เรื่องเด่น นิมิต - กรรมฐาน

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย พุทโธอวโลกิเตศวร, 11 พฤษภาคม 2019.

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้
  1. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,490
    กระทู้เรื่องเด่น:
    370
    ค่าพลัง:
    +60,075
    c_oc=AQkDgoMny083mYFmehwQikSCQTg9t2lu1yGgDBLVmbYKEVaoY0yhB6lHTaBOJOG3N30&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
    พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญปัญญาบารมีที่สุด

    ถาม :
    พระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ท่านกล่าวไว้ว่าใน ๑๐ บารมี ตั้งแต่ทานบารมีจนถึงอุเบกขาบารมี พระพุทธเจ้าสรรเสริญปัญญาบารมีที่สุด ผมเลยอยากทราบว่า ในชาตินี้อยากมีปัญญาบารมีมาก ๆ แล้วเผื่อไปชาติหน้าด้วย ควรจะทำบุญประเภทใดนอกจากการภาวนาและการถวายพระไตรปิฎก ?

    ตอบ : พิจารณาวิปัสสนาญาณไว้บ่อย ๆ ถ้าสามารถรู้เห็นตามความเป็นจริงแล้วยอมรับได้ ก็ไม่ต้องรอชาติหน้าอีกด้วย

    ถาม : การภาวนาต้องเข้าถึงระดับฌาน ๘ และวิปัสสนา ๑๖ จะได้มีปัญญาบารมีมาก ๆ ในชาตินี้และเผื่อในอนาคตชาติด้วย แบบขนาดที่ว่าฟังพระพุทธเจ้าเทศน์ครั้งเดียวแล้วบรรลุเลย หรือเปล่าครับ หรือแค่ได้สมาธิไม่ถึงระดับฌานก็พอ ?

    ตอบ : แค่กำลังใจเราเกาะความดีจุดใดจุดหนึ่ง ถ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทวนของเก่าให้ก็บรรลุมรรคผลได้แล้ว ถ้าถึงวิปัสสนาญาณ ๑๖ ก็ไม่ต้องเกิดกันอีก บรรลุตั้งแต่เข้าถึงแล้ว

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    เก็บตกจากบ้านเติมบุญ ต้นเดือนกรกฎาคม ๒๕๖๐
     
  2. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,490
    กระทู้เรื่องเด่น:
    370
    ค่าพลัง:
    +60,075
    c_oc=AQkmN9_Ry0PmAANaAN4rOZMIAnSn5-wQxkzsAQVPtITxgOo4ABFSooGTcAbc06OndAk&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
    หลับอยู่แต่ก็รู้ว่าหลับ

    ถาม :
    อารมณ์ที่ว่าหลับอยู่แต่ก็รู้ตัวว่าตื่นอยู่ รู้สึกว่าตัวเองมีอารมณ์ใกล้เคียงอย่างนั้น แต่ไม่มั่นใจว่าตื่นอยู่หรือเปล่า มีอารมณ์เป็นอย่างไรกันแน่ครับ ?
    ตอบ : หลับอยู่แต่ก็รู้ว่าตอนนี้กำลังหลับ อะไรเกิดขึ้นรอบข้างจะรู้หมด ถ้าหากว่าใส่ใจก็จะคลายความรู้สึกออกมารับรู้ ถ้าไม่ใส่ใจก็จะนิ่งอยู่ในจุดเดิมของตัวเองต่อไป

    ถาม : ถ้าอย่างนั้นก็เหมือนตื่น ?
    ตอบ : เหมือนตื่นทุกอย่าง เพียงแต่ว่าจะนิ่งอยู่อย่างนั้นแหละ และถ้าเรากดอารมณ์ลงลึกอีกนิดเดียว ก็จะตัดขาดหลับไปจริง ๆ ขณะเดียวกันถ้าคลายออกมาเมื่อไร ก็จะเริ่มรับรู้ทุกอย่างสารพัด

    ถาม : จะชอบเป็นเคลิ้ม ๆ ระหว่างนั่งสมาธิ ?
    ตอบ : พยายามสังเกตให้ได้ว่า อารมณ์ใจ..ถ้าเปรียบเป็นเปลวไฟที่ลุกโชนอยู่ จะค่อย ๆ ลดลง...ลดลง...ลดลง จะลดไปเรื่อย พอถึงระดับหนึ่ง เหลืออีกนิดเดียว เรารู้ว่ากดอีกนิดนี่จะดับเลย ก็ให้เรารักษาระดับนั้นเอาไว้

    ถ้าสามารถทำจนคล่องตัว ต่อไปเราเข้าถึงระดับนั้นเมื่อไรก็สบายเลย เท่าที่สังเกตดูจะมีอาการเกิดขึ้นทางร่างกายด้วย อย่างเช่นว่า จู่ ๆ หูเราเหมือนกับดังวิ้ง แล้วก็จะไปถึงอารมณ์นั้นเลย และหลังจากนั้นคุณก็แค่ประคองอารมณ์ตรงนั้นไว้ แล้วก็ตั้งเวลาไว้เลยว่าจะเอากี่นาที กี่ชั่วโมง จะเป็นไปตามเวลานั้น ถึงเวลาก็จะคลายออกมาเอง แต่ถ้ามีอะไรที่น่าสนใจ เราสามารถสั่งให้คลายออกมาเพื่อรับรู้ได้ อาจจะมีคนเรียก อาจจะมีโทรศัพท์ดัง พอคลายอารมณ์ออกมาปฏิสัมพันธ์กับเขาเสร็จแล้ว ก็รีบกลับเข้าไปจุดเดิม

    ตอนนั้นร่างกายเราหลับ บางทีเรากรน เรายังได้ยินเลย แต่ว่าจิตยังตื่นอยู่ เพราะใจเราไมได้หลับด้วย ทำถึงตรงนั้นเมื่อไร จึงพอจะมีกำลังสู้กิเลสได้ ถ้าทำไม่ถึงยังสู้ไม่ได้หรอก

    ถาม : ตรงนี้เป็นผลของสมาธิหรือสติครับ ?
    ตอบ : เป็นผลของสมาธิที่สร้างสติ

    ถาม : เมื่อก่อนตอนนั่งสมาธิใหม่ ๆ เวลาเข้าฌานได้ชั่วโมงสองชั่วโมง รู้สึกว่าเวลาเดี๋ยวเดียว แต่ตอนนี้รู้สึกเหมือนว่าเวลาผ่านไปนาน พอลืมตามาดู เพิ่งผ่านไปแค่สิบห้านาทีเอง ทำไมเป็นอย่างนั้นครับ ?
    ตอบ : ตอนแรกจิตเราหยาบ พอจิตหยาบ ระยะเวลาที่ผ่านไปเราไม่รับรู้ กว่าที่จะคลายออกมาก็ผ่านไปนาน แต่ถ้าจิตละเอียดขึ้นเราจะรับรู้ทุกขั้นตอน แต่ว่ากำลังใจนิ่งอยู่เท่ากับตอนที่หยาบ ก็เลยพักน้อยแต่เหมือนกับได้พักมาก

    ฉะนั้น..เวลาเหนื่อย ๆ ขึ้นมาก็จำเป็นต้องใช้วิธีนี้ พอพักนิดเดียวแต่เหมือนได้นอนพักเป็นชั่วโมง ๆ จะรู้สึกสดชื่นมาก แต่ว่าจริง ๆ แล้วเวลาเพิ่งผ่านไปนิดเดียว แต่ถ้าหากทิ้งดิ่งลึกเมื่อไรก็ยาว เพราะฉะนั้น..ต้องระวังด้วย ต้องกำหนดเวลาว่าเราจะทำเต็มที่สักเท่าไร ไม่อย่างนั้นอาจจะข้ามวันข้ามคืนไปเลย คนอื่นตกใจแย่ แต่เรารู้สึกว่าเดี๋ยวเดียว

    ถาม : แล้วกำลังใจที่ว่าดิ่งลงในระดับนั้น เป็นกำลังใจที่อยู่ในสมาธิระดับไหนขึ้นไป ?
    ตอบ : ปฐมฌานละเอียด

    ถาม : แล้วแต่บุคคลว่าทำได้ในระดับไหน ?
    ตอบ : ใช่..อย่าเผลอนะ..ถ้าเผลอหลับทันที แรก ๆ ที่เป็นปฐมฌานหยาบ เราเอาไม่อยู่หรอก จะวูบไปเลย ต้องซ้อมบ่อย ๆ จนคล่องตัวก่อน

    ตอนที่ผมซ้อม ผมใช้วิธีเปิดเทปของหลวงพ่อวัดท่าซุงฟัง และเอาจิตจดจ่ออยู่กับเสียงเทป ว่าจะต้องฟังให้ได้ทุกคำ พอใจเราจี้ไป..จี้ไป ก็จะลึกลงไปถึงระดับที่ต้องการ แต่ถ้าเราไม่จี้ติดขนาดนั้น เผลอวูบเดียวก็จะหลับไปเลย

