การปฏิบัติแบบนี้ถดถอยหรือไม่แก้ไขอย่างไรครับ

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย indyxa, 22 มีนาคม 2020.

  1. indyxa

    indyxa สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 สิงหาคม 2008
    โพสต์:
    21
    ค่าพลัง:
    +7
    ก่อนอื่นผมอยากได้คำตอบอย่างจริงจัง
    ผมต้องเล่าก่อนทีละลำดับดังนี้ครับว่าปกติผมชอบนั่งทำสมาธิ
    สมาธิที่ผมทำอยู่เป็นรูปแบบอานาปานสติคือ ไม่บริกรรมคำใดๆ แต่จะเน้นจับความรู้สึกของลมหายใจ เข้า และออก โดยเมื่อจิตไปคิดเรื่องอื่นผมจะพยายามดึงกลับมา ไปๆมาๆแบบนี้
    พอถึงวาระสิ่งที่ได้ตามมาคือบางครั้งได้ปิติ บางครั้งอยู่ในภวังค์ก็มี โดยรวมมันรู้สึกดี
    แต่จะรู้สึกไม่ค่อยดีตอนตกในภวังค์เพราะถ้าตกในภวังค์ผมจะรู้สึกตามจิตไม่ได้เหมือนจิตมันขาดตอนในการไล่ดูจิต พอผ่านไล่จิตแบบนี้ไปสักพัก ผมจะเริ่มพิจรณาความรู้สึกทางกาย ตามส่วนต่างๆได้ จากศีรษะถึงปลายนิ้วเท้าแบบนี้ ทุกส่วนมันจะไล่อาการได้ง่าย แต่ถ้ามันไม่สงบพอมันจะไล่ความรู้สึกไม่ได้เลย จะรู้สึกเฉพาะกายที่ปวดหนักๆแต่หากจิตสงบจะไล่ส่วนต่างๆได้ในรูปแบบที่ไม่ปวดแต่รู้สึกตามส่วนต่างๆทางกายได้ดี (ผมจะขออนุญาติเรียกว่าเลื่อนไหนความสนใจได้ดีนะครับ)


    แต่พอช่วงนี้ผมทำ ผมรู้สึกว่าสมาธิผมมีตลอดแม้หลุดบ้างแต่ก็มีสติให้ดึงกลับมา นั่งได้นานแต่ไล่อาการทางกายไม่ได้เลยหลายๆครั้งผมก็ชอบออกก่อน(โดยไม่มีสาเหตุ)

    มาครั้งนี้วันนี้วันที่ 22 มีค 63 ผมทำสมาธิใหม่ 21.00 ถึง 22.30 กว่าๆ ในเรื่องระยะเวลาแล้วผมคิดว่าจะยาวจะน้อยไม่มีผล เพราะผมสนใจว่านั่งสั้นนั่งน้อยแก่นสารอยู่ที่ผมจะหาคำตอบได้ไหมว่าเพราะอะไรทำไมมีสมาธิแต่ไล่อาการทางกายไม่ได้ผมเลยตัดสินใจ ถามตัวเองจะออกทำไม ผมให้พันธะสัญญาในสมาธิว่าจะไม่ออกจนกว่าจะได้คำตอบว่าทำไมผมไล่ไม่ได้เลย บางครั้งเหมือนจะไล่ได้....อ่าว แต่ประคองไม่ได้อีกสะงั้น ผมเลยบอกตัวเองเริ่มใหม่ (แต่จะไม่เริ่มวันอื่นจะเริ่มวันนี้ตอนนี้) และจะไม่ลืมตา แล้วจิตล้มไปล้มมาเหมือนจะไล่ได้แต่ก็ไม่ได้ ผมก็ให้กำลังใจตัวเองในสมาธิว่า สงสัยต้องรอเวลาแล้วรอธรรมะจัดสรร ไปๆมาๆแบบนี้สลับกับตกภวังบ้าง สลับกับดึงกลับได้บ้าง วนไปวนมา จนผมบอกตัวเองว่า ถ้าแบบนี้ผมว่าไม่เวิร์คขอออกมาพักน่าจะดีกว่า มันไม่ปวดเพราะผมไม่ได้โฟกัสที่ปวด ผมโฟกัสที่ลมหายใจมันเลยไม่ปวด ผมหาคำตอบก็หาไม่เจอมันคืออะไร จนตอนนี้ตี 1.42 แล้วผมก็ยังไม่ได้นอนเพราะผมหาคำตอบว่าเพราะอะไร แบบนี้การปฏิบัติผมถดถ่อยหรือป่าวครับ

