หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ พระโพธิสัตว์

ในห้อง 'หลวงปู่ดู่ และ หลวงตาม้า' ตั้งกระทู้โดย pump - อภิเตโช, 29 ธันวาคม 2010.

  1. pump - อภิเตโช

    pump - อภิเตโช เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 พฤษภาคม 2008
    โพสต์:
    1,202
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +6,797
    <TABLE style="WIDTH: 800px" cellSpacing=1 cellPadding=5 align=center border=0><TBODY><TR><TD><TABLE style="WIDTH: 800px" cellSpacing=1 cellPadding=5 align=center border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top align=left width=739>ประวัติหลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ


    </TD></TR></TBODY></TABLE>[​IMG]

    </TD></TR><TR><TD vAlign=top align=left width=739>ชาติภูมิ


    พระคุณเจ้าหลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ มีชาติกำเนิดในสกุล “หนูศรี” เดิม ชื่อ ดู่ เกิดเมื่อวันที่ ๒๙ เมษายน พ.ศ. ๒๔๔๗ ตรงกับวันศุกร์ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ปีมะโรง ซึ่งตรงกับวันวิสาขบูชา ณ บ้านข้าวเม่า ตำบลข้าวเม่า อำเภออุทัย จังหวัด พระนครศรีอยุธยา
    โยมบิดาชื่อ พุด โยมมารดาชื่อ พุ่ม ท่านมีพี่น้องร่วมมารดาเดียวกัน ๓ คน ท่านเป็นบุตรคนสุดท้าย มีโยมพี่สาว ๒ คน มีชื่อตามลำดับดังนี้
    ๑ . พี่สาวชื่อ ทองคำ สุนิมิตร
    ๒ . พี่สาวชื่อ สุ่ม พึ่งกุศล
    ๓ . ตัวท่าน


    </TD></TR><TR><TD></TD></TR></TBODY></TABLE>​
    <TABLE style="WIDTH: 800px" cellSpacing=1 cellPadding=5 align=center border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top align=left width=739>ปฐมวัยและการศึกษาเบื้องต้น


    ชีวิตในวัยเด็กของท่านดูจะขาด ความอบอุ่นอยู่มาก ด้วยกำพร้าบิดา มารดาตั้งแต่เยาว์วัย นายยวง พึ่งกุศล ซึ่งมีศักดิ์เป็นหลานของท่าน ได้เล่าให้ฟังว่า บิดามารดา ของท่านมีอาชีพทำนา โดยนอกฤดูทำนาจะมีอาชีพทำขนมไข่มงคลขาย เมื่อตอนที่ท่านยังเป็นเด็กทารก มีเหตุการณ์สำคัญที่ควรบันทึกไว้ คือในคืนวันหนึ่งซึ่งเป็นหน้าน้ำ ขณะที่บิดามารดาของท่านกำลังทอด“ขนมมงคล”อยู่นั้น ท่านซึ่งถูก วางอยู่บนเบาะนอกชานคนเดียว ไม่ทราบด้วยเหตุใดตัวท่านได้กลิ้งตกลงไปในน้ำ ทั้งคนทั้งเบาะแต่เป็นที่อัศจรรย์ยิ่งที่ตัวท่านไม่จมน้ำ กลับลอยน้ำจนไปติดอยู่ข้างรั้วกระทั่งสุนัขเลี้ยงที่บ้านท่าน มาเห็นเข้าจึงได้เห่าพร้อมกับวิ่งกลับไปกลับมาระหว่างตัวท่านกับมารดาท่าน เมื่อมารดาท่านเดินตามสุนัขเลี้ยงออกมา จึงได้พบท่านลอยน้ำติดอยู่ที่ข้างรั้ว ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้มารดาท่านเชื่อมั่นว่าท่าน จะต้องเป็นผู้มีบุญวาสนามากมาเกิด
    มารดาของท่านได้ถึงแก่กรรมตั้งแต่ท่านยังเป็นทารกอยู่ ต่อมาบิดาของท่านก็จากไปอีกขณะท่านมีอายุได้เพียง ๔ ขวบเท่านั้น ท่านจึงต้องกำพร้าบิดามารดาตั้งแต่ยังเป็นเด็กเล็กจำความไม่ได้ ท่านได้อาศัยอยู่กับยายโดยมีโยมพี่สาวที่ชื่อ สุ่ม เป็นผู้ดูแลเอาใจใส่ และท่านก็ได้มีโอกาสศึกษาเล่าเรียนที่วัดกลางคลองสระบัว วัดประดู่ทรงธรรม และวัดนิเวศน์ธรรมประวัติ


    </TD></TR></TBODY></TABLE>
    <TABLE style="WIDTH: 800px" cellSpacing=1 cellPadding=5 align=center border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top align=left width=739>สู่เพศพรหมจรรย์


    เมื่อท่านอายุได้ ๒๑ ปี ก็ได้เข้าพิธีบรรพชาอุปสมบทเมื่อวันที่ ๑๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๖๘ ตรงกับวันอาทิตย์แรม ๔ ค่ำ เดือน ๖ ณ วัดสะแก ตำบลธนู อำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมีหลวงพ่อ กลั่น เจ้าอาวาสวัดพระญาติการาม เป็นพระอุปัชฌาย์ มีหลวงพ่อ แด่ เจ้าอาวาสวัดสะแก ขณะนั้นเป็นพระกรรมวาจาจารย์ และมีหลวงพ่อ ฉาย วัดกลางคลองสระบัว เป็นพระอนุสาวนาจารย์ได้รับฉายาว่า พรหมปัญโญ
    ในพรรษาแรกๆ นั้น ท่านได้ศึกษาพระปริยัติธรรมที่วัดประดู่ทรงธรรมซึ่งในสมัยนั้นเรียกว่าวัดประดู่โรงธรรมโดยมีพระอาจารย์ผู้สอนคือท่านเจ้าคุณเนื่อง พระครูชม และ หลวงพ่อรอด (เสือ) เป็นต้น
    ในด้านการปฏิบัติพระกรรมฐานนั้น ท่านได้ศึกษากับหลวงพ่อกลั่น ผู้เป็นอุปัชฌาย์ และหลวงพ่อเภา ศิษย์องค์สำคัญของหลวงพ่อกลั่น ซึ่งมีศักดิ์ป็นอาของท่าน เมื่อท่านบวชได้พรรษาที่สองประมาณปลายปี พ.ศ. ๒๔๖๙ หลวงพ่อกลั่นมรณภาพ ท่านจึงได้ศึกษาหาความรู้จากหลวงพ่อเภา เป็นสำคัญ นอกจากนี้ท่านยัง ได้ศึกษาจากตำรับตำราที่มีอยู่จากชาดกบ้าง จากธรรมบทบ้างและด้วยความที่ท่านเป็นผู้ใฝ่รู้รักการศึกษา ท่านจึงได้เดินทางไปศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมจากพระอาจารย์อีกหลายท่านที่จังหวัดสุพรรณบุรี และสระบุรี

    </TD></TR></TBODY></TABLE>
    <TABLE style="WIDTH: 800px" cellSpacing=1 cellPadding=5 align=center border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top align=left width=739>ประสบการณ์ธุดงค์


    ประมาณเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๘๖ ออกพรรษาแล้วท่านก็เริ่ม ออกเดินธุดงค์จากจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมีเป้าหมายที่ป่าเขาทางแถบจังหวัดกาญจนบุรี และแวะนมัสการสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนา เช่น พระพุทธฉายและ รอยพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี จากนั้นท่านก็เดินธุดงค์ไปยังจังหวัดสิงห์บุรี สุพรรณบุรี จนถึงจังหวัดกาญจนบุรี จึงเข้าพักปฏิบัติตามป่าเขาและถ้ำต่างๆ
    หลวงปู่ดู่ ท่านเคยเล่าให้ฟังว่าเริ่มแรกที่ท่านขวนขวายศึกษาและปฏิบัตินั้น แท้จริงมิได้มุ่งเน้นมรรคผลนิพพานหากแต่ต้องการเรียนรู้ให้ได้วิชาต่างๆ เป็นต้นว่าวิชาคงกระพันชาตรี ก็เพื่อที่จะสึกออกไปแก้แค้นพวกโจรที่ปล้นบ้าน โยมพ่อโยมแม่ท่านถึง ๒ ครั้ง แต่เดชะบุญ แม้ท่านจะสำเร็จวิชาต่าง ๆ ตามที่ตั้งใจไว้ท่านกลับได้คิด นึกสลดสังเวชใจตัวเองที่ปล่อยให้อารมณ์อาฆาตแค้นทำร้าย จิตใจ ตนเองอยู่เป็นเวลานับสิบ ๆ ปี ในที่สุท่านก็ได้ตั้งจิตอโหสิกรรมให้แก่โจรเหล่านั้น แล้ว มุ่งปฏิบัติฝึกฝน อบรมตน ตามทางแห่งศีล สมาธิ และปัญญา อย่างแท้จริง
    ในระหว่างที่ท่านเดินธุดงค์อยู่นั้น ท่านเคยเล่าให้ฟังว่าได้พบฝูงควายป่ากำลังเดินเข้ามาทางท่าน ท่านตั้งสติอยู่ครู่หนึ่งจึงตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว หยุดยืนภาวนานิ่งอยู่ ฝูงควายป่าที่มุ่งตรงมาทางท่าน พอเข้ามาใกล้จะถึงตัวท่าน ก็กลับเดินทักษิณารอบท่านแล้วก็จากไป บางแห่งที่ท่านเดินธุดงค์ไปถึง ท่านมักพบกับพวกนักเลงที่ชอบลองของ ครั้งหนึ่งมีพวกนักเลงเอาปืนมายิงใส่ท่านขณะนั่งภาวนาอยู่ในกลด ท่านเล่าให้ฟังว่า พวกนี้ไม่เคารพพระ สนใจ แต่ “ของดี” เมื่อยิงปืนไม่ออก จึงพากันมาแสดงตัวด้วยความนอบน้อม พร้อมกับอ้อนวอนขอ “ ของดี ”ทำให้ท่านต้องออกเดินธุดงค์หนีไปทางอื่น
    การปฏิบัติของท่านในช่วงธุดงค์อยู่นั้น เป็นไปอย่างเอาจริงเอาจัง ยอมมอบกายถวายชีวิตไว้กับป่าเขา แต่สุขภาพธาตุขันธ์ของท่านก็ไม่เป็นใจเสียเลย บ่อยครั้งที่ท่านต้องเอาผ้ามาคาดที่หน้าผาก เพื่อบรรเทาอาการปวดศีรษะ อีกทั้งก็มีอาการเท้าชารุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ แม้กระนั้นท่านก็ยังไม่ละความเพียรสมดังที่ท่านเคย สอนลูกศิษย์ว่า นิพพานอยู่ฟากตายในการประพฤติปฏิบัตินั้น จำต้องยอมมอบกายถวายชีวิตลงไป ดังที่ท่านเคยกล่าวไว้ว่า ถ้ามันไม่ดีหรือไม่ได้พบความจริงก็
    ให้มันตายถ้ามันไม่ตายก็ให้มันดี หรือได้พบกับความจริงดังนั้น อุปสรรคต่างๆ จึงกลับเป็นปัจจัยช่วยให้จิตใจของผู้ปฏิบัติแข็งแกร่งขึ้นเป็นลำดับ


    </TD></TR></TBODY></TABLE>
    <TABLE style="WIDTH: 800px" cellSpacing=1 cellPadding=5 align=center border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top align=left width=739>นิมิตธรรม

    อยู่มาวันหนึ่ง ประมาณก่อนปี พ.ศ. ๒๕๐๐ เล็กน้อย หลังจากหลวง ปู่ดู่สวดมนต์ทำวัตรเย็น และปฏิบัติกิจส่วนตัวเสร็จเรียบร้อยแล้วท่านก็จำวัด เกิดนิมิตไปว่า ได้ฉันดาวที่มีแสงสว่างมาก ๓ ดวง ในขณะที่กำลังฉันอยู่นั้นก็รู้สึกว่ากรอบๆ ดี ก็เลยฉันเข้าไปทั้งหมด แล้วจึงตกใจตื่น
    เมื่อท่านพิจารณาใคร่ครวญถึงนิมิตธรรมที่เกิดขึ้น ก็เกิดความเข้าใจขึ้น ว่าแก้ว ๓ ดวงนั้น ก็คือพระไตรสรณาคมน์นั่นเอง พอท่านว่า
    พุทธัง สรณัง คัจฉามิ, ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ, สังฆัง สรณัง คัจฉามิก็เกิดอัศจรรย์ขึ้นในจิตท่าน พร้อมกับอาการปีติอย่างท่วมท้น ทั้งเกิดความรู้สึกลึก ซึ้งและมั่นใจว่า พระไตรสรณาคมน์นี้แหล่ะเป็นรากแก้วของพระพุทธศาสนา ท่านจึงกำหนดเอามาเป็นคำบริกรรมภาวนาตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเน้นหนักที่การปฏิบัติ
    หลวงปู่ดู่ท่านให้ความสำคัญอย่างมากในเรื่องของการปฏิบัติสมาธิภาวนา ท่านว่าถ้าไม่เอา(ปฏิบัติ)เป็นเถ้าเสียดีกว่าในสมัยก่อนเมื่อตอนที่ศาลาปฏิบัติธรรมหน้ากุฏิท่านยังสร้างไม่เสร็จนั้น ท่านก็เมตตาให้ใช้ห้องส่วนตัวที่ท่านใช้จำวัด เป็นที่รับรองสานุศิษย์และผู้สนใจได้ใช้เป็นที่ปฏิบัติธรรม ซึ่งนับเป็นเมตตาอย่างสูง
    สำหรับผู้ที่ไปกราบนมัสการท่านบ่อยๆ หรือมีโอกาสได้ฟังท่านสนทนาธรรม ก็คงจะได้เห็นกุศโลบายในการสอนของท่านที่จะโน้มน้าว ผู้ฟังให้วกเข้าสู่การปรับปรุงแก้ไขตนเอง เช่นครั้งหนึ่งมีลูกศิษย์วิพากษ์วิจารณ์คนนั้นคนนี้ให้ท่านฟังใน เชิงว่ากล่าวว่า เป็นต้นเหตุของปัญหาและความยุ่งยาก แทนที่ท่านจะเออออไปตามอันจะทำให้เรื่องยิ่งบานปลายออกไป ท่านกลับปรามว่า เรื่องของคนอื่น เราไปแก้เขาไม่ได้ ที่แก้ได้คือตัวเรา แก้ข้างนอกเป็นเรื่องโลก แต่แก้ที่ตัวเรานี่เป็นเรื่อง
    ธรรม
    คำสอนของหลวงปู่ดู่จึงสรุปลงที่การใช้ชีวิตอย่างคนไม่ประมาทนั่นหมายถึงว่าสิ่งที่จะต้องเป็นไปพร้อมๆ กัน ก็คือ ความพากเพียรที่ลงสู่ภาคปฏิบัติ ในมรรควิถีที่เป็นสาระแห่งชีวิตของผู้ไม่ประมาท ดังที่ท่านพูดย้ำเสมอว่า หมั่นทำเข้าไว้ๆ

    </TD></TR></TBODY></TABLE>


    <TABLE style="WIDTH: 800px" cellSpacing=1 cellPadding=5 align=center border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top align=left width=739>อ่อนน้อมถ่อมตน


    นอกจากความอดทน อดกลั้นยิ่งแล้ว หลวงปู่ดู่ยังเป็นแบบอย่างของผู้ไม่ถือตัว วางตัวเสมอต้นเสมอปลาย ไม่ยกตนข่มผู้อื่น เมื่อครั้งที่สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เสงี่ยม) วัดสุทัศน์เทพวราราม หรือที่เราเรียกกันว่า“ท่านเจ้าคุณเสงี่ยม” ซึ่งมีอายุพรรษามากกว่าหลวงปู่ดู่ ๑ พรรษา มานมัสการหลวงพ่อโดยยกย่องเป็นครูเป็นอาจารย์ แต่เมื่อท่านเจ้าคุณเสงี่ยม กราบหลวงพ่อเสร็จแล้วหลวงพ่อท่านก็กราบตอบ เรียกว่าต่างองค์ต่างกราบซึ่งกันและกัน เป็นภาพที่พบเห็นได้ยากเหลือเกิน ในโลกที่ผู้คนทั้งหลายมีแต่จะเติบโตทางด้านทิฏฐิมานะ ความถือตัวอวดดี อวดเด่น ยกตนข่มท่าน ปล่อยให้กิเลสตัวหลงออกเรี่ยราด เที่ยวประกาศให้ผู้คนทั้งหลายได้รู้ว่าตนเก่ง โดยเจ้าตัวก็ไม่รู้ว่าถูกกิเลสขึ้นขี่คอพาบงการให้เป็นไป
    หลวงปู่ดู่ไม่เคยวิพากษ์วิจารณ์การปฏิบัติธรรมของสำนักไหนๆในเชิงลบหลู่หรือเปรียบเทียบดูถูกดูหมิ่น ท่านว่า คนดีน่ะเขาไม่ตีใครซึ่งลูกศิษย์ทั้งหลายได้ถือเป็นแบบอย่าง
    หลวงปู่ดู่เป็นพระพูดน้อย ไม่มากโวหาร ท่านจะพูดย้ำอยู่แต่ในเรื่องของการปฏิบัติธรรมและความไม่ประมาท เช่น ของดีอยู่ที่ตัวเรา หมั่นทำ (ปฏิบัติ) เข้าไว้ให้หมั่นดูจิต รักษาจิตอย่าลืมตัวตายและ ให้หมั่นพิจารณา อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาเป็นต้น

    </TD></TR></TBODY></TABLE>


    <TABLE style="WIDTH: 800px" cellSpacing=1 cellPadding=5 align=center border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top align=left width=739>อุบายธรรม


    หลวงปู่ดู่เป็นผู้ที่มีอุบายธรรมลึกซึ้ง สามารถขัดเกลาจิตใจคนอย่างค่อยเป็นค่อยไป มิได้เร่งรัดเอาผล เช่นครั้งหนึ่งมีนักเลงเหล้าติดตามเพื่อนซึ่งเป็น ลูก ศิษย์มากราบนมัสการท่าน สนทนากันได้สักพักหนึ่ง เพื่อนที่เป็นลูกศิษย์ ก็ชักชวนเพื่อนนักเลงเหล้าให้สมาทานศีล ๕ พร้อมกับฝึกหัดปฏิบัติสมาธิภาวนา นักเลงเหล้าผู้นั้นก็แย้งว่า “จะมาให้ผมสมาทานศีลและปฏิบัติได้ยังไง ก็ผมยังกินเหล้าเมายาอยู่นี่ครับ ” หลวงปู่ดู่ท่านก็ตอบว่า เอ็งจะกินก็กินไปซิ ข้าไม่ว่า แต่ให้เอ็งปฏิบัติให้ข้าวันละ ๕ นาที ก็พอ นักเลงเหล้าผู้นั้นเห็นว่านั่งสมาธิแค่วันละ๕ นาที ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไร จึงได้ตอบปากรับคำจากหลวงพ่อ
    ด้วยความที่เป็นคนนิสัยทำอะไรทำจริง ซื่อสัตย์ต่อตัวเองทำให้เขาสามารถปฏิบัติได้สม่ำเสมอเรื่อยมามิได้ขาดแม้แต่วันเดียวบางครั้งถึงขนาดงดไปกินเหล้ากับเพื่อนๆ เพราะได้เวลาปฏิบัติจิตของเขาเริ่มเสพคุ้นกับความสุขสงบจากการที่จิตเป็นสมาธิ ไม่ช้าไม่นานเขาก็สามารถเลิกเหล้าได้โดยไม่รู้ตัวด้วยอุบายธรรมที่น้อมนำมาจากหลวงปู่ ต่อมาเขาได้มีโอกาสมานมัสการท่านอีกครั้ง ที่นี้หลวงปู่ดู่ท่านให้โอวาทว่า ที่แกปฏิบัติอยู่ ให้รู้ว่าไม่ใช่เพื่อข้า แต่เพื่อตัวแกเองคำพูด
    ของหลวงปู่ทำให้เขาเข้าใจอะไรมากขึ้น ศรัทธาและความเพียร ต่อการปฏิบัติก็มีมากขึ้นตามลำดับ ถัดจากนั้นไม่กี่ปี เขาผู้ที่อดีตเคยเป็นนักเลงเหล้าก็ละเพศฆราวาสเข้าสู่เพศบรรพชิตตั้งใจปฏิบัติธรรมเรื่อยมา
    อีกครั้งหนึ่งมีชาวบ้านหาปลามานมัสการท่าน และก่อนกลับท่านก็ให้เขาสมาทานศีล ๕ เขาเกิดตะขิดตะขวงใจกราบเรียนท่านว่า “ผมไม่กล้าสมาทานศีล ๕ เพราะรู้ว่าประเดี๋ยวก็ต้องไปจับปลา จับกุ้ง มันเป็นอาชีพของผมครับ ” หลวงปู่ตอบเขาด้วยความเมตตาว่า “แกจะรู้เหรอว่า แกจะตายเมื่อไหร่ ไม่แน่ว่าแกเดินออกไปจากกุฏิข้าแล้ว อาจถูกงูกัดตายเสียกลางทางก่อนไปจับปลา จับกุ้ง ก็ได้ เพราะฉะนั้นเมื่อตอนนี้แกยังไม่ได้ทำบาปกรรมอะไร ยังไงๆ ก็ให้มีศีลไว้ก่อน ถึงจะ
    มีศีลขาดก็ยังดีกว่าไม่มี ศีล ”
    หลวงปู่ดู่ท่านไม่เพียงพร่ำสอนให้บรรดาศิษย์ทั้งหลายเจริญบำเพ็ญ คุณงามความดีเท่านั้น หากแต่ยังเน้นย้ำให้เห็นความสำคัญ และระมัดระวังในการรักษาไว้ ซึ่งคุณงามความดีนั้นๆ ให้คงอยู่ รวมทั้งเจริญงอกงามขึ้นเรื่อยๆ ท่าน มักจะพูดเตือนเสมอๆ ว่าเมื่อปลูกต้นธรรมด้วยดีแล้ว ก็ต้องคอยหมั่นระวังอย่าให้หนอนและแมลง ได้แก่ ความโลภ ความโกรธ และความหลง มากัดกินทำลายต้นธรรมที่อุตส่าห์ปลูกขึ้น และอีกครั้งหนึ่งที่ท่านแสดงถึงแบบอย่างของความเป็นครูอาจารย์ที่ปราศจากทิฏฐิมานะและเปี่ยมด้วยอุบายธรรม ก็คือครั้งที่มีนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ๒ คน ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของท่าน มากราบลาพร้อมกับเรียนให้ท่านทราบว่า จะเดินทางไปพักค้างเพื่อปฏิบัติธรรมกับ ท่านพระอาจารย์มหาบัว ญาณสัมปันโน วัดป่าบ้านตาด จังหวัด อุดรธานี
    หลวงปู่ดู่ท่านฟังแล้วก็ยกมือพนมขึ้นไหว้ไปทางข้างๆ พร้อมกับพูดว่า ข้าโมทนากับพวกแกด้วย ตัวข้าไม่มีโอกาส...ไม่มีเลยที่ท่านจะห้ามปราม หรือแสดงอาการที่เรียกว่าหวงลูกศิษย์ ตรงกันข้ามมีแต่จะส่งเสริม สนับสนุน ให้กำลังใจเพื่อให้ลูกศิษย์ของท่านขวนขวายในการปฏิบัติธรรมยิ่งๆ ขึ้นไป
    แต่ถ้าเป็นกรณีที่มีลูกศิษย์มาเรียนให้ท่านทราบถึงครูอาจารย์นั้นองค์นี้ในลักษณะตื่นครูตื่นอาจารย์ ท่านก็จะปรามเพื่อวกเข้าสู่เจ้าตัว โดยพูดเตือนสติว่า ครูอาจารย์ดีๆ แม้จะมีอยู่มาก แต่สำคัญที่ตัวแก ต้องปฏิบัติให้จริง สอนตัวเองให้มากนั่นแหละจึงจะดี
    หลวงปู่ดู่ท่านมีแนวทางการสอนธรรมะที่เรียบง่าย ฟังง่ายชวนให้ติดตามฟัง ท่านนำเอาสิ่งที่เข้าใจยากมาแสดงให้เข้าใจง่าย เพราะท่านจะยกอุปมาอุปไมย ประกอบในการสอนธรรมะจึงทำให้ผู้ฟังเห็นภาพและเกิดความเข้าใจในธรรมที่ท่านนำมาแสดง แม้ว่าท่านมักจะออกตัวว่าท่านเป็นพระบ้านนอกที่ไม่มีความรู้อะไร แต่สำหรับบรรดาศิษย์ทั้งหลาย คงไม่อาจปฏิเสธว่า หลายครั้งที่ท่านสามารถพูดแทงเข้าไปถึงก้นบึ้งหัวใจของผู้ฟังทีเดียว
    อีกประการหนึ่ง ด้วยความที่ท่านมีรูปร่างลักษณะที่เป็นที่น่าเคารพ เลื่อมใส เมื่อใครได้มาพบเห็นท่านด้วยตนเอง และถ้ายิ่งได้สนทนาธรรมกับท่านโดยตรงก็จะยิ่งเพิ่มความเคารพเลื่อมใสและศรัทธาในตัวท่านมากขึ้นเป็นทวีคูณ
    หลวงปู่ดู่ท่านพูดถึงการประพฤติปฏิบัติของคนสมัยนี้ว่า “คนเราทุกวันนี้ โลกเท่าแผ่นดิน ธรรมเท่าปลายเข็ม เรามัวพากันยุ่งอยู่กับโลกจนเหมือนลิงติดตัง เรื่องของโลก เรื่องเละๆ เรื่องไม่มีที่สิ้นสุด เราไปแก้ไขเขาไม่ได้จะต้องแก้ไขที่ตัวเราเอง ตนของตนเตือนตนด้วยตนเอง” ท่านได้อบรมสั่งสอนศิษย์โดยให้พยายามถือเอาเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นมาเป็นครูสอนตนเองเสมอ เช่นในหมู่คณะ หากมีผู้ใดประพฤติปฏิบัติดี เจริญใ ธรรมปฏิบัติ ท่านก็กล่าวชมและให้ถือเป็นแบบอย่าง แต่ถ้ามีผู้ประพฤติผิด ถูกท่านตำหนิติเตียน ก็ให้น้อมเอาเหตุการณ์นั้นๆ มาสอนตนทุกครั้งไป ท่านไม่ได้ชมผู้ทำดีจนหลงลืมตน และท่านไม่ได้ติเตียนผู้ทำผิดจนหมดกำลังใจ แต่ถือเอาเหตุการณ์ เป็นเสมือนครูที่เป็นความจริง แสดงเหตุผลให้เห็นธรรมที่แท้จริง
    การสอนของท่านก็พิจารณาดูบุคคลด้วย เช่น คนบางคนพูดให้ฟัง เพียงอย่างเดียวไม่เข้าใจ บางทีท่านก็ต้องทำให้เกิดความกลัว เกิดความ ละอายบ้างถึงจะหยุด เลิกละการกระทำที่ไม่ดีนั้นๆ ได้ หรือบางคนเป็นผู้มีอุปนิสัยเบาบางอยู่แล้วท่านก็สอนธรรมดา การสอนธรรมะของท่าน บางทีก็สอนให้กล้าบางทีก็สอนให้กลัวที่ว่าสอนให้กล้านั้นคือ ให้กล้าในการทำความดี กล้าในการประพฤติปฏิบัติเพื่อถอดถอนกิเลสออกจากใจ ไม่ให้ตกเป็นทาสของกิเลสอยู่ร่ำไป ส่วนที่สอนให้กลัวนั้น ท่านให้กลัวในการทำความชั่ว ผิดศีลธรรม เป็นโทษ ทำแล้วผู้อื่นเดือดร้อน บางทีท่านก็สอนให้เชื่อ คือให้เชื่อมั่นในคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เชื่อในเรื่องกรรม อย่างที่ท่านเคยกล่าวว่า “เชื่อไหมล่ะ ถ้าเราเชื่อจริง ทำจริง มันก็เป็นของจริง ของจริงมีอยู่ แต่เรามันไม่เชื่อจริง จึงไม่เห็นของจริง ”
    หลวงปู่ดู่ท่านสอนให้มีปฏิปทาสม่ำเสมอท่านว่า“ขยันก็ให้ทำขี้เกียจก็ให้ทำ ถ้าวันไหนยังกินข้าวอยู่ก็ต้องทำวันไหนเลิกกินข้าวแล้วนั่นแหละจึงค่อยเลิกทำ”
    การสอนของท่านนั้นมิได้เน้นแต่เพียงการนั่งหลับตาภาวนา หากแต่หมายรวมไปถึงการกำหนดดู กำหนดรู้ และพิจารณาสิ่งต่างๆ ในความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ท่านชี้ให้เห็นถึงสังขารร่างกายที่มันเกิดมันตายอยู่ตลอดเวลา ท่านว่า เราวันนี้กับเราเมื่อตอนเป็นเด็กมันก็ไม่เหมือนเก่า เราขณะนี้กับเราเมื่อวานก็ไม่เหมือนเก่า จึงว่าเราเมื่อตอนเป็นเด็ก หรือเราเมื่อวานมันได้ตายไปแล้ว เรียกว่าร่างกายเรามันเกิด - ตาย อยู่ทุกลมหายใจเข้าออก มันเกิด - ตาย อยู่ทุกขณะจิต ท่านสอนให้บรรดาศิษย์เห็นจริงถึงความสำคัญของความทุกข์ยาก ว่าเป็นสิ่งมีคุณค่าในโลก
    ท่านจึงพูดบ่อยครั้งว่า การที่เราประสบทุกข์ นั่นแสดงว่าเรามาถูกทางแล้ว เพราะอาศัยทุกข์นั่นแหละ จึงทำให้เราเกิดปัญญาขึ้นได้


    </TD></TR></TBODY></TABLE>


    <TABLE style="WIDTH: 800px" cellSpacing=1 cellPadding=5 align=center border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top align=left width=739>ใช้ชีวิตอย่างผู้รักสันโดษและเรียบง่าย


