คลังเรื่องเด่น
-
"พระองค์เจ้าทีปังกรฯ" เสด็จร่วมกิจกรรมจิตอาสา"วัดราชบพิธฯ"
ปลื้มปีติ "พระองค์เจ้าทีปังกรฯ" เสด็จร่วมกิจกรรมจิตอาสา"วัดราชบพิธฯ" ทรงถวายสักการะประเคนจตุปัจจัยไทยธรรม ถวายเเด่"สมเด็จพระสังฆราชฯ"
วันพุธ ที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๖๐ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าทีปังกรรัศมีโชติ เสด็จไปยังวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เพื่อทรงร่วมกิจกรรมจิตอาสา เราทำความดีด้วยหัวใจ ทรงนำคณะจิตอาสาร่วมกันทำความสะอาดและทาสี ณ สุสานหลวง วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่บรรจุพระอัฐิ พระราชสรีรางคาร พระสรีรางคาร และพระศพของพระบรมวงศานุวงศ์ พร้อมทั้งอัฐิ อังคารของเจ้าจอมมารดา และสมาชิกราชสกุลในมหาสาขารัชกาลที่ ๕
เมื่อเสด็จถึง ทรงถวายสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แล้วเสด็จเข้าสู่พระอุโบสถ ทรงนมัสการพระพุทธอังคีรส ประธานพระอุโบสถ ทรงถวายสักการะพระบรมราชสรีรางคาร พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระราชสรีรางคาร สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี แล้ว ทรงถวายสักการะและทรงประเคนจตุปัจจัยไทยธรรมถวายแด่ เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช... -
มส.เผยมหาจุฬาฯเติบโตด้วยศาสตร์พระราชา"ร.5,9,10"
มส.เผยมหาจุฬาฯเติบโตด้วยศาสตร์พระราชา"ร.5,9,10"
มส.เผยมหาจุฬาฯเติบโตด้วยศาสตร์พระราชา"ร.5,9,10" พระปิยมหาราชผู้สถาปนามหาจุฬาฯสถาบันการศึกษาบุคคลทุกชนชั้น ทรงพัฒนาส่วนที่ขาดเติมให้เต็ม "ในหลวงร.9" ทรงพัฒนา ด้วย "ที่เต็มให้รู้จักพอ" และ "ที่พอให้รู้จักแบ่งปัน" มารัชสมัย "ในหลวงร.10" คือ "แบ่งปันเป็นธรรมด้วยจิตอาสา"
วันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ.2560 เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคตปีที่ 107 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 หรือวันปิยมหาราช ที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา พระพรหมบัณฑิต,ศ.ดร. กรรมการมหาเถรสมาคม อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) กล่าวสัมโมทนียกถาในการบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายเป็นพระราชกุศลความว่า เรามาประชุมร่วมกันเพื่อบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายพระผู้สถาปนามหาจุฬาฯ คือ สมเด็จพระปิยมหาราช รัชกาลที่ 5 ที่ทรงวางรากฐานการพัฒนาประเทศ ซึ่งการพัฒนาการศึกษาทรงวางรากฐาน เป็นจุดเริ่มต้นของมหาจุฬาฯ
มหาจุฬาฯเราเติบโตด้วยการทำหน้าที่บริการวิชาการบริการสังคมทั้งในประเทศและต่างประเทศ ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของรัชกาลที่ 5... -
ย้ายศูนย์บริการพระสงฆ์ไปตั้งภายในมธ.ท่าพระจันทร์
ย้ายศูนย์บริการพระสงฆ์ไปตั้งภายในมธ.ท่าพระจันทร์
ย้ายศูนย์อำนวยความสะดวกพระภิกษุสามเณรฯ รองรับพระสงฆ์เข้าภายในบริเวณพระราชพิธี ภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ บริเวณตรงประตูทางเข้าฝั่งสนามหลวง
วันที่ 25 ตุลาคม 2560 ตามที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) ร่วมกับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กรมการศาสนาและสมาคมศิษย์เก่า มจร ได้จัดตั้งศูนย์อำนวยความสะดวกพระภิกษุสามเณรและแม่ชีขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกในการเข้าปลงธรรมสังเวช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ภายในพระบรมมหาราชวัง ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2559 ณ บริเวณท่าราชวรดิฐษ์ ต่อมาได้ย้ายเข้าตั้งที่ราชนาวีสโมสร และได้จัดส่งพระสงฆ์และเจ้าหน้าที่คอยดูแลอำนวยความสะดวกแก่พระภิกษุสามเณร แม่ชีและผู้ปฏิบัติธรรมเข้าปลงธรรมสังเวชฯ ซึ่งมีจำนวนกว่า 150,000 รูป/คน
ทั้งนี้ การปฏิบัติงานของศูนย์ยังคงต้องทำหน้าที่ต่อ โดยเฉพาะในช่วงพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร คาดว่าจะมีพระภิกษุสามเณรและผู้ปฏิบัติธรรม ยังคงมีเข้าไปภายในบริเวณพระราชพิธีดังกล่าว... -
ยิ่งสร้างบุญ ยิ่งเจอปัญหา ยิ่งทุกข์หนัก…(หลวงปู่ไดโนเสาร์)
ยิ่งสร้างบุญ ยิ่งเจอปัญหา ยิ่งทุกข์หนัก…(หลวงปู่ไดโนเสาร์)
โยม : หลวงปู่ครับ ทำไมผมยิ่งทำบุญ ยิ่งปฏิบัติธรรม ยิ่งทำสมาธิ ก็เหมือนยิ่งทุกข์เหลือเกินครับ ทั้งปัญหาครอบครัว ปัญหาสุขภาพ ปัญหาการเงิน ไม่รู้อะไรประดังประเดเข้ามาตลอดครับผมหลวงปู่
หลวงปู่ : เวลาคุณทำบุญ เวลาคุณปฏิบัติ มันกระทบกับเงินทองหรือเวลาปกติของคุณหรือเปล่า
โยม : เปล่าครับผม เวลาผมทำบุญผมก็ไม่ได้ลำบาก เงินทองก็เป็นส่วนเหลือจากการเก็บจากการดูแลครอบครัวแล้ว การปฏิบัติของผมก็กระทำโดยไม่กระทบกระเทือนใคร พ่อแม่ พี่น้อง ลูกเมียก็อนุโมทนา แต่มันก็มีปัญหาเรื่องอื่น ๆ เข้ามาไม่ขาด
