คลังเรื่องเด่น
-
อริยสัจจากพระโอษฐ์ ตอน มนุษย์เป็นอันมาก ได้ยึดถือเอาที่พึ่งผิด ๆ
อริยสัจจากพระโอษฐ์ ตอน มนุษย์เป็นอันมาก ได้ยึดถือเอาที่พึ่งผิด ๆ
มนุษย์ทั้งหลายเป็นอันมาก ถูกความกลัวคุกคามเอาแล้ว ย่อม ยึดถือเอาภูเขาบ้าง ป่าไม้ที่ศักดิ์สิทธิ์บ้าง สวนศักดิ์สิทธิ์บ้าง รุกขเจดีย์บ้าง ว่าเป็นที่พึ่งของตน ๆ : นั่นไม่ใช่ที่พึ่งอันทำความเกษมให้ได้เลย, นั่นไม่ใช่ที่พึ่งอันสูงสุด ; ผู้ใดถือเอาสิ่งนั้นๆ เป็นที่พึ่งแล้ว ย่อมไม่หลุดพ้นไปจากทุกข์ทั้งปวง ได้.
ส่วนผู้ใด ที่ถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่งแล้วเห็นอริยสัจทั้งสี่ ด้วยปัญญาอันถูกต้อง คือ เห็นทุกข์, เห็นเหตุเป็นเครื่องให้เกิดขึ้นของทุกข์, เห็นความก้าวล่วงเสียได้ซึ่งทุกข์, และเห็นมรรคประกอบด้วยองค์แปด อันประเสริฐ ซึ่งเป็นเครื่องให้ถึงความเข้าไปสงบรำงับแห่งทุกข์ : นั่นแหละคือ ที่พึ่งอันเกษม, นั่นคือ ที่พึ่งอันสูงสุด ; ผู้ใดถือเอาที่พึ่งนั้นแล้ว ย่อมหลุดพ้นไปจากทุกข์ทั้งปวง ได้แท้.
ที่มา- ธ. ขุ ๒๕/๔๐/๒๔. -
“ความรักในมุมมองของทางตะวันออกและพุทธศาสนา”(ป.อ. ปยุตฺโต)
ความรักแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือราคะกับเมตตา
“๑.แบบหนุ่มสาวที่รักโดยต้องการความรักตอบ(ราคะ)
เป็นความรักที่อยากให้ตัวเองมีความสุข อยากแสวงหาคนที่ทำให้ตัวมีความสุขได้
จะรักคนที่คิดว่า เขาจะทำให้เรามีความสุขได้ เป็นความรักของหนุ่มสาวทั่วไป
ที่เราพูดถึงคือ “รักคนที่เราคิดว่า เขาเป็นคนที่จะทำ ให้เรามีความสุขได้ ถ้ามองในมุมนี้
ความรักแบบนี้ค่อนข้างจะเห็นตัวเองเป็นใหญ่ คือยึดเอาความต้องการของตัวเองเป็นที่ตั้ง ถ้ารักใครแล้วเขารักตอบ เราก็จะมีความสุข ถ้าเขาไม่รัก หรือทำให้เราไม่พอใจ เราก็จะทุกข์
เป็นลักษณะที่คนทั้งคู่ ต่างฝ่ายต่างอยากให้อีกคนมารักตอบ คือมาทำให้ตัวเองมีความสุขนั่นเอง
เมื่อได้อย่างหวัง เราก็จะพอใจ และบอกตัวเองว่ามีความสุข”
จริงๆแล้วถ้าทุกคนมีความรักกันแบบนี้ก็มักจะลงเอยด้วยการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกัน
เพราะมันเป็นความรักที่ปนกับความเห็นแก่ความสุขของตนเองเป็นที่ตั้ง
เป็นความรักที่ “อยากได้”มากกว่า “อยากให้” เพราะต้องได้เขามา เราจึงมีความสุข
และถ้าคนๆนั้นไม่ตอบสนองเรา ไม่ว่าในเรื่องใด เราก็จะเป็นทุกข์ทันที ในทางพระเรียกความรักชนิดนี้ว่า “ราคะ”... -
คำสอนหลวงพ่อเรื่อง “โลกธรรม ๘ ประการ”(หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ)
คำสอนหลวงพ่อเรื่อง “โลกธรรม ๘ ประการ”..
.. เมื่อทรงความดีตามนี้ได้แล้ว หลังจากนี้ไปก็พิจารณาตามคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระประทีปแก้ว ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า “จงอย่าติดในโลกธรรมทั้ง ๘ ประการ”
คืออย่าหวั่นไหว ให้เข้าใจตามความเป็นจริงว่าคนก็ดี สัตว์ก็ดี ที่เกิดมาในโลกนี้ แม้แต่วัตถุธาตุที่ไร้วิญญาณ รูปปั้นที่ไร้วิญญาณก็ต้องกระทบกระทั่งกับอาการของโลกธรรม ๘ ประการ คือเขาไม่กระทบแต่โลกธรรมเข้าไปกระทบเอง
“โลกธรรม ๘ ประการ” คือ
๑.”ได้ลาภ”
๒.”เสื่อมลาภ”
ทีนี้คนก็ดี สัตว์ก็ดี ก็ต้องมีการหวังได้ ถ้าเราไม่ได้เราก็อดตาย ก็มีความจำเป็นจะต้องทำ จะต้องแสวงหาก็ขอให้แสวงหาด้วยความบริสุทธิ์ผุดผ่อง อย่าคดอย่าโกง อย่าลักอย่าขโมย อย่ายื้ออย่าแย่งของของเขา
ชีวิตของเราเลี้ยงไม่มากมันก็ทรงตัวแล้วต่อไปมันก็ต้องตาย ต่อมาได้ลาภแล้ว ความเสื่อมลาภก็ต้องสลายมีขึ้นอีก เพราะลาภที่ได้มาเราได้มาเพื่อใช้สอย ฉะนั้นเราก็ต้องมั่นใจว่าลาภที่เราได้มานี่มันก็ต้องหมดไปวันหนึ่งข้างหน้า
รวมความว่าได้ลาภมาแล้วอย่าดีใจเกินไป อย่าลืมตัวคิดว่าทรัพย์สมบัติส่วนนี้จะอยู่กับเราตลอดกาลตลอดสมัย ถ้าลาภสลายตัวไปเราก็ไม่เสียใจ... -
คาถาป้องกันอันตรายทุกอย่าง( หลวงพ่อฤาษีลิงดำ)
คาถาป้องกันอันตรายทุกอย่าง
เมื่อคืนนี้เวลา ๓ ทุ่มกลับไปจากที่นี่ ก่อนจะฟังนะ ทุกคนตั้งใจนึกถึงพระพุทธเจ้า แล้วก็ภาวนาคาถาของท่านว่า สัมปติจฉามิ กับสัมปจิตฉามิ ว่าต่อกันไปเลยนะ
สัมปติจฉามิ นี่ผลก็คือ
(๑) ข้าศึกไม่เห็นตัว
(๒) มีเมตตามหานิยมทุกอย่าง เป็นเมตตาบารมี แล้วก็
(๓) ป้องกันอันตรายทุกอย่าง ทุกคนภาวนาว่า สัมปติจฉามิ นะ แล้วก็บทที่ ๒ สัมปจิตฉามิ ถ้าใครเขากลั่นแกล้งเราสักเพียงใดก็ตาม ผลการกลั่นแกล้งนั้นจะตกแก่ผู้กระทำและพรรคพวก
ก็รวมความว่า สัมปติจฉามิ กับสัมปจิตฉามิ ให้ทุกคนภาวนาไว้เป็นปกติ เวลาจะภาวนาให้นึกถึงพระพุทธเจ้าก่อน ถ้าภาวนาคาถา ๒ บทนี้ หรือบทใดบทหนึ่งถือว่าเป็น พุทธานุสสติกรรมฐาน
ทั้งนี้เพราะว่าเป็นคาถาที่พระพุทธเจ้าให้โดยตรง
ธัมมวิโมกข์ ฉบับที่ ๓๕๐ เดือนพฤษภาคม ๒๕๕๓ หน้า ๓๕
ที่มา คำสอนหลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง -
คำสอนหลวงพ่อเรื่อง “พิจารณาในวิปัสสนาญาณ ๙”
คำสอนหลวงพ่อเรื่อง “พิจารณาในวิปัสสนาญาณ ๙”..
