ปกิณณกะธรรม
ในห้อง 'จักรวาลคู่ขนาน' ตั้งกระทู้โดย กระร่อน, 22 กรกฎาคม 2020.
หน้า 278 ของ 368
-
พระพุทธเจ้าสัมมาทิฏฐิหรือไม่
ผู้เห็นถูกเป็นสัมมาทิฏฐิ
จะถามก็ได้จะตอบก็ได้
อยู่ที่ว่าจะถามหรือไม่ถาม
จะตอบหรือไม่ตอบเท่านั้น
เข้าใจไปว่า
ผู้เห็นถูกเป็นสัมมาทิฏฐิแล้ว
ไม่ถามใคร..เห็นผิดมิจฉาเต็มขั้นครับ -
ไร้คมกินข้าวหรือยัง
เดียวจะโมโหหิว55 -
-
คนเรายอมรับการว่ากล่าวตักเตือนได้
แต่อารมณ์รับกันไม่ได้
ใส่ใจอย่าใส่อารมณ์
ทำมัยเค้าห้ามฟังเพลงนะงงหลาย
ห้องอพินยาสำหรับผู้ถือศีล8เท่านั้น
ที่เอาผัวเอาเมียไม่ห้ามดันห้ามฟังเพลง -
-
ห้องนี้เหมาะสำหรับผู้จะไปนิพพาน
ถึงกะงงคนจะไปนิพพานที่ไหนมานั่งคุยเล่นกะเช้าบ้าน55โคตรงง -
อาการคนฟุ้งธรรมประมาณนี้ละครับ
จะพยายามเข้าไปจัดการทุกอย่าง
ไม่จัดการกะไม่ได้ผิดอีก
พระภึงว่าคนเราพ้นทุกข์ด้วยความเพียร -
ห้ามคนปฎิบัติธรรมฟุ้งซ่านอี้หว่ะ55
-
ได้รับ dm จากแอด น้ำตาจะไหล เพราะแปลไม่ออกครับ
#คุณการ้องแปลให้ที -
แปลแบบบ้านๆ
อย่าสร้างความรำคาญให้มาก
มิฉะนั้นเวปจะดำเนินการแบนไอดี55 -
ว่าแต่สมัครไอดีสำรองยังครับ55
-
แพะกับเสือเหลือง
ในสมัยหนึ่งพระพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเวฬุวัน เมืองราชคฤห์ทรงปรารภแม่แพะตัวหนึ่ง ได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า...
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นฤๅษีบำเพ็ญเพียรอยู่ในป่าหิมพานต์เป็นเวลานาน ต่อมาได้สร้างบรรณศาลาที่ซอกเขาแห่งหนึ่งใกล้เมืองราชคฤห์ ทุกวันพวกคนเลี้ยงแพะจะพากันต้อนแพะมาเลี้ยงที่ซอกเขาใกล้ที่อยู่ของพระฤๅษีนั้นเป็นประจำ เพราะมีภูเขาล้อมรอบเมื่อปล่อยแพะแล้ว พวกเขาก็จะพากันเล่น ตกเย็นถึงจะไปต้อนแพะกลับบ้านไป
ต่อมาเย็นวันหนึ่ง เมื่อได้เวลาต้อนแพะกลับบ้าน มีแม่แพะตัวหนึ่งไปหากินไกลฝูง ไม่ทันเห็นฝูงแพะกลับคอก จึงเดินล้าหลังอยู่ ในขณะนั้นมีเสือเหลืองตัวหนึ่งเห็นแม่แพะนั้นกำลังเดินกลับ แพะพอเห็นเสือเหลืองยืนดักรออยู่ข้างหน้าก็คิดว่า
"วันนี้ชีวิตเราไม่รอดแน่ นอกจากจะพูดคำอ่อนหวานให้มันใจอ่อนเท่านั้น เราถึงจะรอดไปได้"
เมื่อเดินเข้าไปใกล้เสือเหลือง จึงพูดขึ้นว่า "คุณลุงคะ สบายดีหรอเปล่า แม่ฉันถามหาลุงอยู่เป็นประจำ พวกเราคิดถึงคุณลุงอยู่เป็นประจำ พวกเราคิดถึงคุณลุงตลอดเวลาล่ะค่ะ"
