ปัญญาอัตโนมัติ เป็นคุณธรรม ของพระอริยเจ้า เท่านั้น

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย Saber, 11 มิถุนายน 2018.

  1. Saber

    Saber เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    5,417
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3
    ค่าพลัง:
    +11,490
    ธรรมะ ออกจากใจ

    โดย หลวงตาพระมหาบัว


    ในครั้งพุทธกาล ท่านเป็นแบบ เป็นฉบับจริงๆ บวชเข้ามาเพื่อความพ้นทุกข์จริงๆ ไม่ว่าจะออกมาจากสกุลใด ชาติ ชั้นวรรณะใดก็ตาม เมื่อก้าวเข้ามาสู่วงกาสาวพัสตร์แล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนหมด ความคิด ความปรุง การพูดการจา กิริยาความเคลื่อนไหวไปมาต่างๆ หมุนเข้าเพื่ออรรถเพื่อธรรมทั้งนั้น ไม่ ได้หมุนเพื่อไปเป็นกิเลส เพราะท่านสลัดมาแล้ว และท่านก็มุ่งหน้ามุ่งตาต่อการบำเพ็ญ เพื่อชำระสะสางกิเลสซึ่งมีอยู่ภายในจิตใจของท่านให้จางลงไปๆ ด้วยความพากเพียร สติติดแนบกับตัว ดูหัวใจเจ้าของตลอดเวลา นี่ชื่อว่า ผู้มีความเพียร ในอิริยาบถใดก็ตามถ้ามีสติกำกับใจอยู่ เรียกว่าเป็นความเพียรทุกๆ อิริยาบถ

    จะเดินจงกรม ไม่เดินจงกรมความเพียร คือ สติ จับกันกับจิต ซึ่งเป็นตัวภัย ออกมาจากกิเลสปรุงแต่งออกมานั้น จับตลอดเวลาไม่ละเว้น นี่คือผู้มีความเพียร นอกจากนั้นจะพิจารณาทางด้านปัญญาแยบคาย ไปในแง่ใดภูมิใด สติก็ไม่ปราศจาก มีสติครอบอยู่เสมอ เรียกว่าเป็นความเพียรทั้งด้านสติ ทั้งด้านปัญญา กำหนดอยู่นั้น โลกอันนี้เหมือนไม่มี เพราะโลกนี้เป็นโลกของกิเลสทั้งมวล ไม่ว่าสัตว์ตัวใดบุคคลใดสร้างแต่กิเลสเข้าสู่ภายในใจ เผาลนจิตใจให้รุ่มร้อนทั่วถึงกันหมด นี่เป็นเรื่องของกิเลส

    เพราะฉะนั้นท่านจึงไม่ให้คิดออกไปหาเรื่องโลก เรื่องสงสาร เพราะเป็นเรื่องของกิเลสทั้งมวล ให้คิดเข้ามาสู่จิตใจ ดูจิตใจ ผู้ที่จะเสาะแสวงหาผลประโยชน์แก่ตนจงมีสติทุกเวลา เพราะอำนาจของกิเลสผลักดันออกไปนั้นมันมีอยู่ทุกขณะๆ จึงไม่ให้มันคิดออกไป

    ผู้กำหนดคำบริกรรมภาวนาที่ยังไม่ได้หลักได้เกณฑ์เป็นสมาธิเลย ก็ให้ถือคำบริกรรมภาวนานั้นเป็นหลักเกณฑ์ ด้วยสติตั้งติดแนบอยู่กับคำบริกรรมที่ติดกันอยู่กับความรู้นั้น นี่เรียกว่าผู้มีความเพียร ไม่ปล่อยปละละเลยไปไหนเลย นี่เรียกว่าความเพียร ขอให้ท่านทั้งหลายจำเอาไว้ ผมได้ดำเนินมาอย่างนี้”

    “คำบริกรรมอย่าปล่อย ปล่อยไม่ได้ ฟัดกันให้เต็มเหนี่ยวเลย ยืนเดินนั่งนอน อย่าไปสนใจยิ่งกว่าสติกับจิต กับคำบริกรรมให้ติดแนบกัน เมื่อถึงขั้นที่จิตสงบเด่นดวงแล้ว คำบริกรรมก็ค่อยจางไปเอง ถือความเด่นดวงของความรู้นั้น เป็น จุดที่ตั้งของสติ จับอยู่ตรงนั้นเรื่อยๆ เลย ทีนี้ได้หลักเข้าไปเรื่อยๆ ความสงบนั้นก็จะแน่นเข้าไปเรื่อย เพราะสติจ่อตลอด แทนคำบริกรรมอันแน่นหนามั่นคง

    จากนั้นให้พิจารณาทางด้านปัญญา เมื่อจิตสงบแล้ว จิตย่อมอิ่มตัว ไม่อยากคิดถึงทางรูป ทางเสียง ทางกลิ่น ทางรส ซึ่งเคยวุ่นวายก่อกวนเรามาเป็นเวลานานแล้ว พอมีสมถธรรม คือ ความสงบเป็นอาหาร เครื่องหล่อเลี้ยงจิตใจ ใจก็ได้ดื่มความสงบนี้แล้วไม่คิดวุ่นวายกับอารมณ์ภายนอก เรียกว่าอิ่มอารมณ์

    ทีนี้พาพิจารณาทางด้านปัญญา ปัญญาพิจารณาแยกธาตุแยกขันธ์แยกสกลกายทุกสัดทุกส่วน ตั้งแต่ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก พิจารณาไปหมดในสรรพางค์ร่างกายของเรา จะเป็นร่างกายภายนอกภายในได้ทั้งนั้น ขอให้สติจับตลอดเวลาก็แล้วกัน”
    “เมื่อมีความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าในการพิจารณา เพราะการพิจารณานี้เป็นงานของจิตทางด้านปัญญา ย่อมทำงานตลอดไป เมื่อทำงานมากๆ แล้วย่อมมีความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า ถอยเข้ามาพักในทางสมาธิ เพื่อเอากำลัง

    จิตเมื่อเข้าสู่สมาธิแล้ว ย่อมปล่อยวางงานทั้งหลายเข้าสู่ความสงบตัวสบายเย็น ปล่อยวางภาระ เหมือนถอดเสี้ยน ถอดหนามเวลานั้น อยู่กับความสงบนั้นเสียไม่ต้องยุ่งกับงาน เวลาให้สงบ ให้สงบจริงๆ ไม่ต้องยุ่ง อย่าให้มาเกี่ยวข้องกัน เวลาให้สงบ ให้สงบจริงๆ นี้เรียกว่าสมาธิ พอตัวแล้วถอยขึ้นมาพิจารณาทางด้านปัญญาอีก ทีนี้ไม่ต้องยุ่งกับ สมาธิ”