.. การละสังโยชน์ เพื่อพ้นทุกข์ โดยการเดินศีล สมาธิ ปัญญา ต้องพิจารณาในลำดับวิปัสสนาญาณ ๙ สังโยชน์ ๑๐ ข้อนี้ ถ้าท่านพิจารณาวิปัสสนาญาณแล้ว จิตค่อยๆ ปลดอารมณ์ที่ยึดถือได้ครบ ๑๐ อย่างโดยไม่กำเริบอีกแล้ว ท่านว่า “ท่านผู้นั้นบรรลุอรหัตผล”
เครื่องวัดอารมณ์ที่พระพุทธเจ้าตรัสจำกัดไว้อย่างนี้ ขอนักปฏิบัติจงศึกษาไว้ แล้วพิจารณาไปตามแบบท่านสอน เอาอารมณ์มาเปรียบเทียบกับสังโยชน์ ๑๐ ทางที่ดีควรคิดเอาชนะกิเลสคราวละข้อ เอาชนะให้เด็ดขาด แล้วค่อยเลื่อนเข้าไปทีละข้อ ข้อต้นๆ ถ้าเอาชนะไม่ได้ก็อย่าเพิ่งเลื่อนเข้าไปหาข้ออื่น ทำอย่างนี้ได้ผลเร็ว เพราะข้อต้นหมอบแล้ว ข้อต่อไปไม่ยากเลย จะชนะหรือไม่ชนะก็ขอต้นนี้แหละ เพราะเป็นของใหม่ และมีกำลังครบถ้วนที่จะต่อต้านเรา
ถ้าด่านหน้าแตก ด่านต่อไปง่ายเกินคิด ขอให้ข้อคิดไว้เพียงเท่านี้ ต่อไปจะนำเอาวิปัสสนาญาณสามนัยมากล่าวไว้ พอเป็นแนวปฏิบัติพิจารณา วิปัสสนาญาณ ๙
๑.อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ พิจารณาเห็นความเกิดและความดับ
๒.ภังคานุปัสสนาญาณ พิจารณาเห็นความดับ
๓.ภยตปัฏฐานญาณ พิจารณาเห็นสังขารเป็นของน่ากลัว... -
ยินดีต้อนรับสู่ฟาร์มศพ
สถานที่แห่งนี้ไม่เหมาะสำหรับคนขวัญอ่อน เพราะไม่ว่าคุณจะมองไปที่ไหนก็ตาม คุณจะเห็นแต่ศพ ศพ และศพเต็มไปหมด และทั้งหมดนี้คือของจริงล้วนๆ ร่างของผู้เสียชีวิตทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาจากคณะมานุษยวิทยา สาขามานุษยวิทยานิติเวช ของมหาวิทยาลัยเท็กซัส ศพเหล่านี้ถูกทิ้งให้เน่าเปื่อยตามเงื่อนไขและสภาพแวดล้อมต่างๆ เพื่อช่วยให้นักวิจัยศึกษาวิธีการเน่าสลายที่แตกต่างกัน ในการไขปริศนาอาชญากรรม
Krystle Lewis นักศึกษาผู้เข้าร่วมการศึกษาครั้งนี้ด้วยกล่าวว่า เธอกำลังศึกษาว่าเสื้อผ้าที่ติดอยู่กับร่างของผู้ตายนั้น จะส่งผลอย่างไรต่อศพ ในขณะที่ Justin Demere นักศึกษาอีกคนศึกษาเกี่ยวกับศพที่ถูกฆาตกรรมซึ่งร่องรอยที่ฆาตกรอำพรางไว้ จะถูกไขให้กระจ่าง
ทั้งนี้ร่างของผู้เสียชีวิตทั้งหมด ทางคณะได้รับมาจากการบริจาค เพื่อการศึกษาทดลองโดยเฉพาะ
----------------
ขอบคุณที่มา
http://www.ngthai.com/science/4136/welcome-to-the-body-farm/ -
วิจารณ์แซ่ด! เด้ง “พงศ์พร” พ้นสำนักพุทธฯ
กลายเป็นประเด็นที่จะเรียกว่า “หมูไม่กลัวน้ำร้อน” ได้หรือเปล่า เพราะหลังจากคณะรัฐมนตรีมีมติให้โอนย้าย พันตำรวจโท พงศ์พร พราหมเสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ไปเป็นผู้ตรวจราชการประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แ
ละ คุณออมสิน ชีวะพฤกษ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ก็ได้แต่งตั้งรองผู้อำนวยการสำนักพุทธฯ เข้าไปรักษาราชการแทนผู้อำนวยการฯ / ปรากฏว่า คุณพงศ์พร กลับทำหนังสือโต้แย้งคำสั่งย้าย ยืนยันว่าไม่มีผลทางกฎหมาย และตนเองยังอยู่ในตำแหน่งเดิม ขณะที่การเปลี่ยนตัวผู้อำนวยการสำนักพุทธฯครั้งนี้ มีเสียงวิจารณ์กันให้แซ่ดว่ารัฐบาลถูกกดดันจากพระผู้ใหญ่ที่ไม่พอใจการตรวจสอบเรื่อง “เงินทอนวัด” หรือเปล่า
นี่คือหนังสือของ พันตำรวจโท พงศ์พร ที่ทำถึง คุณออมสิน ชีวะพฤกษ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุเหตุผลรวมทั้งหมด 7 ข้อ สรุปก็คือการรับโอนและการให้ไปช่วยราชการเป็นผู้ตรวจราชการสำนักนายกฯนั้น ไม่ได้เป็นไปโดยความสมัครใจ และเรื่องนี้จะมีผลให้พ้นจากตำแหน่งจริงๆ นับแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ฉะนั้นวันนี้ตนเองยังอยู่ในตำแหน่งต่อไป และมีอำนาจหน้าที่ในตำแหน่งทุกประการ จนกว่าจะเข้าเงื่อนไข /... -
พศ.อึ้งเกมFight of Gods พระพุทธเจ้าต่อสู้พระเยซู