เสือเหลืองได้ฟังก็รู้ว่าเป็นกลลวงของแม่แพะจึงตอบไปว่า "แม่แพะ เจ้าบังอาจมาเหยียบหางเราได้ วันนี้เจ้าคงว่าเจ้าจะพ้นจากความตายไปได้ด้วยการเรียกเราว่าลุงเหรอ"
แม่แพะ "ท่านนั่งหันหน้ามาทางฉัน ฉันก็อยู่ตรงหน้าของท่าน ไฉนฉันถึงจะเหยียบหางของท่านที่อยู่ด้านหลังของท่านละ"
เสือเหลือง "ทวีปทั้ง ๔ มหาสมุทรและภูเขาทั้งหมดเราเอาหางวางไว้หมด เจ้าจะไม่เหยียบหางของเราได้อย่างไร"
แม่แพะ "พวกญาติ ๆ ได้บอกเรื่องหาของท่านยาวให้ฉันทราบก่อนแล้ว ฉันจึงมาทางอากาศ"
เสือเหลือง "เรารู้ว่าเจ้ามาทางอากาศ ฝูงเนื้อเห็นเจ้าจึงแตกตื่นหนีไป ทำให้อาหารของเราหนีไปหมด เจ้าจะว่าอย่างไร "กล่าวจบก็ได้ตะครุบแม่แพะฆ่ากินเป็นอาหารในที่สุด
พระพุทธองค์ เมื่อตรัสอดีตนิทานจบได้ตรัสพระคาถาว่า
"ในคนโหดร้ายไม่มีเหตุไม่มีผล ไม่มีถ้อยคำเป็นสุภาษิตในคนโหดร้าย บุคคลพึงทำการหลบหนีไปให้พ้น เพราะคำของคนดีมันก็ไม่ชอบ"
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : เหตุผลและคุณธรรมไม่มีในผู้ร้าย -
-
บทสวด ธัมมนิยามสูตร พร้อมคำแปล
ธัมมะนิยามะสุตตัง
บทขัดธัมมะนิยามะสุตตัง
ยัง เว นิพพานะญาณัสสะ ญานัง ปพเพ ปะวัตตะเต
ตัสเสวะ วิสะยีภูตา ยายัง ธัมมะนิยามะตา
อะนิจจะตา ทุกขะตะ จะ สัพเพสัง จะ อะนัตตะตา
ตัสสา ปะกาสะกัง สุตตังยัง สัมพุทเธนะ ภาสิตัง
สาธูนัง ญาณะจาเรนะ ยะถา พุทเธนะ เทสิตัง
โยนิโส ปะฏิปัตยัตถัง ตัง สุตตันตัง ภะณามะเส ฯ
กฎ ธรรมชาติที่กำหนดแน่นอน สำหรับสรรพสัตว์ที่ว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา เป็นวิสัยแห่งผู้ได้ญาณหยั่งรู้พระนิพพาน ที่มีมาแล้วในกาลก่อน พวกเราทั้งหลายจงร่วมกันสวดพระสูตรนี้ อันประกาศสิ่งที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงไว้ซึ่งญาณอันพิเศษแก่เหล่าสาธุชน เพื่อประโยชน์ในการที่จะนำไปปฏิบัติ โดยอุบายอันแยบคายต่อไปเทอญ
เอวัมเม สุตังฯ เอกัง สะมะยัง ภะคะวา สาวัตถิยัง วิหะระติ เชตะวะเน อะนาถะปิณฑิกัสสะ อาราเมฯ ตัตระ โข ภะคะวา ภิกขู อามันเตสิ ภิกขะโวติฯ ภะทันเตติ เต ภิกขู ภะคะวะโต ปัจจัสโสสุงฯ ภะคะวา เอตะทะโวจะ
ข้าพเจ้า (พระอานนท์เถระ) ได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระพุทธเจ้า ผู้ทรงไว้ซึ่งพระมหากรุณาธิคุณ ประทับอยู่ที่พระอารามสร้างถวายโดยอนาถปิณฑิกมหาเศรษฐี ชื่อเชตวัน ครั้งนั้น พระพุทธองค์ตรัสเรียกพระภิกษุทั้งหลายมาเข้าเฝ้า เมื่อภิกษุทั้งหลายรับทราบ ได้เข้าเฝ้า พระพุทธองค์ได้ตรัสธรรมนิยาม ดังต่อไปนี
