เรื่องเด่น นิมิต - กรรมฐาน

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย พุทโธอวโลกิเตศวร, 11 พฤษภาคม 2019.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,182
    กระทู้เรื่องเด่น:
    356
    ค่าพลัง:
    +59,542
    c_oc=AQnonskLv1AP-aRgEiseU_0mQtC8IjE8tA3NTHNpVfaIYfpK0X1iXDzyw34nVeTRIeo&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
    "ปัญญาที่เกิดจากปัญญาวิมุติ ก็คือ การหลุดพ้นด้วยการใช้ปัญญาพิจารณา จนเป็นบุคคลที่ทรงฌาน ไม่เหมือนกับบุคคลที่ทรงสมาธิตั้งแต่แรกเริ่ม นั่นเขาเรียกว่า ฌานลาภีบุคคล อันเกิดจากเจโตวิมุตติ คือการหลุดพ้นด้วยการใช้กำลังใจในการตัดกิเลสโดยตรง

    จริง ๆ แล้วทั้งสองอย่าง ท้ายสุดต้องมาใช้แบบเดียวกัน บุคคลที่ฝึกฌานสมาบัติมา ก็ต้องใช้ปัญญาพิจารณาตัดกิเลสโดยอาศัยกำลังฌาน

    บุคคลที่ฝึกวิปัสสนามา ก็ต้องอาศัยกำลังฌานในการช่วยตัดกิเลส โดยการพิจารณาจนจิตดิ่งลึกเข้าสู่องค์ฌานได้สำเร็จ

    ทั้งสองอย่างต้องไปด้วยกัน เลือกเอาอย่างเดียวไม่ได้"

    คัดลอกข้อความเพียงบางส่วนมากจาก
    เทศน์ในวาระสำคัญต่าง ๆ : เก็บตกงานหล่อพระ วัดเขาวง ๓๐ เมษายน- ๑ พฤษภาคม ๒๕๕๓


    ถ่ายภาพจาก วัดท่าขนุน
    ชุมชนคุณธรรมฯวัดท่าขนุน
     
  2. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,182
    กระทู้เรื่องเด่น:
    356
    ค่าพลัง:
    +59,542
    ถาม : ภาวนาไป จับลมหายใจไป และอ่านหนังสือไปด้วย ตลอดเวลามีความรู้สึกว่าทำได้สบายดี แต่พอมานั่งลงกำหนดจิตหลับตา แรก ๆ ก็ง่วงมาก ใจสบายก็ยังสู้ได้ หลัง ๆ ชักจะหงุดหงิดค่ะ ?
    ตอบ : ทำอย่างไรก็ได้ที่เราถนัด ไม่ได้สำคัญว่าจะทำแบบไหน แต่สำคัญตรงที่ว่าทำแล้วใจเราสงบไหม ? วิธีไหนที่ทำแล้วใจของเราสงบ รักษากำลังใจของเราได้ ให้ใช้วิธีนั้น

    บางทีเข้ากับชาวบ้านเขาไม่ได้ เขาถึงได้ว่าครูบาอาจารย์จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องรู้ให้ครบ ไม่อย่างนั้นแล้วพาลูกศิษย์ดี ๆ เสียไปเยอะเลย ถึงเวลาต้องหลับตาอย่างเดียว ลืมตาทำไม่ได้ ต้องนั่งภาวนาอย่างเป็นงานเป็นการ คุณจะไปทำงานไป อ่านหนังสือไป ภาวนาไปไม่ได้ อย่างนี้ก็บรรลัย อาตมาทุกวันนี้ยังหากินด้วยการอ่านหนังสือไป สวดมนต์ไปเลย

    ถาม : ทำต่อไปเลยใช่ไหมคะ ?
    ตอบ : ทำต่อไป อะไรที่ใจเราสงบ ทำอย่างนั้น

    ถาม : ที่หนูทำปกติทุกวันนี้ดีแล้วใช่ไหมคะ ?
    ตอบ : อะไรที่ทำให้ รัก โลภ โกรธ หลง น้อยลง ดีทั้งนั้น

    ถาม : มีที่ทำแล้วดีกว่านี้ไหมคะ ?
    ตอบ : อย่าอยาก..หมดอยากเมื่อไรจะได้ดีเอง

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    (หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน)
    เก็บตกบ้านเติมบุญ ต้นเดือนกันยายน ๒๕๖๒
     
  3. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,182
    กระทู้เรื่องเด่น:
    356
    ค่าพลัง:
    +59,542
    c_oc=AQlx1uLpDxmnIWijwFU6YBcBhrOyKTj_ciO6hhHJX_qr1JW0R2ZtTk8kRLypyg43uJI&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
    ถาม : เวลานั่งสมาธิจะรู้สึกชา ๆ ตื้อ ๆ บริเวณระหว่างคิ้ว ไปจนถึงกลางหน้าผาก ไม่ทราบว่าเกิดจากอะไร ? และควรทำอย่างไร ?
    ตอบ : เกิดการจากไปใช้สายตาเพ่ง จะโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ได้ ต่อไปอย่าใช้สายตาเพ่งอยู่เฉพาะที่ แต่ให้ดูตามลมหายใจเข้าออก ถ้าใครหลับตาแล้วจ้องเป๋งอยู่ จะเป็นอย่างนั้นทุกราย

    ถาม : เพ่งอยู่ข้างใน ?
    ตอบ : ใช่...ให้เอาความรู้สึกหรือนึกเสียว่าเป็นสายตาของเราก็ได้ ตามลมหายใจเข้าไป ตามลมหายใจออกมา อย่าไปให้อยู่นิ่งเป็นที่อย่างนั้น

    เฉพาะว่าตรงจุดนั้นเป็นจักระสำคัญของทางด้านโยคี เขาเรียกกุณฑาลินี หรือบางคนเรียกว่ามังกรหลับ ถ้าปลุกขึ้นมาจะได้ตาที่ ๓ เหมือนกัน

    ถาม : เวลาที่เรากำลังนั่งกรรมฐานไป ๒๐ - ๓๐ นาทีแล้ว มีความรู้สึกว่ามีคนมายืนหรือนั่งข้าง ๆ สะกิดที่ขาเรา ๒ ครั้ง พอลืมตาขึ้นมาก็ไม่พบเห็นใครอยู่ข้าง ๆ เลย กราบเรียนถามว่า อาจจะเป็นผีที่มาขอส่วนบุญ ใช่หรือไม่ครับ ?
    ตอบ : แล้วทำไมไม่คิดว่าเขามาใบ้หวย ...(หัวเราะ)... เขาอาจจะแค่มาลองดูว่า ในการเจริญกรรมฐานเรายังมีความกลัวหรือเปล่า ถ้าไม่มั่นใจก็ตั้งใจอุทิศส่วนกุศลให้เขาไป

    ............................................
    ๖๐ ปี พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    (หลวงพ่อเล็ก สุธมฺมปญฺโญ วัดท่าขนุน)
    เก็บตกจากบ้านวิริยบารมี ประจำเดือนกรกฎาคม ๒๕๕๖
    ที่มา : www.watthakhanun.com
     