    แต่ยอมรับเลยว่ามีสติ มีสมาธิดีกว่าเดิม
    #แต่เหตุใดผมไล่อาการทางกายไม่ได้ดีเหมือนก่อนเลย(ทั้งจิตก็ตกภวังค์น้อยลง)

    ผมได้แต่บอกตัวเองว่า
    การอยากได้คือทุกข์(ออกมาจากใจ)
    การไล่ไม่ได้ หรือไล่ได้ก็คือธรรมดา พยายามคิดบวกว่าก็เป็นธรรมดาที่ไล่ได้บ้าง ไล่ไม่ได้บ้าง แต่นี่ไล่ไม่ได้มานานเกินไปแล้วครับ

    การปฏิบัติบอกได้คำเดียวว่าได้แต่คุยและพยุงจิตแต่ไม่ได้อะไร
    เพราะก่อนหน้านี้ผมฝึกปฎิบัติเวทนานุปัสนา คือการไล่อาการทางกาย
    การอุเบกขาทางกาย แต่ตอนนี้ปวดมันไม่ปวด คำว่าไม่ปวดของผมคิอ ผมไม่ได้อดทนอะไรนะคับ เพราะไม่ต้องพยายามอดทน คือมันไม่ปวดเองครับ แต่ไล่อาการไม่ได้ ได้แต่สมาธิ ธรรมชาติจัดสรรอะไรให้ผมอยู่หนอ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 22 มีนาคม 2020
  2. Saber

    Saber เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    5,811
    กระทู้เรื่องเด่น:
    13
    ค่าพลัง:
    +11,797
    เอาสั้นๆ ไม่ยาว เพราะขาดคำภาวนา ครับ

    และ เราทำสมาธิ เราต้องการจิตสงบเป็นสมาธิ ครับ ไม่ใช่ไปจับเอาร่างกาย ร่างกายเป็นกายหยาบ จิตเป็นทิพย์ คุณเอาแต่ตั้งจับกายหยาบๆ ไปเรื่อยๆ พอ จิตเริ่มสงบลงสมาธิ ก็ไปจับกายหยาบอีก ถอยออกมา แทนที่จิตจะรวมลงสมาธิ แยกจิตออกมา กายส่วนร่างกาย จิตส่วนจิต เลยกลายเป็นถอยออกมา ขึ้นไม่ได้ ครับ จริงๆ มันไม่ได้ผิดหรอกวิธีที่คุณทำ แต่มันเป็นแค่วิธีเบื้องต้นใหม่ๆ ครับ ของคนที่เริ่มภาวนาทำสมาธิ เริ่มไล่จากของหยาบๆ เช่นร่างกายก่อน เพื่อระงับความฟุ้งซ่าน ถ้าใครฟุ้งซ่านมาเราต้องหาเครื่องโยงใจให้เราไปจับจิตเราจะได้ไม่ฟุ้งซ่าน แล้วค่อยขยับขึ้นไป ครับ

    ผมบอกตรงๆเลยนะครับ คำบริกรรมขาดไม่ได้เด็ดขาด แม้แต่กระทั้ง ฌานหนึ่ง ปฐมฌาน ก็ต้องอาศัยคำบริกรรมในการปฏิบัติ ครับ แต่นี่เล่นทิ้งคำบริกรรมทั้งแต่แรก บอกตรงๆ สุดท้ายไปตกที่ภวังค์ไม่ก็ ฟุ้งซ่าน ไม่รู้ตัว ขวางผลการปฏิบัติ ครับ

    ภาวนาอานาปานสติ กำหนดลมหายใจ ปฏิบัติไปเรื่อยๆ ลมหายใจเริ่มไม่มี จิตเริ่มสงบ จิตตั้งมั่นอยู่กับคำภาวนาต่อไป ไม่ฟุ้งซ่าน กายส่วนกาย จิตส่วนจิต ร่างกายจะเกิดอะไรก็อย่าไปสนใจส่งจิตออกไปจับร่างกาย ให้มีสติอยู่กับคำภาวนาในจิตลงไปเรื่อยๆ จิตสงลงสมาธิ จิตเข้าสมาธิ ก็ค่อยว่ากันต่อไปครับ