อุปปาทา วา ภิกขะเว ตะถาคะตานัง อะนุปปาทา วา ตะถาคะตานัง ฐิตา วะ สา ธาตุ ธัมมัฏฐิตะตา ธัมมะนิยามะตา สัพเพ สังขารา อะนิจจาติฯ ตัง ตะถาคะโต อะภิสัมพุชฌะติ อะภิสะเมติ อะภิสัมพุชฌิตวา อะภิสะเมตวา อาจิกขะติ เทเสติปัญญะเปติ ปัฏฐะเปติ วิวะระติ วิภะชะติ อุตตานีกะโรติ สัพเพ สังขารา อะนิจจาติฯ
อุปปาทา วา ภิกขะเว ตะถาคะตานัง อะนุปปาทา วา ตะถาคะตานัง ฐิตา วะ สา ธาตุ ธัมมัฏฐิตะตา ธัมมะนิยามะตา สัพเพ สังขารา ทุกขาติฯ ตัง ตะถาคะโต อะภิสัมพุชฌะติ อะภิสะเมติ อะภิสัมพุชฌิตวา อะภิสะเมตวา อาจิกขะติ เทเสติปัญญะเปติ ปัฏฐะเปติ วิวะระติ วิภะชะติ อุตตานีกะโรติ สัพเพ สังขารา ทุกขาติฯ
อุปปาทา วา ภิกขะเว ตะถาคะตานัง อะนุปปาทา วา ตะถาคะตานัง ฐิตา วะ สา ธาตุ ธัมมัฏฐิตะตา ธัมมะนิยามะตา สัพเพ ธัมมา อะนัตตาติฯ ตัง ตะถาคะโต อะภิสัมพุชฌะติ อะภิสะเมติ อะภิสัมพุชฌิตวา อะภิสะเมตวา อาจิกขะติ เทเสติปัญญะเปติ ปัฏฐะเปติ วิวะระติ วิภะชะติ อุตตานีกะโรติ สัพเพ ธัมมา อะนัตตาติฯ
คำแปล
ภิกษุ ทั้งหลาย ทั้งที่พระตถาคต คือ พระพุทธเจ้าทั้งหลาย จักเกิดขึ้นหรือไม่ก็ตาม ธาตุคือสิ่งทรงตัวเองอยู่ได้อันนั้น ดำรงอยู่ได้โดยธรรมดาของมันอย่างนั้น สิ่งที่ถูกกำหนดมาตามธรรมดาของมันว่า จะเป็นอย่างนั้น พระพุทธองค์ผู้ทรงเป็นตถาคต ตรัสรู้ธาตุนั้น ทรงรู้แจ้งด้วยพระปัญญาอันยิ่ง เป็นสิ่งที่ไม่เคยมีใครรู้มาก่อนว่า สังขารทั้งหลายทั้งปวง ไม่เที่ยง สังขารทั้งหลายทั้งปวงเป็นทุกข์ ธรรมทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนัตตา
ครั้นได้ตรัสรู้แล้ว ได้หยั่งรู้แล้ว จึงนำมาบอกกล่าว นำมาแสดง บัญญัติตั้งไว้ เปิดเผยให้ทราบ จำแนกแยกแยะ ทำให้เข้าใจง่ายว่า “สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งหลายทั้งปวงเป็นทุกข์ ธรรมทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนัตตา”
อิทะมะโว จะ ภะคะวาฯ อัตตะมะนา เต ภิกขู ภะคะวะโต ภาสิตัง
อะภินันทุนติฯ
ครั้ง พระพุทธองค์ผู้ทรงไว้ซึ่งพระมหากรุณาธิคุณ ได้ตรัสแสดงดังกล่าวมานี้ ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นมีความซาบซึ้ง ยินดีเพลิดเพลินพระธรรมที่พระพุทธองค์ทรงแสดง
จบ ธัมมนิยามสูตร
หน้า 278 ของ 368