    ถาม : แล้วยังได้ยินทุกคำไหมครับ?
    ตอบ : ได้ยิน..และได้ยินเกินด้วย พอถึงเวลา เอ๊ะ..ทำไมวันนี้หลวงพ่อเทศน์ยาว ? ลืมตาขึ้นมา ปรากฏว่าเทปหมดไปตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้ แต่ยังได้ยินต่อเนื่องเป็นปกติ

    สนทนากับพระอาจารย์เล็ก สุธมฺมปญฺโญ
    เจ้าอาวาสวัดท่าขนุน อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี
    เทศน์ช่วงเย็น ณ บ้านอนุสาวรีย์
    วันเสาร์ที่ ๖ มีนาคม ๒๕๕๓
     
  3. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,490
    กระทู้เรื่องเด่น:
    370
    ค่าพลัง:
    +60,075
    c_oc=AQmsqm8AZ8uqvVyd1CaCBOQXc9uacS4LALH9MXgwDBf94TScCbX2f4vQMozqnIfi6u0&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
    รู้ได้อย่างไรว่าแพ้หรือชนะกิเลส

    ถาม :
    เราจะรู้ได้อย่างไรครับว่าเมื่อไรเราแพ้ เมื่อไรเราจะชนะกิเลส ?
    ตอบ : ตอนที่เขาสามารถดึงให้เราเบนความสนใจจากสิ่งที่ทำอยู่ ให้ไปสนใจโลกภายนอกก็แพ้แล้ว

    ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ส่งออกไปเมื่อไร ก็แสดงว่าเสร็จเขาแล้ว

    หรือไม่ก็สังเกตได้ว่านิวรณ์ห้ากินใจเราได้แล้ว รัก โลภ โกรธ หลง กินใจเราได้แล้ว

    ถ้าขณะใดที่เราสามารถทำให้นิวรณ์ห้าสงบอยู่ ไม่สามารถกำเริบขึ้นมาได้ มีสติรู้อยู่ว่าสิ่งต่าง ๆ ที่เข้ามาทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ต้องสกัดไว้ ไม่ให้เข้ามาในใจได้ เราก็ชนะ

    แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่ชนะ เราแค่ยันเสมอ แต่ถ้าเผลอ เราก็แพ้อีก

    ถาม : แล้วอย่างนี้ต้องทำอย่างไรให้รู้ตัวได้ครับ หรือว่าต้องรบกับเขาไปบ่อย ๆ ?
    ตอบ : ถ้าหากว่าเราไม่ภาวนา จนสติตามรู้อยู่ตลอดเวลา ก็ต้องรบกับเขาไปเรื่อย จนกว่าจะเข็ดกันไปข้างหนึ่ง

    พอเริ่มเข็ดแล้ว คราวนี้เราก็เริ่มจ้องแล้ว คราวที่แล้วเราพลาดอย่างไร หลังจากนั้นก็จะชนะตรงจุดนั้น เมื่อจุดนั้นเราทำได้ครั้งหนึ่งแล้ว เราก็จะได้ตลอดไป ขยับเมื่อไรเราจะรู้ว่าจุดพอดีอยู่ตรงไหน

    ถาม : เราจะจำได้เองหรือครับ ?
    ตอบ : จะจำได้เอง แต่ว่าก่อนที่จะถึงตรงจุดนั้น ต้องปล้ำกันนานเลย

    ถาม : อย่างนี้ครับ ผมจำได้ว่าตอนทรงอารมณ์ตอนนั้น ผมรู้สึกอย่างไร แต่ทำไมตอนผมนั่งคุยขณะนี้ ผมกลับไปทรงอารมณ์อย่างนั้นไม่ได้ ทั้งที่ผมจำได้ว่าตอนทรงอารมณ์อย่างนั้นเป็นอย่างไร ?
    ตอบ : ตอนนี้คุณต้องแบ่งความรู้สึกมาคุย ถ้าไม่คล่องตัวจริง ๆ ถึงคุณทำได้ แต่คุณก็ทำหลายอย่างให้ดีพร้อมกันไม่ได้

    ถาม : อย่างนี้เหมือนกับเราต้องเตือนสติตัวเองอยู่ตลอดเวลา
    ตอบ : ต้องรู้เฉพาะหน้าอยู่ตลอดเวลา อยู่กับปัจจุบันขณะนั้น การอยู่กับปัจจุบัน ไม่ฟุ้งไปในอดีตหรืออนาคต เราก็ชนะไปครึ่งหนึ่งแล้ว

    สนทนากับพระครูวิลาศกาญจนธรรม วัดท่าขนุน
    ณ บ้านอนุสาวรีย์ฯ เดือนมิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๔๔

    ที่มา : http://www.watthakhanun.com/webboard/showthread.php?t=2108
     
  4. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,490
    กระทู้เรื่องเด่น:
    370
    ค่าพลัง:
    +60,075
    c_oc=AQmk2145KRJ0jMbDeLpFV9BwqtQnhSUXD7MJltZEwnGRGnp00hfrl-1tYNdOucNOiFc&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
    #เรื่องของการรู้เห็น #ยิ่งชัดเจนมากเท่าไรยิ่งต้องระมัดระวังตัว


    พระอาจารย์กล่าวว่า "เรื่องของการรู้เห็น เราจะถือเป็นประมาณไม่ได้ เพราะบางอย่างก็ใช่ บางอย่างก็เป็นการทดสอบกัน อาตมาเคยบอกอยู่บ่อย ๆ ว่า เราเห็นเขาไล่ยิงไล่ฟันกันมา เราก็ลากมีดลากปืนไปช่วย เขาจะกระทืบตาย เพราะว่าเขากำลังถ่ายหนังกันอยู่..!

    ถามว่าเราเห็นจริงไหม ? ก็จริง..เห็นเขาไล่ยิงกันมา แล้วเรื่องที่เราเห็นจริงไหม ? ไม่จริง..เพราะเป็นเรื่องในหนังที่เขาแสดงกัน เพราะฉะนั้น..ในเรื่องของทิพจักขุญาณ ยิ่งชัดเจนมากเท่าไรยิ่งต้องระมัดระวังตัวอย่างสูงมากเท่านั้น เพราะว่าเวลาเขาหลอกเรา เขาจะหลอกได้เนียนมาก เขาจะบอกความจริงถึง ๘๐ - ๙๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วเขาหลอกเราเอาไว้นิดเดียว คราวนี้ถ้าเราทบทวนแล้วเห็นว่าถูกมาตลอด เราก็จะไปเชื่อเลย แต่ความจริงตอนท้ายนิดเดียวนั่นแหละผิด

    เคยไปอ่านบันทึกของพระที่เขาไปอยู่ปฏิบัติธรรมด้วยแล้วเกิดวิปลาส ต้องเอาเข้าโรงพยาบาล เขาบันทึกว่า “วันนี้พระท่านมาบอกว่า ระยะของมรรคผลมาถึงแล้ว ให้เร่งการปฏิบัติให้มากเข้าไว้ นักปฏิบัติที่ดีต้องกินน้อย นอนน้อย พูดน้อย ยิ่งทุ่มเทการปฏิบัติมากเท่าไรก็ยิ่งดีเท่านั้น” มีผิดไหม ? ผิดตอนท้ายนิดเดียวเอง การปฏิบัติต้องพอเหมาะพอดี ไม่ใช่ยิ่งทุ่มเท่าไรก็ดีเท่านั้น พอบอกให้ทุ่มเท่าไรดีเท่านั้น พระรูปนี้ก็เลยไม่กินไม่นอนอยู่ ๒ เดือนเต็ม ๆ

    นั่นถ้าไม่ใช่ทรงฌานได้ แค่อดข้าวอดน้ำก็อดตายแล้ว ท่านเอาแต่เดินจงกรมภาวนาทั้งวันทั้งคืน ไม่กินไม่นอนอยู่ ๒ เดือนเต็ม ๆ ถ้าไม่ได้สมาธิระดับนั้นนี่แย่เลย แต่คราวนี้ร่างกายเรามีขีดจำกัด ท้ายสุดก็ไม่ไหว เกิดอาการที่ว่าสติแตก กรรมฐานแตก ต้องหามเข้าโรงพยาบาลไป

