ฌาณโลกีย์ และ ฌาณโลกุตตระ ขอความรู้ครับจากทุกท่านเลยครับ

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย รักษ์11, 8 ตุลาคม 2010.

  1. รักษ์11

    รักษ์11 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 กันยายน 2010
    โพสต์:
    248
    ค่าพลัง:
    +516
    ก็ตามหัวข้อกระทู้เลยครับ คือผมอยากทราบอ่ะครับ

    ตอนที่เข้าอยู่ในอารมณ์สมาธิ จิตใจไม่มีนิวรณ์กวนใจแล้ว

    อารมณ์ใจถ้าเปรียบเทียบกัน ความสุขใจ ใครจะมีมากกว่ากัน

    ระหว่างผู้ที่ได้ฌาณโลกีย์ กับ ฌาณโลกุตตระ

    ปุชฉา..ก็ในเมื่อกิเลสก็ไม่กวนใจเช่นกัน

    วิสัชนา...............................
     
  2. ขันธ์

    ขันธ์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 ตุลาคม 2006
    โพสต์:
    7,917
    ค่าพลัง:
    +9,182
    คนที่ได้โลกุตระฌาณ ย่อมเห็น เวทนาในเวทนา คือ สุขในสุขได้ประณีตกว่า

    เพราะว่า สุขที่โลกียฌาณเห็นนั้น ยังยึดเอาไว้

    แต่สุขในโลกุตระฌาณนั้น เพราะมีมหาสติปัฎฐาน จึงปล่อยสุขอย่างหยาบ แล้ว มีเวทนาในสุขอันละเอียดยิ่งขึ้น ปล่อยสุขละเอียดนั้น จึงปล่อยยิ่งๆขึ้นไปจนถึงวิมุตติ ได้กลายเป็น นิพพานัง ปรมังสุขัง

    แต่ว่า ในโลกียฌาณ แม้ว่าไปถึง ฌาณ 4 แล้ว เขาก็ยังแบก ตัวตนไปด้วยนั้นแหละ
    ดังปรากฎว่า แม้ว่า เข้าถึงฌาณ 4 แล้ว ก็ยังมีสัญญา มีเวทนา มีสังขาร มีวิญญาณ

    แม้กระทั่ง อรูปฌาณ ก็ไม่เท่า โลกุตระฌาณ เพราะ ปล่อยไม่เป็น ยังแบกสังขาร
     
  3. ขันธ์

    ขันธ์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 ตุลาคม 2006
    โพสต์:
    7,917
    ค่าพลัง:
    +9,182
    การปล่อยสุข นี้เอง จึงทำให้ก้าวเข้าสู่ ภพแห่ง สวรรค์ ก้าวเข้าสู่ภพแห่งพรหม

    ที่เขาว่า ติดกันในสุข ก็คือ หยุดอยู่แค่ภพนั้นๆ เพราะปล่อยสุข ไปหาสุขอันประณีตยิ่งๆขึ้นไปไม่เป็น

    เพราะปัญญา ในไตรลักษณ์ ไม่แจ่มแจ้ง

    การจะมีปัญญาในไตรลักษณ์ ได้แจ่มแจ้งนั้น จะต้องเจริญวิปัสสนา และ มหาสติปัฎฐาน 4 ให้ชำนาญ จะเห็น เวทนาในเวทนา จิตในจิต ปล่อยจิตหยาบ เข้าสู่จิตละเอียด ปล่อยเวทนาหยาบ เข้าสู่เวทนาอันละเอียดได้

    ปล่อยธรรมไม่ครอบ เข้าสู่ธรรมที่ครอบยิ่งๆ ขึ้นไป จนใจนี้เป็น ธรรมทั้งดวง
     
  4. jinny95

    jinny95 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 ตุลาคม 2007
    โพสต์:
    6,074
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +9,667
    ฌานโลกุตตระ ไม่ได้เป็นไปแบบยึดติด ไม่ได้เป็นไปด้วยความยึดมั่นถือมั่น แต่หากเป็นไปเพื่อถอดถอน เป็นไปเพื่อความละชาติภพทั้งหลาย และดำเนินไปด้วยความรู้อยู่ตลอด จะเป็นฌานไหน ก็รู้ตัวอยู่เสมอ ปล่อยให้ฌานไล่ลำดับไปตามสภาวะที่ปัจจัยมันควร จึงขึ้นบ้าง จะลงบ้าง ก็ไม่หวั่นใจอะไร