    และสุดท้าย ความคิดไม่ใช่จิต จิตไม่ใช่ความคิด จะไล่ดูจิตต้องเข้าสมาธิ จิตเป็นสมาธิ ให้ได้ก่อนครับ จิตจะเป็นผู้รู้ เราถึงจะพิจารณาจิต ถ้าไม่อย่างนั้น มันคือการ คิดเองเออเองสุดท้ายไปๆมาๆ เผลอ ออกไปกับความฟุ้งซ่านจิตไม่รู้ตัว ครับ

    จะนั่งนานนั่งสั้น หรือ ผมเรียกว่า นั่งทน ทนนั่ง สิ่งสำคัญคือ จิตสงบ จิตเป็นสมาธิหรือไม่ หรือได้แค่สุดท้ายได้แค่นั่งทนหรือไม่ ลองพิจารณาดูครับ วันนึงมี 24 ชม ปฏิบัติ กี่นาที กิเลสเอาเวลาที่เหลือไปรับประทาน ถ้าอยากต้องการความก้าวหน้า ควรปฏิบัติทุกลมหายใจเข้าออก ครับ บอกตรงๆ ผลของการปฏิบัติของเราอยู่ที่เราทำมากน้อยปฏิบัติมากแค่ไหน รักษาใจเราปฏิบัติในชีวิตประจำวัน
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 22 มีนาคม 2020
  3. มะหะเจื้อ446

    มะหะเจื้อ446 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2008
    โพสต์:
    2,583
    ค่าพลัง:
    +775
    เชยระบิด ระเบ้อ

    ก้ "ไม่ปวด" เปนสภาวะธรรมอย่างหนึ่ง

    กายเนี่บะ มี สาม

    กายที่เกิด กฬิงกราหาร คำข้าว
    กายแบบนี้ เวทนามี ปวด ชา แสบ
    ร้อน อ่อน แข็ง ตึง ไหว(ปรมัตถ)

    กายที่เปนนามกาย จะมี ปิติ และ...
    ปวด ไม่ปวด หรือปวดแทบระเบิด
    แต่งั้นๆไม่ให้ค่า(เนื่องจากรู้ชัดว่า
    เปนของชั่วคราว สัมมาทิฏฐิเข้า
    ประครอง ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว)

    กายที่เปนอรูป ตรงนี้ นักอานา
    ปานสติแท้ๆ จะใช้ กองลมตรงนี้
    เปนวิหารธรรมสมถะ แล้วใช้ส่วน
    ความระลึกได้ในกองลมทั้งปวง
    เปนวิปัสสนา ( จิตจะอยู่ในภูมิ
    มะนุดปรกติ ไม่มี จมแช่แบบ
    ฤาษี เดียรถียเด็ดขาด เว้นแต่
    กรรมเวรชั่วจะให้ผล เช่น กรณี
    พระศาสดา ตกจากอานาปานสติ
    ไปบำเพญฌาณ ทุกกริยา 6ปี
    เพราะไป ปรามาสพระกัสสปะพุทธ
    เจ้าหัวโล้น ธรรมพืศมัยจะมีแต่
    ไหนใน บุคคลไม่เหาะเหิน
    เดินฟ้า กู้โลก )

    งง เป่า .....

    คือ พอมี ปัสสัทธิ กายปัสสัทธิ
    กายเนี่ยะต่อให้ตายลงไป ก้ไม่
    ไปอาลัยอาวรณ์ มิจฉาทิฏฐิเหน
    ว่ากายหยาบคือตน มีตนในหัว
    ไหล่ ตุ รำงับไป( อาการรำงับ
    ไปเปน อรรถของ สมถะ)

    การดึงจิต ประครองจิต ปล่อยจิต
    ก้ไม่มีแล้ว นามกายปัสสัทธิ ไม่เหน
    ปิติ อุเบกขา หรือ เอกกัคคตา เปน
    ตน มีตนในผัสสาหาร มีตนในมโน
    สัญญเจตนาหาร

    ทีนี้ มันจะเหลือ วิญญานหาร ที่เปน
    ด่านสุดท้ายในการ รำงับ ซึ่งจะ
    ย้อนกลับไปเหน สมถะทุกกอง
    ที่รำงับนั้นมีความไม่เที่ยง ไม่เลือก
    ที่จะเอากองใดกองหนึ่ง แต้จะใข้
    ระลึก อนิจจสัญญา เกิดดับ เปน
    สมถะแทน(ผลของการระลึกได้
    จะยกขึ้นสู่วิปัสสนา)