    เพราะฉะนั้น..ของพวกนี้ยิ่งรู้เห็นชัดเจนเท่าไร ยิ่งต้องระมัดระวังที่สุด การทดสอบแต่ละอย่างมาเนียนมาก ๆ จนกระทั่งอาตมาอยากจะบอกว่า ความชั่วกับความดีขี่คอกันมา หน้าตาเหมือนเราเปี๊ยบเลย สำคัญอยู่ก้าวสุดท้ายเท่านั้น ว่าอันหนึ่งพาขึ้น อันหนึ่งพาลง เราจึงต้องมีศีลเป็นกรอบ ถ้าหลุดจากกรอบของศีลหรือกรรมบถ ๑๐ เราไม่ไปด้วย อย่างไรก็ไม่หลงไกลเกิน แต่ถ้าหลุดแล้วยังไปตามก็ไกลไปเรื่อย

    ช่วงนั้นเขาก็โดนหลอกให้ไปหาวัตถุชิ้นนั้นชิ้นนี้ มีพลังงานอย่างนั้นอย่างนี้ เอามาพกไว้เต็มไปหมด จนกระทั่งตอนจะเอาเขาเข้าโรงพยาบาลก็ยังเถียงอีกว่าอาตมาไม่รู้จริง ไม่รู้ว่าของเหล่านี้มีพลัง พอดีพระครูปลัดปรีชาอยู่ด้วย เขย่าตัวถามว่า “พระอยู่ที่ไหน ? เอาพระไปไว้ไหนหมด ? ตอนนี้ไปเอาอะไรมาพกเสียเต็มไปหมด ?” ขนาดนั้นก็ยังไม่ได้สตินะ เขาหลอกได้ไกลขนาดนั้น เพราะว่าตัวเองรู้เองก็มั่นใจว่าใช่

    อย่าลืมว่าแม้กระทั่งวิทยาศาสตร์เขาก็ยอมรับว่าสสารทุกอย่าง แกนกลางคือพลังงาน เพราะฉะนั้น..คุณจะหยิบจะจับอะไรมามีพลังทั้งนั้น แต่ตอนนั้นเขาจะโดนเน้นว่า ชนิดนี้มีพลังเป็นพิเศษช่วยเรื่องนั้น ชนิดนั้นมีพลังเป็นพิเศษช่วยเรื่องนี้ แล้วก็เที่ยวไปไล่หา เวลาที่จะปฏิบัติก็ไม่มี นั่นขนาดเพื่อนพระจับตัวเขย่าถามเลยนะ ว่าพระอยู่ที่ไหน เอาไปทิ้งไว้ไหนหมด เอาแต่ของพวกนี้มา เขาก็ยังไม่รู้ตัว

    ท้ายสุดก็เลยต้องส่งเข้าโรงพยาบาลให้หมอจัดการ แต่ก็อย่างว่าแหละ หมอทำอะไรไม่ได้ ขนาดย้ำกับหมอแล้วว่าระมัดระวังให้ดี เผลอเมื่อไรเขาหนีแน่ หมอก็หัวเราะ “ผมยังไม่เคยเจอคนไข้เก่งกว่าหมอเลยครับ ประตูตั้ง ๔ ชั้นแล้วรั้วสูง ๖ เมตร ดูว่าเขาจะไปอย่างไร” ปรากฏว่าไม่ถึง ๒ ชั่วโมงก็ไปแล้ว

    ก็เขาไม่ต้องไปอย่างนั้น อยากเดินออกรูไหนก็ไป เขาอยู่กับวัดขังตัวเองอยู่ในโบสถ์ พี่น้องพังประตูโบสถ์เข้าไป เขาเดินทะลุออกข้างฝาเฉยเลย แล้วใครจะไปทำอะไรเขาได้..!

    ถาม : แล้วทำอย่างไร ?
    ตอบ : ต้องอาตมาจับเอง คนอื่นจับไม่ได้ แต่บอกกับพี่น้องเขาแล้ว ว่าจับให้ครั้งเดียวนะ ถ้าหมอไม่สามารถจัดการได้ก็ไม่ต้องมาโทษอาตมา อาตมาไม่ยุ่งกับกรรมของใคร จับให้ครั้งเดียว ครั้งเดียวก็ยุ่งกับเขาเยอะพอแล้ว

    พอเขาเดินทะลุโบสถ์ออกไป พี่ชายวิ่งมาทางประตูไล่ตามไป ปรากฏว่าเขาลืมของ พี่ชายเขาบอกว่าเห็นเขาเดินสวนมา เห็นว่าเขาเดินไม่เร็ว แต่วูบผ่านตัวไปตอนไหนก็ไม่รู้ เพราะเสื้อผ้าเขากระพือตามไปเลย เพิ่งจะรู้ว่าเดินเร็วขนาดนั้น จากเดิมที่พี่ชายเขาไม่เชื่อเรื่องอย่างนี้ กลายเป็นเชื่อไปเลย เพราะเห็นอยู่คาตา

    ถาม : เขาได้อภิญญาหรือมีวิชาคะ ?
    ตอบ : เป็นอภิญญา..ท่านทั้งหลายเหล่านี้กำลังใจเข้มข้นมาก ถ้าปฏิบัติถูกทางจะหลุดพ้นได้เร็ว ก็เลยโดนหลอกให้ผิดทาง จะได้ไม่ต้องพ้นเสียที

    ถาม : (ไม่ได้ยิน)
    ตอบ : เขาเรียกว่ามาร เรื่องของมารถ้าตาดี ๆ จะเห็นเป็นตัวเป็นตน ตาไม่ดีจะคิดว่าเป็นความรู้สึกในใจของเรา ในชีวิตก็ไม่คิดว่าจะต้องไปรบราฆ่าฟันกับบุคคลประเภทนั้น ขอบอกว่าทีเดียวพอ เรื่องการปะทะกำลังภายในกันแบบนั้นไม่สนุกหรอก มีแต่เสียกับเสียด้วยกัน เพราะถ้าเราเผลอสติเมื่อไรก็จะกลายเป็นโทสะ ก็คือกิเลสเกิดขึ้นมาจริง ๆ ขาดทุนยับเยินเลย

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    เก็บตกจากบ้านวิริยบารมี ต้นเดือนเมษายน ๒๕๕๖
    ที่มา : www.watthakhanun.com
     
  5. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,490
    กระทู้เรื่องเด่น:
    370
    ค่าพลัง:
    +60,075
    c_oc=AQkt2yW9aUay1WSaqBmL6_YkKokWylPNkRLOgxqfOgzoHTrvpRcipErPYFPLNZDi7SE&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
    พระอาจารย์กล่าวว่า การจะเป็นพระโสดาบันนั้น ใช้แค่อนุสติก็สามารถเข้าถึงได้แล้ว อนุสติในที่นี้ก็คือ พุทธานุสติ ธัมมานุสติ สังฆานุสติ คือ การเคารพในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์อย่างจริงใจ สีลานุสติ คือ การรักษาศีลทุกสิกขาบทให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ ไม่ก้าวล่วงในศีลด้วยตัวเอง ไม่ยุยงส่งเสริมให้ผู้อื่นทำ และไม่ยินดีเมื่อเห็นผู้อื่นทำการล่วงศีล

    มรณานุสติ คือ รู้ตัวอยู่เสมอว่าตนเองจะต้องตาย อุปสมานุสติ เมื่อตายแล้วตั้งความปรารถนาว่าจะไปพระนิพพานแห่งเดียว

    เมื่อเราเห็นชัดว่าในความเป็นพระโสดาบันนั้น เพียงแค่อนุสติก็สามารถที่จะไปได้แล้ว จึงขอให้ทุกท่านหมั่นสร้างอนุสติทั้งหลายเหล่านี้ ก็คือ เริ่มด้วยอานาปานุสติ พุทธานุสติ ธัมมานุสติ สังฆานุสติ สีลานุสติ มรณานุสติ และอุปสมานุสติ

    ถ้าสามารถทำดังนี้ได้ ทุกคนก็มีสิทธิ์ที่จะก้าวเข้าสู่ความเป็นพระโสดาบัน ปิดอบายภูมิทั้งสี่ ไม่ไปเกิดในนรก ในแดนเปรต ในแดนอสุรกาย ในเขตของความเป็นสัตว์เดรัจฉาน

    เกิดอยู่ระหว่างมนุษย์กับเทวดา อย่างมากที่สุดก็ ๗ ชาติ อย่างกลาง ๓ ชาติ อย่างดีที่สุดก็คือชาติเดียวเท่านั้น ก็บรรลุมรรคผลเข้าสู่พระนิพพาน
    ...................................
    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร. วัดท่าขนุน
    www.watthakhanun.com
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  6. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,490
    กระทู้เรื่องเด่น:
    370
    ค่าพลัง:
    +60,075
    ++ สมาธิไม่จำเป็นต้องนั่งเลยก็ได้ +++

    ถาม :
    ในเรื่องสมาธิเราต้องนั่งนาน ๆ ใช่ไหมครับ ?