    หลวงปู่ดู่ท่านยังเป็นแบบอย่างของผู้มักน้อยสันโดษใช้ชีวิตเรียบง่ายไม่นิยมความหรูหราฟุ่มเฟือย แม้แต่การสรงน้ำ ท่านก็ยังไม่เคยใช้สบู่เลย แต่ก็น่าอัศจรรย์ เมื่อได้ทราบจากพระอุปัฏฐากว่าไม่พบว่า ท่ามีกลิ่นตัว แม้ในห้องที่ท่านจำวัด
    มีผู้ปวารณาตัวจะถวายเครื่องใช้และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ให้กับท่าน ซึ่งส่วนใหญ่ท่านจะปฏิเสธ คงรับไว้บ้างเท่าที่เห็นว่าไม่เกินเลยอันจะเสียสมณะสารูป และใช้สอยพอให้ผู้ถวายได้เกิดความปลื้มปีติที่ได้ถวายแก่ท่าน ซึ่งในภายหลังท่านก็มักยกให้เป็นของสงฆ์ส่วนรวมเช่นเดียวกับข้าวของต่างๆ ที่มีผู้มาถวายเป็นสังฆทาน โดยผ่านท่าน และเมื่อถึงเวลาเหมาะควรท่านก็จะจัดสรรไปให้วัดต่างๆ ที่อยู่ในชนบท และ ยังขาดแคลนอยู่
    สิ่งที่ท่านถือปฏิบัติสม่ำเสมอในเรื่องลาภสักการะ ก็คือการยกให้เป็นของ สงฆ์ส่วนรวม แม้ปัจจัยที่มีผู้ถวายให้กับท่านเป็นส่วนตัวสำหรับค่ารักษาพยาบาลท่านก็สมทบเข้าในกองทุนสำหรับจัดสรรไปในกิจสาธารณประโยชน์ต่างๆ ทั้งโรงเรียน และโรงพยาบาล
    หลวงปู่ดู่ ท่านไม่มีอาการแห่งความเป็นผู้อยากเด่นอยากดังแม้แต่น้อย ดังนั้น แม้ท่านจะเป็นเพียงพระบ้านนอกรูปหนึ่งซึ่งไม่เคยออกจากวัดไปไหน ทั้งไม่มีการศึกษาระดับสูงๆ ใน ทางโลก แต่ในความรู้สึกของลูกศิษย์ทั้งหลาย ท่านเป็นดั่งพระเถระผู้ถึงพร้อมด้วยจริยวัตรอันงดงาม สงบ เรียบง่าย เบิกบาน และถึงพร้อมด้วยธรรมวุฒิที่รู้ถ้วนทั่วในวิชชาอันจะนำพา ให้พ้นเกิดพ้นแก่พ้นเจ็บพ้นตายถึงฝั่งอันเกษม เป็นที่ฝากเป็นฝากตายและฝากหัวใจของลูกศิษย์ทุกคน
    ในเรื่องทรัพย์สมบัติดั้งเดิมของท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่นา ซึ่งมีอยู่ ประ มาณ ๓๐ ไร่ ท่านก็ได้แบ่งให้กับหลานๆ ของท่าน ซึ่งในจำนวนนี้ นายยวง พึ่งกุศล ผู้เป็นบุตรของนางสุ่ม โยมพี่สาวคนกลางที่เคยเลี้ยงดูท่านมาตลอด ก็ได้รับส่วนแบ่งที่นาจากท่านด้วยจำนวน ๑๘ ไร่เศษ แต่ด้วยความที่นายยวงผู้เป็นหลานของท่านนี้ไม่มีทายาท ได้คิดปรึกษานางถมยา ผู้ภรรยาเห็นควรยกให้เป็น สาธารณประโยชน์จึงยกที่ดินแปลงนี้ให้กับโรงเรียนวัดสะแกซึ่งหลวงปู่ดู่ท่านก็อนุโมทนาในกุศลเจตนา
    ของคนทั้งสอง


    </TD></TR></TBODY></TABLE>


    <TABLE style="WIDTH: 800px" cellSpacing=1 cellPadding=5 align=center border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top align=left width=739>กุศโลบายในการสร้างพระ


    หลวงปู่ดู่ท่านมิได้ตั้งตัวเป็นเกจิอาจารย์ การที่ท่านสร้างหรืออนุญาตให้สร้างพระเครื่องหรือพระบูชา ก็เพราะเห็นประโยชน์ เพราะบุคคลจำนวนมากยังขาดที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจ ท่านมิได้จำกัดศิษย์อยู่เฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ดังนั้นคณะศิษย์ของท่านจึงมีกว้างขวางออกไป ทั้งที่ใฝ่ใจธรรมล้วนๆ หรือที่ยังต้องอิงกับวัตถุมงคล ท่านเคยพูดว่า ติดวัตถุมงคล ก็ยังดีกว่าที่จะให้ไปติดวัตถุอัปมงคลทั้งนี้ ท่านย่อมใช้ดุลยพินิจพิจารณาตามความเหมาะควรแก่ผู้ที่ไปหาท่าน
    แม้ว่าหลวงปู่ดู่จะรับรองในความศักดิ์สิทธิ์ของพระเครื่องที่ท่าน อธิษฐานจิตให้ แต่สิ่งที่ท่านยกไว้เหนือกว่านั้นก็คือการปฏิบัติดังจะเห็นได้จากคำพูดของท่านว่า เอาของจริงดีกว่า พุทธังฯ ธัมมังฯ สังฆังฯ สรณัง คัจฉามิ นี่แหลของแท้
    จากคำพูดนี้จึงเสมือนเป็นการยืนยันว่าการปฏิบัติภาวนานี้แหละเป็นที่สุดแห่งเครื่องรางของขลัง เพราะคนบางคนแม้แขวนพระที่ผู้ทรงคุณวิเศษอธิษฐานจิตให้ก็ตาม ก็ใช่ว่าจะรอดปลอดภัยอยู่ดีมีสุขไปทุกกรณี อย่างไรเสียทุกคนไม่อาจ หลีกหนีวิบากกรรมที่ตนได้สร้างไว้ ดังที่ท่านได้กล่าวไว้ว่า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่เหนือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ก็คือ กรรม
    ดังนั้น จึงมีแต่ พระ “สติ” พระ “ปัญญา” ที่ฝึกฝนอบรมมาดีแล้ว เท่านั้นที่จะช่วยให้ผู้ปฏิบัติรู้เท่าทันและพร้อมที่จะเผชิญกับปัญหาและสิ่งกระทบต่างๆ ที่ เข้ามาในชีวิต อย่างไม่ทุกข์ใจ ดุจว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นเสมือนฤดูกาลที่ผ่านเข้ามาในชีวิต บางครั้งร้อนบางครั้งหนาว ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นไปตามธรรมดาของโลก
    พระเครื่องหรือพระบูชาต่างๆ ที่ท่านอธิษฐานปลุกเสกให้แล้วนั้น ปรากฏผลแก่ผู้บูชาในด้านต่างๆ เช่น แคล้วคลาดฯลฯ นั่นก็เป็นเพียงผลพลอยได้ ซึ่งเป็นประโยชน์ทางโลกๆ แต่ประโยชน์ที่ท่านสร้างมุ่งหวังอย่างแท้จริงนั้นก็คือ ใช้เป็นเครื่องมือในการปฏิบัติภาวนา มีพุทธานุสติ กรรมฐาน เป็นต้น นอกจากนี้แล้วผู้ปฏิบัติยังได้อาศัยพลังจิตที่ท่านตั้งใจบรรจุไว้ในพระเครื่องช่วยน้อมนำและประคับประคองให้จิตรวมสงบได้เร็วขึ้น ตลอดถึงการใช้เป็นเครื่องเสริมกำลังใจและระงับ ความหวาดวิตกในขณะปฏิบัติ ถือเป็นประโยชน์ทางธรรมซึ่งก่อให้เกิดพัฒนาการทางจิตของผู้ใช้ไปสู่การพึ่งพาตนเองได้ในที่สุด
    จากที่เบื้องต้นเราได้อาศัยพุทธัง สรณัง คัจฉามิ ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ และสังฆัง สรณัง คัจฉามิ คือยึดเอาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะ จนจิตของเราเกิดศรัทธาโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เราเรียกกันว่า ตถาคตโพธิสัทธา คือเชื่อปัญญาตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าขึ้นแล้ว เราก็ย่อมเกิดกำลังใจขึ้นว่าพระพุทธองค์เดิมก็เป็นคนธรรมดาเช่นเดียวกับเรา ความผิดพลาดพระองค์ก็เคยทรงทำมาก่อน แต่ด้วยความเพียรประกอบกับพระสติปัญญาที่ทรงอบรมมาดีแล้ว จึงสามารถก้าวข้ามวัฏฏะ
    สงสารสู่ความหลุดพ้น เป็นการบุกเบิกทางที่เคยรกชัฏให้พวกเราได้เดินกัน ดังนั้นเราซึ่งเป็นมนุษย์เช่นเดียวกับพระองค์ ก็ย่อมที่จะมีศักยภาพที่จะฝึกฝนอบรมกาย วาจา ใจ ด้วยตัวเราเองได้เช่นเดียวกับที่พระองค์ทรงกระทำมา พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ กาย วาจา ใจ เป็นสิ่งที่ฝึกฝนอบรมกันได้ใช่ว่าจะต้องปล่อยให้ไหลไปตาม ยถากรรม
    เมื่อจิตเราเกิดศรัทธาดังที่กล่าวมานี้แล้ว ก็มีการน้อมนำเอาข้อธรรมคำสอนต่างๆ มาประพฤติปฏิบัติขัดเกลากิเลสออกจากใจตนจิตใจของเราก็จะเลื่อนชั้น จากปุถุชนที่หนาแน่นด้วยกิเลส ขึ้น สู่กัลยาณชนและอริยชน เป็นลำดับ เมื่อเป็นดังนี้แล้วในที่สุดเราก็ย่อมเข้าถึงที่พึ่งคือตัวเราเอง อันเป็นที่พึ่งที่แท้จริงเพราะกาย วาจา ใจ ที่ได้ผ่านขั้นตอนการฝึกฝนอบรมโดยการเจริญศีล สมาธิ และปัญญาแล้วย่อมกลายเป็น กายสุจริต วาจาสุจริต และมโนสุจริต กระทำสิ่งใด พูดสิ่งใด คิดสิ่งใด ก็ย่อมหาโทษมิได้ถึงเวลานั้นแม้พระเครื่องไม่มี ก็ไม่อาจทำให้เราเกิดความ หวั่นไหว หวาดกลัว ขึ้นได้เลย


    </TD></TR></TBODY></TABLE>


    <TABLE style="WIDTH: 800px" cellSpacing=1 cellPadding=5 align=center border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top align=left width=739>เปี่ยมด้วยเมตตา


    นึกถึงสมัยพุทธกาล เมื่อพระพุทธองค์ทรงประชวรหนักครั้งสุดท้ายแห่งการปรินิพพาน ท่านพระอานนท์ผู้อุปัฏฐากพระองค์อยู่ตลอดเวลาได้ห้ามมานพ ผู้หนึ่งซึ่งขอร้องจะขอเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าขณะนั้น
    พระอานนท์คัดค้านอย่างเด็ดขาดไม่ให้เข้าเฝ้า แม้มานพขอร้องถึง ๓ ครั้ง ท่านก็ไม่ยอมจนกระทั่งเสียงขอกับเสียงขัดดังถึงพระพุทธองค์ พระพุทธองค์จึงตรัสว่า“อานนท์ อย่าห้ามมานพนั้นเลยจงให้เข้ามาเดี๋ยวนี้” เมื่อได้รับอนุญาตแล้วมานพ ก็เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าได้ฟังธรรม จนบรรลุมรรคผลแล้วขอบวชเป็นพระสาวกองค์สุด ท้ายมีนามว่า “พระสุภัททะ”
    พระอานนท์ท่านทำหน้าที่ของท่านถูกต้องแล้ว ไม่มีความผิดอันใดเลยแม้แต่น้อย ส่วนที่พระพุทธเจ้าให้เข้าเฝ้านั้นเป็นส่วนพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ที่ทรงมีต่อสรรพสัตว์ทั้งหลายโดยไม่มีประมาณ ย่อมแผ่ไพศาลไปทั่วทั้งสามโลกพระสาวกรุ่นหลังกระทั่งถึงพระเถระหรือครูบาอาจารย์ผู้สูงอายุโดยทั่วไปที่มีเมตตา สูง รวมทั้งหลวงพ่อย่อมเป็นที่เคารพนับถือของชนหมู่มาก ท่านก็อุทิศชีวิตเพื่อกิจ พระศาสนา ก็ไม่ค่อยคำนึงถึงความชราอาพาธของท่าน เห็นว่าผู้ใดได้ประโยชน์จากการบูชาสักการะท่าน ท่านก็อำนวยประโยชน์นั้นแก่เขา
    เมื่อครั้งที่หลวงปู่อาพาธอยู่ ได้มีลูกศิษย์กราบเรียนท่านว่า “รู้สึกเป็นห่วง หลวงปู่” ท่านได้ตอบศิษย์ผู้นั้นด้วยความเมตตาว่า ห่วงตัวแกเองเถอะอีกครั้งที่ผู้เขียนเคยเรียนหลวงปู่ว่า “ขอให้หลวงปู่พักผ่อนมากๆ”
    หลวงปู่ตอบทันทีว่าพักไม่ได้ มีคนเขามากันมาก บางทีกลางคืนเขาก็มากัน เราเหมือนนกตัวนำ เราเป็นครูเขานี่ ครู..เขาตีระฆังได้เวลาสอนแล้วก็ต้องสอน ไม่สอนได้ยังไงชีวิตของท่านเกิดมาเพื่อเกื้อกูลธรรมแก่ผู้อื่น แม้จะอ่อนเพลียเมื่อยล้าสักเพียงใดท่านก็ไม่แสดงออกให้ใครต้องรู้สึกวิตกกังวลหรือลำบากใจแต่อย่างใดเลย เพราะอาศัยความเมตตาเป็นที่ตั้ง จึงอาจกล่าวได้ว่า ปฏิปทาของท่านเป็นดั่งพระโพธิสัตว์หรือหน่อพุทธภูมิ ซึ่งเห็นประโยชน์ของผู้อื่นมากกว่าประโยชน์ส่วนตนดังเช่น พระโพธิสัตว์ หรือหน่อพุทธภูมิอีกท่านหนึ่ง คือ หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด พระสุปฏิปันโน สมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งหลวงปู่ดู่ได้สอนให้ลูกศิษย์ให้ความเคารพ เสมือนครูอาจารย์ผู้ชี้แนะแนวทางการปฏิบัติอีกท่านหนึ่ง
    หลวงปู่ดู่ ท่านได้ตัดสินใจไม่รับกิจนิมนต์ออกนอกวัดตั้งแต่ก่อน ปี พ.ศ. ๙๐ ดังนั้นทุกคนที่ตั้งใจไปกราบนมัสการและฟังธรรมจากท่านจะไม่ผิดหวังเลยว่าจะไม่ได้พบท่าน ท่านจะนั่งรับแขกบนพื้นไม้กระดานแข็งๆ หน้ากุฏิของท่านทุกวัน ตั้งแต่เช้าจรดค่ำ บางวันที่ท่านอ่อนเพลีย ท่านจะเอนกายพักผ่อนหน้ากุฏิ แล้วหาอุบายสอนเด็กวัดโดยให้เอาหนังสือธรรมะ มาอ่านให้ท่านฟังไปด้วย
    ข้อวัตรของท่านอีกอย่างหนึ่งก็คือ การฉันอาหารมื้อเดียวซึ่งท่าน กระทำ มาตั้งแต่ประมาณปี พ.ศ. ๒๕๐๐ แต่ภายหลังคือ ประมาณปี พ.ศ. ๒๕๒๕ เหล่าสานุ ศิษย์ ได้กราบนิมนต์ให้ท่านฉัน ๒ มื้อ เนื่องจากความชราภาพของท่านประกอบกับต้องรับแขกมากขึ้น ท่านจึงได้ผ่อนปรนตามความเหมาะควรแห่งอัตภาพ ทั้งจะได้เป็นการ โปรดญาติโยมจากที่ไกลๆ ที่ตั้งใจมาทำบุญถวายภัตตาหารแด่ท่าน
    หลวงปู่แม้จะชราภาพมากแล้ว ท่านก็ยังอุตส่าห์นั่งรับแขกที่มาจากทิศต่างๆ วันแล้ววันเล่า ศิษย์ทุกคนก็ตั้งใจมาเพื่อกราบนมัสการท่าน บางคนก็มาเพราะมีปัญหาหนักอกหนักใจแก้ไขด้วยตนเองไม่ได้ จึงมุ่งหน้ามาเพื่อกราบเรียนถามปัญหาเพื่อให้คลายความทุกข์ใจ บางคนมาหาท่านเพื่อต้องการของดีเช่นเครื่อง ราง ของขลัง ซึ่งก็มักได้รับคำตอบจากท่านว่า “ของดีนั้นอยู่ที่ตัวเรา พุทธัง ธัมมัง สังฆัง นี่แหละของดี ”
    บางคนมาหาท่านเพราะได้ยินข่าวเล่าลือถึงคุณความดีศีลาจาริยวัตรของท่านในด้านต่างๆ บางคนมาหาท่านเพื่อขอหวยหวังรวยทางลัดโดยไม่อยากทำงาน แต่อยากได้เงินมากๆ
    บางคนเจ็บไข้ไม่สบายก็มาเพื่อให้ท่านรดน้ำมนต์ เป่าหัวให้ มาขอดอกบัวบูชาพระของท่านเพื่อนำไปต้มดื่มให้หายจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ นานาสารพันปัญหา แล้วแต่ใครจะนำมาเพื่อหวังให้ท่านช่วยตน บางคนไม่เคยเห็นท่านก็อยากมาดูว่าท่านมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร บ้างแค่มาเห็นก็เกิดปีติ สบายอกสบายใจ จนลืมคำถามหรือหมดคำถามไปเลย
    หลายคนเสียสละเวลา เสียค่าใช้จ่ายเดินทางไกลมาเพื่อพบท่าน ด้วยเหตุนี้ท่านจึงอุตส่าห์นั่งรับแขกอยู่ตลอดวัน โดยไม่ได้พักผ่อนเลย และไม่เว้นแม้ยามป่วยไข้ แม้นายแพทย์ผู้ให้การดูแลท่านอยู่ประจำจะขอร้องท่านอย่างไร ท่านก็ไม่ยอมตามด้วยเมตตาสงสาร และต้องการให้กำลังใจแก่ญาติโยมทุกคนที่มาพบท่าน


    </TD></TR><TR><TD></TD></TR></TBODY></TABLE>


    <TABLE style="WIDTH: 800px" cellSpacing=1 cellPadding=5 align=center border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top align=left width=739>ท่านเป็นดุจพ่อ


    หลวงปู่ดู่ท่านเป็นดุจพ่อของลูกศิษย์ทุกๆ คน เหมือนอย่างที่พระกรรมฐานสายพระอาจารย์มั่นเรียกหลวงปู่มั่นว่า “ พ่อแม่ครูอาจารย์ ” ซึ่งถือเป็นคำยก ย่องอย่างสูง เพื่อให้สมฐานะอันเป็นที่รวมแห่งความเป็นกัลยาณมิตร
    หลวงปู่ดู่ท่านให้การต้อรับแขกอย่างเสมอหน้ากันหมด ไม่มีการแบ่งชั้นวรรณะ ท่านจะพูดห้ามปราม หากมีผู้มาเสนอตัวเป็นนายหน้าคอยจัดแจงเกี่ยวกับแขกที่เข้ามานมัสการท่าน ถึงแม้จะด้วยเจตนาดี อันเกิดจากความห่วงใยในสุขภาพของท่านก็ตามเพราะท่านทราบดีว่ามีผู้ใฝ่ธรรมจำนวนมากที่อุตส่าห์เดินทางมาไกลเพื่อนมัสการและซักถามข้อธรรมจากท่าน หากมาถึงแล้วยังไม่สามารถเข้าพบท่านได้โดยสะดวกก็จะทำให้เสียกำลังใจ
    นี้เป็นเมตตาธรรมอย่างสูงซึ่งนับเป็นโชคดีของบรรดาศิษย์ทั้งหลาย ไม่ว่าใกล้หรือไกล ที่สามารถมีโอกาสเข้ากราบนมัสการท่านได้โดยสะดวก หากมีผู้สนใจการปฏิบัติกรรมฐานมาหาท่าน ท่านจะเมตตาสนทนาธรรมเป็นพิเศษ อย่างไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย บางครั้งหลวงพ่อก็มิได้กล่าวอะไรมาก เพียงการทักทายศิษย์ด้วยถ้อยคำสั้นๆ เช่น “ เอ้า . . . กินน้ำชาสิ ” หรือ “ ว่า ไง . . ” ฯลฯ เท่านี้ก็เพียงพอที่ยังปีติให้เกิดขึ้นกับศิษย์ผู้นั้นเหมือนดังหยาดน้ำทิพย์ชโลมให้เย็นฉ่ำ เกิดความสด
    ชื่นตลอดร่างกายจน . . . ถึงจิต . . . ถึงใจ
    หลวงปู่ดู่ท่านให้ความเคารพในองค์หลวงปู่ทวดอย่างมาก ทั้งกล่าวยกย่องในความที่เป็นผู้ที่มีบารมีธรรมเต็มเปี่ยมตลอดถึงการที่จะได้มาตรัสรู้ธรรมใน อนาคต ให้บรรดาลูกศิษย์ทั้งหลายยึดมั่นและหมั่นระลึกถึง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ ติดขัดในระหว่างการปฏิบัติธรรม หรือแม้แต่ประสบปัญหาในทางโลกๆ ท่านว่า หลวงปู่ทวดท่านคอยจะช่วยเหลือทุกคนอยู่แล้ว แต่ขอให้ทุกคนอย่าได้ท้อถอยหรือละทิ้งการปฏิบัติ


    </TD></TR></TBODY></TABLE>


    <TABLE style="WIDTH: 800px" cellSpacing=1 cellPadding=5 align=center border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top align=left width=739>หลวงปู่ดู่กับครูอาจารย์ท่านอื่น


    ในระหว่างปี พ.ศ.๒๕๓๐ - ๒๕๓๒ ได้มีพระเถระและครูบาอาจารย์ หลาย ท่านเดินทางมาเยี่ยมเยียนหลวงปู่ดู่ เช่นหลวงปู่บุดดา ถาวโร วัดกลางชูศรีเจริญสุข จังหวัดสิงห์บุรี ท่านเป็นพระเถระซึ่งมีอายุย่างเข้า ๙๖ ปี ก็ยังเมตตามาเยี่ยมหลวงปู่ ดู่ที่วัดสะแกถึง ๒ ครั้งและบรรยากาศของการพบกันของท่านทั้งสองนี้ เป็นที่ประทับใจผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์อย่างยิ่ง เพราะต่างองค์ต่างอ่อนน้อมถ่อมตน ปราศจากการแสดงออกซึ่งทิฏฐิมานะใดๆ เลย แป้งเสกที่หลวงปู่บุดดาเมตตามอบให้ หลวงปู่ดู่
    ท่านก็เอามาทาที่ศีรษะเพื่อแสดงถึงความเคารพอย่างสูง
    พระเถระอีกท่านหนึ่งซึ่งได้เดินทางมาเยี่ยมหลวงปู่ดู่ค่อนข้างบ่อยครั้ง คือ หลวงปู่โง่น โสรโย วัดพระพุทธบาทเขารวก จังหวัดพิจิตร ท่านมีความห่วงใยในสุขภาพของหลวงปู่ดู่อย่างมากโดยได้สั่งให้ลูกศิษย์จัดทำป้ายกำหนดเวลารับแขกในแต่ละวันของหลวงปู่ดู่ เพื่อเป็นการถนอมธาตุขันธ์ของหลวงพ่อให้อยู่ได้นาน ๆ แต่อย่างไรก็ดีไม่ช้าไม่นานหลวงปู่ดู่ท่านก็ให้นำป้ายออกไปเพราะเหตุแห่งความเมตตา ที่ท่านมีต่อผู้คนทั้งหลาย
    ในระยะเวลาเดียวกันนั้น ครูบาบุญชุ่ม ญาณสังวโร วัดพระธาตุดอนเรืองท่านเป็นศิษย์ของหลวงปู่โง่น โสรโย ก็ได้เดินทางมากราบนมัสการหลวงปู่ดู่ ๒ ครั้งโดยท่านได้เล่าให้ฟังภายหลังว่า เมื่อได้มาพบหลวงปู่ดู่ จึงได้รู้ว่าหลวงปู่ดู่ก็คือ พระภิกษุชราภาพที่ไปสอนท่านในสมาธิในช่วงที่ท่านอธิษฐานเข้ากรรมปฏิบัติไม่พูด ๗ วัน ซึ่งท่านก็ได้แต่กราบระลึกถึงอยู่ตลอดทุกวัน โดยไม่รู้ว่าพระภิกษุชราภาพรูปนี้คือใคร กระทั่งได้มีโอกาสมาพบหลวงปู่ดู่ที่วัดสะแก เกิดรู้สึกเหมือนดังพ่อลูกที่จาก
    กันไปนานๆ แม้ครั้งที่ ๒ ที่พบกับหลวงปู่ดู่ หลวงปู่ดู่ก็ได้พูดสอนให้ท่านเร่งความเพียร เพราะหลวงพ่อจะอยู่อีกไม่นาน
    ครูบาบุญชุ่มยังได้เล่าว่า ท่านตั้งใจจะกลับไปวัดสะแกอีกเพื่อหาโอกาสไป อุปัฏฐากหลวงปู่ดู่ แต่แล้วเพียงระยะเวลาไม่นานนักก็ได้ข่าวว่า หลวงปู่ดู่ มรณภาพ ยังความสลดสังเวชใจแก่ท่าน ท่านได้เขียนบันทึกความรู้สึกในใจของท่านไว้ในหนังสืองานพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่ดู่ ตอนหนึ่งว่า
    “…หลวงปู่ท่านมรณภาพสิ้นไป เปรียบเสมือนดวงอาทิตย์ ที่ให้ความสว่างส่องแจ้งใน โลกดับไป อุปมาเหมือนดังดวงประทีปที่ให้ความสว่างไสวแก่ลูกศิษย์ได้ดับไป ถึงแม้ พระเดชพระคุณหลวงปู่ได้มรณะไปแล้ว แต่บุญญาบารมีที่ท่านแผ่เมตตาและรอยยิ้ม อันอิ่มเอิบยังปรากฏฝังอยู่ในดวงใจอาตมา มิอาจลืมได้ ….ถ้าหลวงปู่มีญาณรับทราบ และแผ่เมตตาลูกศิษย์ลูกหาทุกคน ขอให้พระเดชพระคุณหลวงปู่เข้าสู่ พระนิพพานเป็นอมตะแด่ท่านเทอญ กระผมขอกราคารวะพระเดพระคุณหลวงปู่ดู่
    พรหมปัญโญ ด้วยความเคารพสูงสุด ”
    นอกจากนี้ยังมีพระเถระอีกรูปหนึ่งที่ควรกล่าวถึง เพราะหลวงปู่ดู่ให้ความ ยกย่องมากในความเป็นผู้มีคุณธรรมสูง และเป็นแบบอย่างของผู้ที่มีความเคารพในพระรัตนตรัยเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งหลวงปู่ดู่ได้แนะนำสานุศิษย์ให้ถือท่านเป็นครูอาจารย์อีกท่านหนึ่งด้วย นั่นก็คือหลวงพ่อเกษม เขมโก แห่งสุสานไตรลักษณ์ จังหวัดลำปาง

    </TD></TR></TBODY></TABLE>


    <TABLE style="WIDTH: 800px" cellSpacing=1 cellPadding=5 align=center border=0><TBODY><TR><TD vAlign=top align=left width=739>ปัจฉิมวาร


