@@..คำครู ผู้ชี้-นำ-อุปถัมภ์ สู่พระโพธิญาณ & เรื่องเล่าจากกัลยาณมิตร.@@

ในห้อง 'พุทธภูมิ - พระโพธิสัตว์' ตั้งกระทู้โดย พุทโธอวโลกิเตศวร, 10 กรกฎาคม 2015.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,899
    กระทู้เรื่องเด่น:
    371
    ค่าพลัง:
    +60,507
    c_oc=AQn0XrGNiTRS9eY0CSbmOESlD0wjVoVJ01QUch0d-QtM0EUlejH5KKzzQtqLpDQji-U&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg

    ----------------------------------------
    ถ้าเกิดกรรมที่เราเคยบันทึก
    โดยเฉพาะเรื่องปาณาติบาตเนี่ย
    ถ้ามันมาเนี่ย ถ้ามันเป็นนะฮะ
    ลำบากนะท่านบอก อย่าให้มันมาเลยดีกว่าฮะ
    ท่านถึงให้หมั่นสวดมนต์ หมั่นแผ่เมตตา
    แผ่เมตตาก็คือปรับคลื่นที่เราทำไว้นั่นแหละ

    คลื่นของกรรม คลื่นของปาณาติบาต
    นี่มันเป็นประโยชน์มากนะฮะ
    ทำไมเราถึงเน้นเรื่องพวกนี้ฮะ
    เพราะในสภาพสังคมทุกวันนี้ฮะ
    สวดในศาสตร์หลวงพ่อเนี่ย หลวงตาว่า
    ดีที่สุดแล้วล่ะ พูดถึงนะฮะ ว่าจริงๆแล้ว

    ท่านว่ากรรมฐานมันเหมือนกัน
    บทสวดก็เหมือนกันน่ะแหละท่านว่า
    เหมือนกัน ทุกบทน่ะ สวดไปนานๆ
    บริกรรมไปนานๆ ก็ทำให้จิตมันเบา
    ทำจิตให้มันสงบ แต่พลังงานของบท
    มันไม่เหมือนกัน เอามาเป็นประโยชน์

    ไม่เหมือนกันท่านว่า ถ้าเราสวดไปนานๆเนี่ย
    เราจะเข้าใจเรื่องพวกนี้ อย่าลืมว่า
    กรรมมันติดเรามานะ จิตเราเป็นตัวบันทึกนะ
    ทั้งหมดแหละ ทั้งดีและไม่ดี
    ทั้งความเพลิดเพลินใจ ดีใจ
    คับแค้นใจ เสียใจ อะไรพวกเนี๊ยะ
    ความอาฆาตอะไรมาหมดแหละ

    สมัยที่เราเวียนว่ายตายเกิดในอดีตนะ
    ทีนี้มันมาปัจจุบัน มาในปัจจุบัน
    มันเป็นเศษของกรรม ไม่ใช่กรรมแท้ๆ
    บุญก็ทำ ทั้งดีทั้งไม่ดี อะไรพวกนี้
    พอตายปั๊บรับกรรมโดยตรง รวยเดี๋ยวก็จน

    มันก็อยู่อย่างเงี๊ยะอ่ะท่านว่า
    แต่ถ้าเราฝึกซะตอนนี้
    เรากำหนดการเวียนว่ายตายเกิด
    มันจะมีประโยชน์มาก แล้วทำไมเราไม่ฝึกล่ะ
    เรามาฝึกทำไมไม่ตั้งใจฝึก
    ซึ่งมันเสียเวลานะฮะ มัวแต่ไปคิดนู่นคิดนี่

    มัวแต่ไปว่าคนนู้นคนนี้ มัวแต่ไปเนี่ย
    ท่านบอกมันเป็นการเสียเวลา
    ไม่ต้องกลัวหรอกท่านบอก
    ถ้าเราฝึกไปนานๆ เนี่ย ไปนานๆ
    ถ้ามันรู้แล้วเนี่ย มันไม่มีปัญหาหรอก

    ท่านบอก เรื่องอาชีพ ไม่มีปัญหา
    เรื่องการเลี้ยงชีวิตหรอก
    ตราบใดที่ยังมีประโยชน์กับตัวเอง
    มีประโยชน์กับภพทั้งสาม
    ฝึกไม่เท่าไหร่หรอก

    ไปแล้ว ยังไม่พร้อมเลยไปแล้ว
    ไม่ได้นะเสียเวลา เสียเวลาจริงๆนะฮะ
    ท่านบอก กรรมฐานเนี่ย มันเป็นฐาน
    ถ้าเราไม่มีฐานเนี่ย เราจะไปทำอะไรได้
    ท่านบอก ฐานมันควบคุมบารมีทั้งหมด
    มันไม่ยาก มันไม่ได้ยากมันไม่ได้ง่ายนะฮะพูดถึง
    ใช้อิริยาบถทั้งสี่ ที่เรามีอยู่น่ะ ในวัดนี่แหละ

    ไม่ต้องไปอยู่วิเวก ไม่ต้องไปปิดวาจา
    ไม่ต้องไปอะไรหรอกฮะ ว่าจริงๆแล้ว
    เราเห็นใครเราก็แผ่ ไม่ใช่เห็นใครแล้วไปว่าเค้า
    ไม่ใช่ หมั่นแผ่เมตตา หมั่นโมทนาบุญ
    หมั่นบันทึกบุญ หมั่นสวดจักรพรรดิ

    การแผ่บ่อยๆเนี่ย มันจะเกิดความเคยชิน
    เพราะเราแผ่รู้ป่าว จิตเราบันทึกอะไร
    บันทึกความเมตตาทุกครั้งที่เราแผ่นะฮะ
    จะแผ่ใกล้แผ่ไกลเวลาเราสวด
    เรานึกไปไหนก็ตาม เราจะแผ่ไปทันทีนะฮะ

    ฝึก บางคนมาฝึก สมัยก่อน
    คนที่มาฝึกที่นี่นะเค้าต้องการรู้สึก
    เค้าต้องการสัมผัสหลวงพ่อนะ
    บางคนใช้เวลาเจ็ดปีกว่าจะสัมผัสได้นะฮะ
    บางคนกว่าจะสัมผัสได้ตั้งห้าปี สามปีก็มีฮะ
    บางคนสองอาทิตย์สัมผัสได้แล้ว

    มันไม่เหมือนกันนะฮะ มีคนถามหลวงตา
    ว่ามันไม่เหมือนกันเพราะอะไร
    เพราะเราเกิดมาในปัจจุบัน
    มันก็ตามมาด้วย ตามมาด้วย
    ถ้าความเคยชินในสิ่งที่ไม่ดี

    นั่นคือตัวบั่นทอนเลยท่านว่า พอเห็นแล้วเนี่ย
    คันปากยิบๆเลย น่ะมันชินไง
    เกิดความรู้สึกประมาณนั้นแหละ
    เพราะนั้นมันจึงไม่เหมือนกัน ใช้เวลา
    ต่างกัน เพราะฉะนั้นหมั่นทำเข้าไว้
    ที่ท่านพูดนั่นแหละ มันเป็นประโยชน์
    ยาวนานนะฮะ ไม่ใช่ประโยชน์
    ปัจจุบันกาลนี้ ยาวนานนะฮะ

    กรุณาฟังให้เข้าใจแบบละเอียดลิงค์นี้เลย
    https://www.facebook.com/buddhaprompanyo.yangngam/videos/1495219737269083/

    --------------------------------------

    เทศน์สอนโดย หลวงตาม้า (พระวรงคต วิริยธโร)
    วัดถ้ำเมืองนะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่
    อนุโมทนาบุญกับผู้มีส่วนร่วมในสื่อธรรมมะทุกท่าน
    ออกอากาศวันที่ 20/12/2561

    ----------------------------------------

    >>>บทสวดมหาจักรพรรดิ
    นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต
    สัมมา สัมพุทธัสสะ(๓ ครั้ง)
    นะโมพุทธายะ พระพุทธไตรรัตนญาณ
    มณีนพรัตน์ สีสะหัสสะ สุธรรมา
    พุทโธ ธัมโม สังโฆ ยะธาพุทโมนะ
    พุทธะบูชา ธัมมะบูชา สังฆะบูชา
    อัคคีธานัง วะรังคันธัง สีวลีจะ มหาเถรัง
    อะหังวันทามิ ทูระโต
    อะหังวันทามิ ธาตุโย
    อะหังวันทามิ สัพพะโส
    พุทธะ ธัมมะ สังฆะ ปูเชมิ

    >>>บทอัญเชิญพระเข้าตัว (แผ่เมตตา)
    สัพเพพุทธา สัพเพธัมมา สัพเพสังฆา
    พะลัปปัตตา ปัจเจกานัญ จะยังพลัง
    อรหันตานัญ จะ เตเชนะรักขัง พันธามิ สัพพะโส
    พุทธัง อธิษฐามิ ธัมมัง อธิษฐามิ สังฆัง อธิษฐามิ

