คลังเรื่องเด่น
-
ทาน ๔ ส่วน (บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน)
ทาน ๔ ส่วน
บันทึกธรรมพระราชพรหมยาน
หลวงพ่อค่ะ แล้วที่เขาบอกว่าก่อนจะเอาเงินทำบุญทำทานต้องแบ่งเป็น 4 ส่วนก่อน หมายความว่าอย่างไรคะ…..?
ในเรื่องพระเวสสันดร การให้ทานพระพุทธเจ้าบอกว่าต้องแบ่ง 4 ส่วน คือ
1. ชำระหนี้เก่า
2. เป็นเจ้าหนี้ใหม่
3. ฝังไว้
4. ทิ้งเหว
ชำระหนี้เก่าคือ คือบิดามารดาและผู้มีพระคุณ ต้องสงเคราะห์ท่านตามกำลัง
เป็นเจ้าหนี้ใหม่ ลูกสาวลูกชายต้องสงเคราะห์ใช่ไหม
ฝังไว้ สร้างความดีในส่วนกุศล
ทิ้งเหว คือกิน
ทั้ง 4 อย่างนี้ ใช้ 4 หารไม่ได้นะ ต้องดูความเหมาะสมโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ห่วงให้มากคือทิ้งเหว ตัวนี้ถ้าน้อยเกินไปมันจะเดือดร้อนมันเบียดเบียนตัวเอง ต้องแบ่งส่วนให้เหมาะสม
การทานพระพุทธเจ้าบอกว่า อย่าให้เบียดเบียนตัวเอง ถ้าเบียดเบียนตัวเอง อัตตกิลมถานุโยค เป็นการทรมานตัว
และการให้ทานพระพุทธเจ้าให้ดูอีกว่า ควรให้หรือไม่ควรให้ ถ้าให้ในเขตของคนเลวอานิสงค์น้อย อาจจะไม่มีเลย รู้ว่าคนนี้ควรจะให้เราก็ให้ ถ้าไม่ควรให้เราก็ไม่ให้ ให้แล้วไปกินเหล้า เมายา ไปสร้างอันตรายกับคนอื่นเราไม่ให้ดีกว่า เป็นการต่อเท้าโจร
เวลาจะให้ท่านว่างกฎไว้อย่างนี้
1.ผู้ให้บริสุทธิ์
2.ผู้รับบริสุทธิ์
3.... -
เทวดาหลายร้อยองค์…มาสาธุการ
“…เทวดาหลายร้อยองค์…มาสาธุการ…”
ในขณะที่ท่านนั่งภาวนา เมื่อจิตรวมสู่อุปจารธรรมก็บังเกิดนิมิตเห็น หมู่เทพยดาเหาะลอยลงมาจากยอดภูเขาใหญ่ เหล่าเทพนั้นเรืองรองด้วยรัศมีแห่งบุญอยู่กลางหาว ดูงดงาม ไม่ต่างอะไรกับจันทร์ในวันเพ็ญ พอลอยเลื่อนลงถึงแผ่นดิน เทวดาหลายร้อยองค์นั้นก็พร้อมเพรียงกันกราบหลวงปู่ ผู้เป็นหัวหน้าได้กล่าววาจาขอรับพระไตรสรณคมน์ และรับศีล ๕ หลวงปู่จึงถามดูว่า จะรับไปทำไม เขาตอบทันทีว่า
“…โอ… เป็นบุญกุศลอันยิ่งใหญ่นะท่าน พวกข้าพเจ้ามีไตรสรณคมน์ ศีล ๕ ศีล ๘ และกุศลกรรมบท ๑๐ ประจำชีวิตนั่นแหละ อบายจึงไม่ได้ไป ไฟนรกจึงไม่ได้ไหม้ มีแต่สุคติโลกสวรรค์ เป็นที่ไปล้วน ๆ ดังนั้น เมื่อเห็นท่านมาเจริญสมณธรรม จึงพากันมาขอรับใหม่ เพื่อไม่ให้ของเก่านั้นเศร้าหมอง” พวกเขาก็ขอฟังธรรมอีก หลวงปู่จึงเทศน์ให้ฟัง ครั้นเทศน์จบท่านก็ฉุกคิดเรื่องยามดึกจึงเอ่ยถามว่า…
“…โยม…ขณะที่อาตมาเดินจงกรมตั้งแต่ ๖ โมงเย็นจนถึง ๕ ทุ่มนั้น ได้ยินเสียงดังสนั่นราวกับว่าภูผาเหล็กมันจะพังลงมานั้นเป็นเสียงอะไร” เขากราบเรียนว่า…
“…เป็นเสียงที่พวกข้าพเจ้าสาธุการส่วนบุญกับท่าน การเดินจงกรมมีบุญเยอะนะท่าน ท่องพุทโธ... -
สามเณรเมืองคอน อายุ ๑๐ ปี อยู่ชั้นป.๔ อายุน้อยที่สุด สอบนักธรรมชั้นโท
สนั่นโซเซียล!!!! สามเณรเมืองคอน อายุ ๑๐ ปี อยู่ชั้นป.๔ อายุน้อยที่สุด สอบนักธรรมชั้นโท
สนั่นโซเซียล!! เมื่อสามเณร เด็กชั้นประถม 4 อายุเพียง 10 ปี ได้ไปเข้าสอบนักธรรมโท เป็นสามเณรที่อายุน้อยที่สุด ยังเป็นหลานชาย อดีจสส.เมืองนครฯ นายมาโนช วิชัยกุล อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช 9 สมัย และเป็นหลานชาย นายวิญญู ใจอารีย์ อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนเบญจมราชูทิศ
ประวัติ สามเณรจักภัทร วิชัยกุล ชื่อเล่น น้องพี ขอบวช 3 วัน หลังจาก 3 วันขอเป็น 1 อาทิตย์ หลังจาก 1 อาทิตย์ของเป็นครึ่งเดือน หลังจากครึ่งเดือนขอเป็น 1 เดือน หลังจาก 1 เดือน ขอเป็น โรงเรียนเปิดเทอม หลังจากโรงเรียนจะเปิดเทอม
…คืนที่ขนลุกที่สุดค่ำคืนนั้นเณรโทรหาแม่ แม่ครับ แม่โกรธผมไหม เณรลังเล ถามอยู่นั่น แม่ซื้อผ้ามาราคาเท่าไหร่ ชุดนักเรียน แม่มีตังค์จ่ายมั้ย !! …แม่เริ่มงงในคำถาม เพราะเณรถามวนไปวนมา กะเลยเอะใจ บอกเณรว่า ไม่ว่าเณรจะตัดสินอะไรลงไป ถ้าเณรตัดสินใจถูกแม่ก็จะสนับสนุน แต่ถ้าเณรตัดสินใจผิดเลือกทางเดินที่ผิด แม่ก็จะห้ามปราม เณรรีบตอบเร็วพลัน แม่เสียดายตังค์ไหม ที่ซื้อเสื้อผ้า แม่รีบตอบไปว่าไม่เสียดาย... -
จาคานุสสติ (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ)
เรื่อง..จาคานุสสติ
ลำดับต่อนี้ไป เป็นโอกาสที่บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายจะพากันเจริญพระกรรมฐาน คือ ทรงอารมณ์เป็นสมาธิและใช้ปัญญาพิจารณาขันธ์ ๕ เพื่อผลที่จะพึงได้ ก็คือ โมกขธรรม ธรรมเป็นเครื่องพ้นจากความตายหรือว่าพ้นจากความเกิด เพราะอะไร เพราะว่าพระพุทธเจ้ากล่าวว่า ความเกิดเป็นทุกข์ ความแก่เป็นทุกข์ ความตายเป็นทุกข์ ความพลัดพรากจากของรักของชอบใจเป็นทุกข์ ความเศร้าโศกเสียใจเป็นทุกข์ อันนี้อาศัยความเกิดตัวเดียว ถ้าเราไม่เกิดเสียแล้ว ความแก่ ความป่วยไข้ไม่สบาย ความตาย ความพลัดพรากจากของรักของชอบใจย่อมไม่มีกับเรา
นี่การที่เราจะไม่เกิดได้ ก็เพราะอาศัยทำจิตให้เป็นปรมัตถจิต เรียกว่าเข้าถึงธรรมก็เป็น ปรมัตถธรรม ถ้าจะเรียกว่าบารมีก็เป็น ปรมัตถบารมี เป็นบารมีอย่างยิ่ง ถ้าเป็นนักปฏิบัติก็เรียกกันว่า ปรมัตถปฏิบัติ เป็นการปฏิบัติอย่างยิ่ง คือเป็นการควบคุมใจให้ทรงอยู่ในกุศลธรรม
วันนี้จะได้พูดถึง จาคานุสสติกรรมฐาน การจะทรงอารมณ์ให้สบาย อันดับแรก องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนให้บรรดาท่านทั้งหลาย กำจัดนิวรณ์เสียก่อน คือว่าเวลาที่เราจะเข้ามาเจริญสมาธิจิต... -
“ภูมิจิตพระโพธิสัตว์ที่บารมีเต็มแล้ว เทียบได้กับพระอนาคามี” หลวงปู่ดู่ อธิบายไว้ชัด เหตุผลเพราะ!?