    ส่วยฌานโลกีย์ นั้นเป็นไปแบบตัณหาบ่งการ เป็นไปด้วยความทะยานอยาก ความสุข จึงน้อยกว่า ในขณะที่ความเข้าใจผิด เข้าใจว่าฌาน ภวังค์ เป็นปรากฎการณ์ต่าง ๆ เป็นฐานะ ที่จะออกถึงภูมิธรรมที่สูงขึ้นยังมีอยู่มาก

    ส่วนผู้ปฎิบัติที่กลัวว่าจะติดฌาน ก็ขอแนะนำให้ให้อาปา หรือพองยุบ ตรงนี้จะช่วยไม่ให้ยึดติด หรือเข้าฌานได้สูงนัก เพราะกายกระเพื่อม ลมปะทะ แสดงออกเสมอ เป็นไปอย่างมากก็ฌานสาม ซึ่งก็ถือว่าพอสำหรับเป็นฐานของสติฐาน หรือน้อมสู่ไตรลักษณ์ต่อไป อย่างผมถ้าดูลมดูท้องมันก็อยู่แค่นี้ ถ้าจะเข้าฌานสี่ต้องหาอะไรมาเกาะ เช่น นึกถึงดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ แสงเทียน พวกนี้ ฌานถึงไล่ขึ้นไป
     
  5. อวตาร.

    อวตาร. เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 ธันวาคม 2009
    โพสต์:
    411
    ค่าพลัง:
    +633
    วิสัชนา...ถ้าเทียบฌานต่อฌาน ความสุขในฌาน ก็เหมือนกันครับ เพราะข่มไว้ด้วยสมาธิ
    แต่ถ้าสมาธิถอยกิเลสจะจัดการโลกีย์แต่ทำอะไรโลกุตตระไม่ได้
     
  6. siratsapon

    siratsapon เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 ตุลาคม 2005
    โพสต์:
    368
    ค่าพลัง:
    +642
    ขอตอบเจ้าของกระทู้ดังนี้

    ปุจฉา : ตามหัวข้อกระทู้เลยครับ คือผมอยากทราบอ่ะครับ ตอนที่เข้าอยู่ในอารมณ์สมาธิ จิตใจไม่มีนิวรณ์กวนใจแล้ว อารมณ์ใจถ้าเปรียบเทียบกัน ความสุขใจ ใครจะมีมากกว่ากัน ระหว่างผู้ที่ได้ฌาณโลกีย์ กับ ฌาณโลกุตตระ ปุชฉา..ก็ในเมื่อกิเลสก็ไม่กวนใจเช่นกัน

    วิสัชนา : ขอตอบตามความเห็นส่วนตัวครับว่า การจะทราบความแตกต่างว่าโลกียฌานกับโลกุตรฌานใครมีความสุขใจมากกว่ากันเมื่อเข้าฌานไปแล้ว ตรงนี้ต้องตอบว่าโลกุตรฌานมีความสุขมากกว่า เพราะเนื่องจากว่า โลกียฌานยังเป็นระดับความสุขระดับที่ยังเกี่ยวข้องกับโลกยังไม่พ้นไปจากโลก ยังพัวพันกับโลก เป็นระดับโลกียสุข ส่วนโลกุตรฌานเป็นระดับความสุขที่พ้นจากโลกไม่พัวพันกับโลก หรือติดข้องใดๆ กับโลก อยู่เหนือโลก เป็นระดับโลกุตรสุข