  4. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,182
    กระทู้เรื่องเด่น:
    356
    ค่าพลัง:
    +59,542
    ?temp_hash=0650b227ea40bce404be09c1d8e1f482.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  5. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,182
    กระทู้เรื่องเด่น:
    356
    ค่าพลัง:
    +59,542
    c_oc=AQlpkXgOsbBLWtVvyhsaiRcK9GRnOuPrnYpTQHVLE1AALjVGd5hT0R6knCscJF2ogb0&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
    รากเหง้าของความโกรธ

    ถาม : รากเหง้าของความโกรธ มีอะไรบ้างคะ แล้วจะแก้ หรือจะขุดรากอย่างไร ?
    ตอบ : ถ้าจะขุดนะ ก็ควักลูกตา แล้วก็อุดหู แค่นั้นก็โกรธยากแล้ว เพราะว่าความโกรธเข้าง่ายที่สุดก็ทางตากับทางหู

    ตาเห็น เก็บเข้าไปสู่ใจ ไม่พอใจ หูได้ยิน เก็บเข้าไปสู่ใจ ไม่พอใจ ไม่พอใจกับถูกใจ แย่ทั้งคู่ ถูกใจแสดงว่าชอบใจ ไม่พอใจแสดงว่าไม่ชอบ..ใช่ไหม ? โบราณเขาบัญญัติคำศัพท์ดีมาก ถูกใจ ถ้าถูกก็เจ๊งเลย

    เราต้องสักแต่ว่าเห็น สักแต่ว่าได้ยิน รับรู้เอาไว้แล้วรักษาใจให้ดี อย่าให้เข้ามาในใจได้ ฟังแล้วก็ไม่ยาก..ใช่ไหม ?

    ถาม : แต่ทำยากจัง ?
    ตอบ : ค่อย ๆ ทำ ถ้าสติตามทันแล้ว เรื่องอื่น ๆ ก็ไม่ยาก ตามลมหายใจเข้า-ออกให้ทัน ถ้าตามทัน ต่อไปก็จะค่อย ๆ ไล่กิเลสทัน คราวนี้ของเราไล่หมายังไม่ค่อยจะทันเลย หมาวิ่งเร็วกว่า...

    ถาม : ถูกใจกับไม่ถูกใจ อย่างไหนยากกว่าคะ ?
    ตอบ : ถูกใจแกะยาก ไม่ถูกใจเดินหนีได้ง่ายกว่า แต่ก็เป็นอารมณ์ที่ใช้ไม่ได้ทั้งคู่
    ...................................
    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร. วัดท่าขนุน
    www.watthakhanun.com

    #พระพุทธศาสนาช่วยโลก #พระสงฆ์ช่วยสังคม #แบ่งปันธรรมะ
    #๖๐ปีพระครูวิลาศกาญจนธรรม

    ที่มาของภาพ : Tidtoon Suttimatee
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  6. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,182
    กระทู้เรื่องเด่น:
    356
    ค่าพลัง:
    +59,542
    c_oc=AQn9xt2Q1zsuY7r6GBx2zp_pzanPnaBECd34wV-jAR-52cu2l5FDXUNACqbEME5aa7E&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
    "องค์พระปัจเจกพุทธเจ้าได้ตรัสเอาไว้ว่า ถ้าใครสามารถทำอย่างนี้ได้ต่อเนื่องกัน วันละประมาณ ๑ ชั่วโมง จะมีความคล่องตัวมาก จะทำงานใหญ่ขนาดไหน เงินทองก็จะไม่ขาดมือ ยิ่งถ้าเป็นบุคคลที่เริ่มด้วยทานบารมีมาตั้งแต่อดีต ทรัพย์สินเงินทองจะไหลมาเทมามากเป็นพิเศษ

    ดังนั้น..ให้ทุกคนขยับหาจุดกึ่งกลางของเราที่พอดี โดยไม่ต้องเกร็งตัวเอง กำหนดความรู้สึกทั้งหมด พร้อมลมหายใจและคาถาเงินล้านของเรา ให้ลงไปที่กึ่งกลาง ให้ออกมาจากกึ่งกลาง โดยให้สัมผัสเพียงเบา ๆ เท่านั้น ให้รักษาอารมณ์ใจอย่างนี้ไว้จนกว่าจะได้ยินเสียงสัญญาณบอกหมดเวลา"

    คัดลอกข้อความเพียงบางส่วนมากจาก
    เทศน์ในวาระสำคัญต่าง ๆ ของหลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน : เก็บตกงานหล่อพระ วัดเขาวง ๓๐ เมษายน- ๑ พฤษภาคม ๒๕๕๓


    ถ่ายภาพจาก วัดท่าซุง
     
  7. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,182
    กระทู้เรื่องเด่น:
    356
    ค่าพลัง:
    +59,542
    #เราสูงกว่าเขากี่ระดับ ? #บารมีของเราใกล้มรรคผลกว่าเขากี่ระดับ ?

    #ถ้าโยมเห็นหมาเข้าสมาธิแบบทรงฌานได้จะคิดอย่างไร ? #ตั้งเวลาได้ด้วยนะ #ต้องการเข้าเมื่อไรได้ทันที #ต้องการออกเมื่อไรออกได้ตอนนั้น ถ้าเคยเจอแบบอาตมาแล้วจะรู้ว่าเรานี่เสียชาติเกิดจริง ๆ สู้หมายังไม่ได้เลยอาตมาอายหมามาก เจ้าหมาตัวนั้นชื่อ "#ทหาร" #เจ้าทหารอยู่ที่วัดท่าซุง สร้างกรรมเก่าไว้เยอะ เป็นขี้เรื้อนเหม็นตลบเลย แต่เจ้าทหารขยันมาก พอ ๕ โมงเย็นมายืนรอแล้ว พอพระขึ้นรถรางเตรียมไปทำวัตรที่วิหาร ๑๐๐ เมตร เจ้าทหารก็กระโดดขึ้นรถรางไปทำวัตรด้วย

    ไปแล้วก็เข้าไปในวิหาร ๑๐๐ เมตร คราวนี้เจ้าทหารอยู่กับพระนานจนคิดว่าตัวเองเป็นพระหรือเปล่าก็ไม่รู้ ? เวลาพระไปนั่งตามลำดับพรรษา หลวงพี่บางท่านไม่มาที่นั่งก็จะว่าง เจ้าทหารก็จะไปนั่งเกาขี้เรื้อนตรงนั้นแหละ ประจานพระชัด ๆ เลยว่าขี้เกียจกว่าหมาอีก..!