หลวงปู่ : คุณ เวลาคุณปฏิบัติคุณก็ต้องการพระนิพพานใช่หรือเปล่า นิพพานก็ต้องหนีโลก ต้องเบื่อโลก ถ้ามันไม่มีปัญหาเข้ามาคุณจะหนีโลกได้อย่างไร ถ้าคุณยังหวังสุขในโลกนี้ นิพพานของคุณก็เป็นนิพพานหลอกตัวเองล่ะสิ
โลกเป็นโรงเรียนที่ใหญ่ที่สุด ปัญหาที่เข้ามาคือบทเรียน มารทั้งหลายคือครูของเรา เมื่อคุณปฏิบัติสูง ๆ ขึ้นไป ปัญหามันก็จะสูงขึ้นไปด้วย ปัญญาคุณแค่อนุบาลปัญหามันก็อนุบาล บทเรียนก็อนุบาล ครูก็ครูสอนอนุบาล
แต่เมื่อคุณเรียนปริญญา ปัญญาระดับปริญญา... -
อาตมา (สมเด็จโต) ได้เห็นอานิสงส์ของการสวดมนต์ด้วยตัวอาตมาเอง
ความมหัศจรรย์ของการสวดมนต์
อาตมา (สมเด็จโต) ได้เห็นอานิสงส์ของการสวดมนต์ด้วยตัวอาตมาเอง
ในสมัยที่อาตมาได้ออกเดินธุดงค์ในป่าเป็นเวลา 15 ปี โดยอาศัยอยู่ในเขตดงพญาไฟ ซึ่งเป็นเขตที่อยู่ใกล้ชายแดนของประเทศเขมร
ในสมัยนั้น…เต็มไปด้วยสิงสาราสัตว์ และภูติผีวิญญาณ
ตลอดจนชาวบ้านที่มีเวทมนต์คาถา และเล่นคุณไสยกันอยู่อย่างมากมายในอาณาบริเวณชายแดนแห่งประเทศสยามในตอนนั้น
อาตมาได้เดินธุดงค์แต่เพียงลำพัง ในช่วงนั้นอาตมามิได้ศึกษาในพระเวทมนต์คาถาอาคมใดเลย นอกจากคำว่า
พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ซึ่งมีความหมายว่า ข้าพเจ้าขอยึดมั่น พระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง พระธรรมเป็นที่พึ่ง พระสงฆ์เป็นที่พึ่ง
อาตมาไปที่แห่งหนตำบลใด ก็จะกล่าวเพียงคำนี้ตลอดเวลาของจิตใจอันเป็นที่พึ่งของอาตมา
อาตมาเดินทางเข้าสู่หมู่บ้านชายแดนแห่งประเทศสยาม ในดงพญาไฟขณะนั้น ในหมู่บ้านมีชาวบ้านอาศัยอยู่เพียงเล็กน้อย อาตมาจึงได้ปักกลดอยู่ที่ท้ายหมู่บ้าน มีชาวบ้านนำอาหารมาถวายตามกำลังที่เขาจะพอทำได้
เมื่อเห็นมีพระภิกษุมาปักกลดในที่แห่งนั้น อาตมาอาศัยอยู่ที่นั้นเป็นระยะเวลาหลายปี และ ณ ที่แห่งนั้น... -
พระเนมิราช ผู้ยิ่งด้วยอธิษฐานบารมี
ครั้งหนึ่ง พระบรมศาสดาได้เสด็จดำเนินอยู่ในพระราชอุทยานอัมพวัน สวนมะม่วงของพระเจ้ามฆเทวราช โดยมีพระอานนทเถระ และเหล่าภิกษุติดตามเป็นจำนวนมาก พระองค์ทรงระลึกถึงเรื่องราวในอดีตของสถานที่แห่งนั้นจึงทรงแย้มพระโอษฐ์ ทำให้เกิดแสงสว่างวาบขึ้น
พระอานนทเถระ ตามเสด็จมาเบื้องหลังได้รู้ว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแย้มพระโอษฐ์ ด้วยแสงสว่างนั้น จึงกราบทูลถามถึงสาเหตุ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงมีพระพุทธดำรัสว่า “ดูก่อนอานนท์ เราเคยอาศัยอยู่ในสถานที่นี้ เพื่อเจริญฌานในสมัยที่เราเกิดเป็นพระเจ้ามฆเทวราช”
จากนั้นจึงได้ตรัสเล่าเรื่องในอดีตว่า ณ สถานที่เดียวกันนี้ ในกาลนั้นพระองค์ทรงเกิดเป็นพระเจ้ามฆเทวราช มหากษัตริย์แห่งกรุงมิถิลา ในยุคนั้นมนุษย์มีอายุขัยเฉลี่ย ๔ แสนปี ได้ทรงเป็นพระราชกุมารอยู่ ๘๔,๐๐๐ปี ครองราชย์อยู่ ๘๔,๐๐๐ ปี และเป็นพระมหาราชอีก ๘๔,๐๐๐ ปี
วันหนึ่ง พระเจ้ามฆเทวราชทรงเห็นเส้นพระเกศาของพระองค์หงอกเพียงเส้นเดียว ก็ทรงมีดำริที่จะออกบวช จึงได้ตรัสบอกพระโอรสว่า “ความเป็นหนุ่มของพ่อสิ้นไปแล้ว บัดนี้เป็นคราวที่พ่อจะออกบวช”... -
ภูมิจิตพระโพธิสัตว์ที่บารมีเต็มแล้ว เทียบได้กับพระอนาคามี
เรื่อง “ภูมิจิตพระโพธิสัตว์ที่บารมีเต็มแล้ว เทียบได้กับพระอนาคามี”
(ปกิณกธรรม หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ)
จริยาวัตรของหลวงปู่ดู่ท่านนั้น งดงามจนหลายคนต่างเชื่อว่า ท่านเป็นพระอริยเจ้าที่หมดสิ้นอาสวะกิเลสแล้ว แต่องค์หลวงปู่ดู่ท่านยืนยันด้วยตัวท่านเองว่าท่านอธิษฐานมาเป็น “พระโพธิสัตว์” และเป็นพระโพธิสัตว์ที่มีบารมีแก่กล้ามากแล้ว ภูมิจิตภูมิธรรมจึงใกล้เคียงกับ “พระอริยเจ้าชั้นอนาคามี” ผิดแต่ว่าพระอนาคามีนั้น จิตท่านเตรียมเข้าสู่ความเป็นอรหันต์ แต่พระโพธิสัตว์บารมีเต็มนั้น จิตเตรียมบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณเป็น “พระสัมมาสัมพุทธเจ้า” ในกาลข้างหน้า ที่เหมือนกันคือ “พระอนาคามีไม่มีทางถอยหลัง” เพราะตั้งแต่ “พระโสดาบัน” ก็ไม่มีทางแวะซ้ายขวาหรือถอยหลังอีกแล้ว มีแต่มุ่งหน้าเข้าหาพระนิพพานเพียงอย่างเดียว ยิ่งเป็นพระอนาคามีแล้วยิ่งใกล้ต่อพระนิพพานเป็นอย่างยิ่ง ที่เปรียบภูมิจิตของพระโพธิสัตว์บารมีเต็มกับพระอนาคามีนั้น เนื่องจากเป็นชั้นบารมีแก่กล้า แม้ยังไม่เข้าสู่การละกิเลสโดยสิ้นเชิง แต่ภูมิจิตนั้นสะอาดบริสุทธิ์ยิ่งแล้ว ไม่นิยมข้องแวะซ้องเสพทางกามารมณ์เหมือนดั่งสัตว์ปุถุชนทั่วไป
ที่มา ธรรมะพระป่ากรรมฐาน... -
วิธีตัดความผูกพัน ( พระอาจารย์เล็ก สุธมฺมปญฺโญ)
วิธีตัดความผูกพัน
ถาม : พอดีมีคำถามของเพื่อนคนหนึ่งน่ะเจ้าค่ะ เขาต้องการทราบวิธีการตัดความผูกพันที่จิตเขาไปผูกพัน โดยที่เขาบอกว่าไม่ได้เกิดจากความรักมาก่อน แต่อยู่ ๆ ก็ไปผูกพันกับเขา แล้วเขาก็มีความรู้สึกว่าตัวของเขานี่ผูกพันมากกว่าคนที่เขาไปผูกพันด้วย เขาก็เลยบอกว่าเขาพยายามจะตัด แต่เขาตัดไม่ได้สักที ?