“ภูมิจิตพระโพธิสัตว์ที่บารมีเต็มแล้ว เทียบได้กับพระอนาคามี” หลวงปู่ดู่ อธิบายไว้ชัด เหตุผลที่เป็นเช่นนี้เพราะเหตุใด
(ปกิณกธรรม หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ)
จริยาวัตรของหลวงปู่ดู่ท่านนั้น งดงามจนหลายคนต่างเชื่อว่า ท่านเป็นพระอริยเจ้าที่หมดสิ้นอาสวะกิเลสแล้ว แต่องค์หลวงปู่ดู่ท่านยืนยันด้วยตัวท่านเองว่าท่านอธิษฐานมาเป็น “พระโพธิสัตว์” และเป็นพระโพธิสัตว์ที่มีบารมีแก่กล้ามากแล้ว ภูมิจิตภูมิธรรมจึงใกล้เคียงกับ “พระอริยเจ้าชั้นอนาคามี”
ผิดแต่ว่าพระอนาคามีนั้น จิตท่านเตรียมเข้าสู่ความเป็นอรหันต์ แต่พระโพธิสัตว์บารมีเต็มนั้น จิตเตรียมบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณเป็น “พระสัมมาสัมพุทธเจ้า” ในกาลข้างหน้า ที่เหมือนกันคือ “พระอนาคามีไม่มีทางถอยหลัง” เพราะตั้งแต่ “พระโสดาบัน” ก็ไม่มีทางแวะซ้ายขวาหรือถอยหลังอีกแล้ว มีแต่มุ่งหน้าเข้าหาพระนิพพานเพียงอย่างเดียว ยิ่งเป็นพระอนาคามี
แล้วยิ่งใกล้ต่อพระนิพพานเป็นอย่างยิ่ง ที่เปรียบภูมิจิตของพระโพธิสัตว์บารมีเต็มกับพระอนาคามีนั้น เนื่องจากเป็นชั้นบารมีแก่กล้า แม้ยังไม่เข้าสู่การละกิเลสโดยสิ้นเชิง แต่ภูมิจิตนั้นสะอาดบริสุทธิ์ยิ่งแล้ว... -
"สติสำคัญมาก" (หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน)
"สติสำคัญมาก"
" .. "สติเป็นสำคัญการภาวนา" จำให้ดีคำนี้ เอา .. ใครตั้งสติดีเท่าไร ๆ คนนี้จะตั้งรากฐานได้ "ชี้นิ้วเลยถ้าลงมีสติ สติสืบเนื่องกันตลอดแล้วตั้งรากฐานได้เลย" สติขาด ๆ วิ่น ๆ ไม่แน่นะ "เอนโน้นเอนนี้ ถ้าลงสติตั้งให้ดีแล้วแน่ว ๆ เป็นอย่างนั้น สติสำคัญมาก"
"ให้พากันตั้งอกตั้งใจภาวนา" เดี๋ยวนี้จะมีแต่พระผ้าเหลืองเต็มบ้านเต็มเมืองทั้งเขาทั้งเรา มันจะไม่มีพระที่ทรงมรรคทรงผลทรงศีลทรงธรรมแล้วนะ จะมีแต่พระทรงผ้าเหลืองละ
เอาผ้าเหลืองออกอวด "อาตมาอย่างนั้น อาตมาอย่างนี้ไปอย่างนั้นนะ" ส่วนธรรมในหัวใจไม่มี "การภาวนามีหรือไม่มีก็ไม่ทราบ" ไปถามดูพระหัวโล้น ๆ เรานี่น่ะมันเป็นยังไง มันเคยภาวนาไหม .. "
หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน -
“เรื่องกรรมเป็นกฎอนิจจัง”หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
“เรื่องกรรมเป็นกฎอนิจจัง”
” .. “เรื่องกรรมเป็นกฎอนิจจัง” เป็นของไม่เที่ยง ถึงจะเสวยกรรม เช่น “เป็นบาปกรรมนี้นานเท่าไร มันก็มีการเปลี่ยนแปลงของมัน” ด้วยความเชื่องช้าตามอำนาจแห่งกรรมหนักเบาต่างกัน
“ถ้าเป็นกรรมเบาก็เปลี่ยนแปลงเร็ว สิ้นกรรมไปเร็ว” เหมือนคนติดคุกติดตะราง ติดสองเดือนก็มี สามเดือนก็มี ติดสี่ปีห้าปีก็มี ติดตลอดชีวิตก็มี ประหารชีวิตก็มี มันก็มีอย่างนั้น
อันนี้สัตวโลกก็เหมือนกัน “พวกไปตกนรกก็เหมือนกัน พวกสองเดือนสามเดือนก็มี” พวกสี่ปีห้าปีก็มี แบบเดียวกันนั่นแหละ พวกฟาดสักกี่กัปกี่กัลป์ก็มี “อันนี้ผู้ไปสวรรค์ก็อีกแบบเดียวกันไม่ผิดกันแหละ” มีแง่หนักเบาเสมอกันหมด .. ”
หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน
ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น -
ใจร้อนไม่มีเหตุผล โดยเฉพาะกับคนใกล้ตัวจะแก้อย่างไร ?
ใจร้อนไม่มีเหตุผล โดยเฉพาะกับคนใกล้ตัวจะแก้อย่างไร ?