    เหตุผลอีกประการหนึ่งที่ทำให้ผู้ที่ได้ฌานสองคน คนหนึ่งเป็นปุถุชนได้โลกียฌาน กับอีกคนหนึ่งเป็นอริยบุคคลได้โลกุตรฌานได้ความสุขในฌานเดียวกัน เช่น ปฐมฌาน เป็นต้น แต่ว่าทั้งสองคนจะเป็นฌานที่ปราณีตไม่เท่ากันเนื่องจาก คนแรกที่เป็นปุถุชนได้ทำให้กิเลสคือนิวรณ์ระงับลงไปก็จริง แต่การทำให้ระงับลงไปของเขายังคงเป็นการระงับแบบไม่ถาวร เป็นการระดับหรือละด้วยการข่มเอาไว้ด้วยฌาน เรียกว่า "วิขัมภนปหาน" เวลาเข้าฌาน ฌานที่ปรากฏ จึงยังถือว่าไม่บริสุทธิ์นัก

    ส่วนผู้ที่เป็นอริยบุคคลทำให้กิเลสคือนิวรณ์ระงับลงไปเหมือนกัน แต่การทำให้ระงับลงไปของเขานั้นเป็นการระงับแบบถาวรแล้ว ยิ่งเป็นพระอรหันต์จะระงับลงไปทุกอย่างไม่เกิดขึ้นอีกเลย เป็น "สมุจเฉทปหาน" จึงไม่ต้องข่มเอาไว้ เป็นไปอย่างนี้ตลอดเวลาอยู่แล้ว ดังนั้น เวลาเข้าฌาน ฌานที่ปราฏก จึงเป็นฌานที่บริสุทธิ์ยิ่งกว่า

    นอกไปจากนี้ อริยบุคคลบางท่านโดยเฉพาะผู้ที่สำเร็จอรหันต์แล้ว เวลาที่เจริญสมาธิจะใช้สุญญตเป็นอารมณ์ จะไม่ได้ใช้อารมณ์กรรมฐานทั่วๆ ไป เรียกว่าใช้นิพพานเป็นอารมณ์ก็ได้ เวลาเข้าจึงฌานจึงมีอารมณ์ละเอียดปราณีตกว่าคนที่ยึดเอาสิ่งอื่นๆ เป็นอารมณื เช่น ธาตุสี่, ลมหายใจ เป็นต้น เปรียบเทียบตัวอย่างก็เหมือนกับผู้ที่ฝึกฌานโดยใช้กสินไฟเป็นอารมณ์ ย่อมจะเป็นอารมณ์ที่หยาบกว่าผู้ที่ฝึกฌานด้วยอานาปานสติอันมีลมหายใจเป็นอารมณ์

    ลองดูเพิ่มเติมในเรื่อง :

    สุญญตวรรค (การไม่ใส่ใจสัญญาต่างๆ)
    �����ûԮ�������� �� - ����ص�ѹ��Ԯ�������� �

    อเสขสูตร (การเพ่งแบบม้ากระจอก-ม้าอาชาไนย, การเพ่งแบบบุรุษกระจอก-บุรุษอาชาไนย)
    �����ûԮ�������� �� - ����ص�ѹ��Ԯ�������� ��

    ขอให้เจริญในธรรม
     
  7. เอกวีร์

    เอกวีร์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 มกราคม 2008
    โพสต์:
    3,972
    ค่าพลัง:
    +3,242


    แค่ตั้งคำถาม ก็ผิดแล้ว

    คุณไปเห็นว่า สภาวะกิเลสไม่กวนใจ ไปยึดสภาวะนี้เข้า เลยทำให้สับสน
    พอสับสน ก็เลยเผลอตั้งคำถามที่ไม่ถูกต้องโดยหลักการ

    ขอให้คุณทำความเข้าใจใหม่ว่า

    โลกียฌาณ เป็นเรื่องของคนที่ ประหารกิเลสไม่ได้สักตัว

    โลกุตรฌาณ เป็นเรื่องของบุคคลผู้ที่ประหารกิเลสได้บางส่วนขึ้นไป

    เมื่อตั้งความรู้ใหม่ เอาความสิ้นไป การดับของกิเลส เป็นสำคัญ ไม่ใช่แค่
    มันมากวนหรือไม่มากวน คุณก็จะพบว่า อะไรมีความสุขมากกว่ากันโดยไม่
    ต้องถาม ไม่ต้องไปดูเรื่องเวทนา ไม่ใช่ไปดูความปราณีตของ ฌาณ ของ
    สิ่งประกอบองค์ฌาณ