    -----------------------------------
    #ขอเชิญร่วมฝากกระแสความดีงามร่วมกับ
    #พ่อแม่ครูบาอาจารย์ #หลวงปู่ดู่ #หลวงตาม้า
    #ทุกกองบุญตามดำริหลวงตาม้า
    โดยโอนปัจจัยเข้าบัญชี "หลวงตาม้า"
    ชื่อบัญชี : พระวรงคต วิริยะธโร
    เลขที่ 383-2-23925-8
    ธนาคารกสิกรไทย
    สาขาถนนมูลเมือง เชียงใหม่
    ประเภทออมทรัพย์

    -----------------------------------
    #ธรรมทาน เซฟได้ แชร์ได้
    #คัดลอกไปโพสต์ได้
    #โดยไม่ต้องขออนุญาต
    #ช่วยกันกระจายคำสอน
     
  2. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,899
    กระทู้เรื่องเด่น:
    371
    ค่าพลัง:
    +60,507
    ปฎิบัติถึงแล้ว ของเก่าก็กลับคืนมา

    "สมัยก่อนวิ่งรับใช้ท่านทั้งหลายอยู่ที่วัดธรรมมงคล เพราะว่าแม่ไปร่วมเป็นกรรมการสร้างเจดีย์ให้หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร

    บรรดาหลวงปู่หลวงพ่อยุคนั้นก็มากันเยอะ ตอนนั้นยังวัยรุ่นอยู่ วิ่งเก่งทำงานคล่อง ก็เลยมีโอกาสรับใช้ใกล้ชิด เราก็ไม่ใช่เด็กกลัวพระ ก็ถามท่านไปเรื่อย ถามไปถามมา ก็ขอหวยหลวงตาบัวซะเลย..!

    ท่านรู้ว่าเราอยากรู้ ตอนนั้นคิดว่าพระที่ปฏิบัติสายวิสุทธิมรรค อย่างสายหลวงปู่มั่น ท่านมีฤทธิ์มีเดชเหมือนกับสายอื่นเขาหรือเปล่า ? ถามด้วยความอยากรู้ ท่านก็ให้จริง ๆ และก็ออกตรง ๆ ท่านก็คงจะรู้ด้วยว่าเราไม่ได้เล่น แค่อยากรู้เฉย ๆ ก็เลยบอกตรง ๆ

    เรื่องของการปฏิบัติ ไม่ว่าจะปฏิบัติกับครูบาอาจารย์สายไหนก็ตาม ถ้าหากว่าวิสัยเดิมของตนเองเป็นอย่างไัร ถ้าเข้าถึงธรรมแล้วของเดิมจะมาเอง

    แบบเดียวกับพระจุลปันถกเถระ เป็นพระวิชชาสาม แต่ลูกศิษย์เป็นพระปฏิสัมภิทาญาณเป็นพันเลย เพราะวิสัยเดิมของลูกศิษย์เป็นอย่างนี้ เวลาท่านปฏิบัติไปถึงของเก่าก็กลับคืนมา"

    เก็บตกบ้านอนุสาวรีย์ ต้นเดือนมิถุนายน ๒๕๕๓
    กับพระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    (พระอาจารย์เล็ก สุธมฺมปญฺโญ)
    เจ้าอาวาสวัดท่าขนุน จ.กาญจนบุรี

    c_oc=AQlsyeUNl0mqxpVptqx6Z73vGNylK4VR7aE26l9UxVqsykw0SJvYL5PnIWX-jOwRCjE&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
     
  3. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,899
    กระทู้เรื่องเด่น:
    371
    ค่าพลัง:
    +60,507
    c_oc=AQlMK9xoY2JBNjn4O_goWZrzX_uTeYgd91GGuCTQI8aXM6BO_48hu6QBNkJapEekbOE&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg




    คำอธิษฐานของหลวงปู่เกษม เขมโก

    “อิทัง กุศลกัมมัง มยา กะตัง”
    กรรมอันเป็นกุศลนี้ อันข้าพเจ้าได้กระทำแล้ว ขอจงเป็นปัจจัย ให้ข้าพเจ้ามีความสุขกายสบายใจ แม้นจะคิดสิ่งใด ก็ขอให้สมปรารถนาทุกประการ

    ขอให้ข้าพเจ้ามีอายุยืนยาว และขอให้พ้นจากโรคภัยให้เจ็บ ทุกประการด้วยเถิด

    ประการหนึ่ง ด้วยเดชะบุญอันข้าพเจ้าได้กระทำนี้ ข้าพเจ้าเกิดมาภพใด ชาติใด ก็ขอให้เกิดพระพุทธศาสนา ของพระพุทธเจ้าทุกชาติ และขอให้พบนักปราชญ์เจ้า ผู้ใจบุญ ขอให้รู้คุณวิเศษ แท้ดีหลีเถิด

    ประการหนึ่ง ข้าพเจ้าเกิดมาภพใดก็ดี ข้าพเจ้าขออย่าได้พบกรรมอันไม่ดีทุกชาติและขอให้ข้าพเจ้าได้เว้นจากบาป ความชั่วร้ายทุกชนิดเถิด

    ประการหนึ่ง ด้วยบุญที่ข้าพเจ้าได้กระทำมานี้ ข้าพเจ้ายังท่องเที่ยวไปมาในวัฏฏสงสารหลายกำเนิด ยังไม่ได้ถึงพระนิพพานเจ้านั้น ข้าพเจ้าขอตั้งความปราถนา ได้มีใจมั่นคงทุกชนิดและข้าพเจ้าเกิดมาชาติใด มีอะไรขอให้เสมอใจทุกประการ
    และขอให้ข้าพเจ้าได้ฟังธรรมทุกชนิดขอให้ได้ทำบุญให้ทาน รักษาศีล ภาวนา ทุกชนิดและขอให้พ้นจากกิเลส บาป ความชั่วร้ายทั้งมวล เที่ยงแท้ด้วยเถิดและขอให้ข้าพเจ้า ได้ถึงนิพพาน อันเป็นสุดยอดของความสุขทั้งปวงด้วยเถิด

    คำปราถนา (ผาถนา) ของข้าพเจ้ามีดังนี้แล้ว
    ขอให้สมปณิธาน ที่ข้าพเจ้าได้ตั้งไว้อย่าได้คลาดแคล้วสูญหาย เที่ยงแท้แด่เทอญนิพพาน

    ปัจจะโย โหตุ เม นิจจัง (ว่า 3 หน)

    สวัสดี
    พระภิกษุเกษม เขมโก
    พุทธศักราช 2506
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  4. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,899
    กระทู้เรื่องเด่น:
    371
    ค่าพลัง:
    +60,507
    c_oc=AQl_mMlB_Gd-al4L1aSlu-y3dPDsWkJW4eOuPBHlAmyYih3YgRVO2tvjqo6L34VOrvY&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg





    "เราอธิษฐานไว้สองอย่างได้ไหม? คือ ถ้าเราไปไม่รอดก็ขอตาม แต่ถ้าเราไปรอดก็ขอแยก" หลวงตาบอกว่า... ได้ แต่เราต้องเผื่อขาดเผื่อเหลือไว้ หลวงปู่ดู่ท่านก็สั่งพระเล็กกับหลวงตาไว้ว่า ถ้าไปได้ให้ไปเลย และหลวงปู่ดู่ยังสั่งอีกว่า ให้ลูกศิษย์ทุกคนรีบปฏิบัติ กลัวไม่ทันกัน
    หลวงปู่ดู่บอกว่า ให้รีบทำเข้าไว้ โลกกำลังเปลี่ยนแปลง เราจะตายเมื่อไหร่ก็ไม่รู้

    หลวงตาท่านบอกต่อไปว่า การตั้งสัจจะอธิษฐานอย่างที่ทำกันอยู่ทุกวันนี้ถูกแล้ว ให้ทำกันอย่างจริงจัง จะได้ทั้งสัจจะ ได้ทั้งศีล ได้ทั้งทาน
    ได้ทั้งขันติ ได้ทั้งอธิษฐาน ได้เกือบครบในบารมีสิบ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องทำให้ได้จริงๆ เอาเท่าที่กำลังใจเราจะทำได้

    การตั้งสัจจะอธิษฐานในการนั่งสมาธินั้น ให้อธิษฐานว่า นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปภายในเจ็ดวัน ข้าพเจ้าจะนั่งสมาธิทุกวัน แล้วก็กล่าวว่า "อิมัง สัจจะวาจา อธิษฐานมิ" แต่อย่าบอกว่ากี่ชั่วโมง อย่าเจาะจงจนกว่าเราจะแน่น

    บางส่วนของคติธรรมคำสอนโดย... พระอาจารย์วรงคต วิริยธโร (หลวงตาม้า) วัดพุทธพรหมปัญโญ (ถ้ำเมืองนะ) ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่

