เป็นตลก ได้บุญหรือ บาป ครับ

ในห้อง 'กฎแห่งกรรม - ภพภูมิ' ตั้งกระทู้โดย surer, 10 พฤษภาคม 2012.

  1. surer

    surer เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    1,508
    ค่าพลัง:
    +1,317
    [​IMG]
    คือผมได้ยินมาว่า อาชีพนักแสดง เป็นอาชีพบาป
    ตลกก็ถือว่าอยู่ในหมวดนักแสดง แต่เค้าให้ความสุขคนดู
    ผมเลยสงสัยว่า บาปป่าวคับ
     
  2. pinkiss

    pinkiss Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 กันยายน 2010
    โพสต์:
    81
    ค่าพลัง:
    +40
    ไม่บาปนะคะ เราแสดงตลกเพราะต้องการให้คนอื่นหัวเราะ มีรอยยิ้ม และคนที่ได้รับฟังก็รู้ว่าเป็นการทำงานค่ะ
     
  3. Piagk3

    Piagk3 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    4 ตุลาคม 2011
    โพสต์:
    606
    ค่าพลัง:
    +1,223
    บาปหรือไม่ ผมไม่สามารถบอกได้ แต่ หลวงตาที่ผมได้เคยใส่บาตรท่าน ท่านบอกว่าการพูดหลอก พูดไม่จริง หรือจะเป็นคำพูดเล่น พูดตลก ท่านบอกว่านั่นเป็นการผิดศีลข้อ 4 คือมุสาวาท ก็พิจารณาดูเอาก็แล้วกัน
     
  4. Saber

    Saber เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    5,941
    กระทู้เรื่องเด่น:
    19
    ค่าพลัง:
    +11,838

    จขกท ครับ

    ผมถามกลับ สั้นๆ ง่ายๆ

    เอาอะไรมาเป็น บุญ กุศล ครับ

    รู้จัก บุญ กุศล ไหมครับ

    ถ้าพูดแค่ ให้ความสุข คน ไม่ทราบว่า ไป บริการ กาม คนอื่น ให้ความสุข คน จะได้อะไรครับ ?


    สุข ๆ ๆ
     
  5. ปุณบพิธ

    ปุณบพิธ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 มกราคม 2012
    โพสต์:
    1,102
    ค่าพลัง:
    +2,137
    ก็เป็นการกระทำที่ ทำให้คนยึดในอารมณ์ ไม่มีสติเป็นปัจจุบัน ทำให้คนยึดติดกับชาติภพ นั่นแหละครับ
     
  6. newborn

    newborn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 ธันวาคม 2007
    โพสต์:
    123
    ค่าพลัง:
    +231
    คุณ pinkiss ถ้าไม่รู้จริงก็อย่ามาบอก จขกท ว่าไม่บาป

    คุณ pinkiss ถ้าไม่รู้จริงก็อย่ามาบอก จขกท ว่าไม่บาป ถ้า คุณ pinkiss ไปศึกษาอย่างถ่องแท้แล้วจะรู้ว่า อาชีพนักแสดง ตลก เป็นบาป เพราะเป็นการพูดเรื่องไม่จริง ทำการแสดงให้คน หัวเราะบ้าง ดีใจบ้าง เสียใจบ้าง ทำให้คนขาดจากสติ ไปหลงยึดอารมณ์ ดังนั้นจึงเป็นบาป
     
  7. NARKA

    NARKA เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กุมภาพันธ์ 2006
    โพสต์:
    1,568
    ค่าพลัง:
    +4,561
    บาป...
    ไปดูในพุทธประวัติ ก็จะมีการบรรยายไว้ ในการมุสา หลอกลวงพวกนี้
    แต่อย่าไปคิดมาก ทุกอาชีพ มีบาปทั้งสิ้น...ไม่เว้นแม้แต่อาชีพพระ...
    ..เหตุเพราะ กรรม ที่ ทำให้เกิดภพชาติ มันจะมาสนองเราอยู่ตลอดเวลา...
    ...เป็นทหารเป็นตำรวจ อ้างว่าทำเพื่อชาติ เพื่อประชาชน อ้างว่าเจตนาดี พิทักษ์ชาติ พิทักษ์ประชาชน
    ผลสุดท้ายไปดูได้ในนรกทุกคนที่ว่าไม่บาป เพราะไปฆ่าเขาตาย...อยู่ในนรกทั้งนั้น....
    ..แต่จะไปหาอาชีพที่ทำบาปน้อย ก็หายาก ดังนั้นอาชีพอะไรๆก็ทำมาหากินไป มันเป็นอาชีพบาป ก็บาป..แต่จิตเราก็อย่าไปตก....แล้วไปทำผิดในด้านอื่นๆของกาย วาจา ใจ ก็แล้วกัน..นั่นยิ่งเพิ่มบาปให้มากขึ้น
     
