@@..คำครู ผู้ชี้-นำ-อุปถัมภ์ สู่พระโพธิญาณ & เรื่องเล่าจากกัลยาณมิตร.@@

ในห้อง 'พุทธภูมิ - พระโพธิสัตว์' ตั้งกระทู้โดย พุทโธอวโลกิเตศวร, 10 กรกฎาคม 2015.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    17,514
    กระทู้เรื่องเด่น:
    375
    ค่าพลัง:
    +61,340
    ?temp_hash=54fedf51fc21f60465867f330474995f.jpg








    “วันหนึ่งสมเด็จท่านพามาที่วิมานนิพพาน ที่มันกว้างลิ่ว และบ้านนี่นะ นาน ๆ จะได้ไปสักที ส่วนมากก็ไปนั่งป๋ออยู่ที่วิมานพระพุทธเจ้า ถ้าเราไปอยู่ที่นั่นแล้ว เวลาเราตายมันจะไปไหน อาตมาเป็นคนเกาะ พุทธานุสสติกรรมฐาน เป็นอารมณ์ตลอดเวลา ถ้าวันไหนไม่ได้เห็นพระพุทธเจ้า วันนั้นตายดีกว่า มันจะเป็นยังไงก็ตาม ยิ่งป่วยยิ่งไข้ยิ่งหนัก ป่วยนิดเดียวจิตจะไม่ยอมคลาดจากพระพุทธเจ้า เราถือว่าถ้าเราเกาะพระพุทธเจ้าอยู่ มันจะตายลงนรกก็ยอม ท่านคงไม่ยอมให้ลง

    แล้วท่านก็พาไปดูที่วิมาน ชี้ให้ดูบอกว่า “คณะของคุณมันมาก เพราะคุณใช้เวลาบำเพ็ญบารมีถึง ๑๖ อสงไขยกับแสนกัป และเป็นฝ่ายวิริยาธิกะ”

    เป็นอันว่าคณะของเราที่ตามกันมาเป็นระยะ ไอ้ที่เขาหนีไปนิพพานแล้วนับไม่ถ้วน พวกนั้นขี้ขลาดสู้เราไม่ได้ ไอ้เราต้องมาตกระกำลำบาก ช่วยกันวิ่งโน่นวิ่งนี่ ไอ้ที่จะกินก็ยังไม่มี แต่ยังพยายามหาเลี้ยงคนอื่น ใช่ไหม…?

    วันนี้มีเวลาลองสอบดูนิดหนึ่ง ถามว่า “คณะของข้าพระพุทธเจ้ามีกี่สาย จากหลังบ้านไปนี่”

    ท่านบอกว่า “มี ๓๗ สาย”

    ถามว่า “สายหนึ่งมีระยะยาวเท่าไร…?”

    ท่านบอกว่า “สองแสนโยชน์ของนิพพาน”

    แล้วก็ไปดู เห็นทั้งหมด ๓๗ สาย สองฝั่งของถนน วิมานเต็มหมด มันไม่มีจุดพร่อง สายหนึ่งประมาณ ๒ แสนโยชน์ แต่ละสาย ๓๗ คูณด้วย ๒ วิมานมันจะตั้งสายละสองฝั่งถนน ๓๗ ถนนยาวเหยียด ถนนกลายเป็นแก้วแพรวเป็นประกายสวยสดงดงามไปหมด บอกไม่ถูก วิมานแต่ละหลังก็แพรวพราวหาที่ติไม่ได้เลย หัวหน้าทีมตั้งบ้านใหญ่อยู่ด้านหน้า ต่อไปก็มีถนนซอยเข้าไป

    ทางด้านของนิพพานนี่ เขาอยู่กันเป็นกลุ่ม ๆ อย่างกลุ่มของพระกกุสันโธ ท่านก็อยู่กลุ่มหนึ่ง วิมานของพระพุทธเจ้าก็ตั้งข้างหน้า บริวารก็เป็นสายอยู่ข้างหลัง พระโกนาคม ท่านก็อยู่กลุ่มหนึ่ง พระพุทธกัสสป ก็ตั้งอยู่จุดหนึ่ง ของสมเด็จพระสมณโคดม ท่านก็ตั้งอยู่จุดหนึ่ง

    ตอนนี้ของอาตมาก็เป็นจุดที่แปลก วิมานตั้งอยู่ในเกณฑ์เรียงของพระพุทธเจ้า ใหญ่คล้ายคลึงกัน แต่สวยสู้ของท่านไม่ได้ เพราะเราไม่ใช่พระพุทธเจ้า แต่ในฐานะที่ปรารถนาพุทธภูมิมาสิ้นระยะเวลา ๑๖ อสงไขยกับแสนกัปพอดี แต่ว่าต้องเกิดไปอีก ๗ ที ทนไม่ไหวไม่เอา แค่นี้พอ รอเกิดอีก ๗ ครั้ง ก็ในกัปนี้แหละ และต้องไปรอองค์ที่ ๒๒ หลังจากพระศรีอาริย์ ต้องไปนั่งรออยู่ชั้นดุสิต ไม่ไหวเปิดดีกว่า ฉะนั้นกลุ่มของพวกเราจึงมีวิมานตั้งอยู่ในระหว่างกลุ่มของพระพุทธกัสสป และกลุ่มของพระสมณโคดม

    เป็นอันว่าหาจุดพร่องไม่ได้ตามสายของพวกเรา วิมานสวยไม่เต็มที่ มีอยู่มากพอสมควร แต่ก็ไม่เต็มสาย ที่วิมานสวยไม่มากก็เพราะว่า จิตของบุคคลใดถ้ารักพระนิพพาน วิมานจะปรากฏที่นั่น แต่ถ้าจิตใจของท่านผู้นั้น ยังไม่ถึงอรหัตผลเพียงใด วิมานจะสวยไม่เต็มที่ ไอ้จิตกับวิมานมันสวยเท่ากัน เดินไปจึงรู้ เป็นอันว่าวิมานมันนั่งคอยอยู่ เป็นอันว่าคนที่ติดตามมาไม่พลาดพระนิพพาน

    สมเด็จท่านตรัสต่อไปว่า ทุกคนที่เอาจริง ที่ตามแกมาตั้ง ๑๖ อสงไขยกับแสนกัป มันมีที่อยู่กันหมดแล้ว คำว่าถอยหลังไม่มี

    ประการที่สองให้เตือนไว้ว่า ในระหว่างชีวิตที่ยังไม่ตาย ใครจะปฏิบัติดีบ้างปฏิบัติชั่วบ้าง ขณะใดที่เราสร้างความดีเพราะจิตมันดี แต่บางครั้งจิตมันจะเศร้าหมองลงไปให้มีแต่ความวุ่นวาย นั่นต้องถือว่าเป็นเรื่องของกรรมที่เป็นอกุศลของชาติก่อนเข้ามาบันดาล แต่เรื่องนี้เราจะแพ้มันในระยะต้น เวลาตายน่ะไม่มีหรอก มันจะทำร้ายได้ชั่วคราวเท่านั้น เราจะให้มันในขณะที่มีชีวิตทรงอยู่เท่านั้น ถ้าใกล้ตายจริง ๆ ไม่สามารถจะสังหารจิตเราได้

    เมื่อใกล้จะถึงความตาย พอจิตเข้าถึงจุดนั้น ไอ้กิเลสไม่สามารถเข้ามายุ่งได้เลย เพราะว่ากรรมที่เป็นกุศลใหญ่ที่บำเพ็ญมาแล้วจะเข้าไปกีดกันหมด กรรมที่เป็นอกุศลเข้าไม่ถึง

    อาตมารับรองผลว่าทุกคนไม่ไร้สติ และไม่ไร้ความดีที่ปฏิบัติ เพราะอะไร? เพราะไปตรวจบ้านมาแล้วสบายใจ หมดเรื่องหมดราวเสียที ตามธรรมดาเราจะตำหนิกัน บางคนก็เห็นว่ามานั่งกรรมฐานกัน มาศึกษากัน กลับไปก็ดีบ้างไม่ดีบ้าง เอะอะโวยวาย ก็ถือว่าเป็นการชำระหนี้ชำระสินกันไป ถือว่าช่างมันไป ท่านบอกว่าไปบอกเขานะ เพื่อความมั่นใจ

    เป็นอันว่าทุกคนที่มีวิมานอยู่ที่นิพพานละก็ ควรจะภูมิใจว่าเราเข้าถึงกิจสูงสุดในพระพุทธศาสนาแล้ว ขึ้นชื่อว่าการถอยหลังกลับไปสู่อบายภูมิ ย่อมไม่มี ถึงแม้ว่าในชาตินี้เราจะประมาทพลาดพลั้งในด้านอกุศลกรรมเป็นธรรมดา ก็แต่ว่า จิตเราก็ต้องหน่วงเหนี่ยวเอาไว้ ถือว่าขันธ์ ๕ ไม่มีความหมายสำหรับเรา ว่า ช่างมัน ช่างมัน เอาไว้ อารมณ์ดีก็ช่างมัน เวลาคันก็ช่างเผือก หมดเรื่องหมดราว อย่างนี้สลับกันไปสลับกันมา