ปุจฉา – กราบนมัสการพระอาจารย์ไพศาลที่เคารพ โยมสังเกตว่า กับคนอื่นๆ โยมจะใจเย็น มีเหตุผล เข้าอกเข้าใจ และเมื่อมีสิ่งใดมากระทบจะวางได้ไม่ยาก แต่กับคนใกล้ตัว โยมกลับใจร้อน สิ่งใดที่ขัดใจก็จะไม่ยอม ไม่ปล่อยผ่านแม้เรื่องเล็กน้อย ไม่ทราบว่าโยมควรจะวางใจอย่างไร หรือมีอุบายในการพิจารณาแบบใดเพื่อให้สามารถก้าวข้ามสิ่งนี้ได้เจ้าคะ กราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงค่ะ
พระไพศาล วิสาโล วิสัชนา – คุณควรหมั่นฝึกสติให้รู้ทันอารมณ์ที่เกิดขึ้น เวลามีอะไรมากระทบ และรู้สึกขัดใจหรือขุ่นเคืองใจ สติที่รู้ทันอาการดังกล่าวได้อย่างรวดเร็ว จะช่วยให้ปล่อยวางมันได้อย่างรวดเร็ว อย่างน้อยก็ช่วยลดความรุนแรงเข้มข้นของอาการดังกล่าว ทำให้หักห้ามใจไม่เผลอพูดหรือทำอะไรในทางที่ไม่ถูกต้อง
ความยึดติดถือมั่นในความคิดของตน อยากให้ทุกอย่างเป็นไปตามใจตน (รวมทั้งอยากให้ถูกต้องตามแบบของตน) เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้คุณขุ่นเคืองใจเวลาเห็นสิ่งต่าง ๆ ไม่เป็นดั่งใจ คุณควรตระหนักว่านี้เป็นอาการอย่างหนึ่งของอัตตา หรือความยึดติดถือมั่นใน “ตัวกู ของกู” ซึ่งเป็นเหตุแห่งทุกข์... -
หลวงตาดุเป็นธรรม ดุเพื่อชะล้างกิเลสในใจคน
เรื่อง “หลวงตาดุเป็นธรรม ดุเพื่อชะล้างกิเลสในใจคน”
(คติธรรม หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน)
เขาว่าหลวงตาบัว เทศน์ดุเทศน์ด่าเทศน์เผ็ดเทศน์ร้อนเทศน์สกปรกโสมม และทั้งๆ ที่ชำระสิ่งเหล่านี้ด้วยธรรมๆ ตลอดเวลา เผ็ดร้อนก็เพื่อกำจัดอันนี้ที่มันรุนแรง ก็ต้องเอากันหนัก อันนี้สกปรกมากสุดใส่ลงไปชะล้างอันนี้มันก็หาว่าน้ำที่สะอาดนี้สกปรก มันหาว่ามูตรว่าคูถสะอาดไปเสีย เข้าใจไหม นี่กิเลสมันยอมผิดเมื่อไร ดูเอาซิท่านทั้งหลาย
นี่ฟัดมาพอแล้วถึงได้เอามาพูดให้พี่น้องทั้งหลายฟัง ไม่ได้มาหลอกลวงนี่นะ มองไปไหนมันจะไม่เห็นแหละศาสนา ต่อไปนี้จะไม่มีแล้วนะ ค่อยหมดไปๆ แม้ที่สุดในพระในเณรในวัดในวาก็เป็นส้วมเป็นถานเป็นที่บรรจุของกิเลสเกือบทั้งหมดแล้วเวลานี้นะ จะยังเหลืออยู่เพียงเล็กน้อย ผู้ที่ตั้งใจปฏิบัติตามศีลตามศีลตามธรรม ไปที่ไหนท่านมีวัด อยู่ในป่าท่านก็มีวัด อยู่ในถ้ำเงื้อมผาท่านมีวัด ท่านผู้มีวัดภายในใจ ถ้าไม่มีวัดภายในใจ มีแต่เทวทัตคือฟืนคือไฟได้แก่กิเลสตัณหาภายในใจ อยู่หอปราสาทราชมณเฑียรก็คือเทวทัตเผาตัวเองอยู่บนนั้นแหละ พากันจำเอานะ มันจะฉิบหาย
เกิดมานี้กี่ปีแล้วได้ทดสอบเจ้าของดูบ้างหรือเปล่า... -
สมเด็จพระเทพฯเสด็จพระราชทานเพลิงศพหลวงพ่อปัญญาฯ
สมเด็จพระเทพฯเสด็จพระราชดำเนินไปในการพระราชทานเพลิงศพหลวงพ่อปัญญา นันทภิขุ
เมื่อวันที่ 5 พ.ย. เวลา 17.30 น. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปในการพระราชทานเพลิงศพ พระพรหมมังคลาจารย์ หรือหลวงพ่อปัญญานันนทมหาเถระ หรือ หลวงพ่อปัญญา นันทภิขุ อดีตเจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤษดิ์ ที่ เมรุวัดชลประทานรังสฤษดิ์
ทั้งนี้หลวงพ่อปัญญา นันทภิกขุ มรณภาพ เมื่อวันที่ 10 ต.ค. 2550 และทางวัดได้เก็บสังขารของหลวงพ่อไว้ให้ญาติโยม ศิษยานุศิษย์ และผู้ที่มีความเลื่อมใสได้สักการะเป็นเวลา10 ปี ก่อนจะมีการเคลื่อนสังขารหลวงพ่อปัญญา นันทภิกขุ จากพิพิธภัณฑ์ที่ตั้งออกมาเพื่อพระราชทานเพลิงศพ
ขอขอบคุณที่มา
https://www.posttoday.com/social/royal/523682 -
น้ำพองยังท่วมหนัก!คณะสงฆ์ช่วยโยมอย่างต่อเนื่อง
น้ำพองยังท่วมหนัก!คณะสงฆ์ช่วยโยมอย่างต่อเนื่อง
คณะสงฆ์จังหวัดสระบุรีให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมน้ำพองอย่างต่อเนื่อง
วันนี้ (4 พย.) พระธรรมปิฎก เจ้าคณะจังหวัดสระบุรี ได้มอบหมายให้พระวิสิฐคณาภรณ์ รองเจ้าคณะจังหวัดสระบุรีพร้อมคณะสงฆ์จังหวัดสระบุรี พระเมธีธรรมาจารย์ รองอธิการบดีฝ่ายประชาสัมพันธ์และเผยแผ่ มจร ได้เดินทางนำปัจจัย เครื่องอุปโภค บริโภค ไปถวายวัดและมอบให้ชาวบ้านที่ประสบภัยน้ำท่วมในเขตอำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น
จากการลงพื้นที่ในครั้งนี้พบว่าวัด บ้านและนาข้าวน้ำยังท่วมขังอยู่มากเฉพาะในเขตจังหวัดขอนแก่น วัด หมู่บ้าน นาข้าวจมอยู่ในทะเลสาบที่ขาวโพลนไปด้วยน้ำ ชนิดแบบสุดลูกหูลูกตาชาวบ้านอยู่กันอย่างลำบากยากเข็ญ ขาดแคลนอาหารน้ำดื่มและการติดต่อสื่อสารยากลำบากเฉพาะสุขาทั้งหมู่บ้านมีสุขาชั่วคราวอยู่เพียงหลังเดียวซึ่งเป็นแบบนี้อยุ่หลายหมู่บ้าน พระจึงต้องเป็นที่พึ่งของชาวบ้านในวันที่ชาวบ้านทุกข์หนักชนิดแทบสิ้นเนื้อประดาตัว ในวันปกตินั้นชาวบ้านใส่บาตรถวายพระ... -
ทำไมต้องเจริญกรรมฐาน (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ)
ทำไมต้องเจริญกรรมฐาน
ทำไมเราจึงต้องเจริญกรรมฐาน เป็นเพราะอะไร ในเมื่อการทำบุญทำทาน ไปสวรรค์ก็ได้ ไปพรหมโลกก็ได้ ไปนิพพานก็ได้ จะมานั่งเมื่อยกันเพื่อประโยชน์อะไร ถ้าเขาถามแบบนี้จะตอบว่ายังไง ต้องตอบว่า อยากทำจ้ะ หมดเรื่องหมดราว
ความจริงการเจริญพระกรรมฐานมีอานุภาพมาก แต่ขอเว้นไว้ก่อน การทำบุญทุกอย่างก็มีผล ตัวอย่าง สุปติฏฐิตะเทพบุตร เขาไม่เคยทำบุญเลยใช่ไหม ตั้งแต่เกิดมาทำบาปอย่างเดียว ทำลายทั้งศีลทั้งธรรม ศีลก็ทำลายหมดทุกข้อ เรียบร้อยนะ ธรรมะก็ทำลาย