  8. bosslnwskr10

    bosslnwskr10 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 ธันวาคม 2009
    โพสต์:
    1,912
    ค่าพลัง:
    +1,512
    นานๆ จะมีคนมาเม้นถูกใจผมซักคนนะครับ like เลย ^^
     
  9. Fabreguz

    Fabreguz เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    645
    ค่าพลัง:
    +1,912
    จะเรียกว่าบาปก็ไม่เชิงนะครับ เรียกว่าเป็นการสะสม อุปนิสัย ในการ พูดเพ้อเจ้อ พูดส่อเสียด พูดนินทา พูดโกหก ... อุปนิสัย เช่นนี้จะทำให้ขัดต่อ การบรรลุธรรม คือ การฟังธรรมจะเข้าใจได้ยาก เกิดปัญญาได้ยาก... แต่คนที่คิดดี พูดดี ก็จะ ฟังแล้วเข้าใจเกิดปัญญาได้ง่าย สรุปคือ ประโยชน์จากการทำให้คนอื่นหัวเราะก็อาจจะทำให้ ตน มีคนมาให้กำลังใจมาก มีความสุขได้ง่าย แต่ กรรมจากการพูดเพ้อเจ้อ ก็อาจจะทำให้มีคนหลอกลวง หรือไม่ค่อยเป็นที่น่าเชื่อถือ เวลาพูดอะไรจริงจัง อันนี้ชัดเจน.. สังเกตุคนที่ชอบพูดเพ้อเจ้อ ส่อเสียด จะไม่ค่อยมีความน่าเชื่อถือ.. อย่างนี้เป็นต้น แต่ก็อย่าพึ่งด่วนสรุป เพราะเขาอาจจะทำกรรมดีอย่างอื่น ที่เราไม่รู้ก็เป็นได้
     
  10. gaiou419

    gaiou419 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    21 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    331
    ค่าพลัง:
    +716
    สาธุ สาธุ สาธุ
     
  11. tanaong2011

    tanaong2011 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 สิงหาคม 2011
    โพสต์:
    6,253
    ค่าพลัง:
    +7,425
    ในส่วนตัวของผมนะ ผมว่ามันก็เป็นอาชีพหนึ่งของปุถุชน
    เหมือนกับอาชีพเซล อาชีพนักร้องนักแสดง
    อาชีพทหาร ตำรวจ อาชีพค้าขาย
    ครูอาจารย์ หรือคนขายประกัน

    ทุกอาชีพก็มีการพูดเพ้อเจ้อหมด
    พูดไม่จริงบ้าง พูดไม่หมดบ้าง
    แต่ถ้าจะดูกันจริงๆควรดูกันที่ตัวตนเขา
    ดูเจตนาเขา ดูหลังไมค์เขา ว่าเขาเป็นคนเข้าวัดถือศีลหรือไม่
    เป็นของจริงหรือของปลอม....... ดูที่ศีลดูที่การปฏิบัติของเขา

    สาธุครับ....
     