    ขอบคุณเจ้าของภาพ
    เรียบเรียงโดยครูบานัน
     
  5. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,899
    กระทู้เรื่องเด่น:
    371
    ค่าพลัง:
    +60,507
    +++ พระพุทธเจ้าระบุไว้ว่าให้ใช้จีวรได้ ๓ สี +++

    พระอาจารย์เล่าว่า "สมัยนั้นวัดท่าซุงใช้จีวรสารพัดสี มีทั้งสีเหลือง สีกรัก สีแก่นขนุน สีแดงแบบทางสายพม่า มีพระอยู่รูปหนึ่ง #ตอนนี้ก็คือทิดสมคิด (น้องชายของพระอาจารย์สมปอง) เป็นพระรูปเดียวที่ใส่ ๕ สี สบงสีหนึ่ง อังสะสีหนึ่ง จีวรสีหนึ่ง สังฆาฏิสีหนึ่ง ผ้ารัดอกอีกสีหนึ่ง #แสดงว่ามาจากคนละสำรับทั้งนั้นเลย คือเก่าใหม่ไม่เท่ากัน ก็เลยกลายเป็น ๕ สี

    มีอยู่วันหนึ่ง #พอหลวงพ่อท่านลงโบสถ์ท่านก็พูดถึงเรื่องนี้ ท่านบอกว่า “ข้าดูพวกแกมานานแล้ว ว่าทำไมห่มจีวรสีไม่เหมือนกันสักที พอดีวันนี้ก่อนจะลงโบสถ์ข้านอนอยู่ #เห็นผีเดินมา ห่มจีวรมาด้วย #ไม่มีหัวมีแต่ตัว ห่มเสร็จแล้วจีวรลอยมา แต่ไม่เห็นว่าเป็นใคร

    ถามว่าใคร ? #ก็มีเสียงตอบว่าโมคคัลลาน์ครับ..มาทำไม ? #ท่านตอบว่าทำให้ดูว่าสมัยก่อนผมห่มจีวรสีนี้ครับ” หลวงพ่อท่านบอกว่าพระโมคคัลลานะห่มจีวรสีเหลือง #หลวงพ่อท่านก็ถามว่าพระพุทธเจ้าอนุญาตให้นุ่งห่มด้วยผ้าย้อมน้ำฝาดไม่ใช่หรือ ? แล้วทำไมถึงห่มผ้าสีเหลือง มีเสียงย้อนตอบกลับมาว่า “#แล้วขมิ้นมันหวานหรือเปล่า ?” นักเลงจริงนี่เขาไม่ตอบตรงคำถามนะ เขาย้อนถามคืน ถ้าขมิ้นหวานจะได้ไม่ใช้

    ท่านก็เลยต้องไปค้นตำรามาอ่านใหม่ เพราะว่าอ่านมาตั้งแต่สมัยบวชพรรษาแรก ชักลืม ๆ #ปรากฏว่าพระพุทธเจ้าระบุไว้ว่าให้ใช้จีวรสีเหลือง #สีเหลืองเจือแดงเข้ม #และสีกรัก ได้ ๓ สี หลวงพ่อท่านก็สรุปว่า สาเหตุที่พระธุดงค์หรือพระป่าท่านใช้จีวรสีกรักเพราะว่าเปื้อนยาก เดินป่าอยู่ตลอด ทำให้ผ้าสกปรกง่าย ถ้าหากว่าเป็นจีวรสีเหลืองก็คงดูไม่ได้เลย #แต่ถ้าอยู่ในเมืองก็ให้ห่มจีวรสีเหลืองไป

    #สรุปว่าวัดท่าซุงก็เลยต้องเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเสมอกันหมด ไม่อย่างนั้นตอนแรกทั้งวัดมีสารพัดสี ตอนนั้นนี่สามัคคีจริง ๆ มาจากทิศไหนสีไหนก็อยู่ด้วยกัน ลายไปทั้งโบสถ์"

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    (หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน)
    เก็บตกจากบ้านวิริยบารมี ต้นเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๕

    -------------------


    c_oc=AQm46gYsO9lbgJ7w2s5LTt7plF-INURFK45cT5pA-Di4PtKLlBmhRKBdNU519eI2Jqs&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
     
  6. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,899
    กระทู้เรื่องเด่น:
    371
    ค่าพลัง:
    +60,507
    +++ เห็นกิเลสตัวเองยากกว่าเห็นกิเลสคนอื่น +++

    ถาม : เมื่อก่อนฟังหลวงพ่อพูด กิเลสกินเราตลอดเวลา ก็แค่รับรู้แบบสมองรู้ เวลาพูดว่าตัวเองเลว ไม่ดี ก็พูดไปอย่างนั้น อาจทั้งเพื่ออวดว่าตนรู้หรือดีเท่านั้น มาขณะนี้จึงรู้สึกสงสัยว่า ทำไมคนเราถึงเห็นกิเลสของตัวเองยากกว่าเห็นกิเลสคนอื่นหลายเท่านัก จะมีวิธีจัดการกับกิเลสอย่างไร ? ในแต่ละวันรวมถึงตอนนอนหลับ รู้สึกว่ามีกิเลสเยอะมาก

    ตอบ : "โทษคนอื่นมองเห็นเป็นภูเขา โทษของเรามองเห็นเท่าเส้นขน ตดคนอื่นเหม็นเบื่อเหลือจะทน ตดของตนถึงเหม็นไม่เป็นไร" #เป็นเรื่องธรรมชาติ

    “มองออก” เห็นง่ายกว่า “มองเข้า” เห็นยาก การมองเข้ามาในกายต้องประกอบไปด้วย สติ สมาธิ #โดยเฉพาะปัญญาอย่างสูงจึงจะมองเห็นได้ เพราะฉะนั้น..พยายามเร่งในเรื่องของการปฏิบัติสมาธิภาวนาให้มากขึ้น #ถ้าเข้าถึงความสงบอย่างแท้จริงจนปัญญาเกิดขึ้น ก็จะแก้ไขตรงนี้ไปได้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    (หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน)
    เก็บตกจากบ้านเติมบุญ ต้นเดือนมกราคม ๒๕๖๓
     
  7. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,899
    กระทู้เรื่องเด่น:
    371
    ค่าพลัง:
    +60,507
    ถาม : หนูอยากรู้ว่า ขันธ์ ๕ เกิดขึ้นเพราะสัญญาของจิต คือจิตมีสัญญา แล้วก็มีขันธ์ ๕ ถ้าดับสัญญานั้นได้ ขันธ์ ๕ จะทำอะไรเราไม่ได้ หรือว่าขันธ์ ๕ นั่นแหละคือสัญญาของจิต เป็นเหมือนโฮโลแกรมที่จิตแสดงออกไปเท่านั้น ถ้าดับสัญญาของจิตก็เท่ากับดับขันธ์ ๕ ?

    ตอบ : เขาเรียกว่าเรียนรู้มากและฟุ้งซ่านมาก ขันธ์ ๕ เกิดเพราะอวิชชา ไม่ใช่เกิดเพราะสัญญา #อวิชชาก็คือความรู้ไม่หมด เมื่อถึงเวลาตากระทบ หูได้ยิน จมูกได้กลิ่น ลิ้นได้รส กายสัมผัส ใจครุ่นคิด ไปยินดียินร้าย ก็เป็นสาเหตุต่าง ๆ ไล่ไปเรื่อย ๆ จนถึงการเกิด ส่วนเรื่องของสัญญายังไม่อันตรายมาก #อันตรายมากคือสังขาร #ตัวปรุงแต่งของใจ

    ถ้าตาเห็นรูป หูได้ยิน จมูกได้กลิ่น ลิ้นได้รส กายสัมผัส ใจไม่ครุ่นคิด #สามารถหยุดแค่สักแค่ว่าได้เห็น #สักแค่ว่าได้ยิน #สักแค่ว่าได้กลิ่น #สักแค่ว่าได้รส #สักแค่ว่าสัมผัส #สักแค่ว่าได้รู้ ถ้าอย่างนั้นก็ไม่สามารถทำอันตรายเราได้

    ญาติโยมทั่วไปไม่ต้องไปศึกษาตำรามาก #แค่รู้ว่าหยุดคิดก็หมดทุกข์ #ทุกวันนี้ญาติโยมส่วนใหญ่คิดก็เลยเป็นทุกข์ ถ้าเราหยุดคิด ความทุกข์จากการปรุงแต่งต่าง ๆ ไม่มีเหลือ #เหลืออยู่อย่างเดียวคือทุกข์ตามสภาวะร่างกายเท่านั้น

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    (หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน)
    เก็บตกจากบ้านเติมบุญ ต้นเดือนมกราคม ๒๕๖๓
     
