คลังเรื่องเด่น
-
“การสร้างอุปนิสัย วาสนาบารมี” (หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน)
เรื่อง “การสร้างอุปนิสัย วาสนาบารมี”
(คติธรรม หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน)
เมื่อวันที่ ๒๑ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๒๘
“ศาสนานี้สร้างคนให้ได้หลุดพ้นจากกองทุกข์มีจำนวนมากเท่าไร ๆ แต่ละครั้ง ๆ ของพระพุทธเจ้าที่มาตรัสรู้ในแดนมนุษย์นี่มีมากขนาดไหน นั่นละท่านว่า เอาสัตว์ทั้งหลายพ้นจากความเป็นนักโทษ ความเกิดแก่เจ็บตาย เวียนว่ายในวัฏสงสาร พ้นๆ ผู้ที่ยังไม่พ้นก็แทนกันขึ้นมาเรื่อย ๆ คนนั้นผ่านไปแล้ว คนนี้เข้าแทนที่ๆ เรื่อย
อุปนิสัยก็สร้างมาทุกวัน ทุกปี ทุกเดือน ทุกภพทุกชาติในชาติที่ควรจะสร้างได้ เมื่อมาพบพระพุทธศาสนาอย่างนี้ยิ่งเป็นของเยี่ยมแล้วนี่ เราได้มาสร้างอำนาจวาสนา บุญญาภิสมภาร สร้างบารมี ยิ่งเพิ่มเข้าไป บารมีก็สูงขึ้นไปเรื่อย เอ้า คนนั้นขึ้นระดับนั้น คนนี้ขึ้นระดับนี้ สุดท้ายก็เป็น “อุคฆฏิตัญญู วิปจิตัญญู” ได้วันใดวันหนึ่งแน่นอนไม่ต้องสงสัย
ทีแรกก็อยู่โน้นเสียก่อน “เนยยะ” ครั้นต่อมาก็ก้าวขึ้นมา ๆ เพราะสร้างอยู่เสมอ เหมือนกับเราเทน้ำใส่ตุ่ม เทไม่หยุดไม่ถอย มันก็เต็มของมันขึ้นมาได้เอง อันนี้ก็สร้างอยู่ไม่หยุดไม่ถอยทำไมจะไม่เต็ม เมื่อถึงขั้นแล้วเอาไว้ไม่อยู่ “อุคฆฏิตัญญู”... -
เรื่องเล่าในพระธรรมบท ตอน อนาถบิณฑิกเศรษฐีไล่เทวดา
เรื่องเล่าในพระธรรมบท ตอน อนาถบิณฑิกเศรษฐีไล่เทวดา
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภเศรษฐีชื่ออนาถบิณฑิกะ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า ปาโปปิ ปสฺสตี ภทฺรํ เป็นต้น
อนาถบิณฑิกเศรษฐี บำรุงพระภิกษุสามเณรอยู่เนืองนิตย์ กระทั่งทรัพย์สมบัติร่อยหรอ เทวดาที่ประจำอยู่ที่ซุ้มประตูบ้านของเศรษฐีทนไม่ไหว ไปเตือนเศรษฐีให้เลิกทำบุญให้ทานเสียที แต่เศรษฐีไม่ยอมเลิก ยังทำบุญให้ทานแก่พระภิกษุและสามเณรต่อไป และได้ขับไล่เทวดาไม่ให้อยู่ในที่นั้น เทวดารู้สึกสำนึกตน จึงไปหาเทวดาทั้งหลาย จนกระทั่งไปหาท้าวสักกเทวราช วิงวอนให้ช่วยไปขอขมาโทษเศรษฐี ท้าวสักกะจึงออกอุบายว่า ให้นำทรัพย์ที่หาเจ้าของมิได้ไปให้เศรษฐีแล้วขอขมาโทษ เทวดานั้นก็ได้ทำตาม เมื่อเศรษฐีจะรับขมาโทษ จึงนำเทวดานั้นไปเข้าเฝ้า พระศาสดาจึงประทานโอวาทสอนเศรษฐีและเทวดาว่า “ดูก่อนคฤหบดี แม้บุคคลผู้ทำบาปในโลกนี้ ย่อมเห็นบาปว่าดี ตลอดกาลที่บาปยังไม่เผล็ดผล แต่เมื่อใด บาปของเขาเผล็ดผล เมื่อนั้น เขาย่อมเห็นบาปว่าชั่วแท้ๆ ฝ่ายบุคคลผู้กระทำกรรมดี ย่อมเห็นกรรมดีว่าชั่ว ตลอดกาลที่กรรมดียังไม่เผล็ดผล แต่เมื่อใด กรรมดีของเขาเผล็ดผล เมื่อนั้น... -
“ฝันเป็นนิมิตบอกบุญบาปในใจได้” ( หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)
“ฝันเป็นนิมิตบอกบุญบาปในใจได้”
ให้สังเกตดูเวลาที่เรายังมีชีวิตดีๆอยู่นี้ นอนหลับไปฝันเป็นยังไงน่ะ
ถ้าฝันเห็นในบ้านเรือนรกรุงรัง ชำรุดทรุดโทรมนั่นแสดงว่า จิตยังเป็นอกุศลอยู่ อืม อย่างนี้แหละ ต้องมาตรวจดูจิตใจตัวเองให้ดี มันยังมีอกุศลอะไรแทรกแซงอยู่ ถ้าฝันไปเห็นสถานที่ต่างๆอาคารบ้านเรือนก็ไม่สะอาดสะอ้านอย่างว่านั่นแหละ ถนนหนทางก็ดี ขรุขระเป็นหลุมเป็นบ่ออะไร เดินไปมาก็ไม่สะดวกอย่างนี้ นั่น “อกุศลกรรมนิมิต” มันแสดงบอกแต่เวลายังดีๆอยู่เนี่ย คล้ายๆกับมาเตือนใจให้รู้ ต้องเพียรนะ ต้องเพียรพยายามละอกุศลนะ ถ้าไม่ละไม่พากเพียรละอกุศลแล้ว ตนจะได้รับความทุกข์ต่อไป มันมีอกุศลกรรมนิมิตมาบอกเหตุอย่างนั้น ให้สังเกตดู
ถ้าจิตใจเราเป็นกุศลจริงๆไม่มีบาปมาแทรกแซงนี่ นอนหลับไปก็ฝันดี ฝันไปยังไงก็ไม่มีความเดือดเนื้อร้อนใจ เห็นตั้งแต่สิ่งที่เจริญตาเจริญใจ อย่างนั้นนั่นเราก็รู้ได้เลยว่า จิตเป็นกุศลแท้ ได้บำเพ็ญกุศลให้เกิดในจิตใจของตนอยู่
มันมีเครื่องหมายบอกอยู่นะเรื่องบุญเรื่องบาปนะ ในใจของคนเรานี้นะให้ลองพากันสังเกตดู
“หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ”
วัดอรัญญบรรพต จ.หนองคาย
ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น -
“ฝึกใจไม่ให้โกรธ” (สมเด็จพระญาณสังวรฯ)
“ฝึกใจไม่ให้โกรธ”
” .. ผู้มีธรรมถือเหตุผลเป็นสำคัญเสมอ ไม่ว่าใครจะทำผิดมาแล้วมากน้อยเพียงไหน หากเห็นเหตุผลที่ทำไปเช่นนั้น จักอภัยให้อย่างง่ายดาย
การตั้งใจจริงที่จะไม่โกรธ พร้อมกับใช้ปัญญาหาเหตุผลมาประกอบเพื่อไม่ให้เกิดความโกรธ ก็คือการตั้งใจจริงที่จะเข้าใจเหตุผลความจำเป็นของคนอื่น ที่ทำสิ่งอันชวนให้โกรธ เมื่อเห็นเหตุผลความจำเป็นของเขาแล้ว ก็จะอภัยให้ได้ ไม่โกรธ
การฝึกใจไม่ให้โกรธจึงเท่ากับเป็นการฝึกให้อภัยในความผิดของผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่รู้จักหรือไม่รู้จักก็ตาม
ผู้ให้อภัยง่าย ก็คือผู้ไม่โกรธง่ายนั่นเอง ดังนั้นผู้ที่ปรารถนาจะฝึกจิตให้ไม่โกรธง่าย จึงควรต้องฝึกตนให้เป็นผู้มีเหตุผล เคารพเหตุผล
