GARIAUS : มหาบุรุษแห่งโอดิธัน

ในห้อง 'วิทยาศาสตร์ทางจิต - ลึกลับ' ตั้งกระทู้โดย สิงห์อาชา, 25 ธันวาคม 2017.

  1. สิงห์อาชา

    สิงห์อาชา สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 ธันวาคม 2013
    โพสต์:
    74
    ค่าพลัง:
    +30
    บทที่ ๑๘ ความห่วงของลุงแบร


    …ทั้งสามเดินออกมาจากถ้ำหลังจากจบเรื่องวุ่นวายในยามเช้านี้ลงได้ ลุงกลอมและเบิร์กรู้สึกชอบใจในตัวของฮอร์ดอย่างยิ่ง
    “ถ้าชาวบ้านรู้ว่าเจ้าล้มโตนส์ได้ ต้องแห่กันมายกย่องเจ้าแน่ๆฮอร์ด ตัวใหญ่ขนาดนั้นข้านี่ยังไม่กล้าเลย”ลุงกลอมกล่าวชื่นชม
    “ข้าเห็นลุงเขวี้ยงขวานไปโดนท้ายทอยของมันแล้วมันทำท่าเหมือนเจ็บ ข้าก็เลยลองเสี่ยงดูเท่านั้นเอง ไม่คิดเลยว่าจะเป็นจุดตายมัน ถ้าพลาดข้านี่แหละที่จะต้องสิ้นแทน”ฮอร์ดพูดอย่างนอบน้อม
    “ยอดมากสหายข้า”เบิร์กกอดคอฮอร์ดด้วยความภาคภูมิ
    “นี่เจ้าหายเจ็บแล้วหรือไงเบิร์ก?”
    “บาดแผลลูกผู้ชายย่อมหายเร็วเสมอ!”แล้วอยู่ดีๆลุงกลอมก็พูดขึ้นว่า
    “นี่ล่ะฮอร์ด! ชีวิตใหม่ที่เจ้ามอบให้ลุง ชีวิตที่ตื่นเต้นท้าทาย ลุงเองก็อายุมากแล้ว ข้าบอกตามตรงนะ คนอย่างลุงเกิดมาไม่เคยเจอคนที่มีจิตใจห้าวหาญอย่างเจ้ามาก่อนเลย แถมยังเป็นคนมีความคิด มีไหวพริบ ไม่ระรานใคร”
    “เอาล่ะ! ลุงกลอม ข้าจะบอกเป้าหมายให้ว่าข้ามาที่นี่เพื่ออะไร ลุงเคยได้ยินตำนานนี้ใช่ไหม ว่าที่ชายแดนแผ่นดินมีสิ่งที่สวยงามกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตาที่เรียกกันว่าทะเลมหาสมุทรน่ะ”ฮอร์ดเปลี่ยนเรื่องคุยเพื่อไม่ให้ลุงกลอมยกยอตนมากเกินไป
    “ลุง!! ช่วยพาพวกข้าไปทีเถอะนะ”เบิร์กพูดแทรกขึ้นมา
    “นี่หรือ!? สิ่งที่พาให้พวกเจ้าทั้งสองออกจากบ้านที่แสนอบอุ่นมา?”ลุงกลอมกล่าว
    “ใช่แล้วครับ! หากตำนานเป็นความจริงน่ะนะครับ”
    “ช่างมีความทะเยอทะยานกันนักนะเจ้าหนุ่ม”ลุงกลอมพูดเบาๆด้วยรอยยิ้ม
    “ลุงจะไปกับพวกข้าต่อไหม? ไปพิสูจน์ตำนานนี้ด้วยกัน!”เบิร์กถาม
    “ข้าบอกแล้วไง ไม่ว่าพวกเจ้าทั้งสองจะไปที่ใด ข้าก็จะไปที่แห่งนั้นด้วย”
    “ถ้าอย่างนั้น! ข้าว่าเรารีบเดินทางกันเถอะครับลุง ข้าตื่นเต้นกับเป้าหมายที่จะถึงในวันข้างหน้านี้เต็มทีแล้ว”ฮอร์ดรู้สึกกระตือรือร้น
    “เดี๋ยวข้านำทางเอง!!!”ลุงกลอมพูดขึ้นมาแล้วเดินไปข้างหน้าฮอร์ดกับเบิร์ก
    “ลุงรู้ทางรึไง!!?”เบิร์กถาม
    “ลุงกลอมหัวเราะออกมาเบาๆ”
    “อย่าเพิ่งถาม รีบเดินทางไปตามล่าหาความฝันกันได้แล้ว”
    “ลุงดูท่าแปลกๆนะฮอร์ดเจ้าว่าไหม!!?”เบิร์กรู้สึกตะหงิดใจ
    “ข้าว่าเราสองคนดูท่าจะมีความหวังแล้ว”ฮอร์ดกระซิบกับเบิร์กเบาๆ แล้วเงยหน้ามองท้องฟ้าที่มีสายฝนชโลมตกลงมาปรอยๆดังเปาะแปะตรงใบหน้าของเขา

    ณ หมู่บ้านโอดิธันติดกับชายป่าชาร์ค ที่บ้านของอัสคัส ฮันนาร์ผู้ซึ่งเป็นลูกสาวกำลังร่ายรำกระบวนท่าการต่อสู้ป้องกันตัวด้วยขวานของเธออยู่ อัสคัสผู้เป็นบิดาได้ยืนชื่นชมฝีมือลูกของตนอยู่บนบ้าน แม้ฮันนาร์จะเป็นสตรี แต่เธอกลับมีความแข็งแกร่งมิแพ้บุรุษเลย แถมยังดูงามสง่าเสียด้วยซ้ำ เธอยกขวานฟาดฟันได้อย่างคล่องแคล่วประหนึ่งกำลังเหวี่ยงเศษไม้อย่างไรอย่างนั้น
    “พ่อไม่คิดเลยนะว่าลูกจะเก่งถึงขนาดนี้”อัสคัสพูดเสียงดังมาจากข้างบนบ้านพอประมาณให้ฮันนาร์ได้ยิน
    “ลูกศิษย์ย่อมเก่งกว่าอาจารย์มันเป็นธรรมดาอยู่แล้วค่ะพ่อ!”
    “พ่อเตรียมอาหารมื้อเช้าเสร็จแล้วนะฮันนาร์..ยืดเส้นยืดสายเสร็จก็มากินเลยนะลูก!!”
    ฮันนาร์ซึ่งกำลังซ้อมโดยที่หันหลังให้ก็พยักหน้าและมุ่งมั่นกระโดดฟาดขวานต่อ ฝั่งทางบ้านของกาแลคอาธาร์ผู้เป็นภรรยาได้ถือชุดที่วิเศษและสำคัญที่สุดในชีวิตฮอร์ด คือหนังจระเข้ที่ถูกตกแต่งตัดมาเป็นอย่างดี เกล็ดของมันยังอยู่ครบจนถึงปลายหาง ส่วนบนตรงหัวปากฟันของจระเข้ จะมีเพียงแค่กรามบน กรามล่างถูกตัดออกไป เพราะจะทำให้คนสวมชุดหายใจลำบาก ในกรามบนนั้นฟันอันแหลมคมถูกเลาะออกหมดทุกซี่ เหลือไว้เพียงส่วนปลายตรงจมูกบนปากที่ยื่นออกไปเพียงสองเขี้ยวเท่านั้น หัวจระเข้ที่เหลือปากแค่ข้างบนนี้ มีไว้เพื่อให้ผู้สวมใส่ดูน่าเกรงขาม ดูเป็นที่เคารพยำเกรง ในด้านประโยชน์อื่นๆนั้นคือสามารถกันสายฝนที่ตกลงมาปรอยๆทุกวันได้ นี่คือชุดแห่งนักรบกาเรียอัส อาธาร์ถือชุดนี้วางไว้บนเตียงนอนในห้องของฮอร์ด เพื่อสักวันที่ฮอร์ดลูกของเธอกลับบ้านมา เขาจะได้สวมใส่มันในทันที มันเป็นของฮอร์ดโดยสมบูรณ์แล้วตอนนี้ เหลือก็เพียงแต่รอเจ้าตัวกลับมาสวมใส่มันเท่านั้น ส่วนกาแลคกำลังมุ่งมั่นซ้อมขวานของเขาอยู่ที่ใต้ถุนบ้านเหมือนทุกวัน กาแลคฟันเฉือนลมไปอย่างนั้นสักพักลุงแบรผู้ซึ่งเป็นลุงของเบิร์กก็ได้เดินมาที่หน้าบ้านของกาแลค เขาเห็นดังนั้นก็เอ่ยปากเชิญให้เข้าบ้านมา ลุงแบรจึงเดินตรงเข้ามาหากาแลคที่ใต้ถุนบ้าน
    “สองสามวันมานี้เจ้าเบิร์กมันไม่กลับบ้านมาเลย ข้าก็เลยอยากจะมาหาเจ้าฮอร์ดมัน ว่ามันกลับมายัง??”ลุงแบรยืนถามกาแลคที่กำลังซ้อมขวานจนเหงื่อไหลท่วมตัว
    “ฮอร์ดก็ไปกับเบิร์กไงครับพี่แบร”
    “ไปด้วยกันน่ะข้ารู้ ข้าแค่อยากมาถามให้แน่ใจอีกทีก็เท่านั้นเอง ข้าเป็นห่วง”
    “เขาไปกับฮอร์ด เด็กสองคนนี้เอาตัวรอดเก่งกันจะตายครับพี่”กาแลคพยายามพูดให้ลุงแบรสบายใจ
    “ถ้าเจ้ายืนยันว่าพวกเขาไม่เป็นไรแน่ ข้าก็หายกังวลได้หน่อย ตอนนี้พวกชาวบ้านต่างรือกันให้วุ่นเรื่องฮอร์ดลูกเจ้านะกาแลค พวกเขาอยากเจอฮอร์ด”
    “ลูกข้ากลับมาเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้นล่ะ ตอนนี้ฝากพี่แบรบอกพวกเขาด้วยละกันว่า ข้ากาแลคบิดาของฮอร์ดขอขอบใจพวกท่านที่เป็นห่วงบุตรชายข้า”
    “ได้สิ..เดี๋ยวข้าจะบอกพวกเขาให้นะ”ลุงแบรยิ้มพร้อมกับเดินออกจากบ้านไป ก่อนจะตะโกนออกมาว่าขอบคุณ กาแลคก้มหัวลงนิดๆแสดงถึงการเคารพรุ่นพี่จากนั้นก็ลงมือถือขวานฟาดฟันซ้อมการต่อสู้ต่อไป...
     
  2. สิงห์อาชา

    สิงห์อาชา สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 ธันวาคม 2013
    โพสต์:
    74
    ค่าพลัง:
    +30
    บทที่ ๑๙ ตัวตนที่แท้จริงของอัสคัส