    ตอบ : สมาธิไม่จำเป็นต้องนั่งเลยก็ได้ เพียงแต่ในอิริยาบถอื่น ๆ #สภาพจิตของเราต้องมั่นคงเท่ากับตอนนั่ง ถ้าคุณรอนั่งอย่างเดียว กิเลสตีตายเลย กิเลสไม่ได้มาเฉพาะตอนนั่งนี่ #แต่มาตลอดเวลาทุกวินาที ส่วนใหญ่ที่เราปฏิบัติไม่ก้าวหน้า เพราะว่าพอเราเลิก เราก็ทิ้งเลย #ไม่ได้เอากำลังที่เรานั่งสมาธิมาใช้ในชีวิตประจำวันอย่างแท้จริง

    สมมติว่าเรานั่ง ๑ ชั่วโมง แล้วเราก็ทิ้งไป หลังจากนั้นอีก ๒๓ ชั่วโมงของวันนั้นเราโดนกิเลสไล่ตีอยู่ตลอด #ก็ขาดทุนย่อยยับอยู่ทุกวัน ฉะนั้น..ไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมไม่ก้าวหน้า

    การทวนกระแสกิเลสเหมือนกับการว่ายทวนน้ำ เราว่ายทวนน้ำอยู่ ๑ ชั่วโมง แล้วปล่อยลอยตามกระแสน้ำไป ๒๓ ชั่วโมง แล้วจะเอาระยะทางที่ไหนมา #เมื่อรู้ว่าผิดก็ทำใหม่ #ถึงเวลาเลิกจากการนั่งสมาธิแล้ว สภาพจิตสงบสงัดจากกิเลสได้เท่าไร ถึงเวลาลุกจากที่นั่งไป ต้องประคับประคองจิตให้สงบสงัดจากกิเลสให้ได้แบบนั้น #ให้อยู่กับเราให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้

    แรก ๆ ไม่ถึงนาทีก็พังแล้ว แต่พอรู้แล้วว่าเราต้องทำแบบนี้ ก็ระมัดระวังประคับประคองไปให้มากขึ้น เป็น ๕ นาที ๑๐ นาที ๑๕ นาที ครึ่งชั่วโมง ๑ ชั่วโมง ๒ ชั่วโมง ๓ ชั่วโมง หกล้มหกลุกไปเรื่อย ๆ วัน ๆ หนึ่งขึ้น ๆ ลง ๆ เป็นร้อยเป็นพันครั้ง จนกระทั่งสามารถทรงได้ ๒ วัน ๕ วัน อาทิตย์หนึ่ง ครึ่งเดือน หนึ่งเดือน #สภาพจิตที่เคยผ่องใส #มีความสุขขนาดไหน ถึงเวลาเราจะรู้สึกว่า ทำไมเราไปทิ้งความสุข ปล่อยให้ความทุกข์เล่นงานเราอยู่ฝ่ายเดียว #พอปัญญาเริ่มเกิดคราวนี้ก็จะรู้จักรักษาอารมณ์ใจของตัวเอง

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    (หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน)
    เก็บตกจากบ้านวิริยบารมี ต้นเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๘
     
  7. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,490
    กระทู้เรื่องเด่น:
    370
    ค่าพลัง:
    +60,075
    สามปีที่รอคอย

    หลวงพ่อวัดท่าซุงท่านเขียนถึงปฐมฌาน ในหนังสือคู่มือปฏิบัติกรรมฐานว่า ถ้าใครทรงไว้ได้ มีสิทธิ์เกิดเป็นพรหมชั้นที่ ๑-๒-๓ อย่างสบาย ๆ และถ้าเอากำลังฌานมาตัดกิเลส ก็สามารถทำได้ง่าย อาตมาเลยอยากจะเป็นผู้ทรงฌานขึ้นมาบ้าง (น่าสมเพชมั้ยล่ะ...?)

    เมื่อกิเลสขึ้นหน้าตัณหานำทาง อาตมาก็เร่งภาวนาเพื่อปฐมฌานที่ตนหวัง ตามที่อ่านมาหลวงพ่อท่านเขียนไว้ว่า ปฐมฌานประกอบด้วยองค์ ๕ คือ
    ๑. วิตก คิดนึกตรองอยู่ว่าเราจะภาวนา
    ๒. วิจาร รู้อยู่ว่ากำลังภาวนาอย่างไร
    ๓. ปีติ มีความอิ่มเอิบใจปรากฏขึ้น
    ๔. สุข รู้สึกสุขสดชื่นอย่างบอกไม่ถูก
    ๕. เอกัคตารมณ์ ตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์เดียว

    ภาวนาไปก็ตามจับอาการทางร่างกายไป เมื่อไรจะถึงปฐมฌานเสียที นี่วิตก ... กำลังนึกว่าหายใจอย่างไร ภาวนาอย่างไร นี่วิจาร.. ลมหายใจเข้าออกสั้นหรือยาวเท่าไหร่ หนักเบาอย่างไร คำภาวนาผูกกับลมหายใจเข้าออกอย่างไร... นี่ปีติ...เกิดอาการขนลุกซู่ซ่าไปทั้งตัว ใกล้ความจริงเข้ามาแล้ว... ถึงตรงนี้เป็นจอดไม่ต้องแจวทุกที ด้วยความโง่ไปตามจับแต่อาการทางร่างกาย ใจเลยไม่ตั้งมั่น แล้วฌานที่ไหนมันจะเกิดกับไอ้คนที่ฟุ้งซ่านแบบนั้น....!

    หนึ่งปีก็แล้ว สองปีก็แล้ว คำว่าสุขหน้าตาเป็นอย่างไรไม่เคยรับรู้ ถึงปีที่สามยังย่ำต๊อกอยู่ที่เก่า วนเป็นงูกินหางอยู่แค่นั้น วิตก วิจาร ปีติ แล้วก็เจ๊ง ... จนอาตมาชักท้อใจ อะไรมันจะยากเย็นขนาดนี้ แต่ความรั้นยังคงมีอยู่ จึงซังกะตายภาวนาต่อไป....

    แล้ววันนั้นก็มาถึง อาตมาตั้งใจว่า จะเป็นอย่างไรก็ช่างหัวมัน ได้ไม่ได้ก็ช่าง หน้าที่ของเราคือภาวนา ว่าแล้วก็ภาวนาไปเรื่อย ไม่สนใจอาการทางกายอีก นึกถึงลมหายใจเข้าออกแค่ไม่กี่ครั้ง อารมณ์ตรงจุดพอดี รู้สึกสว่างวาบไปทั้งตัว...!

    จากกรุงเทพ ฯ อาตมากระโดดขึ้น บ.ข.ส. ตรงแน่วไปอุทัยธานี ถึงวัดหลวงพ่อกำลังรับแขกอยู่พอดี อาตมาตรงเข้าไปกราบ แล้วต่อว่าท่านเป็นการใหญ่ ว่าปฐมฌานมันไม่ได้เกิดขึ้นเป็นขั้น ๆ อย่างที่หลวงพ่อเขียนนี่ครับ มันเกิดพร้อมกันเลยต่างหาก ...!

    หลวงพ่อหัวเราะอย่างอารมณ์ดี พลางกล่าวว่า “เดี๋ยว..ไอ้หนู..ใจเย็น ๆ รู้จักคำโบราณที่ว่า "ลัดนิ้วมือเดียว" มั้ยล่ะ ..?” ท่านงอนิ้วแล้วดีดให้ดู แล้วอธิบายว่า..“เวลาดีดนิ้ว เราจะเห็นตอนนิ้วมันงอและชี้ตรงเท่านั้น แต่นิ้วมันชี้ตรงขึ้นไปอย่างไร คนที่สังเกตละเอียดจะทราบได้ ปฐมฌานก็เช่นเดียวกัน มันเกิดขึ้นเร็วมาก เราก็คิดว่าเกิดขึ้นพร้อมกัน แต่คนที่กำลังใจละเอียด เขาจะรู้ว่ามันเกิดขึ้นทีละขั้น พอเป็นปฐมฌานก็ครบองค์ ๕ พอดี”

    ถ้าเป็นผู้อ่านจะรู้สึกอย่างไร...? อาตมาเองแทบมุดพื้นศาลาหนี ไม่รู้จริงดันไปอวดเก่งไปต่อว่า ยังสงสัยอยู่ครามครันว่า ทำไมหลวงพ่อไม่ล่อกบาลด้วยตะพดซักที....? ตอนหลังคำถามโง่น้อยกว่านี้ตั้งเยอะ โดนซะคลำป้อยไปทุกที...!