    ทหารเป็นหมาที่ฉลาดมาก ไม่เคยฉี่รดต้นเสาให้เห็น เข้าในวิหาร ๑๐๐ เมตรไม่เคยทำสกปรกเลย ยกเว้นที่ตัวเองซึ่งขี้เรื้อนแล้ว คนเขาจึงรังเกียจที่มีกลิ่นเหม็น ตอนหลังก็เลยมีคนที่ไม่รู้ ทนเหม็นไม่ไหว ไล่ลงจากรถราง เจ้าทหารก็ไม่ว่า วิ่งตามรถไป ใครเคยไปวัดท่าซุง หน้าโบสถ์วัดท่าซุงกับวิหาร ๑๐๐ เมตรนี่ไม่ใช่ใกล้ ๆ นะ..เกือบกิโลเมตร ทหารวิ่งตามรถไปแล้วก็เข้าไปในวิหาร ๑๐๐ เมตรตามเดิม พระจึงปิดประตูไม่ให้เข้า เจ้าทหารยืนหอนที่หน้าวิหาร ๑๐๐ เมตรแบบหัวใจสลาย เหมือนจะถามว่า "เราจะมาทำความดี..ทำไมมากีดกันแบบนี้"

    อาตมาได้ยินเสียงปุ๊บรู้เลย “เป็นเรื่องแล้วงานนี้” จริง ๆ ด้วย รุ่งขึ้นหลวงพ่อวัดท่าซุงประกาศเสียงตามสาย บอกว่า “ให้ทหารเข้าไปสวดมนต์ทำวัตรแล้วก็เจริญกรรมฐานด้วย หมาตัวนี้ไม่ทำสกปรกหรอก” อาตมาได้ยินแล้วรู้เลย เพราะว่าสังเกตเจ้าทหารมาตลอด เมื่อไปนั่งแทนที่พระ พอถึงเวลาพระขึ้น โยโส ภควาฯ เจ้าทหารหมอบปั๊บ ใจใสปิ๊งเลย #ใจเป็นแก้วทั้งดวงเท่ากับคนทรงฌาน ๔..!

    พอพระสวดมนต์เสร็จสรรพเรียบร้อย กราบพระ อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภควาฯ เจ้าทหารลุกพรวดสะบัดตัว วิ่งไปเตรียมเจริญกรรมฐาน เขาตั้งเวลาได้ขนาดนั้น จะเข้าสมาธิเมื่อไรเข้าได้เดี๋ยวนั้น จะออกเมื่อไรออกได้เดี๋ยวนั้น มีสมาปัชชนวสี ความชำนาญในการเข้าฌาน มีวุฏฐานวสี ความชำนาญในการออกจากฌานขนาดนั้นเลย

    พอถึงเวลาหลวงพ่อสมาทานพระกรรมฐาน ท่านจะชุมนุมเทวดาก่อน พอขึ้น ปุริมัญจะ ทิสัง ราชาฯ ทหารหมอบปั๊บ ใจนิ่งเป๋งเลย ถึงเวลาอุทิศส่วนกุศลเสร็จสรรพ ทหารก็วิ่งขึ้นรถรางเตรียมกลับแล้ว อาตมาสังเกตมาตลอด ถึงได้รู้ว่าถ้าหอนแบบนี้เป็นเรื่องแน่นอน เป็นครั้งแรกและครั้งเดียวในชีวิต ที่หลวงพ่อวัดท่าซุงประกาศเสียงตามสายด้วยเรื่องของหมาตัวเดียว..!

    นั่นหมาทรงฌาน ๔ แถมทรงฌานคล่องขนาดตั้งเวลาได้เลย พอทหารตายหลวงพ่อประกาศบอกว่า “#วันนี้เขาไปเป็นพรหมตามกำลังของเขาแล้ว” อาตมาอายหมาสุดชีวิต #ถ้าไม่ได้อยู่ในสภาพความเป็นสัตว์เดรัจฉาน #เชื่อว่าเขาต้องไปเป็นพระอริยเจ้าระดับใดระดับหนึ่งแน่นอน แต่ความที่อยู่ในภพภูมิของสัตว์เดรัจฉาน ความมืดบอดมีมาก ดวงปัญญาไม่พอที่จะตัดสินในเรื่องของธรรมะ เขาก็เลยทรงฌานได้เท่านั้น ไม่สามารถที่จะเข้าถึงความเป็นพระอริยเจ้าได้

    ถ้าทหารเกิดใหม่อีกรอบอาตมามั่นใจ เจอหลวงปู่หลวงพ่อท่านไหนเทศน์เรื่องพระนิพพานก็ดี หรือได้พระพุทธเจ้าหรือพระปัจเจกพุทธเจ้าก็ตาม จะได้มรรคผลแน่นอน นี่คือหมาตัวหนึ่งที่เคยพบมาแล้ว

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    โอวาทช่วงบวชเนกขัมมะ
    วันที่ ๒๐-๒๓ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๖
    ที่มา : www.watthakhanun.com


    #ชุมชนคุณธรรม #วัดท่าขนุน
    #ชุมชนคุณธรรมฯวัดท่าขนุน
    #ชุมชนคุณธรรมน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงขับเคลื่อนด้วยพลังบวร
     
  8. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,182
    กระทู้เรื่องเด่น:
    356
    ค่าพลัง:
    +59,542
    ?temp_hash=3f7666be4ba32072423322edbd1d84d9.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  9. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,182
    กระทู้เรื่องเด่น:
    356
    ค่าพลัง:
    +59,542
    "การปฏิบัติควรทำด้วยความเบิกบาน ไม่ใช่ทำด้วยความทุกข์ทรมาน อย่างการภาวนาคาถาก็ให้แบ่งช่วงท่อง ควรมีฐานว่าเราจะภาวนาเอาเท่าไร พอทำถึงแล้วก็ถือว่าครบ ส่วนที่เกินมาก็ถือว่าแถมไป

    ดังนั้น..เรื่องการปฏิบัติ การภาวนา เราต้องทำให้สม่ำเสมอ ไม่ใช่ไปเก็บรวบยอดเอาทีเดียว เดี๋ยวจะกลายเป็นว่าเราไม่ได้กินข้าว ก็เลยกินชดเชยซะทีเดียว"

    คัดลอกข้อความเพียงบางส่วนมากจาก
    เทศน์ในวาระสำคัญต่าง ๆ : เก็บตกจากภูเก็ต เดือนธันวาคม ๒๕๕๒
     
  10. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,182
    กระทู้เรื่องเด่น:
    356
    ค่าพลัง:
    +59,542
    c_oc=AQnpb4lLQlUFh5ka0jn8efgX9xyZDqlAvH0SD20G_AMM-HGaBdChXeIEueCiSj9UI-o&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg

    "เราสามารถสร้างความดีขึ้นมาได้ทุกสถานการณ์ สำคัญที่สุดต้องเป็นอารมณ์ปัจจุบัน ต้องตอนนี้เดี๋ยวนี้เท่านั้น เราจะไปพระนิพพาน อดีตไปไม่ได้หรอก เพราะเลยมาแล้ว ถ้าไปได้ไม่มานั่งอยู่อย่างนี้หรอก อนาคตก็ยังมาไม่ถึง ขบวนรถไฟที่ยังมาไม่ถึง เรายังขึ้นไม่ได้ ต้องปัจจุบัน ตอนนี้ เดี๋ยวนี้เท่านั้น