    “ทีนี้เมื่อชำนาญถึงขนาดนั้นแล้ว เอา ตั้งขึ้นดูมัน ต้นเหตุของอสุภะมาจากไหน ให้ตั้งเอาไว้ตรงนั้นให้เพ่งดู มันจะเคลื่อนไหวไปไหนให้ดู นี่ละตัวสำคัญที่จะจับเงื่อนมันได้ เอาตรงนี้เป็นจุดสุดท้ายของการพิจารณาร่างกาย เมื่อชำนาญ เต็มที่แล้ว ให้เอามาตั้งไว้ที่หน้าเรานี้ คือ ไม่ทำลาย ถ้าเป็นกองอสุภะ ก็ให้มันเป็นกองอสุภะอยู่นั้น ให้จ้องดูความเคลื่อนไหวของอสุภะที่ประจักษ์อยู่ต่อหน้าต่อตาเรานี้ มันจะเคลื่อนไหวไปไหน เอ้า จ้องดูอยู่นั้นมันจะเคลื่อนไปที่ไหน เอา พิจารณาให้ชัดเจน ถ้ายังไม่ชัดเจนพิจารณาอีก เอาจนกระทั่งแตกกระจัดกระจายเหมือนอย่างที่เคยเป็นมา

    เมื่อพิจารณามีความชำนาญแล้วตั้งอีกดูอีก กำหนดดูความเคลื่อนไหวของมัน มันจะไปไหนมาไหน เอาจนกระทั่งถึงรู้ต้นเหตุของมันว่า ออกมาจากไหน อสุภะอสุภังนี้ออกมาจากไหน ใครเป็นผู้มาปรุงมาแต่ง ใครเป็นผู้มาสำคัญมั่นหมายว่าเป็นสุภะอสุภะ จับไว้ให้ดี แล้วมันจะหมุนเข้าสู่ใจทีเดียว นั่นละรากฐานที่จะถอนกามกิเลส ถอนตรงนี้นะ พอกำหนดเข้าไปแล้วมันจะหมุนตัวเข้ามาเอง โดยไม่มีใครบอกก็ตาม ไหลเข้ามาสู่ใจ ตรงนี้ละตรงที่จะตัดสินกันระหว่าง กามกิเลส กับเรื่องของร่างกาย จะตัดสินกันที่ตรงนี้”

    “เอา ขั้นนี้ให้ดีนะ กายคตาสติอย่าปล่อย เอาให้หนักให้ทำงานกับอันนี้ ออกจากนั้นให้เข้าสู่สมาธิ ตั้งหน้าตั้งตาทำ จากนั้นปัญญาอัตโนมัติจะไม่ต้องบอกแหละ เริ่มตั้งแต่ขั้นกามกิเลสขาดสะบั้นลงไป ปัญญาอัตโนมัตินี้ จะหมุนตัวเป็นเกลียวลื่นไปเลย ได้ยับยั้งเอาไว้นะความเพียรขั้นนี้ ขั้นสติปัญญาอัตโนมัติ ส่วนขั้นกายคตาสติ การ พิจารณาอสุภะอสุภังนี้ เป็นปัญญาชุลมุนวุ่นวาย จะว่าอัตโนมัติหรือไม่อัตโนมัติ มันก็ชุลมุนของมัน ด้วยความชำนิชำนาญในสุภะอสุภะนั้นโดยลำดับลำดา หมุนติ้วกันอยู่ในนั้น จะว่าอัตโนมัติก็ไม่ผิด แต่ธรรมไม่ได้สนใจแล้วว่าอัตโนมัติ ไม่อัตโนมัติ ให้สิ่งเหล่านี้ได้ขาดสะบั้นลงจากหัวใจแล้วเป็นที่พอใจ”

    “พิจารณาอสุภะอสุภัง เอากิเลสตัวนี้เป็นเครื่องฝึกซ้อมไปเรื่อยๆ ไม่ใช่เสร็จแล้วแล้วนะ มันหากฝึกซ้อมไปในตัวของมันเอง ฝึกซ้อมเรื่องกามกิเลสทั้งๆ ที่มันรู้แล้วขาดสะบั้นไปแล้วก็ตาม มันเอานี้ฝึกซ้อมเสียก่อน นิมิตนอก นิมิตใน มันเอามาฝึกซ้อมภายในจิตใจ จนกระทั่งนิมิตนี้ไม่มีเหลือ

    ส่วนร่างกายนี้มันหมดปัญหาของมันไปแล้ว แต่ยังมีนิมิตอันหนึ่งที่อยู่ภายในจิต ที่จะให้เป็นเครื่องเล่นของปัญญาขั้นนี้ ให้กามกิเลสนี้ละเอียดลออสุดขีดเข้าไป ขั้นลำดับที่สอบได้มี เช่นอย่างเราสอบได้ ๕๐% เรียกว่าสอบได้ นี้ขั้นกิเลสขาดลงไป ๕๐% ได้แล้วที่นี่ ระดับของอันนี้จะละเอียดเข้าไป เหมือนที่ว่าอนาคามี นั่นละละเอียดขึ้นไปอย่างนั้น

    อนาคามี คือ ผู้สิ้นกาม ความละเอียดลงไปอีกโดยลำดับ ฝึกซ้อมอันนี้ให้ละเอียดลงไปๆ เรื่อยๆ ถึงขั้นกามกิเลสที่สิ้นไปแล้ว นิมิตอันนี้เป็นเครื่องฝึกซ้อมจิตให้มีความชำนิชำนาญในด้านนามธรรม ทีนี้อะไรเกิดขึ้นมาๆ เมื่อเวลาเราพิจารณาทางนิมิตอันนี้หมดจริงๆ แล้วมันไม่มีนะ นิมิตตั้งขึ้นพับดับพร้อมๆ ตั้งขึ้นมันก็รู้เลยว่าตั้งขึ้นไปจากภายในใจ ไปเป็นภาพอะไรขึ้นมามันก็ออกจากภายในใจ มันรู้แล้วๆ ทีนี้ดับลงๆ จิตก็มีแต่ความว่างว่างๆ เรื่อย สัญญาอารมณ์ คิดปรุงขึ้นมาอะไรก็ดับพร้อมๆ ตามกันไปเรื่อยๆ นี่ละเชื้อไฟ คือ สัญญาอารมณ์เกี่ยวกับเรื่องนามธรรม เป็นเชื้อไฟ

    ส่วนนี้ สติปัญญาตามต้อนเข้าไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเข้าถึงจุดใหญ่ อย่างนั้นซิพิจารณาอะไร เกิดขึ้นที่ไหนมันก็ออกมาจากจิตๆ ไม่ว่าปรุงดีปรุงชั่วหมายอะไรๆ มันก็ออกมาจากจิตๆ ตามเข้าไป ก็ไปถึงจิตๆ ก็เมื่อเป็นอย่างนั้นแล้วมันก็เข้าถึงจิตจุดใหญ่ล่ะซิ มันออกมาจากอันนี้ๆ หมุนเข้าไปก็ถึง อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา โอ๋ ตัวใหญ่จริงๆ อยู่ที่ตรงนั้น นั่นเห็นชัดเจน เข้าไปถึงนั้นแล้วก็พังกันลงตรงนั้นเลย อ๋อ มันเข้าตรงนี้ๆ พิจารณาเข้าในจุดนั้น จุดที่มันเกิดของสัญญาอารมณ์ทั้งหลายเหล่านี้ เมื่อพิจารณาเข้าไปตรงนั้นก็ถึงจุดนั้นๆ พังกันลงแล้วขาดสะบั้นลงไปหมดไม่มีอะไรเหลือแล้ว ถามหาทำไมนิพพาน ก็อันนี้เองปิดนิพพาน พอเปิดจ้าขึ้นมาแล้ว นิพพาน ถามหาอะไร”