อย่างคนที่จะฟังเทศน์หรือสนทนาเรื่องธรรมะแกก็แกล้งส่งเสียงกลบ เขาจะไปทำบุญเห็นแล้วแกล้งทำเป็นไม่เห็น ได้ยินแล้วแกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน เขาดื่มสุราเมรัยทุกอย่าง เรียกว่าศีลทั้งหมดไม่มี ความดีไม่มี ท่านไม่เคยให้
แต่ว่าพอก่อนจะตายบังเอิญทุกขเวทนามันมาก ก็มองดูภรรยา บุตรธิดา ข้าทาสหญิงชาย ทรัพย์สิน เพราะเป็นคนรวย ก็คิดในใจว่าทุกคนสงสารเรา แต่ว่าไม่มีใครเลยที่แบ่งภาระของเราไปได้ ทุกขเวทนาตกอยู่ที่เราคนเดียว
เวลานั้นพระพุทธเจ้าเสด็จประทับอยู่ใกล้ ๆ เคยไปเคยมาบ่อย ๆ อยู่แถวนั้นนะ แต่ว่าแกไม่เคยแม้แต่ยกมือไหว้ เทศน์ก็ไม่เคยฟัง ทานก็ไม่เคยให้... -
โปรดนักเลงให้กลับใจ (หลวงปู่ดูลย์ อตุโล)
โปรดนักเลงให้กลับใจ
ขอย้อนถึงเรื่องราวที่หลวงปู่เดินทางกลับจากอุบลฯ มาสุรินทร์ เพื่อโปรดญาติโยมในครั้งแรก ท่านมาในรูปแบบของพระธุดงค์กัมมัฏฐาน และพำนักโปรดญาติโยมอยู่ที่ สำนักป่าบ้านหนองเสม็ด ตำบลเฉนียง อำเภอเมืองสุรินทร์ ในช่วงนั้นได้มีชายหัวนักเลงอันธพาลผู้หนึ่ง มีความโหดร้ายระดับเสือ เป็นที่กลัวเกรงแก่ประชาชนในละแวกนั้น กลุ่มของชายผู้นี้ท่องเที่ยวหากินแถบชายแดนไทยและกัมพูชา เมื่อได้ยินข่าวเล่าลือ เกี่ยวกับพระธุดงค์มาพำนักที่บ้านเสม็ด เขามั่นใจว่า พระจะต้องเป็นผู้ที่มีวิชาด้านคาถาอาคม อันล้ำเลิศอย่างแน่นอน จึงมีความประสงค์จะได้วัตถุมงคลเครื่องรางของขลัง ประเภทอยู่ยงคงกระพัน ยิงไม่ออกฟันไม่เข้า ดังนั้น จึงพาลูกสมุนตัวกลั่น ๔ คน มีอาวุธครบครัน แอบเข้าไปหาหลวงปู่อย่างเงียบๆ ขณะนั้นเป็นเวลาประมาณ ๒ ทุ่ม แถวหมู่บ้านป่าถือว่าดึกพอสมควรแล้ว ชาวบ้านที่มาฟังธรรมและบำเพ็ญสมาธิภาวนาพากันกลับหมดแล้ว
กลุ่มนักเลงแสดงตนให้ประจักษ์ กล่าวอ้อนวอนหลวงปู่ว่า พวกตนรักการดำเนินชีวิตท่ามกลางคมหอกคมดาบ และได้ก่อศัตรูไม่น้อย ที่มาครั้งนี้ก็เพราะมีความเลื่อมใสศรัทธา... -
เรื่องของกรรมที่เราทำด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดี ท่านถือว่าเป็นของๆ ตน
” เรื่องของกรรมที่เราทำด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดี
ท่านถือว่าเป็นของๆ ตน
นักปราชฌ์ราชบัณฑิตท่านพูดถึงกรรมที่เราทำไป
จะเป็นกรรมชั่วก็ตาม กรรมดีก็ตาม เป็นของๆ ตน
มีกรรมเป็นผู้ให้ผล ละเว้นหลีกเลี่ยงไม่ได้
จะปล่อยปละละเลยไม่ได้
กรรมที่เราสร้างเอาไว้ ทำเอาไว้ ไม่ต้องการปรารถนา
กรรมนั้นก็จะให้ผลแก่ตนตลอดเวลา
กรรมมันก็มีกรรมดีกรรมชั่วอยู่ในโลก
เราทำด้วยความจงใจด้วยเจตนาก็ดี
ทำด้วยความประมาทเลินเล่อเผลอสติก็ดี
กรรมทั้งหมดทุกอย่างมันเป็นของๆ ตัว
กรรมชั่วที่เราไม่ปรารถนา แต่เราทำ
ถึงไม่ปรารถนา กรรมชั่วก็จะตามให้ผล
กรรมดีที่เราปรารถนาอยากได้ แต่เราไม่ลงมือทำ
กรรมดีก็ไม่ให้ผลแก่ตัวเรา
ฉะนั้น กรรมที่มีคือ กรรมดี กรรมชั่ว
เราต้องพินิจพิจารณาศึกษาก่อนจะทำลงไป
จะพูดออกไป จะคิดอะไร
ให้ศึกษาว่าสิ่งที่เราทำเราพูดเราคิดนี้ มันมีผลดีหรือผลชั่วอย่างไร
ถ้าเป็นทางชั่ว ทางต่ำ ทางเสีย
ถึงเราอยากจะทำสิ่งนั้นก็ห้ามกลั้นเอาไว้
เพราะเราทำไป กรรมส่วนนี้จะตามให้ผลแก่ตนของตน
ให้ประจักษ์ในจิตในใจ ให้ทราบในจิตในใจของตนอย่างนั้น…”
หลวงปู่สิงห์ทอง ธัมมวโร
เทิดไว้เหนือเศียรเกล้า ด้วยเกล้า สาธุ.
ที่มา... -
โพธิสัตว์
“…โพธิสัตว์ คือ ผู้ข้องเกี่ยวอยู่กับสัตว์ เวียนว่าย ตาย เกิด อยู่ในสังสารวัฏ เพื่อรื้อขนสัตว์โลกออกจากกองทุกข์…”
สำหรับพระโพธิสัตว์ ที่ยังเป็น อนิยตะโพธิสัตว์ ที่สร้างบารมีสมบูรณ์แล้ว จะได้รับพุทธพยากรณ์เป็นครั้งแรก ต่อพระพักตร์พุทธเจ้า ต้องมีธรรมสโมธาน ๘ ประการสมบูรณ์ จึงได้รับพุทธพยากรณ์โดยนัยว่า จะได้ตรัสรู้เป็นองค์พระพุทธเจ้า ทรงนามว่าอย่างนั้น ในกัปอันเป็นอนาคตที่เท่านั้น ก็กลายเป็น นิยตะโพธิสตว์ ทันที คือเป็นพระโพธิสัตว์ที่เที่ยงแท้
ธรรมสโมธาน ๘ ประการคือ
๑. ได้เกิดเป็นมนุษย์
๒. เป็นบุรุษเพศ ไม่เป็นกระเทย
๓. มีอุปนิสสัยปัจจัยแห่งพระอรหันต์รุ่งเรืองอยู่ในขันธสันดาน(ถ้าเกิดเปลียนใจก็จะเป็นพระอรหันต์ทันที)
๔. ต้องพบพระพุทธเจ้าขณะมีพระชนชีพอยู่ และได้สร้างกองบุญกุศลต่อพระพักตร์
๕. ต้องเป็นบรรพชิต หรือต้องเป็น โยคี ฤาษี ดาบส หรือปริพาชก ที่มีลัทธิเชื่อว่า บุญมี บาปมี ทำบุญได้บุญ ทำบาปได้บาป ต้องไม่เป็นคฤหัสผู้ครองเรือน
๖. ต้องมีอภิญญาและฌานสมาบัติ อันเชี่ยวชาญ
๗. เคยให้ชีวิตของตนเป็นทาน เพื่อสัมโพธิญาณมาก่อนในอดีดชาติ
๘. ต้องมี ฉันทะ คือมีความรักความพอใจในพุทธภูมิเป็นกำลัง... -
นิมิตสมาธิ (พระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม)
นิมิตสมาธิ
…
ในเวลานั่งสมาธิภาวนา จิตตกลงสู่ภวังค์แล้วเผลอสติ บังเกิดนิมิตเป็นเรื่องราวใหญ่โตขึ้นก็มี หรือไม่เผลอสติ จิตเป็นขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปนาสมาธิ ย่อมมีนิมิตต่างๆ บังเกิดขึ้น ปรากฏเห็นชัด ในจักขุทวาร มโนทวาร
…
นักปฏิบัติบางจำพวก กระทำปุพพภาค แห่งการปฏิบัติ เบื้องต้น ไม่ถูกต้อง จะกระทำโลกุตระให้แจ้งก็ทำไม่ได้
…
เมื่อนั่งสมาธิภาวนา ได้แต่เพียงนิมิตสมาธิภาวนา คือได้เห็นนิมิตต่างๆ มาปรากฏ ในจักขุทวาร มโนทวาร เท่านั้นก็ดีใจ บังเกิดถือทิฐิมานะ ว่าตนได้รู้ ได้เห็น และได้สำเร็จมรรคผลธรรมวิเศษชั้นนั้นๆ
..