วันนี้(7 ก.ย.) นายประดับ โพธิกาญจนวัตร โฆษกสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) เปิดเผยว่า พศ.ได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชน และองค์กรเครือข่ายชาวพุทธ เกี่ยวกับเนื้อหาของเกมไฟว์ออฟก๊อด (Fight of Godsဌ) โดยมีวางจำหน่ายในระบบขายเกมออนไลน์ชื่อดังหลายเว็บไซต์ ซึ่งเกมดังกล่าวมีเนื้อหาที่เกี่ยวกับ ศาสนา ที่หยิบยกศาสดาของแต่ละศาสนา และเหล่าทวยเทพมาต่อสู้กัน เช่น พระพุทธเจ้าต่อสู้กับพระเยซู เป็นต้น พร้อมโฆษณาด้วยถ้อยคำว่า พระพุทธองค์ ปะทะ พระเยซู แมทช์หยุดโลกหยุดจักรวาลกันเลย ดังนั้น ทางภาคประชาชน องค์กร เครือข่ายชาวพุทธจึงเห็นว่า ไม่เหมาะสม ที่จะนำความเชื่อทางศาสนามาทำเกม ที่สำคัญยังนำศาสดาของแต่ละศาสนามาต่อสู้กัน เป็นการดูหมิ่นศาสดา และอาจจะสร้างความรู้สึกแตกแยกทางศาสนาเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งกระทบต่อความรู้สึกต่อผู้ที่ศรัทธาต่อพระพุทธศาสนา และศาสนาอื่นๆด้วย
นายประดับ กล่าวต่อไปว่า พศ.จะประสานข้อมูลดังกล่าวไปยังกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงวัฒนธรรม เนื่องจากพศ.ได้ตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้น พบว่า ผู้ผลิตเกมดังกล่าวอยู่ในต่างประเทศ... -
พระบารมีพระพุทธเจ้าหลวง กับดงพญาไฟ
อ่านแล้วขนลุก!! พระบารมีพระพุทธเจ้าหลวง กับ "ตำนานดงพญาไฟ" ป่าอาถรรพ์..ร.๕ ถึงกับพระราชทานตราแผ่นดินมาประทับที่โคนต้นไม้ เพื่อแก้เคล็ด
“ตำนานผาเสด็จ ดงพญาไฟ” พระบารมีในสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ร.๕ ตำนานของผาเสด็จ ในปีพ.ศ.๒๔๓๓ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ตั้งกรมรถไฟขึ้นใน สยามประเทศ ต่อมาในปีพ.ศ.๒๔๓๙ ก็ได้ให้มีการดำเนินก่อสร้างเส้นทางรถไฟต่อไปยังจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งการทำทางรถไฟนั้นจะต้องผ่านดงพญาไฟ ซึ่ง"ดงพญาไฟ" สมัยนั้นก็คือ "ดงพญาเย็น" สมัยนี้ เหตุที่เรียกว่า ดงพญาไฟ ก็เพราะในดงทึบแห่งนี้เต็มไปด้วยภยันตรายต่างๆ นานา ไม่ผิดกับเดินเข้ากองไฟ พูดง่ายๆ ว่าคนที่เดินทางผ่านดงแห่งนี้ น้อยรายจะรอดชีวิต ไม่เสียชีวิตเพราะไข้ป่า ก็เพราะถูกสัตว์ร้ายเช่นเสือสิงห์กระทิงแรดกัดจนสิ้นชีวิต
แต่ที่ร้ายไปกว่านั้นก็คือ ”ผี” ผีดุเอามากๆ เล่าว่าเจ้าหน้าที่และคนงานที่สร้างทางรถไฟ ถูกผีหลอกหลอนเป็นไข้หัวโกร๋นตามๆ กันซ้ำยังมีเทือกเขาอยู่หลายแห่งขวางเส้นทาง ความจริงจะตัดหรือระเบิดอ้อมไปด้านข้างเคียงก็พอจะทำได้ แต่เส้นทางจะคดเคี้ยวดูไม่สวยงาม... -
สุดช๊อก!! บ้านพักผู้นำโลก ผีเฮี้ยนจน ปธน. อยู่ไม่ได้!!!
สัปดาห์นี้ขอเสนอทำเนียบประธานาธิบดี 3 แห่งที่จะมาประชันความเฮี้ยนกันจนประธานาธิบดีหรือนายกรัฐมนตรีต้องออกตัวขอกลับไปอยู่บ้านตัวเองดีกว่า เพราะเจอวิญญาณสุดสะพรึง
หลายคนคงรู้จักและได้ยินกิตติศัพท์ร่ำลือเรื่องวิญญาณใน “บ้านพิษณุโลก” หรือบ้านประจำตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของไทยที่ทำให้ผู้นำของเราหลายยุคหลายสมัยไม่มีใครกล้าเข้าไปอาศัยอยู่ที่นั่นจริงๆ จังๆ เลยสักคน นี่แหละหนา...ยิ่งเก่า ยิ่งขลัง ยิ่งมีเรื่องลึกลับในค้นหา...
แต่ไม่ใช่ที่ประเทศไทยที่เดียวนะคะที่บ้านพักนายกฯ มีความเฮี้ยน!! ในอีกหลายๆ ประเทศก็เฮี้ยนไม่แพ้กันจนเหล่าประธานาธิบดีหรือนายกรัฐมนตรีต้องออกตัว “ขอกลับไปอยู่บ้านตัวเองดีกว่า” อยู่บ้านประจำตำแหน่งไม่ได้เพราะเจอวิญญาณที่ไม่พึงประสงค์ สัปดาห์นี้หมวยขอเสนอทำเนียบประธานาธิบดี 3 แห่งมาประชันความเฮี้ยนกับ “บ้านพิษณุโลก” เสียหน่อย
1. ที่แรกต้องยกให้กับบ้าน “โซริ ไดจิน โคเทอิ” ของญี่ปุ่น
ตัวบ้านล้อมรอบไปด้วยสวนญี่ปุ่นสวยงาม แต่ภายใต้รูปลักษณ์ที่สวยงามนี้ บ้านซึ่งสร้างมาตั้งแต่ปี 1929 ได้ผ่านเหตุการณ์การยึดอำนาจและฆาตกรรมมาแล้วหลายครั้ง... -
การปฏิบัติไม่ก้าวหน้าเสียที
ถาม : การปฏิบัติไม่ก้าวหน้าเสียที
ตอบ : ทำขาด การปฏิบัติของเราขาดความต่อเนื่อง ต้องถามว่า ถ้าเราจะเอาผลภายใน ๒๔ ชั่วโมง แล้วเราให้เวลาในการปฏิบัติกี่ชั่วโมง?