    คำว่า ฌาน ก็คือ อารมณ์ชิน จิตมันชินอยู่อย่างนั้น จิตมันก็ตั้งอยู่ในอารมณ์พระนิพพานโดยเฉพาะ จิตก็เข้าถึงพระโสดาบัน เรื่องสกิทาคา อนาคา อรหันต์ เป็นของไม่ยาก ยากอยู่ที่พระโสดาบันเท่านั้น

    สมเด็จท่านตรัสเรื่องพระศาสนาว่า “การขึ้นคราวนี้ กว่าจะลงของพระพุทธศาสนา คนที่จะบรรลุมรรคผล คราวนี้นับโกฏิเหมือนกัน และจะไปโทรมเอา พ.ศ.๔๕๐๐ ช่วงนี้จะขึ้นเรื่อย ๆ ต่อไปไม่ช้า คำว่าพระนิพพานจะพูดกันติดปาก ชินเป็นของธรรมดา จะเห็นเป็นเรื่องปกติ”

    ถ้าเราจะถอยหลังไปจากนี้ ๒๐ ปี จะเห็นว่าจิตใจของคนเวลานี้ต่างกันเยอะ พูดถึงด้านความดีนะ เวลานี้ฟังแล้วทุกคนอยากไปนิพพาน สังเกตที่จดหมายมาบอกอยากจะไปนิพพานทั้งนั้น

    และจากนี้ไปอีกไม่ถึง ๒๐ ปี จะมีพระอริยเจ้านับแสน ไม่ใช่ฉันสอนเป็นผู้เดียวหรอกนะ คือว่าเขาสอนกันโดยทั่ว ๆ ไป แต่ว่ากลุ่มเราจะมาก หมายถึงว่าอาจจะไม่มีตัวมา แต่มีหนังสือ มีเทป กาลเวลามันเข้ามาถึง เวลานี้คนที่เข้าถึงมุมง่ายแล้ว กำลังใจมันตีขึ้นมา ถามว่าตอนก่อนทำไมไม่ให้สอนแบบนี้ ท่านบอกว่า คนมันหาว่าง่ายเกินไป มันเลยไม่เอาเลย จะต้องยาก ๆ แต่พวกของแกไม่มีใครเหลือ ท่านชี้จุดเลย ก็เลยดีใจ

    แล้วท่านก็บอกว่า “ต่อไปภาระมันจะหนัก ต้องวางพื้นฐานไว้”

    ท่านก็บอกว่า “พระองค์อื่นเขาก็มีความสามารถ ไม่ใช่ไม่มี แต่สงสัยว่าคนที่เรียนกรรมฐาน ๔๐ กับมหาสติปัฏฐานจนครบกันนี่มีกี่องค์ หมายถึงว่าทำได้ถึงฌาน ๔ หมด”

    บอก “ไม่เคยถามชาวบ้านเขาเลย”

    ท่านบอก “ไม่มีหรอก ปัจจุบันนี้ไม่มีใครเขาจบ มันเหลืออยู่แกคนเดียว ท่านปานก็ตายเสียแล้ว”

    ท่านบอกว่า “ผู้ที่จะทรงกรรมฐาน ๔๐ นี่ ต้องเป็นฝ่ายพุทธภูมิถึงขั้นปรมัตถบารมี ถ้ายังไม่เต็มปรมัตถบารมีนี่ยังไม่ได้กรรมฐาน ๔๐ ครบ พระโพธิสัตว์ต้องเรียนวิชาครู”

    ท่านก็ถามว่า “คุณทำไมไม่หมั่นขึ้นมา”

    ก็บอกว่า “เหนื่อยเต็มที ร่างกายเพลียมากก็ต้องชำระตัว เกรงว่าจะประมาท”

    ท่านถามว่า “คนอย่างแกยังมีคำว่าประมาทหรือ…?”

    เลยบอกท่านว่า “มี”

    ท่านถามว่า “ทำไมว่ามี…?”

    ก็เลยบอกว่า “ยังไม่รู้ตัวว่าดี”

    ท่านบอกว่า “เออ ใช้ได้”

    คือว่าถ้ารู้ตัวว่าดีเมื่อไร ก็เลวเมื่อนั้น รู้ตัวว่าเราวิเศษแล้ว เราประเสริฐแล้ว เราสำเร็จแล้ว ทุกข์มันก็เกิด แต่ว่าอารมณ์จิตถึงระดับนี้แล้ว มันก็คิดยังงั้นไม่ได้แล้วนะ เรื่องตัวนี้ชำระกันอยู่ตลอดวันเป็นปกติ คำว่าชำระก็หมายความว่า พิจารณาเห็นว่า ร่างกายไม่มีความหมาย โลกนี้ไม่มีความหมาย คำว่าไม่มีความหมายมันติดอารมณ์

    สมเด็จท่านตรัสต่อไปว่า “งานสาธารณะประโยชน์ มันเป็น ปรมัตถบารมี อย่างสูงสุด อันนี้จะทำให้เร็วที่สุด ทำให้เร่งรัดพวกเราให้เร็วที่สุด ท่านบอกว่าให้คุณบอกลูกหลานไว้ จะได้รู้ว่าเป็นจุดที่มีกำลังแรงให้เข้าถึงได้เร็วที่สุด เป็นการบั่นทอนไอ้กฎของกรรมต่าง ๆ ที่มันคอยกั้นขวางเรา งานนี้มันเป็นเมตตา กฎของกรรมมันก็ดันไม่อยู่”

    ต่อไปเรื่อง “สมเด็จองค์ปฐม” ซึ่งทรงพระนามว่า พระพุทธสิกขี พระพุทธเจ้านี่มีชื่อซ้ำกันนะ อย่าง เรวัติ ก็มีชื่อซ้ำกัน พระพุทธสิกขี นี่องค์ปฐมจริงๆ วันนั้นพบท่านเข้า พบจริง ๆ สมัยที่ พล.อ.ท.อาทร โรจนวิภาต อยู่ที่นครราชสีมา

    วันนั้นไปนั่งกรรมฐานกันเห็นพระพุทธเจ้าท่านเยอะ ยืนสองแถวพนมมือ เราคิดว่าพระพุทธเจ้าไหว้ใครไม่มี ใช่ไหม… ก็เลยถามหลวงพ่อปานว่า มีเรื่องอะไรกัน ท่านบอกว่า “ประเดี๋ยวพระพุทธเจ้าองค์ปฐมจะเสด็จ”

    องค์ปฐม หมายถึง องค์แรกสุด ไม่มีครูสำหรับท่านเลย ต้องบำเพ็ญบารมีอย่างหนัก ต้องเข้มแข็ง เดี๋ยวท่านเดินมากลาง พระพุทธเจ้ายืนสองข้างพนมมือตลอดสวยสว่าง จิตเราเลยสว่างเห็นอะไรชัดหมด”

    หลวงพ่อตอบปัญหาธรรม ฉบับพิเศษ เล่ม ๓ หน้า ๔๒-๔๗
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  2. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    17,514
    กระทู้เรื่องเด่น:
    375
    ค่าพลัง:
    +61,340
    พระพุทธเจ้าอุทุมพร
    ความเป็นมาของพระพุทธเจ้า ตอนเริ่มปรารถนาพระโพธิญาณ
    โดย พระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ)




    นับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป อาตมาจะนำความเป็นมาขององค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้ามาแสดง แก่บรรดาท่านพุทธบริษัท เพื่อเป็นประวัติในการประพฤติดี ประพฤติชอบตามที่พระองค์ทรงปฏิบัติมา
    ในวันนี้ ก็ขอเริ่มเรื่องเบื้องต้นที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะทรงปรารถนาพระโพธิญาณ
    แต่ ความจริงเรื่องนี้ จะหาตำราที่ไหนมาอ่านก็หาไม่ได้ เป็นอันว่าก็จะขอนำมาจากความรู้จากองค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธ เจ้าโดยตรง ที่พระองค์ทรงมีพระพุทธประสงค์ให้รู้ความต้นเหตุ ที่องค์สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์จะทรงปรารถนาพระโพธิญาณ
    เนื้อ ความมีอยู่ว่า นับถอยหลังจากกัปนี้ไป ปรากฏว่าได้ ๔ อสงไขยกัปแสนกัปเศษ ในสมัยนั้น องค์สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์สัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเกิดเป็นลูกชาวบัานชาวป่า ธรรมดา มีความเป็นอยู่ด้วยความแร้นแค้น ท่านเลี้ยงบิดามารดา มีความกตัญญูรู้คุณ ทั้งๆที่ไม่เข้าใจว่า อะไรมันจะเป็นบุญ อะไรมันจะเป็นบาป แต่ก็ถือว่าบิดามารดาเป็นผู้ให้กำเนิด ชื่อว่าเป็นผู้ประเสริฐ คือ ทรงความดี ชีวิตินทรีย์ของตนที่ทรงอยู่ได้นี้ ก็เพราะอาศัยบิดามารดาเป็นปัจจัย
    ฉะนั้น เมื่อพระองค์ทรงมีกำลังกายใหญ่ พอเป็นหนุ่มที่จะเลี้ยงบิดามารดาได้ ภาระอันใดที่บิดามารดาเคยทำมา ก็ขอร้องให้บิดามารดาหยุด ตัวเองเป็นผู้ทำแทนทุกอย่าง คือ กิจภายนอกบ้านและกิจภายใน
    ตอน นั้นองค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า บิดามารดาของพระองค์เป็นชาวป่าหาฟืนขาย ความเป็นอยู่ก็ไม่ได้มีความสุขสบาย คือ เรียกว่าขายได้ ขายวันหนึ่งก็กินไปวันหนึ่งเท่านั้น ไม่มีส่วนแห่งการเหลืออะไรเป็นพิเศษ แต่ก็เป็นความดีที่บิดามารดาขององค์สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์ รู้สึกว่าเป็นคนดี มีศีล มีธรรม
    ท่านกล่าวว่า การเกิดในครั้งนั้นมีความลำบากยากแค้นมาก ต้องหาเช้ากินค่ำ ผลกำไรที่จะเหลือไว้ในวันอื่นๆต่อๆไปก็มีน้อย และท่านก็เป็นลูกชายคนเดียวของบิดามารดา แต่ก็พยายามปฏิบัติมาด้วยความกตัญญูรู้คุณ ไม่เห็นแก่เหน็ดแก่เหนื่อย เมื่อทำภารกิจภายนอก คือตัดฟืนมาได้แล้ว กลับมาบ้านก็หุงข้าว หาอาหารเลี้ยงบิดามารดา เป็นต้น นับว่าเป็นคนที่มีจิตใจประกอบไปด้วยกุศล กล่าวคือความฉลาดในการปฏิบัติความดี
    ต่อมาภายในไม่ช้า ในชีวิตของท่านนี้กล่าวว่า อายุประมาณ ๒๓ ปี ปรากกว่ามีองค์สมเด็จพระชินสีห์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่า อุทุมพร ซึ่งอุบัติขึ้นแล้วในโลกในขณะนั้น ท่านประกาศพระศาสนาในแคว้นอื่น
    สำหรับเมืองที่องค์สมเด็จพระภควันต์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเกิดในแคว้นนั้น เรียกว่า แคว้นกุรุรัฐ ซึ่งอค์สมเด็จพระทรงสวัสดิโสภาคย์กล่าวว่า เป็นแคว้นในอินเดียแห่งหนึ่ง ที่เรียกกันว่า เมืองอาฬวี
    ความ จริงพระพุทธเจ้า ถ้าจะอุบัติก็ต้องอุบัติในแคว้นชมพูทวีปเหมือนกัน ไม่ไปที่อื่น เพราะว่าในสถานที่นั้น เป็นที่ของบุคคลผู้มุ่งผลคือบุญใหญ่ ได้แก่ พระนิพพาน โดยเฉพาะเมื่อองค์สมเด็จพระพิชิตมารบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้ายังไม่ตรัส คนในเขตชมพูทวีปก็มักจะปฏิบัติทางจิตใจกันมาก เป็นการเหมาะที่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าจะทรงสอนในด้านจิตใจ
    วัน หนึ่ง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพร้อมไปด้วยหมู่ภิกษุสงฆ์ประมาณ ๘๐,๐๐๐ รูป ได้เสด็จมาในเมืองอาฬวี หรือแคว้นกุรุในสมัยนั้น ได้มีบรรดาชาวบ้านที่มีความเลื่อมใสในองค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาสัมมา สัมพุทธเจ้า พากันไปบำเพ็ญกุศล
    สำหรับกระทาชายนายนี้ คือองค์สมเด็จพระทศพลบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นคนจนก็จริงแหล่ แต่ทว่าเมื่อเห็นชาวบ้านเขาไปใส่บาตรพระ และเวลากลางวันที่ท่านจะไปตัดฟืน เห็นชาวบ้านเขาเดินเป็นแถวๆ ถือดอกไม้ ธูป เทียน เครื่องสักกาวรามิส มีอาหารและเครื่องเภสัชเป็นต้น เพื่อจะไปเฝ้าองค์สมเด็จพระทศพลบรมศาสดา ซึ่งมีนามว่า อุทุมพร สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าท่านมีความสงสัย จึงได้ถามชาวบ้านเหล่านั้นว่า
    “ท่านจะไปไหนกัน?”
    เขาก็บอกว่า “ข้าพเจ้าจะไปเฝ้าองค์สมเด็จพระทรงธรรม์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า อุทุมพร พร้อมไปด้วยพระอรหันต์ ๘๐,๐๐๐ รูป ไปเฝ้าแล้ว ถวายภัตตาหารแล้ว พวกเราก็ฟังเทศน์กัน” ส่วนมากคนที่เดินมานั้นเป็นพระอริยเจ้าเป็นส่วนมาก
    ท่านก็ถามว่า “องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าน่ะ…รูปร่างลักษณะเป็นยังไง?”
    ชาวบ้านก็พรรณนาให้ฟังว่า “องค์ สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดามีความสวยสดงดงามมาก มีลักษณะ ๓๒ ครบถ้วน มีลักษณะพิเศษอีก ๘๐ และนอกจากนั้น องค์สมเด็จพระชินสีห์ยังมีฉัพพรรณรังสี รัศมี ๖ ประการ เวลาแสดงพระธรรมเทศนานั้น องค์สมเด็จพระพิชิตมาร ทรงเปล่งฉัพพรรณรังสีรัศมี ๖ ประการ สว่างไสวมาก และกระแสพระสัทธรรมเทศนาขององค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ก็ไพเราะเสนาะโสต เป็นที่น่าฟัง ฟังแล้วไม่อิ่ม ไม่เบื่อ”
    ท่านจึงได้ถามคนทั้งหลายว่า “ข้าพเจ้า เป็นคนจน กลางวันจะต้องตัดฟืน และกลางคืนจึงจะมีเวลาว่าง อยากจะทราบว่า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เทศน์เฉพาะกลางวัน หรือว่าเทศน์กลางคืนด้วย”
    บรรดาชาวบ้านก็บอกว่า “พระพุทธเจ้าเทศน์ทั้งกลางวัน และก็เทศน์ทั้งกลางคืน ถ้ามีคนไปฟัง”
    ท่าน จึงตัดสินใจว่า ถ้ากระนั้นเราจะขอไปฟังในเวลากลางคืน กลางวันเป็นหน้าที่ในการเลี้ยงดูบิดามารดา ปฏิบัติบิดามารดาให้เป็นสุข กลางคืนจะเปลื้องทุกข์ด้วยการฟังเทศน์ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วท่านก็ยกมือโมทนาในความดีของบรรดาประชาชนทั้งหลาย เขาทั้งหลายเหล่านั้นก็หลีกไปสู่มหาวิหาร
    สำหรับองค์สมเด็จพระพิชิตมารซึ่งเป็นกระทาชาย คือบุคคลผู้ยากจนเข็ญใจก็เข้าป่า ใจก็คิดไปว่า
    “องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีรูปร่างเป็นยังไงหนอ”
    “รัศมี ๖ ประการ ขององค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเป็นประการใด”
    “กระแสพระสัทธรรมเทศนา ขององค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดา เขาลือว่าเพราะ เพราะแบบไหน…”
    และคำว่าเทศน์ เทศน์ยังไง ไม่เคยฟัง อยากจะฟัง ไอ้มือก็ฟันฟืนไป ใจก็นึกถึงองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า
    เป็น อันว่าจิตใจของท่านเวลานั้นมีความผูกพันพระพุทธเจ้าตั้งแต่ได้รับคำว่า พระพุทธเจ้าเข้ามาแล้ว จิตใจก็นึกถึงองค์สมเด็จพระประทีปแก้วเป็นปกติ อย่างนี้ท่านเรียกว่า “พุทธานุสสติกรรมฐาน” นึกถึงพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์
    เวลานั้นกลับมาบ้าน คือเวลาเย็นหาอาหารเลี้ยงบิดามารดาเรียบร้อยแล้ว บริโภคอาหารเสร็จ เวลาค่ำก็แจ้งแก่บิดามารดาทั้งสองว่า
    “เขาลือกันว่าพระพุทธเจ้ามาโปรดที่นี่ วันนี้จะขอลาบิดามารดาทั้งสองไปฟังเทศน์ในเวลาราตรี”
    บิดามารดาก็ค้านว่า “กลางวันเหนื่อยมาก ถ้าไปฟังเทศน์องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า กลางวันจะดีกว่า”
    ท่านก็บอกว่า “เวลา กลางวันมันมีงาน ถ้าหากว่าขาดวันหนึ่งอาหารอาจจะขาด จะบกพร่องไป ถึงแม้ว่าจะไม่หมดก็ไม่เป็นไร แต่ว่าจะบกพร่องการบริโภคจะไม่เป็นสุข ฉะนั้น ขอบิดามารดาจงอย่าห่วงใย ข้าพเจ้าจะไปพอกำลังกายทนได้ ถ้าเพลียเมื่อไหร่ก็จะกลับ”
    เป็นอันว่า ท่านบิดามารดาทั้งสองก็กล่าวว่า
    “ปิยะ ปุตโต ดูก่อน บุตรที่รัก ขึ้นชื่อว่าพระพุทธเจ้าย่อมหาได้ยากในโลก พ่อเอง แม่เองก็ไม่เคยฟังคำว่าพระพุทธเจ้า เพราะเราเป็นคนจนอยู่ป่า บังเอิญถ้าได้ฟังคำว่า พระพุทธเจ้าทรงอุบัติมาแล้ว ก็มีพระอรหันต์ เข้าใจว่าทั้งหมด คือพระพุทธเจ้าก็ดี อรหันต์ก็ดี ต้องเป็นพระดี ต้องเป็นคนดี ไม่อย่างนั้นปวงประชาชีจะไม่พากันไปฟังเทศน์ เอาของไปถวายแด่พระพุทธเจ้า ถ้าอย่างนั้นถ้าลูกจะไป พ่อกับแม่ทั้งสองก็จะไปด้วย ไปเคารพพระพุทธเจ้า ไปรับฟังความดี”
    องค์ สมเด็จพระชินสีห์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าก็พร้อมปฏิบัติตนให้แก่บิดามารดา อาบน้ำให้ท่าน หาผ้าที่พอสมควรมาให้ท่านที่จะพึงมี พอเสร็จแล้วทั้งสามศรี พ่อ แม่ ลูกก็ไปสู่พระมหาวิหาร