ตอบ : บอกเขาว่า ต่ำสุดต้องทรงฌานให้ได้ แล้วก็อย่าเผลอหลุด หลุดเมื่อไหร่ก็ไปผูกใหม่ อันดับต่อไปก็ต้องให้เห็นความเป็นจริงว่าการเกิดมาคนเดียวก็ทุกข์พออยู่แล้ว สองคนก็ยิ่งทุกข์มากขึ้น แล้วถ้าหากว่ายิ่งมีสามมีสี่ก็ยิ่งทุกข์หนักขึ้น ความทุกข์อย่างนี้เรายังต้องการอีกไหม ? เพราะฉะนั้น...อย่างต่ำ ๆ ต้องทรงฌานให้ได้ ถ้าทรงฌานได้นี่ตัวรัก โลภ โกรธ หลง จะระงับลงชั่วคราว ความผูกพันต่าง ๆ ก็จะหยุดลงชั่วคราว ถ้าเผลอคลายออกเมื่อไรเอาอีก หรือไม่ก็พิจารณาให้เห็นความเป็นจริง พอจิตยอมรับสภาพก็จะเลิกไปเอง
ถาม : ฌานนี่ฌานระดับไหนเจ้าคะ ?
ตอบ : ปฐมฌานก็พอ
ถาม : ทีนี้ก็ไปตั้งจิตตัดเหมือนกับที่บอกนะเจ้าคะ พอตัดเสร็จกลายเป็นว่าไม่ได้ตัดเฉพาะคนนั้น แต่ตัดรอบตัวเลย ?
ตอบ : (หัวเราะ) ก็ดีแล้วไม่ใช่หรือ ?
ถาม... -
เปิดตำนาน!!! "ลักพระศพ" ธรรมเนียมสืบต่อกันมา...รีบกระทำในยามวิกาล..ก่อนงานพระราชพิธีจะเริ่มขึ้น
เปิดตำนาน!!! "ลักพระศพ" ธรรมเนียมสืบต่อกันมา...รีบกระทำในยามวิกาล..ก่อนงานพระราชพิธีจะเริ่มขึ้น (รายละเอียด)
ในเพจเฟซบุ๊ก "คลังประวัติศาสตร์ไทย" ได้เผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับ ธรรมเนียมปฏิบัติ การลักพระศพ จากอดีตสู่ปัจจุบัน โดยได้ระบุว่า
ลักพระศพ เป็นชื่อเรียกอย่างไม่เป็นทางการของเจ้าพนักงานภูษามาลาที่ใช้พูดถึงขั้นตอนการอัญเชิญพระศพไปยังพระเมรุก่อนงานพระราชพิธี จะรีบกระทำในเวลาลางคืน หรือเช้ามืดก่อนงานพระราชพิธี โดยจะอัญเชิญพระโกศทรงพระศพออกจากตำหนัก หรือวังที่ประทับ ขึ้นยังพระราชยานรถม้า หรือราชยานคนหาม ไปยังสถานที่ใดที่หนึ่ง เพื่อตั้งรอริ้วขบวนงานพระราชพิธีที่จะเกิดขึ้นในตอนเช้า ดังตัวอย่างเหตุการณ์ลักพระศพที่เคยบันทึกเอาไว้ คือ
เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๓๐ ในงานพระศพของสมเด็จเจ้าฟ้ามหามาลา องค์ต้นราชสกุล มาลากุล ได้จัดขึ้นที่วังถนนหน้าพระลาน บริเวณท่าพระ เมื่อถึงกำหนดต้องพระราชทานเพลิงนั้น พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ ทรงโปรดเกล้าให้อัญเชิญพระศพลงยังเรือพระประเทียบในเช้ามืดของวันนั้น จากนั้นล่องพระศพโดยขบวนเรือจากท่าพระไปยังท่าเตียน โดยบนเรือนั้นมีเหล่าพระโอรสเข้าประคองพระโกศอยู่... -
พระนิพพานไม่มีที่เต็ม (หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต)
*พระนิพพานไม่มีที่เต็ม*
ท่านพระอาจารย์หลวงปู่มั่น มักพูดเสมอเรื่องค่าของศูนย์ ท่านเปรียบถึงพระนิพพาน นิพฺพานํ ปรมํ สุญฺญํ พระนิพพานเป็นสูญอย่างยิ่ง “ศูนย์ทำไมจึงมีอยู่ ทองคำ(ผู้เล่า) ลองเขียนดูซิ “๑-๒-๓-๔-๕-๖-๗-๘-๙-๐ ธรรมดาเลขนั้นมีอยู่ ๙ ตัวใช่ไหมที่มันนับได้ บวกลบคูณหารกันได้ ส่วนเลขศูนย์มันอ่านได้ มันมีอยู่แต่ไม่มีค่า ฉะนั้นเอาไปบวกลบคูณหารกับเลข ๑ ถึง ๙ ก็ไม่ทำให้เลขจำนวนนั้นมีค่าสูงขึ้น แต่ศูนย์ก็ยังมีอยู่ เมื่อนำไปต่อกับเลขอื่น เช่น ๑ ก็จะกลายเป็น ๑๐ แต่ศูนย์อยู่ตามลำพังก็จะไม่มีค่า
เปรียบเหมือนฐิติภูตัง คือ จิตดวงเดิมที่มีอยู่ เป็นอยู่ แต่ถูกห่อหุ้มด้วยอวิชชา ตัณหา อุปาทาน เมื่อชำระด้วยศีล สมาธิ ปัญญา แล้ว เป็นฐิติญาณัง จิตคือผู้รู้ว่าสูญจากอาสวะ และรู้ว่าสูญจากอาสวะก็เป็นบรมสุข พ้นจากทุกข์ทั้ปวง ดังนั้นคำว่า นิพพานํ ปรมํ สุขํ พระนิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง เป็นคู่กันกับ นิพพานํ ปรมํ สุญญํ
พระพุทธเจ้ารวมทั้งพระสาวก หลายหมื่นหลายแสนองค์ เข้าสู่พระนิพพาน เพราะพระนิพพานไม่มีที่เต็ม ว่างอยู่ตลอด อย่ากลัวพระนิพพานเต็ม พวกเราจงเร่งไปสู่พระนิพพานเหมือนกับพระพุทธเจ้าเถิด... -
ยึดตำราเพื่อเป็นหลักเท่านั้น (พระอาจารย์เล็ก สุธมฺมปญฺโญ)
ยึดตำราเพื่อเป็นหลักเท่านั้น
ยึดตำราเพื่อเป็นหลักเท่านั้น
ถาม : …………………………………..
ตอบ : ได้จ้ะ ไม่เป็นไร คนที่เดินทางโดยปราศจากแผนที่ แสดงว่ามีความกล้าหาญมากกว่าปกติ (หัวเราะ) อย่างน้อย ต้องมีแผนที่เอาไว้ ถึงเวลาจะได้รู้ว่าแต่ละอย่างที่เราทำไป เวลาเราพบเราเห็นแล้วเป็นอย่างไร จะได้ตั้งใจรับมือได้ถูก
หลวงพ่อวัดท่าซุงท่านบอกว่า ก่อนท่านจะบวช หลวงปู่ปานโยนวิสุทธิมรรคให้คนละเล่ม เอาไปอ่านแล้วจำให้ได้ครบทั้งสี่สิบกอง ว่าแต่ละกองของกรรมฐานมีอะไรเป็นนิมิต ? มีสัญลักษณ์อย่างไร ? แต่ละขั้นตอนมีอาการอย่างไร ? ต้องจำให้ได้หมด จำได้เมื่อไรแล้วมาบอก หลังจากนั้นท่านก็ให้เริ่มไปทีละกอง เพราะว่าตัวของเราไม่ได้เกิดมาชาติเดียว เกิดมาหลายต่อหลายชาติ ยิ่งถ้าหากว่าต้องการจะปฏิบัตินี่ก็ยิ่งระดับปรมัตถบารมีแล้ว...ใช่ไหม ?