    นับแต่ พ.ศ. ๒๕๒๗ เป็นต้นมา สุขภาพของหลวงปู่เริ่มแสดงไตรลักษณะ ให้ปรากฏอย่างชัดเจน สังขารร่างกายของหลวงปู่ซึ่งก่อเกิดมาจากธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ และมีใจครองเหมือนเราๆ ท่านๆ เมื่อสังขารผ่านมานานวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้ามีการใช้งานมาก และพักผ่อนน้อย ความทรุดโทรมก็ย่อมเกิดเร็วขึ้นกว่าปรกติกล่าวคือ สังขารร่างกายของท่านได้เจ็บป่วยอ่อนเพลียลงไปเป็นลำดับ ในขณะที่บรรดาลูกศิษย์ลูกหาทั้งญาติโยมและบรรพชิตก็หลั่งไหลกันมานมัสการท่านเพิ่มขึ้น ทุกวัน ในท้ายที่สุดแห่งชีวิตของหลวงปู่ดู่ ด้วยปณิธานที่ตั้งไว้ว่า “สู้แค่ตาย” ท่านใช้ ความอดทนอดกลั้นอย่างสูง แม้บางครั้งจะมีโรคมาเบียดเบียนอย่างหนัก ท่านก็อุตส่าห์ออกโปรดญาติโยมเป็นปกติ พระที่อุปัฏฐากท่านได้เล่าให้ฟังว่า บางครั้ง ถึงขนาดที่ท่านต้องพยุงตัวเองขึ้นด้วยอาการสั่นและมีน้ำตาคลอเบ้า ท่านก็ไม่เคยปริปากให้ใคร ต้องเป็นกังวลเลย ในปีท้ายๆ ท่านถูกตรวจพบว่าเป็นโรคลิ้นหัวใจรั่ว แม้นายแพทย์จะขอร้องท่านเข้าพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล ท่านก็ไม่ยอมไป ท่านเล่าให้ฟังว่า แต่ก่อนเราเคยอยากดี เมื่อดีแล้วก็เอาให้หายอยาก อย่างมากก็สู้แค่ตาย ใครจะเหมือนข้า ข้าบนตัวตาย
    มีบางครั้งได้รับข่าวว่าท่านล้มขณะกำลังลุกเดินออกจากห้องเพื่อออกโปรดญาติโยมคือประมาณ ๖ นาฬิกา อย่างที่เคยปฏิบัติอยู่ทุกวันโดยปกติในยามที่สุขภาพของท่านแข็งแรงดี ท่านจะเข้าจำวัดประมาณสี่ห้าทุ่ม แต่กว่าจะจำวัดจริงๆ ประมาณเที่ยงคืนหรือตีหนึ่ง แล้วมาตื่นนอนตอนประมาณตีสาม มาช่วงหลังที่สุขภาพของท่านไม่แข็งแรง จึงตื่นตอนประมาณตีสี่ถึงตีห้า เสร็จกิจทำวัตรเช้าและกิจธุระส่วนตัว แล้วจึงออกโปรดญาติโยมที่หน้ากุฏิ
    ประมาณปลายปี พ.ศ.๒๕๓๒ หลวงปู่ดู่พูดบ่อยครั้งในความหมายว่า ใกล้ถึงเวลาที่ท่านจะละสังขารนี้แล้ว ในช่วงท้ายของชีวิตท่าน ธรรมที่ถ่ายทอดยิ่งเด่นชัด ขึ้น มิใช่ด้วยเทศนาธรรมของท่าน หากแต่เป็นการสอนด้วยการปฏิบัติให้ดู โดยเฉพาะอย่างยิ่งปฏิปทาในเรื่องของความอดทน สมดังที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ประ ทานไว้ในโอวาทปาฏิโมกข์ว่า ขันตี ปรมัง ตโป ตีติกขา ความอดทนเป็นตบะอย่างยิ่งแทบจะไม่มีใครเลยนอกจากโยมอุปัฏฐากใกล้ชิดที่ทราบว่า ที่ท่านนั่งรับแขกบนพื้นไม้กระดานแข็งๆ ทุกวันๆ ตั้งแต่เช้าจรดค่ำ เป็นระยะเวลานับสิบๆ ปี ด้วยอาการยิ้มแย้มแจ่มใส ใครทุกข์ใจมา ท่านก็แก้ไขให้ได้รับความสบายใจกลับไปแต่เบื้องหลัง ก็คือ ความลำบากทางธาตุขันธ์ของท่าน ที่ท่านไม่เคยปริปากบอกใคร กระทั่งวันหนึ่ง โยมอุปัฏฐากได้รับการไหว้วานจากท่านให้เดินไปซื้อยาทาแผลให้ท่าน จึงได้มีโอกาสขอดูและได้เห็นแผลที่ก้นท่าน ซึ่งมีลักษณะแตกซ้ำๆ ซากๆ ใน
    บริเวณเดิม เป็นที่สลดใจจนไม่อาจกลั้นน้ำตาเอาไว้ได้
    ท่านจึงเป็นครูที่เลิศ สมดังพระพุทธโอวาทที่ว่า สอนเขาอย่างไรพึงปฏิบัติให้ได้อย่างนั้น ดังนั้น ธรรมในข้ออนัตตาซึ่งหลวงปู่ท่านยกไว้เป็นธรรมชั้นเอก ท่านก็ได้ปฏิบัติให้เห็นเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของศิษย์ทั้งหลายแล้วถึงข้อปฏิบัติ ต่อหลักอนัตตาไว้อย่างบริบูรณ์ จนแม้ความอาลัยอาวรณ์ในสังขารร่างกายที่จะมาหน่วงเหนี่ยว หรือสร้างความทุกข์ร้อนแก่จิตใจท่านก็มิได้ปรากฏให้เห็นเลย
    ในตอนบ่ายของวันก่อนหน้าที่ท่านจะมรณภาพ ขณะที่ท่านกำลังเอนกายพักผ่อนอยู่นั้น ก็มีนายทหารอากาศผู้หนึ่งมากราบนมัสการท่าน ซึ่งเป็นการมาครั้งแรก หลวงปู่ดู่ได้ลุกขึ้นนั่งต้อนรับด้วยใบหน้าที่สดใส ราศีเปล่งปลั่งเป็นพิเศษ กระ ทั่งบรรดาศิษย์ ณ ที่นั่นเห็นผิดสังเกต หลวงปู่แสดงอาการยินดีเหมือนรอคอย บุคคลผู้นี้มานาน ท่านว่า ต่อไปนี้ข้าจะได้หายเจ็บหายไข้เสียทีไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่าท่านกำลังโปรดลูกศิษย์คนสุดท้ายของท่าน หลวงปู่ดู่ท่านได้ย้ำในตอนท้ายว่า “ข้าขอฝากให้แกไปปฏิบัติต่อ”
    ในคืนนั้นก็ได้มีคณะศิษย์มากราบนมัสการท่านซึ่งการมาในครั้งนี้ไม่มีใคร คาดคิดมาก่อนเช่นกันว่าจะเป็นการมาพบกับสังขารธรรมของท่าน เป็นครั้งสุดท้ายแล้ว หลวงปู่ดู่ได้เล่าให้ศิษย์คณะนี้ฟังด้วยสีหน้าปรกติว่า ไม่มีส่วนหนึ่งส่วนใดในร่างกายข้าที่ไม่เจ็บปวดเลย ถ้าเป็นคนอื่นคงเข้าห้องไอซียูไปนานแล้วพร้อมทั้งพูดหนักแน่นว่า ข้าจะไปแล้วนะท้ายที่สุดท่านก็เมตตากล่าวย้ำให้ทุกคนตั้งอยู่ใน ความไม่ประมาท ถึงอย่างไรก็ขออย่าได้ทิ้งการปฏิบัติ ก็เหมือนนักมวยขึ้นเวทีแล้วต้องชกอย่ามัวแต่ตั้งท่าเงอะๆงะๆนี้ดุจเป็นปัจฉิมโอวาทแห่งผู้เป็นพระบรม ครูของผู้เป็นศิษย์ทุกคน อันจะไม่สามารถลืมเลือนได้เลย
    หลวงปู่ดู่ได้ละสังขารไปด้วยอาการอันสงบด้วยโรคหัวใจในกุฏิท่าน เมื่อเวลาประมาณ ๕ นาฬิกาของวันพุธที่ ๑๗ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๓ อายุ ๘๕ ปี ๘ เดือน อายุพรรษา ๖๕ พรรษา สังขารธรรมของท่านได้ตั้งบำเพ็ญกุศลโดยมีเจ้าภาพ สวดอภิธรรมเรื่อยมาทุกวันมิได้ขาด ตลอดระยะเวลา ๔๕๙ วัน จนกระทั่งได้รับพระราชทานเพลิงศพเป็นกรณีพิเศษ ในวันเสาร์ที่ ๒๐ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๔
    พระคุณเจ้าหลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ ได้อุปสมบทและจำพรรษาอยู่ ณ วัดสะแก มาโดยตลอด จนกระทั่งมรณภาพ ยังความเศร้าโศกและอาลัยแก่ศิษยานุศิษย์ และผู้เคารพรักท่านเป็นอย่างยิ่ง อุปมาดั่งดวงประทีปที่เคยให้ความสว่างไสวแก่ศิษยานุศิษย์ได้ดับไป แต่เมตตาธรรมและคำสั่งสอนของท่านจะยังปรากฏอยู่ใน ดวงใจของศิษยานุศิษย์และผู้ที่เคารพรักท่านตลอดไป บัดนี้ สิ่งที่คงอยู่มิใช่สังขารธรรมของท่าน หากแต่เป็นหลวงปู่ดู่องค์แท้ที่ศิษย์ทุกคนจะเข้าถึงท่านได้ด้วยการสร้างคุณงามความดีให้เกิดให้มีขึ้นที่ตนเอง สมดังที่ท่านได้กล่าวไว้เป็นคติว่า
    ตราบใดก็ตามที่แกยังไม่เห็นความดีในตัว ก็ยังไม่นับว่าแกรู้จักข้า แต่ ถ้าเมื่อใด แกเริ่มเห็นความดีในตัวเองแล้ว เมื่อนั้น...ข้าจึงว่าแกเริ่มรู้จักข้าดีขึ้น แล้ว
    ธรรมทั้งหลายที่ท่านได้พร่ำสอน ทุกวรรคตอนแห่งธรรมที่บรรดาศิษย์ได้น้อมนำมาปฏิบัตินั้น ก็คือการที่ท่านได้เพาะเมล็ดพันธุ์แห่งความดีงามบนดวงใจ ของศิษย์ทุกคน ซึ่งนับวันจะเติบใหญ่ผลิดอก ออกผลเป็นสติและปัญญาบนลำต้นที่แข็งแรงคือสมาธิ และบนพื้นดินที่มั่นคงแน่นหนาคือ ศีล สมดังเจตนารมณ์ที่ท่านได้ทุ่มเททั้งชีวิต ด้วยเมตตาธรรมอันยิ่ง อันจักหาได้ยากทั้งในอดีต ปัจจุบัน และ อนาคต...



    </TD></TR></TBODY></TABLE>
     
    แก้ไขครั้งล่าสุดโดยผู้ดูแล: 29 ธันวาคม 2010
  2. pump - อภิเตโช

    pump - อภิเตโช เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 พฤษภาคม 2008
    โพสต์:
    1,202
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +6,797
    ๑๗ อภิญญาสมาบัติ ทิพย์แห่งจิต หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ

    บันทึกไว้ในหนังสือกายสิทธิ์ โดยอาจารย์ศุภรัตน์ แสงจันทร์
    เป็นเรื่องราวของหลวงปู่ดู่ สมัยที่อาจารย์เคยเป็นศิษย์อยู่กับท่าน
    ผมได้เคยขออนุญาตอาจารย์ด้วยตัวผมเอง
    เพื่อเผยแพร่ข้อมูลที่อาจารย์ได้เขียนขึ้นเพื่อเป็นธรรมทาน
    ซึ่งอาจารย์ได้อนุญาตแล้ว
    เรื่องราวทั้งหมดนี้ ผมได้ลงมือพิมพ์ด้วยตัวผมเองทั้งหมดเมื่อสามปีก่อน
    เพื่อเผยแพร่ในเว็บพลังจิตเป็นครั้งแรก
    มิได้ไปคัดลอกมาจากเวปอื่นแต่ประการใด
    เพราะก่อนหน้านี้ ก็มิได้มีข้อมูลเหล่านี้อยู่ก่อนเลย

    ขอเชิญทุกท่านได้รับรู้เรื่องราวแห่งมหาบารมีของหลวงปู่ดู่ครับ
    ๑.
    พระโพธิสัตว์ - หน่อพุทธภูมิ - การแบ่งภาค

    เมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๓ วันหนึ่ง ขณะที่ผู้เขียนกำลังนั่งคุยกับหลวงปู่ ท่านได้ถามผู้เขียนว่า "เคยได้ยินเรื่องการแบ่งภาคไหม" ผู้เขียนเรียนตอบท่านว่า "เคยครับ ในเรื่องรามเกียรติ์ พระรามแบ่งภาคมาจากพระนารายณ์ มีจริงหรือครับหลวงปู่" หลวงปู่ท่านนิ่งอยู่อึดใจหนึ่งแล้วตอบว่า "มีจริงเหมือนกัน อย่างหลวงปู่ทวดแบ่งภาคมาเกิดไงละ" เกี่ยวกับเรื่องนี้ เคยมีนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เรียนถามหลวงปู่ ซึ่งหลวงปู่ตอบว่า "มี...แต่ทำได้ในพวกหน่อพุทธภูมิ" หลวงปู่ท่านเคยบอกผู้เขียนว่า "แกรู้ไหมว่าในหลวงท่านเป็นใคร ท่านคือผู้ปรารถนาพุทธภูมิ กำลังใจของท่านพวกนี้จะต้องเป็นผู้นำหมู่คณะ ดูอย่างวัวยังมีจ่าฝูง นกก็ต้องมีหัวหน้าฝูง วัดก็ต้องมีเจ้าอาวาส อย่างหลวงพ่อใหญ่ (พระโบราณคณิสร อดีตเจ้าอาวาสวัดสะแก) แต่หน่อพุทธภูมิที่มีบารมีเต็มแล้ว สูงแล้ว เขามักจะไม่เป็นกษัตริย์ เพราะจะมีภาระหนักหน่วง ส่วนใหญ่เขามักเป็นคนธรรมดาแล้วบวชพระ แต่จะบำเพ็ญบารมีจนในที่สุดจะกระเทือนถึงพระราชวงศ์เอง พระเจ้าแผ่นดินองค์นี้ท่านมีบุญมาก และเป็นแบบอย่างให้ข้าราชการผู้ใหญ่ทำตาม"


    ผู้เขียนจึงเรียนถามท่านต่อไปว่า "หลวงปู่ครับ หน่อพุทธภูมิที่บารมีเต็มแล้ว ท่านก็ไม่ต้องมาเกิดแล้วใช่ไหม รอการตรัสรู้เลยที่ชั้นดุสิต หรืออย่างหลวงปู่ก็ไม่ต้องมาเกิดแล้วใช่ไหมครับ" หลวงปู่ตอบว่า "กำลังของพุทธภูมิมีหน้าที่ที่จะทำให้มหาชนมีความสุข ถ้ามีคนเรียกร้องหรือบ้านเมืองเกิดยุคเข็ญก็ต้องลงมาช่วย จะคิดเอาแต่สบายได้ยังไง นั่นไม่ใช่ความคิดของหน่อพุทธภูมิ อย่างนี้พระอรหันต์สำเร็จแล้ว ท่านก็ไม่ต้องยุ่งกับใคร ไม่ต้องทำอะไรแล้วสิ" หลวงปู่ท่านตอบคำถามของผู้เขียนเสร็จแล้ว ท่านปรารภถึงการจัดการเรื่องศพของท่านต่อไปว่า "ถ้าข้าตายแล้วอย่าเก็บศพไว้นาน เจ็ดวันเผาเลย ไม่เผาก็โยนทิ้ง เดี๋ยวจะกลายเป็นหากินกับศพ"

    ผู้เขียนได้แย้งท่านว่า "กลัววัดจะร้าง" หลวงปู่ท่านตอบว่า "เรื่องเผาไม่เผา ต้องแล้วแต่คำสั่ง ดูอย่างหลวงพ่อสด วัดปากน้ำ ท่านสั่งไม่ให้เผา เพราะกลัวพระเณรจะอดอยาก แต่สำหรับข้าให้เผา เวลาจะเผาให้เผายืน ข้าจะได้ไปไหนได้" ผู้เขียนจึงถามท่านว่า "หลวงปู่ไม่ไปนิพพานหรือ" ท่านตอบว่า "จะไปได้อย่างไร คนนี้ก็เรียก คนนั้นก็ร้อง ข้าไปแค่หัวตะพานก็พอ ดูอย่างหลวงปู่ทวดซิ มีคนเรียกร้องท่านมากมาย บารมีท่านเต็มท้องฟ้า อย่างข้าเอง คนไหนคิดถึงข้า ข้าก็คิดถึงเขา คนไหนไม่คิดถึงข้า ข้าก็คิดถึงเขา เพราะในวันหนึ่งๆ ข้าต้องอธิษฐานไปให้หมู่คณะทุกวันไม่เคยขาด วันละ ๓ ครั้ง เขาจะได้ไม่เป็นอันตรายทั้งเช้ามืด ตอนเย็น ตอนกลางคืน ก่อนนอน เพื่อเป็นการช่วยเหลือหมู่คณะ"

    ผู้เขียนฟังจบ พร้อมกับสำนึกในเมตตาของหลวงปู่ที่มีต่อลูกศิษย์อย่างมาก หลวงปู่ท่านได้ย้ำด้วยความเมตตาต่อไปอีกว่า "คิดถึงพระครั้งหนึ่ง บารมีพระมาถึงเราไปกลับ ๗ เที่ยว รวมแล้ว ๑๔ ครั้ง ได้กำไรดีไหมล่ะ นี่มีในพระไตรปิฎก พระพุทธเจ้าบอกกับพระอานนท์ ถ้าเราคิดถึงพระได้เหมือนกับคิดถึงแฟนเมื่อไหร่ แสดงว่าจะดีแล้ว"

    ในเรื่องการแบ่งภาค ตามความเห็นของผู้เขียนเข้าใจว่า ท่านลงมาเกิดทั้งองค์ คงจะไม่ใช่เป็นการแบ่งจิตมาเกิด เนื่องจากหน่อพุทธภูมิที่มีบารมีสูงแล้ว ท่านจะมีพลังจิตสามารถตั้งพุทธนิมิต ธรรมนิมิต สังฆนิมิตได้ ซึ่งรวมเรียกว่าเป็นพลังงานหรือบารมีธรรมที่ท่านสร้างมา ซึ่งหลวงปู่เรียกรวมว่า "ภูตพระเจ้า" นั่นเอง สิ่งเหล่านี้จะเป็นบารมีที่คอยติดตาม รักษาคุ้มครองไม่ให้ออกนอกลู่นอกทางของศาสนา จวบจนกระทั่งท่านได้ปฏิบัติธรรมไปถึงจุดหนึ่ง ทำให้ท่านได้รู้ถึงอดีตที่เคยทำมา ซึ่งตรงกับมงคล ๓๘ ในข้อที่ว่า "ปุพเพจะกตะ ปุญญะตา" บุญที่เคยทำมาแต่ก่อนนั้นเป็นมงคล ดังนั้น ผู้ที่สนใจทางศาสนาได้ จึงถือว่ามีบุญแต่เก่าก่อน มาค้ำชูอุดหนุน บางคนเคยเป็นโจร เมื่อถึงเวลาผลบุญเก่าเข้ามาเสริม ก็สามารถพลิกจิตให้เกิดปัญญาได้ อาทิเช่น พระองคุลีมาล เป็นต้น

    หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี ได้เคยอธิบายถึงท่านที่ได้พระโสดาบัน เมื่อมาเกิดใหม่ ไม่ใช่จะรู้ว่าตนเองเป็นพระอริยบุคคลเลยทีเดียว แต่ต้องมาปฏิบัติธรรมอีกระยะหนึ่ง จึงจะรู้อดีตได้ ซึ่งในหน่อพุทธภูมิก็คงเช่นเดียวกัน หลวงพ่อมหาวีระ ท่านเคยกล่าวถึงหน่อพุทธภูมิที่มีบารมีเต็มขั้น ซึ่งเป็นปรมัตถบารมี จึงจะไม่ตกนรกอีก เสมือนพระโสดาบัน ซึ่งไม่ตกไปสู่อบายภูมิอย่างแน่นอน พระบางองค์อาจบรรลุอรหัตตผล โดยไม่ผ่านขั้นตอนโสดาสกิทาและอนาคามีผล ซึ่งผู้เขียนมีความเห็นว่าเป็นไปได้ ๒ กรณีคือ กรณีที่ ๑ พระองค์นี้เคยเป็นพระโสดาบันมาแล้วในอดีต กรณีที่ ๒ คือ พระองค์นั้นบรรลุอรหัตตผลโดยฉับพลันทันทีตลอดสายเช่น การบรรลุอรหัตตผลของพระสีวลี เริ่มตั้งแต่เป็นเณรได้เป็นพระโสดาบัน เมื่อท่านมาบวชเป็นพระ ในขณะที่ปลงผมจนกระทั่งเป็นพระเรียบร้อย ท่านก็บรรลุเป็นพระอรหันต์ทันที

    หน่อพุทธภูมิที่มีการสร้างบารมีถึง ๓๐ ทัศน์ มีอยู่อย่างหนึ่งคือ ปัญญาบารมีขั้นปรมัตถ์ จึงทำให้ท่านไม่ต้องไปอบายภูมิ เพราะท่านล่วงรู้ถึงสัจจะธรรมต่างๆ ทำให้ไม่หลงตน ผู้เขียนเคยกราบเรียนถามหลวงปู่โดยอ้างพระไตรปิฎก ซึ่งได้กล่าวถึงบุญที่ถวายทานกับพระอริยะขั้นต่างๆ กำลังบุญไม่เสมอกัน แต่ในพระไตรปิฎกไม่ได้กล่าวถึงหน่อพุทธภูมิ หลวงปู่ท่านได้ตอบผู้เขียนว่า "หน่อพุทธภูมิ ถ้าเปรียบไปแล้ว ก็คือ พระอนาคามี เพราะกำลังจะสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า แต่จัดเป็นพระอนาคามีชั้นพิเศษ คือเหมือนกันแต่ท่านยังไม่เอา หลวงปู่ท่านจึงยังไม่สอนใครถึงนิพพาน เพราะถึงไม่ใช่กิจของท่าน แต่ท่านรู้ทั้งนั้น บารมีทั้ง ๑๖ อสงไขย ไม่รู้ได้อย่างไร หลวงปู่ทวด จิตท่านยังมีจุดดำอยู่ แกว่าจริงไหม" ผู้เขียนตอบว่า "ถ้าไม่มีท่านก็สำเร็จแล้วซิครับ แต่จุดดำนั้นเป็นจุดของความเมตตา ที่ท่านจะโปรดสัตว์ เพื่อจะให้สมกับคำว่า ศรีอริยเมตไตรย ดังนั้น จุดดำนี้ผมถือว่า มีค่าน้อยมากตัดทิ้งไปได้เลย" หลวงปู่ท่านพยักหน้ายิ้มรับ และทำให้ผู้เขียนเข้าใจถึงพระธาตุหลวงปู่ทวด ที่ท่านเสด็จมาเอง สัณฐานค่อนข้างกลม สีน้ำตาลดำ หลวงปู่ท่านบอกว่า คือพระธาตุหลวงปู่ทวด ซึ่งถ้าเราอ่านตามพระไตรปิฎก พระธาตุจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อสำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้วเท่านั้น ไม่มีการกล่าวถึงพระธาตุจากหน่อพุทธภูมิเลย เพราะท่านก็เปรียบเสมือนพระผู้บริสุทธิ์ การซักฟอกธาตุขันธ์จึงย่อมเป็นไปได้ ทำให้เข้าใจถึงฟันและเกศาของหลวงปู่ที่เป็นพระธาตุเช่นกัน ผู้เขียนนึกถึงคำพูดของหลวงพ่อมหาวีระ ที่กล่าวถึงพระโพธิสัตว์ที่มีบารมีสูง พระอรหันต์ยังให้ความเคารพ เมื่อผู้เขียนกราบเรียนถามหลวงปู่ ท่านตอบว่า "คงจะจริง ดูอย่างหลวงปู่ทวดนั่นไง เวลาปลุกเสกพระ พระโดยมากก็ร้องขอความช่วยเหลือจากท่าน"

    หลวงปู่ท่านเล่าให้ผู้เขียนฟังในวันหนึ่ง ถึงหมอจีนที่มารักษาท่าน โดยการจับชีพจรเพื่อตรวจอาการโรคหรือที่เรียกว่า หมอแมะ หมอบอกว่า หลวงปู่มีพระเต็มไปหมดทั้งตัว ท่านถามเหตุผลกับผู้เขียน ซึ่งผู้เขียนพิจารณาแล้วนึกถึงเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ชนิดหนึ่ง ใช้วัดการเต้นของชีพจร ถ้าเป็นผู้มีสมาธิดี การเต้นของชีพจรจะราบเรียบ การใช้ออกซิเจนจะน้อย แต่ในกรณีหลวงปู่ หมอใช้วิทยาการทางจิตตรวจสอบพบว่า การเต้นของชีพจรราบเรียบ ทั้งๆ ที่หลวงปู่นั่งอยู่ในอิริยาบทกำลังคุย คือไม่ได้นั่งสมาธิ นั่นแสดงว่า จิตของท่านเป็นสมาธิตลอดเวลา หรือจิตไม่มีความคิดปรุงแต่ง ทางหนังจีนกำลังภายในเรียกว่า ท่าไร้อารมณ์ ลักษณะเช่นนี้ เข้าลักษณะทางพุทธ คือ อารมณ์ของพระอรหันต์ เป็นลักษณะของผู้ที่ได้รับจากการปฏิบัติจิตขั้นสูง ทำให้นึกถึงหลวงปู่ปาน ที่กล่าวไว้ในประวัติของท่าน ในขณะที่ท่านกำลังคุยกับญาติโยม แต่อีกจิตหนึ่งสามารถเสกน้ำมนต์ไปพร้อมกัน หรือผู้เขียนประสบมาด้วยตัวเองกับหลวงพ่อชา สุภัทโท วัดหนองป่าพง จังหวัดอุบลราชธานี ในขณะที่ท่านนั่งคุยกับผู้เขียนและญาติโยมอยู่นั้น ท่านก็ได้จุดเทียนไว้บนขันน้ำ สักพักหนึ่งก็ได้น้ำมนต์มาพรมให้กับญาติโยมและผู้เขียน โดยท่านไม่ได้นั่งอธิษฐานจิตเลย แม้แต่หลวงปู่เอง ท่านก็ได้ทำอยู่บ่อยๆ เมื่อมีญาติโยมมานิมนต์ท่านไปร่วมพิธีต่างๆ ตั้งแต่พิธีปลุกเสกพระ งานทำบุญบ้าน ฯลฯ

    เพื่อนของผู้เขียนคนหนึ่งเรียนถามหลวงปู่ว่า จะรู้ได้อย่างไรว่าพระองค์ไหนบารมีสูง หลวงปู่มองหน้าผู้เขียนแล้วตอบยิ้มๆ ว่า "อย่างเช่น ท่านนั่งอยู่ที่หนึ่ง แต่อธิษฐานจิตไปช่วยเหลือ ไปได้อีกที่หนึ่ง" เพื่อนของผู้เขียนฟังแล้วรู้สึกงงๆ แต่ผู้เขียนเข้าใจทันที เพราะกำลังพูดคุยอยู่กับท่านพอดี เกี่ยวกับท่านอธิษฐานจิตไปช่วยเหลือในการสร้างรูปหล่อของหลวงปู่ที่กรุงเทพฯ โดยท่านบอกผู้เขียนว่า "ทำมาหลายวันแล้ว อธิษฐานให้หลวงพ่อทวดไปช่วยเหลือ ให้พระไปช่วย เรามีกิจมาก เดี๋ยวลืมจะทำให้เสียงานได้"

    เกี่ยวกับเรื่องความปรารถนาของหลวงปู่ ผู้เขียนสรุปได้เลยว่า ท่านปรารถนาพุทธภูมิอย่างแน่นอน ผู้เขียนเคยคุยกับลูกศิษย์ของหลวงปู่หลายคน มีคนหนึ่งชื่อ "เช็ง" อยู่วัดสะแก ได้กล่าวถึงหลวงปู่ว่า "หลวงลุงท่านปรารถนาพุทธภูมิ ไม่อย่างนั้น ท่านไม่มานั่งหลังขดหลังแข็งรับญาติโยมอยู่หรอก" มีอยู่ครั้งหนึ่ง ลูกศิษย์หลวงปู่ชื่อ "ปราณี" ได้ถามหลวงปู่เรื่องการไปนิพพานของหลวงปู่ หลวงปู่ตอบว่า "เรื่องอะไรข้าจะไปนิพพาน ข้าหวังเป็นนายร้อย ไม่ใช่หวังเป็นนายสิบ คนอย่างข้าต้องหักยอดฉัตร จึงสมใจ" ซึ่งเป็นการกล่าวจากปากท่านเอง สำหรับผู้เขียนนั้น ท่านบอกความปรารถนานี้เช่นกัน และท่านยังบอกผู้เขียนอีกว่า "เขาว่ากันว่า ข้าจะสำเร็จระหว่างต้นไม้หนึ่งคู่ ข้าเองยังไม่รู้เมื่อไร" ในตอนนั้น ผู้เขียนยังไม่แน่ใจ ได้แต่มองต้นไม้ในวัดสะแกว่าจะเป็นต้นไหน แต่ก็ไม่มี มาตอนหลังจึงเข้าใจในคำพูดของท่าน จนกระทั่งหลวงปู่บุดดา ถาวโร วัดกลางชูศรีเจริญสุข จังหวัดสิงห์บุรี ท่านมาเยี่ยม เมื่อคราวที่หลวงปู่ไม่สบายก่อนมรณภาพ มีอยู่ครั้งหนึ่ง ซึ่งเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่หลวงปู่บุดดาจะกลับ ท่านได้พูดกับหลวงปู่ดู่ว่า "วันนี้ผมนำมงกุฎพระพุทธเจ้ามามอบให้คุณ นิมนต์อยู่ต่อเถิด ถ้าไม่อยู่ก็ไม่เป็นไร ที่คุณปรารถนานั้นน่ะ สำเร็จแน่ ต่อไปคุณจะได้เป็นพระพุทธเจ้า" หลวงปู่บุดดาก็ลากลับ ในวันนั้น ผู้ได้ยินหลายคน ลูกศิษย์คนหนึ่งได้เรียนถามหลวงปู่ ถึงความหมายที่หลวงปู่บุดดาพูด ท่านตอบว่า "พระอรหันต์ให้พร เราก็รับไว้ไม่เสียหายอะไร"

    ผู้เขียนเคยปรารภกับหมู่คณะหลายๆ ท่าน ถึงความโชคดีที่มีโอกาสได้อยู่ใกล้ชิดกับพระผู้บริสุทธิ์ และมีเมตตาจนเรากล่าวคำนมัสการได้สนิทใจว่า

    นะโมโพธิสัตโต พรหมปัญโญ สัมมาสัมพุทโธ อนาคตกาเล
     
  3. pump - อภิเตโช

    pump - อภิเตโช เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 พฤษภาคม 2008
    โพสต์:
    1,202
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +6,797
    ๒.
    ความเป็นมา - ความเป็นไป


    ประมาณ เดือนตุลาคม พ.ศ.๒๕๐๙ ข้าพเจ้านายยวง พึ่งกุศล (ปัจจุบันบวชเป็นพระภิกษุวัดสะแก) (สมัยเขียนเรื่อง-LEO) ป่วยเป็นโรคท้องเดินอย่างกระทันหัน ได้ไปอยู่โรงพยาบาลปัญจะมาธิราชอุทิศ หมอจัดให้อยู่ในห้องพิเศษ (มีเตียงคู่และห้องน้ำ) แต่ละวันแต่ละคืน ข้าพเจ้าต้องเข้าห้องน้ำเพื่อถ่ายแบบยิบย่อย คือถ่ายมากแล้วก็ค่อยๆ ถ่ายน้อยลง แต่ต้องเข้าห้องน้ำอยู่เรื่อย ไม่มีกากถ่ายไปนั่งเบาสักนิดก็ยังดี ประมาณ ๒ ถึง ๓ นาที ก็ต้องไปเข้าห้องน้ำอีก เป็นอยู่อย่างนี้เรื่อยไปจนกว่าจะถึงเวลาเช้ามืดตี ๒ ถึงตี ๔ ก็จะอ่อนเพลียหมดกำลังหลับไปเอง พอเช้ามืดใกล้สว่างจะต้องลุกขึ้นทำสมาธิบนเตียง ซึ่งมีครูถมยาทำสมาธิอีกเตียงหนึ่ง ทุกวันทุกคืนเป็นอย่างนี้ประมาณ ๑๐ วัน

    ในคืนวันหนึ่ง ข้าพเจ้าก็เข้าๆ ออกๆ ห้องน้ำ ตั้งแต่ตอนหัวค่ำปวดท้องเหลือเกิน จะลุกขึ้นเดินก็ตัวขดตัวงอ มือประคองท้องอยู่เรื่อยไป งีบหลับไปได้หน่อยก็ตื่นขึ้นมา ต่างคนต่างทำสมาธิกันไป คืนนั้นข้าพเจ้าหลับตาเห็นแสงสว่างอย่างมากเป็นลำยาวไกลออกไปข้างหน้าอย่าง ประมาณหาที่สุดมิได้ แสงสว่างนั้นยิ่งมากขึ้นๆ แล้วก็ใหญ่ขึ้นจนมองเห็นต้นไม้ใบไผ่ ใบไม้สีเขียวชะอุ่มไกลลิบสุดลูกนัยน์ตา จากนั้นข้าพเจ้าได้เห็นแสงสว่างเป็นรัศมีของดวงอาทิตย์อ่อนๆ แล้วก็ค่อยๆ ลอยตัวขึ้นทีละน้อยๆ จนเห็นว่าดวงอาทิตย์โผล่ขึ้นมาจากริมเขาชายต้นไม้ เป็นสีเหลืองเข้มค่อยๆ ลอยขึ้นๆ จากน้อยมาหามาก จนใกล้จะถึงครึ่งวงกลมของดวงอาทิตย์ ตอนนั้น จิตของข้าพเจ้าได้เห็นองค์หลวงพ่อทวด เหยียบน้ำทะเลจืดได้อย่างชัดเจน!