    เวลานั้น ปรากฏว่าองค์สมเด็จพระพิชิตมารบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประทับอยู่ในที่ พักผ่อน ยังไม่ถึงเวลาที่จะแสดงพระธรรมเทศนา แต่ทว่า เป็นที่น่าอัศจรรย์ พุทธอุปัฏฐากขององค์สมเด็จพระทรงธรรม์ได้ถูกเรียกเข้าไปเฝ้า ตรัสว่า
    “เธอจงจัดแจงสถานที่แสดงพระสัทธรรมเทศนา วันนี้ตถาคตจะลงก่อนเวลา”
    พระอุปัฏฐากจึงกล่าวว่า “เวลานี้ยังไม่ค่ำสนิท ขอองค์สมเด็จพระธรรมสามิสรโปรดพักผ่อนเถิดพระเจ้าข้า”
    สมเด็จพระบรมศาสดาจึงตรัสว่า “วันนี้พักไม่ได้ ต้องลงก่อนเวลา เพราะว่าคนดีจะเข้ามาวิหารของเรา เวลานี้เขากำลังเดินมา ยังไม่ทันจะถึง แต่ก็จวนจะถึงแล้ว”
    ฉะนั้น องค์สมเด็จพระประทีปแก้วบรมศาสดา จึงได้ประทับอยู่ก่อน
    ครั้น เมื่อองค์สมเด็จพระชินวร คือพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันและบิดามารดาเข้าไปถึงมหาวิหาร พระสงฆ์ที่เป็นพุทธอุปัฏฐากจึงได้พาองค์สมเด็จพระพิชิตมารกับบิดามารดาทั้ง สองท่านเข้าไปเฝ้า
    สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประทับอยู่บนอาสนะ อันสมควร ทรงเปล่งฉัพพรรณรังสีรัศมี ๖ ประการ เฉพาะพระพักตร์ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและบิดามารดาทั้งสอง ทั้ง ๓ ท่านเห็นเข้าก็ตะลึงงัน ไม่ทราบเลยว่า องค์สมเด็จพระภควันต์จะสวยงามแบบนี้”
    ท่านเข้าไปใกล้ แล้วองค์สมเด็จพระชินสีห์ ก็แย้มพระโอษฐ์ตรัสว่า
    “โภ ปุริสะ ดูก่อน บุรุษผู้เจริญ ผู้มีความกตัญญูรู้คุณต่อบิดามารดา เมื่อบิดามารดาเลี้ยงท่านแล้ว ท่านก็เลี้ยงตอบ คนประเภทนี้ตถาคตขอสรรเสริญว่าเป็นคนดี”
    เมื่อฟังคำของ องค์สมเด็จพระมหามุนีบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างนั้น ก็ทรงมีธรรมปีติ มีความอิ่มอกอิ่มใจ ใจสบายเป็นสุขเป็นกรณีพิเศษ ยิ่งเห็นองค์สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์มีความสวยงาม เปล่งฉัพพรรณรังสี รัศมี ๖ ประการ ก็ชื่นใจ พระสุรเสียงที่องค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสออกมาก็ ไพเราะ
    ต่อจากนั้นไป องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ทรงแสดงพระธรรมเทศนาโปรด เป็นอันว่าเทศน์ก่อนเวลา เทศน์คนฟังแค่ ๓ คน เมื่อเทศน์จบ ก็ปรากฏว่าบิดามารดาทั้งสองท่านได้พระโสดาบันปัตติผล
    สำหรับองค์สมเด็จพระทศพลบรมศาสดา อาศัยมีธรรมปีติมากเกินไป จึงไม่ได้อริยมรรค อริยผล ได้แต่เข้าถึงไตรสรณคมน์
    การเทศน์คราวนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเทศน์ถึงบุญกิริยาวัตถุ ๔ ประการ เทศน์ว่า
    ทานมัย บุญสำเร็จด้วยการบริจาคทาน
    สีลมัย บุญสำเร็จด้วยการรักษาศีล
    ภาวนามัย บุญสำเร็จด้วยการเจริญภาวนา
    และ กล่าวถึงอานิสงส์ของสังฆทานว่า บุคคลใดได้ถวายสังฆทานแล้วครั้งหนึ่งในชีวิต ตายไปแล้วอีกกี่ชาติๆ กว่าจะเข้าพระนิพพาน คนนั้นก็พ้นจากความยากจนเข็ญใจ จะมีขึ้นมาบ้างก็อาศัยกรรมที่เป็นอกุศลอาศัยเข้ามากลั่นแกล้ง ไม่ช้าก็สลายตัวไป องค์สมเด็จพระจอมไตรก็ทรงผูกพันเรื่องสังฆทาน เพราะมันไม่จน
    เมื่อฟังเทศน์จบก็ลาองค์สมเด็จพระทศพลบรมศาสดาสัมมา สัมพุทธเจ้ากลับบ้าน บิดามารดาก็ดีใจว่าได้เป็นพระอริยเจ้า องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ดีใจที่ว่า สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า คือ พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า อุทุมพร ชมว่าเป็นคนดีที่มีความกตัญญูรู้คุณ ต่างคนต่างดีใจ และก็มาผูกพันว่า เมื่อไหร่หนอ เราจึงจะมีโอกาสได้ถวายสังฆทาน
    นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ทุกคืนก็ไปฟังเทศน์พระพุทธเจ้า กลางวันก็ไปทำงานเป็นพิเศษ จนกระทั่งตั้งใจที่จะถวายทานแด่องค์สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์สัมมาสัมพุทธเจ้า กับพระสงฆ์ ๘๐,๐๐๐ รูปเป็นเหตุ แต่ว่าทุนมันก็น้อย แต่พระพุทธเจ้าบอกว่าการถวายสังฆทานของเล็กน้อยก็ทำได้ จึงได้รวบรวมกำลังทรัพย์สินที่พึงหาได้ในกรณีพิเศษมาเพื่อถวายสังฆทาน ก็ได้ข้าวไปหนึ่งหม้อน้อยๆ แกงหนึ่งหม้อ ขนมอีกหนึ่งหม้อ น้ำอีกหน่อยหนึ่ง ไปประกาศถวายสังฆทานแก่ภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข
    เวลานั้น ทิพยอาสน์เคยอ่อนแต่ก่อนมาของท้าวโกสีย์สักกเทวราช ก็เกิดแข็งแระด้าง คิดว่าคนนี้ต่อไปจะได้บรรลุอภิเษกสัมมาสัมโพธิญาณ เป็นพระพุทธเจ้า เราจะต้องไปช่วย
    ฉะนั้น ในการถวายทานคราวนั้น ความจริงอาหารอื่นของพระก็มีอยู่ แต่ว่าองค์สวมเด็จพระบรมครูทรงพระนามว่า อุทุมพร ตรัสกับพระว่า จงอย่าฉันอาหารที่บิณฑบาตมาในตอนเช้า ให้ฉันอาหารหม้อเดียวของกระทาชายนายนั้น ด้วยอำนาจของพระอินทร์บันดาล พระ ๘๐,๐๐๐ รูป กับพระพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่ง ฉันอาหารไม่หมด
    เมื่อพระ พุทธเจ้าฉันภัตตาหารเสร็จ พระสงฆ์ฉันเสร็จก่อนที่จะโมทนา กระทาชายนายนั้นจึงเข้าไปหาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขอปรารถนา พระโพธิญาณ คือ อยากจะเป็นพระพุทธเจ้าบ้าง พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า อุทุมพร จึงได้ทรงพยากรณ์ว่า
    “นับตั้งแต่กัปหน้าต่อไปนี้ กัปนี้ไม่นับ อีก ๔ อสงไขยกับแสนกัป เธอจะได้เป็นพระพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า พระสมณโคดมบรมครู”
    และ หลังจากนั้น สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ทรงแสดงพระธรรมเทศนา เมื่อเทศน์จบก็ปรากฏว่า บิดามารดาทั้งสองบรรลุอรหัตผล สำหรับองค์สมเด็จพระทศพลก็ถือว่าเป็นพระโพธิสัตว์ ได้เข้าถึงไตรสรณคมน์
    เมื่อจบจากพระธรรมเทศนาแล้ว บิดามารดาทั้งสองก็ขอบวชในพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าก็ทรงอนุมัติตรัสว่า “เอหิ ภิกขุ เจ้าจงเป็นภิกษุมาเถิด” สองท่านก็เป็นพระในทันที แล้วสมเด็จพระชินสีห์บรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าก็กลับบ้าน
    นับ ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ภาระมันก็น้อย ก็เลยไปหาพระพุทธเจ้าทั้งกลางวันและกลางคืน แบ่งเวลาตอนเช้าไปตัดฟืน ตอนเที่ยงก็เลิก ตอนบ่ายไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ตอนเย็นก็กลับ ตอนกลางคืนไปเฝ้าพระพุทธเจ้าฟังเทศน์แล้วก็กลับ มีจิตปรารถนาอย่างเดียว คือ พระโพธิญาณ
    นี่แหละ บรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่าน เรื่องนี้เห็นจะหาตำราอ่านได้ยาก เมื่อองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
    “ก่อน ที่องค์สมเด็จพระทรงสวัสดิโสภาคย์จะปรารถนาพระโพธิญาณนั้น ก็เริ่มต้นมาจากการถวายสังฆทานเป็นเหตุ ฉะนั้น จึงเป็นปัจจัยให้ องค์สมเด็จพระบรมโลกเชษฐ์ศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าบรรลุอภิเษกสัมมาสัมโพธิ ญาณ
    และองค์สมเด็จพระพิชิตมารจึงได้ตรัสว่า “คน ที่ถวายสังฆทานแล้ว ถ้าปรารถนาพุทธภูมิก็จะได้เป็นพระพุทธเจ้า ปรารถนาเป็นพระสาวกก็ได้เป็นพระพุทธสาวก ปรารถนาเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าก็ย่อมได้ ถ้าปรารถนาจะเป็นอรหันต์ในศาสนาขององค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดา องค์ใดองค์หนึ่งก็ย่อมได้เช่นเดียวกัน และยิ่งไปกว่านั้นสังฆทานยังเป็นปัจจัยให้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราชและมหา เศรษฐี”
    เอาละ บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายโดยถ้วนหน้า เป็นอันว่าประวัติความเป็นมาขององค์สมเด็จพระประทีปแก้ว ที่หาได้ยากในการเริ่มต้นในการปรารถนาพระโพธิญาณ เล่ามาก็พอสมควรแก่เวลา
    ใน ที่สุดนี้ อาตมาภาพในฐานะพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา ขอตั้งสัตยาธิษฐานอ้างคุณพระศรีรัตนตรัย มีพระพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ และสังฆรัตนะ ทั้ง ๓ ประการ ขอจงดลบันดาลให้บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายโดยถ้วนหน้า
    ถ้าจะปรารถนาพระโพธิญาณ ก็ขอให้บรรลุพระโพธิญาณสมความปรารถนา
    ถ้าจะปรารถนาเป็นอัครสาวก พระมหาสาวก พระสาวกปกติธรรมดา ก็สำเร็จผล
    และ ขอบรรดาท่านพุทธศาสนิกชนทุกท่าน จงประสบแต่ความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูนผล และจงเจริญไปด้วยจตุรพิธพรชัยทั้ง ๔ ประการ มีอายุ วรรณะ สุขะ พละ และปฏิภาณ หากทุกท่านมีความประสงค์สิ่งใด ก็ขอให้ได้สิ่งนั้นสมความปรารถนาจงทุกประการ
     