  8. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,899
    กระทู้เรื่องเด่น:
    371
    ค่าพลัง:
    +60,507
    c_oc=AQkbnGIjSS1Wu3z6U-9HI2QQ6YhfU71wQGbbRp9Xzm_g5EsFj5sZVqrkst7Mb6eCwzI&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
    ถ้าญาติโยมทั้งหลายประสบความฝืดเคืองในการทำมาหากินในระยะนี้ ก็อย่ามัวแต่รอรัฐบาลช่วยเหลือ ภาษิตฝรั่งบอกว่า “จงช่วยตัวท่านเองเสียก่อนที่พระเจ้าจะช่วยท่าน” ขอให้ทุกคนนำเอาพระคาถาเงินล้านนี้ไปภาวนาให้เป็นปกติ ถ้าถามว่าเป็นปกติต้องการสักเท่าไร ? เรื่องของพระคาถา ถ้าสมาธิเราสูงเท่าไรก็จะได้ผลเท่านั้น ดังนั้น..อาตมายื่นข้อเสนอให้ญาติโยมที่ต้องการภาวนาคาถาเงินล้านให้ได้ผล ให้ภาวนาวันละ ๑๐๘ จบ ถ้ารู้สึกว่าเยอะ ก็ให้โยมแบ่งเป็น ๓ ช่วง คือ ช่วงเช้า ๓๖ จบ ช่วงกลางวัน ๓๖ จบ ช่วงเย็น ๓๖ จบ ก็จะไม่มากจนเกินกำลัง

    ในเรื่องของคาถานั้นเป็นเรื่องของ “คนจริง” ถ้าเราไม่จริงจังและสม่ำเสมอ การกระทำของเราก็จะไม่ได้ผล

    ท่านทั้งหลายต้องทำอย่างจริงจังและสม่ำเสมอ ถ้าสามารถภาวนาเป็นกรรมฐานได้ต่อเนื่อง ๒ เดือนขึ้นไป อาตมายืนยันว่าได้ผลทุกคน ถ้าอยากได้ผลมาก ได้ผลเร็ว ก็อย่าไปทำเพราะหวังรวย ถึงเวลาเรามีหน้าที่ภาวนา ผลจะเกิดอย่างไรก็ช่างมัน ถ้าสามารถทำใจอย่างนี้ได้ ก็จะเกิดผลได้อย่างที่ท่านต้องการ

    ในเรื่องของพระคาถาเงินล้านนั้น ส่วนที่เป็นพื้นฐานสำคัญมี ๒ อย่าง ก็คือ พื้นฐานจากทานแต่ดั้งเดิมของเรามา ถ้าท่านมีการให้ทานเป็นปกติ พื้นฐานของทานก็จะสร้างโภคสมบัติต่าง ๆ ให้เกิดแก่เรา พระคาถาเงินล้านก็จะช่วยเสริมได้มาก แต่ถ้าหากพื้นฐานของเราประกอบด้วยทานบารมีน้อย คำว่าน้อยไม่ได้หมายถึงทำน้อย แต่แปลว่านาน ๆ ทำครั้ง ญาติโยมหลายท่านอาจจะทำบุญปีละครั้ง แต่ครั้งหนึ่งถวายเป็นแสนเป็นล้านเลย นั่นไม่ได้แปลว่าทำมาก แต่ท่านทำน้อยคือน้อยครั้ง ทำให้สภาพจิตไม่เคยชินกับการสละออก แต่ท่านที่ทำบุญน้อย ๆ ครั้งหนึ่ง ๕ บาท ๑๐ บาท ๒๐ บาท ท่านได้ทำบ่อย ๆ สภาพจิตเคยชินกับการสละออกมากกว่า ตัดความโลภจากใจได้มากกว่า ถือว่าท่านทำมาก

    ดังนั้น...ในการให้ทานถือว่าเป็นพื้นฐานใหญ่ส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้พระคาถาเงินล้านได้ผลมาก ขณะเดียวกัน ตัวสมาธิภาวนาก็เป็นพื้นฐานอีกส่วนหนึ่ง ถ้าสมาธิภาวนาท่านทั้งหลายทรงตัว ยิ่งทรงตัวสูงเท่าไร พระคาถาก็ให้ผลมากเท่านั้น แล้วญาติโยมบอกว่า “ถ้าสมาธิของผม ของดิฉัน หรือของหนูมีนิดเดียวเท่านั้น แล้วจะให้คาถาให้ผลอย่างไร ?” อาตมาถึงได้บอกว่าให้ภาวนาวันละ ๑๐๘ จบ ก็คือ พอระยะเวลายาวนานขึ้น สมาธิก็จะทรงตัวมากขึ้น ถ้าสามารถทำได้ต่อเนื่องสม่ำเสมอ ๒ เดือนขึ้นไป แล้วลองพิจารณาดู บางท่านหน้าที่การงานไหลมาเทมา เหนื่อยจนกระทั่งบ่นอยากจะเลิกภาวนา

    เรื่องทั้งหลายเหล่านี้สามารถพิสูจน์ได้ในระยะเวลาอันไม่นาน และเหมาะกับสถานการณ์บ้านเมืองปัจจุบันนี้ ญาติโยมต่างมีความลำบาก ก็มีวิธีเดียวคือ อัตตาหิ อัตตโน นาโถ ตนแล เป็นที่พึ่งแห่งตน ครูบาอาจารย์ท่านมอบหมายของดีของวิเศษให้แล้ว ถ้าหากว่าเรายังรีรออยู่ ก็อาจจะต้องลำบากเดือดร้อนเสียเปล่า

    ท่านทั้งหลายจึงควรที่จะประพฤติปฏิบัติเสียเองด้วยการภาวนาให้เคยชิน เมื่อเคยชินแล้ว ถึงเวลาคุณความดีส่วนนี้นอกจากทำให้กิเลสลดลงแล้ว ยังทำให้โภคสมบัติต่าง ๆ และทรัพย์สินเงินทองของเรามากยิ่งขึ้น หน้าที่การงานมีความสะดวกคล่องตัวมากขึ้น
    ....................................
    ขอเชิญทุกท่านมาร่วมงานสวดพระคาถาเงินล้าน ๑๐๘ จบ บูชาพระคุณครู อุทิศส่วนกุศลถวายพระครูประโชติรัตนานุรักษ์
    วันอาทิตย์ที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๖๓ เวลา ๐๗.๐๐ - ๑๑.๐๐ น.
    ณ ห้องจัดเลี้ยง อาคาร ๙ ชั้น ๑ บมจ.ทีโอที สำนักงานใหญ่ ถ.แจ้งวัฒนะ
    ....................................
    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร. วัดท่าขนุน
    www.watthakhanun.com
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  9. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,899
    กระทู้เรื่องเด่น:
    371
    ค่าพลัง:
    +60,507
    รู้ทุกท่าน #พระอริยเจ้ารู้ทุกท่าน เพราะฉะนั้นท่านจึงสอนว่า ให้นำนิมิตไปพิจารณาที่ศูนย์กลางกาย เพราะฉะนั้น เรื่องอานาปานสตินี่วิชชาธรรมกายนี้มีอยู่ เป็นอยู่แล้ว และหลวงพ่อพูดและสอนอยู่เสมอ แต่มิให้ไปกังวลเรื่องการสาวลมหายใจเข้าออก ซึ่งจะทำให้ใจไม่ละเอียดที่สุด คือละเอียดได้ส่วนหนึ่ง แต่ยังไม่ถึงที่สุด...เพราะฉะนั้น จึงให้ตั้งสติสัมปชัญญะไว้ที่ศูนย์กลางกาย อันเป็นที่ตั้งกำเนิดธาตุธรรมเดิม เป็นที่สุด เป็นที่ตั้งต้นลมหายใจเข้าออก #ให้มีสติรู้ตรงนั้น #เมื่อจิตละเอียดก็หยุดตรงนั้นเอง ..... *จากหนังสือ "ตอบปัญหาธรรมปฏิบัติ" โดย พระเทพญาณมงคล วิ.
    (เสริมชัย ชยมงฺคโล ป.ธ. ๖) วัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม อ.ดำเนินสะดวก ราชบุรี
    c_oc=AQmgsHRpgCVXTRL3gZfk2q0pXgscg_cRFg3lsLQxVKrGD1k4bH5o8UWrGYLEfomxCYc&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
     
  10. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,899
    กระทู้เรื่องเด่น:
    371
    ค่าพลัง:
    +60,507
    49a1d0b6-1aa9-4d33-954b-b8903c983902-jpeg.jpg
    คาถาพระปัจเจกโพธิโปรดสัตว์เป็นแกนกลางของคาถาเงินล้าน คาถาเงินล้านมีเปลือก มีกระพี้หุ้มอยู่เยอะแยะ เพื่อใช้ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ กัน มีทั้งคาถาปัดอุปสรรค มีทั้งคาถาเร่งลาภ มีทั้งคาถาพิทักษ์ทรัพย์ พูดง่าย ๆ ก็คือ ให้หมดอุปสรรค ได้เงินเร็ว แถมมาแล้วยังไม่หมดอีกต่างหาก