    ข้าพเจ้าดีใจมาก รู้สึกว่าตัวของข้าพเจ้าสั่นด้วยความดีใจ ดวงอาทิตย์ค่อยๆ ลอยขึ้นทีละน้อย จนกระทั่งเต็มดวง ดวงอาทิตย์สว่างเจิดจ้า เย็นหู เย็นตา เย็นจิต เย็นใจ ขนพองสยองเกล้าจนถึงศรีษะ ตอนนั้นหลวงพ่อทวดหายไป เปลี่ยนเป็นหลวงน้าดู่ พรหมปัญโญ นั่งอยู่ตรงที่หลวงพ่อทวดนั่ง ดวงอาทิตย์ยังลอยขึ้นใกล้จะถึงตรงศรีษะของข้าพเจ้า หลวงน้าดู่หายไปกลายเป็นหลวงพ่อทวดนั่งอยู่ตามเดิม (บนดวงอาทิตย์) ดวงอาทิตย์ค่อยๆ ลดต่ำลงมาทีละน้อยๆ จนกระทั่งใกล้ถึงตรงหน้าข้าพเจ้า หลวงพ่อทวดหายไป กลายเป็นหลวงน้าดู่ ท่านลงจากดวงอาทิตย์ แล้วเดินมาหยุดข้างหลังข้าพเจ้า ก้มลงเล็กน้อย พร้อมกับยื่นมือขวามาจับพุงของข้าพเจ้า แล้วกระชากดึงพุงอย่างแรงจนตัวไหวไปทั้งตัว ๓ ครั้ง แล้วท่านบอกว่า "หาย" ข้าพเจ้าก็คิดในใจว่าท่านดึง ๓ ครั้งแค่นี้จะหายหรือ เลยลองขยับกายไปทางขวาจะปวดไหม เอ๊ะ! ไม่ปวด ลองขยับมาทางซ้ายบ้างก็ไม่ปวดอีก คราวนี้ลองอีกแรงๆ ก็ไม่เป็นอะไร ด้วยความดีใจก็บอกคุณถมยาว่า "เลิกเหอะ ฉันหายแล้ว หลวงพ่อทวดมาช่วย หลวงน้าดู่รักษาโดยการจับพุงฉันดึง ๓ ที ก็เลยหายพอดี" คุณถมยาเปิดไฟแล้วให้ข้าพเจ้าลุกขึ้นเดินภาวนา กลับไปกลับมาจากหน้าเตียงถึงประตู ๓ ครั้ง ก็ไม่เป็นไรแน่ หายดีเป็นปกติ รูปหลวงน้าดู่ที่ท่านดึงอยู่ก็หายไป เอ๊ะ นี่จะเป็นองค์ไหนกันแน่ที่ทำให้เราหาย ใจหนึ่งคิดว่าหลวงน้าดู่ดึงพุงทำให้เราหาย อีกใจหนึ่งก็คิดว่า หลวงพ่อทวดเหยียบดวงอาทิตย์มารับหลวงน้าดู่เพื่อรักษาเรา มันสับสนคิดไม่ออก หายแล้วกลับไปวัดจะต้องถามหลวงน้าดู่ให้ได้

    เมื่อครบกำหนด ๑๖ วัน ตามที่หมอสั่งก็กลับบ้านแล้วมาที่วัดทันที ไม่มีดอกไม้ ธูปเทียน มีแต่ใจมากราบนมัสการ พร้อมกับทองคำเปลวอย่างดี ข้าพเจ้าได้ถามหลวงน้าดู่ว่า

    ข้าพเจ้า "การที่หลวงพ่อทวด เหยียบน้ำทะเลจืด ขึ้นมานั่งบนดวงอาทิตย์ครั้งแรก แล้วต่อมาเป็นหลวงน้าดู่ พรหมปัญโญ พอจะถึงพื้นกลายเป็นหลวงพ่อทวด พอลอยต่ำลงมาถึงพื้น ก็กลายเป็นหลวงน้าดู่ ลงมาช่วยดึงพุงผม ๓ ครั้งจนหาย หมายความว่าอย่างไร เดี๋ยวเป็นหลวงพ่อทวด เดี๋ยวเป็นหลวงน้า"

    หลวงน้า "แล้วแกว่าอย่างไร"

    ข้าพเจ้า "เห็นกลับไปกลับมา ก็คงเป็นหลวงพ่อทวดองค์เดียวกัน"

    หลวงน้า "ก็อย่างแกว่านั่นแหละ"

    ข้าพเจ้า "ถ้าอย่างนั้น ก็เป็นพระศรีอริยเมตไตรย นะสิ"

    หลวงน้า "ก็หลวงพ่อทวดคือ พระศรีอริยเมตไตรย ท่านกลับชาติมาเกิดเพื่อสร้างบารมี รู้แล้วอย่าพูดไป เพราะคนที่เขาไม่เชื่อ เขาจะพากันตกนรก เราจะพลอยบาปไปด้วย"


    ทองคำที่ปิดเท้าหลวงน้าดู่นั้น
    ข้าพเจ้าติดถวายแก่พระศรีอริยเมตไตรย
    ที่เท้าของหลวงน้าดู่ พรหมปัญโญ



    สาเหตุที่นำเรื่องนี้มาเปิดเผย เนื่องจากก่อนที่จะทำการพระราชทานเพลิงศพบิดาของผู้เขียน ผู้เขียนได้มีโอกาสคุยกับน้ายวง ผู้เขียนได้ถามว่า "น้าคิดว่าหลวงปู่เป็นพระอรหันต์ หรือเป็นหน่อพุทธภูมิ" น้ายวงจึงตอบว่า "อาจารย์คิดว่าหลวงน้าเป็นอะไร" ผู้เขียนตอบว่า "ท่าน เป็นหน่อพุทธภูมิ เพราะท่านเคยบอกครั้งหนึ่ง เมื่อครั้งที่นำพระนาคปรก ซึ่งหลวงปู่บุดดาฝากถวายมาให้ และมีอีกหลายอย่าง ครั้งจากนั่งสมาธิ มีคนเห็นหลวงพ่อกับหลวงพ่อทวดสลับกันไป สลับกันมา ซึ่งแสดงว่าท่านต้องเป็นองค์เดียวกัน" น้ายวงจึงตอบว่า "ถ้าอย่างนั้นผมจะเขียนเรื่องราวที่ผมสัมผัสมากับหลวงน้า ซึ่งหลวงน้าสั่งให้ปิดไว้เป็นความลับ เป็นเวลานานหลายสิบปีแล้ว คงจะถึงเวลาที่จะเปิดได้แล้ว" ผู้เขียนจึงได้นำบทความนี้มาลง ซึ่งเป็นการเขียนจากผู้มีประสบการณ์จากตัวเอง และผู้เขียนเอง มีความรู้สึกอยากสรุปเรื่องของหลวงปู่ เพราะแม้แต่เกศาหรือฟันของท่านก็กลายเป็นพระธาตุ พระเครื่องเกิดเป็นพระธรรมธาตุ ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับพุทธวิสัย คือผู้ที่ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ย่อมมีบุญญาธิการเกินกว่าปุถุชนอย่างเรา ไม่ควรที่จะวิจารณ์ ดังที่พระพุทธองค์กล่าวไว้ว่า เป็นอจินไตย หรือแม้แต่องค์หลวงปู่เอง ท่านเคยกล่าวว่า "เรื่องของข้าบางทีก็เกินพระไตรปิฎก ต้องรู้เอง ปฏิบัติเอง พูดมากไม่ดี เดี๋ยวคนจะลงนรก"
     
  4. pump - อภิเตโช

    pump - อภิเตโช เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 พฤษภาคม 2008
    โพสต์:
    1,202
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +6,797
    ๓.
    พิธีปลุกเสกวัตถุมงคล หลวงปู่ทวด รุ่นเปิดโลก


    คณะ ของคุณวรวิทย์ ด่านชัยวิจิตร มีศรัทธาสร้างรูปของหลวงปู่ แต่ท่านให้สร้างเป็นรูปของหลวงปู่ทวด เหยียบน้ำทะเลจืดแทน โดยให้ออกแบบตามรูปถ่ายที่หลวงปู่ลอยในอากาศ ซึ่งเรื่องนี้เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันมาก ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร ผู้เขียนได้สรุปมาจากคุณชนะ ศรีชฎา ขณะท่านทำงานเป็นผู้จัดการเขต ธนาคารกรุงไทย จังหวัดภูเก็ต โดยท่านได้เล่าประวัติความเป็นมาของรูปนี้ว่า ได้มาจากพระอาจารย์ชัย ที่จังหวัดภูเก็ต ซึ่งอาจารย์ได้มีโอกาสไปร่วมในพิธีที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ในการบวงสรวงและอธิษฐานจิตของคณาจารย์หลายองค์ โดยมีเจ้าคณะจังหวัดเป็นประธานที่วัดพระบรมธาตุ เมืองนครฯ เพื่อต้องการรูปของหลวงปู่ทวด วัดช้างไห้ ไว้เคารพสักการะ และนำไปเป็นแบบในการสร้างหุ่นขี้ผึ้ง เมื่อทำพิธีบวงสรวงเรียบร้อยแล้ว จึงใช้กล้องถ่ายรูปถ่ายขึ้นไปบนท้องฟ้า และได้เกิดปรากฎการณ์พิเศษเหนือธรรมชาติ เพราะมีรูปพระองค์แก่ๆ เกิดขึ้น หลังจากได้นำฟิล์มมาล้าง พระอาจารย์จำเนียร แห่งวัดถ้ำเสือ จังหวัดกระบี่ ได้เข้าสมาธิถาม ได้รับคำตอบว่า ท่านคือ หลวงปู่ทวด เหยียบน้ำทะเลจืด นั่นเอง

    จึง ได้มีการสร้างและออกแบบโดยให้เพิ่มเติมลูกแก้วไว้บนมือ และให้หลวงปู่นั่งบนดอกบัว เพื่อให้เป็นสัญลักษณ์ทั้งของวัดช้างไห้และวัดพะโคะ เนื่องจากลูกแก้วคู่บารมีหลวงปู่ยังคงต้องเก็บรักษาไว้ที่วัดพะโคะ จังหวัดสงขลา ส่วนการนั่งบนดอกบัวนั้น มีแรงบันดาลใจจากคุณอนันต์ คหบดี จังหวัดปัตตานี ที่เห็นหลวงปู่นั่งบนดอกบัว ในคราวที่ท่านจัดสร้างเพื่อถวายอาจารย์ทิม แห่งวัดช้างไห้ เมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๗ ซึ่งเป็นที่เชื่อกันว่าหลวงปู่ทวดวัดช้างไห้ และวัดพะโคะ คือองค์เดียวกัน สำหรับการนั่งบนดอกบัวนั้น เป็นนิมิตที่ท่านแสดงถึงความปรารถนาพุทธภูมิ และบารมีเต็มเรียบร้อย มิใช่การบังอาจที่แสดงถึงการไม่เคารพพระพุทธเจ้า เพราะมีการวิจารณ์ว่า พระสงฆ์ไม่ควรนั่งบนดอกบัว แต่ในเรื่องนามธรรม ความลึกลับแล้ว เป็นการแสดงถึงบารมีของการปรารถนา ที่ท่านเมตตาแสดงไว้ให้แก่ผู้ที่เคารพศรัทธา สำหรับจำนวนของวัตถุมงคลที่สร้างขึ้นในครั้งนี้ประกอบด้วย

    ๑.เหรียญทองคำ ๒๔๐ เหรียญ
    ๒.เหรียญเงิน ๑,๐๓๖ เหรียญ
    ๓.เหรียญทองแดง ๑๐,๕๐๐ เหรียญ

    ๔.พระผง ๕,๐๐๐ องค์
    (ในจำนวนนี้มีพระผงที่ฝังพระธาตุเอาไว้ด้วย จำนวน ๓๖๐ องค์)

    ๕.ตะกั่วผสมพลวง ๑,๐๐๐ เหรียญ
    ๖.โปสเตอร์รูปหลวงปู่ดู่ ๑๐,๐๐๐ แผ่น
    ๗.ลูกแก้วสารพัดนึก ๕,๐๐๐ ลูก


    สำหรับ เหรียญทองคำ เงิน และทองแดง ได้นำเข้าพิธีพุทธาภิเษกพร้อมกับเหรียญหลวงพ่อหวล ภูริทัตโต วัดพุทไธศวรรย์ ในวาระอายุครบ ๕ รอบ เมื่อวันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๓๒....

    ในพิธีพุทธาภิเษกนี้ นอกจากหลวงพ่อหวล เจ้าอาวาส ซึ่งเป็นศิษย์ของหลวงปู่เทียม วัดกษัตราธิราชแล้ว ยังได้กราบอาราธนาพระผู้ทรงวิทยาคุณองค์อื่นๆ ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้แก่ หลวงพ่อทิม วัดพระขาว หลวงพ่อเมี้ยน วัดโพธิ์กบเจา และอาจารย์แม้น วัดหน้าต่างนอก นอกจากนี้ก็ยังมีศิษย์ของหลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก หลวงพ่อเฉลิม วัดพระญาติ พระอาจารย์สุทิน วัดสะแก ศิษย์ของหลวงปู่ดู่ และหลวงพ่อมหาวีระ วัดท่าซุง ฯลฯ

    หลวง พ่อหวล ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์ของผู้เขียน ได้ให้ผู้เขียนกราบนิมนต์หลวงปู่ดู่ ซึ่งท่านรับจะร่วมอธิษฐานจิตตั้งแต่ ๑๘.๐๐ นาฬิกาของวันพิธี หลวงพ่อหวลได้เล่าให้ฟังว่า ขณะที่กำลังจุดเทียนที่ขันน้ำสาครและราวเทียนอยู่นั้น ท่านเห็นพระองค์หนึ่งมายืนข้างๆ ซึ่งท่านไม่รู้จัก ในแวบหนึ่งท่านฉุกคิดถึงหลวงปู่ดู่ เมื่อผู้เขียนนำภาพหลวงปู่ดู่ไปถวาย ท่านจึงบอกว่า "ฉันไม่ได้เพี้ยนแน่ เพราะคือองค์นี้เองที่เห็น" เมื่อผู้เขียนนำเรื่องราวไปเล่าให้หลวงปู่ดู่ฟัง ท่านตอบว่า "เดี๋ยวจะหาว่าฉันโกหก ใครตาดีก็ดูกันเอาเอง"

    ใน วันพิธีเสกวัตถุมงคล หลวงปู่ทวด ผนตกลงมาอย่างหนัก ผู้เขียนรู้สึกประหลาดใจ เพราะเมื่อไปถึงวัด ผู้คนวันนั้นมีมากเกินกว่าที่คิดไว้ ของที่นำมาปลุกเสก ทั้งจากผู้สร้างและผู้นำมาเข้าร่วมพิธี สูงจนท่วมตัวหลวงปู่ ทุกคนที่มาในพิธีอาจจะคิดไม่ถึงก็ได้ว่า นี่เป็นวาระสุดท้ายที่หลวงปู่ จะโปรดพวกลูกศิษย์ของท่าน ซึ่งหลวงปู่ได้เป็นผู้กำหนดวันพิธีไว้ล่วงหน้าคือ วันอังคารที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๓๒

    ก่อนจะเริ่มพิธีเมื่อกล่าวนำบูชาพระรัตนตรัย และขอขมาโทษต่อพระรัตนตรัยแล้ว ผู้เขียนได้กล่าวอาราธนาหลวงปู่ว่า "ขออาราธนาพระเดชพระคุณหลวงปู่ได้โปรดเมตตาอธิษฐานจิต ปลุกเสกรูปเหมือนหลวงปู่ทวด และวัตถุมงคลในพิธีที่คณะลูกศิษย์ได้ร่วมใจกันสร้างขึ้น เพื่อประโยชน์ในการใช้เป็นเครื่องระลึกถึงพระไตรสรณคมน์และการนำไปปฏิบัติ ธรรมของเหล่าคณะศิษย์ของวัดสะแก ซึ่งมีหลวงปู่ทวดเป็นประธานสืบต่อไป"

    หลังจากนั้น หลวงปู่ก็ได้ให้ผู้เขียนกล่าว ชุมนุมเทวดา เพื่อให้มาโมทนาและร่วมในพิธี ต่อไปนี้เป็นคำพูดของหลวงปู่ ที่กล่าวไว้เสมือนกับเป็นอมตะวาจา ที่ทิ้งไว้ให้ระลึกถึง เพื่อให้ลูกศิษย์เกิดศรัทธาปสาทะ มีกำลังใจที่จะสร้างคุณงามความดี จนในที่สุดกลายเป็น อจลศรัทธา สามารถพึ่งตนเองได้ วาจาของหลวงปู่มีดังนี้
    "ตั้งใจกันทุกคน ภาวนาไตรสรณคมน์ นิมนต์ท่านด้วยทั้ง ๔ องค์" (ในวันนั้นมีพระสงฆ์อยู่ด้วย ๔ รูป)

    หลวงปู่ "เชิญพระมาทั้งหมดแสนโกฏจักรวาฬ เทวดาด้วย ขอให้ท่านมาช่วยกัน หลวงพ่อทวดมาหรือยัง"

    ผู้เขียน "มาแล้วครับ"

    หลวงปู่ "หลวงพ่อเกษม สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ที่แปลพระไตรปิฎกฉบับลังกา หลวงพ่อบุดดามาแล้วใช่ไหม"

    ผู้เขียน "ครับ"

    หลวงปู่ "ตั้งจิตยกของทั้งหมดตามหลวงพ่อทวด ไปพุทธาภิเษกที่วิมานแก้วพระพุทธเจ้า ขอให้พระพุทธเจ้ารับ ท่านรับแล้วหรือยัง"

    ผู้เขียน "ครับ รับแล้ว" หลวงปู่ยกมือขวา ลูบพระทั้งหมดที่อยู่เบื้องหน้าท่าน ๒-๓ ครั้งอย่างช้าๆ

    หลวงปู่ "ตั้งจิตไว้ไปวิมานพระธรรม วิมานพระสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ขอให้ท่านช่วยเสร็จแล้วใช่ไหม ตอนนี้สว่างไปหมด พรหมโลก เทวโลก มนุษโลก ดูพุทธนิมิตของหลวงพ่อทวดเต็มท้องฟ้าไปหมด ตั้งจิตนำของทั้งหมดไปนมัสการพระพุทธเจ้าที่ดอยสุเทพ ที่ดอยสุเทพมีพระธาตุพระพุทธเจ้าอยู่ ขอพระพุทธเจ้าให้ท่านประสิทธิ ดูซิของทั้งหมดสว่างหมดหรือยัง"

    ผู้เขียน "สว่างหมดแล้ว"

    หลวงปู่ "ยกของทั้งหมดมาที่วัดสะแก อย่าเพิ่งลง ทำทักษิณาวัตรรอบภูเขาบุยกว้าง ๑ เส้น สูง ๑ เส้นก่อน ๓ รอบ ตอนนี้หลวงพ่อทวดอยู่ที่ไหน ลอยอยู่ในอากาศเห็นหรือยัง อัญเชิญพุทธนิมิตหลวงพ่อทวดมาปฏิสนธิสถิตในของทั้งหมด ดูซิของทั้งหมดสว่างไสวไปหมด แสงแตกกระจายออกไปเหมือนไฟพะเนียงแตก ขอหลวงพ่อทวดคุ้มครองรักษา ฝากเทวดาช่วยปกป้องรักษาของทั้งหมดนี้ตลอดไป ปิดอันตรายทุกอย่าง ของสว่างใช้ได้แล้วหรือยัง ตั้งใจให้ดี อุทิศกุศลไปให้โดยรอบสุดขอบจักรวาฬ อนันตจักรวาฬ ฉันจะให้พรแทน"

    หลวงปู่ให้พรและกรวดน้ำแทนคณะศิษย์ทั้งหลาย เนื่องจากนวันนั้นเสียงหลวงปู่เบามาก จึงได้ยินกันไม่ค่อยทั่วถึง หลังจากพิธีเสร็จแล้วในวันต่อมา ได้กราบเรียนถามหลวงปู่ ท่านบอกว่า "เกือบจะปลุกเสกไม่ได้ เนื่องจากมีคนจัดยาให้ท่านฉันผิด จึงทำให้ท้องเสีย ถ่ายท้องหลายครั้ง แต่เมื่อถึงพิธีกลับทำได้" นับว่าหลวงปู่มีขันติธรรมอย่างยิ่ง และเป็นความเมตตาอนุเคราะห์แก่คณะศิษย์อย่างมาก

    วัตถุมงคลต่างๆ ที่สร้างขึ้นในครั้งนี้ คณะของคุณวรวิทย์ได้แจกจ่ายให้กับศิษย์ที่ปฏิบัติธรรมโดยไม่ต้องเสียเงินใดๆ ทั้งสิ้น ยกเว้นเหรียญชนิดเงินและทอง ซึ่งคิดเท่ากับต้นทุนตามที่มีผู้สั่งจอง เนื่องจากมีผู้ได้รับแจกมาก จึงทำให้บางคนที่ไม่รู้จักคุณค่านำไปแลกเปลี่ยนจำหน่ายในสนามพระ

    ปัจจุบัน วัตถุมงคลดังกล่าว ยังมีเหลืออยู่บ้างในจำนวนไม่มากนัก ซึ่งต้องแล้วแต่กาลเวลา เพราะต้องดูโอกาสที่ควรจะเปิด ท่านที่อยากได้ก็จงอธิษฐาน ปฏิบัติธรรมถวายเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา นึกถึงหลวงปู่ทวด หลวงปู่ดู่ ถ้าวาสนาของท่านดี คงมีโอกาสได้รับวัตถุมงคลรุ่นนี้ ที่เรียกกันว่า "รุ่นเปิดสามโลก" หรือที่เซียนพระเรียกว่า "รุ่นดัง" นั่นเอง

    มีเพื่อนของลูกศิษย์ผู้เขียนเคยนำหนังสือ พระผู้จุดประทีปในดวงใจ ซึ่งพิมพ์ครั้งพระราชทานเพลิงศพของพ่อผู้เขียน ไปถวายเพื่อนของเขาซึ่งบวชเป็นพระภิกษุ เมื่อเขาเห็นหนังสือ เขาได้บอกว่า "เพิ่งจะรู้ว่าหลวงพ่อดู่ที่หลวงพ่อเกษมกล่าวถึงคือองค์นี้เอง" จึงได้เกิดการซักถามกันขึ้น พระจึงเล่าให้ฟังว่า เคยไปนมัสการหลวงพ่อเกษม กับโยมมารดาของท่าน ตั้งแต่ยังไม่ได้บวช มารดาได้พาไปนมัสการหลวงพ่อเกษม เพื่อจะขอบารมีให้ลูกชายบวช หลวงพ่อเกษมท่านนั่งหลับตานิ่งอยู่ ได้เอ่ยถามมารดาของท่านว่า "รู้จักหลวงพ่อดู่ วัดสะแกไหม" ซึ่งมารดาเรียนตอบท่านว่า ไม่เคยรู้จัก หลวงพ่อเกษมท่านจึงพูดต่ออีกว่า "เคยได้ยิน เหรียญเปิดโลกไหม" เธอก็ตอบอีกว่า "ไม่เคยได้ยิน" หลวงพ่อเกษมจึงพูดขึ้นอีกครั้งหนึ่งว่า "ให้ไปหามาบูชา เหรียญนี้ดี กันนิวเคลียร์ได้" พระองค์นี้ก็ได้แต่สงสัยว่า หลวงพ่อดู่อยู่ที่ไหน และจะหาเหรียญได้ที่ใด เป็นเวลาเกือบปี จึงเกิดความกระจ่างจากหนังสือที่ได้รับ แสดงว่าหลวงพ่อเกษมท่านใช้ อนาคตังสญาณ คือ ความรู้เกี่ยวกับเรื่องอนาคต ที่ท่านและมารดาของท่าน จะต้องมาเกี่ยวข้องกับหลวงปู่อย่างแน่นอน
     
  5. pump - อภิเตโช

    pump - อภิเตโช เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 พฤษภาคม 2008
    โพสต์:
    1,202
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +6,797
    ๔.
    สุดยอดวิชาการฝึกอภิญญาจิตของหลวงปู่


    หลวงปู่เภาเป็นศิษย์หลวงปู่กลั่น วัดพระญาติ เกจิอาจารย์ชื่อดังของเมืองกรุงเก่า หลวงปู่ดู่ได้ร่ำเรียนเกี่ยวกับการลบผง เรียนสูตรต่างๆ จากหลวงปู่เภา ซึ่งมีศักดิ์เป็นอา ท่านเคยเล่าให้ผู้เขียนฟังถึง สุดยอดของการทำผงพระพุทธคุณ "มีอยู่คืนหนึ่งนอนฝันไป ว่า ได้เจอกับอาจารย์ที่เป็นต้นแบบของวิชา ไม่ได้เป็นพระ เป็นฆราวาส พอมาถึง ท่านก็เรียกอาจารย์ที่เป็นผู้สอนวิชาทำผงหลายท่าน พร้อมกับต่อว่าเกี่ยวกับการสอน เนื่องจากสอนไม่หมด มีการยักย้ายถ่ายเทอักขระคาถา อาจารย์เหล่านั้นท่านก็บอกว่า เคยเรียนมาแบบนี้ เพราะเป็นการบอกต่อๆ กันมา ในที่สุดอาจารย์ท่านนี้จึงบอกว่า จะสอนให้ถึงของจริง แล้วท่านใช้ดินสอพองเขียนลงไปบนกระดานชนวน เขียนไปลบไปจนตอนท้ายท่านบอกว่า ของจริงต้องเป็นอย่างนี้ ท่านตบลงไปที่กระดาน กระดานชนวนเกิดเป็นไฟลุกขึ้น แล้วท่านก็ให้ลองทำ ข้าพอทำได้ก็เลิก ไม่เอา กลัวบาป"

    ผู้เขียนจึงเรียนถามหลวงปู่ว่า ผงนี้ใช้ทำอะไรได้บ้าง หลวงปู่ท่านบอกว่า "อยู่ที่อธิษฐานได้ทั้งนั้น" เข้าใจว่าท่านคงไม่ต้องการข้องแวะกับสิ่งเหล่านี้ เพราะเป็นอิทธิฤทธิ์ สู้บุญฤทธิ์ไม่ได้ ถ้าติดอยู่จะทำให้หาหนทางไม่ได้

    เมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๖ เกิดสุริยคราส ผู้เขียนเกิดความรู้สึกว่า หลวงปู่ทวดบอกว่า "ถ้าอยากได้วิชาชาตรี ให้ไปหาอาจารย์ที่วัด" เมื่อไปถึงกราบเรียนหลวงปู่ ท่านยิ้มบอกว่า "หลวงปู่เข้าใจพูด ล่อแกให้มาวัดได้" สักพักหนึ่ง ท่านจึงอธิษฐานจิตเสกข้าวที่มีญาติโยมนำมาถวาย เสร็จแล้วท่านจึงบอกว่า "วิชาชาตรียังติดอยู่ในโลก สุริยคราสเกิดวันนี้ แลยทำไปถึงผงสุริยคราส ผงจันทคราส โบราณเขาเรียกว่า ผงสูรย์-ผงจันทร์ ที่จริงพี่น้องเขามาพบกัน ดุมล้อ (ราชรถ) มาเกยกันทำให้เกิดเงา คนไม่รู้เลยยิงปืน ตีเกราะให้คลายจากกัน ควรจะภาวนาถึงจะถูกต้อง เอ้า แกดูนี่ทำ ต่อไปถึงผงนิพพานสูญ ว่างเปล่า ไม่มีอะไร เป็นอันหมดกัน"

    ผู้เขียนจึงเกิดความรู้สึกว่าหลวงปู่ท่านมีสรรพวิชาจริง แต่ท่านไม่ข้องแวะติดอยู่ แม้แต่วิชาชาตรีของหลวงปู่กลั่น ท่านบอกว่าเคยไปเรียนกับพระองค์หนึ่งโดยไปเป็นเพื่อน เนื่องจากการเรียนต้องเรียนเป็นคู่วิชานี้ เมื่อถึงเวลาทำพิธี อาจารย์จะมีหินคอยกำหนด โดยเมื่อบริกรรมไประยะหนึ่ง อาจารย์จะยกหินซึ่งมีน้ำหนักมาก ถ้ายังยกไม่ขึ้นแสดงว่า จิตของลูกศิษย์ยังใช้ไม่ได้ จนกระทั่งอาจารย์ยกได้จะทุ่มมาที่ลูกศิษย์ หลวงปู่ท่านบอกว่า ตอนที่ยกทุ่มมาเสียงดังมาก แม้แต่พระยังวิ่งมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น ผู้เขียนถามความรู้สึกเป็นอย่างไรบ้าง หลวงปู่ท่านบอกว่าไม่เป็นไร ถ้าเป็นคงไม่มาอยู่ต่อหน้าแกเดี๋ยวนี้ วิชาชาตรีมีเค้าเงื่อนเดิมมาจากแขก ผู้ที่เรียนมักเกิดความฮึกเหิม เพราะวิชาคงกระพัน หมายถึงโดนแต่ไม่เข้า ส่วยชาตรี โดนแต่เบา ไม่เจ็บ จึงมักเรียกรวมว่าคงกระพันชาตรี ถ้าผู้เรียนไม่มีศีลธรรม มีที่ไปคือนรก ปัจจุบันคือคุกตะราง อนาคตคือนรกภูมิ หลวงปู่จึงไม่ให้ติดในสิ่งเหล่านี้ เพราะจิตไม่เกิดการพัฒนา ทำให้เนิ่นช้าต่อคุณธรรมที่ควรจะได้
     
  6. pump - อภิเตโช

    pump - อภิเตโช เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 พฤษภาคม 2008
    โพสต์:
    1,202
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +6,797
    ๕.
    พุทธนิมิต-ภูตพระพุทธเจ้า


    คำว่าภูตนี้ มักใช้กับพวกภูตผีปีศาจ ตามที่โบราณบอกไว้ว่า เมื่อคนเราตายลงไป ก็จะมีภูติเกิดขึ้นคือ ภูตดิน ภูตน้ำ ภูตลม และภูตไฟ คนที่ไปเจอผี หลวงปู่บอกว่า บางทีก็ไปเจอภูตเหล่านี้ ตามความเห็นของผู้เขียน ภูตนี้หมายถึง พลังงานที่ยังหลงเหลืออยู่ของปุถุชนทั่วไป เสมือนไปที่เราก่อไว้ แม้ดับลงไปแล้ว เมื่อเราเอามือไปจับ จะรู้สึกว่ายังมีความร้อนสะสมอยู่ แล้วจะค่อยๆ เย็นตัวลงเป็นลำดับ แต่สำหรับสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือพระอรหันต์ พลังงานของท่านเป็นพลังงานที่บริสุทธิ์ ซึ่งท่านอธิษฐานไว้ เพื่อช่วยเหลือพระพุทธศาสนา อันเปรียบเสมือนตัวแทนของพระองค์ท่าน แม้จะทิ้งสังขารไปแล้ว สิ่งที่เราเรียกว่ารูปธรรมนั้น ก็น่าจะเป็นรูปธรรมละเอียด หรือจะเป็นนามธรรมก็ได้ เพราะไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่สามารถสัมผัสหรือรู้ได้ โดยลักษณาการทางจิตที่ปฏิบัติได้แล้ว ไม่ใช่เรื่องเหลวไหลไร้สาระ

    การ ปฏิบัติให้จิตพ้นทุกข์นั้นมีหลายวิธีการ บางท่านก็ดำเนินไปอย่างเรียบง่าย ไม่โลดโผน บางท่านมีนิสัยวาสนาในด้านความลึกลับ ซึ่งไปตามอัธยาศัยหรือความชอบ แต่จุดมุ่งหมายใหญ่คือ ความพ้นทุกข์ เพื่อให้ได้เข้าถึงธรรมคือ พระนิพพาน ที่กล่าวกันว่า "ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต" ถ้าเรามาตีความหมายในขั้นละเอียด คืออะไรเป็นตัวเห็น ตอบว่าจิต หมายถึงจิตเห็นเสมือนตาเห็นรูป เพราะไม่มีอำนาจใดจะเท่ากับอำนาจของจิตได้ ผู้ที่นั่งสมาธิและเห็นพระก็เช่นเดียวกัน แต่อยู่ในระดับที่ยังเอาพระเป็นที่พึ่งไม่ได้ ถ้าไม่ได้ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า แต่การเห็นเหล่านี้ ก็อยู่ในขั้นที่เราได้สัมผัส กับพลังงานของพระที่มีอยู่ ทำให้ไม่สงสัยว่าจะมีจริงหรือไม่ ทางพุทธศาสนาเรียกว่าเป็น พุทธนิมิต ธัมมนิมิต สังฆนิมิต