    “พอ มาถึงขั้นผึงกิเลสพังขาดสะบั้นลงไป เหลือแต่ธรรมชาตินี้ล้วนๆ แล้ว อ๋อ ที่เราเคยคาดว่านิพพาน เห็นจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ขาดสะบั้นไปหมดเลย อันนี้กับนิพพานที่เราคาดนี้กับธรรมชาตินี้ เข้ากันไม่ได้เลย แต่ก็ให้ชื่อ ว่านิพพานนั้นแหละ จากนั้นก็แยกไปอีก ให้มันถนัดใจจริงๆ แล้วคือว่าเป็นธรรมธาตุแล้ว จิตอันนี้เป็นธรรมธาตุ พระพุทธเจ้ากระเทือนหมดทั่วแดนโลกธาตุ เป็นอย่างเดียวกันนี้ เป็นธรรมธาตุเรียบร้อยแล้ว พระอรหันต์องค์ไหน ตรัสรู้ปึ๋งเข้าไปเป็นธรรมธาตุอันเดียวกัน”

    “ธรรมชาติที่เป็นอยู่ในหัวใจของเรานี้กับคำว่า
    นิพพาน นิพพานนั้นรู้สึกว่าหยาบมากนะ ธรรมชาตินี้
    คาดไม่ได้เลย แต่ก็ต้องเอาชื่ออันนั้นละมาใส่ มหาวิมุตติ
    มหานิพพานเลยเป็นเรื่องหยาบไปหมดเลย ถ้าว่าธรรมธาตุ
    อย่างนั้น เอ้อ เข้ากันได้สนิทนะ นี่มันประจักษ์ในหัวใจ พอ
    ว่าธรรมธาตุเท่านั้นเข้ากันได้สนิทหมด บรรดาพระพุทธเจ้า
    ทุกๆ พระองค์ สาวกอรหัตอรหันต์ทั้งหลายทุกๆ องค์
    พอถึงขั้นนี้แล้วปั๊บเป็นธรรมธาตุด้วยกันหมด แต่ก็ต้องใช้
    ชื่อ เพราะโลกนี้มีสมมุติก็ต้องชื่อว่านิพพาน หรือมหาวิมุตติ
    มหานิพพาน แต่ถ้าว่าธรรมธาตุไม่ค่อยมีใครพูด เราถอด
    ออกมาพูดโดยไม่สงสัย อ๋อ นี่ธรรมธาตุแล้วเป็นอย่างนี้
    นี่ละผลของการปฏิบัติ”

    เทศน์อบรมพระเมื่อวันที่ ๒๘ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๔๒
     
  2. Saber

    Saber เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    5,417
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3
    ค่าพลัง:
    +11,490
    ปัญญาอัตโนมัติ เป็นคุณธรรมของพระอริยเจ้า เท่านั้นครับ

    คนธรรมดา บุคคลธรรมดา ที่ยังไม่ได้บรรลุธรรมเป็นพระอริยเจ้า ไม่มีทางที่จะมี ปัญญาอัตโนมัติ ใดๆ ทั้งสิ้นครับ


    ใครสงสัย เชิญเรียนถาม ครูบาอาจารย์ ผู้รู้ สายวัดป่าหลวงปุ่มั่น ได้ครับ

    ถ้าใครศึกษามาทางสายนี้ ย่อมรู้อยู่แล้วครับ เรื่องพื้นๆ นี้ ลองพิจารณาดูครับ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 11 มิถุนายน 2018
  3. กล่องไม้ขีดไฟ

    กล่องไม้ขีดไฟ เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    6 พฤศจิกายน 2015
    โพสต์:
    1,047
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +487
    ร่วมแสดงความเห็นครับ
    เท่าที่ได้ยินจากปากหลวงตา
    ปัญญามีสามระดับ

    ปัญญาทั่วไป
    ปัญญาอัตโนมัติ
    มหาสติมหาปัญญา

    ปัญญาเป็นเครื่องแก้กิเลส
    คนที่ไม่เจริญฝึกฝนจะไม่มีทางเข้าใจ
     
  4. nopphakan

    nopphakan เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    6,796
    ค่าพลัง:
    +29,373
    ยกบทความ ลป.มาอ้าง เสริมความเข้าใจตนเอง
    ที่คิดว่า จะต้องเป็นอย่างนี้เท่านั้น
    เรียกว่า ยึดนั่นหละครับ เพราะเคยกล่าวประโยคนี้ไปแล้ว
    แต่เหมือนจะยังไม่ได้รับการยอมรับ
    เลยยกมาตั้ง กระทู้ใหม่ และเอาคำสอน
    ของ ลต. มาลง เพื่อที่จะหนุน ความเข้าใจตนเอง

    แห๋มๆ ยังคุยอีกว่าถ้าศึกษาทางสายนี้
    เป็นแค่เรื่องพื้นๆ. เด่วใครก็ตามนะครับ
    ที่บอกว่า ตนเอง ศึกษามาทางสายนี้
    เด่วช่วยตอบ คำถามที่ ผมจะถามหน่อยนะครับ
    ในช่วงท้ายๆนะครับ จะถามแค่ พื้นๆเหมือนกันนะครับ
    จะขอฟังเหตุผลหน่อยนะครับ



    แถมอ้างอีกให้ไปถามท่านอื่นๆ ที่เป็นผู้รู้อีก
    ถ้าไม่เชื่อ. ในประโยคนี้
    '' ปัญญาอัตโนมัติ เป็นคุณธรรมของพระอริยะเจ้าเท่านั้น ''
    ปัญหามันไม่ใช่ข้อความในประโยคหรอกครับ
    จะจริงหรือเท็จอย่างไร ไม่ทราบ
    เพราะ ปัญญาเป็นเรื่องนามธรรม
    พระอริยะเจ้า เป็นสภาวะจิตก็เป็นนามธรรมเช่นกัน
    เอาแบบ สากล ดีกว่า ไม่ต้องไปพูดถึงการเข้าไปรู้วาระจิต
    ลักษณะของจิตนะครับ ซึ่งมันไม่ใช่สากล และพูดได้ยาก....