นั้นคือให้คิดหาเหตุผลเพื่อให้เกิดความเห็นอกเห็นใจผู้ที่ตนอยากจะโกรธ เมื่อเห็นอกเห็นใจด้วยเหตุผลแล้วจะได้ไม่โกรธ จะได้อภัยในความผิดพลาดหรือบกพร่องของเขา
กล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือให้คิดหาเหตุผลเพื่อให้เกิดเมตตาในผู้ที่ตนอยากจะโกรธนั่นเอง .. ”
(สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก)
ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น -
รัฐบาลประกาศ เฉลิมพระเกียรติรัชกาลที่ ๕ และรัชกาลที่ ๙
รัฐบาลประกาศ เฉลิมพระเกียรติรัชกาลที่5และรัชกาลที่9
ลงราชกิจจาฯ รัฐบาลประกาศ เฉลิมพระเกียรติรัชกาลที่5 "พระบิดาแห่งการปฏิรูปข้าวไทย" และรัชกาลที่9 "พระบิดาแห่งการวิจัยและพัฒนาข้าวไทย"
เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ (๒๘ ตุลาคม ๒๕๕๙) ประกาศสํานักนายกรัฐมนตรี เรื่อง การเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ เป็น "พระบิดาแห่งการปฏิรูปข้าวไทย" และเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ เป็น "พระบิดาแห่งการวิจัยและพัฒนาข้าวไทย"
โดยที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ และพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ มีพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมแก่เกษตรกรและปวงชนชาวไทย ด้วยทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเกี่ยวกับการปฏิรูปและพัฒนาแนวทางการผลิตข้าว และการวิจัยและพัฒนาข้าวไทยในห้วงแห่งรัชกาลตามลําดับ ทั้งนี้ ด้วยพระวิริยอุตสาหะอุทิศกําลังพระวรกายและกําลังพระปัญญา ทําให้ข้าวไทยได้รับการพัฒนาอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การคัดเลือกพันธุ์ การวิจัยและปรับปรุงพันธุ์ การจัดระบบชลประทาน ที่เหมาะสม... -
หัวหน้าพระธรรมทูตฯเป็นปธ.พิธีบรรพชาสามเณรอินเดีย
หัวหน้าพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล เป็นประธานพิธีบรรพชาสามเณรกุลบุตรชาวอินเดีย จำนวน 89 รูป เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล
วานนี้ (22ต.ค.60) เวลา 16.30 น. ที่ลานพระบรมรูป ร.9 พระเดชพระคุณ พระธรรมโพธิวงศ์ (วีรยุทฺโธ) เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา หัวหน้าพระธรรมทูต สายประเทศอินเดีย-เนปาล เป็นประธานในพิธีบรรพชาสามเณรกุลบุตรชาวอินเดีย จำนวน 89 รูป เป็นครั้งประวัติศาสตร์ของเมืองกุสินารา เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ณ ลานพระบรมรูป ร.9 วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ เมืองกุสินารา รัฐอุตตรประเทศ สาธารณรัฐอินเดีย สถานที่ปรินิพพานของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ เริ่มการก่อสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2537 และสร้างเสร็จสมบูรณ์ในปี พ.ศ.2542 ด้วยแรงศรัทธาของคณะพุทธบริษัทชาวไทย และคณะพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย-เนปาล และได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อวัดว่า วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ ซึ่งมีความหมายถึง วัดที่ชาวไทยสร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลอง การครองสิริราชสมบัติ ครบ 50 ปี ตั้งอยู่ ณ... -
เทคนิคการท่องคาถาให้เกิดผลจริงแบบง่าย ๆ
เทคนิคการท่องคาถาให้เกิดผลจริงแบบง่าย ๆ
เทคนิคที่ว่าคือ ให้กลั้นใจแล้วท่องคาถาในขณะที่กลั้นใจนั้นแหละครับ
ได้ผลชัวร์ ส่วนจะได้มากน้อยก็อยู่ที่ว่า ในขณะที่กลั้นใจนั้น สมาธิของคุณนิ่งแค่ไหน
แต่ที่แน่ ๆ คือ ในขณะที่คุณกลั้นใจนั้น จิตคุณนิ่งเป็นสมาธิแน่นอน แต่จะอยู่ที่ระดับไหนเท่านั้นเอง
ขอยกคำสอนของพระอาจารย์ที่ท่านได้เคยพูดถึงเรื่องนี้ไว้มาให้อ่านกันนะครับ ท่านบอกไว้ดังนี้ครับ
"ในเรื่องของคาถา ถ้าจะว่าไปแล้ว นักปฏิบัติธรรมทุกคนควรจะซักซ้อมการใช้พระคาถาต่าง ๆ ไว้ เพราะว่าเรื่องของคาถาให้ผลง่าย แค่อารมณ์ใจของเราสูงกว่าอุปจารสมาธินิดหนึ่งก็เริ่มให้ผลแล้ว เขาเรียกว่า อุปจารฌาน คืออารมณ์ใจเริ่มทรงตัวแน่วแน่ ตอนนั้นความฟุ้งซ่านไม่มี จิตก็เริ่มมีกำลัง
ดังนั้น..จะเห็นว่าถ้าจะใช้คาถาแบบโบราณ ๆ คาถาหลายบทท่านให้กลั้นใจว่า อย่างเช่นกลั้นใจว่า ๓ จบ ๗ จบ ๙ จบ ตอนที่เรากลั้นใจจิตจะนิ่ง ไม่นิ่งก็ไม่ได้เพราะจะตายอยู่แล้ว เนื่องจากไม่หายใจ พอจิตนิ่งก็จะเกิดพลังขึ้นมา ถ้าเราทำคาถาใดคาถาหนึ่งแล้วเกิดผล เราจะเกิดความมั่นใจ พอเกิดความมั่นใจ ก็เอากำลังระดับนั้นไปใช้กับคาถาทุกบท จะได้ผลเหมือนกันหมด... -
กราบน้อมรำลึก ๒๓ ตุลาคม วันปิยมหาราช คล้ายวันสวรรคต" เสด็จพ่อ ร.๕ "เคล็ดลับการบูชา พร้อมพระคาถา
กราบน้อมรำลึก ๒๓ ตุลาคม ๒๕๖๐ วันปิยมหาราช คล้ายวันสวรรคต " เสด็จพ่อ ร.๕ "..เคล็ดลับการบูชา พร้อมพระคาถา อย่างครบถ้วน.