    แรงบันดาลใจที่ทำให้หลวงปู่ดู่ต้องการมาศึกษาเรื่องนี้ คือว่ามีชาวบ้านอยู่คนหนึ่ง กลืนพระวัดตระไกรลงไปในท้อง แล้วมาปรึกษาท่านว่า ควรจะทำอย่างไร ท่านก็บอกว่า ให้ลองเอาผ้าขาวปูเวลานอนหลับ พอตอนเช้าพระก็ออกมาที่ผ้าขาว ซึ่งหลวงปู่ก็คิดว่า การที่พระออกมาที่ผ้าขาวได้นั้น แสดงว่าพระจะต้องมีพลัง พลังอันนี้ก็คือ ภูตพระพุทธเจ้า ในเรื่องของการเคลื่อนที่ของพระยังมีอีกองค์หนึ่งคือ หลวงพ่อใจ วัดเสด็จ ตะกรุดที่ท่านทำเขาเรียก "ตะกรุดโลกธาตุ" บางคนที่เผลอกลืนเข้าไป ท่านจะสั่งให้เอาผ้าขาวปู พอตอนกลางคืนเขาก็พยายามที่จะไปดูว่า ตะกรุดจะออกมาตอนไหน จนกระทั่งม่อยหลับไป เมื่อตื่นขึ้นมาปรากฎว่า ตะกรุดออกมาอยู่ที่ผ้าขาวแล้ว นี่แสดงถึงพลังงานของพระที่ยังมีอยู่ หลวงปู่จึงต้องการจะศึกษาว่า พลังงานของพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ถึงแม้พระพุทธเจ้าจะปรินิพพานไปแล้ว ก็ยังมีพลังงานเหล่านี้อยู่ ส่วนในเรื่องข้อขัดแย้งระหว่างหลวงปู่กับอาจารย์เฮง (ไพรวัลย์) ซึ่งเป็นอาจารย์ของหลวงปู่สี วัดสะแก อาจารย์เฮงจะทำในด้านเกี่ยวกับพรหม คือจะเชื่อว่าพรหมยังมี แต่ในขณะเดียวกันจะถือว่า พระพุทธเจ้าหรือพระอรหันต์พอเข้านิพพานแล้วก็สูญ ไม่มีตัว ไม่มีตน ไม่มีพลังเหลือ หลวงปู่จึงถามท่านว่า อาจารย์เคยไปพระปฐมเจดีย์แล้วเห็นพระธาตุเสด็จหรือเปล่า ท่านก็บอกว่า อยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วย คือ สมัยที่เป็นเสือป่าตามเสด็จรัชกาลที่ ๖ เมื่อครั้งยังทรงเป็นพระบรมโอรสาธิราช ในคืนนั้น พระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า ได้เสด็จออกจากพระปฐมเจดีย์ ระยะหนึ่งแล้วก็กลับมาโดยมีรัศมีสีเขียวเป็นลูกกลมเท่าผลส้มเกลี้ยง ซึ่งในการเห็นครั้งนี้ รัชกาลที่ ๖ พร้อมทั้งข้าราชบริพารที่ตามเสด็จก็เห็นโดยทั่วกัน

    พระองค์จึงทรงมีพระราชหัตถเลขาไปถึงพระราชบิดา หรือพระพุทธเจ้าหลวง โดยทรงอธิบายตามหลักวิทยาศาสตร์ว่า "อาจจะเกิดจากสารเรืองแสง แต่ทรงมีข้อสงสัยว่า น่าจะต้องเกิดขึ้นหลังจากที่ฝนตก แต่การเสด็จของพระธาตุนั้น เกิดขึ้นในขณะที่ฟ้าโปร่ง" รัชกาลที่ ๕ ได้มีพระราชหัตถเลขาตอบมาว่า "ไม่ต้องสงสัยในเรื่องนี้ เพราะพระองค์พร้อมทั้งข้าราชบริพารได้เคยประสบเหตุการณ์เช่นนี้มาแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องของ พระพุทธานุภาพคือ เป็นบารมีของพระบรมสารีริกธาตุ นั่นเอง" ตรงนี้อาจารย์เฮงก็บอกว่า ตนเองก็อยู่ในเหตุการณ์นั้น หลวงปู่จึงได้บอกว่า "ถ้า พระธาตุ หรือพระบรมสารีริกธาตุ เคลื่อนที่ไปได้ก็แปลว่า จะต้องมีพลังงานในการขับเคลื่อน ซึ่งพลังและบารมีนี้ก็แสดงว่าไม่ได้สูญหายไปไหน" หลวงปู่ยังกล่าวอีกว่า "กระดูกคนตายหลายร้อยหลายพันราย เห็นทิ้งกันให้เกลื่อนกลาดดาษดื่น ถ้าภูตพระพุทธเจ้าหมดไปแล้ว พระบรมธาตุจะเสด็จไปได้อย่างไร" อาจารย์เฮงเลยนั่งเงียบ ไม่สามารถจะหาข้อมาโต้แย้งกับท่านได้ เพราะการที่พระธาตุเสด็จ ก็เสด็จไปด้วยอำนาจของภูตเหล่านี้

    เมื่อหลวงปู่กล่าวจบ ท่านได้เล่าความฝันให้ฟังต่อว่า มีพระองค์หนึ่งเป็นพระสงฆ์มีรูปร่างใหญ่ผิวดำมาบอกว่า "ถ้าท่านต้องการของดี ทำไมท่านไม่หา ภูตพระพุทธเจ้า ให้พบ" แล้วพระองค์เดียวกันนั้น ท่านได้มาเขียนคาถาใส่ธง ๓ ธง ขณะที่เขียน ท่านเอียงข้างเขียน จึงมองไม่เห็นว่าท่านเขียนอะไร เสร็จแล้วท่านเอามือตบที่ธง ๓ ครั้ง ธงก็ลอยขึ้นไปพะเยิบพะยาบ หลวงปู่จึงตื่นขึ้น อีกครั้งหลวงปู่ฝันเห็นพระองค์ท่านแบกใบลานเข้ามาบอกว่าจะเอามาให้กิน หลวงปู่บอกว่าผมจะกินเข้าไปได้ยังไง ใบลานตั้งแบก ท่านบอกว่ากินได้ ประเดี๋ยวท่านจะทำให้ ท่านก็เผาใบลาน พอดีหนูเจ้ากรรมกระโดดตกลงมาบนบาตร เลยตกใจตื่นไม่ทันได้กิน ซึ่งแสดงถึงว่าท่านต้องเคยได้มาแล้วในอดีต เมื่อเคยได้มาแล้วในอดีต ก็เกิดแรงบันดาลใจเกี่ยวกับความฝัน จึงทำให้หลวงปู่คิดจะค้นคว้าว่า ภูตพระพุทธเจ้า หรือพลังงานของพระพุทธเจ้าอยู่ที่ไหน มีจริงหรือไม่ สำหรับ พระสงฆ์องค์ที่หลวงปู่พบในฝัน ก็คือหลวงปู่ทวด นั่น เอง แสดงถึงบุญบารมีเก่าที่เคยสร้างมา ทำให้หลวงปู่จึงมาเกิดในนิมิตในเรื่องนี้ พระพุทธโฆษาจารย์ พระภิกษุชาวอินเดียยุคหลังพระพุทธเจ้านิพพานประมาณ ๑ พันปี ได้เขียนไว้ในอรรถกถาธรรมบท ขุททกนิกาย ภาค ๖ เรื่องว่าด้วยตอนพระพุทธเจ้าทรงแสดงปาฏิหาริย์ เสด็จขึ้นไปแสดงธรรมโปรดพระพุทธมารดายังสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ทรงแสดงอภิธรรมโปรดพระพุทธมารดาติดต่อกันตลอด ๑ พรรษา ตามท้องเรื่องก็ว่า พระพุทธมารดาทรงฟังธรรมพระพุทธเจ้าอย่างต่อเนื่องตลอด ๑ พรรษา เวลาใดพระพุทธเจ้าเสด็จไปบิณฑบาต เวลานั้นพระพุทธเจ้าจะทรงเนรมิตสิ่งที่เรียกว่า "พระพุทธนิมิต" ซึ่งเสมือนพระพุทธเจ้าทุกประการ ทำหน้าที่แสดงธรรมโปรดพระพุทธมารดา โดยพระพุทธเจ้าองค์จริงทรงแสดงธรรมถึงไหนแล้ว หยุดไว้ตรงใด เพราะต้องเสด็จไปบิณฑบาต พระพุทธนิมิตก็เข้าทำหน้าที่แสดงต่อจากตรงนั้นไป ครั้นพระพุทธเจ้าทรงฉันอาหารเสร็จแล้ว เสด็จมาแสดงธรรมต่อ ก็ทรงแสดงต่อจากพระพุทธนิมิตได้แสดงไว้ ส่วนพระพุทธนิมิตก็หายไปเป็นอย่างนี้ตลอดพรรษา ๓ เดือน

    ภูตพระพุทธเจ้า จึงมีความหมายถึง พลังงานหรือความดีของพระที่ยังคงอยู่ ไม่ได้สูญหายไปไหน มีผู้ไปเรียนถามหลวงปู่บุดดา ถาวโร ว่า การที่มีผู้ได้มโนมยิทธิ ในสายของหลวงพ่อฤาษีลิงดำ หรือแม้แต่ในสายของหลวงปู่ดู่ก็ดี จะสามารถไปนมัสการพระจุฬามณี และไปเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้จริงหรือไม่ ในเรื่องนี้หลวงปู่บุดดาท่านบอกว่า "สิ่งเหล่า นี้เป็นพุทธนิมิตของพระพุทธเจ้า ถ้าไม่มีศาสนาสิ่งเหล่านี้ก็สิ้นไป แม้แต่ในศาสนาพราหมณ์ ก็ยังมีการปฏิบัติจิต สามารถที่จะพบกับพระพรหม หรือเทวดาในศาสนาของตัวเองได้ หรือแม้แต่ในศาสนาอื่น ก็ยังมีการปฏิบัติทางจิต เช่น ศาสนาคริสต์ แล้วทำไมพุทธศาสนาซึ่งว่าด้วยพระพุทธเจ้า ผู้ที่ปฏิบัติก็น่าที่จะไปพบพระพุทธเจ้าได้" การที่ไปพบพระพุทธเจ้าได้นั้น ก็แสดงว่าพลังงานและพลังจิตไม่ได้สูญหายไปไหน ยังคงมีอยู่ ท่านอธิษฐานไว้ถึง ๕,๐๐๐ ปี แม้ในปัจจุบันจากหนังสือ ที่พระอาจารย์มหาบัว ญาณสัมปันโน ได้เขียนถึงเรื่องพระอาจารย์มั่น ว่า แม้แต่พระอาจารย์มั่นก็ยังพบกับพระพุทธเจ้า หรือแม้แต่พระอรหันต์ที่นิพพานไปแล้ว ซึ่ง ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้เขียนเชิงวิจารณ์ในเรื่องนี้ โดยอ้างตามบาลีว่า พระพุทธเจ้า พระอรหันต์ เมื่อนิพพานแล้วย่อมมีสภาพสูญ แต่สูญในที่นี้หมายถึง สูญจากกิเลส ตัณหา อุปทาน ดังนั้น การที่พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต พบนั้นก็คือ พุทธนิมิตที่พระพุทธองค์ หรือสังฆนิมิต ที่พระอรหันต์มาแสดงให้เห็น แม้แต่เมื่อพระอาจารย์มั่นนิพพานไปแล้ว ลูกศิษย์ของท่านอีกหลายองค์ เช่น หลวงปู่ขาวก็ดี หลวงปู่แหวนก็ดี เมื่อปฏิบัติถึงจุดหนึ่งแล้ว พระอาจารย์มั่น ก็จะมาโปรดในนิมิต ซึ่งแสดงว่าพระอาจารย์มั่นมิได้สูญหายหรือสูญเปล่าไป

    การเสด็จโปรดสัตว์โลก ซึ่งเป็นพุทธกิจของพระพุทธเจ้า ปกติท่านจะเสด็จด้วยพระองค์เอง แต่บางโอกาสก็จะเสด็จโดยพุทธนิมิตในภาวนาก็ได้ ตามพระธรรมทัฏฐกถา กล่าวไว้หลานต่อหลายครั้งว่า พระสาวกของพระองค์กำลังพิจารณาธรรมอยู่ เกิดขัดข้องในการพิจารณาธรรม อันเป็นช่วงสำคัญด้วยประการใดก็ตาม พระพุทธเจ้าระหว่างประทับอยู่ในพระคันธกุฏิ จะทรงเปล่งพระโอภาสแสดงพุทธนิมิตปรากฎพระองค์อยู่ต่อหน้าพระสาวกองค์นั้นๆ ด้วยพระเมตตาธรรม ทรงตรัสแนะ ทรงเฉลยธรรม และเมื่อพระสาวกองค์นั้นพิจารณาตามไป ก็สามารถบรรลุมรรคผล อรหัตผลได้โดยไม่ยาก

    พุทธนิมิตจึงมิ ได้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเพาะสมัยนี้ หากแต่มีมาตั้งแต่ครั้งพุทธกาลแล้ว ผู้รู้ท่านกล่าวว่าเกิดจากกระแสพระเมตตาธรรมของพระพุทธเจ้า ที่ทรงแผ่สู่เวไนยสัตว์เป็นอัปปมาโณพุทโธ คือ ไม่มีประมาณ ไม่มีที่สิ้นสุด ผู้ที่สรรเสริญคุณความดีของพระพุทธเจ้านั้น จึงเปรียบเสมือนนกบินไปมาในอากาศ ผู้ที่เข้าถึงธรรมดังพระอริยสาวก จะเป็นผู้เข้าถึงพุทธนิมิต ธัมมนิมิต สังฆนิมิต ตามภูมิจิตภูมิธรรมของตน หลวงปู่เคยเล่าว่า แต่ครั้งพุทธกาล พระอรหันต์ ๑,๒๕๐ รูป ที่มาประชุมกันในวันมาฆบูชา เพ็ญเดือน ๓ นั้น ท่านได้ภูตพระพุทธเจ้าหรือพุทธนิมิตนี้ ท่านจึงมีใจตรงกันที่จะมานมัสการพระพุทธเจ้า และพระพุทธเจ้าได้ประทาน "โอวาทปาฏิโมกข์" ซึ่งถือเป็นต้นบัญญัติในการเผยแพร่พระพทธศาสนาในครั้งนั้นว่า


    ขันติ ปะระมัง ตะโป ตีติกะขา
    ความอดทน คือความทนทาน เป็นตะบะอย่างยิ่ง
    นิพพานัง ปะระมัง ทันติ พุทธา
    ท่านผู้รู้ทั้งหลาย ย่อมกล่าว พระนิพพานว่าเป็นเยี่ยม
    นหิ ปัพพะชิโต ปะรูปะฆาติ
    บรรพชิต ผู้ฆ่าสัตว์อื่น เบียดเบียนสัตว์อื่น
    สะมะโณ โหติ ปะรัง วิเหฐยันโต
    ไม่ชื่อว่าสมณะเลย
    สัพพะปาปัสสะ อะกะระณัง
    การไม่ทำบาปทั้งปวง
    กุสสะละสู ปะสัมปะทา
    การบำเพ็ญกุศลให้ถึงพร้อม
    สะจิตตัง ปริโยทะปะนัง
    การทำจิตของตน ให้บริสุทธิ์แจ่มใส
    เอตัง พุทธานะ สาสะนัง
    สามอย่างนี้ เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
    อนูปวาโท
    ความไม่เข้าไปว่าร้ายกันด้วย
    อนูปฆาโต
    ความไม่เข้าไปล้างผลาญกันด้วย
    ปฏิโมกเข จะ สังวโร
    ความสำรวมในพระปาฏิโมกข์ด้วย
    มัตตะญะญุตา จะ ภัตตสังสะมิง
    ความเป็นผู้รู้ประมาณในภัตตาหารด้วย
    ปันตัญจะ สะยะนาสนัง
    ที่นอนที่นั่งอันสงัดด้วย
    อธิจิตเต จะ อาโยโค
    ประกอบความเพียรในอธิจิตด้วย
    เอตัง พุทธานะ สาสะนัง
    นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย​

    ในสมัยปัจจุบันท่านธัมมวิตักโก (เจ้าคุณนรรัตน์) ท่านก็ยังเคยส่งกายทิพย์ไปรักษาฝรั่งที่สหรัฐอเมริกา ตามข่าวที่ลงในหนังสือพิมพ์หลายฉบับ เมื่อมีคนไปเรียนถาม ท่านได้อธิบายว่า "พลังจิตเปรียบเสมือนคลื่นวิทยุ สามารถรับได้ทุกแห่งที่ส่งไป แต่การส่งมีมาแต่แหล่งใหญ่เพียงที่เดียว" ผู้เขียนเคยเรียนถามหลวงปู่อินทร์ วัดไทรงามเหนือ จังหวัดกำแพงเพชร เกี่ยวกับเรื่องนิพพานสูญ ท่านตอบสรุปได้ว่า "นิพพานัง ปรมัง สุญญัง สุญ คือ สูญจากกิเลสโลภ โกรธ หลง แต่ไม่ใช่สูญไปหมด เหลือแต่จิตอันบริสุทธิ์" ซึ่งหลวงปู่ดูลย์ อตุโล ท่านอธิบายว่าเป็นลักษณะของจิตที่เข้าสู่สุญญตาหรือความว่างของจักรวาลเดิม ทำให้จิตหมดความคิดปรุงแต่ง ดังที่หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี วัดหินหมากเป้ง ท่านใช้คำว่า "ใจ" นั่นเอง หรืออย่างกับคำกล่าวของหลวงปู่เกษม เขมโก สุสานไตรลักษณ์ ที่ว่า "ความเห็นเป็นต้นเหตุแห่งความคิด ความคิดเป็นต้นเหตุแห่งความเห็น คิดดีก็เป็นทางเย็น คิดไม่เป็นก็เย็นสบาย"

    ดัง นั้น คำว่า ภูตพระพุทธเจ้า ที่หลวงปู่กล่าวถึง ก็คือพลังงานบริสุทธิ์ที่ยังคงอยู่ ไม่ได้เสื่อมสูญหายไปไหน ขอให้นักปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์ได้โปรดเข้าใจ สิ่งใดก็ตาม ที่ทางโลกไม่รู้ไม่เห็นได้ด้วยตาเปล่า หรือยังพิสูจน์ไม่ได้ เขาจะพูดว่าไม่มี แต่สำหรับทางธรรมนั้น การเรียนรู้ถึงกิเลส เป็นสิ่งละเอียดเกินกว่าทางโลกจะเข้าไปสัมผัสได้ถึง จึงมิควรที่จะกล่าวว่าสิ่งนั้นไม่มี เหมือนกับเรามองไม่เห็นเชื้อจุลินทรีย์ได้ด้วยตาเปล่า แต่ถ้าใช้กล้องจุลทรรศน์ซึ่งทางโลกประดิษฐ์ขึ้น ก็สามารถจะรู้ได้เป็นลำดับ จนปัจจุบันมีการประดิษฐ์กล้องอิเล็กตรอน ทำให้เรามองเชื้อโรคเป็นสิ่งไม่ลึกลับอีกต่อไป

    ส่วน ธรรมะของพระพุทธองค์นั้น มีอยู่สิ่งเดียวที่เราจะเข้าถึงได้คือ การเรียนรู้ถึงเรื่องของจิตใจ อันเป็นสิ่งที่ต้องประพฤติปฏิบัติด้วยตนเอง เรียกว่า "ปัจจัตตัง" ทำให้เราเป็นคนฉลาด คือมีกุศลกรรมบังเกิดขึ้นและจะไม่ทำให้เกิดข้อผิดพลาดในการสบประมาทต่อสิ่ง ที่เราคิดว่าไม่มี เพื่อไม่ให้เกิดผลกรรมที่ตัวเองเป็นผู้กระทำโดยไม่ตั้งใจ

    กล่าวโดยสรุป เมื่อประมาณปี ๒๕๒๘ ที่วัดสะแก ได้ เกิดพุทธนิมิตขึ้น คือ เกิดขึ้นที่พระพุทธรูป แก้วน้ำ หรือสิ่งต่างๆ ซึ่งการเกิดนี้มีลักษณะที่เป็นพระพุทธรูป เป็นวิมานแก้ว หรือเป็นรูปหลวงปู่เองก็ดี รูปพระสงฆ์องค์อื่นก็ดี มีพุทธศาสนิกชนมาดูกันมากมาย แล้วก็วิจารณ์ไปต่างๆ นาๆ ว่าจะเป็นการสะท้อนของแสงหรือไม่ แต่เมื่อพิสูจน์กันอย่างจริงจังแล้ว ก็ไม่สามารถที่จะบอกได้ว่าเป็นภาพลวงตา หรือแม้แต่ภาพถ่ายซึ่งมีอยู่ปีหนึ่งถ่ายรูปหลวงปู่ในงานถวายกระทง รูปหลวงปู่ก็เกิดมีเส้นแสงของพลังเกิดขึ้น พลังนี้ไม่ใช่มีแต่เฉพาะหลวงปู่องค์เดียว หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี ก็ดี หรือหลวงพ่ออีกหลายๆ องค์ก็ดี อย่างเช่น พระอาจารย์จวน ก็เกิดแสงสว่างแบบนี้เช่นกัน สิ่งเหล่านี้น่าจะเป็นตัวชี้ว่า พลังงาน พลังจิตนั้นเป็นของมีจริง และในเหตุการณ์ปัจจุบันที่เพิ่งผ่านมาไม่นานนี้ ในงานหล่อพระที่วัดพุทไธสวรรค์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ ๒๑ พฤศจิกายน ๒๕๓๗ เป็นพระพุทธรูปปางอู่ทอง ที่จะนำไปประดิษฐานที่ สำนักสงฆ์พุทธพรหมปัญโญ ตำบลเมืองนะ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งได้สร้างให้หลวงปู่เป็นอนุสรณ์ ในเทปวิดีโอที่ปรากฎขึ้นมานั้นก็มี ลักษณะของวิมานแก้ว และลักษณะของพลังรัศมี ๖ ประการ เกิด ขึ้น ในขณะที่กำลังเททองหล่อพระพุทธรูปองค์นี้ หรือแม้แต่ในถ้ำเมืองนะ ซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักสงฆ์พุทธพรหมปัญโญ ก็ยังมีลักษณะของเส้นแสงเกิดขึ้นเช่นกัน

    ที่ วัดพระพุทธฉาย จังหวัดสระบุรี มีรูปขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ปรากฎอยู่บนหน้าผา ซึ่งรูปนี้มีประชาชนไปเคารพสักการะมาก หลวงปู่ปาน วัดบางนมโค เคยเดินธุดงค์ไปแล้ว ได้อธิษฐานและนั่งสมาธิ ท่านก็รับรองพระพุทธฉายนั้นเป็นของจริง มีจริง สำเร็จได้ด้วยพระพุทธบารมี หมายถึงพระพุทธองค์ถ่ายรูปเอาไว้ ณ ที่แห่งนี้ บารมีของพระพุทธองค์นั้น เป็นบารมีที่ยิ่งใหญ่ไพศาล ย่อมสามารถที่จะแสดงสิ่งที่เหนือมนุษย์ได้ สิ่งเหล่านี้ทางพระพุทธศาสนาเรียกว่า "อภิญญา" คือ ความรู้ยิ่ง ดังนั้นในเรื่องที่เกี่ยวกับพุทธนิมิต สิ่งที่จะเป็นตัวเสริมว่า สิ่งเหล่านี้มีจริงนั้น ก็ต้องอยู่ที่จะต้องมีการประพฤติปฏิบัติ เพราะบุคคลที่จะประพฤติปฏิบัติแล้วไปพบพระพุทธเจ้า พบหลวงปู่ดู่ พบหลวงปู่ทวดได้ ก็จะเป็นเครื่องเจริญศรัทธา จะมีความก้าวหน้า เจริญยิ่งๆ ขึ้นไป

    สำหรับผู้มีปัญญาแล้ว การได้มานมัสการก็ดี ได้ชมพุทธนิมิตด้วยตนเองก็ดี จะเป็นภาพติดตาติดใจ เป็นพุทธานุสสติกรรมฐานอีกด้วย ดังคำหลวงปู่ที่ว่า


    ดูแล้วให้จำ จำแล้วเอาไปทำ (ปฏิบัติ) ที่บ้าน
    ถ้าเราทำเป็น ทำที่บ้านเราก็เห็น ไม่ต้องมาวัดหรอก
     
  7. pump - อภิเตโช

    pump - อภิเตโช เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 พฤษภาคม 2008
    โพสต์:
    1,202
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +6,797
    ๖.
    การเกิดพระธรรมธาตุ


    เมื่อมีการสร้างพระเครื่อง โดยมีผงพระพุทธคุณต่างๆ เช่น อิทธิเจ มหาราชปถมัง หรือสิ่งเป็นมงคลพวกดอกไม้ ขี้ไคลเสมา เป็นต้น มักจะมีการผสมเกศาของพระภิกษุผู้บรรลุคุณธรรมชั้นสูง เมื่อเวลานานไป จะมีการงอกในลักษณะพระธาตุขึ้นที่องค์พระ เช่น ในพระเครื่องของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี

    พระเกศาของหลวงปู่ดู่

    อาจ มาจากสาเหตุที่ว่า ในพวกธาตุทรายและแร่บางตัวที่เป็นองค์ประกอบของกระดูก หรือที่รวมเรียกว่า ธาตุดิน ซึ่งในเกศาของพระอรหันต์ก็เป็นธาตุดินเช่นกัน แต่เป็นธาตุดินที่มีพลังงานในตัวเอง ทั้งนี้เกิดจากความบริสุทธิ์ของจิต ที่หมดจากความโลภ โกรธ หลง อย่างสิ้นเชิง พลังงานนี้อยู่ในรูปของความร้อน หรือที่เรียกว่า "เตโชธาตุ" ซึ่งเกิดจากความเป็นทิพย์ของอริยจิต สามารถเปลี่ยนเกศาให้เป็นพระธาตุได้ด้วยตัวเอง หรือเหนี่ยวนำกับธาตุดินที่เป็นส่วนประกอบของพระเครื่อง ได้แก่ พวกทรายหรือซิลิกอนให้กลายเป็นแก้วขึ้นมาได้ โดยมีลักษณะใสและมีผลึกเกิดขึ้น ซึ่งรวมเรียกว่า "พระธรรมธาตุ" นัยหนึ่งหมายถึง การเปลี่ยนแปลงธาตุดินให้เป็นพระธาตุ โดยอาศัยคุณธรรมของท่านผู้มีความบริสุทธิ์

    เมื่อผู้เขียนได้รับมอบหมายจากหลวงปู่ให้สร้าง "ลูกแก้วสารพัดนึก" ท่านได้มอบเกศาให้มาผสมกับผงพุทธคุณเช่นกัน ได้เกิดเหตุของความอัศจรรย์ คือผงที่เหลือจากการทำส่วนหนึ่ง ได้เกิดเป็นพระธาตุขึ้นมา ผู้เขียนจึงกราบเรียนหลวงปู่ทวด เพื่อถามถึงสาเหตุว่ามีได้อย่างไร หลวงปู่ตอบว่า "เป็นของอาจารย์เธอ" เมื่อมีโอกาสจึงจะถามหลวงปู่เพื่อให้หายสงสัย แต่หลวงปู่ท่านตอบเสียก่อนว่า "ที่หลวงปู่ทวดบอกนั้นถูกต้องแล้ว ไม่ต้องสงสัย" และท่านยังกล่าวเสริมอีกว่า "เกศาของข้า มีคนเขานำไปบูชาเกิดเป็นพระธาตุขึ้นมาได้" ผู้เขียนจึงถามต่ออีกว่า "ยังไม่ตายก็เป็นได้หรือครับ" หลวงปู่พยักหน้ารับ และบอกลักษณะการเกิดขึ้นคือ "เกศาจะมารวมตัวกันเป็นร่างแหเสียก่อน จึงเกิดเป็นพระธาตุขึ้นมาได้" ทำให้ผู้เขียนคิดถึงเกศาหลวงปู่ที่ใส่ผอบไว้ เกิดลักษณะแบบเดียวกับที่ท่านอธิบาย แต่เพราะความไม่รู้ จึงจับแยกออกจากกัน หลังจากนั้นมา จึงไม่กล้าแยกเส้นเกศาเมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้

    การเกิดพระธาตุจากกระดูกพระอรหันต์
    กระดูก พระอรหันต์ ก็มาจากปุถุชนธรรมดา ซึ่งต้องอาศัย ดิน น้ำ ลม ไฟ และอากาศธาตุ จากของสากลเหมือนกับลมหายใจ ไม่มีการจำกัดลักษณะของผู้ใช้ว่าคนรวย คนจน สัตว์เล็ก สัตว์ใหญ่ เพราะมีออกซิเจนประกอบทั้งสิ้น แต่ในพระอรหันต์เจ้า ย่อมมีความผิดแปลกไปจากเดิมคือ กระดูกจะเปลี่ยนเป็นพระธาตุ เพื่อแสดงถึงการเหนือโลก เหนือสมมติอย่างสิ้นเชิง เปรียบเสมือนกับของใช้ของพระเจ้าแผ่นดิน เช่น พระมหามงกุฎ ซึ่งบุคคลธรรมดาสามัญทั่วไป ไม่สามารถนำมาใช้ได้ เพราะถือว่าเป็นของสูง ผู้มีบุญบารมีเท่านั้นจึงจะได้เป็นกษัตริย์ ในทำนองเดียวกัน ธาตุดินของพระอรหันต์ก็ต้องแสดงความพิเศษ คือบุคคลทั่วไปไม่สามารถนำมาประกอบเป็นธาตุดิน (รูปกาย) ขึ้นได้ ด้วยพลังงานแห่งความบริสุทธิ์ของจิต ส่งผลให้กระดูกซึ่งเป็นธาตุคาร์บอนกลายเป็นเพชรได้ โดยไม่ต้องอาศัยความร้อนสูง และใช้เวลาหลายร้อยปี

    การเกิดพระธรรมธาตุนั้น ในพระของหลวงปู่ดู่ จะอัศจรรย์ก็คือ จะมี ลักษณะของผลึกที่มีความแวววาว มีลักษณะคล้ายเพชร ข้าพเจ้าได้เคยนำไปให้นักธรณีวิทยาใช้กล้องส่อง เมื่อส่องออกมาแล้ว เขาได้อธิบายในแง่ของทางวิทยาศาสตร์ว่า เป็นผลึกของแคลเซี่ยมซัลเฟต หรือผลึกของหินปูนได้นั้น หินปูนก็น่าจะมาจากผง หรือดินสอพองที่หลวงปู่นำมาเขียนเป็นอักขระคาถา แล้วก็ลบมาเป็นผงต่างๆ อันเกิดเป็นผลึกขึ้นมาได้ แต่มีอยู่สิ่งหนึ่งที่เขาอธิบายไม่ได้ก็คือว่า ลักษณะของการเกิดผลึกเหล่านี้ จะต้องอาศัยความร้อนอย่างมาก ซึ่งเขาได้ถามผู้เขียนว่า ได้นำไปอบหรือไปเผาด้วยความร้อนสูงหรือไม่ ผู้เขียนก็ตอบว่า ใช้อุณหภูมิธรรมดา ดังนั้น จึงมีข้อสงสัยว่า แล้วความร้อนหรือเดลต้าฮีทนี้มาจากที่ไหน ซึ่งผู้เขียนบอกว่า ควรจะมาจากพลังจิตของหลวงปู่ได้ไหม เพราะพลังจิตนี้แสดงออกมาในรูปของดิน น้ำ ลม ไฟเอง สำหรับผู้ที่ได้อภิญญาแล้ว พลังเหล่านี้ก็มาเปลี่ยนธาตุปูน ที่มีอยู่ในองค์พระให้เป็นผลึกขึ้นมา เขาก็บอกว่า ถ้าอย่างนั้นแล้วก็แปลว่าหมดสงสัย ว่าความร้อนนี้เกิดมาจากไหน