  12. ขันธ์

    ขันธ์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 ตุลาคม 2006
    โพสต์:
    7,917
    ค่าพลัง:
    +9,182
    ดารา นักร้อง นักแสดงทั้งหลาย อย่าเพิ่งกังวล

    ต้องวิเคราะห์แบบนี้ว่า

    การแสดงฟ้อนรำ ในสมัยพุทธกาล ที่พระศาสดาว่า บาปนั้น ต้องดูสภาพการณ์ในขณะนั้นด้วยว่า มันมีลักษณะอย่างไร เปรียบเทียบปัจจุบันแล้ว เหมือนการแสดงอย่างไร ยกตัวอย่างเช่น เต้นโคโยตี้ ก็เป็นการแสดง แต่มันก็แตกต่างกับ ดารา นักร้อง

    มาดูว่า เป็นตลก นั้นลักษณะการทำงานของเขา คือ พูดจา ให้คนได้หัวเราะ บันเทิง บางครั้งก็มีแง่คิด
    ไม่ได้บาปอะไร

    นักแสดง ก็แสดงไปตามบทบาท ละคร ให้คนได้เรียนรู้เรื่องราว มันก็เหมือนฟังนิทาน นั่นแหละ เพียงแต่เปลี่ยนมาดูภาพ ไม่ได้ไปล่อลวงใคร ให้เกิดกำหนัด หรือ ยั่วยวน จนลุ่มหลงอะไร

    นักร้อง ก็ขับร้องเสียงเพลงให้คนฟังมีความสุข เบิกบาน เป็นคุณไม่ได้เป็นโทษนะ

    เราดูว่า อะไรบาป อะไรบุญ ที่ว่า เป็นเหตุก่อให้คนนั้น มีจิตใจที่ตกต่ำลงหรือไม่
    อะไรเป็นบุญ นั่นคือ ความฉลาด ทำให้ประสบพบเจอแต่สิ่งที่ เป็นสุข
    อะไรเป็นบาป นั่นคือ ความไม่ฉลาด ที่จะชักนำคนให้มีจิตใจ ตกต่ำลง

    ฟันธงว่า ตลก นักแสดง นักร้อง ไม่บาป เป็น สัมมาอาชีวะ แต่ว่า โคโยตี้ บาป
     
  13. ขันธ์

    ขันธ์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 ตุลาคม 2006
    โพสต์:
    7,917
    ค่าพลัง:
    +9,182
    ขออภัยนะ ถ้าตลก เป็น บาป พระมหาสมปอง ตกนรกคนแรก
    แต่ จริงๆ แล้ว พระมหาสมปอง ได้ขึ้นสวรรค์นะ เพราะได้ให้ ธรรมกับคน
     
  14. apichayo

    apichayo เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 พฤศจิกายน 2011
    โพสต์:
    488
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +3,936
    ลองอ่านดูุคำสอนของพระพุทธองค์ นะครับ...