    เพราะฉะนั้น..การที่เราจะรักษาอารมณ์ของเราให้อยู่กับปัจจุบันที่ดีที่สุดก็คือ อยู่กับลมหายใจเข้าออก อยู่กับพุทโธของเรา อยู่กับนะมะพะธะของเรา แล้วแต่ถนัดแบบไหน บางคนก็จับภาพพระเป็นปกติ เกาะพระเป็นปกติ อย่างไรเสียพระก็อยู่เหนือเศียรเหนือเกล้าของเรา ไม่ได้ไปไหนหรอก แบ่งความรู้สึกส่วนหนึ่งสัก ๒๐-๓๐ เปอร์เซ็นต์ จับภาพพระเอาไว้ อีก ๖๐-๗๐ เปอร์เซ็นต์ ทำหน้าที่ของเราไป เราก็จะเป็นผู้มีสติอยู่ตลอดเวลา"

    คัดลอกข้อความเพียงบางส่วนมากจาก
    เทศน์ในวาระสำคัญต่าง ๆ : บรรยายธรรม ณ บ้านตลิ่งชัน
    วันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๕๒ (๐๑)

    ถ่ายภาพจาก บ้านวิริยบารมี
     
  11. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,182
    กระทู้เรื่องเด่น:
    356
    ค่าพลัง:
    +59,542
    c_oc=AQn45Pevnd2GKljYIT6tRuhDwgG2eymbSPkVD6vIzBoiF5GFhqyW3fgDrGVW4SO8110&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg

    "ถ้าเห็นอาตมาเป็นครู ครูก็ขอสั่งว่าให้รีบไปทำ ชอบตรงไหนก็ลงมือได้ ไม่ใช่มานั่งรอครู ครูจะดีแค่ไหน ครูจะเก่งแค่ไหน ถ้าลูกศิษย์ไม่ลงมือทำก็ไร้ประโยชน์"
    ....................................
    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร. วัดท่าขนุน
    www.watthakhanun.com

    ...ดูเพิ่มเติม
     
  12. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,182
    กระทู้เรื่องเด่น:
    356
    ค่าพลัง:
    +59,542
    c_oc=AQkOclp7jEhMjJ72o9QCdgT6IjUpZrZw3BCqKY-Rn9rrfcV-ZmZdfD7erFsHWZd7rlY&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg

    "กิเลสนักปฏิบัติ"

    ถาม :
    การเกิดโทสะ มีอารมณ์โมโห รำคาญกับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น โมโหหงุดหงิดกับเสียงไอ เสียงถุงพลาสติก เสียงขยับตัวเคลื่อนไหวของคน ซึ่งได้ยินในขณะที่เรานั่งสมาธิแบบไม่เคยเป็นมาก่อน เป็นอาการกิเลสตีกลับ ซึ่งในกรณีนี้คือโทสะใช่หรือเปล่า ?

    ตอบ :
    โทสะร้อยเปอร์เซ็นต์เต็ม ขณะเดียวกันพอจิตเริ่มสงบ กิเลสกลัวว่าตัวเองจะตาย ก็เลยต้องรีบเสวยอารมณ์ที่ตัวเองชอบ ก็คือ รัก โลภ โกรธ หลง คราวนี้พอจิตเริ่มสงบ กำลังใจเริ่มสัมผัสกับสิ่งต่าง ๆ ได้ละเอียดขึ้น ชัดเจนขึ้น ก็กระทบง่ายขึ้น เขาถึงได้บอกว่า "กิเลสนักปฏิบัติ" ต้องระวังเอาไว้ ประเภทวิปัสสนาขี้โกรธ สันโดษขี้ขอ อุเบกขาบ้ายอ ฯลฯ อะไรประมาณนั้น

    ถาม : ภาวะกิเลสตีกลับแตกต่างจากกิเลสในจริตนิสัยสันดานอย่างไร ?
    ตอบ : เหมือนเดิมทุกประการ เพียงแต่ภาวะนี้อยู่ในลักษณะเริ่มโดนเก็บกด พอโดนกดมากเข้า กิเลสกลัวว่าจะตายก็ต้องสู้ แล้วก็ยันเราหงายท้องตึง

    ถาม : กิเลสตีกลับจนกรรมฐานแตก จะเกิดกับสมาธิภาวนาแบบไหน ?
    ตอบ : ไม่เกิดจากสมาธิอะไรหรอก กิเลสเกิดแสดงว่าสมาธิไม่ทรงตัว ถ้าสมาธิทรงตัว กิเลสจะเกิดไม่ได้

    ถาม : ผู้ปฏิบัติธรรมจะมีวิธีสังเกตจิตใจของตัวเองได้อย่างไรว่าเป็นภาวะกิเลสตีกลับแล้ว ?
    ตอบ : จะไปยากอะไร ถึงเวลาถ้าขบเขี้ยวเคี้ยวฟันไล่งับหัวชาวบ้านเขาก็ใช่แล้ว...!
    ............................................
    ๖๐ ปี พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    (หลวงพ่อเล็ก สุธมฺมปญฺโญ วัดท่าขนุน)
    เก็บตกจากบ้านเติมบุญ ต้นเดือนพฤศจิกายน ๒๕๖๑

    ที่มา : www.watthakhanun.com
     
  13. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,182
    กระทู้เรื่องเด่น:
    356
    ค่าพลัง:
    +59,542
    ถาม : ขอเมตตาพระอาจารย์แนะนำวิธีแยกอาการของแสงระหว่างปฏิบัติครับว่า ระหว่างที่นั่งสมาธิปรากฏว่ามีแสงเกิดขึ้น เราจะสามารถแยกระหว่างโอภาสที่เป็นแสงของสมาธิ กับแสงที่เกิดเมื่อเราฝึกมโนมยิทธิได้อย่างไรครับ ว่าแสงไหนคือโอภาสหรือแสงไหนคือแสงที่ให้เราน้อมจิตตามไปได้ครับ ?

    ตอบ : เอาง่าย ๆ ว่าหากเป็นโอภาสส่วนใหญ่จะสว่างไม่มีขอบเขต ก็คือกว้างขวางเป็นพิเศษ ถ้าเป็นแสงจากมโนยิทธิจะมาเฉพาะจุดเดียว แต่ถ้ามาเฉพาะจุดเดียวอาจจะเป็นโอภาสก็ได้แล้วเราแยกไม่ออก ให้ดูว่าถ้าเป็นมโนยิทธิ ตอนช่วงนั้นร่างกายของเราถ้าควบคุมไม่ดีจะเกิดอาการสั่นหรือหัวใจเต้นเร็วมาก ส่วนโอภาสปกติจะไม่มีอาการแบบนั้น
    __________________

    https://watthakhanun.com/webboard/showthread.php?t=3984
     
  14. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,182
    กระทู้เรื่องเด่น:
    356
    ค่าพลัง:
    +59,542
    ถาม : เคยอ่านประวัติมา ที่หลวงพ่อปานสอนหลวงพ่อว่าให้ทำวิปัสสนาด้วย ทรงศีลด้วย มองภาพพระด้วย อย่างนี้รวมหลายกรรมฐานหรือครับ ?