    ส่วนในเรื่องเกศาหลวงปู่นั้น เมื่อนำมาส่องดูจะมี ลักษณะที่ใสตลอด ไม่มีความขุ่นมัวแม้แต่นิดเดียว สิ่งเหล่านี้แสดงถึงคุณธรรม ความบริสุทธิ์ หรือพลังของความบริสุทธิ์ สามารถเปลี่ยนธาตุ เปลี่ยนขันธ์ ให้กลายเป็นส่วนที่ใสขึ้นมาได้

    ผู้เขียนโชคดี ที่ได้รับฟันของหลวงปู่ ซึ่งท่านมอบให้โดยกล่าวว่า "เก็บไว้ให้ดี ถ้าหายไปก็ไม่มีของแทนแล้ว ลองตรวจดูซิว่าใช้ประโยชน์ทางไหนได้บ้าง" ผู้เขียนตอบท่านว่า "ไม่หรอกครับ เสกมาไม่รู้กี่ปีแล้ว" หลวงปู่กล่าวว่า "ไม่ใช่ อยากรู้เคล็ดลับว่ามีอะไร" ผู้เขียนจึงตอบท่านว่า "ที่รู้ๆ ก็คือ พระธาตุ" หลวงปู่สรุปว่า "เรื่องพระธาตุน่ะ แน่นอนอยู่แล้ว" ฟันที่ได้มาครั้งแรก เมื่อดูด้วยสายตายังแสดงการเป็นพระธาตุไม่ชัดเจน แต่หลังจากที่นำมาบูชาได้ ๒ ปี จึงมีลักษณะมัน สีเหลืองสวย ส่วนขาวของฟัน มีความแวววาวเหมือนมุก ส่วนรากฟันเกิดความสดใสสวยงามมาก ผู้เขียนเคยให้ทันตแพทย์และนายแพทย์ที่ชำนาญทางกระดูกตรวจดู ต่างลงความเห็นว่าฟันของหลวงปู่มีลักษณะเหมือนกับมีชีวิต หลวงปู่เพิ่งจะมาบอกกับผู้เขียนก่อนที่ท่านจะมรณภาพว่า "แกรู้ไหมว่าข้าเสกเป็นอะไร ข้าอธิษฐานขอให้เป็นพระเขี้ยวแก้วของพระพุทธเจ้า" ซึ่งแสดงถึงสัจจธรรมในความเป็นพระอริยะผู้บรรลุธรรมชั้นสูงของท่าน

    การ เปลี่ยนจากกระดูกหรือธาตุดินของพระพุทธเจ้าหรือพระอรหันต์ อย่างในปัจจุบัน กระดูกของพระอาจารย์มั่น หลวงปู่แหวน หรือแม้แต่อีกหลายๆ องค์นั้น จากอัฐิธาตุธรรมดา ก็สามารถที่จะกลายเป็นพระธาตุได้ ซึ่งมีลักษณะใส หรือลักษณะสีต่างๆ กัน ก็คงจะเปลี่ยนในแนวเดียวกับที่อธิบายไว้แล้ว กับการเกิดพระธรรมธาตุ ซึ่งพระธรรมธาตุนั้น ไม่มีส่วนของอัฐิธาตุปนอยู่ด้วย สิ่งที่แสดงถึงคุณธรรมอย่างเช่น พระอาจารย์มั่นนั้น จากอัฐิธาตุธรรมดา ใช้เวลาสักระยะหนึ่ง จึงกลายมาเป็นพระธาตุได้ สำหรับบางองค์อย่างเช่น พระอาจารย์ต่วน วัดกล้วย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อมีการนำท่านมาเผาแล้ว อัฐิธาตุของท่านก็กลายเป็นพระธาตุขึ้นมา มีสีทอง เงิน นาก แล้วก็มีลักษณะใส แวววาว ในวันรุ่งขึ้นนั้นด้วย สิ่งเหล่านี้ก็แสดงถึงว่า พระพุทธศาสนาไม่ได้เป็นสิ่งที่โกหกหลอกลวง สามารถที่จะพิสูจน์ได้ในบุคคลที่มีความบริสุทธิ์อย่างเช่น พระอรหันต์ เป็นต้น
     
  8. pump - อภิเตโช

    pump - อภิเตโช เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 พฤษภาคม 2008
    โพสต์:
    1,202
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +6,797
    ๗.
    ปลุกเสกพระ ปลุกเสกใจ


    ในการปลุกเสกอธิษฐานของหลวงปู่แต่ละครั้ง จะไม่มีพิธีอะไรมาก บางครั้งท่านจะชุมนุมเทวดาก่อน แล้วจึงอธิษฐานปลุกเสกตามลำดับ ท่านบอกว่า "อาราธนามาหมด พระทั้งแสนโกฏิจักรวาล" พระพุทธเจ้าไม่ใช่มีแต่จักรวาลนี้ สมัยเมื่อพระโมคคัลลาน์ยังมีชีวิตอยู่ ท่านท่องไปในจักรวาลต่างๆ ไปจักรวาลไหนก็เอาเม็ดถั่วเขียวทิ้งไว้ ไปจนหลงกลับไม่ถูก ไปพบพระพุทธเจ้าอีกจักรวาลหนึ่ง ท่านเลยบอกให้นึกถึงพระพุทธเจ้าที่พระโมคคัลลาน์เป็นอัครสาวกอยู่ เมื่อนึกแล้ว พระโมคคัลลาน์จึงกลับมาได้ การเสกของคนคนเดียวน่ะขลังยาก ต้องอาศัยบารมีพระ บารมีพรหม เทวดาช่วย คนเราต้องไหวดี เอาตัวเองเก่งคนเดียวนั้นยาก พระโมคคัลลาน์ท่านเก่งทางฤทธิ์ แต่อย่างไรก็สู้ทางปัญญาไม่ได้ ดังเช่นคราวหนึ่ง พระพุทธเจ้าให้พระโมคคัลลาน์นับเม็ดฝนที่ตกในจักรวาล พระโมคคัลลาน์ใช้ฤทธิ์เหาะไปนับ แต่พระสารีบุตรไม่ไป อยู่กับที่ใช้ปัญญาถามพระพุทธเจ้า ผลออกมาเหมือนกัน แต่เหนื่อยผิดกัน

    สำหรับคาถาที่ท่านใช้ปลุกเสกมีหลายบท แต่ท่านสรุปว่า "บรรดา มนต์ดลต่างๆ นั้น สู้บทสวดมนต์ไม่ได้ เพราะมีอานุภาพมากกว่ากัน บทไหนก็ใช้ได้ทั้งนั้น ดีทั้งนั้น เมื่อก่อนข้าเรียนมาหมด เวทมนต์คาถาว่าเละไปด้วยกัน เดี๋ยวนี้ทิ้งหมดแล้ว เอาคุณพระดีกว่า พุทธัง ธัมมัง สังฆัง น่ะยอดคาถาอยู่แล้ว ไม่ว่าบทไหนก็ตาม จะต้องมีการปลุกเสกด้วยบทมหาจักรพรรดิ์ทั้งสิ้น พระที่ข้าทำน่ะ ข้าก็ว่าทำดีแล้ว แต่คนที่ไปใช้จะทำดีตามหรือเปล่า บางคนก็กลัวว่าไปรอดราวตากผ้า ไปทำไม่ดี พระจะเสื่อมหรือไม่ ของดีน่ะไม่มีเสื่อม ไอ้ที่เสื่อมน่ะ ใจคนเสื่อม"

    ที่หลวงปู่บอกว่า การสวดมนต์นั้นจะดีกว่าการใช้มนต์ดล การใช้มนต์ดลคือ คำหน้า ที่ใช้คำว่า "โอม" ก็ดี หรือคำที่ใช้คำกล่าวถึงเทพหรือฤาษีต่างๆ นั้น หลวงปู่บอกว่าใน ๗ ตำนาน หรือ ๑๒ ตำนานนั้น เป็นการแสดงถึงบารมีของพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ บารมีเหล่านี้เป็นสิ่งที่ซึ่งแสดงออกมาได้ และเมื่อท่านผู้หนึ่งผู้ใด สำเร็จในพลังจิตแล้ว มีแต่การนำเอาบทสวดมนต์ใน ๗ ตำนาน มาสวดในการปลุกเสก โดยยังไม่ทันเข้าสมาธิ ก็สามารถทำให้วัตถุนั้น เกิดเป็นพลังงาน พลังจิตขึ้นมาได้ อย่างเช่นหลวงพ่อเนียม วัดน้อย ซึ่งเป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง เจ้าคุณนรรัตน์ ราชวานิต เวลาท่านปลุกเสกวัตถุมงคล ท่านจะสวดมนต์หลายบท ซึ่งมนต์หลายบทนั้นก็อยู่ใน ๗ ตำนาน หรือแม้แต่ สมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี วัดระฆัง การปลุกเสกพระสมเด็จ ท่านก็ใช้คาถาชินบัญชร ซึ่งแสดงว่าพระที่ท่านมีพลังจิตแล้ว แม้ท่านจะกล่าวอะไรขึ้นมาก็ตาม ก็ย่อมเกิดเป็นพลังงานได้ง่าย สำหรับการปลุกเสกพระของหลวงพ่อวัดประดู่ทรงธรรมนั้น จะต้องมีธาตุทั้ง ๕ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ และอากาศธาตุ อันนี้ก็หมายถึง ในคนเช่นมนุษย์ทั่วไป ก็จะมีธาตุเหล่านี้ประกอบอยู่ ดังนั้นวัตถุหรือรูปเปรียบ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ซึ่งยังไม่มีการปลุกเสกก็เสมือนเป็นตุ๊กตาหรือเป็นรูปธรรม แต่เมื่อมีการปลุกเสกหรือการอธิษฐานแล้ว ก็เป็นการเชิญพลังงานเหล่านี้ มาสถิตอยู่ในองค์พระเหมือนกับบรรจุลงไป เมื่อบรรจุลงไปแล้ว ก็จะทำให้วัตถุนั้นเป็นวัตถุที่มีพลังขึ้นมาได้ หรือแม้แต่หลวง พ่อคล้าย วัดจันทร์ดี การปลุกเสกของท่าน ท่านก็อธิษฐานเอาความว่างเปล่าลงไปไว้ในวัตถุเหล่านั้น ความว่างเปล่านั้น ไม่มีผู้หญิง ไม่มีผู้ชาย มีแต่ความบริสุทธิ์ เมื่อมีความว่างเปล่าไปบรรจุในวัตถุ วัตถุนั้นก็ย่อมมีพลานุภาพขึ้นมาได้ จึงมีทั้งรูปธรรม และนามธรรมเกิดขึ้นในวัตถุมงคลเหล่านั้น

    ข้าพเจ้า "พระเครื่องที่ทำด้วยโลหะกับเนื้อผง เนื้อผงน่าจะแรงกว่าใช่ไหมครับ"

    หลวงปู่ "ไม่จำเป็น ดูอย่างหลวงพ่อเกษม ท่านเสกก้านธูป คนเอาไปยิงไม่ออก อยู่ที่ผู้เสกหรือตัวอาจารย์นั่นแหละ"

    ข้าพเจ้า "แล้วพระที่มีการจารด้วยเหล็กจาร กับไม่จารนั้นต่างกันหรือไม่"

    หลวงปู่ "การจารนั้นก็คือ นำมาทำอีกครั้งหนึ่ง อธิษฐานอีกครั้งหนึ่ง"

    ข้าพเจ้า "การปลุกเสกพระด้วยคณาจารย์หลายๆ องค์ กับองค์เดียวทำ หรืออธิษฐานจากที่หนึ่ง ไปช่วยอีกที่หนึ่งนั้นเป็นไปได้ไหม"

    หลวงปู่ "เป็น ไปได้ อำนาจจิตน่ะเป็นของวิเศษ ไปได้เกินกว่าแสนโยชน์ แต่การที่เขาต้องมีพิธีปลุกเสก โดยให้มีคณาจารย์นั่งรวมกันหลายๆ องค์ ก็เพื่อประโยชน์ของผู้ที่จะนำไปใช้ คือเกิดกำลังใจดีกว่ากัน ที่จริงผลเหมือนกัน"

    ข้าพเจ้า "แล้ว การที่ปลุกเสกหลายๆ วัน กับปลุกเสกช่วงระยะเวลาเดี๋ยวเดียว อย่างหลวงปู่แหวนปลุกเสกไม่เกิน ๑๕ นาที หรือหลวงปู่เสก ก็เห็นเต็มหมดแล้วนี่ครับ"

    หลวงปู่ "อยู่ ที่เชื่อ หลวงพ่อเกษมท่านให้คนถือของหรือกล่องที่จะเสก เดินผ่านช่องกุฏิ ท่านเป่าพรวดเดียวก็ใช้ได้ การปลุกเสกนานๆ อย่างเช่น ในไตรมาส ก็เป็นการบังคับให้ต้องทำเสมอ เสกนานก็ทำให้เพิ่มเติมอะไรที่เห็นว่าขาดตกบกพร่อง ถ้าใครเชื่อข้า ข้าก็ไม่ต้องเสก หยิบให้แล้วนำไปใช้ได้เลย"

    ข้าพเจ้า "พระอรหันต์ประเภท สุกขวิปัสสโก ท่านจะมีความสามารถในการเสกพระหรือไม่ครับ"

    หลวงปู่ "สุกขวิปัสสโก ก็ประเภททำให้หมดทุกข์คนเดียว แต่แกเอ๋ย พระ อรหันต์น่ะ ท่านทำอะไรก็ได้ เพียงแต่การอธิษฐานว่า ขอให้วัตถุเหล่านี้ จงศักดิ์สิทธิ์ ผู้นำไปใช้จงมีความสำเร็จ เช่นเดียวกับข้าพเจ้าก็ใช้ได้แล้ว"

    หลวงปู่ยังได้เล่าถึง วิธีการปลุกเสกพระ ตามแบบฉบับของ วัดประดู่ทรงธรรม จังหวัดอยุธยา ดังนี้

    "การ ปลุกเสกพระจริงๆ แล้ว จะต้องมีผู้ทำอย่างน้อย ๔ คน หมายถึง ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ โดยมีตัวอาจารย์เป็นผู้ควบคุม และหมายถึงอากาศธาตุ ต้องทำให้สว่าง เวลาจะลงเป็นอย่างไหนต้องรับรองได้ การนำไปใช้จึงสัมฤทธิผล สมัยโบราณเขาต้องมีการยิงปืน ตีดาบให้ได้ยินเสียง เพื่อเป็นการปลุกจิตปลุกใจเพื่อเสก เพื่อให้เกิดความขลังได้ง่าย"

    ข้าพเจ้า "การที่หลวงปู่จะทำอะไรทุกครั้งเห็นต้องมีคนคุม คือคอยตรวจสอบดูว่าเป็นอย่างไรบ้าง ถ้าเกิดไม่มีเขาเหล่านั้น แล้วหลวงปู่จะทำอย่างไร"

    หลวงปู่ "ไม่มีก็ไม่เป็นไร เพราะเราแน่ใจว่าเมื่อตั้งอธิษฐานอะไรแล้ว ต้องเป็นไปตามนั้น"

    ข้าพเจ้า (ยกมือขึ้นสาธุ) "แสดงว่าหลวงปู่ต้องการให้ผู้ที่นั่งอยู่เกิดบุญ เพราะจะได้โมทนาในสิ่งที่ตนรู้เห็น เป็นการช่วยให้เขาได้บุญน่ะครับ"

    หลวงปู่ท่านยิ้มอย่างมีเมตตา และทำให้ข้าพเจ้าทราบว่า หลวงปู่ท่านมีกุศโลบายในการที่จะทำให้คนได้บุญ และท่านยังเสริมอีกว่า "บุญนั้นหมั่นทำไว้ ปฏิบัติไว้ คนไหนที่เขาว่าทำได้ดีได้เห็นอะไรก็ตาม โมทนาไปเลยไม่มีเสีย มีแต่ได้ อย่าไปขัดเขา เวลา เดินผ่านไปไหนเห็นดอกไม้เขาปลูกอยู่ เราก็นึกถวายพระแทนเขา ของอะไรก็ตามนึกถวายพระพุทธเจ้าได้บุญทั้งนั้น เวลาจะเปิดไฟ ถ้าอยากได้บุญก็ว่า โอม อัคคีไฟฟ้า พุทธบูชา ธัมมบูชา สังฆบูชา ก็ได้แล้ว"

    ข้าพเจ้า "ถ้าเราถวายแทนเขาโดยไม่ขออนุญาตนี้ จะผิดศีลข้อ ๒ หรือไม่ครับ"

    หลวงปู่ "ก็แกแผ่เมตตาให้เจ้าของเขาหรือเปล่าล่ะ ถ้าแผ่เมตตาให้เขาก็ไม่บาป" (ผู้เขียนเข้าใจว่า ถ้าไม่แผ่เมตตาให้เจ้าของก็ไม่ผิดศีลข้อ ๒ แต่ที่หลวงปู่ว่าไม่บาป คงหมายถึงทำให้ใจเราไม่เศร้าหมอง)

    หลวงปู่ท่านยิ้ม แล้วตอบให้ศิษย์หายข้องใจ โดยท่านสรุปการปลุกเสกพระให้ขลังไว้ดังนี้

    "เรื่องของคงกระพันชาตรีน่ะทำง่าย แค่ขนลุกก็เหนียวแล้ว แคล้วคลาดน่ะดีกว่า เพราะไม่เจ็บตัว การเสกพระทำน้ำมนต์ให้ดีให้ขลัง ต้องทำใจของเราให้มีเมตตา คือรักเขายิ่งชีวิตแล้วจะได้ผลดี การเสกพระให้มีพุทธคุณทางเมตตาน่ะ ทำยากที่สุด หมั่นปฏิบัติไปเถิด"

    คำพูดของหลวงปู่ถือเป็นสัจธรรม หรืออมตธรรมที่ตรงกับพระพุทธภาษิตที่ว่า "โลโกปัตถัมภิกาเมตตา เมตตาเป็นธรรมค้ำจุนโลก" คือต้องทำตัวเราเองให้เป็นคนดีเสียก่อน จึงจะมีผลในการดำเนินชีวิต และทำให้คนใกล้ชิดได้รับความสุขไปด้วย

    พวก ติดคุกติดตะรางหรือไอ้เสือทั้งหลายเหล่านี้ มักจะมีความสามารถทางคงกระพันชาตรี แล้วเกิดฮึกเหิมขาดศีลธรรม ทำให้เขาต้องประพฤติตัวออกนอกลู่นอกทางไปในที่สุด บางคนไม่มีพระ ไม่มีคาถาอาคม ก็ยังสามารถรอดจากภยันตรายได้ เรื่องมีว่า มีคนเหนือไปทำงานแถบปราจีนบุรี ซึ่งมีพวกเขมรมาก และเกิดไปขัดใจกับพวกนั้น พวกเขมรนั้นเก่งทางทำของ ทำคุณไสย เขาก็ปล่อยมาให้เจ้าคนนี้ แต่ก็น่าแปลกใจที่ไม่สามารถทำอะไรได้ จนในที่สุดคนทำของเกิดความสงสัยจึงไปถาม เขาตอบว่า "ไม่มีเครื่องรางของขลังอะไรเลย คาถาอาคมก็ไม่มี แต่ก่อนจะนอนทุกคืนต้องกราบหมอน ไหว้พ่อไหว้แม่ เป็นเช่นนี้มิได้ขาด" คนทำของจึงบอกว่า "คืนนี้แกอย่าไหว้พ่อ ไหว้แม่นะ ข้าจะปล่อยของแล้วจะแก้ให้" เขาก็ทำตาม ตอนนี้เป็นเพื่อนกันแล้ว คืนนั้นก็ปล่อยของเข้าตัวได้ แล้วเขาก็แก้ให้ นี่ขนาดไหว้พ่อ ไหว้แม่นะ ทำให้จริงยังสามารถป้องกันตัวได้ หลวงปู่สอนให้พวกเรามีความกตัญญูรู้คุณพ่อแม่ และผู้มีพระคุณทั้งหลาย ซึ่งถือเป็นคุณธรรมที่ควรประพฤติปฏิบัติ ดังพุทธภาษิตว่า "นิมิตตัง สาธุ รูปานัง กตัญญูกตเวทิตา" ความกตัญญูกตเวทิตา เป็นเครื่องหมายของคนดี
     
  9. pump - อภิเตโช

    pump - อภิเตโช เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 พฤษภาคม 2008
    โพสต์:
    1,202
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +6,797
    ๘.
    พิธีการสร้างพระกลางลาน


    มี อยู่ครั้งหนึ่ง ทางวัดสะแกประสงค์จะสร้างพระ โดยทำพิธีกันที่กลางลานวัด โดยหลวงปู่สี พินทสถวัณโณ เป็นประธานในการทำพิธีพุทธาภิเษก พร้อมด้วยคณาจารย์อีกหลายท่าน อาทิ หลวงพ่ออั้น วัดพระญาติ เป็นต้น หลวงปู่สีเป็นคณาจารย์ซึ่งมีพลังจิตสูง แต่ในการศึกษาเบื้องแรกของท่าน ท่านจะทำไปในลักษณะของทางพราหมณ์ เนื่องจากการร่ำเรียนของท่าน ท่านคิดว่าพรหมนั้นน่าจะต้องเป็นอมตะ เป็นสิ่งที่สูงสุด หลวงปู่ได้เล่าว่า "เราก็มาคำนึงว่า ของที่ออกไปให้ญาติโยมบูชานี้ ต้องให้ดีจริง มิเช่นนั้นจะมีผลเสียกับวัดสะแก" คือเจตนาของท่านเพื่อรักษาศักดิ์ศรีของวัดสะแก ในฐานะที่หลวงปู่อาศัยอยู่ที่วัดสะแกด้วย ดังนั้น ท่านจึงคิดหาวิธีที่จะช่วยเหลือพิธีครั้งนี้ ท่านเล่าว่า "ฉันก็ตั้งจิตอธิษฐานให้สายไฟที่ออกไปจากกุฏินี้เป็นสายสิญจน์ เพราะสมัยก่อน กุฏิของฉันเป็นศูนย์รวมที่จะออกจ่ายไฟไปยังที่ต่างๆ"

    เมื่อพิธีพุทธาภิเษกผ่านไปอีกวันหนึ่ง หลวงปู่สีเดินมาที่หน้ากุฏิหลวงปู่แล้ว ท่านพูดขึ้นว่า "ยวง ไปถามหลวงปู่ทวดทีว่า ใครเอาอะไรไปครอบให้พระของข้า" (ยวง คนนี้มีศักดิ์เป็นหลานของหลวงปู่ดู่) หลวงปู่ดู่จึงยกมือขึ้นไหว้หลวงปู่สีแล้วกล่าวว่า "หลวงพี่ครับ ผมเอง เป็นคนเอา วิมานแก้วพระพุทธเจ้าไปครอบให้" หลวงปู่สีไม่พูดว่าอะไร แล้วจึงเดินกลับกุฏิ หลวงปู่ดู่บอกว่า "ผู้ที่เขามีความรู้แล้ว เขามาเห็นสิ่งที่เราอธิษฐานลงไป เขาย่อมจะมีไหวพริบที่จะศึกษาต่อไป" แสดงถึงว่านักปราชญ์ย่อมที่จะศึกษาจากผู้ที่มีคุณธรรมสูงกว่า และผู้เขียนจึงเรียนถามว่า "หลวงปู่สีได้ทรงศึกษามาจากไหน มาศึกษาจากหลวงปู่หรืออย่างไร" ท่านบอกว่า "ท่านก็ศึกษาจากหลวงพ่อที่ท่านอธิษฐานไปนั้นเอง" ตั้งแต่นั้นมาหลวงปู่สีได้บอกกับคณะศิษย์ของท่านว่า "ให้ปฏิบัติตามอาจารย์ดู่ เพราะท่านดำเนินถูกทาง รู้วิธีการ" หลวงปู่สีนับเป็นเกจิอาจารย์อีกท่านหนึ่งที่เป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อกลั่น

    เมื่อพิธีพุทธาภิเษกเสร็จเรียบร้อย หลวงปู่สี ต้องมาตรวจพระอีกครั้งหนึ่งว่า การปลุกเสก มีสิ่งใดขาดตกบกพร่องตรงไหนหรือไม่ จะได้พิจารณาแก้ไข เมื่อมาทราบ สิ่งที่ท่านเองไม่เคยเรียนมา จึงเกิดความสงสัย และเพื่อให้แน่ใจยิ่งขึ้น ท่านจึงมาถามที่กุฏิหลวงปู่โดยตรง แต่มีข้อให้ชวนสะกิดใจว่า ทำไมหลวงปู่สี จึงมีความแน่ใจอย่างมากว่าหลวงปู่ดู่เป็นผู้ช่วยทำ คงจะบารมีที่ท่านอธิษฐานให้นั้น มีหลวงปู่ดู่อยู่ในวัตถุมงคลด้วยแน่นอน

    หลวงปู่ได้เล่าให้ฟังต่อไปอีกว่า "เมื่อ บวชมาก็มีหลวงปู่สีกับฉันเท่านั้น ที่ภาวนา องค์อื่นๆ ไม่ได้ทำ เวลาจะภาวนาต้องแอบไปทำในโบสถ์ กลัวคนจะเห็น ถึงอย่างนั้นยังมีคนล้อฉันเลยว่า กำลังทำเสน่ห์อยู่หรือไง สมัยก่อนครูบาอาจารย์ก็หายากเย็น เมื่อเรานำผลของการปฏิบัติไปเล่าให้อุปัชฌาย์ฟัง ท่านก็พูดอยู่อย่างเดียวว่า บุญ นิมนต์ทำต่อไปเถิด" ไม่พูดอะไรมากไปกว่านี้ ผู้เขียนเลยเรียนถามท่านว่า "สงสัย หลวงปู่กลั่นคงมี อนาคตังสญาณ ล่วงรู้ว่าหลวงปู่คงจะพบวิธีการปฏิบัติ ต่อไปภายภาคหน้าด้วยตังเองกระมังครับ ท่านจึงไม่สอนอะไรมาก" หลวงปู่ยิ้มไม่ตอบว่ากระไร

    จนกระทั่งวันหนึ่ง ที่ผู้เขียนไปนมัสการหลวงปู่ ท่านได้พูดว่า "หลวงปู่สีท่านเป็นขั้นอาจารย์ ข้าจะไปสอนพระสังฆราชได้อย่างไร ก็ต้องให้ หลวงปู่ทวดสอนท่าน แต่เป็นการสอนทางใน คนที่เขาเก่งเมื่อเขารู้ว่า ยังมีการปฏิบัติที่สูงกว่านี้ ท่านก็ปรึกษาจากพระที่ท่านทำ ถ้าคนเราลองมีทิฐิว่าข้าแน่ ก็จะไม่เจอะของดี"

    ใน สมัยที่หลวงปู่สียังมีชีวิตอยู่ ในแต่ละปีก่อนเข้าพรรษา หลวงปู่ท่านจะไปทำวัตร คือ การไปถวายเครื่องสักการะ จวบจนกระทั่งหลวงปู่มรณภาพ ซึ่งการมรณภาพของท่านก็เป็นไปอย่างอาจหาญ โดยท่านบอกว่า เขาเอาเราแน่แล้ว แล้วท่านก็นั่งสมาธิดับสังขาร แสดงถึงการปฏิบัติที่ท่านทำมา ทำให้ท่านไม่หวาดกลัวกับอันตรายอย่างใดๆ ทั้งสิ้น
     
  10. pump - อภิเตโช

    pump - อภิเตโช เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 พฤษภาคม 2008
    โพสต์:
    1,202
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +6,797
    ๙.
    การสร้างพระเครื่อง


    พระ คณาจารย์บางท่าน จะมีการสร้างพระเครื่อง ซึ่งอาจเป็นรูปเปรียบพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ หรือรูปท่านเองก็ตาม ท่านดำเนินตามเจตนาของคนโบราณ เพื่อเป็นการสืบทอดพระศาสนา และให้ผู้นำไปใช้มีจิตนึกถึงพระอยู่เสมอ มีอนุสติระลึกถึง ทำให้เกิดสมาธิจิตใจเป็นคนดี เนื่องจากมีพระเครื่องติดตัว เจตนาของท่านผู้สร้างมีความบริสุทธิ์ ไม่ได้คิดให้ชาวบ้านไปตีรันฟันแทงฉกชิงวิ่งราว ประพฤติตัวเป็นคนพาล โดยคิดว่าอำนาจพระจะช่วยปกป้องรักษา จึงเกิดเป็นพระเครื่อง หรือที่รวมเรียกว่า "วัตถุมงคล" เพื่อให้สาธุชนไปบูชาระลึกถึง ทำตนให้เป็นคนดี เพราะปุถุชนโดยทั่วไป ยังต้องอาศัยเครื่องเหนี่ยวนำให้เกิดศรัทธา พูดง่ายๆ คือ ยังมีการยึดติดอยู่ตามระดับภูมิธรรมที่มีในตัวเอง ถ้าวาสนาบารมียังอ่อน ก็ต้องมีเครื่องให้กำลังใจ แม้จะถือว่าเป็นเปลือกหรือกระพี้ก็ตาม เพราะเขาติดวัตถุมงคล ด้วยเหตุเช่นนี้กระมัง พระคณาจารย์ที่เป็นพระสุปฏิปันโนหลายองค์ เช่น หลวงพ่อวัดปากน้ำ หลวงปู่แหวน หลวงปู่ฝั้น ฯลฯ จึงมีการปลุกเสกวัตถุมงคลเหล่านี้ แต่เริ่มเดิมที ท่านธัมมวิตักโก หรือท่านเจ้าคุณนรรัตน์ ราชมานิต ท่านก็ไม่นิยมในการปลุกเสกพระเครื่อง แต่ในระยะหลัง ท่านกล่าวว่ามีคนหลายระดับ ระดับหยาบก็ขอให้ติดสิ่งที่เรียกว่า พระเครื่องเอาไว้ ดีกว่าไม่ยึดอะไรเลย ท่านจึงอธิษฐานจิตปลุกเสกวัตถุมงคลต่างๆ ที่มีผู้ขอให้ท่านช่วย เพื่อนำไปสร้างสาธาณกุศลต่างๆ เช่น สร้างวัด โรงพยาบาล โรงเรียน เป็นต้น โดยส่วนตัวท่านเอง ไม่ได้เป็นผู้จัดสร้างขึ้น จะมีก็แต่ก้อน ปฐวีธาตุ หรือก้อนกรวด ที่ท่านสั่งให้นำมาเพื่ออธิษฐานจิต เหล่านี้ท่านเองก็ยังว่า "สามารถกันนิวเคลียร์ได้"