การบูชารัชกาลที่ ๕
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นพระมหากษัตริย์สยาม รัชกาลที่ ๕ แห่งราชวงศ์จักรี เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันอังคาร เดือน ๑๐ แรม ๓ ค่ำ ปีฉลู ๒๐ กันยายน พ.ศ. ๒๓๙๖ เป็นพระราชโอรสพระองค์ที่ ๙ ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเป็นพระองค์ที่ ๑ ในสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี เสวยราชสมบัติเมื่อวันพฤหัสบดี เดือน ๑๑ ขึ้น ๑๕ค่ำ ปีมะโรง (พ.ศ.๒๔๑๑) รวมสิริดำรงราชสมบัติ ๔๒ ปี ๒๒ วัน เสด็จสวรรคต เมื่อวันเสาร์ เดือน ๑๑ แรม ๔ ค่ำ ปีจอ (๒๓ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๕๓) ด้วยโรคพระวักกะ สิริรวมพระชนมายุ ๕๘ พรรษา
พระองค์ได้รับสมัญญาว่า "ปิยมหาราช" แปลว่า มหาราชผู้ทรงเป็นที่รัก และว่า “พระพุทธเจ้าหลวง”
พระคาถาบูชาเสด็จพ่อรัชกาลที่๕
นะโม ๓จบ
อิติปิโส วิเสเสอิ อิเสเส พุทธะนาเมอิ อิเมนา
พุทธะ ตังโสอิ อิโสตัง พุทธะปิติอิ
พระสยามมินโท วะโรอิติ พุทธะสังมิ
อิติอะระหัง สะหัสะกายัง วะรังพุทโธ
นะโมพุทธายะ มาสีสะมานัง
(กล่าว ๓ ครั้ง)... -
"หลวงพ่อปาน " นำเขี้ยวเสือแกะถวาย "เสด็จพ่อ ร.๕" แต่กระโดดหนีลงน้ำ ต้องเอาหมูปั้นมาล่อ
"หลวงพ่อปาน " นำเขี้ยวเสือแกะถวาย "เสด็จพ่อ ร.๕" แต่กระโดดหนีลงน้ำ ต้องเอาหมูปั้นมาล่อ ซึ่งพระองค์กล่าวถึงไว้ในพระราชนิพนธ์.
ประวัติหลวงพ่อปาน วัดบางเหี้ย
หลวงพ่อปานเป็นชาวบางบ่อ ท่านเกิดที่ คลองนางโหง ตำบลบางเหี้ย (ตำบลคลองด่านในปัจจุบัน) จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๖๘ ตาเป็นคนจีนชื่อ เขียว ยายเป็นคนไทยชื่อ ปิ่น บิดามีเชื้อจีน ชื่อ "ปลื้ม" มารดาเป็นคนไทย เป็นลูกสาวคนโตของยายปิ่น ชื่อ "ตาล" อาชีพทำป่าจาก ครอบครัวของท่านอยู่ที่หมู่บ้านโคกเศรษฐี มีพี่น้องร่วมบิดามารดา ๕ คน ท่านเป็นบุตรคนที่ ๓
คนที่ ๑ ชื่อ นายเทพย์
คนที่ ๒ ชื่อ นายทัต
คนที่ ๓ ชื่อ นายปาน (หลวงพ่อปาน)
คนที่ ๔ ชื่อนายจันทร์
คนที่ ๕ ชื่อนางแจ่ม
ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ตราพระราชบัญญัตินามสกุลขึ้นใช้ ลูกหลานของหลวงพ่อปาน ได้ใช้ชื่อของบรรพบุรุษมาตั้งเป็นนามสกุลว่า "หนูเทพย์"
เมื่อตอนเป็นเด็ก บิดามารดาได้นำไปฝากไว้กับท่านเจ้าคุณศรีศากยมุนี เจ้าอาวาสวัดอรุณราชวราราม (วัดแจ้ง) เพื่อให้เรียนหนังสือไทย ต่อมาไม่นานเจ้าคุณได้ให้บรรพชาเป็นสามเณร ต่อมาท่านได้สึกจากเณร มาช่วยพ่อแม่... -
ประสบการณ์ตายของหลวงพ่อฤๅษี-การตายครั้งที่ ๗
ประสบการณ์ตายของหลวงพ่อฤๅษี-การตายครั้งที่ ๗
เมื่อวันที่ ๒๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๒๓ อาการตายคราวนี้แปลกไม่มีโรค ตอนเช้าลงมาจากกุฏิชั้นสอง ตื่นขึ้นมาล้างหน้าเสร็จ ก็หยิบเอกสารสำหรับทำงานลงมาที่ตึกอินทราพงษ์ หวังจะทำงานเมื่อฉันเช้าเสร็จ พอวางเอกสารเสร็จก็อยากเข้าห้องส้วม
พอนั่งในส้วมปั๊บมันไม่ขี้ไม่เยี่ยว มันมืดไปหมด ไม่ใช่หน้ามืดอย่างเดียว มันมืดไปทั้งหมดแม้แต่ยกมือขึ้นก็มองไม่เห็นมือ แต่ว่าจิตใจเป็นสุข ก็คิดว่าอาการอย่างนี้ควรเป็นอาการของความตาย ถ้าตายในเวลานี้ก็ไม่เห็นจะแปลกอะไร จิตใจเป็นสุขเราก็ไปนิพพาน
นั่งอยู่นาน สักครู่ก็คิดในใจว่าในโลกนี้ ตั้งแต่พระพุทธเจ้าอุบัติมาแล้ว ก็ไม่เคยมีพระอรหันต์องค์ไหนท่านนิพพานบนโถส้วม ถ้าเราตายบนโถส้วมก็จะเก่งกว่าพระอรหันต์ทั้งหมด และลูกศิษย์ของเราก็มีมาก ถ้าเขาทราบว่าอาจารย์ตายบนโถส้วมก็จะขายขี้หน้าเขา เลยลุกจากโถส้วม ก็มองไม่เห็นอะไรเลย เอามือคลำข้างฝา คลำราวผ้าออกมา
พอถึงหน้าประตูห้องบันทึกเสียง พื้นห้องปูพรมก็เอนกายนอนลงตรงนั้น พอเอนกายลงไปแล้ว จิตก็ออกจากร่างไปติดอยู่แค่พระจุฬามณีเจดียสถาน ในบริเวณสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ทั้งหมดเต็มไปทั้งเทวดา นางฟ้า... -
“สมเด็จพระวันรัต”ปีติพระราชจริยาวัตร”ในหลวง”ขณะทรงผนวชเมื่อปี ๒๔๙๙
เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 18 ต.ค. ที่อาคารมนุษยนาควิทยาทาน วัดบวรนิเวศวิหาร เขตพระนคร กรุงเทพฯ สมเด็จพระวันรัต (จุนท์ พรหมคุตโต) เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร เจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต เปิดเผยเกี่ยวกับการเชิญชวนประชาชนร่วมถวายความอาลัยต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ และพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลสวดพระอภิธรรม เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลตามมติมหาเถรสมาคม(มส.) พร้อมเผยความรู้สึกขณะใกล้ชิดพระองค์ในช่วงที่ทรงผนวชและจำพรรษาอยู่ที่วัดบวรนิเวศฯ ว่า ขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ ทรงผนวชเป็นเวลา 15 วัน ระหว่างวันที่ 22 ตุลาคมถึง 5 พฤศจิกายน 2499 ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม โดยมีสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ อดีตเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศฯ เป็นพระราชอุปัธยาจารย์ ทรงได้รับฉายาว่า “ภูมิพโลภิกขุ”
“จากนั้นเสด็จฯมาประทับจำพรรษา ที่พระตำหนักปั้นหยา วัดบวรนิเวศฯ ขณะนั้นอาตมายังเป็นสามเณรและได้อุปสมบทพร้อมพระองค์ ได้เห็นพระจริยวัตรของพระองค์ขณะที่เป็นพระสงฆ์ แม้พระองค์เป็นพระมหากษัตริย์ แต่พระองค์ทรงเคร่งครัดในพระธรรมวินัยยิ่งกว่าสามัญชน ทรงมีขันติมาก... -
จัดตั้งประชาคมพุทธศาสนิกชนเอเซียที่เมียนมา
จัดตั้งประชาคมพุทธศาสนิกชนเอเซียที่เมียนมา
ประชุมศาสนาสัมพันธ์ที่สนามกีฬาเมืองมัณฑะเลย์
วันที่ 12 ต.ค.2560 ที่ Karaweik Palace นครย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา คณะสงฆ์และพุทธศาสนิกชนในกลุ่มประเทศอาเซียนอาทิ ประเทศเมียนมา ไทย เกาหลีใต้ เวียดนาม ลาว สิงคโปร์ และศรีลังกา จัดประชุม เพื่อจัดตั้งประชาคมพุทธศาสนิกชนเอเซีย (Asian Buddhist Community - ABC) โดยมีพระสงฆ์และชาวพุทธสหภาพเมียนมาร์ เป็นแกนนำในการจัดตั้ง โดยมีเป้าหมายในการช่วยจรรโลงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้มีความมั่นคงในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างพระพุทธศาสนาเถรวาทและมหายาน ซึ่งมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร) ได้ส่งคณะผู้บริหารเข้าร่วมสังเกตุการณ์ในการประชุมครั้งนี้อาทิ พระมหาสันติ ธีรภทฺโท,ดร. เลขานุการบัณฑิตวิทยาลัย