    ๕ มีนาคม ๒๕๓๓
    พระอาจารย์เล็ก สุธมฺมปญฺโญ
    อดีตที่ผ่านพ้นตอนที่ ๓๒ : สามปีที่รอคอย
    ที่มา: เว็บวัดท่าขนุน
     
  8. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,490
    กระทู้เรื่องเด่น:
    370
    ค่าพลัง:
    +60,075
    ถาม : หลับแบบรู้ตัวเป็นอย่างไรครับ ?
    ตอบ : ตัวหลับ แต่สภาพจิตตื่นอยู่

    ถาม : อยู่ในฌานระดับไหน ?
    ตอบ : อย่างน้อยต้องเป็นระดับปฐมฌานละเอียด เท่ากับหลับนั่นแหละ..เพียงแต่สภาพจิตไม่ได้หลับด้วย

    ถาม : ฌานลึกกว่านี้ไม่ได้หรือครับ ?
    ตอบ : ไม่ใช่ลึกกว่านี้ไม่ได้ ได้..แต่ต่ำสุดต้องเป็นปฐมฌานละเอียด ตอนเราหลับมักจะเผลอสติ กิเลสจะกินเราตอนหลับได้ ดังนั้น...ควรพยายามประคองสติซักซ้อมให้มีความคล่องตัวในฌานไว้ พอซ้อมทำไปจนคล่องตัวมาก ๆ คราวนี้ไม่ต้องเสียเวลาประคอง จะกำหนดให้อยู่ระดับนั้นได้เลย

    การฝึกเพื่อให้สภาพจิตอยู่ในสภาพของผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน จะลำบากที่สุดในช่วงแรกที่ต้องการจะให้ตื่นกับหลับแล้วมีสติรู้เท่ากัน เพราะว่าถ้าเผลอเมื่อไรจะตัดหลับเลย อาตมาเคยตามดูจิตตัวเอง เหมือนกับเปลวเทียนที่ค่อย ๆ หรี่ลง ๆ ๆ แล้วท้ายสุดจะเหลืออยู่นิดเดียว ถ้าเราสามารถหยุดไว้ตรงนั้นได้ ก็จะตื่นอยู่อย่างนั้นตลอดทั้งวันทั้งคืน แต่ถ้าหยุดไว้ไม่ได้ เผลอนิดเดียวก็จะตัดหลับไปเลย

    ตอนช่วงที่ฝึกอยู่ ซักซ้อมอยู่เป็นปี ๆ กว่าจะรักษาเอาไว้ได้ บางคนตอนกลางวันประคับประคองรักษาศีล กาย วาจา ใจดีมาก พอเผลอหลับตอนกลางคืน บางทีดิ้นไปทั้งศาลาเลย กิเลสไปตีตอนหลับ

    สภาพจิตอยู่กับรัก โลภ โกรธ หลงนั่นแหละ แต่สติไม่รับรู้ ก็เลยปล่อยให้ปรุงฟุ้งซ่านตามสบาย อย่างที่ปริศนาธรรมบอกว่า "กลางคืนเป็นควัน กลางวันเป็นเปลว" ประเภทลุกไหม้เป็นราคะ โลภะ โทสะ โมหะ ก็แปลว่ากิเลสกินใจเราทั้งหลับทั้งตื่น ถ้าสภาพจิตหลับกับตื่นรู้เท่ากัน เราก็ระวังกิเลสไม่ให้กินใจเราได้

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    เก็บตกจากบ้านวิริยบารมี ต้นเดือนมิถุนายน ๒๕๕๖
    ที่มา : www.watthakhanun.com
     
  9. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,490
    กระทู้เรื่องเด่น:
    370
    ค่าพลัง:
    +60,075
    ?temp_hash=4c272dfea22a211b8a393720ed2c5f94.jpg

    ?temp_hash=4c272dfea22a211b8a393720ed2c5f94.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  10. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,490
    กระทู้เรื่องเด่น:
    370
    ค่าพลัง:
    +60,075
    c_oc=AQkEmZhmRcMAzNSIWK6UtxHvzdezfWdEuVfpKXJ5bSA9jvTOlstDfWD7iI7_NtkE7-E&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
    ผู้ทรงฌาน

    คำว่า "ผู้ทรงฌาน" แปลว่า ผู้มีจิตใจปกติ จะไม่ตกเป็นทาสของนิวรณ์ อำนาจของนิวรณ์อย่างหนึ่งอย่างใดก็ตาม จะไม่ให้มีอำนาจเหนือจิตใจ ยามว่าง...ถ้าเรายังไม่เป็นอรหันต์ ย่อมมีนิวรณ์เข้ากินใจเป็นธรรมดา แต่ถ้าเวลาต้องการฌานเมื่อใด นิวรณ์จะต้องกระเด็นออกทันที ถ้ากระเด็นบ่อยๆ ไม่ช้ามันก็ไม่เข้ามายุ่งกับใจ เราทำงานทำการทุกอย่างใจไม่ตกเป็นทาสของนิวรณ์

    อย่าถือว่า ทำฌานสมาบัติแล้ว ทำโน่นทำนี่ไม่ได้ ไอ้นั่นละตัวลงนรกละ ไม่ช้า...มานะมันจะเกิด...และ

    จะกินที่ไหนล่ะ..!!

    ไม่ทำตายโหงตายห่าล่ะ..!!

    มันก็ต้องทำ ทำแล้วจิตใจไม่ตกอยู่ในอำนาจของนิวรณ์เท่านั้น

    พระอรหันต์ท่านนั่งนิ่งที่ไหน...พระพุทธเจ้าท่าน...ไม่นั่งนิ่ง

    ถ้าเราระงับนิวรณ์ได้

    จิตเป็นฌานที่ 1

    จิตทรงปีติ..ถ้าจิตทรงปีติมันเป็นฌานที่ 2

    จิตตัดปีติออกเหลือแต่สุข..จิตเป็นฌานที่ 3

    จิตตัดสุขออกเหลือแต่เอกัคคตา..อุเบกขา..เป็นฌานที่ 4

    ทีนี้เวลาทรงฌานไม่ใช่นั่งสมาธิทั้งวัน ทำงานอยู่คุยอยู่กับเพื่อน อ่านหนังสืออยู่ ฟังเทป ฟังเทศน์ ดายหญ้าวัดทำงานทุกอย่าง หุงข้าวหุงปลา ผ่าฟืน ดายหญ้า จิตสบายใจไม่มีอารมณ์เป็นอกุศล อย่างที่เรียกว่า "จิตทรงฌาน"

    การที่จะรู้ว่าจิตทรงฌาน

    เราจะรู้กันจริงๆ มันยากและวิธีวัดนี่ง่าย การที่จะรู้ว่าฌานเราทรงตัวไม่ทรงตัวอาศัย 1 ในวิชาสาม หรือว่า 2 ในวิชาสาม นั่นคือ..ทิพจักขุญาณ หรือ ปุพเพนิวาสานุสติญาณ

    ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ...ระลึกชาติได้

    ทิพจักขุญาณ...อย่างเข้ม สามารถรู้เห็น พรหมเทวดาได้อย่างนี้จุดหนึ่ง

    กำลังมโนมยิทธิที่เราฝึกได้ เราทำได้ เวลาดายหญ้า เวลาขุดดิน เวลาผ่าฟืน เวลาตักน้ำ หุงข้าว ใช้มันเวลานั้นแหละ ลองใช้เวลานั้น เวลาที่กำลังนั่งหุงข้าวอยู่ในครัว เวลาทำอยู่เราก็ใช้ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ

    นึกปั๊บ...ไอ้งานประเภทที่เราทำอย่างนี้เราทำมาแล้วกี่ชาติ ชาติก่อนๆ เราเคยทำไหม...ก็ดูภาพ

    ภาพมันจะปรากฏทันที อันนี้เรียกว่าเราชนะนิวรณ์ ต้องทำอย่างนี้

    (หนังสือธัมมวิโมกข์ ปีที่ 4 ฉบับที่ 36 หน้า 138 - 140)
     
  11. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,490
    กระทู้เรื่องเด่น:
    370
    ค่าพลัง:
    +60,075
    c_oc=AQkQjxmM7gxOPihT67oF4uk4TdS2fcyHizdojiZYlpyQm4L1NlNuCEC-GPeMLFYhm-k&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
    สมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐานต้องทำควบคู่กันไป


    ถาม : เวลากิเลสเกิดขึ้น ไม่รู้ทันขณะเกิด มารู้ทีหลัง ต้องมาตั้งรู้ใหม่ ?
    ตอบ : วิ่งตามหลังกิเลส แต่ยังดีที่รู้ทันว่ากิเลสเกิด