    พอยก อนิจจสัญญาได้ ก้จะ
    ย้อนกลับไปเหน ทุกขสัญญาได้
    เหน อนัตตสัญญาได้

    กว่านั้นมีอีก

    เหนสุญญตสัญญาได้ ( กามระงับ)

    เหนอริยสัจจสัญญาได้ ( เหนมรรค
    สามัคคี แต่...ยังไม่เต็ม )

    ที่ไม่เต็ม เพราะ ขาดการสดับ

    ขาดอะไร

    ขาดการเหนว่า นิวรณ์ไม่เที่ยง กิเลส
    ไม่เที่ยง สรรพสังขาร(จะดี ไม่ดี
    หรือ กลางๆ ไม่เที่ยง)

    สดับแล้วได้อะไร

    ได้ความ ซื่อจนเซ่อ พ้นกิเลส ตัณหา
    นิวรณ์ สรรพสังขารแล้ว ดัน อยาก
    ให้มันเที่ยง ให้มันมีฉูดฉาด เหมือน
    แรกๆ ตอนเริ่มภาวนา ไปเข้าใจว่า
    ผลงานจะต้อง เหนนั่น เหนนี้ ดับ

    ทั้งที่ ปัญญาญาน ก้ ดับให้ดูได้

    มันกว่าหลายเท่า หากเห็นปัญญา
    ก้เปนสิ่งดับได้ ใช่ว่าต้องเหนกิเลส
    ดับแล้วจะเปนผลงาน อาสัยระลึก
    ตามเหนความดับ

    พอเออะ ปัญญก้ดับได้

    ก้ต่อด้วย "ความดับไม่เหลือ" ก้ยก
    ขึ้นเหน ความดับได้.....( อานาปานสติ
    เต็มรอบ รอบเดียว ขณะจิตเดียว
    แล้วก้ หายจ้อย )

    ซึ่ง..........

    ตรงนี้เวลายกได้ สรรพสังขาร
    จะปรากฏให้เหนว่า เปนภัย

    การเจตนาจะบริกรรม จะทำ
    กรรมฐานก้จะ ดับ

    อาสวะดับ

    สาสวะดับ

    ภวสวะดับ

    ที่ไม่ดับ คือ เวทนาในกาลก่อนๆ
    ยังให้ผลไปตาม กัมมัสตตา สิ่งที่
    เรียกว่า สภาพสัตว ยังคงให้ผล
    พ่อแม่มี ...ผู้พ้นแล้วก้มี ตถาคตมี
    ยัญมีผล .....ปฏิจฯมี ปัญญไม่ชำแรก
    กิเลสมี ฯลฯ

    ทีนี้....อานาปานสติเนี่ยะ จะเสีย
    ตรงที่ว่า แม้นอาสวะดับ หรือ
    แม้นแต่สามารถไปพรหมโลก
    ด้วยกายเนื้อ แต่มันจะไม่ตัด
    เข้าสู่ บุคคลสี่คู่

    พอไปไม่ได้ มันจะเลิก ภาวนาดื้อๆ

    จะเหนว่า โลกควรได้รับประโยชน์

    หากไปเหนโจร หลงทางในป่า กำลัง
    ก่อกรรมฆ่าสัตว์ จะทะลึ่งโดดเข้า
    กองไฟ เพื่อระงับกิเลส เวรกรรม
    ให้เขา ด้วย อวิชชา ....ฯลฯ (ไม่มี
    เรือง ใช้ฤทธิ์ใช้เดช ออกรักษาโลก
    เปนจี้กง ไปช่วยให้คนนั้นได้กับ
    คนนี้ คนนี้ได้ปลี้กะคนโน้น สมใจ
    อยากวาสนา แบบ นิยายจีน
    เขียนเพื้อทำลายพุทธศาสนา
    อรหัมจี้กม นาหญ้าขึ้นรกส่งมาเกิด)

    นะ....เยอะ

    จขกท พินาเอา ปัญญานั่น
    แหละตัว ทุกข์ ไปเข้าใจผิด
    ว่าเปนตัวสุข

    มีปัญญา แล้วจะเหน กิเลสตัวนั้นชัด
    เหนนิวรณ์ชัด เหนเวทนาชัด

    ไม่เหนตัวเดียว ปัญญานั่นแหละ
    คลี่ล้วนๆ เบื้องปลายหาไม่เจอ
    หากไม่พบ พระศาสดาเมตตา
    ตรัสพยากรณ์ ก้ ดักดานในสังสาร
    สัฏด้วย อานาปานสติอยู่นั่น