สามัญบารมีให้ทานได้ รักษาศีลและเจริญภาวนาไม่ได้ อุปบารมีให้ทานได้ รักษาศีลได้ บอกให้ภาวนาก็ทำไม่ได้ พวกภาวนานี่ต้องปรมัตถบารมีเท่านั้น คราวนี้กว่าจะถึงปรมัตถบารมี ก็เกิดตายมานับชาติไม่ถ้วน ของที่เคยทำได้มีเยอะอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น...ที่ท่านต้องบังคับให้จำได้ทั้งหมด เพราะว่าเวลาทำไป ๆ... -
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลออกพระเมรุมาศ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท
หนึ่งวันก่อนกราบลา!! สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลออกพระเมรุมาศ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ก่อนพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ!!
วันนี้ (๒๕ ตุลาคม ๒๕๖๐) สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เสด็จพระราชดำเนิน พร้อมด้วย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ทรงบำเพ็ญพระราชกุศล ออกพระเมรุมาศ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ก่อนพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ ในเช้าวันพรุ่งนี้
สำหรับพระราชพิธีงานออกพระเมรุ เมื่อถึงกำหนดงานออกพระเมรุ จะอัญเชิญพระบรมศพออกไปถวายพระเพลิง ณ พระเมรุมาศ ซึ่งมีการแห่ไปทั้งทางบกทางน้ำ โดยเชิญพระบรมศพจากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ลงมาที่พระยานมาศสามลำคาน แล้วแห่ออกท่าราชวรดิษฐ์ไปลงเรือ พายตามน้ำไปขึ้นที่ท่าเตียน จากนั้นเชิญขึ้นพระยานมาศสามลำคานจากเรือไปจนถึงหน้าวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม จึงเชิญขึ้นพระมหาพิชัยราชรถ จัดเป็นริ้วขบวนแห่เข้าพระเมรุที่ท้องสนามหลวง
การแห่กระบวนเป็นไปตามราชประเพณีแต่โบราณ เพื่อเป็นเกียรติยศ... -
หลวงปู่ขาว อนาลโย เล่าเรื่องพระพุทธรูปในวัดถ้ำกลองเพล
หลวงปู่ขาว อนาลโย เล่าเรื่องพระพุทธรูปในวัดถ้ำกลองเพล
หลวงปู่ขาว อนาลโย ได้เล่าให้ศิษย์ฟังว่า เมื่อครั้งดุธุดงค์มาอยู่วัดถ้ำกลองเพล ในราวเดือนยี่ มกราคม 2501 หลวงปู่ได้พักภาวนาเพราะเป็นที่สงบสงัดยิ่งนัก มีชาวบ้านเพียง 4-5 หลังคาเรือน พอได้อาศัยโคจรบิณฑบาตได้
ท่านได้เล่าเรื่องราวพระพุทธรูปในวัดถ้ำกลองเพลให้ลูกศิษย์ฟังว่า คืนหนึ่ง ท่านนั่งสมาธิภาวนาอย่ภายในถ้ำหน้าพระพุทธรูปที่ตั้งเรียงรายกันอยู่ จิตเกิดสงบอย่างมาก ใสสว่างเหมือนพระจันทร์วันเพ็ญเหมือนแก้วมณสว่างไสว ขณะนั้นเกิดแสงสว่างขึ้นตามบริเวณที่มีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ ปรากฎนิมิตนั้นว่า พระพุทธรูปแต่ละองค์พูดได้ บางองค์หัวเราะ บางองค์ยิ้ม ดูบรรยากาศช่างมีความสุขและชุมเย็นเป็นที่น่าอัศจรรย์
พระพุทธรูปองค์หนึ่งถามพระพุทธรูปอีกองค์ว่า “ท่านบวชได้กี่พรรษาแล้ว” บางองค์ก็ตอบว่า “ผมได้ 100 พรรษาแล้ว” อีกองค์ตอบว่า ผมได้ 500 พรรษาแล้ว องค์ที่พรรษาสูงสุดพูดว่า “พวกท่านยังอ่อนกว่าผมมากเลยที่เดียว ผมบวชได้ 1,000 พรรษาแล้ว”
ในนิมิตแสดงอย่างแจ่มชัดมาก พระพุทธรูปทุกองค์ยิ้มแย้มแจ่มใส อารมณ์ดี มีเมตตาสูง... -
นรก สวรรค์ มีจริงหรือไม่ (หลวงพ่อพุธ ฐานิโย)
นรก สวรรค์ มีจริงหรือไม่ (หลวงพ่อพุธ ฐานิโย)
หลวงพ่อไปเทศน์อบรมพระอยู่ที่จังหวัดลพบุรี ในภูเขา มีพระเถระองค์หนึ่งท่านถามว่า นรกมีไหม สวรรค์มีไหม ถ้ามีอยู่ที่ไหน ท่านถามว่าอย่างนั้น ทีนี้ถ้าหากว่า เรื่องนรก สวรรค์ ถ้าใครไม่ปลงใจเชื่อ ก็ให้พยายามเชื่อว่าสวรรค์ในอก นรกในใจ ขณะใดที่จิตของเราเดือดร้อนวุ่นวาย มีทุกข์หนัก ในขณะนั้นนรกเกิดขึ้นในใจของเรา ขณะใดที่จิตใจแช่มชื่นเบิกบาน มีความสุข ในขณะนั้นสวรรค์เกิดที่ใจของเรา
นรก แปลว่า แดนหาความเจริญมิได้ เมื่อใจไม่มีความเจริญ มีแต่ความทุกข์ ใจก็เสื่อม ในเมื่อเสื่อมแล้วนรกก็ปรากฏขึ้นในใจ
สวรรค์ แปลว่า แดนให้อารมณ์เลิศด้วยดี เมื่อจิตใจเบิกบานแช่มชื่น มีความสุขสันต์หรรษา ในขณะนั้นใจของเราก็อยู่ในระดับแห่งสวรรค์ เรื่องที่ว่านรก สวรรค์ มีหรือไม่นั้น เราพึงสันนิษฐานว่า อันใดที่มีภาษาพูดกล่าวขวัญถึง อันนั้นต้องมีแน่นอน ถ้าไม่มีเขาเอาคำพูดนั้นมาจากไหน อันนี้เป็นทางสันนิษฐาน หลวงพ่อพูด ก็พูดโดยสันนิษฐานเหมือนกัน เพราะว่านรกก็ยังไม่เคยเห็น ที่ว่านรกมีเท่านั้นหลุม เท่านี้หลุมก็ยังไม่เคยเห็น ก็ว่ากันตามคัมภีร์เหมือนกัน
เพราะฉะนั้น... -
สมพระเกียรติ เผยภาพมุมสูงพระเมรุมาศ และการซ้อมริ้วขบวน จากผู้ที่ได้รับอนุญาตให้ถ่ายโดรน
สมพระเกียรติ เผยภาพมุมสูงพระเมรุมาศ และการซ้อมริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ ครั้งแรก จากผู้ที่ได้รับอนุญาตให้ถ่ายโดรน จาก กอร.พระราชพิธีฯ
คุณพิสิษฐ์ มิตรเกื้อกูล นายกสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ ได้รับอนุญาตให้ถ่ายโดรนเหนือ พระเมรุมาศ และการซ้อมริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร โดยได้นำภาพมาเผยแพร่พร้อมกับ บทเพลงพระราชนิพนธ์ H.M.Blues ชะตาชีวิต บรรเลงโดย พัชรินทร์ ช่อมะลิ แซ็กโซโฟน นันทพงษ์ แก้วธัญญานุกูล กีต้าร์ และบทเพลงพระราชนิพนธ์ อาทิตย์อับแสง Blue Day บรรเลงเปียโนโดย ณัฐนันท์ สินวัฒนาวุฒิ (ฟรองซ์) คลิปดังกล่าวได้โพสต์โดยผู้ใช้เฟซบุ๊ค Kant Journey : กานต์เดินทาง เชิญรับชม
ขอบคุณคลิป Kant Journey : กานต์เดินทาง ภาพจาก คุณพิสิษฐ์ มิตรเกื้อกูล นายกสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ ผู้ได้รับอนุญาตให้ถ่ายโดรน จาก กอร.พระราชพิธีฯ
ขอบคุณที่มา
https://social.jarm.com/view/99166 -
ฮีมานซู โซนิ ผู้รับบท พระพุทธเจ้า เผยความรู้สึกผ่านภาพและข้อความ แสดงความอาลัย ในหลวง ร.9