    จริง ๆ แล้วพระคาถาเหล่านี้พระท่านให้หลวงพ่อวัดท่าซุงใช้เป็นส่วนตัว ตั้งแต่ปี ๒๕๒๘ สภาพเศรษฐกิจช่วงนั้นแย่มาก ท่านย่าจึงขอกับพระท่านว่า ขอให้ลูกหลานหลวงพ่อได้ใช้คาถาบ้าง ไม่อย่างนั้นจะไม่มีกำลังในการสร้างวัด เพราะช่วงนั้นหลวงพ่อท่านทำอาคารใหญ่ ๆ หลายหลังพร้อม ๆ กัน พอได้รับอนุญาตท่านก็เอามาให้ภาวนากัน

    ส่วนใหญ่ที่ทำกันก็คือ ทำพอเป็นเชื้อสาย ภาวนากัน ๕ จบ ๙ จบ อะไรประมาณนั้น อาตมาเลยมาคิดว่าสมัยหลวงปู่ป่าน มีนายแจ่ม เปาเล้ง มีนายห้างประยงค์ ตั้งตรงจิตร ทำจนเกิดผลเป็นตัวอย่างได้ สมัยหลวงพ่อวัดท่าซุงทำไมไม่มีใครทำเป็นตัวอย่างบ้าง ท้ายสุดก็มาคิดว่า ในเมื่อคนอื่นไม่ทำ เราก็ทำเสียเอง ก็เลยตั้งหน้าตั้งตาลุยอยู่ ๓ ปีกว่า หลังจากที่เกิดผลขึ้นมา ก็เกิดความมั่นใจ หลังจากนั้นก็ไม่ได้ทำในลักษณะที่กำหนดว่าเป็นระยะเวลายาวนานเท่าไร หรือภาวนากี่จบ แต่ว่านึกได้เมื่อไรก็ทำ

    ถาม : ถ้าจะภาวนาให้พระคาถาเงินล้านมีผล กำลังสมาธิต้องถึงระดับไหนครับ ?
    ตอบ : แค่อุปจารสมาธิก็มีผลแล้ว ขอแค่ให้ทำจริงจังสม่ำเสมอ ถ้าหวังผลมากกว่านั้นก็สร้างสมาธิให้สูงขึ้นไปอีก

    ถาม : จะเกิดเป็นนิมิตอะไรไหมครับ ?
    ตอบ : ถ้าเห็นเป็นนิมิตก็ชนิดที่เห็นเงินเป็นฟ่อน ๆ หรือเป็นมัด ๆ มาเลย หรือมาเป็นคันรถอย่างอาตมาก็ได้ แต่จริง ๆ แล้วไม่จำเป็นต้องมีนิมิตหรอก ถ้าภาวนาได้สัก ๒ เดือนติดกันสม่ำเสมอ ผลก็จะเกิดเอง

    ถาม : สำคัญคือต้องภาวนาให้เป็นฌานด้วย ?
    ตอบ : คาถาเป็นพื้นฐานของอภิญญา ต้องการคนจริงจังสม่ำเสมอ ถ้าสมาธิยิ่งสูงเท่าไรคาถาก็มีผลมากเท่านั้น
    ....................................
    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร. วัดท่าขนุน
    www.watthakhanun.com
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  11. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,899
    กระทู้เรื่องเด่น:
    371
    ค่าพลัง:
    +60,507
    c_oc=AQmdlRNcx2a7_hchvefJlQ3KMMk9iSFUwFVGOMIaUNr0rPRcwjp0N4aEpsGa1nDQ1xc&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg

    ทำไมจึงเป็นพระอริยเจ้าได้รวดเร็ว

    ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าจบเดียวก็ได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน และจำนวณคนที่ได้ก็มีขโมยปกติผสม เช่น ขุตชุตรา หรือตัมพิกะโจร (โจรเคราแดง) เป็นโจรปกติและมีอาชีพฆ่า ต่อมาก็รับราชการเป็นเพชรฆาต ที่เป็นอย่างนั้นก็เพราะว่า

    1 เขาตั้งใจฟังและเต็มใจปฏิบัติ
    2 เขาตัดสินใจทันทีและเขาทำได้ นั่นคือเห็นว่าชั่วก็ละทันทีทันใด
    3 พระโสดาบันมีการปฏิบัติไม่ยาก ท่านปฏิบัติกันอย่างนี้จึงได้ง่าย คือ

    ข้อหนึ่ง ตัดสินใจเด็ดขาด "เราทำได้" คือ มีความรู้สึกตามความเป็นจริงและทรงอารมณ์ได้จริง ไม่ผลุบเข้าผลุบออกเหมือนนักบุญหัวเต่า ท่านตัดสินกันว่าชีวิตเรานี้ในที่สุดมันก็ตายแน่ อยู่ตลอดกาลตลอดสมัยไม่ได้

    ข้อสอง ยอมรับนับถือพระพุทธเจ้า ปฏิบัติตามพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด ไม่สงสัยความดีของพระพุทธเจ้า และพระธรรมวินัย

    ข้อสาม ยอมรับนับถือพระอริยสงฆ์ด้วยความเต็มใจ

    ข้อสี่ ทรงศีลห้าบริสุทธิ์เป็นปกติไม่ทำลายศีลด้วยเจตนาด้วยประการทั้งปวง

    เมื่อมีกำลังใจเด็ดเดี่ยวแบบนี้ ก็ไม่มีอะไรหนักใจสำหรับตำแหน่งพระโสดาบัน ถ้าว่ากันตามหลักสูตรก็เป็นความดีระดับหญ้าปากคอกของพระพุทธศาสนาเท่านั้น

    ท่านทั้งหลายที่ถามมาว่า ผมหรือฉันต้องทำมาหากินประเภททำบาปบ้างไม่บาปบ้างเป็นปกติ อยากจะไปนิพพานจะทำอย่างไร หรืออยากเป็นพระโสดาบันบ้างจะทำอย่างไร ก็ต้องตอบว่า ทำกำลังใจให้เด็ดเดี่ยว ตัวอย่างมีอยู่แล้ว ไม่มีอะไรหนักใจ สำหรับคนอยากได้ดี ก็ต้องเต็มใจทำดี

    การเป็นพระโสดาบันไม่ยาก แต่หาคนเป็นไม่ใคร่ได้ เพราะขาดความเด็ดขาดในการตัดสินใจ และความจริงมีไม่มาก และก็ไม่เข้มแข็งพอ

    (จากหนังสือพ่อสอนลูก หน้า 415-416)
     
  12. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,899
    กระทู้เรื่องเด่น:
    371
    ค่าพลัง:
    +60,507
    ?temp_hash=74c5aec0dd023e86831e6397e52c7beb.jpg

    +++ หลวงพ่อวัดท่าซุงแนะนำให้ไปหา +++

    พระอาจารย์กล่าวว่า "หลวงพ่อกวยความจริงเป็นพระเกจิอาจารย์รุ่นไล่ ๆ กับหลวงพ่อวัดท่าซุง แล้วท่านอยู่ที่สรรคบุรี #แต่หลวงพ่อของเราดังในด้านปฏิบัติ #หลวงพ่อกวยท่านดังในเรื่องของเวทมนตร์คาถา รักษาโรคไสยศาสตร์ ฯลฯ ก็เลยกลายเป็นว่าใครอยู่ฝั่งไหนก็จะหูดับไปเลย เพราะได้ยินแค่ฝั่งเดียว #บังเอิญว่าอาตมาไปสรรคบุรีบ่อย #เพราะว่าไปกราบหลวงปู่บุดดา ก็เลยรู้จักท่านด้วย ถือว่าโชคดีไป

    จริง ๆ #แล้วหลวงพ่อวัดท่าซุงท่านเป็นคนแนะนำให้ไปหาเอง แต่ไม่ค่อยมีใครสนใจกัน แบบเดียวกับที่ท่านแนะนำหลวงพ่อจวน วัดหนองสุ่ม จนกระทั่งหลวงพ่อจวนมรณภาพ #หลวงพ่อค่อยบอกชัด#ว่านั่นคือพระอรหันต์ แต่ตอนที่บอกพวกเราก็ไม่อยากไปไหน อยากจะอยู่แต่กับหลวงพ่อเท่านั้น

    มีพระของหลวงพ่อกวยอยู่รุ่นหนึ่งที่อาตมาพกแล้วรู้สึกแปลกมาก ๆ เลย เป็นพระสมเด็จที่ข้างหลังมียันต์ ๔ แถว #ปกติแล้ววัตถุมงคลของหลวงพ่อกวยจะต้องพร้อมลุยกับชาวบ้าน ต่อให้ไม่ลุยชาวบ้านเขา ก็ต้องอยู่ในลักษณะที่ไม่ยอมให้ใครรังแก #แต่พระสมเด็จรุ่นนั้นอาตมาแขวนติดตัวแล้วทำชั่วไม่ได้ เป็นอะไรที่ประหลาดที่สุดเลย