    …ฮันนาร์ได้ฟาดขวานลงกับตอไม้ข้างๆอย่างแรงจนเศษไม้กระเด็นกระดอนแตกตัวออกกระจายไปทุกทิศทุกทาง นางถอนหายใจด้วยความเหนื่อยล้า กับเรือนร่างที่เงามันไปด้วยเหงื่อ อัสคัสผู้เป็นบิดาได้เดินลงมาหาเธอตรงใต้ถุนบ้าน
    “ไปกินอะไรข้างบนบ้านก่อนเถอะลูก จะได้มีแรง”อัสคัสลงไปชวนเธออีกครั้ง
    “ค่ะพ่อ! หนูเองก็เริ่มล้าแล้ว”ฮันนาร์ตอบกลับพร้อมกับลุกขึ้นเดินตามอัสคัสขึ้นบันไดไปบนบ้าน พ่อของเธอได้เตรียมอาหารมื้อเช้าไว้อย่างน่าชื่นชม มีเนื้อหมูที่แน่นเต็ม มีผักและผลไม้นานาชนิด เป็นคุณพ่อที่ดี ระหว่างนั้นฮันนาร์นึกได้ว่ายังไม่ได้ล้างหน้าล้างตาล้างมือให้สะอาด
    “หนูไปล้างมือก่อนนะพ่อ หนูลืมเลย!!”นางเลยรีบวิ่งลงบันไดไป อัสคัสจึงเดินไปนั่งลงรอตรงพื้นที่เตรียมอาหารไว้ ฮันนาร์วิ่งลงไปข้างใต้ถุนบ้าน ตักน้ำจากในโอ่งที่มีน้ำฝนเย็นๆสดชื่นๆมาล้างมือล้างเท้าล้างหน้าล้างตาจนขาวใสสะอาด เมื่อจัดการเสร็จเรียบร้อยแล้วเธอก็เดินขึ้นบันไดบ้านไปเอาผ้าที่ตากไว้บนบ้านมาเช็ดหน้าเช็ดตาก่อนจะมานั่งลงกับพื้นตรงที่อัสคัสผู้เป็นพ่อกำลังนั่งอยู่ พวกเขาทั้งสองได้ลงมือรับประทานอาหารในมื้อเช้ากัน อัสคัสเอามีดหั่นเนื้อหมูชิ้นใหญ่มาไว้ในจานของฮันนาร์
    “กินเยอะๆลูก เราเสียแรงไปเยอะ”
    “เดี๋ยวหนูก็อ้วนพอดีน่ะสิพ่อจ๋า..”ฮันนาร์ทำเสียงน่ารัก
    “พ่อไม่เจอลูกมาตั้งหลายปี ขอพ่อเอาใจลูกหน่อยสิ”
    “พ่อไม่เปลี่ยนไปเลยนะ จริงสิ! ตั้งแต่หนูขอพ่อไปผจญภัยในโลกภายนอก ฮอร์ดเป็นยังไงบ้างคะ?”ฮันนาร์เคี้ยวเนื้อหมูเสร็จแล้วจึงพูด
    “นั่นอีกชิ้น เอาส้อมทิ่มมากินอีกสิลูก”
    “พ่อจ๋า! ทำไมเวลาหนูพูดถึงฮอร์ดพ่อชอบเปลี่ยนเรื่องอยู่เรื่อยเลยละ?”
    “พ่อมีลูกสาวคนเดียว พ่อก็ต้องหวงสิ”
    “ลูกสาวของพ่อเก่งขนาดนี้ไม่ต้องหวงแล้วค่ะ อีกอย่างตอนนี้ฮอร์ดก็ไม่ธรรมดาแล้วนะพ่อ”ฮันนาร์หัวเราะเบาๆ
    “ที่พ่อยอมปล่อยให้ลูกออกไปผจญภัยในโลกภายนอก เพราะอยากให้ลูกได้พบได้เจอกับสภาพแวดล้อมที่ดีกว่า และเจริญกว่าที่ราอยู่ในตอนนี้นะฮันนาร์”
    “ไม่ว่าหนูจะไปอยู่ที่ใด ถ้าไม่มีคนที่หนูรักอยู่ด้วย ที่นั่นก็ไม่น่าอยู่หรอกค่ะพ่อ สำหรับหนูอ่ะนะ”
    “น่ารักจริงๆนะฮันนาร์”อัสคัสกล่าวแล้วหยิบขนมปังมากิน
    “เอ่อ..พ่อจ๋า ฮอร์ดไปล่าจระเข้ที่แหล่งน้ำไหนหรอคะ?”
    “แม่น้ำตรงกลางชายป่าชาร์คน่ะ ถามทำไมหรอลูก!?”อัสคัสเคี้ยวขนมปังเสร็จก็รินน้ำใส่แก้วมาดื่ม
    “หนูจะไปทำมั่ง!!”ฮันนาร์พูดขึ้นมา อัสคัสผู้เป็นพ่อได้ยินดังนั้นก็ตกใจจนสำลักน้ำที่ดื่มอยู่
    “อะไรนะ!! ฮันนาร์..จระเข้ในป่าชาร์ค ตัวใหญ่มากๆเลยนะลูก อย่าเสี่ยงเลย”
    “ก็หนูยังไม่เคยสู้กับจระเข้สักครั้งเลยนี่คะ? ในเมื่อฮอร์ดซึ่งเด็กกว่าหนูยังทำได้ ทำไมหนูจะทำไม่ได้ล่ะ!”
    “เดี๋ยวกินเสร็จ ลงไปอาบน้ำแล้วไปป่าชาร์คกับพ่อ ลูกจะได้เห็นว่าที่แห่งนั้นมันคือมัจจุราชดีๆนี่เอง”
    ทั้งสองได้คุยไปกินไปจนเสร็จเรียบร้อย ฮันนาร์ช่วยพ่อของเธอเก็บจานชามและปัดกวาดเศษอาหารที่ตกตามพื้นบ้านให้สะอาดก่อนจะเข้าห้องของเธอ ไปถอดผ้าออกแล้วห่มผ้าสำหรับอาบน้ำปิดตั้งแต่หน้าหน้าอกจนถึงน่องขาเลยหัวเข่ามานิดเดียว เธอเดินลงบันไดบ้านไปที่โอ่งที่เก็บน้ำฝนไว้ ฮันนาร์ตักน้ำในโอ่งนั้นมาราดทั่วเรือนร่าง หน้าอกนูนๆของเธอเปียกชุ่มไปด้วยน้ำฝน ไหลลงมาเป็นสายจนถึงปลายเล็บเท้าอันงาม ทางอัสคัสเองก็กำลังเตรียมอาวุธ โล่ห์ป้องกัน ด้วยความเป็นห่วงลูก จึงต้องเตรียมความพร้อมทุกอย่าง เขาได้เดินไปที่เตียงของตนเองแล้วก้มลงเอาแขนของเขาสอดเข้าไปใต้เตียงนอน เขาดึงน้องสาวบใบหนึ่งออกมาจากใต้เตียงนั้น น้องสาวบใบนั้นดูสวยงาม มีกรอบที่ประดับด้วยทองคำแท้ อัสคัสเอามือขวาของเขาลูบที่น้องสาวบนั้นอย่างเบาๆ
    “ไม่ได้ใส่มากี่ปีแล้วนะ...”
    ระหว่างที่ฮันนาร์กำลังอาบน้ำอยู่ที่ใต้ถุนบ้าน ก็มีหนุ่มจากข้างบ้านมาด้อมๆมองๆเธอ ด้วยความที่เธอเป็นหญิงแกร่งมีประสบการณ์มาอย่างโชกโชน เธอจึงรู้ด้วยความรู้สึกว่ามีคนกำลังแอบมองเธออยู่ ฮันนาร์แอ่นบั้นท้ายอันงามงอนไปข้างหลัง ชายหนุ่มที่แอบดูอยู่ได้เห็นเรือนร่างอันอรชรของเธอก็ทนไม่ไหว เสียงหายใจจึงแรงขึ้นจนฮันนาร์ที่ยืนล่อดักฟังอยู่รู้ว่าอยู่ตรงไหน เธอจับทางเสียงของลมหายใจได้ จึงหันหน้าไปมองอย่างรวดเร็ว
    “เจ้าลามก! ออกมาเดี๋ยวนี้ข้ารู้ว่าเจ้าอยู่ตรงนั้น”ฮันนาร์พูดขึ้น แต่ชายหนุ่มผู้นั้นก็ไม่ยอมออกมา เธอจึงยิ้มให้แล้วเดินไปหยิบขวานที่ปักไว้กับตอไม้ แล้วขว้างไปติดตรงรั้วบ้านพอดี ชายหนุ่มคนนั้นสะดุ้งกระโดดหลบออกมาปรากฎแก่สายตาของฮันนาร์
    “มาแอบดูข้าอาบน้ำทำไมเจ้าลามก!!”ฮันนาร์เดินไปหาชายหนุ่มคนนั้นแล้วพูดขึ้น
    “ขะ..ขอโทษ ข้าแค่ผ่านมาเท่านั้นเอง”ชายคนนั้นกล่าวด้วยน้ำเสียงประหม่า
    “เจ้ายังมีหน้ามาอายอีกหรือ!? มันแก้ตัวไม่ขึ้นหรอกนะ ข้าเป็นผู้หญิง บุรุษควรให้เกียรติสตรีบ้างสิ”
    “ข้าจะไม่ทำอีกแล้ว..ข้าไม่เคยเห็นสาวๆที่สวยขนาดแม่นางมาก่อนเลย เลยห้ามใจไม่ไหว!!”
    “หึ! คราวนี้ข้าจะยกโทษให้ ถ้ามีครั้งที่สองล่ะก็ จะมาร้องไห้ฟ้องแม่ไม่ได้นะ”ฮันนาร์หัวเราะเบาๆแล้วบอกให้ชายหนุ่มคนนั้นไป ชายคนนั้นลุกขึ้นรีบวิ่งไป พร้อมกับเอามือปิดหน้าปิดตาด้วยความอายทั้งๆที่ไม่มีคนอื่นรู้เรื่อง เมื่อชายคนนั้นหายวับไปกับดวงตาของฮันนาร์แล้ว เธอได้เดินกลับขึ้นบันไดบ้านมาข้างบน เข้าไปในห้องของเธอ นางค่อยๆถอดผ้าที่ห่มร่างอยู่ออกจนเรือนร่างทั้งหมดของเธอนั้นโจ่งแจ้ง ก้นของนางเด้งงอนเป็นรูปหัวใจ หน้าอกกลมสวยนูนได้รูป เธอหยิบชุดมาใส่ พร้อมกับอาวุธเล็กๆอย่างมีดมาด้วย ฮันนาร์ถักเปียผมสีแดงของเธอเพื่อให้คล่องแคล่วสำหรับการลงไปล่าจระเข้ ก่อนจะออกจากห้องเธอได้นั่งลงอยู่ที่เตียงนอนของเธอ นางหลับตาตั้งสมาธิอย่างสงบนิ่ง
    “สิ่งที่ตัวข้าจะกระทำต่อไปนี้ มันเสี่ยงต่อชีวิตของข้ามากนัก หากวันนี้จะเป็นวันสุดท้ายของข้า ก็ขอให้ข้าได้ทำในสิ่งที่ฮอร์ดทำได้สำเร็จด้วย ขอข้าพิสูจน์ว่าตัวข้าก็มิได้ด้อยไปกว่าบุรุษ มิได้ด้อยไปกว่าอีเลียด ฮอร์ด!!!”
    สายลมอ่อนๆพัดปลิวเข้ามาทางหน้าต่างกระทบแก้มอันขาวอมชมภูของนาง เธอค่อยๆลืมตาขึ้นพร้อมหายใจเข้าออกลึกๆยาวๆ จากนั้นก็ลุกขึ้นช้าๆ เดินเปิดประตูออกจากห้องไป ฮันนาร์เดินออกมาก็ไม่เห็นอัสคัสพ่อของเธอ นางจึงได้เดินมานั่งรอตรงเก้าอี้ที่วางอยู่ริมบ้านไว้สำหรับชมวิวทิวทัศน์ ฮันนาร์มองดูภูเขามากมายที่อยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้านมากนัก ซึ่งถ้าเมื่อผ่านภูเขาลูกนั้นไปจะเป็นเขตเมืองบูส เธอสูดเอาอากาศอันบริสุทธิ์นี้เข้าไปเต็มปอด จนกระทั่งได้ยินเสียงประตูจากในตัวบ้านดังขึ้น ฮันนาร์รีบหันหน้าไปทางเสียงนั้น อัสคัสพ่อของเธอได้ค่อยๆเดินออกมาอย่างองอาจ เมื่อฮันนาร์ได้เห็นอัสคัสในตอนนี้ก็ตาโตรู้สึกตกใจขึ้นมากับสิ่งที่เห็น เกล็ดจระเข้ที่ส่วนหางถูกประดับด้วยทองเล็กน้อยพอระยิบระยับ ซึ่งนั่นคือสิ่งที่ห่มร่างของอัสคัสอยู่ ชุดเกราะนักรบแห่งกาเรียอัส
    “พ่อ!!! ทำไมหนูไม่เคยรู้เลยว่าพ่อก็เป็น…”
    “พ่อขอโทษนะ ที่พ่อไม่เคยบอกลูกเรื่องนี้เลย”อัสคัสเดินเข้าไปหาฮันนาร์
    “พ่อเท่ห์มากๆเลย!!!”ฮันนาร์พูดด้วยอาการตื้นตัน
    “ไม่ได้สวมซะนาน ตั้งแต่พ่อแต่งงานกับแม่ของลูกล่ะมั้ง รู้สึกเขิลๆแฮะ”
    “หนูว่าลงไดบันไดบ้านไป พวกชาวบ้านต้องฮือฮาแน่เลย”
    อัสคัสเชิดอกขึ้นแล้วเดินนำฮันนาร์ลงบันไดบ้านไป เมื่อลงมาฮันนาร์ได้วิ่งไปหยิบขวานที่ปักอยู่ตรงรั้วบ้านออกมาถือ อัสคัสเห็นขวานติดอยู่ตรงรั้วแบบนี้ก็สงสัย
    “ขวานมันไปปักอยู่ตรงนั้นได้ไงน่ะลูก!?”
    “อ้ออ..พอดีลมมันพัดแรงอ่ะค่ะตอนหนูอาบน้ำ”
    “คงจะแรงจริงๆสินะ”อัสคัสหัวเราะขณะพูด ฮันนาร์ก็รู้สึกประหม่าเล็กน้อย ก่อนจะวิ่งมาหาอัสคัสเอาขวานเหน็บพาดไว้ที่หลังกับสายยึด ทั้งสองคนเดินออกมาจากบ้านของตนเข้าสู่หมู่บ้าน เป็นธรรมดาพวกชาวบ้านทั้งหลายได้เห็นอัสคัสห่มชุดจระเข้ที่ปลายหางของมันถูกประดับด้วยทองคำ ก็รู้สึกฮือฮากัน ต่างพากันกระซิบแล้วชี้ไปที่อัสคัสกัน แน่นอนว่าฮันนาร์กับอัสคัสต้องรู้สึกเขิลอาย แต่ทั้งสองยังคงก้าวเดินอย่างองอาจและสง่าผ่าเผย
    “นักรบ..นี่หรือนักรบ!!”เด็กหนุ่มน้อยคนหนึ่งยืนพูดอยู่คนเดียวขณะกำลังยืนมองอัสคัสในชุดนักรบกาเรียอัส เสียงกรี๊ดจากสาวๆที่โปรยมาตามทาง เด็กน้อยที่พากันมาเดินข้างๆอัสคัสต่างพากันยิ้มรื่นเริง
    “สงสัยจะลืมอีเลียด ฮอร์ดกันซะแล้วล่ะมั้งเนี่ย!!!?”อัสคัสพูดขึ้นเบาๆ



    “ฮัดชิ้ว!!!”ฮอร์ดจามเสียงดังขณะกำลังเดินทางมุ่งสู่ความฝัน
    “เป็นหวัดรึไงเจ้าหนุ่ม!!?”
    “เปล่าหรอกลุง..อยู่ดีๆมันก็จามขึ้นมาเสียอย่างนั้น”
    “ฮะ..ฮัดชิ้วว”ฮอร์ดจามอีกรอบ
    “สงสัยจะมีคนบ่นถึงมั้งนะ”ลุงกลอมกล่าว
    “ฮ่าฮ่าฮ่า ว่าแต่เจ้าเบิร์กนี่ มันไปกรอกน้ำใส่กระบอกนานไปแล้วนะครับ..ลุงว่ามั้ย!!?”
    “หวังว่ามันจะไม่ไปตีกับใครเขาอีกนะ ข่าวลือของปีศาจฮัมรินยังไม่มาถึงหูของคนที่นี่ เจ้าเบิร์กเอ้ย..อย่าก่อเรื่องนะ..ข้าขอล่ะ”ลุงกลอมบ่นเบาๆ
     
  3. คะนึง

    คะนึง เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    30 ตุลาคม 2014
    โพสต์:
    166
    ค่าพลัง:
    +370
    ชอบค่ะ นอกจากอ่านสนุกแล้วยังได้ข้อคิดอีก