โดย: Clover Jarm - เมื่อ: 25 ตุลาคม 2560
ฮีมานซู โซนิ นักแสดงชายชาวอินเดีย ผู้รับบทเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ, พระพุทธเจ้า ได้แสดงความไว้อาลัย ในหลวง ร.9 ผ่านโซเชียล
วันที่ 24 ตุลาคม 2560 อินสตาแกรม Himanshu Soni นักแสดงชาวอินเดีย เจ้าของบทบาทพระพุทธเจ้า และรามเกียรติ์ ได้โพสต์ภาพตัวเองพร้อมชูพระบรมฉายาลักษณ์ ในหลวง ร.9 เหนือศีรษะ พร้อมระบุความรู้สึกผ่านข้อความ แสดงความอาลัย เป็นภาษาอังกฤษว่า "I can no longer see you with my eyes Touch you with my hands But I will feel you in my heart Forever." โดยแปลเป็นไทยว่า "ฉันไม่สามารถ เห็นคุณด้วยสายตาของฉัน แตะคุณด้วยมือของฉัน แต่ฉันจะรู้สึกถึงคุณตลอดไป"
Advertisement
Advertisement
ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก ihimanshusoni
---------------------
ขอบคุณที่มา
https://social.jarm.com/view/99121 -
บัณฑิตย่อมไม่หวั่นไหวในนินทาและสรรเสริญ (สมเด็จพระญาณสังวรฯ)
+++ บัณฑิตย่อมไม่หวั่นไหวในนินทาและสรรเสริญ +++
พุทธภาษิตบทหนึ่งกล่าวไว้แปลความว่า “ภูเขาหินแท่งทึบ ไม่สั่นสะเทือนเพราะลมฉันใด บัณฑิตย่อมไม่หวั่นไหวในนินทาและสรรเสริญ ฉันนั้น”
พระพุทธองค์ทรงเปรียบบัณฑิตดังภูเขาหินแท่งทึบ เหตุด้วยบัณฑิตไม่หวั่นไหวเพราะนินทาและสรรเสริญ นั่นคือทรงแสดงว่าบัณฑิตมีคุณลักษณะของภูเขา คือ มีความหนักแน่น ความแข็งแกร่ง ความผนึกติดกับพื้นฐานใหญ่มั่นคง คือ ความดี ความมีสติปัญญา
“บัณฑิต” ในพระพุทธศาสนา หายถึง คนดีมีปัญญา ผู้เป็นคนดี มีปัญญาเพียงพอย่อมรู้ธรรม ย่อมเชื่อมั่นในกรรม ย่อมไม่หวั่นไหว เมื่อมีผู้เจรจาส่งเสริมเพื่อให้สูงขึ้นย่อมรู้ว่า “กรรม” คือ “การกระทำ” ความประพฤติปฏิบัติของตนเองเท่านั้นที่จะเหยียบย่ำตนให้ต่ำลงได้ หรือส่งเสริมตนให้สูงขึ้นได้ ผู้ใดอื่นหาทำได้ไม่ นินทาก็ตาม สรรเสริญก็ตาม ไม่อาจทำได้ ทั้งเพื่อให้คนต่ำลงหรือสูงขึ้น สำหรับบัณฑิต นินทาและสรรเสริญจึงย่อมทำให้เกิดเมตตาในผู้นินทา และกตัญญูรู้น้ำใจผู้สรรเสริญเพียงเท่านั้น มิได้ทำให้หวั่นไหวแต่อย่างใด
…สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช…
ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น -
วัดไทยพุทธคยาจัดพิธีแสดงความอาลัยในหลวงร.9
วัดไทยพุทธคยาจัดพิธีแสดงความอาลัยในหลวงร.9
เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา-เจ้ามัลละกษัตริย์ จัดพิธีสวดพุทธมนต์บำเพ็ญกุศลแสดงความอาลัยแด่ ในหลวง ร.9
วันนี้( 25 ต.ค.60) พระเดชพระคุณ พระธรรมโพธิวงศ์ (วีรยุทฺโธ) เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา หัวหน้าพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล ประธานฝ่ายบรรพชิต เจ้ามัลละกษัตริย์ พร้อมทั้งมหาราชินี เป็นประธานฝ่ายคฤหัสถ์ โดยในภาคเช้าประกอบพิธีสวดพุทธมนต์บำเพ็ญกุศลภายในพระอุโบสถและทอดผ้าไตร พระสงฆ์ 10 รูป สดับปกรณ์ จากนั้นภาคบ่ายประกอบพิธีวางดอกไม้จันทน์ ณ ลานพระบรมรูป ร.9 เนื่องในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ณ วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ เมืองกุสินารา สถานที่ปรินิพพานของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
โดยในพิธีประกอบด้วย เจ้ามัลละกษัตริย์ Maharaja Bahadur H.M. Mrigendra Pratap Shahi , King Mall เป็นประธานจุดธูปเทียนเครื่องน้อยหน้าพระบรมรูป ร.9 พร้อมทั้งวางพวงมาลาถวายสักการะ จากนั้นพระอภิธช อัคคมหาสัมธัมม โชติกะ ดร.พระภัททันตะ ญาณิสสระ เจ้าอาวาสวัดพม่า กุสินารา นำพระสงฆ์นานาชาติ 9 ประเทศ พม่า ,อินเดีย ,ศรีลังกา... -
“ชาติภพและการเวียนว่ายตายเกิดของเราได้ยุติลงแล้ว ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของเรา” หลวงปู่ฝาง
“ชาติภพและการเวียนว่ายตายเกิดของเราได้ยุติลงแล้ว ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของเรา” หลวงปู่ฝางถ่ายทอดวินาทีบรรลุธรรม หลังจากบำเพ็ญที่ถ้ำน้ำหนาว
ถ้ำน้ำหนาว จ.เพชรบูรณ์ นี้เองที่ ‘วิสุทธิจิต’ ของหลวงปู่ผาง จิตฺตคุตฺโต ได้บังเกิดขึ้น ท่านได้บำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐานจนบรรลุถึงวิมุติธรรมในพรรษาที่ ๒๒ ขณะอายุได้ ๖๘ ปี ตรงกับพ.ศ. ๒๕๑๓ นับว่าสถานที่นี้มีบุญคุณกับท่านที่สุด
ท่านกล่าว อย่างองอาจว่า
“ชาติภพและการเวียนว่ายตายเกิดของเราได้ยุติลงแล้ว ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของเรา เรื่องการเวียนว่ายตายเกิดจบสิ้นกันเสียที เรื่องการเกิด แก่ เจ็บ ตาย เรื่องกิเลสตัณหาอาสวะทุกประเภทได้หมดสิ้นไปจากใจของเราแล้วยังเหลือแต่จิตที่บริสุทธิ์”
และปรารภว่า
“คนเรานี้มีเกิดก็มีดับ ถ้าไม่มีการเกิดก็ไม่มีการดับ อันนี้มันเป็นของคู่กัน ใครสร้างใครปฏิบัติก็ได้แก่คนนั้นให้พากันประพฤติปฏิบัติเอานะ”
ท่านเล่าว่า จิตท่านนั้นสว่างไสวอยู่ทุกเมื่อ เจิดจ้าครอบโลกธาตุอยู่อย่างนั้นทั้งกลางวันและกลางคืน คือจิตนี้เป็นธรรมธาตุที่บริสุทธิ์หลุดพ้นอาสวะไม่มีการเสื่อมสูญโดยประการทั้งปวง จึงหาวัตถุสิ่งของที่อยู่ภายนอกมาเทียบไม่ได้... -
สามเณรที่บรรพชาถวายเป็นพระราชกุศลแด่ ในหลวง ร.๙ จำนวน ๘๙ รูป ออกบิณฑบาตโปรดชาวบ้าน ประเทศอินเดีย
คณะสามเณรที่บรรพชาถวายเป็นพระราชกุศลแด่ ในหลวง ร.๙ จำนวน ๘๙ รูป ออกบิณฑบาตโปรดชาวบ้าน ที่หมู่บ้านอนิรุทธวา เมืองกุสินารา ประเทศอินเดีย
เมื่อวันที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๖๐ เฟซบุ๊กที่ใช้ชื่อว่า Namaste Dhamma ได้โพสต์ภาพพร้อมทั้งระบุข้อความทั้งหมดเอาไว้ว่า.