    ถาม : (ไม่ชัด)
    ตอบ : สองอย่างจริงๆ #ต้องทำคู่กันไป #เรื่องของสมถะ #เหมือนกับเราสร้างกำลังให้เกิด #แล้วก็ใส่เกราะป้องกันตัวเอง ไม่อย่างนั้นถึงเวลากิเลสตีเรา ถ้าไม่มีกำลังของสมาธิซึ่งเป็นสมถกรรมฐานมาช่วย เราจะทนทุกข์ทรมานมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะตอนที่จะทำอย่างไรให้ระงับยับยั้งอยู่ จะทำอย่างไรให้รู้เท่าทัน #แต่ถ้าเรามีตัวสมาธิเหมือนกับเราใส่เกราะอยู่ #กิเลสมีปัญญาแค่ไหนก็กระทบไป #ฉันไม่สะดุ้งสะเทือน ไม่หวั่นไหว ในเมื่อไม่สะดุ้งสะเทือนไม่หวั่นไหว เดี๋ยวก็มองเห็นเองว่าตัวไหนกวนเรา เราจะได้ตีหัวกิเลสได้ถูก

    #แต่ในเรื่องของวิปัสสนา #ก็คือการที่เรามีอาวุธคมกล้าอยู่ในมือ ฝ่ายหนึ่งมีกำลัง ฝ่ายหนึ่งมีอาวุธ #ก็สามารถที่จะตัดอะไรให้ขาดได้ง่าย แต่ถ้าเราไปพิจารณาอย่างเดียว เหมือนกับเราไม่มีกำลัง พยายามไปยกอาวุธหนักๆ ยกเท่าไรก็ไม่ขึ้น ใช้งานไม่ได้ #ดังนั้น ๒ อย่างต้องทำด้วยกัน

    #แต่ว่ามีบางสายเขาให้ทำอย่างเดียว ก็เป็นการทรมานบันเทิงมาก เพราะว่าถึงเวลาก็โดนกิเลสตีกระหน่ำเสียจนไม่เป็นผู้เป็นคน

    สนทนากับพระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.(หลวงพ่อเล็ก สุธมฺมปญฺโญ)
    เก็บตกจากบ้านวิริยบารมี ต้นเดือนพฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๕๖
     
  12. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,490
    กระทู้เรื่องเด่น:
    370
    ค่าพลัง:
    +60,075
    คำถามเกี่ยวกับสมาบัติ

    ถาม :
    อยู่อย่างคนฆราวาสที่ปฏิบัติอย่างนี้เข้าสมาบัติได้มั้ย ?
    ตอบ : ได้.....แต่ว่าถ้าจะเป็นนิโรธสมาบัติ ต้องเป็นอนาคามีขึ้นไป

    ถาม : สมาบัตินี่คือการเข้า ....?
    ตอบ : การเข้าฌานใดฌานหนึ่งก็ได้เรียกว่าเข้าสมาบัติทั้งนั้น แต่ว่าถ้าหากว่ายังไม่ใช่พระอนาคามีขึ้นไปจะไม่เป็นนิโรธสมาบัติ

    ถาม : ก็เป็นสมาบัติธรรมดา ?
    ตอบ : เป็นธรรมดาไป

    ถาม : ไม่ใช่พระก็คือว่าเรียกเข้าสมาบัติได้ ?
    ตอบ : เรียกว่าเข้าสมาบัติได้

    ถาม : แล้วอันนี้จะมีผลยังไง ?
    ตอบ : แต่ถ้าเป็นพระอริยเจ้าขึ้นไป เขาจะเรียกผลสมาบัติ ต่างกันไปนิดหนึ่ง จะมีผลอย่างไร ? อันดับแรกก็ความอยู่สุขของตัวเอง ทรงอารมณ์สูงได้มากเท่าไรใจก็จะไกลจากกิเลสมากเท่านั้น อันดับที่สองถ้าหากมีผู้ใดให้การสงเคราะห์อะไรก็ตามผลบุญของผู้นั้นก็จะมากกว่าปกติ ทำบุญกับบุคคลที่มีศีลสักร้อยครั้งไม่เท่ากับทำบุญกับบุคคลที่ทรงฌานสักครังหนึ่งอย่างนี้

    ถาม : การเข้าสมาบัติเพื่อ....?
    ตอบ : เพื่อสงเคราะห์เขาก็ได้

    ถาม : แล้วไปแก้กรรมเขาได้ไหมค่ะ ?
    ตอบ : เรื่องแก้กรรมนี้ขอทีเถอะ ยากเต็มที ยกเว้นผู้ที่รู้กฎของกรรมละเอียดจริง ๆ ในชีวิตที่ผ่านมาก็เจอหลวงปู่ธรรมชัยองค์เดียว หลวงปู่ธรรมชัยนี่ท่านจะรู้รายละเอียดเลยว่าในแต่ละชาติที่ผ่านมาคน ๆ นั้นได้ทำอะไรไว้ เจ้ากรรมนายเวรเขาต้องการอะไรแล้วก็แก้ไขตามนั้น แล้วก็จะมีผลเลย ถ้าหากว่าการแก้กรรมนี้ต้องดูผลด้วยถ้าหากว่ามีผลตามนั้นก็แปลว่าเขาทำได้ แต่เรื่องหนัก ๆ บางทีเจ้ากรรมนายเวรเขาไม่ยอมเหมือนกัน

    ถาม : จะทำได้ไหมคะ ?
    ตอบ : ทำได้..แต่ว่ากำลังใจระดับนั้นส่วนใหญ่ต้องเป็นพระโพธิสัตว์ เพราะว่าพระอริยเจ้าหรือว่าพระพุทธเจ้าท่านจะยอมรับกฎของกรรมอยู่แล้ว อะไรที่เกินวิสัยท่านก็ไม่แตะต้อง แต่พระโพธิสัตว์นี่เพื่อความสุขของคนอื่นบางทีก็ทุ่มเทตัวเองลงไป ตัวเองลำบากอย่างไร เพื่อความสุขคนอื่นก็ยอมทนอย่างนี้ ถ้าอย่างนั้นทำได้แต่ว่าก็อย่างว่าถึงเวลาก็รับไป

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    (พระอาจารย์เล็ก สุธมฺมปญฺโญ)
    เจ้าอาวาสวัดท่าขนุน จ.กาญจนบุรี อ.ทองผาภูมิ
    จากหนังสือ กระโถนข้างธรรมมาสน์
    ฉบับที่ ๒๐ เดือนตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๔๘
     
  13. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,490
    กระทู้เรื่องเด่น:
    370
    ค่าพลัง:
    +60,075
    ?temp_hash=8964bc1524e3d355baae197e11a9604c.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  14. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,490
    กระทู้เรื่องเด่น:
    370
    ค่าพลัง:
    +60,075
    c6YBlczOa3_Zu-AEVAfOkiy46nFHsvUqEuApSdJAE-sbHh8O3vwPuDVsKBDwKCl8sz44tF0f&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
    ถาม : พระเครื่องหรือวัตถุมงคลบางอย่าง เราไม่ได้เป็นเจ้าของ หรือเราไม่ได้นำติดตัว แต่จำภาพติดตา และรู้สึกดี เราจะอาราธนาจากภาพติดตานี่ได้หรือไม่ครับ ?
    ตอบ : ถ้าสามารถจับภาพพระติดตาได้ ก็มีอานุภาพเหมือนกับพกวัตถุมงคลนั้นเลย

    ถาม : ตอนกราบอาราธนาพระบารมีสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็นึกถึงพระพุทธรูปองค์ที่เราชอบและรัก หรือเป็นภาพท่านขึ้นมาในแต่ละครั้ง เป็นกรณีเดียวกันหรือแตกต่างกันอย่างไรครับ ?
    ตอบ : ถ้าองค์ที่ชอบและรักมีมาก ก็ต้องคนละกรณีกันอยู่แล้ว ดูว่าถ้าเราตั้งใจระลึกเฉพาะองค์ใดองค์หนึ่ง แล้วภาพอีกองค์หนึ่งปรากฏขึ้นมา ถือว่าเป็นพุทธานุสติเหมือนกัน อาจจะได้รับการสงเคราะห์จากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือว่าครูบาอาจารย์ที่ท่านตั้งใจมาสงเคราะห์ในช่วงนั้น ก็อาจจะเป็นคนละองค์ คนละกรณีกัน

    ถาม : หรือแยกเป็นกรณีที่ เทพ พรหม เทวดาที่ดูแลรักษาพระเครื่องหรือวัตถุมงคลนั้น ๆ มีกรรมสัมพันธ์ที่จะต้องช่วยดูแลผู้ที่ครอบครองพระเครื่องหรือวัตถุมงคลนั้นครับ ?
    ตอบ : อย่าไปตีขลุมเอากับท่านอย่างนั้น ถ้าเราไม่คิดถึงท่าน ท่านก็ไม่รู้จะช่วยไปทำไม อยากให้ท่านช่วยต้องคิดถึงท่านด้วย วิธีคิดถึงหลัก ๆ ก็คืออาราธนาไว้ทุกเช้าเย็น