    ตาลปุตตสูตร

    [๕๘๙] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน
    กลันทกนิวาปสถาน ใกล้พระนครราชคฤห์ ครั้งนั้นแล พ่อบ้านนักเต้นรำนามว่า
    ตาลบุตร เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว
    นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์
    ผู้เจริญ ข้าพระองค์เคยได้ยินคำของนักเต้นรำ ผู้เป็นอาจารย์และปาจารย์ก่อนๆ
    กล่าวว่า นักเต้นรำคนใดทำให้คนหัวเราะ รื่นเริง ด้วยคำจริงบ้าง คำเท็จบ้าง
    ในท่ามกลางสถานเต้นรำ ในท่ามกลางสถานมหรสพ ผู้นั้นเมื่อแตกกายตายไป
    ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาผู้ร่าเริง ในข้อนี้พระผู้มีพระภาคตรัสอย่างไร
    พระผู้มีพระภาคตรัสว่า อย่าเลยนายคามณี ขอพักข้อนี้เสียเถิด ท่านอย่าถามข้อนี้
    กะเราเลย ฯ
    [๕๙๐] แม้ครั้งที่ ๒ ... แม้ครั้งที่ ๓ พ่อบ้านนักเต้นรำนามว่าตาลบุตร
    ก็ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์เคยได้ยินคำของ
    นักเต้นรำ ผู้เป็นอาจารย์และปาจารย์ก่อนๆ กล่าวว่า นักเต้นรำคนใดทำให้คน
    หัวเราะ รื่นเริง ด้วยคำจริงบ้าง คำเท็จบ้าง ในท่ามกลางสถานเต้นรำ ในท่าม
    กลางสถานมหรสพ ผู้นั้นเมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายของ
    เทวดาผู้ร่าเริง ในข้อนี้พระผู้มีพระภาคตรัสอย่างไร ฯ
    [๕๙๑] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรนายคามณี เราห้ามท่านไม่ได้แล้ว
    ว่า อย่าเลยนายคามณี ขอพักข้อนี้เสียเถิด ท่านอย่าถามข้อนี้กะเราเลย แต่เรา
    จักพยากรณ์ให้ท่าน ดูกรนายคามณี เมื่อก่อนสัตว์ทั้งหลายยังไม่ปราศจากราคะ
    อันกิเลสเครื่องผูกคือราคะผูกไว้ นักเต้นรำรวบรวมเข้าไว้ซึ่งธรรมอันเป็นที่ตั้ง
    แห่งความกำหนัด ในท่ามกลางสถานเต้นรำ ในท่ามกลางสถานมหรสพ แก่สัตว์
    เหล่านั้นมากยิ่งขึ้น เมื่อก่อนสัตว์ทั้งหลายยังไม่ปราศจากโทสะ อันกิเลสเครื่องผูก
    คือโทสะผูกไว้ นักเต้นรำรวบรวมเข้าไว้ซึ่งธรรมเป็นที่ตั้งแห่งโทสะ ในท่ามกลาง
    สถานเต้นรำ ในท่ามกลางสถานมหรสพ แก่สัตว์เหล่านั้นมากยิ่งขึ้น เมื่อก่อน
    สัตว์ทั้งหลายยังไม่ปราศจากโมหะ อันกิเลสเครื่องผูกคือโมหะผูกไว้ นักเต้นรำ
    ย่อมรวบรวมไว้ซึ่งธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งโมหะ ในท่ามกลางสถานเต้นรำ ในท่าม-
    *กลางสถานมหรสพ แก่สัตว์เหล่านั้นมากยิ่งขึ้น นักเต้นรำนั้น ตนเองก็มัวเมา
    ประมาท ตั้งอยู่ในความประมาท เมื่อแตกกายตายไป ย่อมบังเกิดในนรกชื่อปหาสะ
    อนึ่ง ถ้าเขามีความเห็นอย่างนี้ว่า นักเต้นรำคนใดทำให้คนหัวเราะ รื่นเริง
    ด้วยคำจริงบ้าง คำเท็จบ้าง ในท่ามกลางสถานเต้นรำ ในท่ามกลางสถานมหรสพ
    ผู้นั้นเมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชื่อปหาสะ ความ
    เห็นของเขานั้นเป็นความเห็นผิด ดูกรนายคามณี ก็เราย่อมกล่าวคติสองอย่าง
    คือ นรกหรือกำเนิดสัตว์เดียรัจฉาน อย่างใดอย่างหนึ่ง ของบุคคลผู้มีความเห็น
    ผิด ฯ
    [๕๙๒] เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว พ่อบ้านนักเต้นรำนามว่า
    ตาลบุตรร้องไห้สะอื้น น้ำตาไหล พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรนายคามณี เราได้
    ห้ามท่านแล้วมิใช่หรือว่า อย่าเลย นายคามณี ขอพักข้อนี้เสียเถิด อย่าถามข้อนี้
    กะเราเลย ฯ
    คามณี. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ไม่ได้ร้องไห้ถึงข้อที่พระผู้มี-
    *พระภาคตรัสอย่างนี้กะข้าพระองค์หรอก แต่ว่าข้าพระองค์ถูกนักเต้นรำผู้เป็นอาจารย์
    และปาจารย์ก่อนๆ ล่อลวงให้หลงสิ้นกาลนานว่า นักเต้นรำคนใดทำให้คนหัวเราะ
    รื่นเริง ด้วยคำจริงบ้าง คำเท็จบ้าง ในท่ามกลางสถานเต้นรำ ในท่ามกลางสถาน
    มหรสพ ผู้นั้นเมื่อแตกกายตายไป ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายของเทวดาชื่อปหาสะ
    ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระธรรมเทศนาของพระองค์แจ่มแจ้งยิ่งนัก ข้าแต่พระองค์
    ผู้เจริญ พระธรรมเทศนาของพระองค์แจ่มแจ้งยิ่งนัก พระผู้มีพระภาคทรงประกาศ
    ธรรมโดยอเนกปริยาย ดุจหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง
    หรือตามประทีปในที่มืดด้วยหวังว่า คนมีจักษุจักเห็นรูป ฉะนั้น ข้าแต่พระองค์
    ผู้เจริญ ข้าพระองค์นี้ขอถึงพระผู้มีพระภาคกับทั้งพระธรรมและภิกษุสงฆ์ว่าเป็น
    สรณะ ข้าพระองค์พึงได้บรรพชาอุปสมบท ในสำนักของพระผู้มีพระภาคนาย
    นฏคามณีนามว่าตาลบุตรได้บรรพชา ได้อุปสมบทในสำนักพระผู้มีพระภาคแล้ว
    ท่านพระตาลบุตรอุปสมบทไม่นาน หลีกออกจากหมู่อยู่ผู้เดียว ไม่ประมาท มีความ
    เพียร มีใจแน่วแน่ ฯลฯ ก็แลท่านพระตาลบุตรเป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง ใน
    จำนวนพระอรหันต์ทั้งหลาย ฯ
     