    เอาแค่ว่า จากความเชื่อมั่นในความเข้าใจตนเอง
    กับประโยคที่เป็นหัวข้อกระทู้ ''ปัญญาอัตโนมัติ
    เป็นคุณธรรมของพระอริยะเจ้าเท่านั้น ''
    ส่วนไหน ข้อความใด ที่มาหนุนให้พอเชื่อได้บ้างครับ



    อ่านบทความที่นำมาลง
    เกี่ยวกับเรื่อง เทคนิคและความเพียร
    ที่ใช้หนุนในขั้นตอนในกระบวณการเรื่องปัญญา
    สิ่งที่ ลต. เล่าก็เป็นผลที่ได้มาจากการปฎิบัติ
    ของท่านนะครับ.

    คำถาม จะถามว่า........
    ๑...ตรงไหน ที่มันเป็น กิริยา อัตโนมัติครับ ??????
    เพราะที่ ลต ท่านเล่ามา เป็นเทคนิค วิธีการทั้งนั้น
    ซึ่งมันยังมีตัวไปกระทำให้เกิดอยู่ เริ่มต้นตั้งแต่คำบริกรรม
    และคำบริกรรมหายไป หลังจากนั้นก็ตามด้วยเทคนิควิธีการ
    ต่างๆอีกมากมายๆ จนกระทั่งเห็นผล.....อัตโนมัติตรงไหน?????

    ๒...อัตโนมัติ มันเป็นกระบวณการที่เกิดขึ้นเองไม่ใช่หรือครับ??
    ๓...อัตโนมัติ มันเป็นไปเองหรือเปล่าครับ ???
    ๔...อัตโนมัติ มันจะต้องมากระทำ มาฝึกอยู่หรือเปล่าครับ ??
    ถ้ายังต้องฝึกอยู่ ในสภาพแวดล้อม ที่ไม่ใช่การใช้ชีวิตปกติ
    ๕...ประจำวัน มันเรียกว่า อัตโนมัติ ได้หรือครับ ?????????
    ๖....ตรงไหน ที่ ลต.บอกว่า เป็นคุณธรรมของพระอริยะเจ้า
    จากคำว่า อัตโนมัติครับ ???????

    และ จากบทความ ที่ยกมาอ้าง นำมาลงนี้
    กับหัวข้อกระทู้ ที่คุณ จขกท ตั้งว่า
    "ปัญญาอัตโนมัติ เป็นคุณธรรม ของพระอริยเจ้า เท่านั้น"
    ๗.เนื้อหาในบทความที่นำมานี้ ตรงไหน
    มันบอก อธิบาย ขยายความคำว่า '' ปัญญาอัตโนมัติครับ'' ???
    ๘.ส่วนไหนที่สนับสนุน เป็นคุณธรรมของพระอริยะเจ้าครับ ????
    ที่ส่งเสริมความเข้าใจของตนเองนั้น................

    ไหน ใครที่ศึกษามาทางสายนี้. เห็น เจ้าของกระทู้
    ออกตัวว่าเป็นเรื่อง พื้นๆ

    ช่วยตอบให้ คนที่ไม่รู้เรื่อง ไม่ได้มาทางสายเดียวกับท่าน
    ให้เข้าใจหน่อยได้ไหมครับ
    คำถามก็แค่พื้นๆเหมือนกันครับ. คุณว่าเรื่องพื้นๆ
    ดังนั้นต้องตอบทุกข้อที่ถาม ได้แบบสิวๆอยู่แล้ว

    และไม่ต้อง ไปอ้าง ผู้รู้ ครูบาร์อาจารย์สายไหนหรอกครับ
    เอาคำตอบ จากการปฏิบัติที่ท่านได้มานั่นหละ
    มาตอบคำถามหน่อยครับ.....แค่คำถามพื้นๆแบบนี้......

    กรุณา อย่าดำน้ำนะครับ. เพราะความหมาย กริยา
    ของคำว่า อัตโนมัติ
    เปิดอ่านได้ ใน Google อยู่แล้วครับ


    ปล.ปริยัติอาพาธ ปฏิบัติจะอาเพธ ปฏิเวธจะอาภัพนะครับ
    ประโยคหลัง ปล. เล่าให้ฟังเฉยๆ



     
  5. Saber

    Saber เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    5,417
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3
    ค่าพลัง:
    +11,490
    ผมบอกให้นะครับ ว่า คุณไม่ได้รู้จริงทุกเรื่องนะครับ โดยเฉพาะเรื่อง อริยสัจ

    แนะนำให้ฟังเทศน์ครูบาอาจารย์ แล้วพิจารณาด้วยตัวเองครับ

    ส่วนคำถามที่คุณถามๆมานั้น คำตอบอยู่ในคำเทศน์แล้วครับ เพียงแค่ว่า คุณจับใจความไม่ได้ ครับ ว่าขั้นต่างๆนั้นหมายถึงอะไรนั้นเองครับ

    ส่วนเรื่องนี้ ปัญญาอัตโนมัติ เป็นคุณธรรมของพระอริยะเจ้าเท่านั้น ที่ผมพูดนั้น เพราะ ครูบาอาจารย์เทศน์สอนไว้ใน หลายๆคำเทศน์ เคยสอนไว้ครับ ผมถึงได้รู้ ไม่ใช่ว่าไปยกมาแค่ในคำเทศน์นี้เท่านั้น

    และจากคำเทศน์หลวงพ่อครูบาอาจารย์ ที่เคยเทศน์สอน แต่ไม่ได้ลงในเว็บ ด้วยครับ จากการที่เคยอยู่ใกล้ชิดครูบาอาจารย์ มาครับ

    หวังว่าท่านคงจะเปิดใจมากกว่านี้นะครับ

    ทำเทศน์ที่ ครูบาอาจารย์ พูดโดยตรง ผมก็มีอยู่ครับ เพียงแต่ว่า ผมยังไม่เอามาโพสตั้งกระทู้ ก็มีอยู่ครับ ปล.ถ้าสงสัยว่าทำไมไม่เอาอาโพสเลย เพราะผมอยากรู้ว่าท่านอื่นๆแสดงความคิดเห็นอย่างไร

    เอาว่า ผมได้แสดงความคิดเห็นของผมไปแล้วครับ จะเชื่อหรือไม่ ก็ตามสะดวกครับ เราสนทนาธรรมกัน

    ส่วนเรื่องกระทู้เก่านั้นๆ ที่ผมยังไม่ได้โพสตอบกลับไปนั้น เพราะผมรอให้ท่านอื่นๆ มาแสดงความเห็น ครับ เมื่อถึงเวลาแล้ว ผมจะได้โพสตอบกลับไปทีเดียวครับ เพราะผมก็อยากรู้เหมือนกัน ว่าท่านอื่นๆ จะตอบอย่างไร
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 11 มิถุนายน 2018
  6. Saber

    Saber เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    5,417
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3
    ค่าพลัง:
    +11,490
    สติ มาหาสติ ปัญญา มหาปัญญา ปัญญาอัตโนมัติ มหาปัญญาอันโนมัติ