    ถาม : อย่างนั้นก็คิดถึงพระอาจารย์ไว้บ่อย ๆ นะคะ ?
    ตอบ : ถ้าคิดถึงอาตมาก็ไม่ได้อะไรเลย เพราะว่าอาตมาหลับ..!

    https://watthakhanun.com/webboard/showthread.php?t=4369
     
  15. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,490
    กระทู้เรื่องเด่น:
    370
    ค่าพลัง:
    +60,075
    tykECvbHI0nTgARWivn9OnEuOdCYClPBPF0HvTfdIlGbIFd2xNZvXzr8eBcP7nEw8YVaQSoF&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
     
  16. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,490
    กระทู้เรื่องเด่น:
    370
    ค่าพลัง:
    +60,075
    BWRScP6d1Mtxv0OCPFVOzu8Hx8IAxdHfBZLpykLgb9QMASE8kyzqRdfePTfdujAXuUaA6Tmd&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  17. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,490
    กระทู้เรื่องเด่น:
    370
    ค่าพลัง:
    +60,075
    ?temp_hash=0646e9e4883037aa443663a78eaf46e6.jpg
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  18. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,490
    กระทู้เรื่องเด่น:
    370
    ค่าพลัง:
    +60,075
    ปฏิจจสมุปบาท

    ถาม : ขอให้ช่วยอธิบายปฏิจจสมุปบาทหน่อยครับ
    ตอบ : เสียเวลาคิด..ถ้าคุณไม่คิดจะเกิดก็จบแล้ว ถ้าเกิดเมื่อไรก็ยาวเลย

    อวิชชาเป็นอดีตเหตุ ปัจจุบันผลก็คือตัวเราที่เสวยทุกข์อยู่ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่เราทำในปัจจุบันเป็นปัจจุบันเหตุ จะส่งผลให้คุณทุกข์ต่อไปในอนาคต ซึ่งเป็นอนาคตผล ดังนั้น..ถ้าจะดู..ก็ดูแค่นี้ เสียเวลาไปดู แค่เห็นว่าร่างกายไม่ใช่ของเรา กูไม่เอามึงอีกแล้วก็จบ หมดทุกอย่างเลย

    ส่วนใหญ่แล้วเรามักจะท่องคล่องปากกันทุกคนแหละ รู้หรือเปล่าว่าอวิชชาเป็นเหตุให้เกิดอะไรขึ้น ? ความไม่รู้ทำให้จิตของเราไปยินดี ในเมื่อเรายินดีก็อยากมีอยากได้ ความอยากมีอยากได้พอเกิดขึ้น ก็เลยทำให้เกิดการปรุงแต่งหรือสังขาร สังขารตัวนี้ไม่ใช่ร่างกาย ตัวนี้คือจิตสังขาร คือการปรุงแต่งของใจ ในเมื่อการปรุงแต่งของใจเกิดขึ้น ความรู้สึกก็จะเกิดขึ้น ก็คือรัก ชอบ เกลียด ชัง เขาถึงได้บอกว่าอวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร สังขารเป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณ

    คราวนี้ความรัก ชอบ เกลียด ชังหรือวิญญาณต้องอาศัยประสาทรับความรู้สึกต่าง ๆ ซึ่งจะต้องอยู่ในรูป ในเมื่ออวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร สังขารเป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณ วิญญาณก็เลยเป็นปัจจัยให้เกิดนามรูป เพราะว่าต้องอาศัยอยู่ นามรูปเมื่อเกิดขึ้นก็ต้องมีอายตนะ คือส่วนที่ติดต่อสัมผัสได้ทั้งภายในและภายนอก เมื่อมาบรรจบประชุมรวมกันขึ้นมา จึงสามารถทำงานได้อย่างเต็มที่

    คราวนี้เห็นหรือยังว่า แค่ความไม่รู้เรื่องอย่างเดียว แล้วไปรัก ชอบ เกลียด ชัง พายาวไปจนถึงขนาดนี้ ในเมื่ออายตนะมี การรับสัมผัสต่าง ๆ เกิดขึ้น ก็เลยบอกว่าอายตนะทำให้เกิดผัสสะ คือการสัมผัส เมื่อเกิดผัสสะขึ้นมา ความรู้สึกสุข ทุกข์ หรือไม่สุขไม่ทุกข์ก็เกิดขึ้น เขาถึงได้บอกว่าผัสสะเป็นเหตุให้เกิดเวทนา ในเมื่อสุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์เกิดขึ้นก็จะเกิดตัณหา ก็คือเลือกเอาในส่วนที่ตัวเองชอบ ไม่ต้องการส่วนที่ตัวเองไม่ชอบ ก็เป็นทั้งกามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา

    ในเมื่อเกิดตัณหาขึ้นมา ก็เลยทำให้ตัวเองไปยึดว่าสิ่งนี้กูเอา สิ่งนี้กูไม่เอา ทำให้เกิดอุปาทาน ความยึดมั่นถือมั่น คราวนี้ตัวเองไปเกาะแล้วนี่ อุปาทานะปัจจะยา ภะโว ซวยเลย ทำให้เกิดภพคือที่อยู่ เพราะตัวเองไปเกาะหนับอยู่ตรงนั้นแล้ว คราวนี้ก็ ภะวะปัจจะยา ชาติ ในเมื่อมีที่แล้วก็เกิดสิ คราวนี้ แก่ เจ็บ ตาย ทุกข์โศกร่ำไร ตามมาเป็นลูกระนาดเลย

    บาลีท่านบอกว่าให้ย้อนกระบวนการกลับไป แล้วก็จะกลับไปสู่จุดดับ ก็เหลือแค่ว่าถ้าเราไม่ยินดี ไม่อยากมีอยากได้ในร่างกายนี้ก็จบเลย ไม่ต้องเสียเวลาไปปรุงแต่ง เรื่องพวกนี้ถ้าอธิบายละเอียดแล้วยาว แต่จริง ๆ แล้วก็อย่างที่หลวงพ่อวัดท่าซุงท่านบอก คือไปเล่นจุดสุดท้ายเลยก็หมดเรื่อง

    ถาม : ถ้าพ้นไปแล้วจะเห็นสิ่งเหล่านี้ชัดขึ้นไหมคะ ?
    ตอบ : ถ้าพ้นไปแล้วมองกลับมาจะเห็นละเอียดดีมาก

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    เก็บตกจากบ้านวิริยบารมี ต้นเดือนมิถุนายน ๒๕๕๖
    ที่มา : www.watthakhanun.com
     
  19. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,490
    กระทู้เรื่องเด่น:
    370
    ค่าพลัง:
    +60,075
    pTi_8hBttlWpATI0TD7vln6QpjSocN5HtSWEVIGfzH6MB5z2evncifbjnOcm8E8gwOvnb5QR&_nc_ht=scontent.fcnx3-1.jpg
    คิดใคร่ครวญอย่างไรจึงจะไปนิพพาน

    คนที่ปฏิบัติเพื่อพระนิพพานจะใคร่ครวญอย่างไรจึงจะง่ายและสั้นที่สุด ท่านตรัสว่า เจ้าจงใคร่ครวญอย่างนี้

    จงคิดว่าเราเป็นผู้ไม่มีอะไรเลย ทรัพย์สินก็ไม่มี ญาติ เพื่อน ลูก หลาน เหลนก็ไม่มี แม้ร่างกายก็ไม่มี เพราะทุกอย่างที่กล่าวมามีสภาพพังหมด เราจะทำกิจที่ต้องทำตามหน้าที่ เมื่อสิ้นภาระ คือ ร่างกายพังแล้ว เราจะไปพระนิพพาน

    เมื่อความป่วยไข้ปรากฏจงดีใจว่า ภาระที่เราจะมีโอกาสเข้าสู่พระนิพพานมาถึงแล้ว เราสิ้นทุกข์แล้ว คิดไว้อย่างนี้ทุกวัน จิตจะชินจะเห็นเหตุเห็นผล เมื่อจะตายอารมณ์จะสบายแล้วก็จะเข้านิพพานได้ทัน

    ทีนี้คนไหนต้องการจะไปพระนิพพานก็เป็นของไม่ยาก สัมพเกษี ให้เขาคิดเห็นว่า

    โลกทั้งโลก ไม่มีอะไรที่เราชอบ ไม่มีอะไรที่เรารัก เราไม่รักอะไร เราไม่ชอบอะไรในโลกนี้ แม้แต่ร่างกายของตัวเราเองเราก็ไม่ชอบไม่รัก เพราะมันเต็มไปด้วยความทุกข์ เต็มไปด้วยความทรมาน แล้วให้ใคร่ครวญหาความจริงในโลก จะเป็นสิ่งมีชีวิตหรือไม่มีชีวิตก็ตาม มันมีสภาพคงตัวได้ตลอดกาลหรือเปล่า ถ้ามันมีการเปลี่ยนแปลง มีการสลายตัว ก็ถือว่านี่โลกทั้งโลกหาความดีไม่ได้ แล้วก็หันเข้ามาคิดถึงกายของตัวว่า กายของเราเองนี่มันยังจะตายยังจะพัง เรายังจะปรารถนาอะไรภายนอกอีก เราไม่ต้องการ เราจะไปพระนิพพาน