    การเป็นวีรบุรุษ ซุปเปอร์ฮีโร่ หรือ วีรสตรี การจะฝึกใจให้เข้มแข็งและแข็งแกร่งแล้ว นอกจากการฝึกฝนอบรมศิลปในการต่อสู้ ป้องกันตัวแล้ว สติสมาธิ และปัญญาที่ได้ฝึกฝนอบรมไว้ในอดีตชาติแล้ว ยังมีสิ่งอื่นอีกหรือไม่ โดยเฉพาะ การฝึกฝนอบรมจิตใจตนเองให้เกิดปัญญารู้เห็นความจริงเกี่ยวกับกายจนคลายความยึดถือมั่นในกายได้ พร้อมจะตาย ไม่กลัวตาย. ใช้กรรมฐานกองไหนน่ะ แล้วอย่างกรณีพระโพธิสัตว์ที่สละอวัยวะร่างกายโดยทำได้ในสิ่งคนธรรมดาทำไม่ได้ ใช้กรรมฐานกองไหน. และเหล่านักรบผู้กล้ามีความรู้สึกอย่างไรในขณะนั้น อยากรู้จัง ช่วยแนะนำหน่อยค่ะ
     
  4. สิงห์อาชา

    สิงห์อาชา สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 ธันวาคม 2013
    โพสต์:
    74
    ค่าพลัง:
    +30
    ความกล้าหาญเกิดจากความกลัวครับ แต่การกลัวในที่นี้ไม่ใช่กลัวจนทำอะไรไม่ถูกนะครับ แต่เป็นการกลัวในหลายปัจจัย อาทิเช่น กลัวพ่ายแพ้ กลัวผู้อื่นลำบากเพราะตนเอง กลัวอับอาย กลัวเสียสิ่งอันเป็นที่รักไป กลัวเสียศักดิ์ศรี แต่สำหรับพระโพธิสัตว์นั้น พระองค์กลัวไม่ได้สร้างบารมีที่จะไว้ใช้ช่วยสัตว์โลกในอนาคตชาติภายภาคเบื้องหน้าครับ ดังนั้น คนที่กำลังกลัวด้วยเพราะกำลังเผชิญสถานการณ์อันไม่คาดคิดอยู่ แล้วมีความกล้าฮึดสู้นั้นเรียกว่ากล้าหาญครับ ความกล้าที่จะยืนหยัดประจันหน้ากับสิ่งที่อยู่ข้างหน้า ต่อให้ภายในใจนั้นสั่นระทึกเป็นกลองรบก็ตาม เรียกกล้าครับ แต่ก็มีอีกประโยคหนึ่งที่เรียกว่าบ้าบิ่น คือไม่กลัวเหมือนกันแต่ไม่มีสติครับ หน้ามืดหน้าร้อนเข้าใส่ปัญหา แบบนี้มีแต่จบครับ
     
  5. สิงห์อาชา

    สิงห์อาชา สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 ธันวาคม 2013
    โพสต์:
    74
    ค่าพลัง:
    +30
    บทที่ ๒๐ ฝันร้ายของฮันนาร์


    …เสียงกำปั้นทุบดินดังสะเทือนจนเศษหินเล็กๆสะดุ้งกระโดดลอยขึ้นมา เบิร์กกำลังนั่งจ้องหน้ากับผู้ชายคนหนึ่งซึ่งก็กำลังจะกรอกน้ำใส่กระบอกเก็บไว้ดื่มกินกันอยู่
    “ข้ามาก่อนนะ รู้จักมารยาทบ้างสิ”เบิร์กกล่าวขึ้น
    “ข้ากระหายน้ำ ข้าไม่ไหวแล้ว ขอก่อนเถอะนะ?”ชายคนนั้นพูดอ้อนวอน
    “หน้าตาไม่น่าเชื่อถือเลย ให้ตายเถอะ!! ข้ากรอกประเดี๋ยวเดียวแหละ ไม่นานหรอกหน่า”
    “พูดไม่รู้เรื่องหรอพ่อหนุ่ม..ว่าข้าขอก่อนน่ะ!!”ชายคนนั้นเริ่มใส่อารมณ์แล้วเอามือปัดกระบอกน้ำของเบิร์กหล่นจากมือ
    “ข้าไม่อยากมีเรื่องนะ เห็นหน้าข้าไหม ยิ่งบวมๆอยู่ อย่ามายุให้โมโหจะดีกว่านะ”เบิร์กเริ่มไม่พอใจ
    “อย่ามาทำเป็นเก่งแถวนี้คุณหนุ่ม”ชายคนนั้นพูด
    “ถ้างั้นอย่ามาหาว่าข้าไม่เตือนก็แล้วกันนะพี่ชาย!!”เบิร์กจ้องด้วยสายตาที่ดุดัน

    ทางอัสคัสกับฮันนาร์ได้พากันเดินทางมาถึงหน้าชายป่าชาร์คเป็นที่เรียบร้อยแล้ว อัสคัสดูมุ่งมั่นจริงจังมากในเวลานี้ เพราะเมื่อเขาพาฮันนาร์ลูกสาวก้าวเข้าไปในป่าเมื่อไหร่ นั่นคืออันตรายที่กำลังรออยู่
    “พร้อมนะลูก..”
    “หนูพร้อมแล้วค่ะพ่อ!”ฮันนาร์พูดอย่างกล้าหาญ อัสคัสเมื่อได้ยินฮันนาร์พูดเช่นนั้นก็รู้สึกใจคอไม่ดี
    “ที่พ่อยอมพาลูกมา ใช่ว่าพ่อจะยอมให้ลูกไปตายนะ แต่พ่ออยากให้ลูกได้เห็นถึงป่าที่ลูกไม่เคยเข้าไปถึงใจกลางของมัน”อัสคัสพูดจบก็เดินนำหน้าฮันนาร์เข้าสู่ป่าชาร์คอันหนาทึบ สองพ่อลูกเดินเข้าไปด้วยความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง มีรอยเท้าของเสืออยู่ข้างหน้า อัสคัสหยิบขวานของเขาขึ้นมาจากข้างหลัง แล้วกำอย่างมั่นคง กลับกันฮันนาร์นั้นมีความรู้สึกตื่นตาตื่นใจกับธรรมชาติของป่าไม้ เธอเป็นคนรักสวยรักงาม พอเห็นดอกไม้งามๆตามริมทางเธอจะชอบมันเป็นอย่างยิ่ง
    “อย่าได้หลงมายาของป่าฮันนาร์..ความสวยงามเหล่านี้ทำให้คนที่หลงมันตายมาหลายคนแล้ว!”อัสคัสกล่าวเรียกสติฮันนาร์เพื่อให้มีสมาธิจดจ่ออยู่กับสิ่งที่อยู่ข้างหน้า
    “หนูเดินป่ามาหลายขุนเขานัก แต่ป่าบ้านเกิดหนูที่นี่กลับสวยงามที่สุดเลย”ฮันนาร์ยิ้ม
    “ดูจากลูกในตอนนี้แล้วนี่ พ่อสงสัยจริงๆว่าลูกรอดมาได้ยังไง เวลาเข้าป่าน่ะเราต้องระวังตัวเป็นที่สุดนะรู้มั้ย!! เพราะบางทีอาจจะมีสายตาคู่หนึ่งมองเราอยู่โดยที่เราไม่รู้ตัว”อัสคัสท่าทางจริงจัง
    “พ่อจะเข้มไปไหนคะ? ทำตัวสบายๆก็ได้ พวกลิงที่อยู่บนต้นไม้ก็ยังไม่ส่งเสียงที่แสดงถึงอันตรายใดๆเลย”ฮันนาร์พูด
    อัสคัสทำหน้าเหมือนไม่รู้จะพูดยังไงแล้วใส่ฮันนาร์ จากนั้นเขาก็เดินนำหน้าไปตามทางเรื่อยๆ พอเดินไปได้ยินเสียงพุ่มไม้ขยับอัสคัสก็ถือขวานตั้งท่าพร้อมสู้ แต่สิ่งที่อยู่หลังพุ่มไม้นั้นเป็นลูกกวาง อัสคัสถอนหายใจ ฮันนาร์เห็นบิดาของเธอดูเคร่งขรึมมาก ก็ไม่รู้ว่าทำไมเขาจะต้องจริงจังขนาดนั้น
    “เราใกล้จะถึงแม่น้ำแล้ว เตรียมพร้อมไว้ล่ะ!”
    อัสคัสมองไปรอบๆเพื่อดูว่ามีอันตรายหรือไม่ เมื่อมั่นใจแล้วเขาก็นำฮันนาร์ไปตามทางข้างหน้าต่อ เสียงของน้ำที่ไหลเชี่ยวดังมาถึงหูอัสคัสกับฮันนาร์ที่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ เมื่อฮันนาร์ได้ยินเสียงน้ำไหลแรงก็รู้สึกได้ทันทีว่าใกล้ถึงแล้ว เธอยืดอกสูดลมหายใจเข้าลึกๆ จนในที่สุด เขาทั้งสองก็มาถึงแม่น้ำที่เต็มไปด้วยจระเข้มากมาย
    “ตัวมันใหญ่เหลือเกิน!..”ฮันนาร์ตะลึงทันทีที่ได้เห็น
    “เป็นไงล่ะลูก!? ยังอยากจะลงไปสู้กับมันอยู่อีกมั้ย?”
    ฮันนาร์ยืนนิ่งอยู่สักครู่ เหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง
    “หนูขอขึ้นไปดูเชิงตรงกิ่งไม้ที่ทอดก้านยาวไปกลางแม่น้ำนั่นนะคะพ่อ!?”
    “ว่าไงนะลูก!! นี่ยังไม่ใกล้พออีกหรอ!?”อัสคัสตกใจกับการตัดสินใจของฮันนาร์
    “ไม่เป็นไรหรอกค่ะพ่อ ขอลองสักครั้งนะ”
    “นี่ฮันนาร์..อย่าเลยลูก”อัสคัสพูดเบาๆพร้อมเอามือแตะไหล่ฮันนาร์เล็กน้อย
    “พ่อคอยช่วยเหลือหนูยามวิกฤติก็พอค่ะ!!”ฮันนาร์พูดเสียงแข็งแล้วรีบวิ่งขึ้นไปปีนต้นไม้ใหญ่ที่มีกิ่งก้านทอดยาวไปยังกลางแม่น้ำ อัสคัสยืนนิ่งสงบ เขามองฮันนาร์อย่างไม่คลาดสายตาเพื่อความปลอดภัยของลูก เขาเตรียมตัวที่จะช่วยฮันนาร์ทันทีที่เกิดความผิดพลาด ฮันนาร์ปีนขึ้นไปบนก้านของต้นไม้ใหญ่ เธอค่อยๆเดินไปทีละก้าวอย่างช้าๆ ใต้เท้าของเธอในขณะนี้คือจระเข้นับสิบตัวที่ว่ายวนอยู่ เมื่อถึงตรงปลายของกิ่งนั้น เธอนั่งลงช้าๆ ส่องสายตาไปรอบๆบริเวณนั้น เพื่อหาจระเข้สักตัวหนึ่งที่พอจะลงมือจัดการได้ หัวใจของเธอเต้นดังสนั่นเป็นกลองศึกอยู่ที่อกข้างซ้าย ฮันนาร์นั่งมองไปอยู่ชั่วครู่หนึ่ง ก็สังเกตุเห็นว่าใต้เท้าของเธอตอนนี้มีจระเข้ตัวใหญ่อยู่ตัวหนึ่งโผล่หัวพ้นน้ำมา เธอมองดูรอบๆอย่างแน่ใจแล้วว่า จระเข้ตัวอื่นได้ว่ายไปยังตรงจุดอื่นแล้ว เธอต้องรีบลงมือก่อนที่จระเข้จะมีมามากกว่าหนึ่งตัว อัสคัสได้เห็นฮันนาร์ทำท่าทางจะกระโจนเขาก็ได้เตรียมตัววิ่งลงไปตรงเนินดินข้างล่างที่มีรากของต้นไม้ใหญ่นั้นโผล่ขึ้นมา เพื่อคอยช่วยเหลือลูกสาวของตน เมื่อฮันนาร์จับจังหวะได้ก็กระโดดพุ่งจับขวานของเธอด้วยแขนอันแข็งแรง ฟาดกระแทกไปตรงศีรษะของจระเข้ยักษ์ตัวนั้น ด้วยแรงจากการตกจากที่สูงและพละกำลังของฮันนาร์เอง ทำให้การลงขวานในครั้งนี้สามารถเจาะกะโหลกของจระเข้ตัวนั้นแหลกเละจนสิ้นชีวิต ฮันนาร์นั่งค่อมบนหลังของมันก่อนที่มันจะจมพร้อมทำท่าทางน่ารักแสดงอาการดีใจให้อัสคัสพ่อของเขาเห็น อัสคัสถอนหายใจอย่างแรงและโบกมือส่งกลับมาให้ด้วยรอยยิ้ม ในระหว่างที่ฮันนาร์กำลังภูมิใจในความสามารถของตนอยู่นั้น ได้มีจระเข้ยักษ์อีกตัวโผล่กระโจนขึ้นมาจากทางขวาของเธอ ด้วยความตกใจเธอรีบหลบอย่างเร็ว ทำให้ตัวของเธอจมน้ำไปพร้อมกับจระเข้ที่ตายแล้วตัวนั้น เธอสำลักน้ำด้วยความตกใจ หางของจระเข้ขนาดใหญ่ได้มาโดนขาอันสวยงามของเธอ จนฮันนาร์รู้สึกกระวนกระวาย เมื่ออัสคัสเห็นดังนั้นก็ได้รีบวิ่งมาดูเพื่อที่จะหาทางช่วยลูก
    “ฮันนาร์!! ฮันนาร์!!”อัสคัสตะโกนอย่างห่วงหา จนฮันนาร์โผล่ขึ้นมาจากผิวน้ำ แต่เธอไม่ได้โผล่มาแบบธรรมดา เธอโผล่มาพร้อมกับจระเข้ยักษ์ในลักษณะเอาแขนเอาขากอดรัดปากของจระเข้ตัวนั้นไว้เพื่อไม่ให้มันอ้าปาก ฮันนาร์ยังไม่ทันจะได้สูดเอาอากาศหายใจเข้าปอดเลย ก็ถูกจระเข้ตัวนั้นพามุดลงไปใต้น้ำอีกครั้ง อัสคัสเห็นจระเข้ตัวอื่นเริ่มแห่กันมาตรงนี้แล้ว ด้วยไหวพริบเขาจึงวิ่งไปตรงจุดที่ฮันนาร์จมแล้วสังเกตุระลอกคลื่นของน้ำ เมื่อผิวน้ำที่อยู่ใกล้ๆกันนั้นเกิดปฏิกิริยาบางอย่างอัสคัสตั้งท่าเตรียมพร้อม เขามั่นใจแน่ว่าจะต้องมีอะไรโผล่มาจากตรงนี้แน่นอน ไม่นานนักผิวน้ำบริเวณนั้นก็พุ่งกระจายปรากฎฮันนาร์กับจระเข้ตัวนั้นอยู่ในลักษณะเดิม เหมือนจระเข้พยายามจะสลัดฮันนาร์ให้หลุด อัสคัสใช้จังหวะนี้กระโดดเอียงข้างเอาขวานคู่ใจฟันเฉือนไปที่คอของมันจนเลือดกระฉูด อัสคัสตกลงไปในน้ำ จากแม่น้ำที่ใสๆกลายเป็นสีแดงตรงบริเวณนั้น ฮันนาร์โผล่ขึ้นมาบนผิวน้ำก่อนพร้อมกับจระเข้ที่ถูกอัสคัสสังหาร เธอมองหาบิดาของเธออย่างกระวนกระวายแต่สุดท้ายอัสคัสก็โผล่ขึ้นมาแต่ด้วยกระแสน้ำที่เชี่ยวแรงทำให้เขาอยู่ไกลจากฮันนาร์มาก ตอนนี้เขาทั้งสองตกอยู่ในอันตรายกันทั้งคู่ ขวานก็หลุดมือจมลงสู่ก้นแม่น้ำแล้ว
    “รีบว่ายขึ้นฝั่งเร็ว!!!”อัสคัสตะโกนบอกมาซึ่งฮันนาร์ก็ทำตามอย่าวไม่ขัดขืน เธอรีบว่ายขึ้นฝั่งอย่างสุดชีวิต ด้วยกระแสน้ำเชี่ยวทำให้เธอว่ายได้ช้า อัสคัสนั้นก็รีบว่ายไม่แพ้กัน ทว่าด้วยชุดจระเข้ของเขากับกระแสน้ำแรงนี้ทำให้อัสคัสว่ายน้ำแทบไม่ไปเลย อัสคัสเห็นฮันนาร์ลูกสาวของเธอถึงฝั่งแล้วเขาก็รู้สึกโล่งใจเป็นอย่างมาก ฮันนาร์ตะเกียกตะกายขึ้นบกอย่างรันทด นางหอบเหนื่อยจนแทบจะหมดเรี่ยวหมดแรง จนเมื่อเธอหันไปมองดูพ่อของเธอก็เกิดตกใจ
    “พ่อ!!! จระเข้มันมาแล้วรีบว่ายเร็วเข้า!!”ฮันนาร์เห็นฝูงจระเข้มากมายกำลังพุ่งเป้าหมายไปยังอัสคัส ทางตัวของอัสคัสเองก็รู้ดีว่าตนเองไม่สามารถว่ายน้ำขึ้นฝั่งทันแล้วจึงได้ตะโกนเสียงดังมาว่า
    “รักฮอร์ดให้มากๆนะลูก พ่อรู้ว่าลูกรักเขา…”ยังไม่ทันจะสิ้นเสียงเหล่าจระเข้มากมายหลายสิบตัวก็กระโจนเข้ามากัดอัสคัสอย่างบ้าคลั่ง สายน้ำตรงนั้นสาดกระเด็นกระจุยกระจายไปทั่วทุกสารทิศ เสียงหางของจระเข้ที่วัยรุ่น้ำเสียจนดังสนั่นไปทั่วป่าบริเวณนั้น เลือดสีแดงเข้มได้ไหลนองเปลี่ยนสีน้ำใสอย่างเห็นได้ชัด แต่สิ่งที่สะเทือนใจที่สุดคือเสียงกรีดร้องของฮันนาร์กับภาพที่เธอเห็น เธอดิ้นทุรนทุรายเอามือกุมขมับด้วยเสียงโหยหวน น้ำตาของเธอหลั่งไหลออกมาอย่างไม่ขาดสายเมื่อได้เห็นบิดาของตนถูกฆ่าตายไปต่อหน้าต่อตาอย่างโหดน่ารักจังมและน่ากลัวเป็นที่สุด เหล่าจระเข้พวกนั้นก็ยังรุมมุดกันอยู่ตรงนั้นอย่างสนุกสนานกับเหยื่อของมัน เสียงร้องของฮันนาร์ดังกังวาลไปทั่วพื้นป่าจนลิงบ่างชะนีที่เกาะบนกิ่งไม้ต่างตกใจหนีกระเจอะกระเจิงกันไปหมด เธอดิ้นเหมือนคนบ้า เอามือตบหน้าตัวเองจนแดงช้ำ
    “พ่ออออ!!!!!”เธอตะโกนออกมาทั้งน้ำตาก่อนจะค่อยๆตะเกียกตะกายขึ้นไปบนเนินดินสูงๆอย่างน่าเวทนา เธอร้องไห้ส่ายหัวไปมา เธอรู้สึกผิดอย่างมหันต์ เพราะความอวดดีของเธอทำให้เธอต้องสูญเสียสิ่งอันเป็นที่รักยิ่งไป…
     