    คำเทศน์สอนจากครูบาอาจารย์ ครับ

    ครับ เป็นคุณธรรมของพระอริยเจ้า ครับ
     
  7. nopphakan

    nopphakan เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    6,796
    ค่าพลัง:
    +29,373
    จะว่าคนอื่นเปิดใจ ถามตัวเองก่อนดีกว่าไหม
    เปิดใจยอมรับได้หรือยังหละครับ
    หรือยึดในสิ่งที่ตนเอง เข้าใจอยู่
    หรืออ้างว่าครูบาร์อาจารย์ท่านเทศน์สอนไว้
    คุณเลยเชื่อหรือครับ หรือจะบอกว่าได้ยินมากับหูหรือครับ
    หรืออ้างว่ามีอยู่แต่ยังไม่เคยลงในเวบหรือครับ......
    มันคนละประเด็นนะครับ

    ประเด็นคือ คำว่า
    อัตโนมัติ ที่ผมถามมันอยู่ตรงไหน
    มั่นเกี่ยวอะไรกับหัวข้อกระทู้ และการอ้างอิง
    บทความ ของ ลต. ที่นำมาลงครับ
    เพราะอ่านแล้ว ไม่มีคำว่ากิริยาใดสื่อว่า อัตโนมัติ ครับ
    มีแต่ยังมีตัวกระทำอยู่ ที่เห็นมีแต่ใช้สมาธิกระทำนะครับ
    ก็จะถามว่า มันอัตโนมัติ ตรงไหน ตกลงคนที่เอามาลง
    อ่านไม่รู้เรื่อง หรือคนที่ไม่รู้เรื่อง ไม่ได้ศึกษามาอ่าน
    แล้วไม่รู้เรื่องครับ


    ผมเปิดใจอยู่นะครับ ถึงได้ถามคุณ ก่อนไงครับ
    ถ้าผมด่าก่อนเลย บอกว่า มั่วฉิบหาย รู้ได้อย่างไร
    อะไรทำทองนี้ว่าไปอย่าง..
    ..

    เอ้า !!!!!!!
    และไม่ทราบว่าคุณเป็นอะไรมากหรือเปล่าครับ
    ไหนบอกว่า ถ้าศีกษามา เป็นแค่เรื่องพื้นๆ
    แล้วผมก็ถามแบบพื้นๆ
    ทำไมตอบไม่ได้หรือครับ หรือว่าไม่ตอบ
    ถ้าผมเห็นว่า มันเกี่ยวกับ หัวข้อที่คุณตั้งกระทู้
    ผมจะมาถามคุณเพื่ออะไรหละครับ
    คุณว่า แค่พื้นๆ ก็อธิบายมาซิครับ
    และที่สำคัญ

    ''ช่วยตอบให้ คนที่ไม่รู้เรื่อง ไม่ได้มาทางสายเดียวกับท่าน
    ให้เข้าใจหน่อยได้ไหมครับ ''

    นี่คือ คำพูด ที่ผมได้เขียนบอกไปแล้ว

    อ่านไม่เจอหรือครับ ผมบอกหรือว่าผมรู้เรื่อง
    หรือว่ารู้ดี
    แค่สงสัยว่า ที่คุณ ยกคำพูดของคุณมาตั้งหัวข้อกระทู้
    และยกคำสอนของหลวงตา มาอ้าง มันมีตรงไหนที่มัน
    เกี่ยวข้องกับหัวข้อกระทู้


    อันนี้ส่วนตัวนะ
    แล้วมาพูดเรื่องว่า ผมไม่ได้รู้จริงทุกเรื่อง
    ไปเพื่ออะไรครับ คุณรู้ทุกเรื่องครับ คงเก่งมากเลยเนาะ
    แล้วมันเกี่ยวอะไรกับ ที่ผมได้ถามและ

    ''เรื่องอริยสัจ'' คืออะไรครับ
    จะมาคุยทับหรือครับ

    มั่นใจว่า ตัวเองรู้มากหรือครับ
    ถึงยกเอาเรื่องนี้มาอ้างครับ
    ตรงนี้ถ้าคิดว่าคุณ แน่จริง
    ในเรื่องนี้
    มาวัดกันซักตั้งใหม่หละครับ

    แบบไม่ต้อง อ้างโน้นอ้างนี้ อ้างแต่ครูบาร์อาจารย์
    อ้างแต่ตนเองเคยใกล้ชิด แล้วก็ยังเอาแต่

    ปี๊แปะ ก๊อบวาง เอาไหมหละครับ
    ค่อยว่ากันในอนาคตนะครับ
    เอาเรื่องอะไรอีกก็ได้ ที่คุณคิดว่า รู้ดีที่สุดว่ามาเลยนะครับ
    ผมไม่รู้ซักเรื่องหรอก แต่ชอบมากเลย
    ถ้ามีคนมาพูดแบบว่า ตัวเองรู้ดีเนี่ย อยากเจอมากเลยครับ

    ถามดู เพื่อว่าคุณจะลืมตัว.....
    ถ้าอยากวัดกัน มาลองซักตั้ง
    ผมจะว่าแบบคนไม่รู้เรื่อง
    กับคนที่ คิดว่า ตนเองแน่จริง รู้เรื่องดี.......
    แล้วเอามา ข่มคนอื่นๆนี่หละ....จบ



     
  8. Saber

    Saber เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    5,417
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3
    ค่าพลัง:
    +11,490
    รืออ้างว่าครูบาร์อาจารย์ท่านเทศน์สอนไว้
    คุณเลยเชื่อหรือครับ หรือจะบอกว่าได้ยินมากับหูหรือครับ
    หรืออ้างว่ามีอยู่แต่ยังไม่เคยลงในเวบหรือครับ......

    ใช่ครับ ส่วนนึงได้จากการอ่านทำเทศน์

    อีกส่วนนึง ได้ยินมากับ หู ครับ

    ผมเลือก เชื่อ ครับ
     
  9. nopphakan

    nopphakan เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    6,796
    ค่าพลัง:
    +29,373

    บทความ
    ธรรมะ ออกจากใจ
    โดย หลวงตาพระมหาบัว

    หัวข้อกระทู้ ชื่อ
    ''ปัญญาอัตโนมัติ เป็นคุณธรรม ของพระอริยเจ้า เท่านั้น''

    วลีเด็ดของผู้ตั้งกระทู้
    ''แนะนำให้ฟังเทศน์ครูบาอาจารย์ แล้วพิจารณาด้วยตัวเองครับ''
    ไม่ทราบว่า เป็นที่มาของ ชื่อ หัวข้อกระทู้หรือครับ
    เนื้อหารายละเอียด เชิญอ่านก่อนนะครับ เพราะ
    อ่านยังไงก็ไม่เจอ กิริยาอัตโนมัติ ครับ
    พูดแบบเปิดใจนะครับ ถึงได้ถาม


    และคำถาม จากคนไม่รู้เรื่อง ไม่ได้ศึกษามา
    แต่โดนยอกย้อนคืนว่า ไม่ได้รู้ทุกเรื่อง
    เห็นผู้ตั้งกระทู้บอกแค่ เรื่อง พื้นๆ ในฐานะคนไม่รู้เรื่อง
    จึงเกิดคำถามขึ้นมาดังต่อไปนี้ และ จะถามว่า........