    มาตอนหลังพออ่านหนังสือขอมออก ก็ไปอ่านอักขระข้างหลัง โอ้...พระเจ้า อักขระเขียนว่า สัพพะปาปัสสะ อะกะระณัง #อาตมาก็ว่าทำไมตั้งใจจะทำชั่วแต่ทำไม่ได้ เพราะแปลชัด ๆ เลยว่า #เว้นจากการทำความชั่วทั้งปวง ลองดูนะ...เผื่อว่าจะมีใครหาได้

    หลวงพ่อกวย วัดโฆสิตาราม ท่านเก่งครบเครื่อง #ปกติพระเราจะชำนาญด้านในด้านหนึ่ง มหาลาภ เมตตา ค้าขาย หรือว่าอยู่คงกระพัน ฯลฯ #หลวงพ่อกวยท่านได้ทุกเรื่องเลย"

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    (หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน)
    เก็บตกจากบ้านวิริยบารมี ต้นเดือนตุลาคม ๒๕๕๙
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  13. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,899
    กระทู้เรื่องเด่น:
    371
    ค่าพลัง:
    +60,507
    34EB6322E72D4CAA936F9FBBBA95E03B.jpg
    คติธรรม คำสอน หลวงปู่ฝั้น อาจาโร

    ถ้าอะไรเราไม่ได้ทำไว้ อยากได้ มันก็ไม่ได้
    ถ้าได้ทำไว้แล้ว สร้างไว้แล้ว ไม่อยากได้มันก็ได้
    นีแหละ "บารมี"

    ถ้าถามว่าความดีคืออะไรบ้าง ก็ต้องขอตอบว่า บารมีทั้ง 10 ประการนี้แหละคือความดี พระพุทธเจ้าก็ดี พระอรหันตสาวกเจ้าทั้งหลายก็ดี ต้องบำเพ็ญบารมีให้ครบทั้ง 10 ประการ และก็ 3 ระดับ คือ แบบธรรมดา แบบอย่างกลาง และแบบอย่างสูง เพื่อที่จะมีความดีเพียงพอสำหรับพระนิพพาน

    แล้วมีตั้ง 10 อย่าง จะทำได้ทุกวันได้อย่างไร? ความจริงแล้วคนดีเขาไม่ต้องพยายามกันมากมายอะไรเลย เพราะมันมีอยู่กับใจอยู่แล้ว และถ้าเจริญบารมีสักอย่าง ก็จะได้บารมีครบทั้งหมด เพราะว่าบารมีแต่ละอย่างเกี่ยวเนื่องกันทั้งหมด เรียกได้ว่าทำ 1 ได้ถึง 10

    สมมุติว่าได้ให้ทาน ก็จะได้บารมีตัวอื่นด้วยนอกจากทานบารมี เช่น ได้ศีลบารมี เพราะช่วงเวลาที่ให้ทาน จิตย่อมระลึกถึงบุญ มีความพอใจในศีลโดยอัตโนมัติ และได้เนกขัมบารมี(การออกจากกาม) เพราะทรัพย์ที่หามาได้ ไม่ได้เอาไปปรนเปรอกามสุข เสียสละมาทำบุญ และได้ปัญญาบารมี เพราะมีปัญญาพอที่จะบริจาคทาน คนโง่เขาไม่บริจาคทานกันหรอก เพราะเขาเห็นว่าเป็นเรื่องสิ้นเปลือง อย่างนี้เป็นต้น

    เมื่อเราสร้างบารมีไว้ดีแล้ว ถ้าถึงเวลา มันก็จะส่งผลกลับมาเอง โดยที่ไม่ต้องขวนขวายเลย เช่น เคยสร้างทานบารมีไว้ ก็จะเป็นผู้มีทรัพย์มากโดยบางทีไม่ต้องหามันก็มา เป็นต้น หรือถ้าสะสมบารมีครบถ้วนทั้งหมด อาจจะไปนิพพานไปเลยก็ได้ โดยไม่ต้องฝึกปฏิบัติอะไรให้มาก เหมือนกับพระอรหัตสาวกในสมัยพุทธกาลบางท่าน ที่ไม่ต้องฝึกอะไรมาก เพียงแต่ฟังเทศน์จากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพียงจบสองจบ ก็บรรลุอรหัตผล
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  14. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,899
    กระทู้เรื่องเด่น:
    371
    ค่าพลัง:
    +60,507
    การถวายน้ำพระพุทธรูป

    ถาม :
    การถวายน้ำพระพุทธรูปควรจะถวายอย่างสม่ำเสมอไหมคะ ?
    ตอบ: อะไรที่เราทำสม่ำเสมอจะเป็นอนุสติ และขณะเดียวกันก็จะเป็นฌานด้วย คำว่าฌานก็คือเคยชิน แบบนี้คือเรายึดเกาะในพุทธานุสติจนเป็นฌาน

    วันนี้ถ้าไม่ได้ถวายน้ำจิตจะห่วง นั่นแสดงว่าเริ่มเป็นฌานแล้ว จงทำต่อไป การถวายข้าวก็ดี ถวายน้ำก็ดี พระท่านไม่ได้ฉันหรอก เพียงแต่เป็นการสร้างสิ่งยึดเหนี่ยวให้เกิดขึ้นกับใจว่าเราต้องทำสิ่งนี้ก่อน ต้องทำอย่างนั้นก่อน ทำให้จิตมีที่ยึดที่เกาะในส่วนที่หยาบ กลายเป็นว่าเราเกาะในพุทธานุสติ ถ้าหากมีรูปพระสงฆ์อยู่ก็เป็นสังฆานุสติด้วย

    ถาม: แล้วเราอธิษฐานน้ำหลังจากถวายพระพุทธแล้วได้ไหมคะ อธิษฐานขอให้เป็นน้ำมนต์ ?
    ตอบ: ได้..อยู่ที่ความมั่นใจของเรา ถ้ากลัวว่าน้อยไปจะถวายสักโอ่งก็ได้

    จริง ๆ แล้วภาวนาบท อิติปิ โส ฯ ทั้งบท คือ อิ ติปิโส ฯ สวากขาโต ฯ สุปฏิปันโน ฯ ตั้งใจสวดด้วยความเคารพ ขอบารมีพระท่านช่วยสงเคราะห์ ยิ่งมีกำลังฌานสูงเท่าไรก็มีผลมากเท่านั้น ทำน้ำมนต์ทำไม่ยากหรอก เพราะว่าเราไม่ได้ทำเอง ต้องอาศัยบารมีพระพุทธเจ้า

    สนทนากับพระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    เจ้าอาวาสวัดท่าขนุน จ.กาญจนบุรี
    ณ บ้านอนุสาวรีย์ฯ เดือนกันยายน ๒๕๔๕
     
  15. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,899
    กระทู้เรื่องเด่น:
    371
    ค่าพลัง:
    +60,507
    c_oc=AQlTK9L0ZhlOZte5YfuANczv0Gm8BkGIc3Bvjl1LxZ5rOAX01AFPsSsKJUSB8f-SVuw&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
    เทวดาที่เป็นพระอริยเจ้า

    ถาม :
    หลวงพ่อเคยบอกว่าคนที่ได้อภิญญาสมาบัติ สามารถที่จะไปบังคับหรือสู้กับเทวดาได้ เพราะว่ากำลังอภิญญาสมาบัติเป็นกำลังพรหม แล้วอย่างนี้ต้องได้ถึงระดับใดครับ? แม้แต่ท่านท้าวมหาพรหมท่านก็เป็นเทวดาอยู่
    ตอบ : ต้องดูด้วย...ดูด้วยว่าเทวดาท่านนั้นทรงฌานสมาบัติได้หรือเปล่า ? ถ้าทรงฌานสมาบัติได้ในความเป็นทิพย์ของท่าน...ท่านคล่องตัวโดยอัตโนมัติ อย่างของเรามัวแต่มาขยับทรงฌานสี่ เสร็จแล้วคลายกำลังใจไปอธิษฐาน ก็แบนอยู่ตรงนั้นแหละ เพราะเทวดาทั้งหมดนั้นไม่ใช่แค่เทวดาในความคิดของเรา...ว่าไม่ใช่พรหม หลายท่านมีความสามารถถึงขนาดเป็นพรหมอนาคามี แต่ท่านต้องการอยู่แค่นั้น

    เคยมีพระภูมิเจ้าที่เป็นพระอนาคามี ปกติท่านต้องไปเป็นพรหมชั้นสุทธาวาสด้วย ถือว่าสุดยอดของพรหมเลย แต่ท่านอยู่แค่ภุมมเทวดาไม่ใช่อากาสเทวดาด้วย หลวงพ่อฤๅษีไปถามว่าทำไมท่านอยู่แค่นี้ ท่านบอกว่าพอใจอยู่แค่นี้ เพราะว่าเคยเจอเพื่อนอยู่ตรงนี้ เพื่อนท่านเคยเป็นภุมมเทวดา ถึงเวลาท่านก็เลยอยู่แค่ตรงนี้ คราวนี้ไปห้ามท่านก็ไม่ได้ด้วย เหมือนไปห้ามเศรษฐีไม่ให้อยู่กระต๊อบ ท่านมีเงินท่านจะอยู่กระต๊อบก็ได้

