สุขัง” แต่ทำสมาธิไม่ดีเลย อย่างนี้ลูกจะไปนิพพานได้ไหมคะ ?
หลวงพ่อ คำว่า “ สมาธิ ” นี่มันจำเป็น แต่คนถามไม่รู้จักตัวสมาธิ ไอ้ตัวสมาธิเขาแปลว่าตามนึกถึง ถ้านึกถึงนิพพานเขาเรียกว่า “ อุปสมานุสสติกรรมฐาน ” ทีนี้ถ้านึกถึงพระนิพพานอย่างเดียว เรารักพระนิพพาน ภาวนาว่า ” นิพานัง ปรมัง สุขัง” บ้าง “นิพพานสุขัง” บ้าง “ นิพพานัง สุขัง ” บ้าง แต่ว่าก็ต้องดูอารมณ์ใจ ฝึกไว้อีกส่วนหนึ่ง คนที่จะไปนิพพานได้ต้องไม่ห่วงร่างกาย อันนี้ต้องฝึกไว้ด้วยนะ ต้องฝึกไว้ว่า ขึ้นชื่อว่าร่างกายมันเป็นสภาพของความทุกข์ ที่เรามีความทุกข์เกิดขึ้นทุกอย่าง
๑. ความหิว ถ้าเราไม่มีร่างกายมันก็ไม่หิว มันหิวเพราะมีร่างกาย
๒. หนาวเกินไป ร้อนเกินไป ก็เพราะร่างกาย
๓. ป่วยไข้ไม่สบายก็เพราะร่างกาย
๔. ต้องมีงานหนักก็เพราะร่างกาย
๕. การพลัดพรากจากของรักของชอบใจ ก็เพราะมีร่างกาย
๖. ความตายมาถึงก็เพราะร่างกาย ก็ใช้ปัญญาทบทวนไปว่า คนระดับชั้นไหนบ้างที่มีร่างกายไม่ทุกข์ ถ้าเราจะเกิดอีกกี่ชาติ... -
วัดถาเอ่อร์ วัดโบราณในมณฑลชิงไห่
วัดถาเอ่อร์ วัดโบราณในมณฑลชิงไห่
วัดถาเอ่อร์ตั้งอยู่บนเนินเขาดอกบัว ตำบลหลู่ซาร์ อำเภอหวงจง มณฑลชิงไห่ อยู่ห่างจากเมืองซีหนิง เมืองเอกของมณฑลนี้ประมาณ 25 กิโลเมตร เป็น 1 ใน 6 สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของพุทธศาสนานิกายวัชรยานหรือตันตรยาน ของนิกายหมวกเหลืองของชาวพุทธ ชาวทิเบตส่วนใหญ่
วัดถาเอ่อร์ เป็นพระอารามขนาดใหญ่ มีห้องโถงใหญ่น้อย 52 ห้อง พระเจดีย์จำนวนมาก ห้องสวดมนต์และห้องพักสงฆ์ 9,300 ห้อง รวมพื้นที่ใช้สอย 450,000 ตารางเมตร ตัวอาคารก่อสร้างด้วยสถาปัตยกรรมฮั่นผสมทิเบต วัดนี้เป็นที่ประสูติของชงคาปา หรือ จงขะปะ ผู้ก่อตั้งนิกายหมวกเหลืองของพุทธศาสนานิกายวัชรยานทิเบต และเป็นคลังพุทธศิลป์โดยเฉพาะที่มีการใช้อัญมณีมาประดับองค์พระพุทธรูป
วัดนี้ประกอบด้วย วิหารหลวง หรือ “วิหารหลังคาทองคำ” ที่ภาษาจีนเรียกว่า ต้าจินหว่าซื่อ และมีวิหารบริวารรายล้อมอีกหลายหลัง ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปแทนองค์พระพุทธเจ้าในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ตลอดจนรูปปั้นพระโพธิสัตว์ซึ่งมีมากมายแตกต่างกันไป
ลักษณะวิหารภายในวัดถาเอ่อร์ จะมีลักษณะวิหารคล้ายคลึงกัน โดยมีจุดเด่นอยู่ที่ “ตง” หรือ... -
โปรดสัตว์
ตามปกติฉันนอน ๒๒ น. และตื่น ๑.๓๐ น. เป็นปกติ ทำวัตรสวดมนต์แบบย่อๆ พอเวลาใกล้ ๒ น. ฉันก็เริ่มทำสมาธิ พอถึง ๔ น. ฉันก็ดูตำรา ๕ น. ฉันก็กลับทำสมาธิใหม่ เพื่อรักษาอารมณ์เวลาออกบิณฑบาตตามแบบฉบับของพระโบราณ ปฏิปทาของพระสมัยใหม่ ท่านทำกันอย่างไรฉันไม่รู้ ด้วยฉันแก่แล้ว และมานั่งเป็นฤาษีหัวล้านอยู่ในป่าห่างเมืองหลวงตั้ง ๓๐๐ กิโลเมตรเศษ จะรู้เรื่องของพระในเมืองหลวงได้อย่างไร “วิธีเข้าฌานก่อนแล้วคลายอารมณ์มาสู่อุปจารฌานหรือปฐมฌานแล้วออกบิณฑบาต แบบนี้ท่านเรียกว่าพระโปรดสัตว์” เพราะท่านที่ใส่บาตรมีผลมาก ได้บุญแรง มีลาภง่าย “ยิ่งได้พระอริยเจ้าท่านเข้าผลสมาบัติ” คือพิจารณาวิปัสสนาญานก่อน เมื่อจิตสะอาดดีแล้วฌานเต็มกำลังแล้วคลายออก ทรงอยู่พียงอุปจารฌานหรือปฐมฌานอย่างนี้ อานิสงส์ยิ่งมาก บุญมาก ลาภสูง