    เปนไง ทุกข พอยกขึ้นเหนได้ไหม

    ทุกขาปฏิปทา ก้เปน สภาพธรรม

    การรู้เร็ว รู้ช้า ก้เปนสภาพธรรม

    มาสุดทางสองแพร่ง ก้ เปนสภาพธรรม

    ถ้าความกตัญญพร่อง ไม่เต็ม
    ก้ไปหา ธูป เทียน มาอธิษฐาน
    ลาลัลลาลัลลา ล้าลาลันล้าลันลา

    รูปหลอก ดัง อมอิง...
    หยากหญ้า ปกคลุมดิน....
    โซพิงดั่งเดือยกลวง.......

    ฯลฯ

    อย่าลืมนะ ปฏิปทาเนี่ยะ ไม่เที่ยง
    ใช่ว่า อาสวะสิ้น เหาะไปพรหม
    โลกได้ด้วยกายเนื้อตลอดแสน
    อสงไขชาติแล้ว ทะลึ่งยังเกิดอีก
    จะไม่เสร็จกิเลส ตกนารก.....
    .....ไม่รอดหลอก ( จะมีดี แค่
    เกิดเปนเดรัจฉาน จะไม่เล็ก
    กว่านกกระจาบ ..ไม่พลาดไปเกิด
    เปน พระพรหม )

    สังขาร ทั้งหลาย เปนภัย ขนหัวตั้ง

    รองเท้ามี สี่คู่ แปดข้าง ได้สักข้าง
    ละก้อ.......สบาย..บึ๊ดจั้มบึ๊ด สนุก
    อาจหาญ ร่าเริง แต่ ไม่สำตัญตน

    พินาเอา ฮับ

    สัมมาอาชีวะ เพราะ อรรถว่า บริสุทธิ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 22 มีนาคม 2020
  4. มะหะเจื้อ446

    มะหะเจื้อ446 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2008
    โพสต์:
    2,583
    ค่าพลัง:
    +775
    จะ มุ่งบริสุทธิ ที่แท้ทรู ก้ พินาไวๆ

    โลกยิ่งยุ่ง อิรุงตุงนัง ตะลาลุง
    กรุมานตาลิงติดตัง....รุ่งสุริยา เขาบอก....

    หาก เผลอเพลิน ช่วยแก้ ปัญหาโลก

    หลงมากๆ ดูไม่ทัน ทิฏฐิกธรรม

    โอกาสไปเกิดเปน ผู้นำฝูงสัตว
    เดรัจฉาน สูงมาก

    หากไปเกิดเปน โคนำฝูง ช้างนำโขลง
    ราชสีหโฮกปี๊ป หากไมมี พระปัจเจก
    พุทธเจ้าปรากฏตรงหน้า โพธิสัตว์
    จะกลับมาเกิดเปนคนได้ อีกนานเลย

    หลงอยู่กับ แก้ปัญหาให้ สรรพสัตว์

    สัมมาอาชีวะ บุคคลสี่คู่ มีแปดข้าง
    ทางใครทางมัน ...พินา มกาพินา..
     
  5. มะหะเจื้อ446

    มะหะเจื้อ446 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2008
    โพสต์:
    2,583
    ค่าพลัง:
    +775
    ข้างบน นั่น อารัมภบท
    อ่านแล้ว ก้โยนทิ้งไป

    มาสังเกต กุสล เฉพาะเหตุนี้

    ในกรณีนี้ (กระทู้นี้ปรากฏ )

    จขกท สังเกต ผัสสะ "ภวังค์"

    พอ จขกท กระทบ คำว่า "ภวังค์"

    จิตจึงเคลื่อน

    เคลื่อนไปไหน

    เคลื่อนมาในโลก ย้อนเข้าหาโลก

    ตกจาก กรรมฐาน

    ฮะเอ่อ....

    สังขารเนี่ยะ แสบ

    อย่าไปเชื่อมัน อย่าให้มันจูงตะหมูก
    ไปเหนว่า มาตั้งกระมู้วส์ แล้วงาน
    การ ภาวนาจะเดิน

    จิตอ่อนแอ ป้อแป้ๆ แล้ว!!
     