    หากเราลองมาวิเคราะห์ถึงวัตถุมงคลต่างๆ เหล่านี้ จะมีพลังงานต่างๆ อยู่หรือไม่นั้น พลังงานในทางวิทยาศาสตร์ที่เราสามารถพิสูจน์ได้ ได้แก่ พลังงานความร้อน พลังงานแสง พลังงานเสียง เป็นต้น ซึ่งพลังงานเหล่านี้สามารถเปลี่ยนรูปไปได้ เช่นจากพลังความร้อนเปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้า พลังงานไฟฟ้าสามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานเสียงได้ เช่น พวกเทปต่างๆ ภาพยนตร์ แต่สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ยังค้นไม่พบคือ พลังงานจิต ซึ่งเรื่องนี้แม้แต่ ไอน์สไตน์ ซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ชื่อก้องโลก ผู้ค้นพบสูตรของการสร้างพลังงานจากขบวนการสลายอะตอม ให้เกิดปรมาณูนั้น ท่านยังยอมรับว่ามีจริง และ ยอมรับในพลังจิตของพระพุทธเจ้า (จากหนังสือหลวงตา, ๒๕๒๒) แต่ยังไม่ทันที่ท่านจะพิสูจน์ตามหลักพระพุทธศาสนา ก็สิ้นชีวิตเสียก่อน ถ้านักปราชญ์ท่านนี้ยังมีชีวิตอยู่อีกต่อไป ก็อาจจะได้มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ มารองรับหลักการทางพระพุทธศาสนาได้

    หลวงปู่ดูลย์ พระอริยสงฆ์องค์สำคัญ ศิษย์พระอาจารย์มั่น ภูริทัตตะเถระ ผู้ล่วงลับไปแล้วได้กล่าวว่า "ไอน์สไตน์เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีความสามารถ จนกระทั่งเข้าถึงมิติที่ ๔ คือการสร้างปรมาณู แต่ไอน์สไตน์ยังไม่สามารถเข้าสู่ พุทธะ ได้ เนื่องจากไม่มีความรู้เพียงพอ ที่จะสลายกิเลสให้เป็นนิพพานได้ (จากหนังสือ หลวงปู่ฝากไว้, ๒๕๒๘) ดังนั้น ในเรื่องของพลังจิตเท่านั้น ที่จะสามารถศึกษาเรื่องของจิตใจ ซึ่งมีหลายศาสนา ที่มีผู้ได้รับพลังจิต หรืออภิญญาสมาบัติ เช่น พวกฤาษีชีไพรในศาสนาพราหมณ์ ที่เป็นผู้ค้นพบ โดยศึกษาเรื่องของสมาธิ แต่เขาเหล่านั้นขาดปัญญา หรือวิปัสสนาญาณในการที่จะสร้างพลังงานในการสลายกิเลส เหมือนกับวิธีการทางพระพุทธศาสนา ที่พระพุทธองค์ทรงค้นพบ ตั้งแต่เมื่อ ๒,๕๐๐ ปีมาแล้ว แม้แต่รัสปูตินก็มีพลังจิต แต่สิ่งที่เขาได้นั้น ได้นำมาใช้ในทางด้านที่ไม่เป็นประโยชน์ เป็นการใช้อำนาจในทางที่ผิด เหมือนกับหมอเสน่ห์เล่ห์กล ซึ่งมีอำนาจจิตเหมือนกัน แต่ใช้อำนาจเหล่านี้ในทางทำลายล้าง เรื่องเหล่านี้มีมาแต่โบราณกาลแล้ว พระ พุทธองค์จึงทรงสั่งสอนให้มีการสร้างพลังจิตในทางที่สะอาด สงบ สว่าง โดยมีการทำทาน เพื่อกำจัดความเห็นแก่ตัวที่มีในสันดาน รักษาศีล คือการสร้างความปกติของใจ ไม่ทำลายเบียดเบียนผู้อื่น และมีการเจริญภาวนา คือวิธีการทำให้ใจสงบได้ ใจที่สงบจะมีกำลังและพลังงานที่จะวิเคราะห์ วิจารณ์สิ่งที่ถูก สิ่งที่ผิดได้ การที่จะต้องทำควบคู่ไปนี้ ทรงวางขอบข่ายไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้เราหลงไปตามอำนาจของจิตที่เป็นทิพย์ ซึ่งผู้ที่ท่านทำสำเร็จได้ จะมีผลพลอยได้ คือ พลังงานของจิตที่บริสุทธิ์แจ่มใส สามารถนำส่วนนี้มาถ่ายทอดลงในวัตถุมงคล ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นแบตเตอรี่ ที่จะเก็บพลังงานเหล่านี้ไว้ได้"

    หลวงปู่กล่าวไว้ว่า "ถ้าไม่มีพลังจิต หรือทำไม่ดี ก็รั่ว" หมายถึงไม่สามารถบรรจุพลังงานเหล่านี้ลงในวัตถุมงคลได้ ท่านเล่าว่า "รูป ปั้นหลวงปู่ทวดองค์ข้างหน้านี้ เมื่อก่อนได้มาไม่เห็นมีใครเสกเลย เขาถามหลวงปู่ทวดว่า หลวงปู่ไม่ได้เข้าไปหรือ ท่านว่า จะเข้าไปได้อย่างไร ปูนทั้งนั้น แล้วเขาไม่ได้ทำพิธีพุทธาภิเษกหรือ ท่านตอบว่า อาจารย์เขารับนิมนต์มาเอาเงิน พระ ๘ องค์ที่มา มีดีเพียงองค์เดียวอยู่ทางทิศหรดี แต่ท่านก็ไม่ได้ทำอะไร ท่านนั่งดูไส้ของตัวเอง ข้าก็เลยมาแก้ไข เจาะที่ฐานของท่านใส่ผงลงไปทำใหม่ เขาถามว่า หลวงปู่อย่างนี้หลวงปู่อยู่ได้ไหม ท่านบอกอยู่ได้" แสดงถึงการปลุกเสกพระ ไท่ใช่ของทำกันง่ายๆ ต้องมีพลังงานในตัวที่ดีเสียก่อน จึงสามารถเหนี่ยวนำให้เกิดพลังงานขึ้นมาได้ หลวงปู่ได้เล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่า เคยเรียนวิชาทำผงจากหลวงพ่อเภาซึ่งเป็นอา วิธีทำผงเหล่านี้ของโบราณจารย์ เพื่อเป็นการสร้างสมาธิในภิกษุที่ต้องการศึกษา หลวงปู่บอกว่า ทำเรื่อยมา เก็บสะสมไว้แล้ว ก็สร้างพระปลุกเสกเรื่อยมา "ดีกว่าสวดมนต์ทิ้งเปล่าๆ" ซึ่งหมายถึงพลังงานที่ได้อธิษฐานให้อยู่กับวัตถุมงคลดีกว่า "ลง ผงนี้มีทำได้ดีเต็มที่ครั้งเดียว เมื่อสมัยกบฎบวรเดชกำลังนั่งทำอยู่ คนเขาเปิดประตูเข้ามา ประตูไม่ได้ปิดกลอนเขาบอกว่า กำลังจับใหญ่บวรเดชเป็นกบฎ ผมจะกลับบ้านทางไหน พอเขากลับไปแล้ว มานั่งทำผง ผงสีขาวกลายเป็นสีแดงหมด มานึกในใจว่า เอาไว้ไม่ได้ คนไม่รู้จะเป็นภัย ขนาดเศษผงที่ยังเหลืออยู่ เอามาขีดศรีษะปวดหัวแทบจะแตก ต้องเอาน้ำมนต์มาล้างออกจึงจะหาย" แสดงถึงพลังจิตที่เต็มที่แล้ว สามารถจะเปลี่ยนรูปของสิ่งของไปได้

    หลวงปู่สร้างพระตลอดมาตั้งแต่สมัยบวชใหม่ ท่านบอกว่า ใจเราจะได้อยู่กับพระ เป็นบุญเป็นกุศลดีกว่าไปทำอย่างอื่น จนมาถึงครั้งสำคัญ ที่ท่านได้วิชามหาจักรพรรดิ คือ ท่านเจ้าคุณใหญ่ มีหนังสือขอมโบราณ หลวงปู่เอามาอ่านตอนที่พระพุทธองค์ปราบท้าวมหาชมพู ซึ่งถือตัวว่าเป็นพระมหาจักรพรรดิมีอำนาจมาก ท่านเล่าให้ฟังว่า "อ่าน ไปก็ยิ่งมีความปิติ อ่านจนถึงเกือบเที่ยงคืน จนเจ้าคุณใหญ่กลับมาจากงานสวด ตั้งแต่นั้นก็ทำเรื่อยมา ของอะไรก็ตามไม่ใช่ทำวันเดียว ต้องทำหลายครั้งจึงจะได้ ข้าเคยไปสักกับหลวงพ่อแสงที่บางบาล สักแล้วก็เข้าไปขอคาถาท่านว่า "ถ้าไม่กินก็ไม่ต้องทำ" พูดแล้วปิดกุฏิเข้าไปเลยไม่ออกมา เราก็มานั่งตรองดูก็จริงตามที่ท่านว่า คือ คนที่ไม่กินก็ต้องตาย อยู่ในโลกก็ต้องทำงาน พวกแกตอนนี้ต้องอยู่ในโลก เหยียบเรือ ๒ แคมไปก่อน โลกบ้างธรรมบ้าง โลกอย่างเดียวก็ไม่ดี ธรรมอย่างเดียวก็ต้องบวช ค่อยๆ ทำไปเถิด นักศึกษาที่เรียนหนังสือ ถ้าลองทำให้ดี เราเรียนเพื่อตัวเอง เพื่อพ่อแม่ เพื่อประเทศชาติ เราคิดอย่างนี้ก็ได้บุญแล้ว" ท่านพูดถึงที่มาของคาถามหาจักรพรรดิ และยังแถมท้ายเรื่องที่ชวนคิดเป็นธรรมะอีกด้วย

    เกี่ยวกับพลังจิตของผู้ปลุกเสกพระ เครื่องวัตถุมงคลนั้น ท่านบอกว่ามี ๓ ระดับ ผู้มีภูมิสมาธิสามารถตรวจสอบโดย เมื่อเราจับพระแล้วทำใจเฉยๆ ถ้ามีปิติขึ้นมาถึงข้อแขน แสดงว่ายังต่ำอยู่ หรือว่าบางทีมาถึงคอ ก็ยังไม่ดีมาก ถ้าจะให้ดีจริงๆ แล้ว ต้องขึ้นถึงศรีษะท่วมตัว พระหลวงพ่อโต วัดระฆังนั้นขึ้นถึงศรีษะ แสดงว่าดีมาก พระของหลวงปู่ คือ พระพรหม พระพรหมที่เป็นพระผงนั้น โดยปกติท่านจะไม่มอบให้ใครง่ายๆ ท่านจะมอบให้กับผู้ปฏิบัติจริงๆ ไม่มีการจำหน่าย ผู้ที่ได้ไปจากหลวงปู่ ซึ่งท่านมอบให้เองจึงมีความมั่นใจ เพราะท่านจะให้เป็นรายบุคคล ท่านเคยพูดว่า "มีคนเขาเอาพระเข้าไปเช็ค เขาตีราคาหนึ่งหมื่น (มากนะครับสมัยนั้น-leo_tn) เป็นนายตำรวจแถวคลองเตย เขาบอกว่าพุทธคุณเทียบเท่าพระสมเด็จโต หนึ่งหมื่นข้าก็ไม่ให้ เพราะไม่ใช่ของขาย ทำให้ดีก่อนแล้วจึงให้" เกี่ยวกับเรื่องพลังงานจิต ในรูปของการส่งโทรจิต ซึ่งประเทศรัสเซียกำลังศึกษากันอยู่ มีทั้งพระหลายๆ ท่าน ที่ให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ เช่น ท่านอาจารย์วัน อุตตโม ซึ่งเป็นพระอริยะสายท่านอาจารย์มั่น ภูริทัตโต กล่าวไว้ว่า "เรื่องของพลังจิตนั้น อย่างท่านอาจารย์ฝั้นน่ะ ท่านสามารถกำหนดจิตเพียงวินาทีเดียว ก็สามารถทำให้เรือบินตก ๓๐-๔๐ ลำ ไม่ใช่กำหนดทีละลำไม่ทันกิน" (จากหนังสือ จตุรารัตน์, ๒๕๒๙) แต่ท่านไม่ทำเพราะกลัวบาป หรือในเรื่องราวที่เกี่ยวกับหลวงปู่เอง และหลวงปู่เกษมที่ผู้เขียนประสบมานั้น คือเมื่อประมาณปี พ.ศ.๒๕๒๓ ผู้เขียนกับเพื่อนต้องการไปไหว้หลวงปู่เกษม หลวงปู่ดู่บอกว่า "อย่าไปลอง ให้ไปจริงๆ ไปขอพรท่าน ท่านเป็นพระอรหันต์" ผู้เขียนกับเพื่อนก็นมสการลาไปลำปาง เมื่อไปถึงจังหวัดลำปางและไปที่สำนักสุสานไตรลักษณ์ หลวงปู่เกษมสั่งคนรับใช้ว่า "วันนี้เปิดโอกาสให้คนนมัสการได้เวลา ๑๖.๐๐ น." ผู้เขียนและพรรคพวกไปถึงก่อน ๕ นาที บังเอิญในวันนั้น ท่านเจ้าคณะจังหวัดลำปาง จะมาเยี่ยมหลวงปู่เกษมด้วย พอเวลา ๑๖.๐๐ น. ผู้เขียนก็ได้เข้าไป พร้อมกับมีคนทะลักเข้าไปหลายคน ประมาณสัก ๓๐ คนได้ หลวงปู่เกษมกำลังนั่งโมทนาทาน ที่เขามาถวายเป็นพวกขนมปัง เมื่อท่านกล่าวภาษาบาลีเสร็จ สิ่งที่ทำให้ผู้เขียนอัศจรรย์ใจคือ หลวงปู่เกษมถามว่า "สี่คนนี่มาจากไหน" ท่านมองหน้าผู้เขียน ผู้เขียนตอบท่านว่า "มาจากอยุธยาครับ" หลวงปู่เกษมจึงพูดขึ้นว่า "พวกอยุธยาให้เข้ามาข้างในไหว้พระ นอกนั้นหมดธุระกลับกันได้" ผู้เขียนขนลุกนึกในใจว่าท่านรู้ได้อย่างไรว่าเรามากัน ๔ คน ทั้งที่เราก็อยู่ห่างๆ กัน เมื่อได้เข้าไปแล้ว วันนั้นหลวงปู่เกษมคุยเสียงดังมาก ท่านกราบท่านเจ้าคุณคณะจังหวัดลำปาง ด้วยอาการที่นอบน้อมอย่างยิ่ง แล้วท่านพูดออกมาจากกุฏิอีกว่า "พวกอยุธยาที่มากัน ๔ คน ให้ขนมปังคนละ ๙ อัน ตะกรุดคนละ ๑ ดอก" ตะกรุดในที่นี้คือ ก้านธูป กรรมฐานที่หลวงปู่ท่านนั่งภาวนา ในใจของผู้เขียนขณะนั้นได้แต่อธิษฐานว่า "ที่มานี้ก็เพื่อขอพร และขอบารมี ไม่ได้คิดจะมาเอาหวย" ซึ่งทั้งที่รู้ว่าหลวงปู่เกษมมีญาณในอนาคตคือ อนาคตังสญาณ รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เพราะแม้แต่กิเลส ซึ่งเป็นเสี้ยนหนามของหัวใจ ที่ร้ายยิ่งกว่าเสือท่านยังกำจัดได้ แล้วอะไรเล่าที่จะมาปิดบังท่าน หรือหลวงปู่ท่านเมตตาต้องการโปรดให้พวกเราได้ทราบว่า ของสิ่งนั้นมีจริง ไม่เหลือวิสัยของพระอรหันต์จะรอบรู้ แต่ท่านไม่ได้สนใจ เพราะท่านอยู่เหนือโลกแล้ว ปรากฎว่าล๊อตเตอรี่เลขรางวัลที่ ๑ ข้างท้ายออก ๑๔๙ ส่วนข้างล่างออก ๕๙ ตามที่เราคาดเดาไว้ แต่ไม่มีใครเล่นสักคนเดียว

    เมื่อ คณะเรากลับมาจากลำปาง ก็ได้ไปกราบหลวงปู่ดู่ ท่านกำลังเอนนอนหน้ากุฏิ และกราบขอบพระคุณที่หลวงปู่ได้ช่วยส่งบารมี ให้เราได้เข้าพบหลวงปู่เกษม หลวงปู่พูดว่า "พอแกมาขอข้า ข้าก็นึกในใจว่า จะมีศิษย์จากอยุธยาต้องการไปนมัสการท่าน ขอให้ท่านช่วยรับรองด้วย ข้าก็นึกๆ เอาเท่านั้นแหละ" สิ่งเหล่านี้แสดงถึงโทรจิตที่ท่านผู้ปฏิบัติถึงจุดแล้ว สามารถกระทำได้
     
  11. pump - อภิเตโช

    pump - อภิเตโช เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 พฤษภาคม 2008
    โพสต์:
    1,202
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +6,797
    <TABLE style="TABLE-LAYOUT: fixed" cellSpacing=0 cellPadding=5 width="100%"><TBODY><TR><TD vAlign=top width="85%" height="100%">๑๐.
    มูลเหตุของการสร้างพระพรหมและลูกแก้ว


    หลวง ปู่สร้างพระพรหม โดยเป็นรูปพระพรหม ๔ หน้า แต่ที่แปลกไปคือ พระพุทธเจ้าอยู่บนเศียรพระพรหม บางท่านที่มาใหม่อาจจะมีข้อสงสัยว่า พระทำไมไหว้พรหม เพราะลัทธิพราหมณ์ถือพรหมเป็นใหญ่ โดยเชื่อกันว่า พรหมเป็นผู้สร้างโลก ลิขิตชีวิตมนุษย์ ที่เรียกว่าพรหมลิขิตนั่นเอง

    หลวงปู่ได้อนุญาตให้ ผู้เขียนสร้างพระพรหมปางนี้ ซึ่งมีในหลักพระพุทธศาสนา โดยหลวงปู่ท่านเล่าว่า "มี ในพาหุง (ชัยมงคลคาถาบทที่ ๘) เป็นปางที่พระพุทธเจ้าไปปราบทิฐิของท้าวผกาพรหม เพราะท่านถือว่าตนเองเป็นใหญ่ที่สุด พระพุทธเจ้าใช้อำนาจฤทธิ์โดยการซ่อนหา ไม่ว่าพรหมจะไปซ่อนอยู่ที่ไหน แม้กระทั่งเม็ดทราย พระพุทธองค์ก็ทรงหาพบ แต่ถึงคราวพระพุทธองค์ซ่อนบ้าง พรหมกลับหาไม่พบ เพราะพระพุทธองค์เสด็จไปซ่อนอยู่บนศรีษะของพรหม พรหมจึงต้องยอมแพ้ต่อพระพุทธเจ้า ในที่สุด เมื่อพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมให้ฟัง พรหมนั้นก็ได้สำเร็จโสดาปัตติผลกลายเป็น "พระพรหม" ไม่ใช่ "พรหม" เฉยๆ"

    การสร้างปางโปรดท้าวผกาพรหม ย่อมแสดงว่าพระพุทธเจ้าอยู่สูงกว่าพรหมอย่างแน่นอน ช่างได้ทำการปั้น โดยใช้ปูนปั้นผสมด้วยผงพุทธคุณ และเกศาหลวงปู่ ส่วนองค์พระบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุเอาไว้ด้วย

    ใน ขณะที่ปั้นอยู่ หลวงปู่ได้ให้ลูกศิษย์ถามหลวงปู่ทวดว่า เมื่อทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว จะมีคนมานมัสการและปฏิบัติกัน พวกลูกศิษย์ลูกหาจะมาอีกมากใช่ไหม หลวงปู่ตอบว่าใช่ พอปั้นเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ได้นำมาถวายหลวงปู่ แต่เนื่องจากหนักมาก การเคลื่อนย้ายจึงเป็นไปด้วยความยากลำบาก เมื่อมาถึงวัด หลวงปู่กำลังนั่งอยู่ที่กุฏิ สักพักท่านคงเห็นใจเพราะยกกันไม่ไหว ท่านจึงเดินมาที่ประตูทางเข้า แล้วบอกว่า "เอ้า...ยกใหม่" ผู้เขียนตอบท่านว่า "ไม่ไหวหรอกครับ ๘ คนยังไม่ไหวเลย" ท่านจึงสำทับอีกว่า "บอกให้ยกขึ้น" พวกเราจึงจำใจต้องยกกัน ในใจของผู้เขียนคิดว่า อย่างไรคงไปไม่ไหวแน่ แต่เป็นที่น่าอัศจรรย์คือ หลวงปู่เพียงแต่เอามือเข้าไปรองฐานพระพรหมไว้เท่านั้น พวกเรากลับยกกันได้อย่างสะดวก มีความรู้สึกว่าเบามาก พวกที่ยกข้างหน้าก็คิดว่ากินแรงข้างหลัง พวกข้างหลังก็คิดว่ากินแรงข้างหน้า พอไปถึงหน้ากุฏิท่านเอามือออก ทีนี้รีบวางแทบไม่ทันเพราะหนัก หลายคนในที่นั้นโจษกันว่า หลวงปู่คงทำให้เบา จนหลวงปู่ได้ยิน ท่านจึงรีบพูดขึ้นว่า "อย่าพูดไป เดี๋ยวดัง" เลยต้องเงียบ แต่ทุกคนก็รู้อยู่แก่ใจว่า เพราะบารมีท่านนั่นเอง

    และในโอกาสเดียวกันนี้ ท่านได้อนุญาตให้สร้างลูกแก้วสารพัดนึก ไปพร้อมกันด้วย โดยท่านมอบเกศาของท่านเอง ผสมกับปูนซีเมนต์ขาวแล้วปั้นเป็นลูกกลมๆ เจาะรูไว้ตรงกลาง เมื่อเสร็จแล้วทาสีดำ ถือว่าเป็นรุ่นแรก และมีต่อๆ มาอีกหลายครั้ง รวมแล้วประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ องค์


    หลวงปู่ท่านอธิษฐานจิตเป็นแก้วพระมหาจักรพรรดิ เรียกว่า "แก้วมณีนพรัตน์" เป็นสมบัติของพระพุทธเจ้า และอีกนัยหนึ่งท่านบอกว่า ทำเป็นลูกแก้วหลวงปู่ทวดด้วย ปรากฎว่ามีพุทธคุณหลายอย่าง จนเป็นที่นิยมและเสาะแสวงหาของบุคคลทั่วไป หลวงปู่ท่านจะแจกฟรีโดยไม่คิดมูลค่า

    ท่านเล่าให้ฟังว่า "เมื่อ ก่อนเคยทำไว้แต่ลูกใหญ่ ไว้สำหรับจะผูกคอควาย สมัยที่เกิดโรคห่าระบาด พอดีระบาดมาไม่ถึง เลยไม่ได้ใช้ เดี๋ยวนี้ไม่รู้หายไปไหน ข้าก็กะว่าจะทำให้เด็กห้อยคอ แต่ผู้ใหญ่อยากจะได้ด้วย ที่ให้เจาะรูไว้ตรงกลางก็เพื่อให้เชือกร้อยได้ และถือเป็นอากาศธาตุ (ช่องว่าง) ด้วย ใช้ประโยชน์ได้สารพัด เอาแช่น้ำ กิน อาบได้ กันเสนียดจัญไร ใช้กำแทนพระในเวลาทำสมาธิก็ได้"

    รุ่นต่อมาหลวงปู่ได้มอบผงเจ้าคุณใหญ่ซึ้งมรณภาพแล้ว ให้พร้อมกับบอกว่า "ผง เจ้าคุณเก็บไว้นานแล้ว เวลาจะปั้นให้ภาวนาไปด้วยว่า พุทธัง แก้วสารพัดนึก ธัมมัง แก้วสารพัดนึก สังฆัง แก้วสารพัดนึก จะได้เกิดบุญไปด้วย สร้างพระ ๑ องค์ ได้อานิสงส์ ๕ กัปนะแก"

    สมัย ที่หลวงปู่ยังมีชีวิตอยู่ ผู้ใดได้ไปรับก็ถือว่าเป็นโชคดี เพราะรับมาจากมือหลวงปู่ ภายหลังมีลูกศิษย์บางคนถือวิสาสะ หยิบฉวยวัตถุมงคลไปจากกุฏิ ด้วยความโลภอยากได้ แล้วอ้างว่า ได้ขออนุญาตหลวงปู่ในใจแล้ว ผู้เขียนถามหลวงปู่ว่า "อย่างนี้จะเป็นอะไรไหม" ท่านตอบว่า "นรกก็เกิดในใจเขา เพราะข้าตั้งใจถวายเป็นของสงฆ์" จึงเป็นข้อพึงสังวรที่ดีสำหรับพวกเรา ไม่ให้เป็นคนมักง่าย เพราะผลที่ได้รับไม่คุ้มกันเลย
    </TD></TR><TR><TD class=smalltext vAlign=bottom width="85%"></TD></TR></TBODY></TABLE>
     
  12. pump - อภิเตโช

    pump - อภิเตโช เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 พฤษภาคม 2008
    โพสต์:
    1,202
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +6,797
    ๑๑.
    ความฝันอันสูงสุด


    มีอยู่คืนหนึ่ง หลวงปู่เล่าว่า ท่านฝันว่ากินดาว ๓ ดวง ลักษณะที่กินเหมือนกินขนมปังกรอบ เมื่อตื่นขึ้นมานึกสงสัยว่า เราจะมีโชคลาภถูกรางวัลที่ ๑ กระมัง เมื่อคิดไปคิดมาหลายตลบก็ยังลงเอยไม่ได้ แต่คิดว่าคงเป็นของสูงกว่านี้ ประกอบกับในขณะนั้น ท่านเจ้าคุณ (หลวงปู่ใหญ่) เจ้าอาวาสวัดสะแก ท่านได้ให้หลวงปู่ช่วยเสกพระสมเด็จให้ท่าน พร้อมทั้งกำชับให้หาคาถาเพื่อใช้กับองค์พระด้วย หลวงปู่บอกว่าสูบบุหรี่ไปหลายมวน ก็ยังหาคาถาไม่ได้ ในแวบหนึ่งของจิตท่าน คิดว่า ทั้งสามโลกนี้ จะหาอะไรมาสูงสุดเทียบกับอำนาจของ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ท่านมองไปที่ถาดพระสมเด็จ แล้วระลึกถึงไตรสรณคมน์เท่านั้น ก็เป็นขึ้น คำว่า "ขึ้น" ในที่นี้คือ อาการเกิดปิติขึ้น ทางกาย ทางใจ และมีสิ่งที่ติดตามมาอีกหลายอย่าง เช่น ความสว่าง เป็นต้น จนในที่สุดท่านก็สรุปคาถาที่จะให้กับอาจารย์ใหญ่ว่า "พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ" และหลังจากนั้นท่านก็ได้มอบคาถานี้ให้กับลูกศิษย์ที่ต้องการคำภาวนา หลวงปู่พูดว่า "หลวง ปู่ทวดกล่าวว่า ไตรสรณคมน์ นั้น เป็นรากแก้วของพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าก่อนบวชก็เป็นพระสงฆ์ เมื่อมาค้นพบสัจจธรรมก็เป็นพระพุทธเจ้า พุทโธ นั้นแปลว่า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ซึ่งเป็นดอกหรือผลที่เกิดขึ้น ต้องมีไตรสรณคมน์ก่อนจึงจะเป็นผู้รู้ได้"

    เกี่ยวกับพระไตรสรณคมน์นี้ หลวงปู่บอกว่า "ถ้าจิตเราเป็นแล้ว เพียงฟังคนอื่นเขาพูดก็เป็นขึ้นมาได้ เมื่อกึ่งพุทธกาลวันนั้น ฉันเดินไปถาน (ห้องส้วม) ซึ่งเมื่อก่อนอยู่หลังวัด แค่หูแว่วไปได้ยินเสียงเจ้าคุณกำลังให้ศีลบนศาลา พอได้ฟังแค่นั้นก็เป็นแล้ว แสงสว่างที่ปรากฎเต็มไปหมด ตั้งแต่นั้นมาก็มืดเลย แก้ไม่ถูก ไม่รู้จะแก้อย่างไร"

    การที่หลวงปู่พูดเช่นนี้ ลูกศิษย์ทั้งหลายเข้าใจว่า หลวงปู่โดยปกติเป็นผู้ถ่อมตัว เมื่อมีคนไปถามเรื่องอะไรมากๆ ท่านจะพูดว่า "ข้าไม่รู้ ข้ายังมืดอยู่ มืดมาตั้งแต่กึ่งพุทธกาลแล้ว" ผู้เขียนเองเคยเรียนถามท่านว่า "มืดแล้วใจของหลวงปู่เป็นอย่างไรครับ" ท่านตอบว่า "ก็เฉยๆ สบายดี ไม่เห็นเป็นอะไร ตามเรื่องของมัน จะสว่างเมื่อไรก็ช่าง สว่างเมื่อไรข้าก็อยู่ไม่นานแล้ว" และสิ่งที่ทำให้ผู้เขียนสบายใจ เมื่อหลวงปู่พูดว่า "ขืนบอกว่าสว่างซิ รถจากวัดสะแกไปถึงถนนใหญ่ยังไม่พอเลย จะตายไวขึ้น" มีครั้งหนึ่ง ผู้เขียนเคยเรียนถามท่านถึงการปฏิบัติสมาธิว่า "การที่หลวงปู่สร้างผงพระนั้น หลวงปู่ก็ต้องเคยพบกับความสงบแล้วซิครับ" ซึ่งสาเหตุของการถามเรื่องนี้ เกิดจากการที่ท่านสอนว่า "พยายามปฏิบัติเข้า ให้ใจถึงความสงบ ข้าเองปฏิบัติมาตั้งนาน ยังไม่สงบซักที" แต่สิ่งที่หลวงปู่ตอบ ทำให้ผู้เขียนมีความปิติใจมาก คือ ท่านตอบว่า "สงบแบบนั้น มันครั้งคราวไม่แน่นอน แต่เมื่อถึงพุทธกาลน่ะซิ สงบจริงๆ" คงจะเข้าตามหลักที่ท่านว่า "นัตถิ สันติ ปรัง สุขัง สุขอื่นยิ่งกว่าความสงบไม่มี" สงบที่แท้จริงนั้นคือ สงบจากกิเลส ตัณหา และอุปทานกระมัง ที่หลวงปู่ท่านได้รับ และสิ่งที่ท่านบอกว่าท่านมืด อาจหมายถึงอวิชชานั่นเองที่มืด คือไม่สามารถเกิดขึ้นมาได้อีก เพราะจิตที่สะอาด สว่าง และสงบเท่านั้น คือความว่างอย่างแท้จริง ซึ่งหลวงปู่คงให้ปริศนาธรรมสำหรับพวกเรา ซึ่งยังมืดบอดคลำหาหนทางอยู่
     
  13. pump - อภิเตโช

    pump - อภิเตโช เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 พฤษภาคม 2008
    โพสต์:
    1,202
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +6,797
    <TABLE style="TABLE-LAYOUT: fixed" cellSpacing=0 cellPadding=5 width="100%"><TBODY><TR><TD vAlign=top width="85%" height="100%">๑๒.
    พระอรหันต์มีจริงหรือไม่