  3. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    17,514
    กระทู้เรื่องเด่น:
    375
    ค่าพลัง:
    +61,340
    c_oc=AQk8veFbMNixUlRUHcfWTGERu_jukpAYl4_l7ZqsR9pQfjk-1DKuQS5X1Bi5YaZdIXM&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  4. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    17,514
    กระทู้เรื่องเด่น:
    375
    ค่าพลัง:
    +61,340
    ถาม : มีบุคคลคนหนึ่งเขาบอกว่า "จิตเขาไปถึงไหนแล้วรู้ไหม ?" ก็เลยถามเขาว่า "ศีล ๕ ข้อ รักษาได้ไหม ?" เขาตอบว่า "ไม่ได้"
    ตอบ : แบบนั้นจะเป็นพวกได้โลกียฌาน ไม่ต้องไปตำหนิเขา

    คนเราจริง ๆ แล้ว ไม่มีดีไม่มีชั่ว ทุกคนล้วนแล้วแต่กำลังเป็นไปตามกรรมทั้งสิ้น ดีชั่วเป็นสิ่งสมมุติที่เรานำมาแบ่งแยกกันเอง

    ถ้าหากว่าเราประกอบไปในด้านบุญกุศล ก็จะตกอยู่ในกระแสสีขาวพาเราไหลขึ้นตลอดเวลา แต่ถ้าหากว่าเราทำบาปอกุศล เราก็จะตกในกระแสสีดำไหลลงตลอดเวลา จนกว่าเราจะหลุดพ้นจากกระแสทั้ง ๒ สายนั้น ถึงจะเข้าพระนิพพานได้

    เพราะฉะนั้น..ไม่มีใครดี ไม่มีใครชั่ว มีแต่คนที่กำลังเป็นไปตามกรรม

    เมื่อเรามาถึงตรงจุดนี้แล้ว เห็นใครทำในสิ่งที่ไม่ดี ก็อย่าไปตราหน้าว่าเขาชั่ว สิ่งทั้งหลายเหล่านั้นเราต้องเคยทำมาก่อนแล้ว ในเมื่อเราเคยทำมาก่อนแล้ว ตอนนี้เขามาทำต่อจากเรา เขาก็คือผู้ที่เป็นทายาท มารับมรดกในผลงานที่เราเคยทำเอาไว้

    ในเมื่อเขาเป็นทายาท เขาคือลูก คือหลาน คือญาติ คือโยมของเรา เราต้องไม่รังเกียจเขา ถ้ามีโอกาสสามารถช่วยเขาได้ก็ช่วย ถ้าช่วยไม่ได้ก็วางเฉย ยอมรับว่าเป็นกฎของกรรม แต่ไม่ได้วางเฉยธรรมดา ๆ อุเบกขานี้ก็ยังมีเมตตา มีกรุณาแฝงอยู่ คือ ถ้าพร้อมเมื่อไร เราก็พร้อมที่จะช่วยเขาอีก

    ให้วางกำลังใจอยู่ในลักษณะอย่างนี้ คนไม่มีดีไม่มีชั่วหรอก มีแต่สมมติทั้งนั้น ต่างคนต่างทำ เขาคิดว่าสิ่งที่เขาทำนั้นดีแล้วเขาถึงทำ แต่เขาเข้าใจผิดด้วยอกุศลชักพาไป ในเมื่อเขาคิดว่าดีแล้วเขาจึงทำ ถ้ามีโอกาสเราก็แนะนำในสิ่งที่ดีจริง ๆ ให้เขาบ้าง

    ถาม : แนะนำไม่ได้เลยค่ะ
    ตอบ : แนะนำไม่ได้ก็ปล่อยวาง เมตตา กรุณา มุทิตาแล้ว ถ้ายังช่วยไม่ได้ ก็ต้องอุเบกขา