ถ้าจะเอาให้ได้ผลจริง ๆ ต้องทุ่มเทให้กับการปฏิบัติ แต่ว่าการทุ่มเทไม่ได้หมายถึง เราไม่ทำอย่างอื่นเลย หากแต่ว่าเวลาเราทำแล้วให้กำลังใจทรงตัว ลุกแล้วอย่าทิ้งเลย ให้รักษากำลังใจนั้นเอาไว้ให้อยู่กับเรา จะพูด นอน เดิน ยืน กิน จะทำอะไรก็ตาม ให้กำลังใจเหมือนกับตอนที่เรานั่งปฏิบัติ
ถ้าสามารถทำอย่างนี้ให้ต่อเนื่องได้ ความก้าวหน้าจะมี ถ้าทำอย่างนี้ไม่ได้ ก็อยู่แค่นั้นแหละ
สนทนากับพระอาจารย์เล็ก สุธมฺมปญฺโญ
เดือนมิถุนายน ๒๕๕๒ ณ บ้านอนุสาวรีย์
ที่มา วัดท่าขนุน -
ใจมันแย่งกัน - หลวงพ่อพระราชพรหมยาน วัดท่าซุง
ใจมันแย่งกัน
ท่านบันทึกว่าพระ หมายถึงองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จมาแล้ว ก็ทรงสั่งว่า คืนนี้ใจมันแย่งกันนะ คำว่าใจมันแย่งกัน ก็หมายความว่าการเจริญกรรมฐานเดี๋ยวจะภาวนาบทนั้น เดี๋ยวจะภาวนาบทนี้ เดี๋ยวจะพิจารณาอย่างนี้ ถ้าอารมณ์มันแย่งกันอย่างนี้แล้ว การบรรลุมรรคผลมันจะช้ำ ทำให้มันทรงตัวเรียงตามลำดับ การเรียงอันดับก่อนนับกันมาตั้งแต่
1. จับอานาปานสติกรรมฐานควบกับพุทธานุสสติ
กรรมฐาน
2. หลังจากนั้นก็เอาจิตทรงพรหมวิหาร 4
3. จับกายคตาสติ
4. จับมรณัสสติ
5. จับอุปสมานุสสติ
6. จับอริยสัจ
ว่ากันมาตามลำดับให้จิตมันทรงตัว ท่านสั่งว่าให้ทำไปตามลำดับเพราะจิตเรามันยุ่ง องค์ภาวนาผ่านลำดับไม่เป็นเรื่องแล้วก็เพ่งสังโยชน์เข้า เมื่อองค์ภาวนาผ่านลำดับมาแล้วจิตหยุด ให้เพ่งสังโยชน์ 10 คือจับสังโยชน์ 10 วัดดูว่า เวลานี้สังโยชน์ 10 ประการ เราตัดตัวไหนไปได้แล้วบ้างที่ตัดได้แล้วมันทรงตัวไหม ถ้ามันไม่ทรงตัว แสดงว่าเราตัดไม่ได้จริง ถ้าส่วนใดที่ทรงตัวอยู่ แสดงว่าอันนั้นได้จริง นี่ท่านว่าอย่างนี้นะจำไว้ให้ดีนะ ว่าสังโยชน์ 10 ที่ต้องกำหนดไว้เสมอๆ พิจารณาไว้เสมอว่า จิตของเราสามารถเอาชนะจุดไหนได้แล้ว... -
หลวงปู่ขาวกับเด็กน้อย
เรื่องเล่า: หลวงปู่ขาวกับเด็กน้อย
หลวงปู่ขาว อนาลโย วัดถ้ำกลองเพล จ.หนองบัวลำภู
เขียนเล่าเรื่อง พระไพศาล วิสาโล
หลวงปู่ขาว อนาลโย เป็นวิปัสสนาจารย์สายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ที่มีลูกศิษย์ลูกหานับถือมากโดยเฉพาะในภาคอีสาน ท่านเป็นพระที่เด็ดเดี่ยวมั่นคงในสมาธิภาวนาจนเป็นที่เลื่องลือ ขณะเดียวกันท่านก็เปี่ยมไปด้วยเมตตาอย่างมาก
มีเรื่องเล่าว่าคราวหนึ่ง แม่พาเด็กสามขวบมาถวายอาหารเช้าให้หลวงปู่ขาว ในฝาบาตรของหลวงปู่นั้นมีเงาะซึ่งปลอกเปลือกเรียบร้อยวางอยู่ใกล้ ๆ เด็กไม่เคยเห็นเงาะ ก็สนใจเพราะมันขาวน่ากินดี
หลวงปู่จึงถามเด็กน้อยว่าอยากกินหรือเปล่า ถ้าอยากกินต้องแลกกันนะ เด็กตอบประสาซื่อว่า อยากกิน แล้วถามว่าอยากกินต้องทำอย่างไร
หลวงปู่บอกให้นั่งสมาธิ เด็กถามว่านั่งสมาธิทำอย่างไร หลวงปู่จึงแนะว่า ให้นั่งขัดสมาธิ ขาขวาทับขาซ้าย มือขวาทับมือซ้าย หลับตา แล้วภาวนาไปด้วย
เด็กน้อยถามต่อว่าภาวนาอย่างไร หลวงปู่ขาวก็บอกว่าให้ภาวนาว่า “หมากเงาะ” (ภาษาอีสานเรียกลูกเงาะว่าหมากเงาะ )
เด็กก็ทำตาม ทีแรกเด็กนั่งไปก็เลียริมฝีปากไปด้วยเพราะอยากกินมาก แต่พอนั่งสมาธิไปสักพัก จิตก็รวมเป็นหนึ่ง รู้สึกสบาย... -
ทำของยากให้ง่าย (พระอาจารย์เล็ก สุธมฺมปญฺโญ)
ทำของยากให้ง่าย
“พวกเราน่าจะฟังภาษาบาลีออก เวลาที่พระสวดมนต์ เวลาที่พระให้พร จริง ๆ แล้วเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งนั้น ทีนี้เราฟังไม่ออกก็กลายเป็นว่าขลังศักดิ์สิทธิ์ ความจริงพรจะขลังและศักดิ์สิทธิ์ก็ต่อเมื่อเราทำตาม
พระองค์ท่านตรัสว่า อภิวาทนสีลิสฺส นิจฺจํ ผู้มีปกติอ่อนน้อมต่อผู้ทรงศีลนั้น วุฑฺฒาปจายิโน จตฺตาโร ธมฺมา วฑฺฒนฺติ ย่อมเป็นผู้ที่เจริญไปด้วยธรรมะสี่ประการ คือ อายุ วณฺโณ สุขํ พลํ เจริญด้วยอายุ เจริญด้วยวรรณะ เจริญด้วยความสุข เจริญด้วยกำลัง
พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้ทั้งนั้น ทีนี้พวกเราฟังไม่ออก ไม่รู้แปลว่าอย่างไร รับไปขลัง ๆ เท่านั้น เป็นเรื่องที่น่าเสียดายมาก เพราะถ้าฟังออกจะรู้ว่ามีอะไรดี ๆ เยอะมาก
พระพุทธเจ้ากล่าวถึงธรรมะของพระองค์ท่านว่า มีอยู่เป็นปกติอยู่แล้ว ท่านมาพบเข้าจึง วิวรติ วิภชติ เอามาจำแนก เอามาแยกแยะ อาจิกฺขติ เทเสติ เอามาบอกกล่าว เอามาแสดง ปญฺญเปติ ปฏฺฐเปติ เอามาบัญญัติ เอามาก่อตั้ง อุตฺตานีกโรติ ทำของลึกให้ตื้น (ทำของยากให้ง่าย)
สมัยหลัง ๆ นี่คนเขาชอบสอนของยากให้ยากยิ่งขึ้น คนก็เลยเข้าถึงธรรมได้น้อย ความจริงพระพุทธเจ้าท่านสอนธรรม... -
เปิด 20 ประเทศ !!! ใจบุญมากที่สุดในโลกประจำปี 2017 ไทยติดอันดับ 16
ดัชนี World Giving Index มุ่งวัดพฤติกรรมที่สะท้อนความใจบุญสุนทานของพลเมืองใน 139 ประเทศทั่วโลก โดยอาศัยข้อมูลจากแกลลัปโพลซึ่งสอบถามประชาชน 146,000 คน และใช้เกณฑ์ทั้งหมด 3 ข้อ ได้แก่ การบริจาคเงินให้แก่มูลนิธิ การเป็นอาสาสมัคร และการให้ความช่วยเหลือคนแปลกหน้า
รายงานประจำปี 2017 พบว่า สัดส่วนประชากรโลกที่มีการบริจาคเงินในปี 2016 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ทางมูลนิธิเก็บข้อมูลสำหรับจัดทำรายงานของปีนี้ ลดลงต่ำที่สุดในรอบ 3 ปี
ประเทศตะวันตกซึ่งมีดัชนีความใจบุญติด 20 อันดับแรกของโพล ได้แก่ นิวซีแลนด์, สหรัฐอเมริกา,ออสเตรเลีย, แคนาดา, ไอร์แลนด์, เนเธอร์แลนด์, สหราชอาณาจักร, มอลตา, ไอซ์แลนด์, เยอรมนี และนอร์เวย์ ล้วนมีคะแนนลดลงระหว่าง 1-5 จุดในปีนี้ ส่วนคะแนนรวมของทวีปยุโรป เอเชีย และโอเชียเนีย ก็นับว่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา
ผลสำรวจพบว่า แอฟริกาเป็นทวีปเดียวที่มีคะแนนความใจบุญสุนทานเพิ่มขึ้นกว่าค่าเฉลี่ยในรอบ 5 ปี
“แม้ทวีปของเราจะเผชิญวิกฤตท้าทายมากมาย แต่ก็น่าปลื้มใจที่ผู้คนมีน้ำใจไมตรีต่อกันมากขึ้น” จิลล์ เบตส์ ผู้บริหาร CAF ประจำภูมิภาคแอฟริกา ระบุ... -
การพิจารณาคลื่นทะเลให้อนิจจัง(พระอาจารย์เล็ก สุธมฺมปญฺโญ)
ถาม : (ถามถึงการพิจารณาคลื่นทะเลให้อนิจจัง)
ตอบ : คลื่นทะเลที่ทยอยเข้าสู่ฝั่ง ลูกแรกหมดไป ลูกที่สองก็มา ลูกที่สองหมดไป ลูกที่สามก็มา เที่ยงแท้แน่นอนเสียที่ไหนล่ะ ? เปลี่ยนแปลงแปรปรวนไปเรื่อย ๆ
และขณะเดียวกัน ถ้าหากทะลเป็นคน ลักษณะการทำงานที่อยู่ในลักษณะนั้นทุกข์ไหมล่ะ ? มานั่งดูอยู่อย่างนี้ เราเองก็ทุกข์ เขาเองก็ทุกข์ แล้วจนกระทั่งในที่สุด ผลสุดท้ายจริง ๆ ทะเลก็อาจเหือดแห้งไม่มีอะไรเหลือ ตัวเราเองก็อาจตกตายไม่มีอะไรเหลืออยู่
สรุปแล้วก็ไม่มีอะไรทั้งสิ้น คลื่นระลอกแรกที่เข้าสู่ฝั่งอาจเหมือนคนที่เกิดขึ้นมาก่อน เกิดก่อน ก็แก่ก่อนแล้วก็ตายก่อน ระลอกถัดไปก็เกิดตามมา ตายตามมา มีสิ้นสุดเสียที่ไหน ในที่สุดทุกสิ่งทุกอย่างก็วนเวียนไม่รู้จบอยู่อย่างนี้ เมื่อไรจะหลุดพ้นไปได้ ถ้าเราไม่ปรารถนาการเกิด เราก็จะหลุดพ้นสภาพเช่นนี้ไปได้ ค่อย ๆ คิด ง่ายจะตายไป
สนทนากับพระอาจารย์เล็ก สุธมฺมปญฺโญ
เดือนมีนาคม ๒๕๔๕ ณ บ้านอนุสาวรีย์ฯ
ที่มา วัดท่าขนุน -
เรื่องเล่าในพระธรรมบท ตอน หญิงคนใดคนหนึ่งที่จะสึกพระ
เรื่องเล่าในพระธรรมบท ตอน หญิงคนใดคนหนึ่งที่จะสึกพระ
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภหญิงคนใดคนหนึ่ง ตรัสพระธรรมบท พระคาถาที่ 99 นี้