    ตอบ : แรก ๆ เอาอย่างเดียวพอ หลังจากที่มีความคล่องตัว ค่อยเอาหลาย ๆ อย่างมาประยุกต์รวมกัน ถ้าคุณไปฟังไฟล์เสียงกรรมฐานที่ให้เว็บพลังจิตไป จะเห็นว่าบางตอนอาตมารวมกรรมฐานเกือบ ๔๐ กองอยู่ในตอนเดียวกัน เพียงแต่ว่าคุณจะแยกออกไหม ? คนที่เข้าใจฟังไปก็ร้องโอ้โหไป

    จริง ๆ แล้วพระธรรมของพระพุทธเจ้า ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ถ้าประยุกต์เป็นก็รวมลงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้หมด ลองย้อนกลับไปฟังใหม่ดู แล้วก็ไล่ไปเรื่อย ตั้งแต่กสิณ ๑๐ อนุสติ ๑๐ อสุภกรรมฐาน ๑๐ อรูปฌาน ๔ พรหมวิหาร ๔ อาหาเรปฏิกูลสัญญา ๑ จตุธาตุววัฏฐาน ๑ อยู่ในนั้นหมด เพียงแต่เราจะแคะออกหรือเปล่า ? อาตมาให้หมดตัวแล้ว ตายตอนนี้ก็ไม่เสียดายแล้ว

    ปีนั้นบังเอิญว่าอาตมาต้องไปบูรณะวัดทองผาภูมิที่หมดสภาพ มีพระมีเณรตามไปด้วย ยอมลำบากลำบนทำงานอยู่ด้วยกัน คิดว่าควรจะตอบแทนท่านบ้าง จึงสอนท่านทุกเช้า ครบ ๔๐ กอง

    ปัจจุบันนี้พระที่สอนกรรมฐานครบ ๔๐ กองในของประเทศเรามีน้อยมาก เพราะเขาเรียนมาไม่ครบ ก็มักจะไปปฏิเสธของคนอื่น ประเภทตัวเองกินผัดกะเพราแล้วไปบอกว่าก๋วยเตี๋ยวใช้ไม่ได้ ไปค้านเขาโดยที่คิดว่าของตัวเองดีอยู่คนเดียว หลวงพ่อวัดท่าซุงท่านสอนกรรมฐานถึง ๔๐ กอง เพื่อป้องกันการเข้าใจผิดลักษณะนั้น

    https://www.watthakhanun.com/webboard/showthread.php?t=4393
     
  15. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,182
    กระทู้เรื่องเด่น:
    356
    ค่าพลัง:
    +59,542
    c_oc=AQmRfalxtKY99KJsF6uv-2oLlH68IGLWOC9TMIlG5HZvfb4ZNdR419Qevwr-6ixrpZM&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
    ถาม : พระโสดาบันทรงฌานตลอดเวลาหรือเปล่าครับ ?
    ตอบ : ไม่ตลอดจะตัดกิเลสไม่ได้ ฌานเท่ากับเป็นสมบัติเฉพาะตัวของท่านไปแล้ว

    ถาม : ถึงว่าทำไมกรรมเก่าตามไม่ทัน ?
    ตอบ : ตามทัน เพียงแต่ว่าเป็นส่วนน้อยเท่านั้น ถ้าไม่ใช่กรรมที่หนักจริง ๆ ไม่ได้กินท่านหรอก

    ถาม : ของผมกำลังใจได้อยู่แค่ช่วงเช้า แป๊บ ๆ ก็ไปแล้ว ?
    ตอบ : ให้ตั้งหน้าตั้งตาทำให้มากหน่อย ไม่ใช่ถึงเวลาแป๊บ ๆ แล้วเราก็ปล่อยแป๊บต่อไป

    ถาม : ผมตั้งใจว่า ผมจะรักษาศีลแปดตลอดชีวิต คิดได้แป๊บหนึ่ง เอ๊ะ..เดี๋ยวจะหนักไป พระโสดาบันยังศีลห้า เราเอาแค่ศีลห้าดีกว่า อย่างนี้เราตั้งกำลังใจผิดไหม ?
    ตอบ : จะเรียกว่าผิดไหม ? ก็ไม่ผิด แต่ถ้าถามว่าถูกไหม..? ก็ไม่ถูก เป็นเฉพาะในเหตุการณ์ช่วงนั้น เราก็ตั้งเป้าไว้ว่าเราจะปฏิบัติเพื่อความเป็นพระโสดาบัน แต่ถ้าเข้าพระนิพพานชาตินี้ได้ก็จะเอาเลย หมดเรื่องไป

    ถาม : ไม่ต้องไปตั้งใจว่าศีลอะไรหรือครับ ?
    ตอบ : จะศีลอะไรก็ช่าง อย่างน้อยก็ต้องศีล ๕ บริสุทธิ์อยู่แล้ว ศีลจะเป็นศีลหรือไม่อยู่ที่การลงมือทำ มีโอกาสละเมิดก็ตัดใจงดเว้น ไม่ใช่เสียเวลาไปว่าทีละข้อ
    ............................................
    ๖๐ ปี พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    (หลวงพ่อเล็ก สุธมฺมปญฺโญ วัดท่าขนุน)
    เก็บตกจากบ้านวิริยบารมี ต้นเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๙
    ที่มา : www.watthakhanun.com
     
  16. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,182
    กระทู้เรื่องเด่น:
    356
    ค่าพลัง:
    +59,542
    580306_a801.jpg
    ถาม : เวลานั่งสมาธิแล้วจะมีอาการประหลาด ๆ อย่างตอนเลื่อนฌานขึ้นไป จะคล้าย ๆ กับว่าเราเผลอ แล้วก็จะมีภาพแปลก ๆ บางทีก็เป็นภาพสะพาน บางทีก็เป็นภาพคนกำลังสู้กับสัตว์ประหลาด แต่ถ้าเราไม่สนใจมองภาพแล้วก็ภาวนาไป ก็จะล่วงข้ามไปฌานต่อไปได้ค่ะ แต่ถ้าเราไปรู้สึกว่ากำลังฟุ้งซ่านแล้ว มีการตกใจ แล้วดึงกลับมาที่ลมหายใจ ก็จะคาอยู่ที่เดิม จะไม่ไปต่อค่ะ
    ตอบ : นั่นเท่ากับถอยหลังเสียด้วยซ้ำไป

    ถาม : แล้วภาพนั้นคืออะไรหรือคะ จะว่าฟุ้งซ่านก็ไม่ใช่ ?
    ตอบ : ไม่มีอะไรหรอก นั่นเป็นนิมิต ถ้าเราไปให้ความสนใจมารเขาก็ขวางเราได้สำเร็จ ถ้าเราไม่ให้ความสนใจ มารเขาขวางไม่ได้ เราก็ไปต่อ ถือเป็นเรื่องปกติ