  6. สิงห์อาชา

    สิงห์อาชา สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 ธันวาคม 2013
    โพสต์:
    74
    ค่าพลัง:
    +30
    บทที่ ๒๑ สาวงามกับความกลัวในจิตใจ


    …ณ การเดินทางของฮอร์ด เบิร์กและลุงกลอม พวกเขาทั้งสามกำลังมุ่งตรงไปข้างหน้าอย่างไม่ลดละ ลุงกลอมเดินนำอยู่ข้างหน้า ส่วนเบิร์กกำลังเอามือลูบแก้มของตนเองโดยที่เดินอยู่ข้างๆฮอร์ด
    “ทำไมถึงได้ชอบไปทะเลาะกับชาวบ้านเขาจังเลยนะเจ้าน่ะ!!”ฮอร์ดเอ่ย
    “ข้าไม่ได้จะหาเรื่องด้วยซ้ำไป แย่จริงๆ แล้วยังงี้เมื่อไหร่แผลมันจะหายล่ะเนี่ย กินอะไรแสบปากไปหมดแล้ว”เบิร์กบ่นด้วยสีหน้าหงุดหงิด
    “ข้าก็บอกเจ้าแล้วเบิร์ก ว่าอย่าไปมีเรื่องกับใครอีก เราสามคนน่ะมีวีรกรรมเลื่องลือกันอยู่นะ”
    “รู้แล้วๆหน่า ท่านฮอร์ด!”เบิร์กทำเสียงล้อเลียนด้วยสีหน้าระรื่น ฮอร์ดจึงเอาแขนไปกอดคอเบิร์กแล้วกล่าวว่า
    “ข้าล่ะอยากเห็นมันไวๆเหลือเกิน อยากเห็นจนจะทนไม่ไหวแล้ว มหาสมุทรน่ะ!!”