การจัดตั้งสมาคมพระพุทธศาสนาอาเซียนดังกล่าวมีเป้าหมายในการช่วยจรรโลงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาให้มีความมั่นคงในภูมิภาคเอเซีย ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างพระพุทธศาสนาเถรวาทและมหายาน... -
มหาจุฬาฯพร้อมแล้ว!เปิดป.ตรีนานาชาติ
มหาจุฬาฯ พร้อมแล้ว!เปิด ป.ตรี นานาชาติ
ยกวิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติดำเนินการ ด้วยหลักประกันคุณภาพระดับดีมาก เตรียมสู่การประเมินด้วยระบบ EdPEx ปีหน้า
วันที่ 13 ต.ค.2560 พระมหาหรรษา ธัมมหาโส ผู้ช่วยอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) ฝ่ายวิชาการ ผู้อำนวยการหลักสูตรสันติศึกษา และผู้อำนวยการวิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติ(IBSC) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2560 ที่ผ่านมา พระราชปริยัติกวี,ศ.ดร. รองอธิการบดี มจร ฝ่ายวิชาการ ได้ประชุมคณะกรรมการยกร่างหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาพระพุทธศาสนา (หลักสูตรนานาชาติ) เพื่อเร่งเปิดการศึกษาในระดับปริญญาตรีให้ทันปีการศึกษา 2561
"เนื่องจากปัจจุบันนี้ วิทยาลัยได้เปิดการศึกษาในหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษาเท่านั้น การเปิดระดับปริญญาตรีจะทำให้ผู้สนใจในทวีปยุโรป อเมริกา ทวีปเอเซีย ประชาคมอาเซียน และทวีปอื่นๆ รวมถึงมหาวิทยาลัย และวิทยาลัยต่างๆ ที่อยู่ภายใต้สมาคมมหาวิทยาลัยพุทธศาสนานานาชาติ สามารถเลือกมาศึกษา ณ วิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติได้ การเปิดหลักสูตรปริญญาตรี โท และเอก... -
มนุษย์สากลหัวใจสู่สังคมพหุวัฒนธรรมสันติภาพที่แท้จริง
มนุษย์สากลหัวใจสู่สังคมพหุวัฒนธรรมสันติภาพที่แท้จริง
ศาสนาเป็นทางรอดของสังคม ร้อยเรียงให้คนในสังคมอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข : พระอาจารย์ปราโมทย์ วาทโกวิโท สำราญ สมพงษ์ นิสิตปริญญาเอก สาขาสันติศึกษา มจร รายงาน
หลักสูตรการพัฒนาความเป็นผู้นำศาสนายุคใหม่ ณ สถาบันพัฒนาผู้นำศาสนาอิสลาม สำนักจุฬาราชมนตรี โดยการสนับสนุนงบประมาณจากกรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม มีการจัดเสวนาการอยู่ร่วมกันในพหุวัฒนธรรม โดยเสวนาภายใต้หัวข้อว่า " สังคมพหุวัฒนธรรม มุมมองต่างศานิกชน " เมื่อวันที่ ๑๔ ต.ค.๒๕๖๐ ที่ผ่านมา โดยร่วมเสวนา ๓ ท่านคือ
๑) พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส รศ.ดร. ผู้ช่วยอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) ผู้อำนวยการวิทยาลัยพุทธศาสตร์นานาชาติ และผู้อำนวยการหลักสูตรสันติศึกษา ในฐานะผู้แทนพระพรหมบัณฑิต ศ.ดร.อธิการบดีมหาจุฬาฯ และผู้แทนสถาบันการศึกษาด้านพระพุทธศาสนา กล่าวว่า ผู้นำศาสนาอิสลามทุกท่าน ที่มีความใจกว้างที่จะเห็นมิติมุมมองศาสนาอื่น เพราะโลกเราแคบลง ใจของเราแคบลงเหมือนกัน เพราะไม่ค่อยเรียนรู้กัน โลกเรามีความหลากหลายมาก ท่านเปิดโอกาสให้ศาสนิกอื่นมาแบ่งปัน เพราะเราจะเจริญเติบโตไปด้วยกัน... -
สมเด็จมอบทุน"เอก-ดร.แอน"บริจาคซื้อที่ดิน
สมเด็จมอบทุน "เอก-ดร.แอน" บริจาคซื้อที่ดิน
เจ้าคณะใหญ่หนกลาง มอบทุนการศึกษาสามเณรและเยาชนรวม 200,000 บาท พร้อมถวายทุนขยายที่ตั้ง มจร วิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส เป็นสถานศึกษาด้านภาษาบาฬีและผลิตพระวิปัสสนาระดับนานาชาติ "เอก - สรพงษ์" และ "แอน - ดร.สิเรียม"ร่วมบริจาคด้วย
วันที่ 17 ตุลาคม 2560 สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เจ้าคณะใหญ่หนกลาง กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดพิชัยญาติการาม เป็นประธานถวายและมอบทุนการศึกษา แก่สามเณรและเยาชน จำนวน 200,000 บาท พร้อมถวายทุนเบื้องต้นในการขยายที่ตั้งมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) วิทยาเขตบาฬีศึกษาพุทธโฆส จำนวน 1,000,000 บาท ซึ่งอยู่บริเวณใกล้วัดละมุด วัดละมุด อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม มีพื้นที่จำนวน 27 ไร่ ราคาไร่ละ 650,000 บาท
ในการนี้พระพรหมเวที เจ้าคณะภาค 15 ได้ถวายทุนในการจัดซื้อที่ดิน อีก 1 ล้านบาท พร้อมด้วยพระเถรานุเถระแลtพุทธศาสนิกชนร่วมกันบริจาค ในจำนวนนี้มีนายกรีพงษ์ เทียมเศวต หรือ "สรพงษ์ ชาตรี" และดร.สิภาภัสส์ ภักดีดำรงฤทธิ์ หรือ "แอน-สิเรียม ภักดีดำรงฤทธิ์" ดารานักแสดงอาวุฬา ได้เข้าร่วมในงานดังกล่าวและปวารณาร่วมจัดซื้อที่ดิน... -
“ตามรอยธรรมราชา” กับ พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปญโญ
“ตามรอยธรรมราชา”
กับ พระอาจารย์นวลจันทร์ กิตติปญโญ
ในเดือนตุลาคมของปีที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุการณ์ที่เป็นเครื่องบอกว่าสัจจะธรรมข้อนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับชีวิตทุกชีวิตนั้นคือ เราได้สูญเสียพระราชาที่เปรียบเสมือนพ่อของแผ่นดินไปอย่างไม่หวนกลับมา ทำให้พสกนิกรชาวไทยรู้สึกเศร้าโศกเสียใจ แต่ขณะเดียวกันเราในฐานะประชาชนของพระราชาควรที่จะรำลึกถึงพระราชาผู้ทรงธรรม ด้วยการสืบสานและถ่ายทอดเส้นทางแห่งธรรมของพ่อแห่งแผ่นดินเพื่อให้ลูกหลานได้นำไปเป็นแบบอย่างที่ดีสืบต่อไป ธรรมบรรยายหัวข้อ “ตามรอยธรรมราชา” โดย พระอาจารย์นวลจันทร์กิตติปญโญ ที่ได้ถ่ายทอดเรื่องราวดีๆ ผ่านเวทีเรายกวัดมาไว้ที่เซเว่น ณ อาคารซีพี ทาวเวอร์ให้ประชาชนกว่า 300 คน ได้คิดตามและนำไปเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต
พระอาจารย์นวลจันทร์ ได้ฝากข้อคิดในการใช้ชีวิต 12 ประการของพระราชาไว้ว่า
ข้อ1. อย่าทำลายความหวังของใครเพราะเขาอาจเหลืออยู่แค่นั้น ฟังแล้วดูเหมือนทำง่ายแต่เมื่อตรึกตรองดูแล้วการที่จะทะนุถนอมจิตใจดวงหนึ่งนั้นมันยาก เพราะหากเราเผลอไปทุบทำลายความหวังสุดท้ายของเขาเสียแล้ว เขาอาจจะใช้ชีวิต... -
การสงเคราะห์ระหว่างหญิงชาย (พระอาจารย์เล็ก สุธมฺมปญฺโญ)
การสงเคราะห์ระหว่างหญิงชาย
ถาม : มีผู้หญิงคนหนึ่งมาชอบ เนื่องมาจากการช่วยเหลือสงเคราะห์ระหว่างกัน ?