ไม่รู้เลยว่าตนเป็นผู้หลงติดข้องอยู่ในชั้นโลกีย์ ไม่ใช่ชั้นโลกุตระ นักปฏิบัติ ผู้ที่มีปุพพภาคแห่งการปฏิบัติเบื้องต้น ได้กระทำถูกต้องแล้ว เมื่อนั่งสมาธิภาวนาจิตตกลงสู่ภวังค์ บังเกิดมีนิมิตขึ้นก็ดีหรือจิตเป็นขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปนาสมาธิ อันใดอันหนึ่ง บังเกิดมีนิมิต ปรากฏเห็นชัดในจักขุทวาร มโนทวาร ย่อมไม่ดีใจ เสียใจ คือไม่ยินดียินร้าย ในนิมิตนั้นๆ ย่อมเป็นผู้มีสติทำจิตเป็นสมาธิตลอดไป
…
• พระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม •
ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น -
ธรรมทาน (สมเด็จพระพุฒาจารย์ โต พรหมรังสี)
ธรรมทาน
ธรรม เมื่อกล่าวไปแล้วย่อมไม่มีใครเป็นเจ้าของ เพราะเรียกว่าเป็น ธรรมทาน คำว่า “ธรรมทาน” จึงไม่มีใครครอบครองได้ เมื่อมีเจตนาจิตที่เมตตา อยากให้มนุษย์และสัตว์ทั้งหลายพ้นทุกข์ หากเขาได้สดับแล้วเป็นประโยชน์ก็ดี เขาเรียกว่า บุญกุศล เป็นวาสนาบารมีต่อกัน หากว่าสิ่งไหนสดับแล้วไม่เข้าใจ ไม่ควรยึด ก็ขอให้วางเสีย…
แต่เมื่อเราเกิดสติ เกิดตัวรู้ เกิดตัวปัญญา ก็น้อมระลึกถึงเมื่อใด หากว่าคราวใดมีสติ มีปัญญาพอ ที่จะหยิบยกมาพิจารณา ก็ขอให้โยมทั้งหลายจงเลือกเฟ้น เข้าไปในธรรมทั้งหลายที่โยมนั้นถูกจริต ก็เอาจริต วาสนานั้นแล มาพิจารณา และให้ดับวาสนาในความอยากรู้อยากเห็นได้…
เมื่อนั้นแล ความสงบในจิตใจก็จะบังเกิดขึ้น ตัวรู้ ตัวสงสัย มันก็จะระงับดับหายไป…
• สมเด็จพุฒาจารย์ โต พรหมรังสี •
ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น -
เพื่อความไม่ประมาทควรสร้างบุญกุศลเป็นการเพิ่มเติมไว้เสมอ
“…เพราะเราไม่อาจจะรู้ได้ว่า อดีตชาติเราได้สร้างบุญหรือสร้างบาปไว้มากน้อยเพียงใด และผลของกรรมใดจะส่งผลก่อนหรือหลัง เพื่อความไม่ประมาทจึงควรจะสร้างบุญกุศลเป็นการเพิ่มเติมไว้เสมอ ถ้าอดีตทำไว้มากแล้ว ก็จะยิ่งมีมากขึ้น ย่อมให้ผลก่อนที่มีกำลังน้อยกว่า อันเป็นกฎธรรมชาติของกรรม ฉะนั้น ด้วยความไม่ประมาท จงระลึกไว้ว่า ถ้าตนเองไม่สะสมไว้แล้ว ใครที่ไหนจะช่วยเจ้าได้ เจ้าจะมีอะไรไว้เป็นทุนเดินทางเวียนว่ายในวัฏฏทุกข์ที่ยังต้องผจญต่อไป ไม่รู้ว่าจะจบสิ้นเมื่อไหร่ จงระลึกไว้เสมอว่า เจ้าสะสมเตรียมตัวไว้เดินทางแล้วหรือยัง จะรอให้คนอื่นทำไปให้นั้น จะมั่นใจดีเท่ากับเราเตรียมหาไปเองหรือ…”
สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี)
๗ กันยายน ๒๕๖๐
กราบขอบพระคุณและขออนุโมทนาบุญท่านเจ้าของผู้ถ่ายภาพนี้ พร้อมทั้งผู้ที่มีส่วนร่วมในการเผยแผ่โอวาทธรรมคำสอนนี้ ทุกๆ ท่าน
ที่มา เมตตาธรรม ศิษย์พระธุดงค์กรรมฐาน สายหลวงปู่เสาร์-หลวงปู่มั่น -
เรื่องเล่า ธรรมะลึกซึ้งเข้าใจง่าย หลวงปู่ดู่ พฺรหฺมปัญโญ เรื่องตายแล้วไม่เน่า
เรื่องเล่า ธรรมะลึกซึ้งเข้าใจง่าย หลวงปู่ดู่ พฺรหฺมปัญโญ เรื่องตายแล้วไม่เน่า
ผู้เขียนเคยไปที่วัดป่าเลไลย จังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อไปนมัสการศพของหลวงพ่อถิร ปรากฏว่าร่างกายไม่เน่าเปื่อย มีเล็บและเกศางอกออกมา เป็นที่อัศจรรย์ใจและเกิดความสงสัย เมื่อมีโอกาสได้กราบเรียนหลวงปู่ดู่ ท่านอธิบายว่า
“ผู้ที่ตายแล้วไม่เน่ามี ๓ ประเภท”
๑.ผู้ที่กินว่าน
๒.ผู้ที่มีคาถาอาคมเสกข้าวกินประจำ
๓.พระอรหันต์อธิษฐานทิ้งร่างไว้ให้คนสักการะกราบไหว้ ตัวอย่างเช่น หลวงพ่อโหน่ง วัดคลองมะดัน จังหวัดสุพรรณบุรี
ผู้เขียนเกิดความไม่แน่ใจ เพราะเราไม่สามารถตัดสินได้ว่าองค์ไหนเป็นพระอรหันต์ หลวงปู่บอกว่า “เราต้องดูปฏิปทาหรือราศี พวกที่กินว่านหรือมีคาถานั้นจะไม่มีราศี ผิวพรรณไม่สดใส” ผู้เขียนจึงได้ปรารภกับหลวงปู่ โดยกล่าวอ้างถึงในสมัยก่อนหลวงปู่มีผิวพรรณที่ค่อนข้างดำ แต่ในปัจจุบันหลวงปู่มีราศีสดใสสวยงาม แม้แต่หลวงปู่บุดดา เมื่อก่อนเขาว่าท่านผิวดำเหมือนกัน หลวงปู่ตอบว่า “ไม่ต้องสงสัย กระดูกท่านยังฟอกเป็นพระธาตุได้ ผิวพรรณทำไมจะฟอกไม่ได้”
เคยมีผู้มีบุญท่านหนึ่งมากราบนมัสการหลวงปู่ เมื่อท่านผู้นั้นกลับไปแล้ว... -
เมตตาตกบ่อ…เรื่องคู่วาสนาบารมี (เล่าเรื่องโดยพ่อแม่ครูอาจารย์)
เมตตาตกบ่อ…เรื่องคู่วาสนาบารมี
(เล่าเรื่องโดยพ่อแม่ครูอาจารย์)
หลวงปู่เล่าว่า..เรื่องมาตุคามกับพระ หรือเรื่องเนื้อคู่ หรือคู่วาสนา คู่บารมี นั่นเอง ผู้ที่เป็นครูบาอาจารย์จะต้องผ่านเรื่องเหล่านี้มากันเกือบทุกรูป บางรูปถ้าไม่ได้พ่อแม่ครูบาอาจารย์ช่วยเหลือที่ดีแล้วล่ะก็พังทุกราย ดูอย่างเรื่องของหลวงปู่หลุยเป็นตัวอย่าง (หลวงปู่เล่าเรื่องหลวงปู่หลุย จันทสาโร ให้ฟังต่อไปว่า)
หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร เป็นศิษย์ผู้ใหญ่ของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
อีกรูปหนึ่ง ในสมัยที่อยู่กับหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ที่วัดป่าบ้านหนองผือนั้น หลวงปู่หลุย จันทสาโร ก็เป็นพระหนุ่ม แต่ค่อนข้างจะมีประวัติอะไรที่แปลกอยู่เช่นกัน…วันหนึ่งหลวงปู่มั่น ภูริทัตโตปรารภกับพระในวัดซึ่งก็ได้ยินกันหมดทั้งวัดว่า “ท่านหลุย ท่านไม่สมควรที่จะอยู่ที่นี่ให้ไปหาที่อยู่ที่อื่น…หลวงปู่หลุย จันทสาโร ก็แปลกใจว่าทำไมหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต จึงห้ามไม่ให้อยู่ เราก็ไม่ได้ทำอะไรผิดนี่นา ! หลวงปู่หลุย จันทสาโร ก็เข้าไปกราบเรียนขออนุญาตหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต อีกว่า
…ขอได้โปรดเมตตาให้เกล้าอยู่รับใช้พ่อแม่ครูบาอาจารย์ต่อไปด้วยเถิด... -
อานิสงส์การภาวนา หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ
อานิสงส์การภาวนา
หลวงปู่ท่านเคยพูดเสมอว่า
"อุปัชฌาย์ข้า (หลวงปู่กลั่น) สอนว่า ภาวนาได้เห็นแสงสว่างเท่าปลายหัวไม้ขีด ชั่วประเดี๋ยวเดียว เท่าช้างกระดิกหู งูแลบลิ้น ยังมีอานิสงส์มากกว่าตักบาตรจนขันลงหินทะลุ"
พวกเรามักจะได้ยินท่านคอยให้กำลังใจอยู่บ่อย ๆ ว่า
"หมั่นทำเข้าไว้ หมั่นทำเข้าไว้ ต่อไปจะได้เป็นที่พึ่งภายหน้า"
เสมือนหนึ่งเป็นการเตือนให้เราเร่งวามเพียรให้มาก การให้ทานรักษาศีลร้อยครั้งพันครั้งก็ไม่เท่ากับนั่งภาวนาหนเดียว นั่งภาวนาร้อยครั้งพันครั้ง กุศลที่ได้ก็ไม่เท่ากุศลจิตที่สงบเป็นสมาธิที่เกิดปัญญาเพียงครั้งเดียว
ที่มาจากหนังสือตามรอยธรรมย้ำรอยครู -
กรรมปรามาสพระอรหันต์หนักมาก
กรรมปรามาสพระอรหันต์หนักมาก
เพียงพระนางอัมพปาลีปรามาสพระภิกษุณีอรหันต์
จึงต้องไปรับกรรมหมกไหม้อยู่ในนรกนานแสนนาน
เมื่อพ้นกรรมหนักจากนรกกลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีกครั้ง
เศษของกรรมที่เหลือต้องเกิดเป็นหญิงแพศยามานับหมื่นๆชาติ
เรื่อง “บุพกรรม ของพระนางอัมพปาลีเถรี ภิกษุณีอรหันต์”
(เสฐียรพงษ์ วรรณปก / ราชบัณฑิต)
ครั้งนั้นเป็นพุทธกาลของพระพุทธเจ้าพระนามว่า “พระสิขีทศพล” นางอัมพปาลีเกิดเป็นธิดาตระกูลพราหมณ์ในนคร “อมรปุระ”
ครั้งหนึ่งนางได้ไปนมัสการพระเจดีย์ โดยได้ทำประทักษิณ เวียนขวารอบเจดีย์ ขณะกำลังเดินประทักษิณอยู่ นางได้เห็นภิกษุณีรูปหนึ่งได้เดินทำประทักษิณอยู่ตรงหน้าเธอ ภิกษุณีรูปนั้นได้บ้วนน้ำลายลงพื้น เมื่อนางอัมพปาลีเห็น จึงเกิดความไม่พอใจที่เห็นกิริยาดังนั้น จึงได้ “สบถคำด่า” ภิกษุณีรูปนั้นว่า
“อีหญิงแพศยา”
ด้วยเหตุที่ภิกษุณีรูปนั้นเป็นพระอรหันต์ กรรมนี้จึงเป็นกรรมหนักมาก เมื่อทำกาละแล้วนางอัมพปาลีจึงต้องไปรับกรรมหมกไหม้อยู่ในนรกนานแสนนาน เมื่อพ้นกรรมหนักจากนรกกลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีกครั้ง เศษของกรรมได้ส่งผลให้นางอัมพปาลีต้องเกิดเป็นหญิงแพศยามานับหมื่นๆ ชาติ... -
ขุนพันธ์ให้"แม่"เหยียบหัว สยบไสยดำ!! เพราะ"ฝ่าเท้าของแม่ คือฝ่าเท้าของพระอรหันต์" !!!
ต่อไปนี้เป็นเรื่องจริงของช่วงหนึ่งในชีวิต ของท่านขุนพันธ์ ที่ถือเป็นจุดที่สำคัญ
อะไรคือสุดยอดของขลังที่ท่านขุนพันธ์ใช้สยบไสยดำ ของ อะแวสะดอ ตาและ ขุนโจรชาวมุสลิม ซึ่งเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญด้านไสยศาสตร์ มนต์ดำ ผู้มีสันดานโจน ใจคอโหดร้ายจนไม่มีผู้ใดกล้าแตะต้อง
สิ่งที่ท่านขุนพันธ์ท่านใช้ในการแก้เคล็ด สยบไสยดำนี้ คือการให้มารดาบังเกิดเกล้าของ ท่านใช้เท้าขยี้ลงไปบนศีรษะของตนเองสามรอบ เพื่อเป็นศิริมงคล และเพื่อเป็นการ ทำลายความอาถรรพ์ในตัว ของอะแวสะดอ ตาและ
ด้วยเหตุนี้ จอมวายร้าย อย่างอะแวสะดอตาและ จึงไม่อาจสู้ท่านขุนพันธ์ได้ ไสยเวทมนต์ดำ ที่มันมีอยู่ เครื่องราง ของขลังหลายอย่าง ที่มันใช้ติดตัว จึงมีอันเสื่อมสลายไป เพราะถึงแม้กระสุนปืน ของท่านขุนพันธ์จะทำอะไร อะแวสะดอ ตาและไม่ได้ แต่มันก็หมดเรี่ยวแรง เปลี่ยนสภาพ จากเสือร้าย กลายเป็นแมว ยอมให้จับกุม ในที่สุด
การให้แม่ใช้เท้าขยี้ศีรษะนี้ เพราะท่านขุนพันธ์ถือความกตัญญูเป็นสิ่งสูงสุด ฝ่าเท้าของแม่ เทียบเท่าฝ่าเท้าของพระอรหันต์หรือ พระพรหม วิชาความรู้ใดๆที่เรียนมาย่อมต่ำกว่าเสมอ
วิธีการถือเคล็ดแบบนี้ มีมาแต่โบราณกาล... -
"หลวงพ่อพุธ"ยืนยัน! ปาฏิหาริย์มีจริง! ทั้งปาฏิหาริย์แท้ - ปาฏิหาริย์เทียม มีวิธีสังเกตุง่ายๆ !