    เสียงโหยหวนได้สงบลงตรงบริเวณป่าชาร์ค ร่างของหญิงสาวคนหนึ่งนอนหงายตัวด้วยสีหน้าอ่อนล้าพร้อมกับคราบน้ำตาที่ไหลเลอะเปื้อนทั้งสองแก้ม ดวงตาของเธอคนนั้นสลึมสลือไม่ได้สติ ฮันนาร์ยังคงเสียใจกับสิ่งที่เธอประสบเจอ เธอนอนอยู่บริเวณนั้นจนยามบ่ายของวันเธอก็ยังนิ่งเงียบไม่ไหวติงอยู่ ภาพในอดีตลอยเข้ามาในหัวของเธอ ภาพตั้งแต่เด็กจนถึงวินาทีสุดท้ายของคนที่เธอรัก จนเธอสะอึกสะอื้นร้องไห้ออกมาอีกรอบ เสียงสูดน้ำมูกฟึดฟัดกับเสียงครวญครางอย่างน่าสงสาร เธอค่อยๆลุกนั่งเบาๆ แล้วมองไปที่แม่น้ำอันน่ากลัวนั้น
    “มันไม่ใช่ความจริงใช่ไหม!!!?”ฮันนาร์ถามตัวเองขณะมองดูสายน้ำนั้น เธอไม่มีอาวุธติดมือเลย สิ่งที่ติดตัวเธอตอนนี้มีเพียงแต่มีดที่เธอเหน็บพกไว้เท่านั้น เธอนั่งร้องไห้อย่างน่าอดสู จนสักพักหนึ่งเสียงคำรามของสัตว์บกที่น่ากลัวที่สุดก็ดังขึ้นมา เมื่อฮันนาร์ได้ยินเสียงนั้นก็รู้ได้ทันทีเลยว่านั่นคือเสือ เธอชักมีดออกมาเตรียมพร้อม ถึงเธอจะเสียใจมากแค่ไหนเธอก็ต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปให้ได้เพื่อไม่ให้บิดาของเธอที่สละชีวิตช่วยเธอนั้นต้องตายเปล่า ฮันนาร์เอามือปาดเช็ดน้ำตาที่เปรอะเปื้อนแก้ม ถึงแม้เธอยังคงสะอึกสะอื้นอยู่แต่มือของเธอก็กำมีดไว้อย่างหนักแน่น เธอค่อยๆเดินหันหลังเพื่อกลับไปยังหมู่บ้าน แต่ด้วยตอนที่เดินเข้ามา เธอมัวแต่หลงเพลิดเพลินไปกับดอกไม้ใบหญ้าที่สวยงามจนทำให้เธอนั้นลืมมองทางที่เดินผ่าน ฮันนาร์สับสนเพราะมันเป็นป่าทึบหนาหมดเลย สายฝนที่ปรอยๆลงมายิ่งทำให้เธอรู้สึกหดหู่เป็นอย่างยิ่ง ถึงตัวเธอจะเคยผ่านร้อนผ่านหนาวมาอย่างโชกโชนแล้วก็ตาม แต่ในสภาพความเป็นจริงของเธอในตอนนี้กลับกำลังรู้สึกหวาดกลัวโดดเดี่ยวเป็นอย่างมาก อาจจะเป็นเพราะเธอไม่เคยเห็นความน่ากลัวอะไรเช่นนี้มาก่อนก็เป็นได้ ฮันนาร์ยืนนิ่งดูทางเพื่อตัดสินใจ เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทิศไหนคือทิศไหน ต้นไม้ใหญ่บดบังแสงไว้หมดแล้ว นี่ถ้ายิ่งเป็นตอนกลางคืนก็จะยิ่งมืดสนิทจนแทบจะมองไม่เห็นมือไม้ของตนเลยทีเดียว จนในที่สุดฮันนาร์ก็เลือกทางที่อยู่ตรงหน้าของเธอ เธอคิดว่ายังไงมันก็ต้องไปโผล่ตรงชายป่าชาร์คเขตหมู่บ้านอยู่ดี ทว่าทางที่เธอเลือกเดินไปนั้นจะไม่สามารถล่วงรู้ได้ว่าจะมีภยันตรายใดๆรออยู่หรือไม่ ด้วยความเด็ดเดี่ยวกล้าหาญกับแรงปณิธานที่จะต้องเอาชีวิตรอดกลับไปให้ได้นั้นทำให้ฮันนาร์ไม่กลัวเกรงต่อสิ่งที่อยู่ข้างหน้า สำหรับเธอแล้วการหันหลังกลับคือไปหาจระเข้ซึ่งก็คือความตาย เสียงสะอื้นของฮันนาร์เริ่มเบาลงจนหายไป เธอยกย่างเท้าออกไปข้างหน้าอย่างมั่นคงพร้อมกับมือที่ถือมีดเล่มเล็กๆไว้แค่เพียงเล่มเดียวเท่านั้น สายตาของเธอสาดส่องอย่างไม่ว่างเว้น ต่อให้ตามทางนั้นมีดอกไม้สวยๆเธอก็หาได้สนใจเหลียวมองสิ่งนั้น เพราะเธอเพิ่งได้บทเรียนมาอย่างแพงลิบลิ่ว บทเรียนที่เธอจะจดจำมันไปจนวันที่เธอสิ้นลมหายใจ ทุกครั้งที่ย่างเท้าเดินเสียงของใบไม้แห้งที่หล่นร่วงลงมาตามพื้นดินก็ดังไปตามแรงเท้าที่ย่ำลง
    “กลิ่นเลือดของเราจะนำพาเสือร้ายมาหาในไม่ช้านี้แน่ เราต้องรีบออกจากป่านี้ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้!!”ฮันนาร์คิดในใจระหว่างเดินไปตามทาง เสียงสิงสาราสัตว์ทั้งหลายต่างเงียบลงจนทำให้เธอวังเวง กล้ามเนื้อของเธออ่อนล้าจากการใช้แรงกอดรัดจระเข้ตัวที่เธอเผชิญมา สายตาเริ่มพล่ามัว จนเวลาล่วงเลยมาจนเย็นใกล้โพล้เพล้ ฮันนาร์ก็ยังเดินไม่ถึงทางออก
    “เราหลงทางเสียแล้ว…!!”ฮันนาร์อุทานเบาๆด้วยน้ำเสียงอันสั่นคลอน เธอมีประสบการณ์ในการเดินป่ามาอยากมากมายแต่ที่ป่าชาร์คนี้เธอกลับเป็นเสมือนเด็กทารก ฮันนาร์ไม่มีเวลาพอที่จะก่อฟืนจุดไฟเพราะเธอไม่คิดว่าคืนนี้เธอจะติดอยู่ในป่า แสงสว่างเริ่มจางหายลงทีละนิด..ทีละนิด ภายในป่าเงียบจนได้ยินเสียงหัวใจเต้นอยู่ที่อกข้างซ้ายกับเสียงของน้ำฝนที่ตกกระทบโดนพื้นดินและใบไม้ ฮันนาร์รู้ว่ายังไงคืนนี้เธอก็ต้องนอนที่นี่ เธอจึงเดินไปที่ต้นไม้ใหญ่ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากสายตาเธอมากนัก เธอค่อยๆนั่งลงตรงโคนต้นไม้บนรากใหญ่ๆของมัน
    “ต้นไม่เอ๋ย…ข้าขอพักพิงใต้ร่มเงาของเจ้าหน่อยนะ”ฮันนาร์พูดกับต้นไม้ต้นนั้นแล้วหลั่งน้ำตาออกมาพร้อมกับเสียงสะอึกสะอื้น เธอนั่งกอดเข่าในท่ามกลางความมืดมิดของป่าชาร์ค เธอนั่งร้องไห้กับการจากไปของบิดาอันเป็นที่รักจนเผลอหลับไปในค่ำคืนอันแสนเศร้านี้ แต่ก็ต้องสะดุ้งตื่นด้วยสัญชาตญาณการเอาตัวรอดของเธอเองเมื่อได้ยินเสียงของใบไม้ตามพื้นดังขึ้นในลักษณะเหมือนมีบางสิ่งบางอย่างกระทบมัน ฮันนาร์รีบนั่งตั้งตัว คราบน้ำตายังคงเปรอะติดแก้มของเธอ ฮันนาร์ค่อยๆขยับตัวไปชะเง้อมองตรงทางขวาเพราะต้นเสียงของมันดังมาจากหลังต้นไม้ใหญ่ต้นนี้ หัวใจของเธอเต้นกระตุกสะเทือนหน้าอก แววตาของเธอจากที่เศร้าๆกลับกลายเป็นแววตาของเพชรฆาต ฮันนาร์กำมีดหนึ่งเดียวที่เธอมีอยู่ในมืออย่างมั่นคง เธอค่อยๆมองดูจนสิ่งที่เธอเห็นนั้นทำให้เธอถึงกับตกใจแวบขึ้นมาทันที เหตุด้วยสิ่งที่ดวงตามองอยู่ข้างหน้าหาใช่เสือดังที่เธอคาดการณ์ไว้ไม่ แต่เป็นอสูรกายที่อาศัยอยู่ในป่าลึกอันหนาแน่นแห่งนี้ มันไม่มีขา มีเพียงแค่แขนสองข้างซ้ายขวาที่มีกล้ามเนื้อเป็นมัดๆใช้ยันพื้นทรงตัวของมันไว้ มีฟัน ๒ ซี่ที่แหลมคมกับน้ำลายที่ไหลสอเป็นลำธารตลอดตรงปากมัน จมูกเป็นรูโพลงๆ ดวงตามีสองดวงอยู่ตกหนักงกันเกือบชิดใบหน้าซ้ายกับใบหน้าขวา ลำตัวดูผอมแต่ส่วนท้องนั้นกลับดูมีพุงโตเหมือนลูกบอลยักษ์ อสูรกายประหลาดน่าเกลียดน่ากลัวตนนี้มันกำลังใช้จมูกของมันสูดดมกลิ่นอะไรบางอย่าง เสียงลมหายใจของมันฟังแล้วน่าขนลุกยิ่งนัก ฮันนาร์ไม่เคยพบเจอกับตัวประหลาดที่น่าเกลียดแบบนี้มาก่อน ความกลัวเริ่มครอบงำใจของเธอ จนแทบจะคุมสติเอาไว้ไม่อยู่ เพราะวันนี้เธอได้เจอเรื่องแย่ๆมามากพอแล้ว หากเป็นหญิงสาวธรรมดาทั่วไปจะต้องฟั่นเฟือนกลายเป็นคนสติไม่ดีหรือเป็นบ้าอย่างแน่นอน แต่ฮันนาร์เธอเป็นหญิงหัวใจแกร่ง เธออดทนอดกลั้นมาได้ขนาดนี้ถือว่าเก่งมากนัก ฮันนาร์ยังคงกำมีดแน่น เจ้าตัวประหลาดก็เอาแขนของมันพาตัวมันเดินเข้ามาใกล้ต้นไม้ใหญ่ที่ฮันนาร์พักพิงอยู่เรื่อยๆทีละก้าว
    “ข้าได้กลิ่นคาวเลือด...อ๊าา! หอมจริงๆ”ตัวประหลาดตัวนั้นกล่าว น้ำเสียงของมันเหมือนคนแก่ที่อายุมากแล้ว น้ำเสียงดูแหบๆแห้งๆไม่มีพลังแต่น่ากลัว เมื่อฮันนาร์ได้ยินเสียงพูดของมันก็รู้แล้วว่ามันเป็นตัวกินเลือด
    “เราจะโผล่ไปสู้กับมันให้รู้แล้วรู้รอดไป..หรือจะวิ่งหนีไปตั้งตัวก่อนดี”ฮันนาร์คิดอยู่ในใจ ด้วยประสบการณ์มากมายที่เธอเคยผจญมา เธอตัดสินใจที่จะวิ่งหนีเพราะถ้าหากเธอโผล่เข้าไปโจ่งแจ้งเพื่อสู้กับมันตรงๆ อาจจะแย่ได้ เธอไม่รู้ว่ามันแข็งแรงแค่ไหน มิหนำซ้ำอาวุธที่เธอมีในตอนนี้ก็แค่มีดเล็กๆเล่มเดียว ถ้ามันแข็งแรงดึงกระชากเธอมีดหลุดมือไปจะต้องถึงแก่ชีวิตแน่ๆ เมื่อตัดสินใจได้แล้วฮันนาร์รีบวิ่งอย่างสุดชีวิตเพื่อไปให้ไกลจากที่ตรงนั้น เมื่อตัวประหลาดนั่นเห็นเธอเข้าก็หัวเราะด้วยเสียงอันน่าขนลุกออกมา มันเอาแขนของมันวิ่งแทนขา ช่างน่าตกใจสำหรับฮันนาร์เมื่อหันหน้าไปมองมัน มันวิ่งเร็วมากโดยใช้แขนซึ่งมันก็เป็นอย่างที่ฮันนาร์คิดไว้ เธอสังเกตุเห็นแล้วว่าแขนของมันกำยำมีกล้ามเนื้อเป็นมัด มันจะต้องแข็งแรงแน่นอน ดังนั้นเมื่อฮันนาร์รู้ว่ามันมีพละกำลังมากกว่าเธอ ตัวเธอคงต้องใช้กลยุทธ์เอาอ่อนชนะแข็ง เจ้าตัวน่าขยะแขยงตัวนั้นวิ่งเข้ามาใกล้ฮันนาร์มากขึ้นเรื่อยๆจนจะถึงตัวของนาง ในช่วงที่มันเอาแขนกระทุ้งดินกระโดดหวังที่จะมาจับเธอ ฮันนาร์หยุดหันหน้ากลับไปหามันปล่อยให้มันกระโดดลงมาให้เต็มแรง เจ้าตัวประหลาดตัวนี้ก็ฉลาดมันเอาแขนยืดออกมาหวังจับ มันคงรู้ว่าฮันนาร์จะฆ่ามันซึ่งๆหน้า ฮันนาร์เห็นแล้วก็ยืนนิ่งปล่อยให้แขนมันเข้ามาใกล้เรื่อยๆจนเกือบจะจับตัวเธอได้ ฮันนาร์ได้ก้มตัวลงก้าวเท้าไปข้างหน้าหนึ่งก้าว แล้วเอามีดที่กำอย่างแน่นหนาเสยพุ่งด้วยแรงทั้งหมดทะลุคอของเจ้าอสูรกาย เลือดสีม่วงๆเข้มๆกระฉูดออกทางท้ายทอย แต่มันยังไม่ตาย เจ้าตัวประหลาดไอคอกแคกขณะที่คอมันถูกเสียบด้วยมีดอยู่ แขนของมันถึงพื้นแต่ลำตัวลอยอยู่เหนือพื้นจากแรงที่ยกด้วยมีดของฮันนาร์
    “ไหนๆเจ้าก็ถูกเสียบด้วยมีดของข้าแล้ว…ข้าขอระบายความเจ็บปวดทั้งหมดในใจข้าลงที่เจ้าก็แล้วกันนะคุณตัวน่าเกลียด!!!”ฮันนาร์ยังพูดไม่ทันสิ้นเสียงก็กระหน่ำมีดแทงไปที่คอของมันอย่างไม่เว้นช่องว่างให้หายใจ เธอเสียบแทงอย่างขาดสติเลือดกระเด็นฉาบใบหน้าสวยๆของเธอ เสียงมีดดังฉึบฉับเฉือนเนื้ออย่างน่าหวาดเสียว อสูรกายตัวนั้นร้องครวญครางด้วยความทรมานดิ้นทุรนทุรายจนกระทั่งมันขาดใจตายคามีดคามือของฮันนาร์ ถึงแม้มันจะสิ้นใจไปแล้วเธอก็ยังคงเอามีดแทงๆเฉือนๆอย่างไม่หยุดจนเธอเหนื่อยหอบไปเอง ฮันนาร์ดึงมีดออกมา แขนของเธอ เสื้อผ้าของเธอ จึงได้เต็มไปด้วยคราบเลือดสีม่วง...
     
  7. สิงห์อาชา

    สิงห์อาชา สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 ธันวาคม 2013
    โพสต์:
    74
    ค่าพลัง:
    +30
    บทที่ ๒๒ หาเครื่องทุ่นแรงในการเดินทาง


    “เราบ้าไปแล้วหรอ!!?”ฮันนาร์เสียงสั่น เธอเงยหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้าแล้วส่งเสียวครางเบาๆแต่ลากยาวฟังแล้วน่าอดสูใจ โชคดีที่เธอคุมสติได้ไวไม่ปล่อยใจให้ไหลไปตามน้ำมิฉะนั้นเธอจะต้องเป็นคนจิตวิปลาสเป็นแน่ ฮันนาร์ส่ายศีรษะของเธอให้หายมึนก่อนจะลุกขึ้นค่อยๆเดินไปข้างหน้าช้าๆในขณะที่มือก็ยังคงกำมีดเล่มนั้นไว้อย่างมั่งคงหนักแน่นเช่นเดิม จนเธอไปสลบล้มฟุบลงตรงกลางป่าจนถึงอรุณเช้าวันใหม่ สุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งได้เดินผ่านมาเพื่อออกล่าอาหารในตอนเช้า มันเห็นมนุษย์นอนอยู่ก็ด้วยความสงสัยมันจึงเดินเข้าไปใกล้ๆ กลิ่นสาบเลือดเหม็นฟุ้งจนสุนัขจิ้งจอกยังทนไม่ไหว มันจึงเดินเข้ามาหาฮันนาร์ที่นอนสลบอยู่ เสียงสะอื้นละเมอของเธอทำให้จิ้งจอกตัวนั้นเลียใบหน้าของฮันนาร์ มันเลียอย่างเพลิดเพลินจนฮันนาร์ลืมตาตื่นเอามือข้างที่ไม่ได้ถือมีดคว้าจับสุนัขจิ้งจอกตัวนั้นอย่างรวดเร็ว
    “เอ้าา! เจ้าจิ้งจอกน้อยนี่เอง..ทำข้าตกใจหมดเลยนะ”ฮันนาร์เมื่อเห็นว่าเป็นสุนัขจิ้งจอกก็พูดด้วยความเมตตาแล้วค่อยๆปล่อยมันเบาๆอย่างนุ่มนวล สุนัขจิ้งจอกตัวนั้นวิ่งหนีอย่างไวด้วยความตกใจหายไปในป่า
    “เช้าวันใหม่..ข้าอยากให้สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวานเป็นเพียงแค่ความฝันเหลือเกิน”ฮันนาร์พูดด้วยสีหน้าเศร้า แต่อยู่ดีๆเธอก็ฮึดขึ้นมา ด้วยสีหน้าจริงจังเสียอย่างนั้น
    “อย่าให้การเสียสละชีวิตของพ่อต้องสูญเปล่าสิฮันนาร์!!! เราจะต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างเข้มแข็ง เราทำได้!!”ฮันนาร์พยายามยิ้มและทำใจให้เข้มแข็งพร้อมแววตาที่เปล่งประกายดั่งเพชร