    ๑...ตรงไหนในบทความ ที่มันเป็น กิริยา อัตโนมัติครับ ??????
    เพราะที่ ลต ท่านเล่ามา เป็นเทคนิค วิธีการทั้งนั้น
    ซึ่งมันยังมีตัวไปกระทำให้เกิดอยู่ เริ่มต้นตั้งแต่คำบริกรรม
    และคำบริกรรมหายไป หลังจากนั้นก็ตามด้วยเทคนิควิธีการ
    ต่างๆอีกมากมายๆ จนกระทั่งเห็นผล.....อัตโนมัติตรงไหน?????


    ๒...อัตโนมัติ มันเป็นกระบวณการที่เกิดขึ้นเองไม่ใช่หรือครับ??
    ๓...อัตโนมัติ มันเป็นไปเองหรือเปล่าครับ ???
    ๔...อัตโนมัติ มันจะต้องมากระทำ มาฝึกอยู่หรือเปล่าครับ ??
    ถ้ายังต้องฝึกอยู่ ในสภาพแวดล้อม ที่ไม่ใช่การใช้ชีวิตปกติ
    ๕...ประจำวัน มันเรียกว่า อัตโนมัติ ได้หรือครับ ?????????
    ๖....ตรงไหน ที่ ลต.บอกว่า เป็นคุณธรรมของพระอริยะเจ้า
    จากคำว่า อัตโนมัติครับ ???????


    และ จากบทความ ที่ยกมาอ้าง นำมาลงนี้
    กับหัวข้อกระทู้ ที่คุณ จขกท ตั้งว่า
    "ปัญญาอัตโนมัติ เป็นคุณธรรม ของพระอริยเจ้า เท่านั้น"
    ๗.เนื้อหาในบทความที่นำมานี้ ตรงไหน
    มันบอก อธิบาย ขยายความคำว่า '' ปัญญาอัตโนมัติครับ'' ???
    ๘.ส่วนไหนที่สนับสนุน เป็นคุณธรรมของพระอริยะเจ้าครับ ????
    ที่ส่งเสริมความเข้าใจของตนเองนั้น................

    จบส่วนคำถามครับ



    ไหนบอกว่า ถ้าศึกษามา มันแค่พื้นๆ
    ถ้าพื้นๆก็ช่วยตอบหน่อยครับ....
    ผมก็เปิดตัวว่า ไม่รู้เรื่อง....
    ไม่ได้มาหาเรื่องซักหน่อย


    จะมาพูด ทำไม ว่าผมไม่รู้จริงไปทุกเรื่อง
    โดยเฉพาะอริยสัจ เกี่ยวกันตรงไหน
    กับที่ถาม...

    คุณ กล้าพูดอย่างนี้ แสดงว่า คงรู้จริง
    ถ้ารู้จริง ตอบที่ผมถามหน่อยได้ไหมหละครับ
    มันยากตรงไหนครับ ที่ผมถาม.....
    พอคุณรู้จริง โดยเฉพาะเรื่อง อริยสัจ ครับ


    ปล.พูดกับ นาย Saber นะครับ
    พ่อคนรู้จริงเรื่อง อริยสัจ คงเก่งหลายเนาะ

    ไหนตอบซิ ข้างบน คำถามพื้นๆ
    พอมองเห็นหรือเปล่าครับ
    ตัวใหญ่พอไหมครับ
     
  10. Saber

    Saber เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    5,417
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3
    ค่าพลัง:
    +11,490
    พระธรรมเทศนา

    โดย

    หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน

    ถ้าพูดถึงขั้นภูมิก็ว่า พระอนาคามีได้ระดับแล้ว พระอนาคามีนี้เป็นขั้นที่หมุนตัวเองไปอัตโนมัติ เรียกว่า ภาวนามยปัญญา เป็นปัญญาเป็นสติที่หมุนตัวเองโดยอัตโนมัติ

    พอถึงขั้นสติปัญญาขั้นนี้แล้วเป็นหมุนกลับๆ ตลอดเวลา ไม่ว่ายืนว่าเดินว่านั่งว่านอนเว้นแต่หลับอย่างเดียวเท่านั้น นอกจากนั้น สติปัญญาขั้นนี้จะฆ่ากิเลสตลอดเวลาโดยอัตโนมัติ หมุนติ้วๆ กิเลสขั้นหยาบหมุนหนัก เรียกว่าปัญญาขั้นผาดโผนโจนทะยาน เหมือนว่าฟ้าดินถล่ม ปัญญาขั้นหยาบกับกิเลสขั้นหยาบๆ ฟัดกัน พอจากนั้นแล้วสติปัญญาก็ค่อยเบาไปๆ เพราะกิเลสเบาลงๆ สติปัญญาก็ค่อยเบาไปตามๆ กัน หมุนไปตามๆ กัน เป็นน้ำซับน้ำซึมๆ กิเลสซึมซาบไปไหนสติปัญญาขั้นอัตโนมัติ
     
  11. nopphakan

    nopphakan เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    6,796
    ค่าพลัง:
    +29,373
    คุณจะเชื่อมันเรื่องของคุณครับ...
    เป็นสิทธิเฉพาะบุคคลครับ
    ไม่ขอก้าวล่วงครับ...

    แต่แม้ว่าผมจะได้ยินมากับหู
    ผมก็ไม่เชื่อหรอกครับ พอดีเป็นคนไม่เชื่ออะไรง่ายครับ
    ถ้าไม่มีประสบการณ์หรือเข้าถึงได้ด้วยตัวเอง
    จากการปฏิบัติด้วยตนเองก่อนครับ....

    ประเด็นนี้ จบไป
    อย่าลืมไปตอบที่ผมถามนะครับ
     
  12. Saber

    Saber เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    5,417
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3
    ค่าพลัง:
    +11,490
    ไม่เชื่อก็ตามสะดวกครับ

    ผมขอเล่าประสบการณ์ส่วนตัว สมัยที่บวชเป็นพระอยู่ใกล้ชิดครูบาอาจารย์ให้ฟังนะครับ

    วันนึงนานมาแล้ว ผมจำไม่ได้ละ เป็นครั้งแรก ที่ผม บวชเป็นพระ อยู่ เจอหลวงพ่อเทศน์ อบรมเรื่อง มหาสติ อยู่ ตอนนั้น ด้วยความที่เป็นคนใหม่ๆ ในทางสายปฏิบัตินั้น ได้ยิน มหาสติ เท่าไป ก็ งง ละสิ ว่ามันคืออะไร ยังไง