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    (หลวงพ่อเล็ก สุธมฺมปญฺโญ วัดท่าขนุน)
    เก็บตกบ้านอนุสาวรีย์ฯ เดือนมีนาคม พุทธศักราช ๒๕๔๕
    ที่มา : www.watthakhanun.com


    c_oc=AQklIozZeN9Dplb8O0vVGKaOstc0PPSNXl6b9nT9kCYuM2RAsIkzDh6Pvs2WoggT9iE&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
     
  5. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    17,514
    กระทู้เรื่องเด่น:
    375
    ค่าพลัง:
    +61,340
    ถ้าวาระยังไม่มาถึง ชวนให้ตายเขาก็ไม่มา

    ถาม : ผมพยายามชวนแฟนมาที่นี่ เขาไม่ค่อยอยากจะมาทางนี้ จะทำอย่างไรเขาจะมาได้บ้าง ?
    ตอบ : ไม่ต้องเสียเวลา #ถ้าวาระยังไม่มาถึง #ชวนให้ตายเขาก็ไม่มา #การจะเป็นในครอบครัวเดียวกันพระพุทธเจ้าถึงได้ตรัสว่าต้องมีสมชีวิธรรม

    สมชีวิธรรม ก็คือ สิ่งที่ต้องมีเสมอกัน คือ #มีศรัทธาเสมอกัน #มีศีลเสมอกัน#มีจาคะเสมอกัน #มีปัญญาเสมอกัน ไม่อย่างนั้นก็ขัดกันอยู่ตลอด

    ถาม : ทำให้คนในครอบครัวเข้าวัด ?
    ตอบ : #ทำตัวเองให้มีผลเปลี่ยนแปลงในด้านดีให้ชัดเจน ถ้าท่านสนใจเดี๋ยวท่านก็มาเองแหละ แต่ถ้าเรายังเปลี่ยนแปลงตัวเองในด้านดีไม่ได้ท่านก็ยังไม่สนใจหรอก #ต้องเอาตัวเองเป็นเครื่องวัดให้ท่านเห็น

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.(หลวงพ่อเล็ก สุธัมมปัญโญ)
    เก็บตกจากบ้านวิริยบารมี ต้นเดือนธันวาคม ๒๕๕๙
     
  6. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    17,514
    กระทู้เรื่องเด่น:
    375
    ค่าพลัง:
    +61,340
    c_oc=AQlZRZUsd8tvgZlpJjEkKGW64HoWP7op-qE7ZmmwoQtMRoP9YJGtAL4t_PoXlMHnDKI&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg



    คนจะทำคาถาต้องเป็นคนจริงจัง สม่ำเสมอ ถ้าไม่จริงจัง ไม่สม่ำเสมอ ทำแล้วจะไม่เกิดผล เพราะว่าคาถาเป็นพื้นฐานของอภิญญา ทำคาถาขึ้นก็เล่นอภิญญาได้ คนจะเล่นอภิญญาได้จะต้องเป็นคนจริงจัง สม่ำเสมอ ทุ่มเทชนิดตายเป็นตาย ไม่ใช่เบื่อ ๆ อยาก ๆ ไฟไหม้ฟางเป็นพัก ๆ ถ้าวิสัยอย่างนั้นอย่าเสียเวลาไปเล่นเลย..!
    .....................................
    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร. วัดท่าขนุน
    www.watthakhanun.com
     
  7. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    17,514
    กระทู้เรื่องเด่น:
    375
    ค่าพลัง:
    +61,340
    c_oc=AQkqWHWxh6KJ6yXrLzmHEAFANlGKwGm3MQYBysomEeMgjZ61NEWlt0KJQmnWwWDVrtg&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  8. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    17,514
    กระทู้เรื่องเด่น:
    375
    ค่าพลัง:
    +61,340
    พระคาถาที่ทำให้จิตเกิดสมาธิเป็นฐานทิพย์ให้เกิดโชคลาภอันดีงาม

    ลูกหลานเฝ้าเวียนถามหลวงปู่ถึงคาถาที่ท่องแล้วทำให้เกิดโชคลาภ เช่น ลาภลอย หลวงปู่ก็ต้องบอกกล่าวตามสัทธรรมว่าไม่มีดอกคาถาชนิดนั้น. ถ้ามีก็จะหลอกลวง เป็นทางทำให้บุญเก่าเราหมดไป ไม่ได้เพิ่มบุญใหม่. หรืออาจเป็นทางไสยศาสตร์ ของมาร ให้โชคลาภก็จริง แต่กินธาตุกินขันธ์เราไปเรื่อยๆ แล้วเอาโชคลาภแบบหลอกลวง สุกๆดิบๆ ทุกขลาภ มาให้เรา. ครั้นได้โชคลาภแล้วต้องไปรับใช้กรรม.. หลวงปู่ใหญ่จึงไม่สนับสนุน นะลูกหลานเอ๊ย

    แต่พระคาถาที่จะทำให้จิตเกิดสมาธิเป็นฐานทิพย์ของโชคลาภอันดีงามนั้น มีอยู่ใน #พระคาถายอดพระกัณฑ์พระไตรปิฎก ที่หลวงปู่ใหญ่เทพโลกอุดรแต่งไว้เมื่อกว่าพันปีมาแล้วนั่นเอง.

    เป็นช่วงที่พระคาถากล่าวอัญเชิญเทพไท้เทวา ฤาษีมุนีผู้เรืองฤทธิ์ พรั่งพร้อมด้วยพระสัทธรรมอันบริสุทธิ์บริบูรณ์มารวมพลังงานอันประเสริฐเข้าด้วยกัน ในหัวข้อที่ ๒๐-๒๑ ดังนี้ นะลูกนะ

    " ๒๐. อินทะสาวัง มะหาอินทะสาวัง พรหมมะสาวัง มะหาพรหมมะสาวัง จักกะวัตติสาวัง มะหาจักกะวัตติสาวัง เทวาสาวัง มะหาเทวาสาวัง อิสิสาวัง มะหาอิสิสาวัง มุนีสาวัง มะหามุนีสาวัง สัปปุริสะสาวัง มะหาสัปปุริสะสาวัง พุทธะสาวัง ปัจเจกะพุทธะสาวัง อะระหัตตะสาวัง สัพพะสิทธิ วิชชาธะรานังสาวัง สัพพะโลกา อิริยานังสาวัง เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิโหตุ ฯ

    ๒๑. สาวัง คุณัง วะชะพะลัง เตชัง วิริยัง สิทธิกัมมัง ธัมมัง สัจจัง นิพพานัง โมกขัง คุยหะกัง ทานัง สีลัง ปัญญานิกขัง ปุญญัง ภาคะยัง ยะสัง ตัปปัง สุขัง สิริรูปัง จะตุวิสะติเทสะนัง เอเตนะ สัจเจนะ สุวัตถิ โหตุ หุลู หุลู หุลู สะวาหายะ ฯ "

    ขอให้ลูกหลาน ทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนา สวดพระคาถายอดพระกัณฑ์พระไตรปิฎกทั้งหมดโดยตลอด สม่ำเสมอ นั่นแล จะก่อบังเกิดสิ่งดีงามอันเป็นยอดปรารถนาทุกประการ ตลอดกาลนาน ตราบจนกระทั่งลูกหลานบรรลุถึงพระนิพพาน.. นะลูกหลานเอ๊ย๚
     
  9. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    17,514
    กระทู้เรื่องเด่น:
    375
    ค่าพลัง:
    +61,340
    ?temp_hash=fa9bb7014e6efb9b62e02173009c457d.jpg

    ?temp_hash=fa9bb7014e6efb9b62e02173009c457d.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  10. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    17,514
    กระทู้เรื่องเด่น:
    375
    ค่าพลัง:
    +61,340
    c_oc=AQk8dYBdemIT4JO6GNto-UpUQVl1sXyOK9y-MpSq9DjsauHx_Bw-hE__XmUgXXioT-8&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  11. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    17,514
    กระทู้เรื่องเด่น:
    375
    ค่าพลัง:
    +61,340
    สวดมานานทำไมไม่เป็นอย่างที่หลวงตาบอก