อาจกล่าวได้ว่า หลวงพ่อพุธเป็นพระสงฆ์ที่เชี่ยวชาญการฝึกสมาธิเป็นอันดับต้นๆ ในหมู่พระสงฆ์ไทย
อันที่จริง การฝึกสมาธิก็เป็นสิ่งที่ศาสนาหลายศาสนาในประเทศอินเดียสอนกันมานานแล้ว สมาธิที่สอนกันในศาสนาเหล่านั้นมีจุดประสงค์เพื่อควบคุมจิตหรือความคิดให้แน่วแน่ เมื่อจิตของผู้ที่ฝึกสมาธิแน่วแน่จนถึงระดับหนึ่งแล้ว จิตนั้นจะสามารถแสดง “อิทธิฤทธิ์” หรือ “ปาฏิหาริย์” บางอย่างออกมาได้ ซึ่งการฝึกสมาธิเพื่อจุดประสงค์เช่นนี้ก็มีการนำมาสอนกันในศาสนาพุทธด้วยในนามของ “สมถภาวนา”
หลวงพ่อพุธก็เป็นผู้หนึ่งที่เคยได้รับการฝึกสมาธิแบบ “สมถภาวนา” มาอย่างเข้มข้น และดูเหมือนว่าจะเคยมีประสบการณ์ในการได้เห็น “สิ่งเหนือธรรมชาติ” ต่อหน้าต่อตามาไม่น้อยเลยทีเดียว ท่านเล่าว่า ...
“มโนมยิทธิได้จากเจ้าคุณอริยฯ ท่านก็เคยให้พวกเรานั่งไปดูนรกดูสวรรค์เหมือนกัน แต่ว่ามันเป็นไปไม่ได้ใช้ภาวนา การภาวนาหรือนั่งสมาธิไปดูนรกไปดูสวรรค์นั้น ตามตำรับของไสยศาสตร์มันมีแบบมีแผนให้ศึกษากัน ซึ่งมีหลักฐานปรากฏอยู่ในหนังสือ ‘กรรมฐานสิบสองยุค’ ...
(วิธีการคือ) พอจิตมันสงบเป็นอุปจารสมาธิ เกิดสว่างขึ้น... -
หลวงพ่อเงินแนะ! 2ตายายสวดบทนี้เพื่อเจ้ากรรมนายเวร ถึงกับพลิกชีวิตเลยทีเดียว
คาถาขออโหสิกรรม
ของหลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน
พุทโธ กัมมัฏฐาโม กรรมมะจุติสัมพุทโธ
(กรรมใดๆ ก็ขอให้อโหสิกรรมต่อกัน ด้วยอานุภาพพระสัมพุทโธ)
เป็นคาถาที่หลวงพ่อ เงินบางคลานท่านได้เจริญภาวนา ทุกวันก่อนบิณฑบาตว่ากันว่าเป็นการแผ่เมตตาไป ยังสัตว์โลกด้วยเพราะปรากฏว่าการเจริญพระคาถานี้ทำให้จระเข้ตัวนึงที่ชื่อไอ้สีเลิกอาละวาดทำร้ายคนเดินเรือ ในแม่น้ำน่านเพราะว่าหลวงพ่อเงินท่านจะ ภาวนาทุกที ตอนที่บิณฑบาต(ทางเรือ) มันจะคอยว่ายน้ำตามเรือ ไม่ทำอะไรผู้คน จนบางทีถ้าหลวงพ่อเงินท่านจะข้ามแม่น้ำ ว่ากันว่ามันจะว่ายมาหา หลวงพ่อเงินก็นั่งบนหลังมันข้ามน้ำไปได้ (เป็นคาถาเดียวกับที่สมเด็จโตใช้สะกด จระเข้) ผู้ที่เป็นเจ้าของวิชานี้คือหลวงพ่อใหญ่เมืองพิจิตรหนึ่งในอาจารย์ สมเด็จโตและคาถานี้หลวงพ่อไป๋ วัดท่าหลวง ได้ใช้เสกตะกรุดกระดูกแร้งจนลือเลื่องด้วย
ที่มาของพระคาถานี้ว่ากันว่าที่สาวัตถี มีตายายสองคนมีอาชีพหาปลาตลอดชีวิตไม่เคยทำความดีเลย วันหนึ่งพระพุทธเจ้าทรงทราบด้วยปรมาภิเษกสัมโพธิญาณว่าตากับยายคู่นี้เคยถวายสังฆทานแก่สมเด็จพระพุทธตัณหังกรมาก่อนแต่ ก็มีการยักยอกเงินในสมัยพระพุทธเมธังกร... -
มส.ลุยน้ำท่วมกรุงเก่าช่วยพระโยมประสบภัย
มส.ลุยน้ำท่วมกรุงเก่าช่วยพระโยมประสบภัย
พระพรหมวชิรญาณ มส.ลงพื้นที่กรุงเก่าช่วยน้ำท่วมพระโยมประสบภัย มีผอ.พศจ.พร้อมด้วยนายอำเภอบางบาล และนายอำเภอเสนา ถวายการต้อนรับ
วันที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ.2560 พระพรหมวชิรญาณ กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดยานนาวา กทม. ประธานคณะกรรมการฝ่ายสาธารณสงเคราะห์ ของมหาเถรสมาคม ลงพื้นที่ประสบอุทกภัยจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อถวายเครื่องสมณบริโภคแด่พระภิกษุสามเณรและมอบถุงยังชีพช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย โดยมีพระธรรมรัตนมงคล เจ้าคณะจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมด้วยพระสังฆาธิการ ร่วมลงพื้นที่ โดยมีนายประดับ โพธิกาญจนวัตร ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมด้วยนายอำเภอบางบาล และนายอำเภอเสนา ถวายการต้อนรับ
………………
(หมายเหตุ : ขอบคุณข้อมูลจากเฟซบุ๊กพระมหาวีรพล ธรรมะอารมณ์ดี)
ขอบคุณที่มา
http://www.banmuang.co.th/news/region/94825 -
5 พ.ย.นี้สลายสรีระสังขาร ‘หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ’
วันนี้ 4 พ.ย 560 พระปัญญานันทมุนี เจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤษดิ์ พระอารามหลวง เป็นประ ธานพิธีเคลื่อนย้ายสรีระสังขาร พระพรหมมังคลาจารย์ หรือ หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ มาตั้งยังจิตกา ธาน หน้าโรงเรียนพุทธธรรม วัดชลประทานรังสฤษดิ์ เพื่อบำเพ็ญกุศลก่อนจะมีพิธีสลายสรีระสังขาร พระราชทานเพลิง ในวันพรุ่งนี้ (5 พ.ย.) โดยมีพุทธศาสนิกชนเข้าร่วมพิธีจำนวนมาก