    “เนื้อวัวร้านนี้อร่อยถูกปากจริง!”เบิร์กพูดขณะกำลังกัดเนื้อเข้าปาก ในร้านอาหารที่มีผู้คนมากมายนั่งอยู่ตามโต๊ะรอบๆ
    “โชคดีที่เราเจอเศษเหรียญหล่นอยู่ตามพื้น ไม่งั้นคงไม่ได้กินของดีๆแบบนี้แน่”ฮอร์ดว่า
    “กินให้เยอะๆพวกเจ้าน่ะ ยังหนุ่มยังแน่นต้องใช้แรงมากๆ”ลุงกลอมดื่มสุราจิบๆ
    “ลุงกลอม! เมื่อไหร่พวกเราจะถึงชายแดนแผ่นดินสักที นี่ก็หลายวันแล้วที่ข้าออกจากบ้านมา?”เบิร์กถามขึ้น
    “พอพูดถึงบ้าน..สองสามวันมานี้ข้ารู้สึกไม่ดีชอบกลยังไงไม่รู้”ฮอร์ดเอ่ย
    “อาการมันเป็นยังไงล่ะฮอร์ด?”ลุงกลอมกล่าว
    “ข้าก็ไม่รู้..แค่รู้สึกไม่ค่อยสบายใจสักเท่าไหร่น่ะครับ”
    “ก็คงจะแค่คิดถึงบ้านเท่านั้นล่ะหน่า..ไม่มีอะไรหรอก!!”เบิร์กเอามือตบบ่าฮอร์ด
    “อย่างที่เบิร์กพูด! เจ้าอาจแค่คิดถึงคนทางบ้านน่ะฮอร์ด”
    “ใช่! ข้าคงจะคิดมากไปเอง”ฮอร์ดยกแก้วจิบน้ำเปล่าเบาๆ
    “ตั้งแต่ร้านข้าพัง..แล้วได้มาอยู่กับเจ้าเนี่ยฮอร์ด ข้ารู้สึกทุกนาทีมีค่าขึ้นมาเลย ไม่เหมือนตอนเป็นพ่อค้าขายสุราน้ำดื่ม วันๆก็เอาแต่ต้อนรับลูกค้า ชีวิตไม่มีสีสัน อยู่แต่กับความจำเจซ้ำๆเดิมๆ”
    “ลุงอยากได้ชีวิตใหม่ ลุงก็ได้สมพรปากเลยทีนี้ เป็นไงล่ะ..ร้านพัง ฮ่าฮ่าฮ่า!!”เบิร์กหัวเราะถึงเรื่องในวันนั้น
    “ข้าก็ไม่สงสัยเลยว่าทำไมแผลบวมๆของเจ้าถึงไม่ยอมหายเสียที”ลุงกลอมแขวะเบิร์กด้วยอารมณ์ขัน
    “มา! รีบกินกันเถอะนะ เดี๋ยวต้องเดินทางต่อ!”ฮอร์ดพูดแทรกขึ้นระหว่างเบิร์กกับลุงกลอมกำลังแหย่กัน
    “ฮอร์ด..ข้าว่าเราหาม้าขี่ไปไม่ดีกว่าหรอ!!?”เบิร์กออกความเห็น
    “พวกเราไม่ได้มีเหรียญเยอะขนาดนั้นนี่ จะไปซื้ออะไรได้ นี่ก็ดีแค่ไหนแล้วที่เราได้กินของดีๆเพิ่มแรงก่อนเดินทางต่อ”
    “การขี่ม้าไปมันไวกว่าก็จริง! แต่..อย่างที่ฮอร์ดบอกพวกเราไม่มีเงินซื้อ จะให้ไปขโมยหรือไง!!?”ลุงกลอมพูด
    “ก็ใช่น่ะสิ”เบิร์กพูดเสียงเบาๆ
    “จะบ้าหรอเบิร์ก!”ฮอร์ดว่า
    “ไหนๆพวกเราก็มีชื่อเสียงเลื่องลืออยู่ ใช้ชื่อปีศาจฮัมรินให้คุ้มค่าซะสิ”
    “คุณบ้าเบิร์ก! เราเดินสบายๆตามท้องถนนในเมืองดีๆไม่ชอบ ชอบไปเดินตามป่าตามถ้ำรอให้คุณพวกโตนส์มันออกมาขย้ำอีกหรือไง!?”ลุงกลอมไม่เห็นด้วย
    “แล้วจะให้ทำยังไงล่ะ? แผ่นดินกาเรียอัสไม่ใช่เล็กๆนะ ถ้ายังเดินเท้าอยู่แบบนี้คงอีกหลายอาทิตย์ล่ะกว่าจะถึง!”เบิร์กสวน
    “ถ้าเราจะต้องเอาม้ามาขี่ให้ได้จริงๆล่ะก็ พวกเราก็ต้องหาวิธีที่มันดีกว่านี้ ไม่ใช่ไปขโมยมา ข้ามีศักดิ์ศรีของนักรบ มิใช่มหาโจรที่สร้างความเดือดร้อนให้แก่คนอื่น!”ฮอร์ดกล่าว
    “ก็แค่ขโมยม้าเอง!?”เบิร์กพยายามเกลี้ยกล่อมฮอร์ด
    “ข้ารู้ว่าเจ้าเหนื่อยเบิร์ก! แต่ข้าก็เหนื่อยเหมือนกัน เจ้าอย่าลืมสิว่าเจ้าเป็นคนชวนเราออกมาเอง ถ้าหากการที่เราจะต้องไปให้ถึงฝั่งฝันด้วยทางลัด ด้วยวิธีโกงเขามา โดยหาใช่วิธีที่บริสุทธิ์ ต่อให้ไปถึงฝันนั้นก็หาน่าภูมิใจไม่!!”ฮอร์ดพูดอย่างหนักแน่น
    “สมแล้วที่เป็นอีเลียด ฮอร์ด!”ลุงกลอมที่นั่งฟังได้เชยชมขึ้น ในขณะที่เบิร์กทำหน้าหงอย
    “เอาล่ะ! เดี๋ยวกินกันเสร็จเรียบร้อย ข้าจะลองไปคุยกับคนที่มีม้าดูให้”ฮอร์ดเห็นเบิร์กทำกิริยาสลดจึงคิดลองหาวิธีอื่นดู
    “เอ่อ..แล้วเจ้าจะทำยังไงฮอร์ด?”เบิร์กรีบถามทันที
    “ข้าก็ไม่รู้! แต่เพื่อเพื่อนข้า.. ข้าจะลองดู”
    “ข้าเกรงใจหน่าฮอร์ด..ข้าไม่เอาแล้วม้าอ่ะ”
    “เบิร์ก..ข้าเคยทำให้เพื่อนผิดหวังหรือ!?”
    “ไม่เคย..เจ้าเป็นคนที่พึ่งพาได้ตลอด”
    “ถ้างั้นก็รอดูเฉยๆ ได้ไม่ได้ข้าไม่รับปากนะ”
    “เจ้าสองคนนี่คู่รักคู่กัดกันเสียจริงๆนะ”ลุงกลอมกล่าว
    “ก็เรามันซี้กันนี่ ฮ่าฮ่า!”
    หลังจากนั้นทั้งสามคนก็รับประทานอาหารกันอย่างอร่อยปากอิ่มจุใจ เสียงของเครื่องดนตรีที่มีนักดนตรีบรรเลงภายในร้านดังเพราะเสนาะหู บรรยากาศในร้านอาหารนี้ดูหรูหราน่าเข้ามาใช้บริการเป็นอย่างยิ่ง ดนตรีบรรเลงจบไปหลายบท นักร้องหญิงประจำร้านก็ขึ้นมาร้องเพลงด้วยน้ำเสียงอันทรงพลังที่ทำให้คนฟังคล้อยตามจนเกิดอารมณ์สุนทรีย์เพลิดเพลินในการขับร้องอันเป็นธรรมชาติของนาง เมื่อทั้งสามกินเสร็จดื่มด่ำบรรยากาศในร้านอาหารเรียบร้อยแล้วก็ไปจ่ายเหรียญเพื่อออกจากร้าน
    “อิ่มอร่อยจนรู้สึกขี้เกียจขึ้นมาเลย”ลุงกลอมบิดขี้เกียจยืดเส้นยืดสาย
    “ข้าเองก็เหมือนกัน แต่เราจะทำยังงั้นไม่ได้!! เรายังมีสิ่งที่รอเราอยู่ข้างหน้า”ฮอร์ดยังคงปณิธานแน่วแน่
    “ข้าว่าวันนี้เราพักกันสักวันก็ดีนะ ผ่อนคลายอิริยาบถหน่อย”เบิร์กพูด
    “ใช่! ข้าก็เห็นด้วยกับเจ้าเบิร์กมันนะฮอร์ด วันนี้เราสามคนไปนั่งตกปลาสบายๆกันดีกว่า”ลุงกลอมเห็นด้วยกับเบิร์กครั้งแรก
    “ไม่!! เมื่อคนอย่างข้าตัดสินใจจะทำอะไรแล้วล่ะก็ จะไม่มีเฉไฉเหยาะแหยะ”
    “ข้ารู้เพื่อน..ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นคนอย่างนั้น และก็แน่ใจเมื่อวันที่เจ้าลงไปสู้กับจระเข้นั่นแหละ แต่ตึงไปมันก็ไม่ดีนะฮอร์ด”
    “เมื่อกี้เจ้ายังบอกอยากได้ม้าอยู่เลย พอออกจากร้านมาเท่านั้นก็ล้มเลิกความตั้งใจเสียแล้วหรอ!?”
    “ฟังลุงนะพ่อหนุ่มฮอร์ด…เราสามคนเหนื่อยลำบากกันมาหลายวันแล้ว พักแค่วันเดียวไม่เป็นไรหรอกหน่า”ลุงกลอมพูดโน้มน้าวฮอร์ดอีกคน
    “ลุงครับ! ความลำบากมีไว้ให้เราต่อสู้กับมัน เราสามคนบังเอิญเจอเหรียญหล่นกองอยู่กับพื้น เราโชคดีแค่ไหน อาหารที่เรากินเข้าไป ก็เพื่อเป็นเรี่ยวเป็นแรงให้กับร่างกายของเรา ถ้าหากเราเอาเวลานี้มาพักผ่อนหย่อนใจ ก็เปลืองค่าเหรียญเปล่าสิครับ”
    “นี่เธอคิดได้ขนาดนี้เลยหรอเนี่ย!!?”ลุงกลอมรู้สึกอึ้งกับคำพูดของฮอร์ด
    “งั้นก็เดินทางต่อเลยเร็ว!!”เบิร์กหงุดหงิดนิดหน่อย
    “เดี๋ยวก่อน..ข้าจะไปหาม้ามาขี่ ส่วนลุงกับเบิร์กไปพักผ่อนเถอะ”ฮอร์ดให้ข้อเสนอเมื่อเห็นพื่อนรักของเขาอยากพักจริงๆ
    “ไม่ได้!! จะให้ข้าเอาเปรียบบุรุษผู้มีหัวใจอันน่าเคารพได้อย่างไร!?”ลุงกลอมเอ่ย
    “เจ้าดุว่าเรา! แต่เจ้าก็ทำให้ทุกอย่าง ทำไม!?”เบิร์กถาม
    “เพราะทั้งสองคน คือคนที่เดินอยู่เคียงข้างข้าในตอนนี้!!”
    “ข้าจะไปหาม้ากับเจ้า ข้าหายเหนื่อยหายเจ็บแผลแล้ว”เบิร์กได้ยินฮอร์ดพูดดังนั้นก็รู้สึกดี
    “ข้าก็เหมือนกันฮอร์ด!”ลุงกลอมยืดอกขึ้น
    “ดี! งั้นเราไปกัน ไปหาม้ามาขี่ให้สะเทินดินกันไปเลย!!”
    ฮอร์ดพูดพร้อมกับเดินนำลุงกลอมกับเบิร์กไปข้างหน้า ทั้งสามคนเดินไปตามทางถนน สายตาก็มองหาร้านขายม้าขี่แต่ก็ไม่เจอ จนได้พบกับคนขี่ม้าคนหนึ่ง นั่งม้าเดินย่องๆสวนทางมา ฮอร์ดเห็นดังนั้นจึงได้เดินเข้าไปหา
    “สวัสดีท่าน!”
    “สวัสดีหนุ่มน้อย!”ชายบนหลังม้าหยุดม้าแล้วทักทายฮอร์ดกลับ
    “มิทราบว่าท่านพอจะรู้รึเปล่าว่า แถวนี้มีร้านขายม้ามั้ย คือข้ากับสหายอีกสองคนกำลังต้องการหาม้าขี่น่ะครับ!?”
    “อ้อ! นี่เจ้าหนุ่ม..เดินตรงไปข้างหน้าแล้วเลี้ยวซ้ายนะ พอเลี้ยวแล้วก็ตรงไปเรื่อยๆมันอาจจะไกลนิดหนึ่ง แต่ฟาร์มม้ามันอยู่ติดกับภูเขาลูกนั้นน่ะ”ชายคนนั้นบอกแล้วชี้ไปที่ภูเขาลูกที่อยู่ทางซ้ายมือของฮอร์ดทางขวามือของเขา
    “ขอบใจท่านมากครับ!”ฮอร์ดขอบคุณก้มหัวเล็กน้อย
    “สวัสดีพ่อหนุ่ม! ขอให้โชคดี”ชายคนนั้นอำลาแล้วควบม้าเดินต่อไป...
     
  8. สิงห์อาชา

    สิงห์อาชา สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 ธันวาคม 2013
    โพสต์:
    74
    ค่าพลัง:
    +30
    บทที่ ๒๓ ความสงสัยที่เกิดขึ้นในใจ


    ...เบิร์กกับลุงกลอมได้รีบเดินเข้ามาหาฮอร์ด
    “ได้ความว่าไง!?”เบิร์กถามก่อนเลยคนแรก
    “เห็นซอยทางซ้ายมือข้างหน้ามั้ย!? นั่นแหละเขาบอกว่าให้เราเดินเลี้ยวเข้าซอยนั้นแล้วตรงไปเรื่อยๆจนใกล้จะถึงภูเขาลูกนั้นก็จะเจอกับฟาร์มม้าเอง”
    “ถึงมันจะเป็นภูเขาที่อยู่ใกล้ที่สุด แต่มันก็ไกลสำหรับเราอยู่ดี”ลุงกลอมเอ่ย
    “ยังไงพวกเราก็ลองไปกันดูเถอะ!”ฮอร์ดพูดแล้วเดินไปข้างหน้า ลุงกลอมกับเบิร์กก็เดินตามเขา จากเวลาในยามสายก็ล่วงเลยมาจนถึงยามบ่าย แสงอันน้อยนิดที่ถูกบรรยากาศก้อนเมฆอันอึมครึมปกปิดมาทุกวันกำลังจะจางแสงลง ทั้งสามคนก็ยังเดินทางไปไม่ถึงภูเขาลูกนั้น หนทางทอดยาวไกลเสียจนสุดลูกหูลูกตากับพวกชาวบ้านที่เอาเก้าอี้มานั่งหน้าบ้านเพื่อชมบรรยากาศ ทั้งสามเดินทางมาเรื่อยๆอย่างไม่ลดละ
    “พอก่อนฮอร์ด..ข้าไม่ไหวแล้ว เฮ้ออ..เฮ้ออ”ลุงกลอมเหนื่อยล้าจากการเดินจนทรุดลง
    “ลุงครับ!”ฮอร์ดรีบไปพยุงรับไว้
    “แรงแทบจะไม่มีแล้วว..เมื่อไหร่จะถึงสักทีเนี่ย!!?”เบิร์กเองก็ตัดพ้อ
    “อดทนหน่อยพวกเรา..ดูจากทรงแล้วคงอีกไม่ไกลหรอก”
    “ถ้าเกิดเราไม่ได้ม้ามานะ..ข้าจะฆ่าเจ้าของฟาร์มทิ้งเสียเลย!”เบิร์กพูดขึ้นด้วยความเหน็ดเหนื่อย
    “ทำแบบนั้นไม่ได้นะเบิร์ก!!”ฮอร์ดพูดสวนตอบ
    “ก็ดูสิ! เราสามคนเหนื่อยแทบเป็นแทบตาย ข้าไม่ยอมปล่อยให้พวกเราเหนื่อยฟรีหรอก”
    ฮอร์ดได้ยินในสิ่งที่เบิร์กพูดก็เข้าใจ เพราะตนก็รู้สึกเหนื่อยแทบขาดใจเหมือนกัน แต่เดี๋ยวพอหายเหนื่อยเบิร์กก็เลิกคิดอย่างนั้นไปเอง
    “พวกเราลงไปพักตรงลำธารตรงนั้นก่อนดีกว่า คืนนี้เราคงต้องนอนที่นี่กัน ดื่มน้ำดื่มท่าดับกระหายซะ”ฮอร์ดกล่าวขณะพยุงลุงกลอมที่หอบจนเดินแทบไม่ไหวไปยังลำธารน้ำใสแจ๋วข้างทางเพื่อพักผ่อนยามค่ำนี้…