พระภิกษุผู้ถือบิณฑบาตเป็นวัตรรูปหนึ่ง เรียนกัมมัฏฐานในสำนักของพระศาสดาแล้ว เข้าไปบำเพ็ญสมณธรรมอยู่ในสวนแห่งหนึ่ง และก็มีหญิงนครโสเภณีคนหนึ่งทำการนัดหมายกับชายผู้หนึ่งเพื่อไปหาความสุขทางกามารมณ์ด้วยกัน แต่ชายที่นัดหมายกันนั้นไม่ได้มาตามนัด นางหันมาพบพระภิกษุรูปนั้นนั่งสมาธิอยู่ก็ได้เกิดความคิดขึ้นว่า พระก็เป็นผู้ชายเหมือนกัน คงจะพอ “แก้ขัด” ได้บ้าง จึงได้เย้ายวนพระภิกษุนั้นด้วยวิธีการต่างๆ พระภิกษุนั้นเกิดธรรมสังเวชแผ่ซ่านไปทั่วสรีระ พระศาสดาประทับอยู่ในพระคันธกุฎี ทอดพระเนตรเห็นพระภิกษุนั้นด้วยตาทิพย์และได้ทรงแผ่โอภาสไปตรัสกับภิกษุรูปนั้นว่า “ภิกษุ ที่ที่ไม่รื่นรมย์ของพวกคนผู้แสวงหากามนั่นแหละ เป็นที่รื่นรมย์ของผู้มีราคะปราศจากแล้วทั้งหลาย”
จากนั้น พระศาสดาได้ตรัส พระธรรมบท พระคาถาที่ 99 ว่า
รมณียานิ อรญฺญานิ
ยตฺถ น รมตี ชโน
วีตราคา รเมสฺสนฺติ
น เต กามคเวสิโนฯ
พระอรหันต์ผู้ปราศจากราคะแล้ว
จักยินดีในป่า อันน่ารื่นรมย์... -
เรื่องเล่าในพระธรรมบท ตอน เรื่องพระขทิรวนิยเรวตเถระ ผู้เห็นภัยในการครองเรือน
เรื่องเล่าในพระธรรมบท ตอน เรื่องพระขทิรวนิยเรวตเถระ ผู้เห็นภัยในการครองเรือน
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพระเรวตเถระ ผู้อยู่ที่ป่าสะแก ตรัสพระธรรมบท พระคาถาที่ 98 นี้
เรวตะเป็นน้องชายคนเล็กของพระสารีบุตรเถระพระอัครสาวกเบื้องขวา โดยเป็นน้องชายเพียงคนเดียวในบรรดาน้องชายและน้องสาวของพระสารีบุตร ที่ยังมิได้บรรพาอุปสมบทเป็นภิกษุหรือภิกษุณี บิดามารดาของเรวตะจึงต้องการให้เรวตะสืบสกุล เพราะเห็นว่า “อุปติสสะบุตรของเรา ละสมบัติประมาณเท่านี้บวชแล้ว ยังชักชวนน้องสาว 3 คน น้องชาย 2 คน ให้บวชด้วย เรวตะผู้เดียวเท่านั้นยังเหลืออยู่ ถ้าอุปติสสะจักชักชวนเรวตะให้บวชเสียแล้ว ทรัพย์ของเราประมาณเท่านี้ก็จักฉิบหาย วงศ์สกุลจักขาดศูนย์ เราจักผูกเรวตะไว้ ด้วยการอยู่ครองเรือน แต่ในกาลที่เขายังเป็นเด็กเถิด” เรวตะจึงถูกจับให้แต่งงานกับหญิงแรกรุ่นคนหนึ่งเมื่อตอนที่อายุเพียง ๗ ปี ในวันแต่งงานเรวตะได้พบหญิงชราอายุ 120 ปี มีความคิดว่า มนุษย์ทุกคนต้องชราภาพไปเช่นเดียวกันนี้ ดังนั้นเขาจึงเกิดความเบื่อหน่ายที่จะอยู่เป็นฆราวาส และหนีออกจากบ้านไปยังวัดแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นที่พำนักของภิกษุ 30 รูป... -
เราเกิดมาแล้วต้องตาย ความตายอยู่กับเราทุกลมหายใจเข้าออก
ให้ทุกคนรู้ตัวอยู่เสมอว่า เราเกิดมาแล้วต้องตาย ความตายจะมาถึงเราเมื่อไรก็ไม่สามารถที่จะกำหนดแน่นอนได้ ความตายอยู่กับเราทุกลมหายใจเข้าออก หายใจเข้าถ้าไม่หายใจออกก็ตายแล้ว หายใจออกแล้วไม่หายใจเข้าก็ตายอีกเช่นกัน
ในเมื่อความตายอยู่ประชิดติดเราจนขนาดนี้ เราก็ควรจะเร่งขวนขวายปฏิบัติในความดีให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เพื่อสั่งสมความดีอันเป็นบุญกุศล เปรียบเหมือนเป็นเสบียงอาหาร เปรียบเหมือนยานพาหนะในการเดินทางไกลเพื่อข้ามห้วงวัฏสงสาร ยิ่งเรามีการเตรียมพร้อมมากเท่าไร เราก็จะสบายมากเท่านั้น มีความหวาดหวั่นต่อความตายน้อยเท่านั้น บุคคลที่มีการเตรียมพร้อมย่อมไม่หวั่นไหวต่อสิ่งใดง่าย ๆ
ในเมื่อเราเตรียมพร้อมที่จะตาย ถึงเวลาความตายเข้ามา เราก็ไม่ได้หวั่นไหวต่อความตาย เพราะเราเป็นผู้ที่ไม่ประมาท เตรียมพร้อมที่จะตายเอาไว้เสมอ ความตายไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัว เป็นเพียงการเปลี่ยนภพ เปลี่ยนภูมิ เปลี่ยนร่างกายนี้ไปเท่านั้น
ถ้าจะเปรียบไปแล้วร่างกายของเรานี้ก็เหมือนรถยนต์คันหนึ่ง ตัวเราคือจิตที่มาอาศัยอยู่ตามบุญตามบาปที่ได้สร้างไว้ในอดีต เปรียบเหมือนกับคนขับรถ ถึงเวลารถยนต์หมดสภาพพังไป... -
คุณไสยมนตร์ดำที่ว่าแน่…ยังแพ้ “สามประโยคสั้นๆ” ของสมเด็จโต!