พระพรหมมังคลาจารย์ หรือ หลวงพ่อปัญญานันทภิขุ เกิดวันพฤหัสบดีที่ 11 พ.ค. 2454 ที่ตำบลคูหาสวรรค์ อ.เมือง จ.พัทลุง ชื่อเดิมว่า ปั่น เสน่ห์เจริญ เมื่ออายุ 18 ปี ได้บรรพชาเป็นสามเณรที่วัดอุปนันทนาราม จ.ระนอง ก่อนจะอุปสมบทเป็นพระภิกษุที่ วัดนางลาด จ.พัทลุง ในปี 2474
หลังอุปสมบทไม่นาน ได้เดินทางไปศึกษาหาหลักธรรมในหลายจังหวัด เช่น นครศรีธรรมราช สงขลา และ กรุงเทพมหานคร จนสามารถสอบได้นักธรรมชั้นเอก จากนั้นได้ศึกษาภาษาบาลี จนจบเปรียญธรรม 4 ประโยค และยังใฝ่รู้ศึกษาทั้งภาษาอังกฤษและภาษาจีน
หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ มีโอกาสเดินทางไปเผยแผ่พุทธศาสนาในหลายประเทศ จนได้ชื่อว่าเป็นพระสงฆ์รูปแรกของเมืองไทยที่ไปประกาศธรรมในภาคพื้นยุโรป... -
แห่งเดียวในโลก!! “ทอดผ้าป่าแถว”จ.กำแพงเพชร
ประเพณีทำบุญเก่าแก่สืบทอดมาแต่โบราณ ของชาวเมืองกำแพงเพชร คู่กับประเพณีลอยกระทง การ“ทอดผ้าป่าแถว”ที่มีแห่งเดียวในโลกที่จังหวัดกำแพงเพชร
4 พ.ย.60 นายชัยวัฒน์ ศุภอรรถพานิช นายกเทศมนตรีเมืองกำแพงเพชร ประธานพิธีทำบุญผ้าป่าแถว วัดบางกลางเมืองกำแพงเพชร เมื่อคืนวันที่ 3 พ.ย. ที่ผ่านมา โดยทุกปีตั้งแต่อดีตโบราณในวันวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน12 วันลอยกระทง เวลา 19.00 น.ที่ วัดบางกลางเมืองกำแพงเพชร จะมีพิธีทำบุญผ้าป่าแถว ก่อนที่จะไปร่วมลอยกระทงที่แม่น้ำปิงซึ่งอยู่ห่างจากวัดไปไม่มากนัก ชาวพุทธจะไปร่วมทำบุญกันเป็นครอบครัวหรือเป็นคู่หนุ่มสาว กองผ้าป่าจะมีผ้าสบง จีวร หรือ ผ้าเช็ดตัวสีเหลือง และเครื่องไทยธรรมมี ธูป เทียน หอม กระเทียม พริกแห้ง น้ำตาลทราย ไม้ขีดไฟ เป็นต้น จัดบรรจุในชะลอมหรือภาชนะอื่นๆ ไปรวมกันในสถานที่ที่นัดหมายกันไว้ กรรมการวัดจะเตรียมกิ่งไม้สดพร้อมใบไม้ปักแสดงตำแหน่งไว้เป็นแถว ๆ ให้คล้ายกับว่าเป็นป่า แล้วนำเบอร์ไปติดไว้ เมื่อพระสงฆ์ประกอบพิธีทางศาสนาเสร็จแล้วก็จะเดินมาพร้อมกับเบอร์ ที่กระจายไปทั่วไม่ได้เรียงตามเบอร์ไว้ เมื่อพบแล้วพระสงฆ์ท่านก็ทำพิธีชักผ้าป่าของตนก็จะทำพิธี... -
"ความหลงนั้นก็คือไม่มีสติ" (หลวงปู่ขาว อนาลโย)
"ความหลงนั้นก็คือไม่มีสติ"
" .. "สตินั่นอบรมจิต" ครั้นอบรมจนขึ้นจิตรู้เท่าเป็นความจริงแล้ว มันจึงหายความหลงพบความสว่าง "ความหลงนั้นก็คือไม่มีสติ" ครั้นมีสติคุ้มครอง หัดไปจนแน่วแน่แล้ว ให้มันแม่นยำให้มันสำเหนียกแล้ว มันจะรู้แจ้งทุกสิ่งทุกอย่าง
"สติเป็นเครื่องตี คือตีสนิมของจิต" ดวงจิตมีหความหลงเรียกว่า "อวิชชา" จิตนั่นแหละมันหลง "ความหลงคืออวิชชา ขี้สนิมมันก็อยู่กับอวิชชา" คือที่มันหลงนั้นขี้สนิมโอบมัน แต่ก่อนจิตผ่องใส
พระพุทธเจ้าจึงว่า "จิตเดิมธรรมชาติเลื่อมประภัสสร แต่อาศัยอาคันตุกะกิเลส คือรูป เสียง กลิ่น รส เครื่องสัมผัสทั้งหลาย เข้ามาสัมผัสแล้วมันจึงหลงไปตาม จึงเป็นเหตุให้จิตนั้นเศร้าหมองขุ่นมัว" จึงไม่รู้เท่าความเป็นจริง .. "
"อนาลโยวาท"
หลวงปู่ขาว อนาลโย -
หลวงพ่อฤาษีลิงดำ เรื่อง ยายเพิ้ง..ผ้าขี้ริ้วห่อทอง
ยายเพิ้ง..ผ้าขี้ริ้วห่อทอง
(ถึงตรงนี้กระผมขอแทรกเรื่องๆ หนึ่ง เกี่ยวกับลูกศิษย์ของหลวงพ่อฯ ท่าน คนนี้เด็ดจริงๆ ครับ ท่านคือ คุณป้าเสงี่ยม สังกรณีย์ (ที่เรียกคุณป้าเพราะท่าทางจะมีอายุมากกว่าคุณแม่ของกระผม) ท่านเป็นคนจังหวัดระยอง ท่านเล่าว่าคุณสมบูรณ์ เวสารัชชานนท์ ซึ่งเป็นโยมอุปัฏฐากของหลวงพ่อที่จังหวัดระยอง ได้นำหนังสือ ประวัติหลวงพ่อปาน มาให้อ่าน ซึ่งชอบมาก อยากไปหาหลวงพ่อ ก็ไปบอกกับน้องคุณสมบูรณ์ว่าจะไปหาหลวงพ่อที่วัด แม้จะไม่เคยไป เธอยังถามว่าจะไปได้หรือ คุณป้าท่านก็ใส่เสื้อผ้าเก่าๆ ขาดๆ ปะๆ มือหิ้วชะลอม แต่มีปืนอยู่ในนั้นด้วย คุณป้าบอกว่า เผื่อมีใครจะทำร้ายจะได้เอาปืนยิงขึ้นฟ้า คนจะได้กรูกันมาช่วยฉัน (กระผมว่าพอคุณป้าหยิบปืนออกมา คนร้ายมันก็เผ่นแล้วละครับ)
ตอนไปถึงวัดท่าซุง ยังไม่ได้กินข้าวกลางวัน ก็พบคุณหญิงเยาวมาลย์ บุนนาค ลูกศิษย์ของหลวงพ่อซึ่งอยู่ที่วัด ท่านเอ่ยปากชวนคุณป้าว่า "เชิญคุณป้าร่วมรับประทานอาหารด้วยกันซิ" ทำให้คุณป้าซึ้งใจมาก และว่าคุณหญิงท่านตาถึง และมีน้ำใจดีจริงๆ ทั้งๆ ที่คุณป้าแต่งตัวปอนๆ กะว่าคนจะต้องดูถูก แต่กลับได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นใจ...
หน้า 346 ของ 440