    ณ หมู่บ้านโอดินธันติดกับชายป่าชาร์ค ในเวลาสายของอีกวัน เสียงของลุงแบรก็ได้ตะโดนดังมาจากข้างล่างบ้านของกาแลค จนสองสามีภรรยาตื่นขึ้นด้วยอาการปรึมปรือ
    “เสียงพี่แบรนี่!? มีอะไรรึเปล่านะ!!?”กาแลคสงสัย
    “หวังว่าคงไม่ใช่ข่าวร้ายนะกาแลค!!”
    “เดี๋ยวข้าลงไปดูก่อน เจ้านอนต่อเถอะ!”กาแลคเอ่ยแล้วลุกขึ้นใส่เสื้อผ้าให้เรียบร้อยก่อนจะเดินลงบันไดมาหาลุงแบรที่กำลังยืนรออยู่หน้าบ้าน
    “สวัสดีพี่แบร!”กาแลคกล่าวทักทาย
    “สวัสดีกาแลค!”
    “มีอะไรรึเปล่าครับ!? ตะโกนเสียลั่นบ้านเชียว”
    “ข้าไปที่บ้านของอัสคัสมา โดยการถามทางชาวบ้านเอาน่ะ แต่พอไปถึงบ้านดูสกปรกรกร้างยังไม่รู้อย่างกับไม่มีคนอยู่ ตะโกนเรียกเท่าไหร่ก็ไม่มีคนตอบรับเลย..”ลุงแบรกล่าว
    “เอ่อ..ข้าก็ไม่รู้นะพี่แบร อัสคัสมันอาจจะไปล่าสัตว์ก็ได้ ลูกสาวแสนสวยมันกลับมาแล้วนี่หน่า ก็คงพาลูกไปล่าสัตว์ด้วยแหละ”
    “ข้าน่ะไปตะโกนมาสองวันแล้วนะ เมื่อวานกับวันนี้ ก็ไม่มีใครตอบรับเหมือนเดิม”
    “หืม?? ปกติอัสคัสมันไม่ล่าสัตว์ข้ามคืนนะ ไม่ได้ก็คือไม่ได้”
    “ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง!? มันก็แปลกนะ เขาหายไปไหน??”
    “ข้าก็ไม่รู้น่ะ! รอดูอีกสักวันสองวันก็แล้วกันนะครับ ถ้ายังไม่อยู่แล้วค่อยว่ากันอีกทีหนึ่ง”
    “ก็ดีเหมือนกัน! ว่าแต่เจ้าฮอร์ดกับเบิร์กมันยังไม่กลับกันมาอีก พากันเตลิดไปถึงไหนกันแล้วก็ไม่รู้?”
    “พวกเขายังหนุ่มน่ะพี่แบร..ขึ้นมาบนบ้านก่อนสิ”กาแลคเชิญลุงแบรขึ้นบ้าน
    “ไม่เป็นไร! ข้าแค่อยากมาถามเรื่องอัสคัสเฉยๆเดี๋ยวจะไปตลาดแล้ว”
    “อ่อ..ครับ”
    “ข้าไปล่ะ..เดี๋ยวตลาดจะวายเสียก่อนนี่ก็สายมากแล้ว”
    “รีบเข้านะครับ! เดี๋ยวไม่ทัน”กาแลคโบกมือให้กับลุงแบรที่หันหลังเดินไป
    ในระหว่างที่ลุงแบรกำลังก้าวเดินไปอย่างช้าๆก็พลันคิดถึงเรื่องของอัสคัส เขารู้สึกตะหงุดตะหงิดอยู่ในใจ ลุงแบรต้องการที่จะคุยกับอัสคัสเพราะอัสคัสเป็นคนเดียวที่รู้ว่าเบิร์กมาจากไหน ลุงแบรต้องการให้อัสคัสผู้มีฝีมือเก่งกล้ามาสอนศิลปศาสตร์วิชาการต่อสู้ให้กับเบิร์ก เผื่อวันข้างเขาตายไปจะได้ไม่ต้องห่วงทางนี้ ลุงแบรเดินครุ่นคิดอยู่ในใจเช่นนั้นตลอดทาง ทางฝั่งฮอร์ดกับเบิร์กและลุงกลอม ได้จัดการธุระส่วนตัวเสร็จเรียบร้อยก็เดินทางต่อเพื่อไปให้ถึงฟาร์มม้านั้น
    “วันนี้จะต้องถึงแน่!!”ฮอร์ดพูดปลุกกำลังใจ
    “ถึงตายหรือ!?”เบิร์กพูด
    “ปากเสียเจ้าเบิร์ก!!”ลุงกลอมหันไปว่าเบิร์ก
    “เมื่อเช้ากินกบย่างเป็นไง อร่อยไหมเบิร์ก?”ฮอร์ดถาม
    “อร่อย..อร่อยเหลือเกิน!”
    “ฮอร์ดหัวเราะดังลั่น”
    “ยังขมคอไม่หายเลย สงสารกบมันจริงๆ”ลุงกลอมเอ่ย
    “ก็ไม่ได้อยากเอามันมาทำหรอกนะ แต่มันจำเป็นจริงๆนี่”ฮอร์ดว่า
    “ไม่เคยคิดเลยนะว่าชาตินี้เกิดมาจะต้องได้มากินกบ”ลุงกลอมทำหน้าซาบซึ้ง
    “ฮอร์ดหัวเราะลั่นอีกรอบ”
     
  9. สิงห์อาชา

    สิงห์อาชา สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 ธันวาคม 2013
    โพสต์:
    74
    ค่าพลัง:
    +30
    บทที่ ๒๔ พาหนะแห่งความเร็ว


    ...ทั้งสามคนเดินคุยสนุกสนานเฮฮากันมาเรื่อยๆ ฮอร์ดพูดอย่างมีอารมณ์ขันจนเบิร์กกับลุงกลอมหัวเราะออกมาอย่างไม่หยุดหย่อนจนแทบหายใจไม่ทัน เสียงนกกาที่บินอยู่บนท้องฟ้าเฉี่ยวไปเฉี่ยวมาตามสายลมส่งเสียงร้องอันไพเราะลงมาประหนึ่งเสียงเพลง
    “นี่คือดาบ!”เบิร์กชี้ไปที่ดาบแล้วหัวเราะ ลุงกลอมกับฮอร์ดเห็นเบิร์กทำท่าทางตลกก็อดหัวเราะไปไม่ได้ ทั้งสามคุยไร้สาระกันจนมาถึงฟาร์มม้าที่ตั้งเป้าไว้ ที่นี่มีความกว้างมาก มีม้าหลายตัววิ่งเล่น เล็มยอดหญ้ากันจนนับแทบไม่ถูก
    “ถึงแล้วหรอ!? คุยเพลินไปหน่อยถึงซะและ!!”เบิร์กตกใจเล็กน้อย
    “ทำไมวันนี้เราไม่รู้สึกเหนื่อยเลยนะ!!?”ลุงกลอมกล่าว
    “เพราะว่าเรามีความสุขกับการเดินทางไงล่ะ เราถึงได้ไม่รู้สึกเหนื่อยกัน!”ฮอร์ดพูดขึ้นก่อนจะนำทั้งสองเข้าไปในบ้านหลังหนึ่งที่ซึ่งดูแล้วน่าจะเป็นที่พักอาศัยของเจ้าของฟาร์มม้าแห่งนี้ พวกเขาเดินเข้าไปข้างใน
    “โห!!”ฮอร์ดอุทานออกมาด้วยความตะลึง ลุงกลอมกับเบิร์กก็อุทานออกมาเช่นเดียวกัน
    “ทำไมมันดูสวยงามน่าอยู่อย่างนี้นะ”เบิร์กมองดูรอบๆบริเวณบ้านหลังนี้
    “ทำฟาร์มม้าจะไม่รวยได้ยังไงละ!”ลุงกลอมพูดขึ้น
    “สวัสดีครับ!”เสียงชายคนหนึ่งดังขึ้น ฮอร์ดรีบหันไปหายังต้นเสียงนั้นก็พบชายวัยหนุ่มผู้ใหญ่รูปร่างแข็งแรงสงบเสงี่ยมดูดีหน้าตาสะอาดสะอ้านเกลี้ยงเกลาลักษณะนิ่งๆดูน่าเลื่อมใสเดินเข้ามาหาพวกเขา
    “เอ่อ..สวัสดีครับท่าน”ฮอร์ดทักทายตอบชายผู้นั้น
    “ข้าเป็นเจ้าของฟาร์มม้าที่นี่เอง อยากได้ม้าพันธุ์ไหนก็สามารถเลือกดูได้นะครับ ฟาร์มเรามีให้เลือกหลากหลายสายพันธุ์”เจ้าของร้านคนนั้นเอ่ย ฮอร์ดได้ยินดังนั้นก็อ้ำอึ้งพูดจาไม่ถูกเพราะพวกตนไม่มีเหรียญมากพอที่จะซื้อ
    “พวกเราไม่ได้มาซื้อม้าหรอก เรามาขอยืมต่างหาก!!”จู่ๆเบิร์กก็พูดขึ้นต่อหน้าชายเจ้าของร้าน ลุงกลอมกับฮอร์ดได้ยินในสิ่งที่เบิร์กพูดออกมาก็หันขวับไปจ้องเขม็งเบิร์กทันที
    “เอ่อ..พวกคุณหมายความว่ายังไงกันที่ว่าขอยืม!!?”ชายเจ้าของร้านถามทั้งสามคน
    “จริงๆแล้วเราสามคนแค่ต้องการมาดูม้าเฉยๆน่ะครับ ไม่ได้จะมาซื้อหรือขอยืมอะไรหรอกครับท่าน พอดีเรากำลังเดินทางไกลกันน่ะ!!”ฮอร์ดพูดแก้เขิลด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
    “อ้อ..ถ้าคิดจะเดินทางไกลโดยไม่มีม้านี่ลำบากนะท่าน!?”ชายเจ้าของร้านกล่าว
    “ม้าที่นี่ราคาถูกสุดคือเท่าไหร่ล่ะ?”ลุงกลอมจึงได้เอ่ยถาม
    “ก็ประมาณ ๑๐๐ เหรียญอย่างต่ำ แต่เป็นม้าแก่นะ ส่วนมากจะไม่ค่อยมีคนใช้กันหรอก ถ้าอยากได้ม้าหนุ่มแข็งแรงๆก็ ๒,๐๐๐ เหรียญขึ้นไปน่ะครับ”ชายเจ้าของร้านว่า
    “แพงเกินไป!”ลุงกลอมส่ายหน้า
    “ราคาแพงก็จริงครับ แต่รับรองว่าคุ้มค่าแน่นอน!”ชายเจ้าของร้านยืนยันคำพูด
    “ท่านครับ..ช่วยพาเราไปดูม้าทีได้ไหม?”ฮอร์ดถาม
    “ได้สิ! ตามมาเลยครับ”ชายเจ้าของร้านเดินพาพวกเขาทั้งสามออกทางหลังบ้านตรงประตู เมื่อเปิดประตูออกมาจะเป็นฟาร์มทุ่งหญ้าเขียวขจีขนาดใหญ่ มีม้ามากมายอยู่ในเขตรั้วที่กั้นทุ่งอันกว้างนี้
    “ข้าไม่สงสัยเลยว่าทำไมเจ้าของฟาร์มถึงรวยเอาๆ!”เบิร์กเอ่ยขึ้น
    “ไม่หรอกครับท่านลูกค้า! คนเราทุกคนสามารถเป็นคนรวยกันได้ทั้งนั้นแหละครับ!”
    “จะเป็นอย่างนั้นไปได้ยังไงกันท่าน!?”เบิร์กถาม
    “ถ้าเรามัวแต่คิดว่าเราไม่มีทางร่ำรวย ยังไงเราก็ไม่มีวันร่ำรวยขึ้นมาได้”
    “หมายความว่ายังไง?? ข้าไม่เข้าใจ ?”
    “ก็เราเป็นคนบอกตัวเองไม่ใช่หรือว่าไม่มีทางร่ำรวยได้ แล้วมันจะร่ำรวยได้ยังไงกันละ? ในเมื่อท่านยังบอกกับตัวเองแบบนั้น!”
    “พูดง่ายๆก็คือ ความศรัทธาและความเชื่อจะนำพาเราไปสู่ความสำเร็จใช่มั้ย!!?”ฮอร์ดพูดขึ้น
    “ใช่! ความหมายประมาณนั้นแต่ถ้าจะให้ถูกล่ะก็ ควรเพิ่มการลงมือทำเข้าไปด้วย ความศรัทธาและความเชื่อจะเป็นพลังใจให้กับเรา แล้วในเมื่อเรามีพลังใจอันเข้มแข็งแล้ว พลังกายของเราก็จะเข้มแข็งขึ้นมาเอง จนสามารถลงมือทำได้อย่างสำเร็จเห็นผลอย่างทันตา!!”ชายเจ้าของร้านทำท่าทำทางประกอบ
    “เป็นความคิดที่ยอดเยี่ยมมาก!”ลุงกลอมที่ยืนฟังอยู่เงียบๆกล่าวชม
    “พวกท่านเคยสังเกตุมั้ยว่า? เวลาที่พวกท่านรู้สึกเหนื่อยใจ ร่างกายของท่านเองก็รู้สึกเหนื่อย เฉื่อยชาตามไปด้วย แต่ถ้าอีกวันพวกท่านรู้สึกร่างกายไม่ค่อยพร้อมสำหรับวันนี้ แต่ท่านมีพลังใจที่เข้มแข็งมุ่งมั่นมีกำลัง ท่านจะแทบไม่รู้สึกเหนื่อยเลย บางทีอาจจะมีแรงที่จะทำยิ่งขึ้นไปเสียอีก”ชายเจ้าของร้านรู้สึกเพลินในการสนทนากับพวกฮอร์ด
    “ข้าเข้าใจแล้วท่านผู้ประเสริฐ!”ฮอร์ดยิ้ม
    “นี่เรามาเจอนักปราชญ์เข้าให้เสียแล้วรึ!?”เบิร์กยืนกอดอก
    “ข้าหาใช่ผู้ทรงภูมิปัญญาท่านลูกค้า..ข้าเป็นเพียงแค่นักคิดริเริ่มคนหนึ่งก็เท่านั้นเอง!”ชายเจ้าของร้านถ่อมตน
    “ข้าชักจะไม่ต้องการม้าแล้วล่ะท่าน..ตอนนี้ข้ากลับต้องการท่านมากกว่า”ฮอร์ดพูดและหัวเราะพองาม
    “ข้าชื่อ ชาร์ฟรินเชย์ เป็นเจ้าของฟาร์ม เมื่อกี้ข้าลืมแนะนำตัว ขออภัยด้วย”
    “ส่วนข้าอีเลียด ฮอร์ด ส่วนหนุ่มที่ยืนข้างๆข้านี้ชื่อเบิร์ก ตาลุงคนนั้นชื่อกลอมนีมาร์นะ ยินดีที่ได้รู้จักครับท่านชาร์ฟรินเชย์!”
    “อีเลียด ฮอร์ดหรอ!!?ชาร์ฟรินเชย์ดูสนใจกับชื่อของฮอร์ด
    “ครับผม”ฮอร์ดตอบ
    “นี่ข้าได้เจอกับวีรบุรุษแห่งโอดิธันหรือนี่!!”
    “รู้เรื่องนี้ได้ยังไง!!?”เบิร์กถาม
    “เมื่อสองวันก่อนข้าไปหมู่บ้านเขตชายป่าชาร์คมา มีลูกค้าเขาสั่งม้าไว้ก็เลยเอาไปส่ง ได้ยินคนบ้านแถวนั้นเขารือกันว่ามีเด็กหนุ่มผู้กล้าหาญที่สามารถลงไปจัดการกับจระเข้ยักษ์ในแม่น้ำกลางป่าชาร์คเพียงคนเดียว ข้าจำชื่อได้แม่นเลย อีเลียด ฮอร์ดเนี่ย!!”ชาร์ฟรินเชย์ตอบ
    “สุดยอดเลยเพื่อนข้า วีรกรรมเลื่องลือ”เบิร์กหันไปยิ้มให้ฮอร์ด
    “เดี๋ยวข้าจะให้ม้าฟรีๆเลยล่ะกันสามตัว!!”
    “พูดเป็นเล่นหน่าา!!?”ลุงกลอมตกใจอย่างมาก
    “มีนักรบกาเรียอัสมาเหยียบฟาร์มของข้า นับว่าเป็นมงคลนัก การพิสูจน์ความเก่งกล้าด้วยการกระโดดน้ำลงไปต่อสู้กับจระเข้นับร้อยตัวนี่ ไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลยนะ”
    “ข้าโดนชมมากจนไม่รู้จะขอบน้ำใจอย่างไรแล้วครับ”
    “รอสักครู่นะฮอร์ด เดี๋ยวข้าจะไปคัดเลือกม้าพันธุ์ดีมาให้!”ชาร์ฟรินเชย์กล่าวแล้วเดินออกไปคุยกับคนงานของเขา
    “อะไรมันจะง่ายปานนั้น!?”ฮอร์ดรู้สึกงง
    “ก็ชาวกาเรียอัสเรานับถือบุคคลประเภทนี้มาก มาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษแล้ว ถ้าลุงมีลูกสาว ก็คงยกให้เจ้าไปแล้วนะฮอร์ดบอกไว้เลย!!”ลุงกลอมพูด
    “ถ้ากลับบ้านไปคราวนี้ พวกสาวๆคงวิ่งมาทับข้าแน่ ข้าตกหนักงหายไปซะนานเลย!”
    “เดี๋ยวข้าจะลองไปสู้กับจระเข้บ้าง!”
    “อย่าเลยเบิร์ก! เชื่อข้าเถอะ เมื่อลงไปในแม่น้ำแล้วเจ้าจะรู้สึกว่าตนเองคิดผิดที่สุดในชีวิตทันที”ฮอร์ดเตือนด้วยความหวังดี…
     