    ถาม : หนูก็นึกว่าเป็นการฟุ้งซ่าน ยังสงสัยว่าทำไมข้ามไปได้ ก็เลยไม่เข้าใจค่ะ
    ตอบ : ซ้อมการทรงฌานให้คล่องกว่านี้ ประเภทว่าจะข้ามชั้นจะลดชั้นเมื่อไร ต้องให้ได้อย่างใจเรานึกเลย แล้วช่องว่างระหว่างนั้นไม่มี ภาพจะปรากฏไม่ทัน แต่ถ้าหากว่าเรายังเข้าฌานออกฌานช้าอยู่ ยังต้องรอระยะเวลาอยู่ ภาพพวกนี้ก็จะแทรกได้

    ถาม : ทำอย่างไรถึงพวกนี้จะไม่เกิดขึ้น ?
    ตอบ : ซ้อมใหม่ เข้าฌานออกฌาน ขึ้น ๆ ลง ๆ...ลง ๆ ขึ้น ๆ เอาให้คล่องชนิดนึกเมื่อไรต้องได้เมื่อนั้น
    ............................................
    ๖๐ ปี พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    (หลวงพ่อเล็ก สุธมฺมปญฺโญ วัดท่าขนุน)
    เก็บตกบ้านอนุสาวรีย์ ต้นเดือนสิงหาคม ๒๕๕๓
    ที่มา : www.watthakhanun.com
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  17. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,182
    กระทู้เรื่องเด่น:
    356
    ค่าพลัง:
    +59,542
    c_oc=AQmBY0Gm8_trGwjsOoEKnayK9KO2SoGRqvc0l65SrLsojM_mj3axZa_N71yVAEONSZw&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
    การปฏิบัติธรรมของเรานั้น เมื่อภาวนาไปจนกระทั่งอารมณ์ใจทรงตัวถึงที่สุดซึ่งเราทำได้แล้ว สมาธิจะเคลื่อนจะคลายออกมาเองโดยอัตโนมัติ ในช่วงนั้นเราจำเป็นต้องหาวิปัสสนาญาณให้พิจารณา ไม่อย่างนั้นสภาพจิตจะวิ่งไปหารัก โลภ โกรธ หลงเอง ถ้าถึงตอนนั้นเราจะยับยั้งได้ยาก เพราะสภาพจิตเอากำลังของสมาธิไปฟุ้งซ่านในรัก โลภ โกรธ หลง จึงมีความแรงมากเป็นพิเศษ

    การที่เราจะพิจารณาวิปัสสนาญาณนั้น ส่วนใหญ่ก็เพื่อให้เรายอมรับว่าสภาพร่างกายนี้มีความไม่เที่ยงเป็นปกติ เกิดขึ้นในเบื้องต้น เปลี่ยนแปลงแปรปรวนไปในท่ามกลาง สลายไปในที่สุด จากเด็กเล็ก ๆ เป็นเด็กโต จากเด็กโตเป็นหนุ่มเป็นสาว จากหนุ่มสาวเป็นวัยกลางคน จากวัยกลางคนเป็นคนแก่ จากคนแก่เป็นคนตาย เป็นต้น

    ให้สภาพจิตเรายอมรับว่า สภาพร่างกายของเราก็ดี ของคนอื่นก็ดี สัตว์อื่นก็ดี วัตถุธาตุต่าง ๆ ก็ดี มีความทุกข์เป็นปกติ ทุกข์ของการเกิด ทุกข์ของการแก่ ทุกข์ของการเจ็บ ทุกข์ของการตาย ทุกข์ของการพลัดพรากจากของรักของชอบใจ ทุกข์ของการปรารถนาไม่สมหวัง ทุกข์ของการกระทบกระทั่งอารมณ์ที่ไม่ชอบใจ เป็นต้น

    เมื่อจิตใจของเรายอมรับว่าสภาพร่างกายนี้ไม่มีอะไรเป็นเรา เป็นของเรา ร่างกายนี้เพียงประกอบขึ้นมาจากธาตุ ๔ คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม ให้เราอาศัยเพียงชั่วคราวเท่านั้น ส่วนที่แข็ง เป็นแท่ง เป็นก้อน เป็นชิ้น เป็นอัน จับได้ต้องได้ อย่างเช่น ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ กระดูก เส้นเอ็น ตับ ไต ไส้ ปอด อวัยวะภายในภายนอกทั้งปวง เหล่านี้เป็นธาตุดิน

    ส่วนที่พัดไปมาในร่างกาย พัดขึ้นเบื้องสูง พัดลงเบื้องต่ำ ส่วนที่หายใจเข้าก็ดี หายใจออกก็ดี ส่วนที่ค้างอยู่ในช่องหู ช่องจมูกซึ่งเป็นช่องว่างร่างกายก็ดี ส่วนที่ค้างอยู่ในท้องในไส้ที่เป็นแก๊สก็ตาม เหล่านั้นเป็นธาตุลม

    ส่วนที่ไหลไปไหลมา มีความเอิบอาบเคร่งตึงนั่นเป็นธาตุน้ำ มีเลือด น้ำเหลือง น้ำหนอง น้ำตา น้ำลาย น้ำดี เหงื่อ ไขมันเหลว ปัสสาวะ เป็นต้น

    ส่วนที่ให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย กระตุ้นร่างกายให้เจริญเติบโต เผาผลาญร่างกายให้ทรุดโทรมลง ช่วยในการย่อยอาหาร ทำให้ร่างกายกระวนกระวายเวลาเจ็บไข้ เรียกว่าธาตุไฟ

    เมื่อเอาทั้ง ๔ อย่างมารวมกันเข้า มีหัว มีหู มีหน้า มีตา เราที่เป็นดวงจิตมาปฏิสนธิ อาศัยอยู่ชั่วครั้งชั่วคราวตามบุญตามกรรม เข้าไปยึดว่าเป็นตัวเราของเรา เราต้องมีสติอยู่เสมอว่าร่างกายนี้ไม่ใช่ของเรา เป็นเพียง ดิน น้ำ ลม ไฟ ที่เป็นสมบัติของโลก ถึงเวลาก็ต้องเสื่อมสลายตายพัง คืนโลกไปตามเดิม ตัวเราก็เป็นเช่นนี้ ตัวคนอื่นก็เป็นเช่นนี้ สัตว์อื่นก็เป็นเช่นนี้ วัตถุธาตุต่าง ๆ ก็เป็นเช่นนี้

    เมื่อเราเห็นชัดว่าร่างกายนี้ไม่เที่ยงเป็นปกติ เป็นทุกข์อยู่เป็นปกติ ไม่มีอะไรเป็นเรา เป็นของเราอยู่เป็นปกติ เราก็ต้องถามตัวเองว่า ขึ้นชื่อว่าร่างกายที่ไม่เที่ยงอย่างนี้ เป็นทุกข์อย่างนี้ ไม่ใช่เราไม่ใช่ของเราอย่างนี้ เรายังอยากได้ใคร่มีหรือไม่ ? ถ้าเราไม่อยากได้แล้ว เราต้องทำอย่างไร ?