“สมเด็จพระพุฒาจารย์” (โต พรหมรังสี) เคยเล่าไว้ว่า ท่านได้เห็นอานิสงส์ของ “การสวดมนต์” ด้วยตัวเอง ในสมัยที่ท่านออกธุดงค์ในป่าเป็นเวลา ๑๕ ปี โดยอาศัยอยู่ในเขตดงพญาไฟอันเป็นเขตที่อยู่ใกล้ชายแดนของประเทศเขมร ซึ่งในสมัยนั้นเต็มไปด้วยสิงสาราสัตว์และภูตผีวิญญาณ ตลอดจนชาวบ้านที่มีเวทมนตร์คาถาและเล่นคุณไสยกันอยู่อย่างมากมายในอาณาบริเวณชายแดนแห่งประเทศสยาม
ในตอนนั้น สมเด็จโตได้เดินธุดงค์แต่เพียงลำพัง โดยมิได้ศึกษาในเวทมนตร์คาถาอาคมใดเลย…นอกจากคำว่า
“พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ”
ซึ่งมีความหมายว่า “ข้าพเจ้าขอยึดมั่นพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง… พระธรรมเป็นที่พึ่ง… พระสงฆ์เป็นที่พึ่ง”
เมื่อสมเด็จโตไปในที่แห่งหนตำบลใดก็จะกล่าวเพียงคำนี้ตลอดเวลาของจิตใจอันเป็นที่พึ่งของท่าน
ช่วงที่สมเด็จโตเดินทางเข้าสู่หมู่บ้านชายแดนแห่งประเทศสยามในเขตดงพญาไฟ ในหมู่บ้านตอนนั้นมีชาวบ้านอาศัยอยู่เพียงเล็กน้อย ท่านจึงได้ปักกลดอยู่ที่ท้ายหมู่บ้าน ซึ่งก็มีชาวบ้านนำอาหารมาถวายตามกำลังที่เขาจะพอทำได้เมื่อเห็นว่ามีพระภิกษุมาปักกลดในที่แห่งนั้น... -
เผยตำนาน "ท้าวพญายมราช" อดีตชาติได้ตัดสินประหารชีวิตพ่อเพื่อทรงไว้ซึ่งคุณธรรม..
ตำนานท้าวพญายมราช
ท้าว พญายมราช หรือ พระยม ในเทวตำนานยุคต้น ท้าวจตุโลกบาลแห่งทิศทักษิณ กล่าวไว้คือพระยม เป็นองค์เดียวกัน มีลักษณะใบหน้าดุดัน พระวรกายสีแดงทรงเครื่องอย่างกษัตริย์ พระหัตถ์ขวาถือบ่วงยมบาศก์(บ่วงบาศก์ที่ใช้จับมัดวิญญาณทั้งหลาย) พระหัตถ์ซ้ายทรงไม้ท้าวยมทัณฑ์ ทรงกระบือเป็นพาหนะ มีอิทธิฤทธิ์มากทำหน้าที่พิพากษาและปกครองดวงวิญญาณทั้งหลายในนรกภูมิ มีบริวารคือ ยมฑูต หรือ นายนิรยบาล มีหน้าที่นำวิญญาณทั้งหลายไปยังสำนักพญายม และลงโทษแก่ดวงวิญญาณในนรก
ท้าวพญายมราช องค์ปัจจุบันในอดีตชาติก่อนที่ท่านจะได้รับสถาปนาเป็นท้าวพญายมราชนั้น ท่านเป็นมนุษย์ในครั้งก่อนพุทธกาล ในยุคที่ยังมนุษย์อยู่กันเป็นชุมชนยังไม่ใหญ่นัก ซึ่งท่านเป็นหัวหน้าชุมชนในหมู่บ้านเป็นผู้มีวิชาความรู้ เมื่อเกิดเหตุความไม่สงบขึ้นในชุมชนหมู่บ้านท่านเป็นผู้นำปราบปรามแก้ไข และต้องตัดสินพิพากษา
ครั้งหนึ่งเกิดเหตุการณ์ฆ่ากันตายในหมู่บ้านที่ท่านดูแลอยู่ แต่ไม่มีผู้ใดยอมรับว่าเป็นผู้กระทำด้วยเกรงกลัวความผิด เพราะโทษนั้นหนักถึงกับต้องประหารให้ตายตกตามกันคือชีวิตต้องชดใช้ด้วยชีวิต... -
สุดยอด!คาถามงกุฎพระพุทธเจ้า พระมหากษัตริย์ไทยใช้แต่โบราณมา สยบสัตว์ร้าย ป้องกันศัสตรา เมตตามหานิยม
“มงกุฎพระพุทธเจ้า”
หรือที่่รู้จักกันในชื่อ "คาถาอิติปิโสเรือนเตี้ย"
อันเป็นคาถาเสกหญ้าให้ม้ากิน ที่หลวงปู่เอี่ยมถวายแก่ ร.5 เมื่อครั้งเสด็จประพาสยุโรป
" อิติปิโส วิเสเสอิ อิเสเสพุทธนาเมอิ อิเมนา พุทธตังโสอิ อิโสตังพุทธปิติอิ "
อุปเท่ห์ในการใช้พระคาถา
ภาวนาทุกวันมิตกนรก เสกน้ำล้างหน้าทุกวันกันโรคภัยไข้เจ็บคุณไสยทั้งมวล ถ้าจะให้มีตบะเดชะให้ภาวนาทุกวัน เกิดสง่าราศีเป็นที่เมตตาแก่คนทั้งหลาย ให้ภาวนาแล้วแผ่เมตตาให้คนทั้งปวง ใครคิดร้ายก็ต้องมีอันเป็นไป ถ้าปรารถนาสิ่งใด ให้ภาวนาคาถานี้ ๑๘ คาบ เป็นไปได้ดังใจนึก
ถ้าจะให้เป็นมหาจังงัง ให้ภาวนาคาถานี้ ๘ คาบเป็นมหาจังงังแล ถ้าจะให้เป็นมหาละลวยให้ภาวนา ๙ คาบ
ถ้าช้างม้าวัวควายสัตว์ที่ดุร้ายทั้งหลาย ให้เสกหญ้าเสกของให้มันกิน กลับใจอ่อนรักเราแล ถ้าภูตพรายมันเข้าอยู่คน เสกข้าวให้มันกินออกแล
ถ้าปรารถนาจะให้เสียงเพราะ ให้เสกสีผึ้งสีปากเสกหมากกินไป เทศนาสวดร้องเป็นที่พอใจคนทั้งหลาย ให้เสกแป้งผัดหน้า เสกมงกุฎรัดเกล้า เป็นสง่าราศีใครเห็นใครรักทุกคน... -
เจ้ามัลละกษัตริย์นิมนต์พระไทยฉันภัตตาหารในพระราชวัง แม้ตัวท่านจะนับถือฮินดู
เจ้ามัลละกษัตริย์นิมนต์พระไทยฉันภัตตาหารในวัง
ตรัสชมพระมหากษัตริย์ของประเทศไทยทรงเป็นพุทธมามกะ เป็นอัครศาสนูปถัมภก เป็นที่รักยิ่งของพสกนิกรชาวไทย
วันที่ 4 กันยายน 2560 วันพระ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 10 (วันพระอินเดีย) ที่พระราชวัง His Royal Grand Palace ห่างจากกุสินารา 65 กิโลเมตร พระมหากษัตริย์ผู้สืบเชื้อสายจากเจ้ามัลละกษัตริย์ ผู้ปกครองแคว้นมัลละ นครกุสินารา พระนามว่า MAHARAJA BAHADUR H.M.MRIGENDRA PRATAP SHAHI นิมนต์พระสงฆ์ไทยไปเจริญพระพุทธมนต์ ฉันภัตตาหารเพลภายในพระราชวัง แม้ท่านจะนับถือศาสนาฮินดูในขณะนี้ก็ตาม
Maharaja Bahadur of Hathwa เคยเดินทางมาที่วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ พร้อมมหาราชินี ในคราวที่ทราบข่าวการเสด็จสู่วรรคาลัยของพระบาทสมเด็จพระปริมินทรมหาภูมิพลอดลุยเดช รัชกาลที่ 9 เมื่อปีที่แล้ว พระองค์ตรัสว่า พระมหากษัตริย์ของประเทศไทยทรงเป็นพุทธมามกะ และทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภก ทรงเป็นที่รักยิ่งของพสกนิกรชาวไทย และของคนทั้งโลกด้วย เมื่อทราบข่าวจึงมาน้อมถวายความอาลัย
Maharaja Bahadur of Hathwa ตรัสว่า วันนี้ดีใจมากที่มีพระมาโปรดถึงพระราชวัง... -
5 ประเทศที่ต้องพังพินาศ หากเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3
ในวันอาทิตย์ที่ผ่านมา หลายประเทศได้เกิดความตึงเครียดอย่างมาก เกี่ยวกับการที่เกาหลีเหนือนั้นได้ทดสอบระเบิดนิวเคลียร์ครั้งที่ 6 จากการทดสอบส่งผลให้เกิดแผ่นดินไหวระดับความรุนแรง 6.3 ริกเตอร์ แรงสั่นสะเทือนครั้งมีความรุนแรงกว่าการทดสอบระเบิดนิวเคลียร์ครั้งที่ 5 ของเกาหลีเหนือ ที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนกันยายน 2559 ประมาณ 9.8 เท่า ตามการประเมินของเกาหลีใต้ ซึ่งน้ำหนักของระเบิดนิวเคลียร์ในครั้งนั้นอยู่ที่ 10 กิโลตัน หากสงครามโลกครั้งที่ 3 เกิดขึ้นจริง ประเทศไหนที่จะพังพินาศบ้างมาดูกัน
เกาหลีเหนือและใต้ : เกาหลีใต้ยังคงสถานะสงครามกับเกาหลีเหนือมาเป็นเวลาช้านาน กล่าวกันว่าความขัดแย้งของสองเกาหลียังคงคุกรุ่นพร้อมปะทุได้ทุกเมื่อ นักวิชาการเชื่อว่าคาบสมุทรเกาหลีคือหนึ่งในจุดเปราะบางที่อาจกลายเป็นชนวนแห่งสงครามโลกครั้งที่ 3 ได้ในอนาคต และหากเกิดขึ้นจริง เกาหลีใต้ทั้งประเทศจะต้องยับเยินจากภัยสงครามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แน่นอน
สหรัฐอเมริกา : ด้วยนโยบายต่างประเทศที่นิยมส่งกำลังทหารเข้าแทรกแซงในพื้นที่ขัดแย้ง ทำให้สหรัฐอเมริกามีคู่ขัดแย้งเต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มมุสลิมหัวรุนแรง กลุ่มชาติอาหรับ... -
"ทำนองคลองธรรม" (หลวงปู่จันทร์ศรี จนฺททีโป)
"ทำนองคลองธรรม"
".. ขอให้ลูกหลานทุกคนรู้จักคำว่า "ทำนองคลองธรรม" ที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพุทธโคดม ทรงตรัสไว้ ๑๐ ข้อ คือ ..