ที่ท่านพอพอตื่นก็ร้องเพลงหรือนึกถึงคนรัก นึกถึงสถานที่หรือวิธีหากิน ซักซ้อมความคล่องเพื่อลาภสักการะ อย่างนี้ท่านไม่เรียกพระโปรดสัตว์ ท่านเรียกว่าไปให้สัตว์โปรด... ด้วยท่านไม่มีอะไรดีที่จะให้บรรดาท่านที่สงเคราะห์เลย นี่ว่ากันตามแบบพระโบราณไม่ทันสมัยนะ สำหรับท่านที่ทันสมัย มีลาภ มียศ มีคนสรรเสริญ... -
‘สมเด็จพระสังฆราช’เสด็จร.ร.วัดราชบพิธ ประทานพระโอวาทนักเรียน
ทรงเปิดการสอบธรรมศึกษา “สมเด็จพระสังฆราช” เสด็จร.ร.วัดราชบพิธ ประทานพระโอวาทนักเรียน “พระนาม ชส. ประดับอกเสื้อ เตือนใจกันอยู่ทุกคนแล้ว”
เพจเฟซบุ๊ค “สำนักงานเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช” ได้โพสต์ข้อความและภาพ ระบุว่า เช้าวันพฤหัสบดี ที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๐ เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จไปยังโรงเรียนวัดราชบพิธ ถนนสนามไชย เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร ทรงเปิดการสอบธรรมศึกษา สำนักเรียนวัดราชบพิธ ประจำปี ๒๕๖๐ เมื่อเสด็จถึง ทรงสักการะพระรูป สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (วาสนมหาเถร) สมเด็จพระสังฆราช องค์อุปถัมภ์โรงเรียนวัดราชบพิธพระองค์ที่ ๔ แล้วเสด็จขึ้นสู่หอประชุมวาสนมหาเถระ
โอกาสนี้ เจ้าพระคุณ สมเด็จพระสังฆราช ประทานพระโอวาท ความตอนหนึ่งว่า “เจ้าพระคุณ พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ประทานกำเนิดการเรียนการสอนและการสอบธรรมศึกษา ซึ่งเป็นการศึกษาธรรมะสำหรับฆราวาสไว้ ด้วยมีพระประสงค์ให้บุคคลทั่วไป ที่มิใช่พระภิกษุสามเณรซึ่งมีหลักสูตรนักธรรมรับรองอยู่ก่อนแล้ว ได้มีโอกาสเล่าเรียนธรรมะตามหลักสูตรที่ถูกต้องบ้าง... -
หลวงพ่อฤๅษีลิงดำบอกไว้...สวดมนต์ในใจกับออกเสียง...แบบไหนได้อานิสงส์มากกว่า?
มีลูกศิษย์ท่านหนึ่งได้ถามหลวงพ่อฤๅษีลิงดำว่า “หลวงพ่อคะสวดมนต์แบบในใจกับแบบออก
เสียง...อานิสงส์เท่ากันไหมคะ?”
หลวงพ่อท่านเมตตาบอกไว้ว่า
“ไม่เท่าหรอกเพราะมันเหนื่อยไม่เท่ากัน ... อานิสงส์ถ้าแปลตามความหมายแปลว่าผลที่จะพึงได้รับลีลาการสวดมนต์ในใจก็ไม่แน่สุดแท้แต่คนบางคนนึกในใจจิตเขาฟุ้งซ่านใช่ไหมบางคนออกเสียงเหนื่อยเกินไปในใจดีกว่าก็รวมความว่าสุดแล้วแต่ทำอย่างไหนจิตจะมีสมาธิดีกว่ากันบางคนนึกในใจไม่ได้หรอกจิตฟุ้งซ่านต้องว่าออกเสียงดังๆถ้าอย่างหลวงพ่อออกเสียงดังไม่ดีนึกในใจดีกว่าก็สุดแล้วแต่คนนี่ผลก็ต้องอยู่ที่ว่าคนใดจิตมีสมาธิดีกว่าและสวดมนต์ได้ดีกว่ากันต้องถือตามนั้นนะ”
“การสวดมนต์มีอานิสงส์ใหญ่สวดน้อยก็มีอานิสงส์ใหญ่อานิสงส์ใหญ่จริงๆอยู่ที่เจตนาจิตมีความเคารพในพระพุทธเจ้าพระธรรมและพระอริยสงฆ์จริงและเวลาสวดสวดด้วยความเคารพจริงถึงสวดน้อยก็มีอานิสงส์ใหญ่ถ้าสวดว่าเรื่อยเปื่อยไปไม่ได้ตั้งใจว่าส่งเดชอย่างนี้ว่ามากก็มีอานิสงส์น้อย”
จากหนังสือ “หลวงพ่อตอบปัญหาธรรม” ฉบับพิเศษเล่ม๔หน้า๕๘-๖๑โดยหลวงพ่อฤๅษีลิงดำ วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี -
บุญเดย์!! เคล็ดลับ "อยู่กับบุญ" ของหลวงปู่ดู่ ... รู้แล้วทำเลย! ได้บุญ 24 ชั่วโมง!!