    วันต่อมา ช่วง ที่จะเดินไปโรงฉันน้ำปานะ นั้น บังเอิญ ผมได้เดินตามหลังครูบาอาจารย์ แล้วในใจ ก็คิดสงสัยว่า มหาสติ คืออะไร ภาวะเป็นอย่างไร ขนาดไหน เพราะผมไม่เข้าใจ เอาว่าคิดเอาเองคนเดียวในใจ แล้ว ครูอาจารย์ ก็พูดขึ้นมาว่า ปล.ผมจำได้ประมานว่า มหาสติ ของ พระอริยเจ้านั้น แค่เพียงชายตามอง ทางเดินหินกรวดตรงหน้า ก็จะบอกได้ว่า มีหินอยู่กี่ก้อน นั้นคือ มหาสติ จิตไวขนาดนี้ สามารถจับได้หมดทุกลายละเอียดที่เห็น ชี้ชัดได้ชัดเจน ครับ ตั้งแต่นั้นมา ผมก็เลยรู้ ว่า มหาสติ นี่ จิตต้องไวขนาดไหน ครับ

    เด่วหารูปมาลงให้ดู

    สรุปว่าผมก็บอกเล่าเรื่องที่ผมเชื่อ ครับ คนอื่นๆ คิดอย่างไรก็ตามสะดวกครับ

    618247e3a1e804c1c6f764d7f98ac3be.jpg
    รูปตัวอย่างจากเน็ต ให้เห็นภาพ ครับ

    ว่า สมาสติ ของพระอริยเจ้านั้น แค่ชายตามองแว็บเดียว สามารถที่จะบอกได้ว่า มีหิน ก้อนกรวด กี่ก้อน ในภาพที่เห็นนี้ ครับ

    จากการที่ได้ฟังได้ยิน ประสบมาด้วยตัวเองครับ

    เรื่องอื่นๆ ที่ประสบมาด้วยตัวเองก็มีอีกหลายเรื่อง ตอนที่บวชอยู่ เล่าอีกเรื่องให้ฟัง ตอนที่บวชอยู่นั้น มีคืนนึง ผมทำ โคมจุดเทียนไหม้ๆๆๆๆๆๆ เกือบจะทำ กุฏิ ไหม้ไปด้วย เหอๆ

    ด้วยความที่กลัวความผิด กลัวหลวงพ่อด่า ในใจก็คิดหาวิธี ที่จะปกปิดความผิดที่ทำ โคมไหม้ และ กุฏิ ไหม้ เสื่อไหม้ บางส่วน นั้น คิดเกือบอาทิตย์ ปกปิดไว้ สุดท้ายคิดชั่วว่า เราจะแอบปกปิดความผิด ไม่ให้หลวงพ่อรู้ โดยการ แอบเอาโคมจุดเทียน ที่ผมทำไหม้นั้น ไปแอบทิ้งไว้ที่ ห้องเก็บของในวัด แล้ววันนึงโอกาสมาถึง ช่วงตอนเกือบเที่ยงๆ ผมก็เริ่มปฏิบัติการชั่ว ดูลาดเรา ไม่มีพระรูปอื่นในวัดอยู่แถวๆนั้น ไม่เห็นหลวงพ่อ ก็เริ่มแอบเอาโคมที่ทำไหม้นั้น ไปทิ้ง

    พอเราเดินไปถึงห้องเก็บของ จัดการวางทิ้งไว้ เท่านั้นละ เห็นหลวงพ่อเดินออกมาทันที ท่านไม่พูด ไม่เทศน์ ไม่ด่าอะไร ท่านเงียบ เท่านั้นละ ผมนี่ จิตตกสุดๆมากๆ แล้วก็ยกมือไหว้ หลวงพ่อ ในใจสำนึกผิดในสิ่งที่ตัวเองทำลงไป แล้วหลังจากนั้น หลวงพ่อก็เดินจากไป

    ตั้งแต่นั้นมาก ก็ทำให้คิดได้ว่า เราทำอะไรผิด ก็ควรรับผิด ไปตามความจริง ช่วงที่ทำไหม้แล้วคิดจะปกปิดความผิดนั้น ภาวนาไม่ได้เลยเพราะจิตมีกังวล หลังจากนั้นมา ก้หลุดจากกรรมตรงนี้ เพราะหลวงพ่อ จับได้คาที่ ครับ

    จบ อ่านดูเล่นๆ ครับ
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 11 มิถุนายน 2018
  13. nopphakan

    nopphakan เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    6,796
    ค่าพลัง:
    +29,373
    อย่ามั่วซิครับ.....คนละบทความกันนะครับ
    ผมถามในบทความแรกที่คุณ นำมาลงนะครับ..
    บทความนี้ขั้นภูมิ พระอนาคามี ไม่ใช่หรือครับ...
    อยู่ดีๆ เป็นอนาคามี เลยหรือครับ...
    คุณแน่ใจหรือ ว่าบทความที่อ้างมา
    ไม่ได้มีการกระทำอะไรมาก่อนหน้า
    ที่จะถึงภูมิ อนาคามีครับ...

    เวลานำบทความมาลง ก็อย่าตัดต่อซิครับ
    ไม่ยกมาเพื่อให้คลอบคลุมทั้งบริษทหละครับ
    ไม่ใช่ ตัดต่อเอามา เสริมเฉพาะส่วนที่หนุน
    หัวข้อกระทูตนเองนะครับ

    ที่สำคัญ มันคนละบทความกันหรือเปล่าครับ
    หรือผมอ่านไม่ดี
    นี่ครับ บทความที่ผมถาม
    ที่เป็นประเด็นคำถาม

    ''เทศน์อบรมพระเมื่อวันที่ ๒๘ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๔๒''
    เป็นบทความ ใน Rep 1 นะครับ

    ตอบที่ผมถาม ด้วยภาษาคุณเอง ไม่ต้อง ปี๊แปะ ป๊อ้างอิง
    มันจะง่ายๆกว่าไหม ไหนคุยว่า ถ้าศึกษามา แค่พื้นๆไงครับ
    ก็ผมไม่รู้เรื่อง เลยถามไง พ่อคนรู้จริง เรื่อง อริยสัจ....

    ถ้าว่าแค่พื้นๆทำไมต้อง ปี๊แปะ
    แถมยัง คนละบทความอีก....ไม่เกี่ยวอะไรเลย
    กับบทความที่ถามและหัวข้อกระทู้ เข้าใจไหมเนี่ย
     
  14. Saber

    Saber เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    5,417
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3
    ค่าพลัง:
    +11,490
    ใช่ครับ คนละบทความกัน เพื่อแสดงให้เห้นว่า ปัญญาอัตโนมัติ เป็น คุณธรรมของพระอริยเจ้า เท่านั้น ครับ
     
  15. ศิษย์โง่ V2

    ศิษย์โง่ V2 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 กันยายน 2017
    โพสต์:
    255
    ค่าพลัง:
    +243
    จิตไวน่าจะเป็นเรื่องของอารมณ์กำลังก่อตัวขึ้น
    จิตก็จับได้ทันที ว่ากำลังมีกิเลสก่อตัว

    ส่วนเรื่องนับหิน น่าจะอยู่ในส่วนอภิญญา(มั้ง)....
     