ตอบ : การสงเคราะห์กันระหว่างผู้หญิงผู้ชาย ระวังไว้จุดหนึ่ง ก็คือการคิดเข้าข้างตัวเอง เขาเห็นเราตั้งหน้าตั้งตาสงเคราะห์เขา เขาจะเหมาว่าเรารักเราชอบเขา ถ้าเขาคิดอย่างเดียวไม่เป็นไร ยังไม่อันตราย แต่ถ้าเขามีใจตอบมาด้วยคราวนี้เสร็จ..!
ถาม : ควรจะทำอย่างไรดี ?
ตอบ : มีทางเดียวคือต้องใจแข็ง อย่าไปยุ่งกับเขา ท่องไว้อย่างเดียว "เมียเขา ๆ" เจอหน้าผู้หญิงที่หน้าตาใช้ได้ ท่องไว้เลย "เมียเขา" แล้วจะปลอดภัย แต่ตอนที่หน้ามืดนี่ เมียเขาก็เมียเขาละวะ..!
ถาม : พยายามจะคุยกับฝ่ายหญิง จะเคลียร์กับเขา?
ตอบ : ไม่มีประโยชน์ ถ้าเขาหมายมั่นปั้นมือว่าเราเป็นผู้ชายในฝันร้ายของเขา เขาไม่เลิกง่าย ๆ หรอก ต้องใจแข็งเข้าไว้
ตั้งกำแพงส่วนตัวไว้ อย่าให้เขารุกเข้ามาในเขตเราได้ ถ้าตราบใดที่ยังกั้นเขาอยู่นอกเขตก็ปลอดภัย ถ้าปล่อยให้เขารุกเข้ามาในเขตได้ก็เดือดร้อน
สนทนากับพระอาจารย์เล็ก สุธมฺมปญฺโญ
เดือนมิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๕๒ ณ บ้านอนุสาวรีย์ฯ
ขอบคุณที่มา -
ทรงฌาณขณะหลับจะดีมาก..
ทรงฌาณขณะหลับจะดีมาก..
โอวาทหลวงพ่อฯ เล่ม 2 หน้า 11
จงทราบว่า ขณะที่ภาวนาอยู่ ถ้าจิตไม่เข้าถึงฌานสมาบัติจะหลับไม่ได้เลย
ถ้าภาวนาไปๆนานเกินไปมันหลับไม่ลงก็เลิก ปล่อยจิตคิดไปตามอารมณ์
ช่างมัน มันจะไปไหนก็ช่างมัน เดี๋ยวมันก็หลับ
ถ้าเผอิญเราภาวนาไป เราก็คิดว่าจะภาวนาสัก ๑๐ – ๒๐ – ๓๐ หรือ ๑๐๘ ก็ตาม ถ้าภาวนาไปครั้งสองครั้งสามครั้ง มันจะหลับต้องปล่อยเลย
จงทราบว่า ถ้าเริ่มภาวนาพอจิตจะเคลิ้มหลับ ตอนที่จิตจะเคลิ้มหลับ
เป็นอุปจารสมาธิ ถ้าอุปจารสมาธิละเอียด ถ้าจิตเข้าถึงปฐมฌานจะตัดหลับทันที
ถ้าเป็นได้อย่างนี้ก็ควรจะภูมิใจมาก
สมมุติว่า ถ้าภาวนา พุทโธ หรือ นะ มะ พะ ธะ พอนึกว่า พุท ไม่ทัน โธ หลับ นะ ไม่ทันพะ หลับ เอ ชักยุ่งแล้ว แต่ความจริงควรจะภูมิใจว่า ดี
นี่แหละจิตเข้าถึงฌานเร็ว เพราะการฝึกสมาธิ เราต้องการให้จิตเข้าถึงฌานให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้
อย่าไปนึกว่าขี้เกียจเสียแล้วนะ คงไม่เป็นเรื่อง
ไม่ใช่อย่างนั้นนะมันเป็นผลดี
คือ พุท ไม่ทัน โธ หลับ แสดงว่าพอ พุท จิตเข้าถึงปฐมฌานก็ตัดหลับ นี่พระพุทธเจ้าต้องการแบบนี้
ถ้า นะ ไม่ทัน พะ หลับ อันนี้จิตเข้าถึงฌาน
อย่างนี้ต้องการมาก... -
"มจร"ขอบคุณ"บิ๊กตู่"ห่วงคุณภาพการศึกษาม.สงฆ์
"มจร"ขอบคุณ"บิ๊กตู่"ห่วงคุณภาพการศึกษาม.สงฆ์แจงมีคนเข้ามาเรียนมาก ปัจจัยไม่ได้อยู่ที่เงินหรือค่าเล่าเรียนราคาถูก
วันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2560 ตามที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้แสดงความห่วงใยในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2560 ที่ผ่านมาถึงเรื่องคุณภาพการศึกษาของมหาวิทยาลัยพระสงฆ์ 2 แห่งคือมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร) และมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย(มมร) ซึ่งเปิดสอนระดับปริญญาตรีถึงปริญญาเอก และค่าเล่าเรียนราคาถูกจึงมีคนสนใจไปเรียนมาก จึงฝากให้กระทรวงศึกษาธิการได้พิจารณากำกับดูแลให้มีความเข้มข้นยิ่งขึ้น
ต่อ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้แจ้งในที่ประชุมองค์กรหลัก กระทรวงศึกษาธิการ ครั้งที่ 36/2560 เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2560 ณ ห้องประชุมราชวัลลภ อาคารราชวัลลภ และได้มอบหมายให้นายพีระ รัตนวิจิตร รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และนายสุภัทร จำปาทอง เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษาดูแลรับผิดชอบในเรื่องนี้นั้น
พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส,รศ.ดร. ผู้ช่วยอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร)... -
พระเมตตา“พ่อหลวง"ต่อ“คุณศักดิ์ดา” ลิงแสมที่พระราชทานชื่อจากเขาตะเกียบ
พระเมตตา“พ่อหลวง"ต่อ“คุณศักดิ์ดา” ลิงแสมที่พระราชทานชื่อจากเขาตะเกียบ
วันที่ 22 ต.ค.60 นายนิพันธ์ ชลวิทย์ อดีตนายอำเภอหัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยว่า ขณะที่ดำรงตำแหน่งนายอำเภอหัวหินระหว่างปี 2544- 2548 ในฐานะเป็นข้าราชการที่เข้าเฝ้าและรับใช้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เสด็จประทับแรม ณ วังไกลกังวล ในครั้งนั้น ได้ซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านที่ทรงมีต่อลิงแสมเพศผู้ขนาดใหญ่ เข้าไปในวังไกลกังวล ขณะที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จประทับที่พระตำหนักเปี่ยมสุข
จากนั้นพระองค์ทรงนำกล้วยและมะละกอให้ลิงกินบนพระตำหนัก แต่ลิงแสมยังไม่กิน พระองค์จึงเฝ้ามอง จึงพบว่าต่อมาลิงแสมได้ปอกกล้วยและวางเปลือกไว้อย่างเป็นระเบียบ พระองค์จึงชื่นชอบและทรงเป็นห่วงว่าลิง อาจจะมีปัญหาจากความเป็นอยู่หากมีฝนตก พระองค์จึงตรัสว่าลิงที่อยู่ข้างนอกเขาเรียกไอ้จ๋อ แต่ถ้าเป็นลิงที่อยู่ในวังพระองค์ท่านได้พระราชทานชื่อ “คุณศักดิ์ดา” ในตำแหน่งมหาดเล็กเพื่อให้ถวายการอารักขาด้วยพระราชอารมณ์ขันของในหลวงรัชกาลที่ 9... -
“ธุดงค์ที่ภูกระดึงพบพระอรหันต์ปฏิสัมภิทาญาณ” ..(หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ)
“ธุดงค์ที่ภูกระดึงพบพระอรหันต์ปฏิสัมภิทาญาณ” ..