    ศิษย์: ผมสวดมานานทำไมไม่เป็นอย่างที่หลวงตาบอก

    หลวงตา: ถ้าสวดแล้ว มันไม่เป็นอย่างที่เราคิดนะ พิจารณาว่ามันเกิดจากอะไร มันเกิดจากเราไหม เราลดอะไรลงบ้างไหม... ชาวเว็บคิดเอาเองนะ บางคนสวดมานาน สวดมาหลายปี สี่ห้าปีแล้วก็มี ทำไมมันไม่เป็นอย่างที่เราคิด เพราะเราไม่ลดอะไร? การกระทบกระทั่ง... ตัวเองกระทบมากกว่าคนอื่น มันเป็นตัวที่เป็นฝ้า เป็นฝ้าในจิตที่คิดไป ไม่เป็นอย่างที่คิดเพราะมันมีฝ้า ไม่ใช่สวดอย่างเดียวแล้วไม่ปรับเลย ไม่ใช่นะ มันต้องปรับด้วย ต้องเข้าใจนะ บางคนเกิดพรุ่งนี้มาถามว่า โอ๊ย สวดมานาน ไม่เห็นเป็นอย่างหลวงตาว่าเลย ไม่ใช่นะ มันต้องพิจารณาตัวเอง ต้องไปอ่านอิทธิบาทที่สี่ (ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา)ถ้าความสำเร็จอะไรนี่ ที่มันเป็นคือมันเกิดจากเรา ใช่ไหม เกิดจากเรา ตั้งใจสวด จิตอยู่ที่คำสวด แต่ว่าอะไรก็ไม่รู้ จิตกระทบ ยังไปตามกระแสพวกนี้อยู่ ไม่ได้นะ มันต้องระวังพวกนี้อยู่ มันจึงรับกระแสพวกนี้ได้ จิตมันต้องระวังไง มันต้องชำนาญในการรับ ในการทำให้มันอยู่ ควบคุมมันอยู่ ใช่ไหม เอ้อ อย่างเราโดนปั๊บ กระทบกระทั่งปั๊บ คิดหลายวันยังไม่ออกนี่ สวดไปคิดไป มันก็ไม่เป็นอย่างที่คิดหรอก เพราะมันเกิดจากเราไง เราไม่ทรง ไม่รู้จักทรงอารมณ์ เราต้องระวังสิ่งรอบตัวเราด้วย มันอยู่ใกล้เราและตัวเรานี่ เอ้า ระวังวจีกรรม มโนกรรม กายกรรมด้วย มันประกอบกันนะกับพลังงานที่เราสวด ทำไมจึงไม่เป็นอย่างที่เราคิด

    ข้อมูลจาก... หนังสือหลวงตาสอนศิษย์ เล่ม 2 (หน้าที่ 10)
     
  12. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    17,514
    กระทู้เรื่องเด่น:
    375
    ค่าพลัง:
    +61,340
    c_oc=AQlmf8QQ8IIpc9R6C_UHWzN-PywwBhemFT0k5hOjPXP0deDArSopStEu2Zl5pM8oNzw&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg

    ถาม : เวลาภาวนาแล้วนับลูกประคำไปด้วย คือนับจำนวนเม็ดของลูกประคำอย่างนั้นเหรอคะ ?
    ตอบ : คือถ้าสติสมบูรณ์เราภาวนาอะไรเรารู้อยู่ เรานับลูกประคำ อาการเคลื่อนไหวของมือเรารู้อยู่ ตอนนี้นับไปกี่จบแล้วรู้อยู่ หรือว่าคาถาไปกี่จบแล้วรู้อยู่ เราจะรู้หลาย ๆ อย่างพร้อมกัน ถ้าหากว่าเราต้องกำหนดจิตรู้หลายอย่าง งานก็เยอะ โอกาสที่จะแวบไปที่อื่นก็น้อยลง
    .....................................
    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร. วัดท่าขนุน
    www.watthakhanun.com

    #พระพุทธศาสนาช่วยโลก #พระสงฆ์ช่วยสังคม#แบ่งปันธรรมะ
    #๖๐ปีพระครูวิลาศกาญจนธรรม
     
  13. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    17,514
    กระทู้เรื่องเด่น:
    375
    ค่าพลัง:
    +61,340
    เรื่องของการเป็นร่างทรง

    วิธีเลี่ยงที่ดีที่สุดก็คือภาวนาให้อารมณ์ใจทรงตัวอย่างน้อยปฐมฌานขึ้นไป ถ้าทรงฌานได้ กำลังเราเท่ากับพรหมเขาทำอะไรไม่ได้หรอก ยกเว้นว่าท่านที่เหนือกว่าพรหม และที่สำคัญที่สุดก็คือว่าอย่าไปหวั่นไหวง่าย ๆ ถ้าเราไปหวั่นไหวง่าย ยินดียินร้ายอะไร กำลังเราตก เขาก็จะครอบงำได้ง่าย

    พวกเรายังไม่ได้เจอแบบที่อาตมาเจอ มายืนค้ำหัวชี้หน้าเลยว่า "กูยิ่งใหญ่ที่สุดในสามโลก ไม่มีใครเหนือกว่ากูอีกแล้ว..!" ถ้าเป็นพวกเราได้ยินก็ขวัญหนีดีฝ่อ อาตมาบอก “มึงยิ่งใหญ่แค่ไหนก็ตาม ตอนนี้กูเป็นพระ มึงนั่งลงซะ ไม่อย่างนั้นจะโดนเตะ..!” เขาเลยยอมนั่ง ถ้ากำลังใจเรามั่นคงไม่หวั่นไหว พวกนี้ทำอะไรไม่ได้แม้แต่นิดเดียว เพียงแต่ว่าพวกเราส่วนใหญ่จะเกิดความกลัวซึ่งก็เป็นเรื่องปกติ

    ฉะนั้น..วิธีที่จะเลี่ยงความกลัวได้ดีที่สุดก็คือทรงสมาธิไว้ แล้วบางรายกำลังเขาสูง แค่เข้าเขตมาใกล้นี่ขนลุกเกรียวมาแต่ไกลเลย ลักษณะนั้นต้องตั้งท่ารับ พวกนั้นแรงจัด ก่อนหน้านั้นอาตมาก็นิสัยไม่ดี เจอแบบนี้ไล่กระจายเลย มาตอนหลังได้รับความรู้จากหลวงพ่อวัดท่าซุงว่า “อย่าอวดดีกับผี อย่าลองดีกับพระ” มีอะไรเจรจากันก่อน ถ้าสามารถช่วยเขาได้ สามารถสงเคราะห์เขาได้ก็ทำไป ถ้าช่วยไม่ได้สงเคราะห์ไม่ได้ คุยกันไม่รู้เรื่องจริง ๆ แล้วค่อยไปตีกัน

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    (หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน)
    เก็บตกบ้านวิริยบารมี ต้นเดือนเมษายน ๒๕๕๘
     
  14. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    17,514
    กระทู้เรื่องเด่น:
    375
    ค่าพลัง:
    +61,340
    c_oc=AQmeEj9q_2goEhQ5_1KwPdJHp783-uxnOy7DkY7KJwjADpNfgeh2ZoxmCskKkAfKFlo&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  15. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    17,514
    กระทู้เรื่องเด่น:
    375
    ค่าพลัง:
    +61,340
    c_oc=AQnsV2MjHvUS12B3s0ibAdAj-MjoMdf6qJS-_Xh_so1MjJOIL--dG48oz5JnCMX9zIo&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  16. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    17,514
    กระทู้เรื่องเด่น:
    375
    ค่าพลัง:
    +61,340
    เมื่อพึงพอใจ ดีใจ ในคราประสบ ฤๅ ได้รับสิ่งอันเป็นที่รักที่พึงใจ เราก็ย่อม "#ปีติ" ปราโมทย์

    แต่นั่นหาใช่ "ปีติ" แท้จริงไม่!!..

    #ปีติแท้จริงย่อมปราศจากราคะ.. ด้วยราคะเป็นกิเลส เป็นของร้อน คราจับต้องใหม่ ๆ ขณะที่ตนพอใจ ก็ยังทนได้ ยินดีที่จะทน. แต่ครั้นจับต้องนานเข้า จักผลาญไหม้ หรือ นำพาความหม่นไหม้-พินาศ มาสู่ตน.

    - ปีติแท้จริงย่อมเกิดจากศรัทธาในคุณธรรมเป็นรากฐาน.
    - ชั้นต่อมาจึงเป็นปีติสูงส่งยิ่งขึ้นไป ด้วยความที่ลูกหลานปราศจากมานะถือตน ไม่ดื้อดึง.
    - ชั้นต่อมาจึงเป็นปีติสูงส่งยิ่งขึ้นไป ด้วยความที่ลูกหลานปฏิบัติเข้าถึงสมาธิเป็นลำดับขั้นตอน จากสมาธิขั้นต่ำจนถึงขั้นสูง.
    - ชั้นต่อมาจึงเป็นปีติสูงส่งยิ่งขึ้นไป ด้วยความที่ลูกหลานปฏิบัติกาย-วาจา-ใจ เพื่อดำเนินตามโลกุตรมรรค.

    นี่แลจึ่งเป็นปีติโดยแท้..

    ปีติแท้จริงจะนำพาให้กาย-จิต สะอาด,สว่าง,สงบ พบความสุขความจำเริญแท้จริงทางโลก แลน้อมนำสู่พระนิพพานอันเป็นความจำเริญทางธรรมในท้ายที่สุด.. นะลูกหลานเอ๊ย๚
    ---------------
    #ธรรมเทศนาหลวงปู่เทพโลกอุดร.
     