  16. Saber

    Saber เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    8 มิถุนายน 2010
    โพสต์:
    5,417
    กระทู้เรื่องเด่น:
    3
    ค่าพลัง:
    +11,490
    เป็น มหาสติ คุณธรรมของพระอริยเจ้า ครับ ว่า มหาสติ จิตไวขนาดนี้ครับ

    ส่วน อภิญญา นั้น ถ้าเป็นบุคคลธรรมดา ลองถามคนที่ได้ดูครับ ว่าทำได้หรือไม่ ส่วนตัว ผมว่าไม่ได้แน่นอนครับ เพราะจิตยังไม่เข้าอริยเจ้า ครับ

    จริงๆ เรื่องบางเรื่อง ผมก็ไม่อยากจะเอามาโพสหรอก เพราะบางเรื่อง นั้น ผมเอาไว้ พิจารณาการแสดงความคิดเห็น คนอื่นๆ หรือ คนที่สนทนาธรรม ว่า เค้าเป็นอย่างไร ครับ ว่าใครทำได้จริง ใครรู้จริง
     
  17. nopphakan

    nopphakan เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 มกราคม 2007
    โพสต์:
    6,796
    ค่าพลัง:
    +29,373
    บอกก่อนนะ ว่าผมไม่ใช่คนเก่ง คนดี คนมีคุณธรรม
    หรือมีความรู้ทางธรรรมอะไรหรอกนะ
    และคืออย่างนี้นะครับ
    ไม่ต้องเล่าประสบการณ์อะไรหรอกนะครับ
    สำหรับผม มันคือเรื่อง ของพวกคุยฟุ้งขี้เท่อครับ
    คนเรา มันไม่ต้องไม่พูดอะไรประกอบฉากหรอกครับ
    เช่น โม้ว่าฝึกโน้นนี่นั่นมา อ่านท่านโน้นท่านนี้
    มีท่านโน้นท่านนี้มาสอน
    สำหรับผมนะ ไม่ต้องพูดหรอก เรื่องคุยฟุ้ง เรื่องอ้างใครสอน
    เรียนกับใครมา อ่านมาจากไหน
    แค่แสดงให้ดู ทำให้ดูซิ จบ ทำได้ เครพอเข้าใจ..
    ถ้าอยากจะรู้ว่า ใครสอน เรียกกับท่านใดมา เด่วถามเองครับ


    เพราะเวลาที่คุณ
    สอนหรือแนะนำใครนั้น
    มันพอบอกประสบการณ์ของตนเองได้อยู่แล้วหละครับ
    คนที่เชื่อว่าพอทำได้จริง กับคนที่โม้ว่าตนเองทำได้
    มันดูไม่อยากหรอกครับ...

    และอีกอย่าง ความสามารถแบบคุณ (ไม่ได้ดูถูกนะครับ
    แต่บอกประมาณว่า ความสามารถแบบคุณ และไม่ได้ว่าผมเก่งนะ)
    มันไม่ได้ทำให้คนอย่างผมต้องมาฟังคุณคุ้ยฟุ้ง
    เรื่องประสบการณ์ขี้เท่อทั้งหลายอะไรหรอกนะครับ....


    ตอบที่ผมถามคุณ ก็พอครับ
    ประเด็นมันมี อยู่แค่ที่ผมถาม
    เพราะผมออกตัวว่า ผมไม่ได้ศึกษามา
    ไม่รู้เรื่อง เลยถาม เพราะเห็นว่า บทความ
    ที่คุณ ยกเอาหลงตามาอ้าง ในRep 1
    มันมีตรงไหน ที่เกี่ยวกับ หัวข้อกระทู้
    ที่คุณตั้ง จึงเป็นที่มาของคำถาม
    ประเด็นมันมีอยู่แค่นี้.....

    บอกตั้งแต่ Rep แรกที่ผมเขียนแล้วว่าอย่า ดำน้ำ
    ไม่ย้อนอ่านดูได้...

    ถ้าว่า แค่พื้นๆ ก็ตอบคำถาม ที่ผมถามซิครับ

     
  18. แค่พลังงานที่มีความรู้สึก

    แค่พลังงานที่มีความรู้สึก Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 กุมภาพันธ์ 2017
    โพสต์:
    289
    ค่าพลัง:
    +153
    วิปัสสนาญาณ จะไม่เกิดกับบุคคลธรรมดา เลยใช่ไหมครับ
     
  19. ศิษย์โง่ V2

    ศิษย์โง่ V2 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 กันยายน 2017
    โพสต์:
    255
    ค่าพลัง:
    +243
    ผมมองว่าถ้าเป็นมหาสติแล้ว....
    เห็นหินก็ต้องรู้ไปหมดว่ามีหินกี่ก้อน
    มันดูฟุ้งซ่านยังไงไม่รู้นะ ดูไม่สมชื่อกับมหาสติเลย
    ดูเหมือนกับเป็นความสามารถของมนุษย์ X-Men มากกว่า

    ลองคิดตามน้องนิชานะ มีโยมเดินเข้าวัด
    ไปเห็นผมบนหัวโยม นับได้หมดว่ามีกี่เส้น
    แล้วจะเป็นมหาสติได้อย่างไร
    ในเมื่อมันฟุ้งซ่านไปหมด

    มีแต่จิตส่งออกนอก
    ส่วนเรื่องจิตตน กิเลสตน ความทุกข์ตน
    จิตกลับไม่ใส่ใจ เพราะจิตมัวแต่ไปนับหิน นับต้นหญ้า


    พระพุทธเจ้าท่านถึงให้หลักกาลามาสูตร
    อย่าเชื่อแม้แต่เป็นครูบาอาจารย์
    ครูบาอาจารย์ท่านอื่นว่าอย่างไร เรื่องนับหิน ก็ต้องไปลองสอบถาม

    แต่โดยส่วนตัวมองว่า
    จะปฏิบัติธรรมเพื่อความพ้นทุกข์ พ้นไปจากสังโยชน์
    แต่ยังไปลากตัว สักกายะทิฐิ มาเต็ม ๆ
    ยึดติดในตัวครูบาอาจาย์ มากเกินไป

    ท่านให้แนวมาว่า พิจารณาอสุภะ ตามกระทู้บน
    ท่านก็พิจารณาไปว่า ร่างกายนี้ ร่างกายคนอื่นที่ท่านยึดติด
    มันก็คือของไม่ดี เป็นมูต เป็นของเสีย ของเน่าเปื่อย

    เมื่อมันเห็นโทษ อยากพ้นทุกข์
    ท่านก็หลับตา แล้วนั่งลง.....
     
  20. ศิษย์โง่ V2

    ศิษย์โง่ V2 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 กันยายน 2017
    โพสต์:
    255
    ค่าพลัง:
    +243
    อย่าลืม โสดาปฏิมรรคจิ
    ยังเป็นปุถุชนอยู่

    แต่เป็นปุถุชน ผู้เดินวิปัสสนาญาณอยู่
    ถ้าไม่มีปัญญาอัตตโนมัต

    จะไปประหารกิเลส ละสังโยชน์ 3 ได้อย่างไร
     

แชร์หน้านี้

Loading...