พระที่อยู่ที่นี่ทั้งหมด เป็นปฏิสัมภิทาญาณทั้งหมดใช่ไหม ท่านบอกว่า ใช่ ถามว่า พระคุณเจ้าฉันข้าวกับอะไรครับ กับเทวดาหรืออยู่ด้วยธรรมปีติ ท่านบอก อยู่ด้วยธรรมปีติ
ถามว่า ไม่ไปสงเคราะห์คนในบ้านในเมืองหรือครับ ท่านบอกว่า ไม่ใช่หน้าที่ หน้าที่ของฉันคือ บรรลุแล้วก็อยู่ในป่า คอยพระที่มาในป่า เมื่อไรพระเข้ามาในป่า พวกฉัน ฉันก็สอน
ก็เลยบอกว่า เวลานี้ผมต้องการรับคำสอนครับ รับคำสอนอย่างที่ชอบใจมากที่สุด ท่านถามว่า ชอบใจใคร บอก ชอบใจพระคุณเจ้าครับ ดูท่าทางยังหนุ่มมาก ยังไม่แก่
ท่านก็ยิ้ม บอก ชอบใจฉันนะ บอก ครับ ท่านเลยบอก
“เธอจงอย่าสนใจในรูป ขึ้นชื่อว่ารูปทั้งหมดเป็น อนิจจัง เป็นของไม่เที่ยง รูปทั้งหมดเป็นปัจจัยแห่งความทุกข์ เป็น ทุกขัง เป็นทุกข์ทั้งหมด รูปทั้งหมดเป็น อนัตตา ตายทั้งหมด พังทั้งหมด
อย่าสนใจในรูป จะเป็นคนก็ดี จะเป็นสัตว์ก็ดี จะเป็นนางฟ้า จะเป็นเทวดา จะเป็นพรหมก็ดี มีสภาพจุติทั้งหมด ไม่มีการทรงตัว สภาพที่ทรงตัวมีที่เดียว คือ นิพพาน
จงจำไว้ว่า นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป จงอย่าสนใจในรูป เห็นรูปแล้วจงคิด ไม่ใช่เอาตาหลบรูป... -
ธรรมะของในหลวงร.9
เหลือเพียง 4 วัน ก็จะถึงวันที่ 26 ตุลาคม 2560 เวลา 17.30-22.00 น. อันเป็นวันที่กำหนดให้มีพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทร
มหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระมหากษัตริย์ที่คนไทยทั้งผองเรียกพระนามว่า “พ่อหลวง”ผู้เขียนได้มีโอกาสอ่านหนังสือ “ธรรมะของพระเจ้าอยู่หัว” ซึ่งมีสาระสำคัญอย่างที่สุดของคนไทยเรานับมีคุณค่ายิ่งถ้าให้คนไทยทุกคนหากได้มีโอกาสอ่านรับรู้ ศึกษา ทบทวน เพราะสิ่งนี้เป็น “มงคลชีวิต” ที่พระองค์พระราชทานให้กับปวงชนชาวไทย เพราะพระองค์ทรงสถิตในใจของปวงชนชาวไทยชั่วนิรันดร์ และเมื่ออ่านแล้วสิ่งที่สำคัญที่สุดที่เราพึงกตเวทีต่อพระองค์ท่านได้ด้วย “การปฏิบัติ” ให้ได้ และยึดมั่นตาม “รอยธรรมคำสอน” ให้ได้แม้ “หนึ่งเปอร์เซ็นต์” (1%) ก็มีคุณค่าที่อาจกล่าวได้ว่า เราเป็นลูกที่ดีของ “พ่อหลวง”
…นับแต่วันแรกที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จขึ้นครองราชสมบัติ ในปี พ.ศ.2489 พระองค์มีพระราโชบายที่เด่นชัดมั่นคงในการปกครองชาวสยามทุกผู้ทุกนามทุกหนแห่ง ให้เกิดความร่มเย็นผาสุกเสมอภาค
ดังพระราชดำรัสที่ว่า “…เราจะปกครองแผ่นดินโดยธรรม... -
ตามรอยองค์ราชัน ณ วันที่ ร.๙ ทรงพระผนวช [คลิป]
“…ทุกคนที่ถือตัวว่าเป็นชาวพุทธ จะต้องสนใจศึกษาพระพุทธศาสนาตามภูมิปัญญา ความสามารถ และโอกาสของตนที่มีอยู่ เพื่อให้เกิดความรู้และความเข้าใจที่กระจ่างถูกต้องในหลักธรรม และเมื่อศึกษาเข้าใจแล้ว เห็นประโยชน์แล้ว ก็น้อมนำมาปฏิบัติ ทั้งในกิจวัตรและในกิจการงานของตน เพื่อให้ได้รับผล คือความสุข ความสงบร่มเย็น และความเจริญงอกงามในชีวิตเพิ่มพูนขึ้นเป็นลำดับ ตามขีดความสามารถและความประพฤติปฏิบัติของแต่ละคน…”
พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เพื่อเชิญไปอ่านในวันเปิดประชุมใหญ่ขององค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก ครั้งที่ ๑๕ ณ กรุงกาฏมันฑุ ประเทศเนปาล วันที่ ๒๗ พ.ย. ๒๕๒๙
เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๙ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเป็นพุทธศาสนิกชน มีพระราชประสงค์ที่จะทรงผนวชในพระบวรพุทธศาสนาตามโบราณราชประเพณี จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ได้กราบบังคมทูลพระกรุณาขอรับพระราชภาระสนองพระเดชพระคุณในการทรงผนวชในนามของรัฐบาลและประชาชนชาวไทย และได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้แต่งตั้งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ด้วยความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร... -
สมเด็จพระพุทธกัสสป ทรงสอนวิธีหนีอบายภูมิ อย่างง่าย
(วันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๑๕ )
สมเด็จพระพุทธกัสสป พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงสอนวิธีหนีอบายภูมิ อย่างง่าย
.. ท่านทรงแย้มพระโอษฐ์ ตรัสว่า