    ถ้าตอบตนเองจริง ๆ ว่าไม่อยากได้แล้ว เราก็ต้องหาที่สำหรับเป็นเครื่องยึดเครื่องเกาะของจิตในเบื้องต้น ก็คือเอาจิตของเราเกาะภาพพระพุทธรูปหรือพระนิพพานเอาไว้ ตั้งใจว่าถ้าเราหมดอายุขัยตายลงไปวันนี้ก็ดี เกิดอุบัติเหตุอันตรายถึงแก่ชีวิตลงไปก็ตาม เราขอไปอยู่กับพระพุทธเจ้าที่พระนิพพานแห่งเดียวเท่านั้น

    เมื่อแรกเราจำเป็นต้องยึดเกาะ เพื่อความมั่นคง เพื่อความแน่นอน แต่พอเราสะสม ศีล สมาธิ ปัญญา ไปถึงระดับหนึ่ง ก็จะปล่อยจากการยึดเกาะโดยอัตโนมัติ ถึงตอนนั้นเราจึงไปพระนิพพานได้จริง ๆ เพราะถ้าเรายังยึดเกาะอยู่ แม้จะเป็นความดีก็ตาม เราก็ยังไปพระนิพพานไม่ได้ แต่ถ้าสั่งสม ศีล สมาธิ ปัญญา จนเพียงพอ เกิดการปล่อย ละ วาง ลงได้ สภาพจิตเราก็จะหลุดพ้นจากกองทุกข์เข้าสู่พระนิพพาน

    ดังนั้น..บางท่านที่อาจจะสงสัยว่าถ้าเราเกาะพระ หรือเกาะพระนิพพาน แล้วเราไปพระนิพพานได้จริงหรือ ? ขอยืนยันว่าถ้ายังเกาะอยู่ ไปไม่ได้ เลิกเกาะเมื่อไร ไปได้เมื่อนั้น แล้วเราจะเลิกเกาะเมื่อไร ? บางทีผู้ที่เลิกเกาะก็ยังไม่รู้ ไม่ทราบเหมือนกันว่าตนเองเลิกเกาะเมื่อไร เหมือนกับเราเกาะราวบันไดขึ้นไปสู่ห้องชั้นบน บางทีเราเดินเข้าห้องไปแล้วยังไม่รู้ว่าตนเองปล่อยราวบันไดเมื่อไร เมื่อเป็นเช่นนั้นจึงเป็นเรื่องที่ตอบไม่ได้ว่าเราจะปล่อย ละ วาง จริง ๆ เมื่อไร แต่สติเราต้องรู้อยู่เสมอว่าร่างกายนี้ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เราไม่ปรารถนาอีกแล้ว เราต้องการพระนิพพานเท่านั้น

    หลังจากนั้นก็ทบทวน ศีล สมาธิ ปัญญา ของเราเอาไว้อยู่บ่อย ๆ ทุกวัน เพื่อเป็นการตอกย้ำความมั่นคงให้เกิดแก่จิต ว่าเราไม่ต้องการร่างกายนี้แน่ ๆ ไม่ต้องการโลกนี้แน่ ๆ ถ้าหากว่าการสั่งสมในเรื่องของความดีนี้เพียงพอเมื่อไร เราก็จะก้าวล่วงจากกองทุกข์เข้าสู่พระนิพพานเมื่อนั้น

    ลำดับต่อไปให้ทุกท่านภาวนาและพิจารณาตามอัธยาศัย จนกว่าได้ยินสัญญาณบอกว่าหมดเวลา

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    เทศน์ช่วงทำกรรมฐาน ณ บ้านวิริยบารมี
    วันเสาร์ที่ ๒พฤษภาคม ๒๕๕๘


    ที่มา : www.watthakhanun.com
    #๖๐ปีพระครูวิลาศกาญจนธรรม
     
  18. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,182
    กระทู้เรื่องเด่น:
    356
    ค่าพลัง:
    +59,542
    ?temp_hash=718b6b9abe5ccca2669f321d1cbb8016.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  19. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,182
    กระทู้เรื่องเด่น:
    356
    ค่าพลัง:
    +59,542
    c_oc=AQk-LBew0pkXU_cFqkragaZmzN16nAhszXRLUZ89iZh_U3Pn-NLAveoL_4shAzHigAQ&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
    วันนี้ช่วงก่อนกรรมฐาน มีผู้ถามว่า "สภาพจิตในการปฏิบัติธรรมเหมือนกับไฟไหม้ฟาง ก็คือมักจะปรากฏอยู่แค่วูบ ๆ วาบ ๆ แล้วก็หายไป ทำให้ไม่มีความแน่วแน่พากเพียรอย่างแท้จริง ผลการปฏิบัติจึงไม่เกิด ทำอย่างไรจะไม่ให้เป็นไฟไหม้ฟางอย่างที่ว่ามา ?"

    ถ้าไม่ต้องการให้เป็นไฟไหม้ฟางก็ต้องมีความพากเพียรในการปฏิบัติธรรม ซึ่งไม่ต้องมาก เอาแค่ให้ถึงระดับของปีติเท่านั้น ยังไม่ทันจะทรงถึงระดับเป็นฌานเลยด้วยซ้ำไป บุคคลที่การปฏิบัติเริ่มเข้าถึงปีติ จะไม่เบื่อไม่หน่ายในการปฏิบัติธรรม บางครั้งก็อาจจะทำจนเกินเลย ไม่ได้พักไม่ได้ผ่อนก็มี

    ท่านที่ไม่อยากปฏิบัติแบบไฟไหม้ฟาง จึงต้องพยายามภาวนาให้ถึงระดับปีติ ซึ่งยังไม่ทันจะเข้าถึงสุข และยังไม่ทันจะเป็นเอกัคตารมณ์ ถ้าท่านสามารถทำดังนี้ อานิสงส์อย่างน้อยจะทำให้ท่านไปเกิดในดาวดึงสเทวโลก แล้วถ้าไม่เบื่อไม่หน่ายในการปฏิบัติจนกำลังของท่านทรงปฐมฌานได้ ถ้าเป็นปฐมฌานอย่างหยาบก็ไปเกิดเป็นปริสัชชาพรหม ปฐมฌานอย่างกลางไปเกิดเป็นปโรหิตาพรหม ปฐมฌานอย่างละเอียดไปเกิดเป็นมหาพรหม

    ถ้าก้าวขึ้นสู่ฌานที่สอง อย่างหยาบไปเกิดเป็นปริตตาภาพรหม ฌานที่สองอย่างกลางไปเกิดเป็นอัปปมาณาภาพรหม ฌานที่สองอย่างละเอียดไปเกิดเป็นอาภัสราพรหม ถ้าสามารถก้าวถึงฌานที่สามได้ ฌานที่สามอย่างหยาบ จะไปเกิดเป็นปริตตสุภาพรหม ฌานที่สามอย่างกลางไปเกิดเป็นอัปปมาณสุภาพรหม ฌานที่สามอย่างละเอียดจะไปเกิดเป็นสุภกิณหพรหม