“สืบสาน เผยแผ่ แดนพุทธภูมิ”
วันที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๖๐ เวลา ๐๗.๓๐ น. พระครูสมุห์สงกรานต์ กิตฺติวํโส นำคณะสามเณรที่บรรพชาถวายเป็นพระราชกุศล พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร จำนวน ๘๙ รูป จัดโดยวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ ออกบิณฑบาตโปรดชาวบ้าน ที่หมู่บ้านอนิรุทธวา เมืองกุสินารา สถานที่ปรินิพพานของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งสามเณรส่วนใหญ่อยู่ในหมู่บ้านนี้ มีโยมพ่อโยมแม่สามเณร และชาวบ้านจำนวนมากร่วมทำบุญตักบาตร เพื่อเผยแผ่ สืบสาน ในแดนพุทธภูมิ ประกาศพระธรรมคำสอน และเผยแผ่พระพุทธศาสนาแก่ชาวอินเดียท้องถิ่น ซึ่งส่วนใหญ่นับถือศาสนาฮินดี และมุสลิม
นับจนบัดนี้ เป็นเวลา ๒๐ กว่าปี วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ ได้ทำหน้าที่เปรียบประดุจดังตัวแทนของประเทศไทย ในการเผยแผ่ค้ำจุนพระพุทธศาสนา ส่งเสริมงานของพระพุทธเจ้าให้มั่นคงในแดนพุทธภูมิ... -
เรื่องเล่าในพระธรรมบท ตอน ภิกษุไม่ถนอมบริขาร
เรื่องเล่าในพระธรรมบท ตอน ภิกษุไม่ถนอมบริขาร
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภภิกษุรูปหนึ่ง ผู้ไม่ถนอมบริขาร ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า มาวมญฺเญถ ปาปสฺส เป็นต้น
พระภิกษุรูปหนึ่งใช้บริขารต่างๆมีเตียงและตั่งเป็นต้น แล้วไม่เก็บงำให้เรียบร้อย ทอดทิ้งไว้ในที่นั้นๆ พระภิกษุอื่นๆเตือนกลับพูดโยกโย้ว่า เป็นเรื่องเล็กน้อยจะเป็นอะไรไป จิตใจของบริขารนั้นก็ไม่มี พระศาสดาทรงทราบ รับสั่งให้หาตัวมาเข้าเฝ้า ประทานคำสั่งสอนว่า “อันภิกษุทั้งหลายทำอย่างนั้นย่อมไม่ควร ขึ้นชื่อว่าบาปกรรม ใครๆไม่ควรดูหมิ่นว่า นิดหน่อย เหมือนอย่างว่า ภาชนะที่เขาเปิดปากตั้งไว้กลางแจ้ง เมื่อฝนตกอยู่บ่อยๆ ภาชนะนั้นย่อมเต็มได้แน่ๆ ฉันใด บุคคลผู้ทำกรรมอยู่ ย่อมทำกองบาปให้ใหญ่โตขึ้นโดยลำดับได้อย่างแน่ๆ ฉันนั้นเหมือนกัน”
จากนั้น พระศาสดาได้ตรัสพระธรรมบท พระคาถานี้ว่า
มาวมญฺเญถ ปาปสฺส
น มตฺตํ อาคมิสฺสติ
อุทพินทุนิปาเตน
อุทกุมฺโภปิ ปูรติ
ปูรติ พาโล ปาปสฺส
โภกํ โถกํปิ อาจินํฯ
อย่าดูหมิ่นบาปว่า
เพียงเล็กน้อย จักไม่มาถึง
แม้แต่หม้อน้ำยังเต็มด้วยหยดน้ำ
ที่ตกลงมาไม่ขาดสายได้ ฉันใด
คนพาลสั่งสมบาป แม้ทีละน้อยๆ... -
จากภิกษุผิวสีรูปแรก สู่เมล็ดพันธุ์ของพระพุทธศาสนาที่เจริญในแอฟริกา เปิดภาพล่าสุดส่งตรงจากอูกานดา!
จาก ภิกษุผิวสีรูปแรก สู่เมล็ดพันธุ์ ของพระพุทธศาสนา ที่เจริญในแอฟริกา เปิดภาพล่าสุดส่งตรงจากอูกานดา!
24 ต.ค. 2560 เวลา 06:28 น.