  15. ขันธ์

    ขันธ์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 ตุลาคม 2006
    โพสต์:
    7,917
    ค่าพลัง:
    +9,182
    พระสูตรนี้ พระศาสดาไม่ได้ฟันธงว่า ตลก ดารา หรือ นักร้อง จะต้องตกนรก
    ต้อง พิจารณาให้ดีนะ
    จะสรุปให้ฟังแบบนี้

    ประเด็น คือ

    คนมาพูดว่า พวกนักเต้นรำ นี่ขึ้นสวรรค์กันหมด จะได้เป็นสหายกับเทวดา ทีนี้ พระศาสดาก็เฉยๆ ไม่ออกความเห็น ยังบอกว่า อย่าถามเราเลย ตาลบุตรก็อยากจะรู้ ก็เลยถามต่อว่า จริงไหมว่า นักเต้นรำนี้ตายไปจะขึ้นสวรรค์ไปเป็นสหายกับเทวดา

    ที่พระศาสดาท่านไม่ตอบเพราะว่า จะไปทำลายความเห็นเดิม สิ้นไป อาจจะทำให้คนสับสน

    พระศาสดาเลยพูดให้คิด ตรงนี้ดูดีๆ ท่านพูดให้คิด และ มีช่องให้กับนักแสดงว่า

    ถ้านักแสดงรวบรวมที่ตั้งของความกำหนัด รวบรวมเป็นที่ตั้งแห่งโทสะ รวบรวมที่ตั้งแห่งโมหะ และ นักเต้นรำนั้น ประมาท แล้ว การที่จะตายไปแล้วขึ้นสวรรค์นั้น เป็นความเห็นที่ผิด
    ตายไปจะตกนรก หรือ เป็นสัตว์ ต่างหาก

    นี่ตรงนี้ ดูดีๆนะ อย่าไปตีความสุดโต่ง ว่า นักแสดง ตลก หรือ ดาราจะต้องตกนรก

    สรุปว่า พระศาสดา กล่าวว่า ความเชื่อเดิมที่เชื่อกันนั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นแบบนั้น เพราะถ้า นักแสดงรวบรวมธรรม อันเป็นที่ตั้งของ กำหนัด โทสะ และ โมหะ และ ประมาทแล้ว ตกนรก หรือไม่ก็ สัตว์ ต่างหาก

    ซึ่งหมายความว่า ถ้านักแสดง ตลก หรือ นักร้อง ไม่จำเป็นจะต้องขึ้นสวรรค์เสมอไป แต่มีสิทธิ์ตกนรก ไม่ได้หมายความว่า จะต้องตกนรก



    เราอย่าไปตีความสุดโต่ง
     
  16. apichayo

    apichayo เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    13 พฤศจิกายน 2011
    โพสต์:
    488
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +3,936
    พระพุทธองค์ท่านกล่าวไว้ละเอียดแล้วครับ ผมไม่ได้ตีความคำสอนพระพุทธองค์เลย
    คำสอนของพระพุทธองค์ท่านชัดเจน แจ่มแจ้งแล้ว สาธุครับ..
     