“ สัมพเกษี วิธีป้องกันนะ การยึดเหนี่ยวสถานที่หรือบุญกุศลที่ได้แล้ว มันเป็นของไม่ยาก พวกเธอจะเรียนกันมากไปนะ เวลาที่เธอเทศน์ก็เทศน์มากไป สอนชาวบ้านก็สอนมากไป แต่การสอนมากก็ให้เป็นไปตามอัธยาศัยของคน ก็เป็นของธรรมดานะสัมพเกษีนะ แม้แต่ตถาคตเองก็เหมือนกัน ต้องสอนถึง ๘๔๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ทั้งนี้ก็เพราะอัธยาศัย ของคนไม่เหมือนกัน คนกลุ่มนี้พูดอย่างนี้รู้เรื่อง คนกลุ่มโน้นพูดอย่างนี้ไม่รู้เรื่อง ต้องพูดกันใหม่ เธอกลับลงไปบันทึกเสียงเข้าไว้นะ บอกว่าตถาคตบอกว่าอย่างนี้ ”
“ ให้ลูกหลานของเธอทุกคน หรือบริษัทของเธอทุกคน ตั้งใจไว้อย่างฉันพูดนะ การไปสวรรค์ก็ดี การไปพรหมโลกก็ดี ไปนิพพานก็ดีเป็นของง่าย ไม่ใช่ของยาก ไม่ใช่ยากอย่างที่นักปราชญ์โลกเขาพูดกันเวลานี้ เวลานี้นักปราชญ์ทั้งหลาย นิยมความยาก สิ่งไหนก็ตามที่มันยากถือว่ามันดี เป็นแบบฉบับที่ถูกต้อง แต่ว่าฉันเห็นว่านั่นไม่ถูก ถ้าตามคติของฉัน ฉันว่าไม่ถูกต้อง เพราะสอนคนหรือพูดให้คนเข้าใจง่ายนั่นดี... -
"พระกัมมัฏฐาน" (หลวงปู่ฝั้น อาจาโร)
"พระกัมมัฏฐาน"
" .. ในระหว่างพรรษาที่บ้านบ่อชะเนง พระอุปัชฌาย์ลุย เจ้าคณะตำบลบ้านเค็งใหญ่ ได้ทราบว่า "พระอาจารย์กู่ และพระอาจารย์ฝั้นมาสร้างเสนาสนะป่าเป็นสำนักสงฆ์ขึ้น" ในเขตตำบลของท่าน จึงเดินทางไปขับไล่ "เพราะไม่ชอบพระกัมมัฏฐาน"
พระอุปัชฌาย์ลุยปรารภขึ้นว่า "ผมมาที่นี่เพื่อไล่พวกท่าน และจะไม่ให้มีพระกัมมัฏฐานอยู่ในเขตตำบลนี้" ท่านจะว่าอย่างไร
พระอาจารย์ฝั้นตอบไปว่า "ท่านมาขับไล่ก็ดีแล้ว กัมมัฏฐานนั้นได้แก่อะไร" ได้แก่ "เกสา คือผม โลมา คือขน นะขา คือเล็บ ทันตา คือฟัน และตะโจ คือหนัง"
ท่านเจ้าคณะก็เป็นพระอุปัชฌาย์ด้วย "ได้สอนกัมมัฏฐาน" แก่พวกกุลบุตรที่เข้ามาบวชเรียนเป็นศิษย์ของท่าน "ท่านก็คงสอนกัมมัฏฐานอย่างนี้ให้เขาไม่ใช่หรือขอรับ" แล้วท่านจะมาขับไล่กัมมัฏฐานด้วยวิธีใดกันล่ะ
"เกสา-โลมา" ท่านจะไล่ด้วยวิธีต้มน้ำร้อนลวกแบบ ฆ่าเป็ดฆ่าไก่ แล้วเอาคีมเอาแหนบมาถอนเช่นนี้หรือ? ส่วน "นะขา-ทันตา-และตะโจ" ท่านจะไล่ด้วยการเอาฆ้อนตีตะปูตีเอากระนั้นหรือไร? "ถ้าจะไล่กัมมัฏฐานแบบนี้กระผมก็ยินดีให้ไล่นะขอรับ"
พระอุปัชฌาย์ลุย "ได้ฟังก็โกรธมาก พูดอะไรไม่ออก คว้าย่ามลงจากกุฏิไปเลย" .. "... -
เมื่อผมโกรธควรจะทำอย่างไรครับ
เมื่อผมโกรธควรจะทำอย่างไรครับ
เคยมีพระลูกศิษย์ผู้มีโทสจริตรูปหนึ่ง กราบเรียนถามหลวงพ่อว่า“เมื่อผมโกรธควรจะทำอย่างไรครับ”
“ท่านต้องแผ่เมตตา” หลวงพ่อแนะนำ “ถ้าท่านมีโทสะในขณะภาวนาให้แก้ด้วยการแผ่เมตตา ถ้าใครทำไม่ดีหรือโกรธก็อย่าโกรธตอบ ถ้าท่านโกรธตอบท่านจะโง่ยิ่งกว่าเขา จงเป็นคนฉลาด สงสารเห็นใจเขา เพราะว่าเขากำลังเป็นทุกข์ จงมีเมตตาเต็มเปี่ยมเหมือนหนึ่งว่าเขาเป็นน้องชายที่รักยิ่งของท่าน เพ่งอารมณ์เมตตาเป็นอารมณ์ภาวนา แผ่เมตตาไปยังสรรพสัตว์ทั้งหลายในโลก เมตตาเท่านั้นที่จะเอาชนะโทสะและความเกลียดได้”
“บางครั้งท่านอาจจะเห็นพระภิกษุรูปอื่นปฏิบัติไม่สมควร ท่านจะรำคาญในใจ ทำให้เป็นทุกข์โดยใช่เหตุ นี่ไม่ใช่ธรรมะของเรา ท่านอาจจะคิดอย่างนี้ว่าเขาไม่เคร่งครัดเท่าฉัน เขาไม่ใช่พระกรรมฐานที่เอาจริงเอาจังเช่นฉัน เขาไม่ใช่พระที่ดี นี้เป็นกิเลสเครื่องเศร้าหมองอย่างยิ่งของตัวท่านเอง อย่าเปรียบเทียบ อย่าแบ่งเขาแบ่งเรา จงละทิฏฐิของท่านเสีย และเฝ้าดูตัวท่านเอง นี้แหละคือธรรมะของเรา ท่านไม่สามารถบังคับให้ทุกคนประพฤติปฏิบัติ ตามที่ท่านต้องการ หรือเป็นเช่นท่านได้... -
ดวงดี ดวงไม่ดี (หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน)
ดวงดี ดวงไม่ดี (หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน)
ศาสนธรรมที่พระพุทธเจ้าสอนไว้อยู่กับตนทั้งหมด เพราะธรรมมีอยู่ที่นั่น ไม่สอนไปอื่นให้ตะครุบเงากันไปยุ่งกันไป ท่านสอนตามหลักความจริงทั้งสิ้น เพราะเวลาพระพุทธเจ้าทรงปฏิบัติมาก็ปฏิบัติอย่างนั้น เมื่อทรงรู้เห็นขึ้นมาก็ทรงรู้เห็นขึ้นที่กายที่ใจของพระองค์ ไม่ได้ไปรู้ที่อื่นที่ใดพอจะสั่งสอนโลกไปที่อื่นๆ