เทคนิคอยู่กับบุญของหลวงปู่ดู่
ตื่นเช้ามา ขณะล้างหน้าหรือดื่มน้ำให้ว่า "พุทธัง สรณัง คัจฉามิ, ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ, สังฆัง สรณัง คัจฉามิ"
ก่อนจะกินข้าวก็ให้นึกถวายข้าวพระพุทธ (นับเป็นอนุสติอย่างหนึ่ง)
ออกจากบ้านเห็นคนอื่นเขาทำความดี เช่นว่า ใส่บาตรพระ จูงคนแก่ข้ามถนน
บอกข่าวงานบุญต่าง ๆ ก็ให้นึกอนุโมทนากับเขา
เดินผ่านไปเห็นดอกไม้ที่ใส่กระจาดวางขายอยู่หรือดอกบัวในสระข้างทางก็ให้นึกอธิฐานถวายเป็นเครื่องบูชาพระรัตนตรัยโดยว่า "พุทธัสสะ ธัมมัสสะ สังฆัสสะ ปูเชมิ" และต้องไม่ลืมอุทิศบุญให้แม่ค้าขายดอกไม้หรือรุกขเทวดาที่ดูแลสระบัวนั้นด้วย
ตอนเย็นนั่งรถกลับบ้านเห็นไฟข้างทางก็ให้นึกน้อมบูชาพระรัตนตรัยโดยว่า "โอม อัคคีไฟฟ้า พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา" (เป็นการบูชาระลึกถึงคุณของพระรัตนตรัย ก่อเกิดอานิสงส์แห่งบุญในดวงจิต)
เวลาไปที่ไหนเห็นข่าวคนตาย คนเจ็บ คนป่วย คนที่กำลังมีความทุกข์ก็ดี ผ่านจุดที่คนตายบ่อย ๆ เห็นศาลเจ้า ศาลพระภูมิก็ดี ให้ระลึกถึงพระพุทธเจ้า บารมีรวมของครูบาอาจารย์ แล้วแผ่บุญไป (เป็นการเจริญเมตตา ฝึกให้จิตมีพรหมวิหาร เป็นการบำเพ็ญบุญ)
ก่อนนอนก็นั่งสมาธิ... -
เซเว่นฯ จัดสอบ “ธรรมศึกษา”
เซเว่นฯ จัดสอบ “ธรรมศึกษา”เสริมสร้างคุณธรรม พัฒนาคนอย่างยั่งยืน
การเรียน การสอนธรรมะตามหลักของพระพุทธศาสนาในประเทศไทยมีมาอย่างยาวนานและนิยมศึกษาเป็นภาษาบาลีที่ เรียกขานกันว่า พระปริยัติธรรม เพื่อให้สามเณรและพระภิกษุสงฆ์ได้เรียนรู้ เข้าใจคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและนำมาประพฤติ ปฏิบัติ และเผยแผ่สู่ประชาชน จนกระทั่งเมื่อเกือบ 90 ปีที่ผ่านมา สำนักแม่กองธรรมสนามหลวง ได้ริเริ่มให้มีการสอบ “ธรรมศึกษา” เพื่อเปิดกว้างให้ฆราวาสได้มีโอกาสศึกษาธรรมอย่างถูกต้องและทั่วถึงเช่นกัน
ที่ผ่านมา หลายภาคส่วนได้ร่วมกันปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรมสู่สังคม เช่นเดียวกับ บมจ.ซีพี ออลล์ ผู้ก่อตั้งร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ในประเทศไทย ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนแห่งแรกแห่งเดียวในประเทศไทย ที่ได้รับฉันทานุมัติจากสำนักแม่กองธรรมสนามหลวง สังกัดสำนักเรียน วัดบวรนิเวศวิหาร ให้เป็นพื้นที่จัดสอบ “ธรรมศึกษา” เป็นประจำทุกปีต่อเนื่องมากว่า 16 ปี
นายยุทธศักดิ์ ภูมิสุรกุล ประธานพุทธปัญญาชมรม และรองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บมจ. ซีพี ออลล์ กล่าวว่า บริษัทมีนโยบายส่งเสริมการศึกษา พัฒนาคุณธรรม – จริยธรรม...
หน้า 344 ของ 440