  10. สิงห์อาชา

    สิงห์อาชา สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 ธันวาคม 2013
    โพสต์:
    74
    ค่าพลัง:
    +30
    บทที่ ๒๕ ความเลื่อมใสของชาร์ฟรินเชย์


    ผ่านไป ๔๐ นาที…
    ชาร์ฟรินเชย์เจ้าของฟาร์มได้เดินมาหาพวกฮอร์ดที่นั่งรอกันที่โต๊ะเก้าอี้ที่มีลวดลายงดงาม มีคนงานตามชาร์ฟรินเชย์มาพร้อมกับม้าสามตัว
    “เอ๊ะ! มากันแล้ว!!”ลุงกลอมเห็นชาร์ฟรินเชย์เดินมาก็พูดขึ้น ฮอร์ดกับเบิร์กได้ยินแล้วหันไปมองจึงลุกจากเก้าอี้
    “ขอโทษที่ให้รอนานนะท่านอีเลียด ฮอร์ด พอดีพวกเราใช้เวลาคัดเลือกม้าอย่างละเอียดประณีตที่สุดน่ะครับ”ชาร์ฟรินเชย์เดินมาหยุดตรงหน้าพวกเขาทั้งสามก่อนจะเอ่ยปากพูด
    “ท่านไม่ต้องทำถึงขนาดนี้ก็ได้ครับ แค่ท่านให้เราสามคนยืมม้า จะม้าดีหรือไม่ดี ก็เป็นบุญคุณมากพอแล้ว”ฮอร์ดทำท่าทางอย่างนอบน้อม
    “ม้าขนสวย กล้ามเนื้อส่วนขาเป็นมัดๆดูแข็งแรง แผงคอยาวสง่า เล่นซะไม่กล้าขึ้นขี่เลย ม้าดีขนาดนี้ควรเหมาะแก่ราชาเท่านั้น!!”ลุงกลอมว่า
    “ราชามีแต่เฉพาะพวกสัตว์น่ะครับคุณลุง มนุษย์อย่างเราๆยังหาคนที่คู่ควรกับคำนี้ไม่ได้”ชาร์ฟรินเชย์กล่าว
    “แล้วคนที่จะเป็นราชาในหมู่มนุษย์ได้ ต้องทำยังไงล่ะ!!?”เบิร์กถามด้วยความสงสัย
    “ต้องเอาชนะใจมหาชนทั้งหลายได้ครับ ข้าเชื่อว่าถ้าวันใดวันหนึ่งมีคนแบบนั้นเกิดขึ้นมาจริงๆ ชาวเราจะต้องยกย่องเขาให้เป็นราชาเองแหละครับ ทุกวันนี้ก็มีแต่คนที่บ้าอำนาจอยากไต่เต้าเป็นใหญ่ คนพวกนี้ไม่มีทางที่จะถูกยกย่องนับถือหรอก”
    “อย่างนี้แล้วเจ้ายังอยากยกม้าให้พวกเราผู้ต่ำต้อยอยู่อีกหรือ??”ลุงกลอมถาม
    “พวกท่านเป็นสหายร่วมเดินทางของอีเลียด ฮอร์ด! ข้ายิ่งเต็มใจ ท่านบอกว่าม้านี้ควรค่าแด่กษัตริย์ราชา งั้นข้าขอยกม้านี้ให้กับพวกท่าน”ชาร์ฟรินเชย์ยิ้ม
    “ข้ารับม้าของท่านไม่ได้ครับ! ข้าขอโทษนะ ม้าที่ท่านคัดมามัน..เอ่ออ..มันสูงส่งเกินไปสำหรับพวกเรา”ฮอร์ดไม่ขอรับม้าจึงกล่าวปัดอย่างนุ่มนวล
    “อีเลียด ฮอร์ด! ข้าไม่รู้ว่าพวกท่านทั้งสามจะเอาม้าไปยังที่แห่งไหน แต่ว่า..ถ้าม้าของข้ามันได้ไปอยู่กับคนที่มีศักดิ์ศรีและเกียรติอันยิ่งใหญ่ ข้าผู้เป็นเจ้าของย่อมมีความสุขที่ได้เห็น โปรดรับไว้เถอะ! เผื่อสักวันพวกท่านสักคนอาจได้เป็นราชา จะได้ถือว่าเป็นวาสนาของข้าด้วย!!”ชาร์ฟรินเชย์ยังคงยัดเยียดม้าให้พวกเขา ในระหว่างที่เขาพูด เขาจะชายตาไปมองฮอร์ดอยู่ตลอดเวลาด้วยประกายแห่งความหวัง ความเชื่อใจ จนในที่สุดพวกฮอร์ด เบิร์ก และลุงกลอมก็ต้องยอมรับม้าจากชาร์ฟรินเชย์มาด้วยความรู้สึกอึดอัดใจประมาณหนึ่ง ม้าสามตัวถูกจับจองเป็นเจ้าของ ลุงกลอมได้ม้าขนสีขาว แผงคอขาว กับเบิร์กนั้นได้ม้าสีน้ำตาล แผงคอดำ และฮอร์ดเด็กหนุ่มผู้กล้าหาญของเรา ได้ม้าอันมีลักษณะพิเศษกว่าม้าสองตัวที่กล่าวไป ขนของม้าตัวนี้ดำสนิทเงางามเป็นประกายสีพระจันทร์แวววับ แผงคอดำสนิทเงาประหนึ่งสีขนยาวสลวย มองดูแล้วสง่างามยิ่ง ในตอนแรกที่ชาร์ฟรินเชย์เอาม้ามาให้พวกเขาทั้งสามเลือกนั้น ม้าขนสีดำประกายงามตัวนี้ได้เดินย่องเบาๆอย่างสง่ามาหาฮอร์ดเองอย่างน่าอัศจรรย์ เบิร์กกับลุงกลอมพยายามจะเข้าไปดึงจับมันมาเป็นของตนก็หาดึงมาได้ไม่ มันแข็งแรงมากจนดึงไม่ไป แต่เมื่อมันเดินมาถึงฮอร์ด ฮอร์ดดึงเชือกไปทางซ้ายมันก็เอียงซ้าย ดึงไปทางขวามันก็เอียงขวาอย่างกับมันยอมสวามิภักดิ์แด่ฮอร์ดเพียงผู้เดียว ชาร์ฟรินเชย์เมื่อได้เห็นดังนั้นก็กล่าวว่า
    “ม้าสีดำสวยตัวนี้ เป็นม้าที่ดีที่สุดในฟาร์ม ในทุกวันที่มีลูกค้าเข้ามาเลือกดู ทางเราไม่เคยดึงม้าตัวนี้มาเสนอแก่ลูกค้าได้เลย นี่เป็นวันแรกที่ม้าตัวนี้อยู่ดีๆมันก็เชื่องว่านอนสอนง่าย ข้าได้ม้าตัวนี้เมื่อเดือนที่แล้ว มันเดินมาอยู่ตรงหน้าประตูคอก มันหยุดอยู่ตรงนั้นผงกหัวไปมาอยู่สองวันก็ยังยืนอยู่ที่เดิม ทางเราก็เลยเปิดคอกให้มันเข้ามาก็เห็นว่าลักษณะดี แต่พอเอาเข้ามาก็คุมมันไม่ได้เลย!!”
    เมื่อฮอร์ดรู้ดังนี้หัวใจของเขากลับรู้สึกเปรมปรีดิ์ขึ้นมาทันที เมื่อทั้งสามขึ้นนั่งหลังม้ากันหมดทุกคนแล้ว ฮอร์ดได้เอามือลูบตรงส่วนหน้าของม้าสีดำงามตัวนี้เบาๆ
    “ในเมื่อเจ้าเลือกที่จะมาหาข้า! ข้าจะให้ชื่อเจ้าว่าฮัมรินนะ ปีศาจฮัมริน!!”ฮอร์ดเอ่ยข้างหูของมัน เมื่อสิ้นเสียงฮอร์ด ม้าฮัมรินก็ผงาดแผ่อำนาจด้วยการยืนสองขาทันทีจนฮอร์ดทรงตัวแทบไม่ทัน
    “ใช่! ฮัมริน..นี่คือชื่อของเจ้า!!”ฮอร์ดหัวเราะด้วยน้ำเสียงเบิกบาน เบิร์กกับลุงกลอมที่นั่งอยู่บนหลังม้าอย่างเงียบๆก็รู้สึกยินดีกับฮอร์ดด้วยที่ได้ม้าชั้นยอด
    “ขอบคุณท่านมากชาร์ฟรินเชย์! บุญคุณของท่านข้าจะไม่ลืมเลย สักวันข้าจะกลับมาหานะท่าน!!”ฮอร์ดกล่าวขอบคุณเสียงดังพร้อมกับคำนับศีรษะเล็กน้อยก่อนจะควบม้าฮัมรินวิ่งออกไปจากฟาร์มพร้อมกับเบิร์กและลุงกลอม
    “ข้าว่า..ข้าได้เจอกับราชาแล้วล่ะ!”ชาร์ฟรินเชย์ยิ้มแล้วหันมาพูดกับคนงานของเขา

    “มีม้ามันสบายแบบนี้แหละ!! เอาล่ะเด็กๆตามข้ามา!!”ลุงกลอมตะโกนบอกฮอร์ดกับเบิร์กให้ได้ยินเพื่อชลอม้าฟัง ตนจึงใช้จังหวะนี้ควบม้าแซงนำหน้าไปอย่างสนุกสนานโดยเบิร์กรีบตามติด
    “อีกแค่นิดเดียวเท่านั้น…มหาสมุทร!!!”ฮอร์ดอุทานเบาๆขณะเบิร์กกับลุงกลอมขี่ม้านำหน้าไปแล้ว เขามองไปยังท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ เขาหวังว่าปลายทางที่พวกเขากำลังจะไปหานั้นจะไม่ใช่เพียงแค่ความฝัน…
     

แชร์หน้านี้

Loading...