    แต่สมมติว่า เจ้าของกระทู้ ไม่ได้สนใจเรื่องการสิ้นไปของกิเลสเป็นสำคัญ ก็
    อาจจะเป็นไปได้ว่า ไปเห็นว่า บุคคลบางจำพวกแม้จะทำกิเลสให้สิ้นไปชนิด
    ราบคราบ(ถึงความเป็นอรหันต์)แต่ก็ไม่ฤทธิ์ ไม่มีฌาณ พอไม่มีฌาณเพื่อการ
    มีฤทธิ์ คุณอาศัยตรงนี้เป็น จุดวัดความสุข ความปิติ(องค์ฌาณ) แบบนี้ก็
    จะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เป็นคนละเรื่องกัน

    หากใช้การวัดแบบนี้ ก็ดูเหมือนๆว่า จะต้องยกให้ โลกียฌาณ มีความสุข(องค์ฌาณ)
    มีปิติ(องค์ฌาณ)มากกว่า มีปิติมากจนแสดงฤทธิ์ได้ ต่างจากคนที่สุข(ไม่ใช่เรื่ององค์ฌาณ)
    เพราะสิ้นกิเลสแต่แสดงฤทธิ์ไม่ได้

    อย่างไรเสีย ก็แล้วแต่ว่าจะพิจารณา.....

    จะเอาความสุขแบบอนาถาเป็นเกณฑ์เก่งได้อย่างมากก็ พระเจ้าจักรพรรดิ์
    ( พอถึงวาระหนึ่ง ฐานะพระเจ้าจักรพรรดิ์ก็หมดลง ฌาณใดๆก็ลืมหายไปสิ้น
    มันไม่เที่ยง มีมากกว่าแต่ก็ไม่เที่ยง )

    หรือจะเอาความสุขที่เป็นความบริสุทธิ์เป็นเกณฑ์ แค่โสดาบันไม่มีฤทิธ์อะไร
    ก็เลิศกว่าคนที่มีความสุขจากโลกียฌาณหลายเท่าตัว
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 8 ตุลาคม 2010
  8. รักษ์11

    รักษ์11 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 กันยายน 2010
    โพสต์:
    248
    ค่าพลัง:
    +516
    ขอบคุณทุกๆท่านที่ได้ไห้ความกระจ่าง และความรู้ครับ

    แต่ผมเคยอ่านเจอในหน้งสือพระไตรปิฏก เป็นภาษาเข้าใจยากหน่อย

    แต่ก็พอจับใจความได้

    พระศาสดา ทรงตรัสว่า บุคคล ที่ยังเสพ ความบันเทิง เสพเรื่องประโลมโลกต่างๆ

    ถ้าได้เปรียบเทียบกับคนได้ฌาณแล้ว มี ปฐมฌาณ ถึง ญาณสูงๆเป็นต้น

    พระศาสดาทรงเปรียบว่า ความรู้สึกทางใจก็เปรียบได้กับนิพพานนั้นแล

    ตรงนี้ผมยัง งงๆอยู่ครับ ท่านผู้รู้โปรดชี้แนะ เพิ่มทางสว่าง

    ไห้ผู้ใฝ่รู้หน่อยเถิดครับ
     
  9. หลบภัย

    หลบภัย เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 มิถุนายน 2009
    โพสต์:
    2,207
    ค่าพลัง:
    +3,123
    นิพพานกังวาลอยู่ที่จิต โดย ผู้รู้ ท่านหลวงตามหาบัว
    [MUSIC]http://palungjit.org/attachments/a.1170033/[/MUSIC]
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  10. ศิษย์โง่งม

    ศิษย์โง่งม สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    8
    ค่าพลัง:
    +23
    เราทำสมาธิเพื่อไปหาสุขสงบตามขั้น
    ขั้นไหนสูงกว่าขั้นนั้นย่อมสุขสงบกว่า..
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

    • erawan02.jpg
      erawan02.jpg
      ขนาดไฟล์:
      16.9 KB
      เปิดดู:
      445
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 8 ตุลาคม 2010
  11. ศิษย์โง่งม