  6. มะหะเจื้อ446

    มะหะเจื้อ446 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    25 เมษายน 2008
    โพสต์:
    2,583
    ค่าพลัง:
    +775
    พอ เผลอ ใช้ อายตนะ6

    เพื่อนสอง ก้ปรากฏ

    การตรัสรู้เองโดยชอบ หายไปแว้ว

    เกิด อันเตวาสิก


    ปล. อันเตวาสิก ก้ มาจาก อนันตะ
    คำว่า สิก แปลว่า สิ่งเกิดร่วม

    อนันเตวาสิก แปล เปนภาษา มะนุด
    ก้จะแปลว่า เกิดศิษย์

    แปลแบบ ภาษามคธ แท้ๆ คือ เกิด
    สรรพสิ่งร่วมจำนวนมาก ตายหยังเขียด

    ดังนั้น ใช้ อายตนะ6 แม้นจิตแสวง
    หาธรรม เขียดเรียกพี่ นะคร้าบ
     
  7. ปราบเทวดา

    ปราบเทวดา น้ำพึ่งเรือ เสือวิ่งหนี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กุมภาพันธ์ 2017
    โพสต์:
    1,585
    ค่าพลัง:
    +1,745

    ฟังพระสักกัณฑ์ สองกัณฑ์ครับ

     
  8. ปราบเทวดา

    ปราบเทวดา น้ำพึ่งเรือ เสือวิ่งหนี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 กุมภาพันธ์ 2017
    โพสต์:
    1,585
    ค่าพลัง:
    +1,745
     
  9. คนเมืองน้ำดำ

    คนเมืองน้ำดำ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 ธันวาคม 2019
    โพสต์:
    7,555
    ค่าพลัง:
    +1,133
    คนที่สร้างบ้านเสร็จแล้ว จะต้องกลับมาสร้างบ้านอีกทำไม..

    มีแต่จะต่อเติมเพิ่มไปเรื่อยๆเท่านั้นแหละ..

    เมื่อข้ามเวทนากายได้แล้ว ก็ ไปดูจิต(จิตตานุปัสนา) หรือ ดูธรรม(ธัมมานุปัสนา)

    ถ้าไล่ความรู้สึกตัวจากล่างขึ้นบน จากบนลงล่างจนชำนาญ ก็ลองทำความรู้สึกตัวทั้งตัวค้างไว้

    เมื่อฝึกรู้สึกตัวทั้งตัวชำนาญ..

    ก็จะเข้าใจว่า "สติสัมโพชฌงค์" เป็นยังไง..

    แต่อย่าลืมเดินปัญญาไปด้วย พิจารณาน้อมลงไตรลักษณ์..
     
  10. คนเมืองน้ำดำ

    คนเมืองน้ำดำ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 ธันวาคม 2019
    โพสต์:
    7,555
    ค่าพลัง:
    +1,133
    อะไรที่ทำผ่านแล้ว มันจะไม่หวนกลับมาทำซ้ำ..

    สภาวะจิตก็เช่นเดียวกัน เมื่อมันรู้แล้ว ข้ามไปได้แล้ว มันจะไม่กลับมาข้ามอีก..

    อย่าเป็นทุกข์กับสิ่งที่เคยทำได้ มันเป็นธรรมในอดีต เดินหน้าต่อไป..
     
  11. คนเมืองน้ำดำ

    คนเมืองน้ำดำ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 ธันวาคม 2019
    โพสต์:
    7,555
    ค่าพลัง:
    +1,133
    เพิ่มเติมอีกนิด..

    ดูลมหายใจ หรือ อานาปานสติ อย่าเน้นเอาความสงบ(อย่าตามลมเข้าไปข้างใน) ถ้าเน้นความสงบมันก็เข้าไปเป็นฌาน เดี๋ยวจะติดฌานอีก..

    ให้เน้นดูความไม่เที่ยงของลมหายใจ..

    แบบนี้ เป็นทั้งสมถะ และ วิปัสสนา

    ลมหายใจออก มีปกติดับ อยู่..

    ฝึกตามลมหายใจออก มากๆ..
     