๑. ทานที่ให้แล้วมีผลจริง เราควรหมั่นให้ทาน เสียสละ
๒. การบูชามีผลจริง เราควรบูชา รำลึกถึงผู้มีพระคุณ
๓. การเคารพนบน้อมมีผลจริง เราควรเคารพยำเกรงต่อความดี
๔. ผลของกรรมมีอยู่จริง เราควรละชั่ว ทำดี ไม่ทำชั่วทั้งในที่ลับที่แจ้ง
๕. โลกนี้มีอยู่จริง เราควรทำความเข้าใจเพื่อนมนุษย์และสัตว์โลก
๖. โลกอื่นมีอยู่จริง เราควรเตรียมตัวให้พร้อม เพราะวันหนึ่งเราต้องไป
๗. คุณของมารดามีจริง ควรบูชาท่่านไว้เหนือเศียรเกล้า ท่านคือพระในบ้าน คือต้นกำเนิดศาสนา
๘. คุณของบิดามีจริง ควรเชื่อฟัง ท่านคือพระอรหันต์ประจำบ้าน คือศาสดาองค์เอก
๙. เทพเทวามีอยู่จริง ทำดีใครไม่เห็น แต่เทวดามีตา
๑๐. พระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ บรรลุธรรมชั้นสูงมีอยู่จริง เราควรอุปถัมถ์บำรุงพระสงฆ์ให้ดำรงพุทธศาสนาไว้
นี้คือ "รากแก้วของการดำเนินชีวิต" เพื่อให้ลูกหลานหลวงปู่เป็นคนดี ให้โลกเราสงบเย็น หลวงปู่ขอฝากให้คิดและปฏิบัติ เพราะนี่คือความจริงที่ "ลบไม่เลือน" .. "
"ธรรมโอวาท"
พระอุดมญาณโมลี (จันทร์ศรี... -
รัสเซียเป็นประเทศมหาอำนาจ เขาจะสามารถเผยแผ่พุทธศาสนาได้กว้างไกลมาก -คำพยากรณ์ของหลวงพ่อพุธ ฐานิโย
คำพยากรณ์ของหลวงพ่อพุธ ฐานิโย
มีข่าวคราวเกี่ยวกับความวุ่นวายในคณะสงฆ์ไทยหลายกรณี อีกทั้งยังมีแผนทำลายพุทธศาสนาจากศาสนาอื่นๆ จนทำให้ลูกศิษย์หลายคนเป็นห่วง กลัวว่าพุทธศาสนาจะเสื่อมจากประเทศไทย หลวงพ่อพุธ ฐานิโย บอกว่า
” ถ้าพุทธศาสนาเสื่อมจากประเทศไทย จะไปเจริญที่รัสเซีย ตอนนี้รัสเซียเขาก็เริ่มค้นคว้าทางจิตกันมาก แม้ว่าจะมีจุดประสงค์ไว้ใช้ประโยชน์ในทางโลก แต่การทำสมาธิพอถึงจุดหนึ่งจะถึงจุดสันติเหมือนกัน เขาจะมีความศรัทธาในพุทธศาสนา และเนื่องจากรัสเซียเป็นประเทศมหาอำนาจ เขาจะสามารถเผยแผ่พุทธศาสนาได้กว้างไกลมาก คอยดูกัน ถ้าใครอยู่ได้ถึง ๒๐๐ ปีข้างหน้า ถ้าไม่เป็นไปตามนี้ ศพหลวงพ่ออยู่ที่ไหน เยี่ยวรดได้เลย ”
ภาพ : วัดไทยในรัสเซีย
ที่มา พระกรรมฐาน สายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต -
งามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด
พาหุสัจจธรรม
ธรรมคือความเป็นผู้ได้สดับตรับฟังมาก สิ่งที่พึงสดับตรับฟังให้มากใน พาหุสัจจธรรม คือ ธรรมที่งามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด คือ งามทั้งเนื้อความ งามทั้งถ้อยคำที่แสดง และงามทั้งความมุ่งหมาย เป็นความงามบริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นจริง
การสดับตรับฟังนั้นย่อมหมายความร่วมถึงการอ่าน การทรงจำไว้ในจิต และการทบทวนเพ่งพินิจพิจารณา เมื่อได้ยินได้ฟังได้อ่านธรรมนั้น ๆ แล้ว ก็มิได้ใส่ใจอีกต่อไป ยุติเพียงเท่านั้นจบสิ้นเพียงเท่านั้น เช่นนี้ไม่เรียกว่า พาหุสัจจะ
จะเป็นพาหุสัจจะได้ต้องนำธรรมที่ได้ยินได้ฟังได้อ่านไปเพ่งพินิจพิจารณาทบทวน จนได้ความรู้ความเข้าใจในธรรมนั้นอย่างถูกต้องแท้ เป็นความรู้จริงปรากฏขึ้นประจักษ์ชัดแจ้ง คือเกิดเป็นปัญญาที่แท้จริงของตนเอง มิใช่เป็นการจำปัญญาของผู้อื่นไว้
คือ มิใช่จำปัญญาของสมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าขึ้นใจไว้ และนำไปพูดไปเขียนไปอ้างเท่านั้น อย่างไรก็ตามปัญญาต้องอาศัยการเรียนรู้และการปฏิบัติประกอบกัน การเรียนรู้หรือการฟังจึงมีคุณมาก
: สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก... -
เรื่องเล่าในพระธรรมบท ตอน พระติสสเถระชาวกรุงโกสัมพี
เรื่องเล่าในพระธรรมบท ตอน พระติสสเถระชาวกรุงโกสัมพี
พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภสามเณรของพระติสสเถระ ตรัสพระธรรมบท พระคาถาที่ 96 นี้
ครั้งหนึ่ง เด็กชายอายุแค่ 7 ขวบได้รับการบรรพชาเป็นสามเณร ตามคำขอร้องของผู้เป็นบิดา พระติสสเถระผู้เป็นอุปัชฌาย์ เอาน้ำมาชุบผมของเด็กนั้นให้ชุ่มแล้ว ให้ตจปัญจกกัมมัฏฐาน(กัมมัฏฐานมีหนังเป็นที่ 5 –เกสา โลมา ทันตา นขา ตโจ) ในเวลาปลงผมเสร็จ เด็กนั้นก็ได้บรรลุพระอรหัตตผล พร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลาย
ต่อมา พระติสสเถระที่เป็นปุถุชนและสามเณรที่เป็นพระอรหันต์แล้วนั้น ก็ได้ออกเดินทางไปกรุงสาวัตถีเพื่อจะเข้าเฝ้าพระศาสดา ในระหว่างการเดินทางนั้น พระติสสะเถระและสามเณรได้ไปพักแรมอยู่ในวัดประจำหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ขณะที่พระติสสเถระซึ่งเป็นปุถุชนจำวัดก็หลับไปในทันที สามเณรซึ่งเป็นพระอรหันต์กลับนั่งสมาธิอยู่ใกล้เตียงของพระอุปัชฌาย์ อยู่ตลอดทั้งคืน พระติสสเถระตื่นขึ้นมาในเวลาใกล้รุ่ง คิดว่าถึงเวลาที่จะต้องปลุกสามเณรให้ออกไปจากห้องไปเสียก่อนที่จะได้อรุณ จึงไปจับพัดที่วางอยู่ข้างเตียงฟาดลงที่เสื่อลำแพนของสามเณร แต่บังเอิญด้ามพัดไปกระทบถูกตาของสามเณรแตก... -
“ชีวิตนี้ของเราก็แค่ชั่ววูบเดียวเท่านั้นเอง ในเมื่อมีชีวิตอยู่แค่พักเดียว ทำไมเราจะอยู่ให้ดีไม่ได้”
“ชีวิตนี้ของเราก็แค่ชั่ววูบเดียวเท่านั้นเอง
ในเมื่อมีชีวิตอยู่แค่พักเดียว ทำไมเราจะอยู่ให้ดีไม่ได้”
—————————-
นิพพิทาญาณคือเบื่อ ถ้าหากว่าเบื่อมาก ๆ วางอารมณ์ผิด จิตจะเศร้าหมอง
.
ส่วนสังขารุเปกขาญาณนั้นไม่ใช่เบื่อ แต่เห็นว่าชีวิตน่าเบื่อเช่นนี้ ถ้าสามารถหลุดพ้นไปได้
.
เปรียบกับการเวียนว่ายตายเกิดนับชาติไม่ถ้วน ชีวิตนี้ของเราก็แค่ชั่ววูบเดียวเท่านั้นเอง ในเมื่อมีชีวิตอยู่แค่พักเดียว ทำไมเราจะอยู่ให้ดีไม่ได้
.
เพราะว่าธรรมดาเป็นเช่นนี้ ในเมื่อเห็นว่าธรรมดาเป็นเช่นนี้ ยอมรับสภาพ จิตปล่อยวาง ไม่ไปแบกเอาไว้ ก็มีแต่ความเบาสบาย ไม่ไปปรุงแต่งอะไรเพิ่มเติมอีก
—————————-
เก็บตกจากบ้านเติมบุญ ต้นเดือนพฤษภาคม ๒๕๖๐, ข้อความที่ ๑๓๕
http://www.watthakhanun.com/webboard/showthread.php?t=5597&page=7
ที่มา วัดท่าขนุน
หน้า 368 ของ 440