  17. ถิ่นธรรม

    ถิ่นธรรม เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 มิถุนายน 2006
    โพสต์:
    1,824
    ค่าพลัง:
    +5,398
    เอ พระพุทธองค์ก็แสดงให้แจ่มแจ้งแล้วอย่าตีความแบบตามใจฉันสิครับ ทรงบอกชัดว่าถ้าแสดงไปแล้วกิเลสของคนดูเฟื่องฟูก็เป็นอกุศล ถ้าแสดงแล้วกิเลสลดลงก็ถือว่าไม่บาป แต่มีหรือครับที่ชมการแสดงแล้วใจเป็นกุศลมากขึ้น ก็คงมีแต่น้อยมาก ส่วนใหญ่ดูแล้วก็หลงไปตามบทบาททั้งผู้เล่นและผู้ดู แล้วอะไรที่เป็นกุศลมากที่สุด ก็คือใจที่ไม่ซัดส่ายไปตามราคะ โทสะ โมหะ แล้วการดูการแสดงมันทำให้ใจกระเพื่อมหรือหยุดนิ่งละ มีไหมที่ดูการแสดงแล้วใจเป็นสมาธิได้มรรคผลนิพพาน ยิ่งดูยิ่งทำให้ใจออกห่างจากนิพพาน มันก็เลยเป็นการทำลายเวลาแห่งชีวิตให้สูญเปล่า
     
  18. ขันธ์

    ขันธ์ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 ตุลาคม 2006
    โพสต์:
    7,917
    ค่าพลัง:
    +9,182
    ในโลกนี้ ไม่มีอาชีพอะไรหรอกที่ พุ่งตรงสู่พระนิพพานหรือ ทำให้กิเลสน้อยลง เว้นแต่พระภิกษุ
    ไม่ว่า จะเป็น หมอศัลยกรรม วิศวกร นักวิทยาศาสตร์ นักออกแบบ นักศิลปะ มันมาจากความต้องการของคนทั้งสิ้น พูดง่ายๆก็คือ ทำงานสนองกิเลสคน
    เราจะไปกล่าวว่า อาชีพ นักร้อง นักแสดง ตลก ตกนรกไม่ได้ มันขึ้นอยู่กับคน และไม่ใช่ว่า คนพูดตลก หรือร้องเพลงจะเป็นที่ตั้งของความมัวเมา ลองพิจารณาดูก่อนว่า เวลาเราดูละคร เราดูตลก เราเกิด โทสะ โมหะ หรือ กำหนัดหรือ

    พระสูตรนั้น พระศาสดาปฏิเสธ การขึ้นสวรรค์้พราะการเต้นรำ เพราะเหตุว่าตั้งอยู่ในความมัวเมากับกิเลส ไม่ได้ทรงระบุการตกนรกของนักแสดง
     
  19. tanaong2011

    tanaong2011 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    29 สิงหาคม 2011
    โพสต์:
    6,253
    ค่าพลัง:
    +7,425
    กระทู้นี้ได้ความรู้ได้ข้อธรรมที่ดีครับ
    แต่ละท่านก็ได้แสดงข้อคิดเห็นออกมา
    และบางท่านก็ได้นำข้อธรรมมาแสดงด้วย

    ถ้าพูดถึงอาชีพตลกอย่างเดียวมันจะไม่เป็นธรรมกับอาชีพนี้
    ผมว่าเกือบทุกอาชีพในปัจจุบัน ที่พาใจเราให้ไปสู่อกุศล
    (ตามข้อธรรมในกระทู้ด้านบน)

    ไม่ว่าจะนักแสดง นักพูด นักประชาสัมพันธ์
    นักโฆษณา ทนาย 9ล9 หรือแม้แต่หมอ
    เพราะทุกคนยังต้องวนเวียนอยู่ในสังคมยังมีกิเลสอยู่
    แต่คนที่จะพาเราไปลงนรกจริงๆก็คือตัวเราเท่านั้น

    ถ้าเรามีสติปัญญา มีความรู้ มีครูอาจารย์ มีการศึกษาธรรมะที่ดี
    มีกัลญาณมิตรที่ดี (เหมือนเพื่อนๆที่ตอบกระทู้นี้ทุกคน)
    คงจะปรามๆเรามิให้ลงนรกได้ละครับ....
     

แชร์หน้านี้

Loading...