ในโลกออนไลน์ได้มีการส่งต่อเรื่องราวสุดประทับใจของภิกษุผิวสีรายหนึ่ง ที่ได้บุกเบิกนำพระพุทธศาสนาไปเผยแพร่ยังทวีปแอฟริกา โดยเฉพาะประเทศอูกานดา ซึ่งเป็นแผ่นดินบ้านเกิด ทราบชื่อต่อมาคือ พระพุทธรักขิตะ หรือ สตีเว่น คาบอคโกซา (Steven Kaboggoza) ชาวอูกานดา ประเทศหนึ่งที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกของทวีปแอฟริกา
โดยพระพุทธรักขิตะ เผยว่า แรกเริ่มท่านรู้จักพุทธศาสนาเพียงผิวเผินตามหนังสือเรียน แต่พอรู้จักพระสงฆ์ไทยจากการเป็นเพื่อนร่วมชั้นระหว่างเรียนการบริหารที่อินเดีย ก็ทำให้ท่านสนใจในเรื่องนี้มากยิ่งขึ้น ซึ่งหลังเรียนจบก็ได้ออกเดินทางไปยังพื้นที่กำเนิดพุทธศาสนาต่างๆ ทั้ง ทิเบต และเนปาล ก่อนที่จะจบลงที่ประเทศไทย ซึ่งการมาที่ไทยนอกจากมาศึกษาพระพุทธศาสนาแล้ว ก็มาประกอบอาชีพหาเงินด้วยการเป็นครูดำน้ำที่เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานีด้วย ก่อนที่จะกลับไปบ้านเกิดอีกครั้งหลังจากห่างบ้านไปท่องโลกนาน 7 ปี... -
ผิดหวังในรัก(แบบโลก) โดย หลวงพ่อสนอง กตปุญโญ
”คนเรามันโง่ เพราะไปคิดผิดๆ เขาไม่รัก เรายิ่งทุกข์ใหญ่ เขาไม่รักเราสิสบายใจ เราไม่ต้องไปปรนนิบัติเอาอกเอาใจเขาแล้ว เรารักตัวเองดีกว่า เข้าหาธรรมะ มาบวชมาเรียนมาปฏิบัติเสียดีกว่า ตายแล้วยังได้ไปสวรรค์บ้าง อ้ายนั่นตายแล้วก็ไปนรก…เพราะรักเขา ไม่มีปัญญา ตัวเขากลับไปนั่งยิ้มคนเดียว ส่วนเราก็เป็นทาสของความรักไป ช่วยอะไรตัวเองไม่ได้เลย เขาเรียกว่าเป็นทุกข์เพราะความรัก”
หลวงพ่อสนอง กตปุญโญ
****************************************** -
การพุทธาภิเษกแบบใช้กำลังส่วนตัว และแบบของหลวงพ่อฤๅษีลิงดำ แตกต่างกันเช่นไร
ลักษณะการพุทธาภิเษกแบบใช้กำลังส่วนตัว และแบบของหลวงพ่อฤๅษีลิงดำ แตกต่างกันเช่นไร
พระอาจารย์เล่าว่า "วันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๖๐ ความจริงแล้วพระครูพิสุทธิ์กาญจนาภรณ์ เจ้าคณะตำบลท่าขนุน เขต ๑ ท่านนิมนต์ไปงานฉลองสัญญาบัตรพัดยศ พระครูสัญญาบัตรเจ้าคณะตำบลชั้นโทของท่าน #ไปถึงในงานเจอหลวงพ่อเจ้าคุณปัญญา เจ้าคณะจังหวัด ท่านผลักตัวขึ้นเวทีไปเลย กราบเรียนท่านว่า เขานิมนต์ผมมาเจริญชัยมงคลคาถาครับ ท่านบอกว่า "นั่นแหละ...แต่ว่าให้ขึ้นไปพุทธาภิเษกแทนเจ้าคณะจังหวัดที" ท่านรู้ตัวว่าสู้เขาไม่ไหว เลยผลักอาจารย์เล็กไปขึ้นแท่นแทน
ในนั้นก็มีหลวงพ่อเสงี่ยม วัดบ้านทวน หลวงพ่อชุบ วัดวังกระแจะ หลวงพ่อสนองชาติ วัดเย็นสนิทธรรมาราม ไปนั่งตรงข้ามกับหลวงพ่อเสงี่ยม เจ้าประคุณเอ๋ย...ท่านกระแทกมาแต่ละทีอย่างกับคลื่นทะเล สงสารท่าน...ลักษณะนี้เป็นกำลังส่วนตัว ลักษณะการพุทธาภิเษกแบบกำลังส่วนตัว ถ้าทุ่มแบบหลวงพ่อเสงี่ยม #รับประกันว่ากลับวัดไปนี่ต้องนอนพักเป็นวันเลย
ยังชอบใจว่าหลวงพ่อวัดท่าซุง ท่านสอนให้ใช้วิธีขอบารมีพระ ขอพรหม ขอเทวดาช่วย พวกเราจึงไม่เหนื่อยมากเหมือนกับที่อื่นเขา ผลที่ได้ก็ยั่งยืนอีกต่างหาก"... -
"นาสังสิโม สังสิโมนา”สุดยอดคาถามหาเมตตาของหลวงปู่ช่วง ผู้ที่สมเด็จโตทำนายว่าจะได้เป็น พระราชาคณะ
"นาสังสิโม สังสิโมนา” สุดยอดคาถามหาเมตตา ของ หลวงปู่ช่วง ผู้ที่สมเด็จโต พรหมรังสี ทำนายว่าจะได้เป็น พระราชาคณะ
พระธรรมถาวร (ช่วง จันทโชติ) วัดระฆังโฆสิตาราม ท่านเป็นบุตร นายขำ นางจันทน์ สิงหเสนี เกิด ณ วันจันทร์ขึ้น ๓ ค่ำ เดือน ๔ ปีเถาะ ตรงกับวันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๓๘๖ ที่ตำบลบางระบาด อำเภอตลิ่งชัน จังหวัดธนบุรี มีพี่น้องร่วมบิดามารดากันอีก ๓ คน คือ นางเปลี่ยน นายชิด และนายปลั่ง บิดามารดามีอาชีพทำสวน
พอมีอายุได้ ๓ ปี นำขำบิดา ซึ่งเป็นศิษย์ของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังษี) วัดระฆังฯ ได้นำท่านมาฝากตัวเป็นศิษย์เพื่อศึกษาพระปริยธรรม แต่ครั้งสมเด็จโต ยังดำรงตำแหน่งเป็นพระธรรมกิติ ทั้งนี้ด้วยเห็นนิสัยบุตรคนนี้ว่า เป็นคนใจบุญ ใจกุศล
สมเด็จโต ดูลักษณะท่านแล้วทำนายว่า เด็กคนนี้มีวาสนาทางพระถึงขั้นพระราชาคณะ ฉันยินดีรับอุปถัมภ์ นายขำบิดาท่านได้ฟังคำทำนายก็รู้สึกตื้นตันใจในวาสนาของบุตร นับได้ว่า สมเด็จโตเป็นพระอาจารย์ของบิดาแล้วยังได้มาเป็นพระอาจารย์ของท่านอีกชั้นหนึ่ง เป็นกำลังใจให้ท่านเล่าเรียนด้วยความขยันหมั่นเพียรแลจิตมุ่งที่จะอุปสมบท การเล่าเรียนของท่าน สมเด็จโตออกปากว่า... -
๑๒๔ปี การพิมพ์พระไตรปิฏก ด้วยอักษรไทย และจัดเป็นรูปเล่ม ที่เกิดขึ้นครั้งแรก ในรัชกาลที่ ๕
๑๒๔ปี การพิมพ์พระไตรปิฏก ด้วยอักษรไทย และจัดเป็นรูปเล่ม ที่เกิดขึ้นครั้งแรก ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า รัชกาลที่ ๕
สมัยรัชกาลที่ ๕ ระหว่างพ.ศ ๒๔๓๑-๒๔๓๖ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงให้คัดลอกพระไตรปิฏกอักษรขอมในใบลาน(ฉบับรัชกาลที่ ๑) ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่มีการจัดพิมพ์ออกมาเป็นตัวอักษรไทย(บาลี) แล้วชำระแก้ไข จัดพิมพ์ขึ้นเป็นเล่มหนังสือได้ ๓๙ เล่ม ใช้เวลานานถึง ๖ ปี.