    เขาคิดเท่านั้นเพียงคืนละ ๑๐ นาทีนะสัมพเกษีนะ ลูกหลานของเธอทุกคนพ้นนรกหมด พ้นอบายภูมิ อย่างน้อยก็ไปกามาวจรสวรรค์ อย่างกลางก็ไปพรหมโลก อย่างดีก็ไปพระนิพพาน นี่ท่านว่าไว้อย่างนี้นะ ท่านสั่งสอนแบบนี้ เป็นการสั่งสอนแบบง่าย ๆ นี่เป็นความดีของพระ ของเทวดา ของพรหมท่านนะ ลูกหลานจงจำไว้

    ที่มา หนังสือประวัติหลวงพ่อปาน โดย หลวงพ่อฤาษีลิงดำ
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

  20. พุทโธอวโลกิเตศวร

    พุทโธอวโลกิเตศวร ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด

    วันที่สมัครสมาชิก:
    31 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    16,490
    กระทู้เรื่องเด่น:
    370
    ค่าพลัง:
    +60,075
    พระอาจารย์กล่าวว่า "ตั้งแต่อายุ ๑๖ ปี #ที่ทุ่มเทให้กับการปฏิบัติด้วยชีวิต จนมาถึงอายุ ๖๑ ปี ในวันนี้ ตัวเลขพอดีพ้องกันในด้านกลับ ตลอดระยะเวลาอันยาวนาน #สิ่งหนึ่งที่อาตมาเห็นว่าน่ากลัวที่สุด คือ จิตสังขาร #การปรุงแต่งของใจ ที่เป็นต้นเหตุก่อให้เกิด รัก โลภ โกรธ หลง พาให้ต้องทุกข์อยู่ไม่รู้จักจบจักสิ้น

    สิ่งหนึ่งที่นักปฏิบัติธรรมมักจะต้องพบเจอ ก็คือการที่ จิตตก สมาธิตก กรรมฐานแตก ตามแต่จะเรียกกันไปุ #สิ่งนี้เกิดขึ้นได้เพราะสภาพจิตของเราไปปรุงแต่ง แล้วหลุดจากอารมณ์ปัจจุบัน ไปเสวย รัก โลภ โกรธ หลง เท่ากับยื่นหัวไปให้กิเลสฟันเอง แล้วก็มาโอดครวญว่า ทุกข์อย่างนั้น ลำบากอย่างนี้

    แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่เข็ด #เพราะกิเลสชักนำไป #ให้รู้สึกว่าถ้าทำแบบนั้นแล้วจะดี ทำแบบนี้แล้วจะเด่น แทนที่จะปฏิบัติธรรมเพื่อละกิเลส ก็กลายเป็นปฏิบัติธรรมเพื่อสั่งสมกิเลส กอบโกยหาทุกข์ใส่ตัวอยู่ทุกวัน #แต่ก็โง่เขลาเบาปัญญาพอ #คิดว่ากำลังโกยเอาของดีใส่ตัว ซึ่งความจริงแล้วมีแต่ขี้ทั้งนั้น..!"

    "อาตมาขอยืนยันว่า เท่าที่มีประสบการณ์ สิ่งที่ครูบาอาจารย์พูดมานั้น พอดี พอเหมาะ พอควรกับสถานการณ์นั้น ๆ แล้ว #แต่ว่าพวกเรามักจะไปปรุงแต่งเพิ่มเติม #อวดความโง่โดยที่คิดว่าตัวเองฉลาดอย่างยิ่ง พยายามไปตีความ ขยายความ ทำให้สิ่งที่พอเหมาะ พอดี พอควร กลายเป็นเละเทะไม่เป็นท่า..!

    อย่างเช่นพระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดท่าซุง เล่าเรื่องราวในอดีตต่าง ๆ เอาไว้พอดีพอควรแล้ว แต่ก็มีคนไปขยายความต่อ ว่าท่านเคยเกิดเป็นพระราชาพระองค์นั้น เคยเกิดเป็นกษัตริย์พระองค์นี้ #ก่อให้เกิดโทษหลายประการ อันดับแรก บุคคลที่ไม่เชื่อย่อมปรามาสในพระสุปฏิปันโน กลายเป็นสร้างทุกข์โทษเวรภัยอย่างใหญ่หลวงให้กับผู้อื่น

    อันดับที่ ๒ เป็นการล่วงเกินสถาบันเบื้องสูง อย่างที่ภาษาทหารเรียกว่า "ดึงฟ้าต่ำ" ซึ่งอาจจะทำให้โดนลงโทษด้วยกฎหมายมาตรา ๑๑๒ เมื่อไรก็ได้ แต่ผู้พูดก็ไม่ได้สนใจ #คิดอยู่อย่างเดียวว่าเมื่อพูดไปแล้ว #จะทำให้คนอื่นมองว่าตนเองนั้นเก่ง เท่ เก๋ ฉลาด ทั้งที่กำลังขยายความโง่..!"

    "แม้แต่เรื่องที่อาตมานำมาบอกกล่าว โดยหลักใหญ่แล้วคือ #ปรารถนาให้ทุกคนมีความเชื่อมั่นในคุณพระรัตนตรัย ซึ่งเป็นกติกาเบื้องต้นของการเข้าถึงความเป็นพระโสดาบัน #บอกกล่าวเพื่อให้ทุกคนมั่นใจว่าสิ่งที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนมานั้น ไม่ว่าจะเป็นผี เทวดา พรหม หรือพระนิพพาน เป็นของจริง ของแท้ #สามารถเข้าถึงได้ด้วยการตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง

    แต่แทนที่ท่านทั้งหลายจะมองเห็นวัตถุประสงค์ตรงนี้ กลับโดนกิเลสบังหน้า ตัณหานำทาง เอาเรื่องพวกนี้ไปใส่สีตีไข่ ฟุ้งซ่านกันอย่างสนุกสนาน โดยที่ลืมไปว่ากำลังกอบโกยหาความทุกข์ใส่ตัวแท้ ๆ #ทั้งที่ตั้งใจปฏิบัติธรรมเพื่อความหลุดพ้นจากกองทุกข์ #กลับกลายเป็นว่าเดินสวนทางกับสิ่งที่ตนเองตั้งใจ แล้วเมื่อไรจะไปถึงเป้าหมายที่ต้องการเสียที ?"

    "#ตื่นเถิดท่านทั้งหลาย...ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ รักษาผู้ปฏิบัติตนให้พ้นจากที่ชั่ว #นำพาเราทั้งหลายให้หลุดพ้นจากกองทุกข์ที่แผดเผาอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ไปสู่สถานที่อันสงบสงัดดับทุกข์ได้อย่างสิ้นเชิงคือพระนิพพาน

    ชีวิตนี้เป็นของน้อยยิ่งนัก #ไม่มีเวลามากพอให้เราหยุดแวะชมดอกไม้ริมทาง ต้องเร่งรัดเดินไปด้านหน้า เพื่อตัดชาติตัดภพของเราให้เหลือน้อยที่สุด หลีกหนีจากความทุกข์ให้เหลือน้อยที่สุด #ถ้าสามารถหลุดพ้นจากกองทุกข์เข้าสู่พระนิพพานในชาตินี้ได้ #ก็เป็นเป้าหมายสูงสุดที่พึงหวัง"

    หนทางแม้สุดไกล.......ขอมุ่งไปกว่าจะถึง
    ยากเข็ญมิคำนึง.............ถึงทุกข์ทนสักเพียงใด
    เดินตามรอยเท้าพ่อ.......มั่นคงต่อธรรมวินัย
    พ่อชี้หนทางไป............จักมุ่งไปไม่ลังเล
    จิตมั่นด้วยศรัทธา........ทุกเวลามิหันเห
    ผู้ใดจะซวนเซ............มิรวนเรตามเขาไป
    พ่อนำทางให้ลูก............มีแต่ถูกลูกมั่นใจ
    ขอให้เดินตามพ่อไป.......ตราบจนถึงซึ่งนิพพาน.

    พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
    (หลวงพ่อเล็ก วัดท่าขนุน)
    เก็บตกบ้านเติมบุญ ต้นเดือนเมษายน ๒๕๖๓
     

    ไฟล์ที่แนบมา:

สถานะของกระทู้:
กระทู้ถูกปิด ไม่สามารถโพสต์ตอบกลับได้

แชร์หน้านี้

Loading...