    ถ้าหากว่าสามารถทรงฌานที่สี่ได้ ฌานที่สี่อย่างหยาบจะไปเกิดเป็นเวหัปผลาพรหม ฌานที่สี่อย่างละเอียดจะเกิดเป็นอสัญญีสัตตาพรหม ณานที่สี่มีแค่ ๒ ระดับเท่านั้น ไม่มีระดับกลาง

    ส่วนอานิสงส์ที่พึงได้มากกว่านั้นก็คือ ถ้ากำลังใจของท่านทรงปฐมฌานอย่างละเอียดได้ ท่านจะมีกำลังในการตัดกิเลสได้ในระดับของพระโสดาบันและพระสกทาคามี ถ้าท่านทรงฌานสี่ละเอียดได้ กำลังของท่านสามารถตัดกิเลสได้ระดับพระอนาคามีหรือว่าพระอรหันต์

    ดังนั้น..จะเห็นว่าสมาธิที่เราทำกันอยู่นั้น เป็นพื้นฐานใหญ่ในการช่วยให้บรรลุธรรม แต่ขณะเดียวกันถ้าเผลอเมื่อไรก็ทำให้ยึดติดได้ง่าย เพราะว่าการจะเข้าถึงสมาธิในแต่ละระดับ ก็จะมีสุขในสมาธินั้น ๆ อยู่ ซึ่งเป็นความสุขเยือกเย็นอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ไม่สามารถจะบอกจะกล่าวเป็นภาษามนุษย์ได้

    เนื่องจากว่าปกติแล้ว เราโดนไฟใหญ่ ๔ กอง คือ รัก โลภ โกรธ หลง เผาอยู่ตลอดเวลา เมื่อกำลังสมาธิก้าวถึงระดับฌาน จะมีกำลังในการกด รัก โลภ โกรธ หลง ให้ดับลงชั่วคราว บุคคลที่โดนไฟเผาอยู่ตลอดเวลา อยู่ ๆ ไฟดับไป จะมีความสุขสบายขนาดไหน ย่อมไม่สามารถบอกกล่าวเป็นภาษามนุษย์ได้ เป็นปัจจัตตัง คือเรื่องที่รู้เฉพาะตนของนักปฏิบัติเท่านั้น แล้วยิ่งถ้าท่านทั้งหลายสามารถดับกิเลสได้ด้วยอำนาจของสมาธิ ก็ถือว่าเป็นบุญใหญ่ เป็นกำไรมหาศาล ไม่เสียทีที่ได้พากเพียรปฏิบัติมา

    ดังนั้น..ในการปฏิบัติของเรา เมื่อภาวนาไปแล้วต้องหมั่นพินิจพิจารณาด้วย ถ้าเราคิดนึกตรึกอยู่ว่าจะภาวนา ลมหายใจแรงหรือเบา ยาวหรือสั้น ใช้คำภาวนาอะไรรู้อยู่ มีอาการขนลุกหรือน้ำตาไหล กายโยกโคลง มีอาการลอยขึ้นทั้งตัว รู้สึกตัวพองตัวใหญ่ ตัวแตกระเบิดอย่างใดอย่างหนึ่งปรากฏขึ้น หรือมีความสุขเยือกเย็นใจอย่างที่ไม่เคยปรากฏขึ้น หรือว่ามีความแน่วแน่มั่นคงในการภาวนา ถ้าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ปรากฏขึ้นให้รู้ว่าขณะนี้ท่านเข้าถึงปฐมฌานแล้ว

    ทั้ง ๕ อย่างที่ว่ามานี้อาจจะเกิดขึ้นภายในพริบตาเดียวก็ได้ แต่ถ้าจิตของท่านละเอียดพอจะเห็นว่าเกิดขึ้นทีละขั้น ๆ ลักษณะช้า ๆ แต่เป็นความช้าเพราะสภาพจิตของเราเร็วพอ ถ้าบุคคลที่สภาพจิตหยาบก็จะรู้สึกว่าเกิดขึ้นทีเดียวครบถ้วนสมบูรณ์ทั้ง ๕ อย่าง

    ถ้าเกิดขึ้นครบถ้วนสมบูรณ์ ก็ให้ท่านทั้งหลายประคับประคองกำลังใจให้มีความละเอียดยิ่ง ๆ ขึ้น เพื่อที่จะได้มีกำลังพิจารณาตัดกิเลสในระดับของพระโสดาบันหรือพระสกทาคามี ถ้ารู้สึกว่าลมหายใจเบาลงหรือว่าหายไป คำภาวนาหายไป ให้รู้ว่าขณะนี้ท่านกำลังก้าวเข้าสู่ฌานที่สอง

    ถ้ารู้สึกเหมือนอย่างกับตัวแข็งกลายเป็นหิน หรือรู้สึกเหมือนโดนมัดตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า กระดิกกระเดี้ยไม่ได้ ไม่รับรู้อาการต่าง ๆ ภายนอก ให้รับรู้ว่าท่านกำลังเข้าสู่ฌานที่สามแล้ว ถ้าหากว่ามีสภาพความสว่างโพลงเยือกเย็นอยู่ภายในอกก็ดี ตรงหน้าของเราก็ดี สภาพจิตปักมั่นไม่คลอนแคลนไปไหน ลมหายใจไม่มี คำภาวนาไม่มี นอกจากความสุขสว่างไสวเยือกเย็นเฉพาะหน้าของตน ไม่รับรู้อาการใด ๆ ภายนอก ขอให้ทราบว่าท่านได้ก้าวเข้าถึงฌานที่สี่ มีกำลังในการตัดกิเลสระดับพระอนาคามีและพระอรหันต์

    เพราะฉะนั้น..การภาวนาของท่านจึงควรที่จะทบทวนขั้นตอนเหล่านี้ให้รู้เอาไว้ ถึงเวลาจะได้ทราบว่าขณะนี้ตนเองก้าวเข้าสู่สมาธิขั้นไหน แล้วจะได้นำไปใช้ประโยชน์ได้ตามที่ต้องการ

    ลำดับต่อไปก็ให้ทุกท่านภาวนาและพิจารณาตามอัธยาศัย จนกว่าจะได้รับสัญญาณบอกว่าหมดเวลา

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    เทศน์ช่วงทำกรรมฐาน ณ บ้านวิริยบารมี
    วันอาทิตย์ที่ ๓ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๕๘

    ที่มา : www.watthakhanun.com
    #๖๐ปีพระครูวิลาศกาญจนธรรม
     
  20. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ทีม ธรรมทาน ทีมงาน ทีม ธรรมทาน ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,182
    กระทู้เรื่องเด่น:
    356
    ค่าพลัง:
    +59,542
    c_oc=AQmwpnMH-AUkZy1pNie4MjX-BK4p5n5gp_rLGzRYpfXEmyoZ4JpFwURxTYW-R635iIE&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...