    ถาม : อย่างนี้เทวดาผู้ใหญ่ก็ไม่กล้าใช้งานท่านสิครับ ?
    ตอบ : เทวดาท่านมีมารยาทมากกว่าเราเยอะ ไม่ต้องถึงพระอริยเจ้าระดับนั้นหรอก แค่เทวดาชั้นยามาที่ท่านสวดมนต์เป็นประจำ เขาก็ไม่เรียกใช้แล้ว

    ถาม : แล้วอย่างนี้เทวดามีการสวดมนต์ไหว้พระ นั่งสมาธิเข้าฌานด้วยหรือเปล่าครับ ?
    ตอบ : มีเป็นปกติ

    ถาม : แล้วทำไมท่านไม่เข้าฌานแล้วกลายเป็นพรหมไปเลยเล่าครับ ?
    ตอบ : ในตัวของเขา สมาธิจิตที่ดำเนินไป ระยะเวลานั้นต่างกับโลกมนุษย์มาก อาจจะชั่วไม่กี่ลมหายใจของเขา แต่อาจจะหลายสิบปีของเรา เพราะฉะนั้น..กว่าที่เขาจะสร้างเสริมคุณสมบัติให้ครบว่าเป็นฌานในระดับไหน บางทีเราตายไปแล้วสองรอบ แต่พอคุณสมบัติของท่านครบ ต้องดูด้วยว่าท่านอยากไปไหม ถ้าไม่อยากไป อานิสงส์ที่อยู่ตรงนั้นก็จะยืดยาวไปอีก ประเภทที่ว่าขึ้นไปข้างบนแล้วนั่งเซ็ง อยู่ข้างล่างดีกว่าเพราะพวกเยอะ ถ้านิสัยท่านชอบเฮฮาอยู่ด้วยท่านก็ไม่ไป

    เก็บตกบ้านอนุสาวรีย์ ต้นเดือนมกราคม ๒๕๕๓
    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    เจ้าอาวาสวัดท่าขนุน จ.กาญจนบุรี
     
  16. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,899
    กระทู้เรื่องเด่น:
    371
    ค่าพลัง:
    +60,507
    c_oc=AQl-ouiXkoVcoNkZudTiGL2sFr_KJ4mMDkYP7hVbKKzfteoeZ_DZOmzzCaR-PtvKEMo&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
    +++ หลวงปู่ปานจะตรัสรู้เป็นสมเด็จพระธัมมราชาสัมมาสัมพุทธเจ้า +++

    ถาม :
    ตอนไปธุดงค์ ฝึกมโนมยิทธิเต็มกำลัง หนูก็ไม่รู้ว่าหนูเป็นหรือไม่เป็น ระหว่างไปตอนแรกก็เหมือนกับเป็น เรารู้ตัวแต่รู้ตัวเหมือนลอย ๆ ขึ้นไปข้างบน ไปถามว่าหลวงปู่ปานจะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้ามีพระนามว่าอะไร หนูไปถามท่านก็ได้คำตอบมา แต่หนูไปถามคนอื่นไม่มีใครรู้เลยค่ะ ?
    ตอบ : #สมเด็จพระธัมมราชาสัมมาสัมพุทธเจ้า

    ถาม : แสดงว่าที่หนูเห็นไม่เฝือใช่ไหมคะ ?
    ตอบ : ของอย่างนี้อย่าไปถาม เพราะว่าไม่เกิดประโยชน์อะไร #ที่ควรจะเกิดประโยชน์ก็คือทำอย่างไรที่ให้เราหมดกิเลสต่างหาก แล้วการใช้มโนมยิทธิต้องรู้เทคนิค ถ้าอยากเห็นชัดเจนสม่ำเสมอ พอรู้ตัวว่าจิตเฝือ การรับรู้เริ่มจางลง ให้วิ่งกลับมาหาลมหายใจใหม่ #แสดงว่าตอนนั้นกำลังสมาธิไม่พอใช้งานแล้ว มาอยู่กับลมหายใจเข้าออกสักพักใหญ่ ๆ พอสมาธิทรงตัวแล้วค่อยไปใหม่ #ทำสลับไปสลับมาอย่างนี้ความชัดเจนจะสม่ำเสมอ แต่ถ้าหากเราประเภทไปตียาวเป็นชั่วโมง...#แบบนั้นเจ๊งแน่ ท้าย ๆ จะมั่ว อย่าไปว่าใครเลย อาตมายังลองผิดลองถูกอยู่ตั้ง ๓ ปี

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    (หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน)
    เก็บตกจากบ้านเติมบุญ ต้นเดือนมกราคม ๒๕๖๓


    -------------------
     
  17. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,899
    กระทู้เรื่องเด่น:
    371
    ค่าพลัง:
    +60,507
    c_oc=AQk7MdFbzw9V1Ronw7czK2RIA5c9xvduLmjkBb7Gbn3hR_zf8__82gyYIqZJhLnZ2a8&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
    ผู้มีบุญมาก


    ถาม: เรื่องผู้มีบุญมาก อย่างสมัยพุทธกาล เมื่อก่อนเราจะเห็นว่าสายท่านมีผู้มีบุญมาก จนต้องเดือดร้อนเทวดา อย่างท่านโชติกเศรษฐีหรืออย่างท่านที่มีมหาปุริสลักษณะมากมาย ซึ่งผมสงสัยว่า มีบุญมากบุญน้อยอย่างนั้นเขาวัดอย่างไร หรืออย่างหลวงพ่อท่านต้องมีบุญญาธิการมากกว่าโชติกเศรษฐีแน่ แต่ทำไมพระอินทร์ไม่เดือดร้อน ท่านไม่มาสร้างบ้านให้ ?
    ตอบ : หลวงพ่อท่านไม่มีความจำเป็น ในเมื่อท่านไม่มีความจำเป็นแล้วท่านจะเอาทำไม ?

    พระอินทร์ท่านดูหนังจบแล้ว ในเมื่อท่านดูหนังจบว่าพระโพธิสัตว์ท่านนี้ตอนท้ายท่านบวชแน่ แล้วพระท่านก็จะสร้างวิหาร ๑๐๐ เมตรเอง อย่างนี้พระอินทร์ท่านจะไปสร้างทำไมให้เสียเวลา ? ของเราเองดูหนังไม่จบแล้วไปกังวลว่า เอ..ตอนหลังของเรื่องอวตารนี่พระเอกจะรอดหรือเปล่า ?

    ถาม : แล้วคนสมัยนี้ก็มีบุญมาก พอ ๆ กับคนสมัยก่อนหรือเปล่า ?
    ตอบ : จะว่าไปแล้วบุญไม่เท่าคนสมัยก่อน ถามว่ามีบุญมากเหมือนคนสมัยก่อนไหม...เหมือน เพราะว่าอย่างน้อยก็เกิดมาเป็นมนุษย์ ต้นทุนจะต้องเพียงพอ แต่ว่าในส่วนของปัญญาบารมีจะน้อยกว่าเขาเยอะ คนสมัยนี้เวลาฟังธรรมแล้วโอกาสที่จะบรรลุเลยนั้น..ยาก แต่สมัยนั้นปัญญาบารมีท่านเสริมสร้างมาจนเพียงพอเหลือเฟือแล้ว ท่านบอกว่าเหมือนกับดอกบัวที่พ้นน้ำแล้ว พอกระทบแสงแดดก็บานเลย

    ถาม : อย่างโชติกเศรษฐีท่านจะมีภรรยา เทวดาต้องไปเอาจากดาวอื่นมาให้ เพราะว่าท่านเป็นคนมีบุญมาก ไม่เข้าใจว่าท่านพิเศษกว่าคนอื่นอย่างไร ?
    ตอบ : ก็ท่านสร้างของท่านมาแบบนั้น ต้องได้ผู้ที่คู่ควรกับท่านเท่านั้น ทำไมต้องเข้าใจ...ทำให้ได้อย่างท่านเดี๋ยวก็เหมือนท่านเอง ของคุณมีโอกาส เพราะว่ายังเกิดอีกเยอะ..!