  12. Justnobody

    Justnobody สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 มกราคม 2020
    โพสต์:
    40
    ค่าพลัง:
    +11
    ก่อนทำสมาธิฝึกจิตทุกครั้งให้ตรวจสอบก่อน 2 เรื่องคือ
    1. ศีลวิบัติหรือไม่? บริสุทธิ์หรือไม่?
    ถ้าคำตอบคือ วิบัติไม่บริสุทธิ์หรือไม่แน่ใจ ให้สวดบทวันทาขอขมาพระก่อน แล้วสมาทานศีลใหม่
    2. มีปลิโพธิหรือเรื่องกังวลกวนใจอยู่หรือเปล่า?
    ถ้าคำตอบคือมี ให้พยายามแก้หรือตัดความกังวลนั้นให้ได้ก่อน อาจจะเป็นเรื่องการศึกษา ครอบครัว ความรัก เงินทอง การงาน ความเจ็บป่วย หรือปัญหาทางธุรกิจ เป็นต้น
    ใครก็ตามที่ปฏิบัติอานาปานสติผมแนะนำให้ท่านศึกษาเรื่อง ฤาษีดัดตน ๑๕ ท่า อาจจะช่วยเรื่องความปวดเมื่อยเลือดลมเดินไม่สะดวกได้ครับ
    การทำสมาธิมีหลักคือ ไม่ใจร้อน ผ่อนหนักเบา เอาสายกลาง อย่าไปเลียนแบบท่านอื่น ทางสายกลางของแต่ละท่านจะไม่เหมือนกันเพราะสร้างบุญบารมีมามากน้อยต่างกัน พยายามหาความพอดีของตัวท่านเองให้เจอครับ
     
  13. ปวีรัศม์ชา

    ปวีรัศม์ชา เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    28 ธันวาคม 2018
    โพสต์:
    1,239
    ค่าพลัง:
    +1,068

    เรื่องนี้ ริวจิต้องยุ่ง
    ลมหายใจเข้า กะลมหายใจออกนั้นไซร้ จิตคนละขณะ ....
    เอ้า... เริ่ม....หายใจเข้าบริกรรมพุสสส ...3 รัก ดับไป 1 ขณะจิต ..หายใจออก โถ่ววว ดับไปอีกแล้น 1 ขณะจิต รุ้ได้เยี่ยงไรว่าจิตคนละขณะ .....ต่างกันนิสเดียว.....ไม่บอก... ไปฝึกมาใหม่
     
  14. indyxa

    indyxa สมาชิก

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 สิงหาคม 2008
    โพสต์:
    21
    ค่าพลัง:
    +7

    มีช่องทางใดที่ผมจะสามารถติดตามท่านได้ โดยตรงแนวทางของท่านที่แนะนำใกล้เคียงกับการปฏิบัติของผมมากเลยครับ น่าจะต่อยอดได้ครับ
     
  15. คนเมืองน้ำดำ

    คนเมืองน้ำดำ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 ธันวาคม 2019
    โพสต์:
    7,555
    ค่าพลัง:
    +1,133
    ช่องทางนี้แหละ..

    มีอะไรติดขัดตรงไหนก็โพสต์ถามไว้ เดี๋ยวก็มีคนมาตอบให้..

    แนะนำเพิ่มเติม ถ้าเป็นผู้หญิงในเว็บบอร์ด ให้งดเว้นการสนทนา นะ..

    ไม่มีประโยชน์..
     
  16. Saber

    Saber เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    5,811
    กระทู้เรื่องเด่น:
    13
    ค่าพลัง:
    +11,797
    ถาม : การกำหนดจิตควบคำภาวนาขึ้นลงเป็นเส้นตรงภายในร่างกายจากจมูกไปท้อง จากท้องไปจมูก โดยไม่ได้กำหนดรู้ลม จิตไม่ได้สนใจลมภายใน แต่เพราะในร่างกายเป็นช่องว่างที่มีลมเป็นฐาน การกำหนดจิตแบบนี้แม้ไม่ได้สนใจในลม ถือว่าเป็นการทำอานาปานสติหรือไม่ครับ ?