เมื่อสั่งสอนสัตว์โลก ก็สั่งสอนเพื่อให้รู้เรื่องของตัวและรู้วิถีทางเดินของจิต คิดเรื่องผิดถูกอะไรบ้าง การกระทำทางกายวาจาทำอย่างไรผิดถูกประการใดบ้าง ทรงชี้แนว แนะแนวทางให้เข้าใจวิธีปฏิบัติต่อตนโดยถูกต้อง สิ่งใดที่เป็นภัยต่อตนด้วยการกระทำ สิ่งนั้นก็แนะนำสั่งสอนให้พยายามละถอน ซึ่งเป็นเหมือนกับสอนเพื่อถอดหัวหนามออกจากเท้าของเราที่กำลังเสียดแทงอยู่ฝ่าเท้า นั่นหลักศาสนาท่านสอนลงที่กายวาจาใจมนุษย์โดยเฉพาะไม่สอนไปที่อื่น หลักฐานสำคัญที่จะปฏิบัติตนให้ถูกต้องจึงอยู่ที่กาย วาจา ใจ ของเราเอง
ฉะนั้น จึงไม่ควรเชื่ออะไร ไม่ควรสนใจอะไรมากยิ่งกว่าความสนใจในธรรมะที่จะนำมาปรับปรุงแก้ไขตนเอง ส่งเสริมตนเองให้ถูกต้องดีงามตามหลักศาสนธรรม เชื่อเครื่องรางของขลัง... -
การทำบุญที่ท่านพระอาจารย์มั่นสรรเสริญ
การทำบุญที่ท่านพระอาจารย์มั่นสรรเสริญ
การสั่งสอนญาติโยมชาวบ้านหนองผือของท่านพระอาจารย์มั่นในสมัยนั้น ส่วนมากท่านจะเน้นให้ญาติโยมสมาทานศีลห้าเป็นหลัก ส่วนศีลแปดหรือศีลอุโบสถ ท่านไม่ค่อยจะเน้นหนักเท่าไหร่
ท่านกล่าวว่า ศีลห้าเหมาะสมที่สุดสำหรับฆราวาสญาติโยมผู้ครองเรือน ถ้างดเว้น ตลอดไปไม่ได้ก็ขอให้งดเว้นให้ได้ในวันพระวันศีล สำหรับการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตนั้นท่านบอกว่า ” สัตว์ที่มีบุญคุณนั้นห้ามเด็ดขาด ” นอกจากนั้นท่านกล่าวว่าเป็นธรรมดาของฆราวาสผู้ครองเรือน
แต่ถ้าวันพระวันศีลแล้วท่านให้งดเว้นสัตว์ทุกชนิด ท่านกล่าวว่า
” จะงดเว้นไม่ได้ดอกหรือ เพียงวันสองวันเท่านั้น การกินในวันรักษาศีลจะกินอะไรก็คงได้ ไม่จำเป็นต้องเป็น สัตว์ที่ฆ่าเอง แค่นี้ทำไม่ได้หรือ ไม่ตายดอก… ”
สำหรับการขอศีลนั้น ท่านไม่นิยมให้ขอ และท่านก็ไม่เคยให้ศีล ( ตอนอยู่หนองผือ ) ท่านให้ใช้วิธีวิรัติงดเว้นเอาเลย ไม่ต้อง ไปขอจากพระซ้ำ ๆ ซาก ๆ ผู้ใดมีเจตนาจะรักษาศีลจะเป็นศีลห้า ศีลแปดก็ตาม ให้ตั้งอกตั้งใจเอาเลย แค่นั้นก็เป็นศีลได้แล้ว และการ ถวายทานในงานบุญต่าง ๆ ท่านก็ไม่นิยมให้กล่าวคำถวายเช่นกัน
ท่านอธิบายว่า ”... -
พูดดีเข้าใจง่าย พูดร้ายเข้าใจยาก
พูดดีเข้าใจง่าย พูดร้ายเข้าใจยาก
คนที่ฉลาดแล้วสอนไม่มากหรอก ถ้าคนไม่ฉลาดสอนมากแค่ไหนก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่มันเกี่ยวกับคนสอนด้วยนะ
โดยมากคนเราเวลาไม่สบายใจจึงสอน อย่างเราจะสอนลูกเรา เราโกรธแล้วจึงสอน มันก็ด่ากันเท่านั้นล่ะ ไม่ยอมสอนกันดีๆหรอก ก็คนใจไม่ดีไปสอนกันทำไม
อาตมาว่าอย่าไปสอนในเวลานั้นให้ใจมันสบายก่อน มันจะผิดอย่างไรก็เอาไว้ก่อน ให้มันใจดีๆซะก่อน
นี่โยมจำไว้นะ อาตมาสังเกตโยมสอนลูกแต่เวลาโมโหเท่านั้นละ มันก็เจ็บใจละซิ เอาของไม่ดีให้เขา เขาจะเอาทำไม
ตัวเราก็เป็นทุกข์ ลูกเราก็เป็นทุกข์
นี่มันเป็นอย่างนี้ คนเรามันชอบดีๆทั้งนั้นละ แต่ความดีเราไม่พอ ให้ความดีมันไม่เป็นเวลา ไม่รู้จักบทบาท ไม่รู้จักกาลเวลา มันก็เป็นไปไม่ได้
อันนี้ก็เหมือนกันฉันนั้น อาหารที่มันอร่อย เราต้องทานทางปากมันจึงเกิดประโยชน์ ลองเอาเข้าทางหูซิมันจะเกิดประโยชน์ไหม อาหารอร่อยๆ จะมีประโยชน์ไหม คนเรามันมีประตูเหมือนกันละ ต้องเข้าหาประตู ทุกคนก็เป็นอย่างนั้น
หลวงพ่อชา
ที่มา พระอรหันต์ สายหลวงปู่มั่น -
“ใครก็อวดเก่ง สุดท้ายโลกพินาศ”
“ใครก็อวดเก่ง สุดท้ายโลกพินาศ”
“ท่านสิงห์ทองท่านเป็นนิสัยชอบตลก ที่เห็นเขาโบกมือ นึกว่าเขาจะโบกมือขอขึ้นรถไปด้วย นั่นน่ะเขาโบกมือจะเอาไหม จะให้เขาขึ้นไหม ถาม ตกลงกัน เอ้อ เอา ได้ค่าบุหรี่ซองหนึ่งก็เอา เอารับเสีย พอไปถึงแล้ว เอา ขึ้นลุง โอ๊ย พ่อไม่ขึ้นละ พ่อมาโบกมือขอจุดบุหรี่ หมดท่าเลย นี่ก็เลยต้องให้ผู้เฒ่าจุด พอจุดแล้วรถนี้มันรถถ่าน ติดยังไงมันก็ไม่ติด มันเป็นนำเฒ่าห่านี่ละๆ หัวเราะกันลั่น ติดรถมันไม่ติด จนกระทั่งรถติดแล้วผ่านไป นี่เฒ่าห่า ว่าอีก ทำรถเขาเสียเวลา ว่าจะได้ค่าบุหรี่ซองหนึ่งเลยไม่ได้
ท่านสิงห์ทองท่านนั่งรถมาด้วย อย่างนั้นถ้าเป็นเรื่องขบขันท่านสิงห์ทองเอาละ ไม่ลืมละ พูดเล่นพูดอะไรไม่ลืม.คือสมัยนั้นสงครามโลก จนกระทั่งไฟจุดบุหรี่ก็ไม่มี ต้องโบกมือขอจุดบุหรี่จากคนรถเขา ปีสงครามโลกดูเหมือนครั้งที่ ๒ ไฟจะจุดบุหรี่จะหุงข้าวก็ไม่มี มันอดอยาก ใครก็มีแต่คนเก่งๆ เลยเกิดตั้งแต่สงคราม มันจะไม่มีอะไรติดตัวมันจะตายกันหมดละ ใครก็อวดเก่งๆ สุดท้ายโลกพินาศ เก่งไหมนั่น คนนั้นก็เก่งคนนี้ก็เก่งเหมือนหมากัดกัน ครั้นกัดแล้วมันเจ็บทุกตัว ทั้งตัวแพ้ตัวชนะเจ็บด้วยกัน มันดีไหมล่ะนั่น...
หน้า 351 ของ 440