    ถาม : บางคนเป็นกษัตริย์ เป็นเจ้าเมือง ยังมีบุญไม่เท่าท่านเลย ทั้งที่ท่านโชติกะเป็นแค่เศรษฐี
    ตอบ : ของท่านนั้นเป็นชาติที่ต้องบวช บรรดาวาระกรรมวาระบุญต่าง ๆ จะลงตัวในสภาพนั้น ท่านจึงมาเกิดในสิ่งแวดล้อมนั้น ถ้าหากว่าท่านไปเกิดเป็นเจ้าพระยามหากษัตริย์ อาจจะต้องไปรบทัพจับศึก ทำสงครามกับเมืองอื่น อกุศลอาจจะชักพาให้ไกล ไม่ได้บวชเป็นพระอรหันต์ก็ได้

    เก็บตกบ้านอนุสาวรีย์ ต้นเดือนมกราคม ๒๕๕๓
    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    เจ้าอาวาสวัดท่าขนุน จ.กาญจนบุรี
     
  18. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,899
    กระทู้เรื่องเด่น:
    371
    ค่าพลัง:
    +60,507
    เวลามีปัญหา จะทำให้จิตโปร่งสบายได้อย่างไร

    ถาม :
    เวลาเรามีปัญหา จะทำให้จิตปลอดโปร่งสบายๆ อย่างไรดีคะ ?
    ตอบ : #ก็อย่ารับปัญหาเข้ามาทับตัวเองสิ #ส่วนใหญ่ที่จิตไม่ปลอดโปร่งเพราะเรารับปัญหาเข้ามาทับตัวเองเสียเยอะ แบบเดียวกับที่บอกว่าสงสารเขา สงสารไปสงสารมา #แบกปัญหาแทนเขา ก็ตายสิจ๊ะ

    พระพุทธเจ้า #เป็นสุดยอดของศาสดาจริงๆ พระองค์ท่านสอนให้เรามี เมตตา กรุณา มุทิตาแล้ว #ยังสอนหลักธรรมป้องกันไม่ให้เราบ้า นั่นก็คือต้องมีอุเบกขา ไม่อย่างนั้นสงสารเขา เมตตาเขาจนเกินประมาณ ช่วยเขาได้แล้วก็มาเครียด มาเศร้า มาเสียใจเอง จะบ้าเสียเปล่าๆ

    เพราะฉะนั้น..หลักธรรมท่านให้ไว้ ๔ ข้อ ต้องใช้ให้ครบ #ถ้าใช้ไม่ครบแล้วเราจะแย่ ทำตัวเป็นก๊วยเจ๋งไปได้ ครั้งแรกก๊วยเจ๋งฝึกวิทยายุทธอยู่ท่าเดียว พอไปเจอโอวหยางอู่จี้ ลูกศิษย์เฒ่าพิษปัจฉิม ซึ่งมีฝีมือเหนือกว่า โอวหยางอู่จี้ดูไปดูมาเห็นก๊วยเจ๋งเป็นอยู่ท่าเดียว จึงจัดการเสียน่วมเลย เพราะฉะนั้น..พรหมวิหารต้องฝึกใช้ให้ครบ ๔ ข้อ ถ้าไม่ครบ ๔ นี่กิเลสอัดเราน่วมแน่

    ถาม : บางทีเราก็ยังทำไม่ได้ ?
    ตอบ : ทำไม่ได้ก็พยายามต่อไป จริงๆ แล้วทั้งหมดสำคัญตรงสมาธิ วันนี้บอกกับโยมที่ไปปฏิบัติที่วัดท่าซุงมาว่า ไปมาหลายวัน อารมณ์ใจทรงตัว #สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือระมัดระวังรักษาอารมณ์เอาไว้ อย่าให้รั่ว #พูดแค่ที่จำเป็น ไม่อย่างนั้นกำลังที่เราสั่งสมเอาไว้จะรั่วออกทางวาจาหมด แล้วก็ไม่พอใช้ในการตัดกิเลส ไม่พอใช้ในการดึงตัวเองขึ้นมาให้สูงจากสภาพปกติตรงนั้น

    ในเมื่อจิตใจเราไม่ได้สูงกว่าเขา ถึงเวลาไปรับภาระมากก็ทับเราแบน ถ้าหากว่าสภาพจิตใจสูงกว่า คือความเข้มแข็งมีมากกว่า เท่ากับว่าเรายืดคอพ้นขึ้นมาแล้ว อย่างน้อยๆ หนักแค่ไหนก็ยังหายใจได้ #ถ้าตอนนี้ดีที่สุดก็คือไม่รับเลย กองเอาไว้ตรงนั้นแหละ

    ระวังให้มาก #พวกเราส่วนใหญ่เสียตรงปาก พอถึงเวลาก็โม้กระจาย #กำลังที่สั่งสมไว้ก็ออกไปทางปากหมด เพราะกำลังนี้จะรั่วออกทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ รั่วทุกรูเลย พระพุทธเจ้าถึงสอนว่า ถ้าหากว่าจะจับเหี้ย เราต้องอุดรูไว้ ๕ รู เหลือแค่รูเดียว นั่งเฝ้าไว้เดี๋ยวเหี้ยก็ออกมาให้เราจับเอง ดังนั้น..ให้ปิดตา หู จมูก ลิ้น กาย ระวังใจอย่างเดียว ไม่อย่างนั้นเด็กชาวนาจับเหี้ยกินไม่ได้หรอก ถ้าเปิดเอาไว้หลายรูเหี้ยก็หนีออกไปได้ทุกรู

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    (หลวงพ่อเล็ก สุธมฺมปญฺโญ)
    เก็บตกจากบ้านวิริยบารมี ต้นเดือนกันยายน ๒๕๕๔
     
  19. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,899
    กระทู้เรื่องเด่น:
    371
    ค่าพลัง:
    +60,507
    c_oc=AQlC7PRtmJ1rx05VvWHx_xsr_8SN5T9vdQGHvxeDZNf-ZvplsQuG_w7AjJVjMQi_WdQ&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
    #ความดีของเต่า

    คุณรู้จักความดีของเต่าบ้างไหม ? เต่าอยู่ในน้ำได้ อยู่บนบกก็ได้ เต่าเป็นสัตว์ ๒ โลก มาเห็นอะไรบนบกจึงไปเล่าให้ปลาในน้ำฟัง เล่าให้ตายปลาก็ไม่เชื่อหรอก เพราะปลาไม่เคยขึ้นบก

    ถึงได้บอกว่า นักปฏิบัติรู้เรื่องอะไรอย่าไปเล่าให้คนอื่นฟัง คนที่ไม่ได้ทำเองไม่รู้เรื่องด้วยหรอก นกบินอยู่บนฟ้า ไปบอกปลาในน้ำว่าข้างบนหน้าตาเป็นอย่างไร ปลาไม่เชื่อหรอก เพราะปลาเห็นแต่ในน้ำนั่นแหละ ขนาดน้ำปิดลูกตาปลาอยู่ ปลายังไม่เห็นเลยว่าน้ำเป็นอย่างไร

    ความดีของเต่าอย่างที่ ๒ คือ เดินช้า แต่มีใครเคยเห็นเต่าเดินถอยหลังไหม ? ไม่เคย..เต่าเดินช้าอย่างไรไม่ว่า แต่ขึ้นหน้าอย่างเดียว ต้องเลียนแบบเต่าให้ได้นะ

    ความดีของเต่าอย่างที่ ๓ เหมาะสำหรับนักปฏิบัติอย่างมากเลย เต่ามี ๑ หัว ๔ ขากับอีก ๑ หาง ถ้าเปรียบเทียบกับของเราก็คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ๖ อย่างพอดี อันตรายเกิดขึ้นมา เต่าหดอวัยวะหมดเกลี้ยงเลย อันตรายไม่ผ่านไปเต่าก็ไม่โผล่ออกมา หัดรู้จักเลียนแบบเต่าบ้าง ที่เราว่าโง่เง่าเต่าตุ่นน่ะ เต่าฉลาดกว่าเราเยอะเลย พวกเรานี่ชอบยื่นหัวออกไปให้เขาฟัน อยู่ในวัดดี ๆ ไม่ชอบ ชอบสึกออกไป สมควรโดน..! กลายเป็นยำเต่าไปเถอะ

    ฉะนั้น..ในเมื่อเห็นความดีของเต่า ก็ให้เลียนแบบไปบ้าง ถ้ารู้จักคิด..ทุกสิ่งรอบด้านของเรา เอาขึ้นมาคิดให้เกิดเป็นตัวปัญญาได้หมด

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    ให้โอวาทก่อนพระสึก
    วันที่ ๒๓ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๗
    ที่มา : www.watthakhanun.com
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  20. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,899
    กระทู้เรื่องเด่น:
    371
    ค่าพลัง:
    +60,507
    "ก่อนรบ เขามักกล่าววาจายั่วโทสะกัน ใครยั่วขึ้น สติปัญญาย่อมลดลง เรียกง่าย ๆ ว่า ถ้ารบใจตนเองแพ้ รบกับใครก็ยากจะชนะ"

    คัดลอกข้อความมาจาก
    กระดานสนทนาวัดท่าขนุน > ห้องธรรมะ เรื่องราวในอดีต และสรรพวิชา > เรื่องธรรมะ และการปฏิบัติ > เล่าสู่กันฟัง ภาค ๑
     
สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...