    ตอบ : ถ้าไม่เกาะลม ไม่ถือว่าเป็นอานาปานสติ อานะกับอาปานะ แปลตรง ๆ ว่าลมหายใจเข้ากับลมหายใจออก ในเมื่อลมหายใจเข้าออกเราไม่จับ จะเรียกว่าอานาปานสติไม่ได้


    https://watthakhanun.com/webboard/showthread.php?p=202343
     
  17. Saber

    Saber เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    5,811
    กระทู้เรื่องเด่น:
    13
    ค่าพลัง:
    +11,797
    อยู่กับลมหายใจเข้าออกอย่างเดียว ถ้าอานาปานสติทรงตัว จิตกับกายจะแยกเป็นคนละส่วนกัน ในเมื่อจิตกับกายเป็นคนละส่วนกัน จิตส่วนจิต กายส่วนกายไม่ไปรับรู้อาการทางกาย เจ็บก็เหมือนกับไม่เจ็บ

    เก็บตกบ้านอนุสาวรีย์ เดือนกันยายน ๒๕๕๒
    http://www.grathonbook.net/book/143.html
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 22 มีนาคม 2020
  18. Saber

    Saber เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    5,811
    กระทู้เรื่องเด่น:
    13
    ค่าพลัง:
    +11,797

    จิตไม่ใช่ความคิด ความคิดไม่ใช่จิต

    หนังสือเรื่องหลวงปู่ฝากไว้ของหลวงปู่ดุลย์ อตุโล


    จิตที่ส่งออกนอก เป็นสมุทัย
    ผลอันเกิดจากจิตที่ส่งออกนอก เป็นทุกข์
    จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้ง เป็นมรรค
    ผลอันเกิดจากจิตเห็นจิต เป็นนิโรธ


    Y9553852-6.jpg

    Y9553852-7.jpg




    ความคิดเป็นแค่อาการของจิต ความคิดที่ส่งออกทั้งหมดเป็นสมุทัย


    หลวงปู่ดูลย์ เทศน์ไว้ชัดเจนครับ

    ความคิดไม่ใช่จิต อย่าไปตามรู้ หรือรู้ตาม จะไม่มีเวลาตามทันเลยสักที เหมือนคนตามรอยโคไม่เห็นตัวมัน



    ความคิดกับจิตไม่ใช่อันเดียวกัน

    หลวงตาเมตตาแสดงธรรมตอบปัญหาธรรมของคุณให้
    เมื่อเช้าวันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๔๖ ณ วัดป่าบ้านตาด ดังนี้
    โยม : กราบนมัสการหลวงตาที่เคารพอย่างสูงยิ่ง ที่ว่าความคิดไม่ใช่จิต เมื่อปฏิบัติตามที่หลวงตาสอนภาวนาแล้วรู้สึกโล่ง แต่สักพักจะเห็นอาการหมุน ๆ ของกิเลส วนเวียนๆ อยู่อย่างนี้ บางทีก็ติดสัญญา ควรดำเนินการต่อไปอย่างไรเจ้าคะ

    หลวงตา : นั่นละมันคิด ให้ระงับจิตอย่าให้มันคิดเข้าใจไหม มันวนเวียนมันออกไปเป็นความคิดไปแล้วนั่นน่ะ ความคิดกับจิตไม่ใช่อันเดียวกัน แต่เกิดขึ้นจากจิตเข้าใจเหรอ อย่าปล่อยให้มันคิด เวลาจะต้องการความสงบให้สงบด้วยธรรมบทใดก็ได้อย่างที่เขาเคยปฏิบัติเข้าใจไหมล่ะ เช่น พุทโธ เป็นต้น ก็ได้ ให้สติตั้งอยู่ อย่างวันนี้พูดกันชัดเจนแล้วนะ เอ้า ว่าไป

    โยม : คือเวลาลืมตาภาวนาแล้วเป็นสมาธิดีกว่าหลับตาภาวนา ทำอย่างไรถึงจะหลับตาแล้วทำสมาธิได้เจ้าคะ หรือหากอิริยาบถใดเป็นสมาธิแล้วก็ให้รักษาคงไว้ กราบนมัสการมาด้วยความเคารพอย่างสูงยิ่ง

    หลวงตา : เราอย่าเผลอ หลับตาก็ไม่เผลอ ลืมตาก็ไม่เผลอมันก็เป็นสมาธิได้ทั้งหลับตาทั้งลืมตานั้นแหละ ถ้ามันหลับตาดี ลืมตาไม่ดี แสดงว่าสมาธิคอยแต่จะล้ม แบบนี้ ยังหาหลักเกณฑ์ไม่ได้เข้าใจไหม เอ้า เป็นอย่างนั้นนี่
    https://palungjit.org/threads/ความคิดไม่ใช่จิต.12434/#post-105958
     

แชร์หน้านี้

Loading...