  17. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    17,514
    กระทู้เรื่องเด่น:
    375
    ค่าพลัง:
    +61,340
    +++ สภาพจิตยิ่งละเอียดจะยิ่งรู้เห็นโทษมากขึ้น +++

    พระอาจารย์กล่าวว่า "ในเรื่องของการปฏิบัติธรรม #สภาพจิตยิ่งละเอียดจะยิ่งรู้เห็นโทษมากขึ้น จะพยายามปรับปรุง กาย วาจา ใจ ของตนเองให้ดีขึ้น #จะพยายามไม่ให้เป็นทุกข์ #เป็นโทษแก่คนอื่น

    เรื่องเหล่านี้จะมาพร้อมกับกำลังใจที่สูงขึ้นไปเรื่อย ๆ #บุคคลที่กำลังใจสูงย่อมเห็นโทษมากกว่าบุคคลที่กำลังใจต่ำ เหมือนกับบุคคลซึ่งอยู่ในที่สูงกว่า ย่อมมองได้ไกลกว่าบุคคลซึ่งอยู่ในที่ต่ำ"

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    (หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน)
    เก็บตกจากบ้านเติมบุญ ต้นเดือนพฤษภาคม ๒๕๖๐
     
  18. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    17,514
    กระทู้เรื่องเด่น:
    375
    ค่าพลัง:
    +61,340
    วันหนึ่งๆ เทวดาทำอะไรกันบ้าง

    ถาม : เทวดาวันหนึ่ง ๆ ท่านทำอะไรบ้างครับ ?
    ตอบ : เยอะแยะไปหมด รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ธรรมารมณ์ ของท่านมีความประณีต #ละเอียดกว่าเรานับเท่าไม่ได้ #แค่เพลินอยู่กับความสุขพวกนั้นก็หมดวันแล้ว ส่วนบรรดาท่านที่มีหน้าที่ท่านก็ทำหน้าที่ของท่านไป บางชั้นอย่างเช่น #ชั้นยามาท่านก็นั่งสมาธิไป #สวดมนต์ของตัวเองไป ไม่ได้อยู่ว่าง ๆ เหมือนกับเราหรอก..!

    ถาม : ตอนสวดพระคาถาเงินล้าน ๑๐๘ จบ เวลาสวดแล้วรู้สึกว่า ๒๔ ชั่วโมง การรับรู้ตัวเหมือนกับว่าเวลาหายไป ?
    ตอบ : ถ้าหากว่าสติสมาธิเราอยู่กับปัจจุบันตรงหน้า #ไม่ใช่แต่เวลาอย่างเดียว #บางทีภาพและเสียงก็หายไปด้วย เพราะว่าเราไม่ได้สนใจ ยิ่งสมาธิลึกเท่าไร เวลาจะผ่านไปโดยที่เราไม่รู้ตัว เราจะรู้สึกว่าพักเดียวทำไมนานแท้ บางทีเรารู้สึกว่าเดี๋ยวเดียว #อย่างอาตมาสวดจบหนึ่งใช้เวลา#ชั่วโมงครึ่ง

    ถาม : เวลามานั่งช่วงกรรมฐาน เมื่อก่อนรู้สึกว่านาน ?
    ตอบ : ถ้าเราไม่ได้ใส่ใจ #เวลาจะผ่านไปไม่รู้ตัว ถึงนานก็รู้สึกเหมือนกับครู่เดียว

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    (หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน)
    เก็บตกจากบ้านเติมบุญ ต้นเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๖๒
     
  19. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    17,514
    กระทู้เรื่องเด่น:
    375
    ค่าพลัง:
    +61,340
    ส่วนใหญ่ทำบุญแล้วตั้งกำลังใจผิด

    พระอาจารย์กล่าวว่า "พวกเรามาทำบุญแต่ส่วนใหญ่แล้วตั้งกำลังใจผิด มาถวายสังฆทานก็จริง #แต่กำลังใจมุ่งมาว่าถวายพระอาจารย์เล็ก ถวายหลวงพ่อเล็ก

    #ถวายสังฆทานเราต้องนึกถึงหมู่สงฆ์ที่มีองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประธาน ไม่ใช่นึกถึงพระอาจารย์เล็กที่นั่งอยู่ตรงนี้ #อาตมาเป็นแค่ตัวแทนเท่านั้นเป็นแค่เศษเสี้ยวเล็ก ๆ เท่านั้น

    ฉะนั้น...ถ้าเรานึกผิด ยึดผิด เกาะผิด #บางทีก็ได้บุญน้อยกว่าที่คิดนะ ยังโชคดีว่าอาตมายังไม่สิ้นสติ ไม่ว่าโยมจะนึกผิดหรือนึกถูก #อาตมาก็เอาลงสังฆทานไว้เสมอถ้าเป็นที่อื่นเดี๋ยวก็บุญหายเท่านั้น"

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.(หลวงพ่อเล็ก สุธัมมปัญโญ)
    เก็บตกจากบ้านวิริยบารมี ต้นเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๙
     
  20. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    17,514
    กระทู้เรื่องเด่น:
    375
    ค่าพลัง:
    +61,340
    c_oc=AQnRMCVfp-UZW8MiFITGPyrHzcB40O3Hgm2COWA-KJ2svQR4nfZQGIX1Npgch83oBss&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg







    หลวงพ่อวัดปากนํ้า ภาษีเจริญ สอนเอาไว้เสมอ ว่า “ทานบารมีนี้อย่าได้ขาด ถ้าหากขาดทานบารมีแล้ว จะสร้างบารมีอย่างอื่นมันก็ไม่สะดวก”

    ตัวท่านเองได้สร้างทานบารมีมาตั้งแต่บวช สมัยย้ายอยู่วัดเชตุพนวิมลมังคลารามใหม่ๆ (วัดโพธิ์ ท่าเตียน) ได้ออกบิณฑบาต ท่านขาดแคลนเรื่องอาหารหวานคาวขบฉัน เนื่องจากพระในเขตพระนครมากท่านไปอยู่ใหม่ ญาติโยมไม่คุ้นหน้า จึงไม่ค่อยมีคนใส่บาตร ครั้งนั้นท่านบิณฑบาต ไม่ได้ภัตตาหารขบฉันมา ๒ วัน อาศัยฉันน้ำประทังเวทนาความหิว รุ่งขึ้นในวันที่ ๓ หลวงพ่อได้ออกบิณฑบาตตามปกติ ได้ข้าว ๑ ปั้นกับกล้วยหนึ่งผล ด้วยความหิวไม่ได้ฉันข้าวมา ๒ วัน เมื่อกลับจากบิณฑบาต ตั้งใจที่จะลงมือขบฉัน พอดีเหลือบไปเห็นสุนัขแม่ลูกอ่อน ผอมโซทีเดียว ท่านก็คิดในใจว่า มันคงหิวเช่นเดียวกับที่เรากำลังหิว จึงแบ่งปันอาหารที่ได้มาในวันนั้นอย่างละครึ่ง คือ ข้าวครึ่งปั้นกับกล้วยครึ่งผล แล้วก็อธิษฐานจิตว่า
    “ในวันนี้ เราก็ถึงที่สุดแห่งความหิว สุนัขแม่ลูกอ่อนก็ถึงที่สุดในความหิว ที่สุดต่อที่สุดมาเจอกัน เราจึงได้สร้างมหาทานบารมี ขออานุภาพแห่งมหาทานบารมีนี้ จงอย่าได้อดอยากยากจนอีกต่อไปเลย”

    อานิสงส์การทำทานปรมัตถบารมี คือ เอาชีวิตเป็นเดิมพัน ช่วงนั้นในแต่ละวันหลวงพ่อต้องเดินเท้า ลงเรือ ไปเรียนตามสำนักต่างๆ การฉันภัตตาหารไม่พอ อาจเป็นลม จนมรณภาพเวลาใดก็ได้* และการให้ทานของหลวงพ่อครั้งนั้น โดยไม่สนใจว่าหากในวันถัดไปบิณฑบาตไม่ได้อาหาร ร่างกายจะเป็นอย่างไร หลวงพ่อสร้างมหาทานครั้งยิ่งใหญ่ ด้วยจิตมีเมตตา ทำให้หลังจากวันนั้น ท่านบิณฑบาตได้ภัตตาหารอุดมสมบูรณ์ และต่อมาเมื่อมาอยู่วัดปากน้ำได้เลี้ยงพระภิกษุสามเณร ๕๐๐-๖๐๐ รูป และอุบาสิกาอีก ๑๐๐-๒๐๐ คน ได้อย่างไม่อดอยาก ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๑ และครั้งที่ ๒ จนกระทั่งถึงปัจจุบันได้อย่างน่าอัศจรรย์

    *เรื่องลูกจ้างของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ทำงานตัดฟืนทั้งวัน ร่างกายเพลีย ไม่ได้ทานข้าวเย็น สาทานอุโบสถศีล ตกกลางคืนลมดันขึ้น เสียชีวิตลงในคืนนั้น เรื่องนี้มีกล่าวในพระไตรปิฎก
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...