    ศิษย์โง่งม สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    7 ตุลาคม 2010
    โพสต์:
    8
    ค่าพลัง:
    +23
    การอ้างพระวจนะของพระพุทธเจ้า ที่มีในพระไตรปิฏกจะเป็นภาษาบาลี
    หากไม่มีความรู้ด้านพระปริยัติธรรมดี อย่าไปอนุมานเอง
    จะผิดเพี้ยนเปล่าประโยชน์ หากอยากได้ความรู้ที่ถูกต้อง
    กรุณาแสดงข้อสงสัยในพระธรรม
    เป็นประโยคบาลี ในนี้จะมีผู้รู้มาแปลและอธิบายให้
    คำถามที่อ้างอิงพระวจนะมานั้น ไม่มีในพระไตยปิฏก..เลยไม่มีคำตอบ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 8 ตุลาคม 2010
  12. ผู้พันจุ่น

    ผู้พันจุ่น เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    22 สิงหาคม 2007
    โพสต์:
    1,396
    ค่าพลัง:
    +2,983
    ฌาน คือ การเพ่งอารมณ์จนจิตใจแน่วแน่

    ฌานโลกีย์ ที่ได้จากทางโลก กับ ฌานโลกุตตระ ที่ได้จากทางเหนือโลก พ้นโลก

    เปรียบเทียบความสุขที่ได้จากฌานโลกีย์กับโลกุตตระ สองสิ่งนี้ โลกกุตตระย่อมเหนือกว่า

    เช่นเดียวกับ ความสุขทางโลก และ สุขทางธรรม นั่นเอง............................

    แต่สุขทางธรรม จะทำได้ยากกว่าสุขทางโลก.
     
  13. อวตาร.

    อวตาร. เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    26 ธันวาคม 2009
    โพสต์:
    411
    ค่าพลัง:
    +633
    พูดเรื่องฌาน เวลาพระอริยะเจ้าเข้าฌานสี่ กับ ปุถุชนเข้าฌานสี่
    อาการของฌานสี่ละเอียด มันก็เหมือนกันนั่นแหละครับ
     
  14. Samarnl

    Samarnl เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    27 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    2,287
    ค่าพลัง:
    +4,704
    ท่านแบ่งออกเป็นสองอย่างคือ โลกียฌาน กับ โลกุตตรฌาน
    โลกียฌาน เป็นฌานของปุถุชนที่ยังไม่ได้สำเร็จเป็นพระอริยะ ปุถุชนเข้าฌานเพื่อระงับนิวรณ์ ทั้ง5 เพื่ออยู่ในสุขที่เป็นโลกียฌานที่เป็นเพียงวิกขัมภนประหาน ประหานโดยการข่มไว้เปรียบเหมือนหินทับหญ้า
    โลกุตตรฌาน เป็นฌานของพระอริยะที่ได้สำเร็จเป็นพระอริยะแล้วมีพระโสดาบันเป็นต้น พระอริยะเข้าฌานเพื่อระงับนิวรณ์ที่ยังไม่ได้ประหานคือที่ยังหลงเหลืออยู่ ได้แก่พระอริยะเบื้องต่ำ๓ เพื่ออยู่ในสุขที่เป็นโลกุตตรฌานที่เป็นเพียงวิกขัมภนประหาน ประหานโดยการข่มไว้เปรียบเหมือนหินทับหญ้า​
    ถ้าจะเปรียบเทียบความสุขทั้งโลกียฌานกับโลกุตตรฌานทั้งสองนั้นต้องดูว่าปุถุชนกับพระอริยะอยูในฌานไหน ถ้าอยู่ในฌานที่เท่ากันก็มีความสุขที่เท่ากันเพราะองค์ฌานเท่ากัน ถ้าอยู่ในฌานที่ต่างกันก็มีความสุขไม่เท่ากันเพราะฌานชั้นสูงมีความละเอียดกว่าฌานที่ต่ำกว่า​
    ขอตอบเพียงเท่านี้เพราะมีความรู้เท่านี้


    [​IMG]
     
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดยผู้ดูแล: 18 ตุลาคม 2010

แชร์หน้านี้

Loading...