การพิมพ์พระไตรปิฏกด้วยอักษรไทย และจัดทำเป็นรูปเล่มนั้น จะช่วยให้สะดวกในการค้นคว้า และจัดเก็บรักษา แม้จะไม่ทนเหมือนการจารึกลงบนใบลาน แต่ก็สามารถจัดพิมพ์ขึ้นมาใหม่ได้อีก การชำระและจัดพิมพ์ในครั้งนี้เสร็จทันงานฉลองรัชดาภิเษก(การครองราชย์ครบ ๒๕ ปี)ของพระองค์.และทรงพระราชทานแด่พระอารามหลวงและวัดราษฏร์ ทั้งในกรุงเทพและหัวเมืองโดยทั่วกัน.
ซึ่งนับเป็นการพิมพ์คัมภีร์สำคัญทางพระพุทธศาสนา ฉบับภาษาไทย เป็นครั้งแรกในประเทศไทย.
๒๓ ตุลาคม ๒๕๖๐
รำลึกพระปิยะมหาราช ถวายราชสดุดี
ที่มา FB:เพจSaran Wiki
เรียบเรียงโดย
กิตติ จิตรพรหม : สำนักข่าวทีนิวส์
http://www.tnews.co.th/contents/371144 -
กระทรวงต่างประเทศเผย ผู้นำ-ผู้แทน 42 ชาติ ร่วมพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ
วันที่ 24 ต.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.บุษฎี สันติพิทักษ์ อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าว ว่า มีสมาชิกราชวงศ์ ผู้นำและผู้แทนต่างประเทศทั้งหมด 42 ประเทศ ยืนยันเข้าร่วมในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ดังนี้
พระประมุข ประมุข และพระราชวงศ์ รวม 24 ประเทศ
1) สมเด็จพระราชาธิบดีและสมเด็จพระราชินีสมเด็จพระราชาธิบดีและสมเด็จพระราชินีแห่งเลโซโท
2) สมเด็จพระราชาธิบดีและสมเด็จพระราชินีแห่งภูฏาน
3) สมเด็จพระราชาธิบดีและสมเด็จพระราชินีแห่งตองกา
4) นายติน จ่อ ประธานาธิบดีเมียนมา และภริยา
5) นายบุนยัง วอละจิด ประธานประเทศ แห่งสปป.ลาวและภริยา
6) นางฮาลิมห์ ยาค็อบ ประธานาธิบดีสิงคโปร์ และคู่สมรส
7 ) สมเด็จพระราชินีซิลเวียแห่งสวีเดน
8) สมเด็จพระราชินีแม็กซิมาแห่งเนเธอร์แลนด์
9) สมเด็จพระราชินีมาธิลด์แห่งเบลเยียม
10) สมเด็จพระราชินีโซเฟียแห่งสเปน
11) นายปีเตอร์ คอสโกรฟ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ฯ แห่งออสเตรเลียและภริยา
12) มาดามจูลี พาแย็ต ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ฯ แห่งแคนาดา
13) นางเมกาวาตี ซูการ์โนบุตรี... -
นักวิจัยเล็งใช้สายเคเบิลใยแก้วนำแสง (fiber optic) มาประยุกต์เป็นเครื่องมือตรวจจับแผ่นดินไหว
สัญญาณอินเทอร์เน็ตส่วนใหญ่ที่เราใช้งานภายในบ้านมักจะถูกส่งมาจากชุมสายหลักไปชุมสายย่อยในรูปแบบสายเคเบิลใยแก้วนำแสง (fiber optic) นอกเหนือจากความสามารถในการส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตไปยังที่อยู่อาศัยและภาคธุรกิจแล้วล่าสุดนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Stanford กำลังพยายามนำสายเคเบิลใยแก้วนำแสงมาใช้ในการตรวจจับการเกิดแผ่นดินไหว
แม้จะมีหลายวิธีและมีเครื่องมือจำนวนมากที่สามารถตรวจจับการเกิดแผ่นดินไหว แต่การค้นพบล่าสุดซึ่งนำโดย Biondo Biondi ศาตราจารย์ภาควิชาฟิสิกส์ธรณีวิทยาที่ Stanford’s School of Earth, Energy & Environmental sciences ในรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกาได้แสดงให้เห็นว่าเราสามารถใช้โครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่แล้วอย่างเช่นสายเคเบิลใยแก้วนำแสงมาเป็นเครื่องมือตรวจวัดการเกิดแผ่นดินไหวได้นอกเหนือจากวัตถุประสงค์ด้านโทรคมนาคม
เขาเสริมว่าระบบเส้นใยแก้วนำแสงจะมีราคาถูกกว่าการใช้เครื่องมือตรวจสอบแผ่นดินไหวที่ใช้งานกันอยู่ในปัจจุบัน “สายเคเบิลใยแก้วนำแสงทุกตารางเมตรในเครือข่ายสามารถทำหน้าที่เสมือนเซ็นเซอร์และมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่า 1 ดอลลาร์ในการติดตั้ง... -
เสียงธรรม หลวงพ่อฤาษีลิงดำ เรื่อง ปุพเพนิวาสานุสติญาณ
หลวงพ่อฤาษีลิงดำ เรื่อง ปุพเพนิวาสานุสติญาณ
Buddhism Channel
Published on Oct 23, 2017
หลวงพ่อฤาษีลิงดำ เรื่องปุพเพนิวาสานุสติญาณ(ระลึกชาติเราเคยเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานมากกว่าเกิดเป็นมนุษย์) -
เรื่อง “พญาม้ากัณฐกะ” (ม้าของเจ้าชายสิทธัตถะ)
เรื่อง “พญาม้ากัณฐกะ” (ม้าของเจ้าชายสิทธัตถะ)
(เรียบเรียงโดย ธรรมหรรษา)
รศ.ดร. พระมหา หรรษา นิธิบุณยากร
https://www.gotoknow.org/posts/331625
“พญาม้ากัณฐกะ” เป็นม้าที่ถึงพร้อมด้วยรูป คือส่วนยาวตั้งแต่หัวจรดปลายหาง ๑๘ ศอก ส่วนสูงพอเหมาะกับส่วนยาวมีฝีเท้าและกำลังอันเลิศ มีสีขาวล้วนประดุจสังข์ที่ขัดสะอาดแล้ว นายฉันนะคิดว่าเราควรเตรียมม้ามงคลตัวนี้ เพื่อให้เจ้าชายสิทธัตถะที่ทรงประสงค์จะออกมหาภิเนษกรมณ์
“ม้ากัณฐกะ” เมื่อถูกจัดเตรียมก็ รู้ว่าพระลูกเจ้าของเราคงจักมีพระประสงค์จะเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์อย่างไม่ ต้องสงสัย เพราะการเตรียมครั้งนี้ไม่เหมือนเวลาที่เสด็จในวันอื่นๆ ม้ากัณฐกะมีใจยินดี ส่งเสียงร้องดังกังวาน
เจ้าชายสิทธัตถะเสด็จลงจากปราสาทแล้ว เสด็จไปยังโรงม้าตรัสกับพญาม้าว่า “กัณฐกะ วันนี้เจ้าจงพาเราข้ามฝั่งสักครั้งหนึ่งเถิด เราอาศัยเจ้าได้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว จักยังโลกพร้อมทั้งเทวโลกให้ข้ามฝั่งด้วย” จากนั้นพระโพธิสัตว์เสด็จขึ้นประทับบนหลังม้ากัณฐกะ ทรงโปรดให้นายฉันนะนั่งเบื้องพระปฤษฎางค์ (ข้างหลัง) เสด็จถึงประตูใหญ่แห่งพระนครในตอนเที่ยงคืน
เมื่อเสด็จถึงฝั่งแม่น้ำสายหนึ่ง...
หน้า 350 ของ 440