    แต่ แรกเริ่มผู้เขียนหรือพวกผู้ใหญ่ทั้งหลายก็กล่าวว่า เมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว เมื่อถึงปีพุทธศักราช ๒๕๐๐ หรือกึ่งพุทธกาล จะทำให้คุณธรรม หรือพระอรหันต์ไม่มีแล้ว สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งซึ่งทำให้ผู้เขียนคิดมาตลอดว่า จะเป็นจริงดังนั้นหรือ ทำไมเวลาจึงเป็นเครื่องกำหนด เมื่อผู้เขียนพบหลวงปู่ครั้งแรก ได้เรียนถามท่านว่า ในประเทศไทยตอนนี้ ยังมีพระอรหันต์อยู่อีกหรือไม่ ท่านตอบว่า มีหลวงพ่อเกษมที่อยู่จังหวัดลำปาง ท่านเป็นพระอรหันต์ องค์อื่นก็มี แต่ท่านมักพูดถึงและรับรององค์นี้ ซึ่งอาจเป็นเพราะท่านมีความเกี่ยวเนื่องกันเป็นพิเศษ เรื่องพระอรหันต์นี้ ผู้เขียนเคยศึกษาทั้งตำรับตำรา และจากท่านผู้มีคุณธรรมหลายท่าน มีหนังสือเล่มหนึ่งที่เขียนโดย อาจารย์พระมหาบัว ญาณสัมปันโน คือ "ประวัติพระอาจารย์มั่น ภูริทัตะเถระ" ทำให้เกิดความมั่นใจขึ้นมาก และอีกเล่มหนึ่งชื่อว่า "ประวัติหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค" ของหลวงพ่อมหาวีระ หรือหลวงพ่อฤาษีลิงดำ แห่งวัดท่าซุง ซึ่งรับรองเรื่องนรก สวรรค์ นิพพาน ว่าเป็นเรื่องจริง สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้เขียนหมดความสงสัย สิ่งที่สงสัยอยู่ๆ ก็อันตรธานหายไป แล้วก็หาวิธีที่จะพิสูจน์ ประกอบกับอาจารย์ของผู้เขียนชื่อ หลวงพ่ออินทร์ วัดไทรงามเหนือ จังหวัดกำแพงเพชร ซึ่งเป็นพระสุปฏิปันโน อายุเกือบ ๘๗ ปี ท่านเป็นศิษย์ของหลวงปู่บุดดา ถาวโร พระสุปฏิปันโนองค์หนึ่ง ท่านก็รับรองเช่นกัน ท่านได้กล่าวว่า "พระนิพพานนั้นเป็นสิ่งมีจริง ภาษาที่ว่า นิพพานัง ปรมัง สุญยัง โดยท่านพูดว่า นิพพานัง ปรมัง สุญแต่ยัง" คือยังมีสภาวะที่เป็นทิพย์อยู่

    เมื่อได้มาใกล้ชิดกับหลวงปู่ดู่ ท่านจึงเล่าความเป็นไปถึงเรื่องหลวงปู่เกษมว่า "ตอน เลิกสงครามใหม่ๆ ลูกศิษย์ฉันเป็นทหารอากาศชื่อ สมพร เขาไปหาท่านได้รูปของท่านมา พอเอามือแตะรูปท่านจึงได้รู้ว่าท่านดี เพราะรูปท่านขึ้นดี (มีบารมีสูง) เลยบอกเขาว่า หลวงพ่อคนนี้อีกไม่นานจะสำเร็จอรหันต์" ผู้เขียนจึงเรียนถามท่านว่า "ธรรมดา ผู้ที่จบ ป.๔ ก็จะรู้เรื่องผู้ที่จบ ป.๔ ผู้ที่จบปริญญาก็จะรู้เรื่องคนจบปริญญาเช่นกัน นี่ผมไม่ได้พูดเองนะครับ หลวงพ่อฤาษีลิงดำท่านบอก" หลวงปู่สวนขึ้นทันควันเหมือนรู้ใจว่า "ข้า ไม่รู้อะไรหรอก ข้าเดาเอา ข้ายังไม่ได้อะไร เป็นแต่พระกังหัน รูปภาพของพระองค์ไหน ถ้าดีเวลาจับหรือเอามือแตะ จะขึ้นถึงศรีษะทั้งนั้นแหละ ไม่เชื่อลองดูก็ได้"

    เมื่อ พ.ศ.๒๕๑๕ สัจธรรมที่แสดงถึงความล่วงรู้ในอนาคตของหลวงปู่ก็แสดงออกมาคือ หลวงปู่เกษมท่านเข้ากรรมกลางแดด กลางฝน ไม่ฉันอาหารเป็นเวลาถึง ๑๕ วัน ซึ่งหลวงปู่ท่านอธิบายว่า คือการเข้า นิโรธสมาบัติ ของหลวงปู่เกษมนั่นเอง แต่ท่านเลี่ยงไปใช้คำนี้เพื่อกันคนตกนรก ถ้าคนนั้นนึกสบประมาท ท่านมักจะเตือนเสมอว่า อย่าไปประมาทพระอรหันต์ หรือพระอริยะเข้า จะบาปใหญ่ มีอยู่ครั้งหนึ่ง ลูกศิษย์นำรูปหลวงพ่อเดิมไปให้ท่านเสก ท่านก็ทำให้ตามประสงค์ ท่านพูดว่า เคยได้ยินแต่ชื่อแต่เสียง ท่านมีเมตตาสูงมาก ผู้เขียนเรียนถามท่านว่า ถ้าถึงขั้นนี้ จะเป็นพระขั้นไหน หลวงปู่ท่านตอบว่า "เลยขั้นเสียแล้ว ไม่มีขั้น"

    ในบางครั้งที่มีผู้นำภาพครูบาอาจารย์มาขอเมตตาให้ท่าน อธิษฐานจิต หลวงปู่จะเอามือแตะภาพ แล้วบอกว่าองค์นี้ดี องค์นี้ดีมาก ผู้เขียนจำได้ว่ามี หลวงปู่แหวน หลวงปู่โต๊ะ สมเด็จพระสังฆราช (อยู่) วัดสระเกศ พระอาจารย์มหาบัว เป็นต้น เมื่อแตะมาถึงภาพท่านเอง ผู้เขียนจึงเรียนถามท่านว่า องค์นี้เป็นอย่างไร ท่านรีบตอบว่า "ไม่ค่อยขึ้น" ผู้เขียนเคยกราบเรียนถามท่านตรงๆ ว่า เมื่อท่านละสังขารแล้ว ท่านจะกลับมาเกิดอีกไหม ท่านตอบว่า "ไม่เกิดได้แหละดี"

    หลวงปู่อธิบายเรื่องพระอรหันต์โดยกล่าวว่า "พระ อรหันต์ท่านตายเรียกว่า นิพพาน มีอยู่ ๓ อย่างคือ กิเลสนิพพาน คือหมดกิเลส ไม่มีโลภ โกรธ หลง แต่ยังมีชีวิตอยู่ (ที่เรียกว่า สอุปาทิเลสนิพพาน) เมื่อท่านตายเรียกว่า ขันธนิพพาน (อนุปาทิเลสนิพพาน) อันสุดท้ายคือ ธาตุนิพพาน เมื่อศาสนาครบ ๕,๐๐๐ ปี พระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าจากทุกที่ จะมารวมเป็นองค์พระพุทธเจ้า ทำการเทศนา ๗ วัน ๗ คืน หลังจากนั้นพระธาตุจะถูกไฟทิพย์เผาเป็นอันสิ้นศาสนา แต่ของข้านอกตำราออกไป คือ ข้าว่าพระธาตุของพระอรหันต์ที่นิพพานไปแล้ว ต้องมารวมกันด้วยและหมดไปพร้อมกัน" แล้วท่านปรารภต่ออีกว่า "บาง คนก็ตามหาพระอรหันต์ ท่านได้แล้วท่านจะไปบอกอย่างไร เดี๋ยวจะเหมือนกับครูเปรื่อน ถามหลวงพ่อเขียนบอกว่าอยากพบพระอรหันต์ หลวงพ่อเขียนตอบว่า แกจะชนพระอรหันต์ตายอยู่แล้วก็ยังไม่รู้ จนไปเจอมหาวีระ ท่านถามว่าเคยอยู่กับพระองค์ไหนมา แกบอกว่าอยู่กับหลวงพ่อเขียนมา ท่านเลยบอกว่า แกอยู่กับพระอรหันต์มาไม่รู้บ้างหรือ พระอรหันต์น่ะ บางทีท่านกลัวคนกวน ท่านก็แสดงบ้าๆ บอๆ ปิดกลัวคนรู้ อย่างหลวงพ่อเนียมที่หลวงพ่อปานไปเรียนด้วยไง นุ่งผ้าอาบผืนเดียวหมาตามเป็นพรวน ถือกระบองอันเบ้อเริ่ม พอถึงเวลาสอนเปลี่ยนไปเป็นคนละคน เอ้อ พระอรหันต์น่ะ อย่าไปอยู่กับท่านนาน เดี๋ยวจะบาปไม่รู้ตัว"

    ข้อความสุดท้ายท่านหมายถึง คนบางจำพวกเมื่อเข้าวัด บางทีเห็นพระเป็นเพื่อนเล่น บางทีก็ไปใช้พระอรหันต์ทำนั่นทำนี่ หรือไปสบประมาทท่าน ซึ่งมีอยู่ทั่วไปให้เห็นดาษดื่น ผู้เขียนเคยกราบเรียนถาม อาจารย์ พระมหาบัว ญาณสัมปันโน วัดป่าบ้านตาด จังหวัดอุดรธานี ว่าปัจจุบันยังมีพระอรหันต์อยู่อีกหรือไม่ ท่านตอบพอสรุปได้ความว่า "พระพุทธเจ้าเคยตรัสกับพระอานนท์ ที่สงสัยมรรคผล นิพพาน ในกาลที่พระองค์ปรินิพพานไปแล้ว ว่า ... "อานนท์ ถ้าผู้ปฏิบัติเป็นสามีจิกรรม ชอบแก่พระวินัยที่เราตถาคตแสดงไว้ดีแล้ว ยังมีอยู่ตราบใด พระอรหันต์ยังมีอยู่ตราบนั้น ถ้าปฏิบัติผิดจากหลักธรรมวินัยที่แสดงไว้นี้แล้ว แม้ตถาคตยังมีชีวิตอยู่ แต่มรรคผล นิพพาน ก็ไม่มีแก่ผู้นั้นเลย"

    พระดำรัสนี้แสดงให้เห็นว่า การปฏิบัติถูกต้องตามหลักพระธรรมวินัยเท่านั้น เป็นเครื่องรับรองยืนยันมรรคผลนิพพาน ไม่มีอะไรจะเป็นใหญ่กว่านี้ได้ พวก เราที่เชื่อและยึด พุทธัง ธัมมัง สังฆัง สรณัง คัจฉามิ ย่อมเชื่อพระดำรัสนี้ว่า เป็นคำศักดิ์สิทธิ์ตลอดมา และตลอดไปจนอวสานแห่งชีวิต ไม่สนใจกับคำพูดใดๆ ที่ออกจากหัวใจที่มีกิเลส ให้ยิ่งไปกว่าพระองค์
    </TD></TR><TR><TD class=smalltext vAlign=bottom width="85%"><TABLE style="TABLE-LAYOUT: fixed" width="100%" border=0><TBODY><TR><TD class=smalltext align=middle width="100%" colSpan=2></TD></TR><TR><TD class=smalltext width="100%" colSpan=2></TD><TR class=ThankOMatic><TD class=smalltext width="100%" colSpan=2><HR class=hrcolor width="100%" SIZE=1></TD></TR></TBODY></TABLE></TD></TR></TBODY></TABLE>
     
  14. pump - อภิเตโช

    pump - อภิเตโช เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 พฤษภาคม 2008
    โพสต์:
    1,202
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +6,797
    ๑๓.
    บารมีแห่งพระอรหันต์


    หลวงปู่เคยกล่าวถึงบารมีของพระอรหันต์ว่า "แม้ ท่านจะมีความบริสุทธิ์จากกิเลสเหมือนกัน แต่ความสามารถของแต่ละท่านอาจไม่เหมือนกัน ถ้าพูดกันทางโลก อย่างผู้ที่เรียนจบปริญญาจากต่างมหาวิทยาลัย เมื่อสำเร็จแล้วก็มีศักดิ์และสิทธิ์แห่งปริญญาที่ได้ และในปริญญาที่จบนั้น ก็ยังแยกออกไปถึงความสามารถหรือความฉลาดในระดับคะแนนที่ต่างกัน พระอรหันต์ก็เช่นเดียวกัน มีทั้ง สุกขวิปัสสโก คือ สำเร็จพ้นทุกข์ แต่ความสามารถพิเศษในสิ่งลึกลับมีไม่เท่ากัน พระที่ได้วิชชา ๓ อภิญญา และพระปฏิสัมภิทาญาณ"

    สำหรับ ในเรื่องนี้ ผู้เขียนได้รับความรู้ด้วยความบังเอิญ สาเหตุเกิดจากพระที่สร้างขึ้นโดยหลวงปู่ เป็นรูปหลวงปู่ใหญ่ติณณสุวัณโณ (พระโบราณคณิสสร) โดยมีลูกศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ (มหาวีระ) เป็นผู้ที่ตรวจสอบ เห็นองค์พระมีฉัพพรรณรังสี คือ รัศมี ๖ ประการเกิดขึ้น จึงมาขอความเห็นจากผู้เขียน เมื่อได้ปรึกษากันจนเป็นที่เข้าใจแล้ว ผู้เขียนจึงมากราบเรียนถามหลวงปู่ดังนี้...

    ผู้เขียน "หลวงปู่ครับ พระสงฆ์ที่มีรัศมี ๖ ประการนั้น มีหรือเปล่าครับ"


    หลวงปู่ "มี พระอรหันต์ที่ได้ จตุปฏิสัมภิทาญาณ มีได้ ดูจากรูปหรือไง"


    ผู้เขียน "ครับ ผมหลวงเข้าใจผิดเสียนานว่าพระสงฆ์มีไม่ถึง"


    หลวงปู่ "มีได้ บางพวกสำเร็จไปแล้ว กิเลสเหี่ยวแห้งไปเฉยๆ บางองค์ก็มีสีไม่ครบ แล้วแต่บารมี"


    ผู้เขียน "อย่างหลวงพ่อเกษม ผมว่าท่านมีครบนะครับ"


    หลวงปู่ "มีครบ มีคนเขามาหาเพชรตาแมว ข้าบอกว่า ถ้าอยากหาคนตาเพชร ก็หลวงพ่อเกษมนั่นไง"


    ผู้เขียน "การอธิษฐานเสกพระจนมีสีครบทั้ง ๖ ประการนั้น ทำยากไหมครับ"


    หลวงปู่ "สมัยโบราณเขารำลึกถึงพระพุทธเจ้าเป็นที่ตั้ง ต้องขอบารมีท่านมีบทหลายบทที่ต้องว่าอยู่เสมอ พระพุทธเจ้าใครจะไปเสกท่านได้ ต้องให้ท่านทำเอง พระอรหันต์นั้นท่านรู้ธรรม ทำให้ท่านได้ถึงพระพุทธเจ้า มีทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในจิต คือ มีพุทธัง ธัมมัง สังฆัง อยู่ในใจ ท่านจึงได้พบพระโบราณจริงๆ ไม่ใช่พระหรอก"


    ผู้เขียน "พระจตุปฏิสัมภิทาญาณ ท่านได้ภูตพระพุทธเจ้าใช่ไหมครับ"


    หลวงปู่ "ได้ ดูอย่างพระอรหันต์ ๑,๒๕๐ รูป ที่มาโดยไม่ได้นัดหมาย ถ้าท่านไม่ได้ จะมาพร้อมกันได้อย่างไร พระอรหันต์ท่านไม่จำเป็นต้องใช้แล้ว ภูตพระพุทธเจ้าน่ะ"


    ผู้เขียน "หลวงปู่รู้จัก หลวงพ่อไวทย์ วัดบรมวงศ์ ไหมครับ"


    หลวงปู่ "เคยได้ยินชื่อ ไม่เคยพบตัว"


    ผู้เขียน "ท่านมรณภาพแล้ว เมื่อวันพุธที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ นี้เอง"


    หลวงปู่ "ท่านเป็นพระอรหันต์นะ ข้าได้ยินกิตติคุณท่านว่าไม่เอาอะไรกับใคร"


    ผู้เขียน "หรือครับ แสดงว่าอยุธยาคงจะมีหลายองค์"


    หลวงปู่ "มี แต่ท่านหลบซ่อนกันอยู่"


    ผู้เขียน "เขาถึงพูดกันว่า ศรีอยุธยาไม่สิ้นคนดี"


    หลวงปู่ "ข้าก็ไม่รู้ ข้าไม่ใช่แน่พระอรหันต์ ยังกินอยู่ หันไม่ทัน ก็ดูกันเอาเอง"

    หลวงปู่ท่านหันไปชี้พระที่ หลวงปู่บุดดา ถาวโร ฝากข้าพเจ้าให้มาถวายหลวงปู่ ท่านบอกว่าฝากพระทองไปถวายท่านด้วย แล้วหลวงปู่ท่านพูดว่า

    หลวงปู่ "ที่ท่านถวายพระมาให้ข้านี้ก็คิดไม่ตกว่า ท่านมีจุดประสงค์อะไร เพราะเป็นของลึกซึ้ง เกินกว่าที่ปัญญาอย่างเราจะคิดตามได้ทัน"

    ผู้เขียน "หลวงปู่มีความคิดเห็นอย่างไร เอแบบไม่ลึกก็ได้ ผมอยากฟังครับ"

    หลวงปู่ "ข้าคิดว่าสักวันหนึ่ง ข้าคงได้กลับมาเป็นอย่างพระองค์นี้"หลวงปู่ชี้ไปที่พระพุทธรูปนาคปรกของหลวงปู่บุดดาผู้เขียนยกมือสาธุ โดยไม่ทันจะตอบอะไร

    หลวงปู่ (ท่านตัดบทว่า) "แต่ตอนนี้ข้ายังไม่เปิด ยังไม่สว่างเลย ไม่รู้จะบอกอย่างไร"
     
  15. pump - อภิเตโช

    pump - อภิเตโช เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 พฤษภาคม 2008
    โพสต์:
    1,202
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +6,797
    ๑๔.
    ลาวลองตะกรุดและมอบวิชาปอบ


    สมัย ที่หลวงปู่ยังทำตะกรุดอยู่นั้น ท่านเล่าว่าทำยากมาก เพราะต้องว่าอักขระให้ครบทุกตัว ขาดไม่ได้ จึงเป็นที่ต้องการของคนทั้งหลาย ถึงกับมาขอให้ท่านทำให้ ท่านจึงถามความประสงค์ว่า "จะให้ทำแบบไหน แบบชาวบ้านธรรมดา ขุนนาง ท้าวพระยา หรือแบบพระมหากษัตริย์ หมายถึง ตะกรุดพระมหาจักรพรรดิ" เขาทั้งหลายเหล่านั้นก็บอกว่า อยากได้อย่างที่พระมหากษัตริย์ใช้ หลวงปู่เล่าว่า "ไม่นานก็เอากลับมาคืนหมด ข้าเลยโยนใส่สระน้ำมนต์หน้าวัด" เมื่อผู้เขียนเรียนถามถึงเหตุผลการนำกลับมาคืน ท่านจึงเล่าต่อว่า "ก็ได้ไปแล้วเอาไปกินเหล้า ก็จะฟันแต่คนเขา พระเจ้าแผ่นดินฆ่าคนได้หรือ" ท่านพูดแล้วหัวเราะ และบอกว่า "ของที่ดีที่สูง คนนำไปใช้ ก็ต้องทำจิตของตนให้สูงตามไปด้วย ต้องมีศีลจึงจะได้ผล"

    เกี่ยวกับตะกรุดนี้เคยมีคนนำไปลอง ซึ่งหลวงปู่เล่าให้ฟังว่า "เป็นพวกลาว แถววัดตะโหนด พวกนี้เขามีวิชาทำลายของขลัง ของขลังใครก็ตาม ถ้าเขาจับแล้วแตกทุกราย รายของข้านี่เขาได้ไปแล้ว ก็เอาไปจับแต่ไม่แตก กลับขึ้นทิ่มหน้าทิ่มตาเสียหน้าแหกไปหมด" แสดงถึงอำนาจคุณพระกับอำนาจใฝ่ต่ำ ธรรมย่อมชนะอธรรม ผู้เขียนจึงเรียนถามต่อว่า แล้วเขาไม่โกรธเอาหรือครับ ท่านตอบว่า "โกรธ ซิ วันนั้นข้านั่งกรรมฐานรู้สึกว่าจิตใจเป็นอย่างไรไม่รู้ จึงเดินออกมาหน้ากุฏิ มองไปที่หลังคากุฏิ ตักน้ำมนต์สาดขึ้นไปได้ยินเสียงดังเปรี๊ยะ แสดงว่าเขาคงทำมา กะเอาเราให้ตาย" ท่านพูดเสร็จแล้วก็หัวเราะ แถมยังเสริมอีกว่า "พวก ที่เรียนของเหล่านี้น่ะ เขาปรารถนาอเวจีเป็นที่พึ่งทั้งนั้น ต้องฆ่าพระหรือเณร ไม่ก็ฆ่าพ่อฆ่าแม่จึงจะขลัง ส่วนใหญ่มักจะฆ่าพระหรือเณร ข้าเองยังเกือบได้เรียนกับเขาเลย เขาเรียกว่า วิชาปอบ"

    เมื่อท่านพูดจบผู้เขียนก็ซักว่า วิชาปอบเป็นอย่างไร เรียนได้หรือ ท่านจึงเล่าให้ฟังว่า "มี ลาวคนหนึ่ง เขามาที่วัดสะแก เขามาบอกข้าว่า ผมมีวิชาบิดไส้ บังฟันต้องการจะมอบให้ ผมมองยังไม่เห็นคนไหน จะเรียนได้นอกจากท่าน แน่ะ...ยอเราเสียด้วย ข้าก็รับเอาไว้ยังไม่ได้เรียน วางไว้บนหิ้งบูชาพร้อมเงิน ๑ สลึงเป็นค่าครู คืนแรก...ก็ฝันว่าออกไปจะกินควายกับเขา คืนที่สอง...ฝันว่าออกไปกินไส้ควาย ตอนเช้าเขามาบอกว่าควายบ้านที่ฝันนั้นตาย เลยนึกว่าวิชานี้ไม่ดีแน่ เดี๋ยวจะไปฆ่าคน ต้องเป็นวิชาปอบแน่ๆ ก็เลยเอาลงมาจากหิ้งไปเผาไฟ ลาวคนนั้นนอนอยู่หลังวัด เขารู้ตอนเดินผ่านกุฏิ ไม่ยอมมองหน้า ค้อนให้เสียด้วย เออ...เกือบไป เกือบได้เรียนวิชาปอบเสียแล้วเรา"

    แสดง ว่าวิทยาการทางไสยดำนั้นมีจริง แต่เป็นไปในด้านของการทำลายล้างบุคคล ซึ่งจัดเป็นบาปอย่างยิ่ง พระอาจารย์ทางไสยดำนี้ ส่วนใหญ่เมื่อตายไปจะเป็นมหิทธิกาเปรต ซึ่งเป็นผลเศษกรรมจากบุคคลที่ เมื่อคราวเป็นมนุษย์ชอบเล่นของคุณไสยฝ่ายต่ำ
     
  16. pump - อภิเตโช

    pump - อภิเตโช เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 พฤษภาคม 2008
    โพสต์:
    1,202
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +6,797
    ๑๕.

    หลวงปู่กับหลวงปู่คง


    หลวงปู่เคยเล่าถึงหลวงปู่คงว่า "ท่านอยู่ วัดกุฎีดาวมีอภินิหารมาก สามารถนั่งบนผ้าอาบน้ำฝน ลอยไปบนน้ำ เข้าไปในเขตพระราชฐานของพระเจ้าแผ่นดิน พวกสนมกำลังอาบน้ำอยู่ตกใจกัน พระเจ้าแผ่นดินสั่งให้ตามจับ ไปถึงวัดหาไม่พบ จึงบอกอุบายให้นิมนต์พระสงฆ์ในวัดทั้งหมดให้เข้าไปฉันในวัง แต่หลวงพ่อคงไม่ยอมไป จึงสั่งให้ทหารตามไปถึงวัด ซึ่งท่านปิดกุฏิไม่ยอมออกมา เลยให้ทหารเอาไฟเผากุฏิ หลวงพ่อคงถอนกุฏิลอยหนีสูงเทียมดาว เลยชื่อวัดกุฎีดาวตั้งแต่นั้นมา ก่อนจะไปท่านบอกว่า อยู่ไม่ได้ เพราะราชาไม่อยู่ในธรรม แต่กรุงศรีอยุธยาไม่สิ้นคนดี แล้วท่านก็ไปอยู่ที่พิมายทางโคราช เดี๋ยวนี้ยังมีสระน้ำที่ท่านทำไว้ คนไหนอยากได้น้ำมนต์ก็ไปตักเอา"

    ผู้เขียนเคยนั่งสมาธิพบหลวงปู่คง ได้กราบเรียนถึงหลวงปู่ดู่ หลวงปู่คงท่านบอกว่า "อาจารย์แกนั้น ท่านมีบารมีสูงมาก บารมีเต็มแล้ว แต่ยังมีเมตตาต่อลูกศิษย์ ตัวข้าเองสามารถเดินบนน้ำได้ แต่อาจารย์แกสามารถเดินบนอากาศได้ ไม่เชื่อลองไปถามดูก็ได้" เมื่อผู้เขียนกราบเรียนให้หลวงปู่ทราบ ท่านไม่ได้ปฏิเสธ แต่ได้พูดว่า "ข้าขอโมทนาด้วย ที่แกสามารถรู้ถึงความลับของข้าได้"

    หลวงปู่คงเคยให้คาถาผู้เขียนไว้ เกี่ยวกับการแก้อาการปวดเมื่อย ใครจะนำไปใช้ก็ได้ มีดังนี้

    "พุทธังหาย ธัมมังหาย สังฆังหาย
    นวดด้วย พระพุทธัง พระธัมมัง พระสังฆัง
    จะลุกขึ้น เดินนอนนั่ง ให้มีกำลังวังชา
    หายจากพยาธิโรคา จงมีแก่ข้า ประสิทธิเม"

    ถ้าจะให้คนอื่นให้ว่า "จงมีแก่เจ้า ประสิทธิเต"
     
  17. pump - อภิเตโช

    pump - อภิเตโช เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 พฤษภาคม 2008
    โพสต์:
    1,202
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +6,797
    ๑๖.
    น้ำใจหลวงปู่ต่อในหลวง


    มี อยู่ปีหนึ่งที่ประชาชนชาวไทยทุกหย่อมหญ้า มีความรู้สึกเป็นห่วงเป็นใยในพระอาการประชวรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ เพราะจากข่าวคราวที่ออกมานั้น พระอาการของพระองค์อยู่ในขั้นน่าวิตกเป็นอย่างยิ่ง ประชาชนชาวไทยทั้งหลายไม่ว่า บรรพชิต ข้าราชการ ประชาชน ต่างบำเพ็ญกุศลเพื่อถวายพระราชกุศลให้พระองค์หายจากพระอาการประชวรในครั้ง นั้น ตั้งแต่การบำเพ็ญภาวนา สร้างพระ ทำบุญตักบาตร ผู้เขียนคิดว่าเราก็ภาวนาแล้ว น่าจะทำอะไรสักอย่างหนึ่ง เพื่อให้หลวงปู่ช่วยพระเจ้าแผ่นดิน ทั้งๆ ที่รู้ว่า นับตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๙๕ เป็นต้นมา ไม่มีวันใดเลยที่หลวงปู่จะว่างเว้นจากการถวายพระราชกุศลให้กับในหลวง...

    ผู้เขียนฝันไปว่า หลวงปู่ทวดท่านบอกว่า "ให้ เขียนชื่อพระเจ้าอยู่หัว วันเดือนปีเกิดของพระองค์ด้านหนึ่ง ส่วนอีกด้านหนึ่งเขียนตีตารางเป็นร้อยแปดตา เอาไปให้อาจารย์ของเธอทำ ท่านรู้เองแหละว่าจะทำอย่างไร" เมื่อผู้เขียนทำเสร็จแล้วฝากคนไปถวายหลวงปู่ ตารางทั้งร้อยแปดนั้น ท่าน เขียนอักขระเกี่ยวกับพุทธคุณร้อยแปดลงทุกช่อง เมื่อเขียนเสร็จแล้วท่านอธิษฐานจิต เพื่อให้นำไปบรรจุในองค์พระที่ท่านสร้างขึ้น แต่ที่สำคัญคือ แทนที่จะให้คนอื่นไปทำ หลวงปู่กลับเป็นผู้ทำและเทเอง บรรจุเองทั้งหมด ด้วยดวงจิตที่มุ่งมั่น ถวายความจงรักภักดีแด่พระเจ้าแผ่นดิน เมื่อเทเสร็จเป็นองค์พระแล้ว ท่านก็นำมาอธิษฐานให้กับพระเจ้าอยู่หัว ท่านกล่าวว่า "องค์อื่นๆ ตั้งแต่ที่มีมารัชกาลที่ ๑ ถึง ๘ ขอให้ขึ้นไปสถิตที่วิมานของแต่ละท่าน ส่วนรัชกาลที่ ๙ นี่ขอให้อยู่ก่อน เพื่อช่วยเหลือประเทศชาติ ให้รอกพ้นภยันตรายเสียก่อน" แล้วท่านก็พูดว่า "ไม่เป็นไรหรอก" สิ่งที่น่าปิติยินดีของปวงชนชาวไทยก็คือ พระอาการของพระเจ้าอยู่หัวซึ่งอยู่ในขั้นที่วิกฤต แม้แต่พระองค์เองยังกล่าวว่า ได้ไปอยู่ในแดนสนธยา ก็กลับคืนดีเหมือนเก่า

    ทั้ง นี้ไม่ได้หมายความว่า เกิดจากหลวงปู่องค์เดียว แต่ผู้เขียนต้องการเน้นถึงจุดที่ท่านรับเอาเป็นธุระ ในการทำพระครั้งนี้ต่างหาก ที่ทำให้รู้ซึ้งในน้ำใจของหลวงปู่ที่มีต้อพระเจ้าอยู่หัว เพราะท่านจะสั่งเสมอว่า เมื่อทำบุญหรือทำสมาธิครั้งใด อย่า ลืมอุทิศกุศลให้กับ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ อันเป็นการแสดงความกตัญญูต่อแผ่นดินที่อาศัย ต่อพระพุทธศาสนา และต่อองค์พระเจ้าอยู่หัวของเรา
     
  18. pump - อภิเตโช

    pump - อภิเตโช เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 พฤษภาคม 2008
    โพสต์:
    1,202
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +6,797
    ๑๗.
    พระเถระ


    หลวงพ่อเม็ด วัดบึงกระจับ จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นพระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียง ผู้คนเคารพนับถือมาก มีอยู่วันหนึ่ง ลูกศิษย์หลวงปู่ดู่ ได้นำรูปเหมือนของท่านไปถวายหลวงพ่อเม็ด ท่านยกมือไหว้แล้วพูดว่า "วันนี้ดีใจจริงๆ พระผู้ใหญ่มาเยี่ยม" หลวงพ่อตาบ วัดมะขามเรียง จังหวัดสระบุรี ซึ่งเป็นพระวิปัสสนาจารย์และเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อนอ อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา หลานชายของท่านนำพระไปให้ตรวจ จนมาถึงแหวนของหลวงปู่ดู่ ท่านบอกว่า "เป็นของพระเถระ" พระผู้ใหญ่หรือพระเถระมีความหมายเดียวกัน ตามพระวินัยหมายถึง ผู้ที่บวชเกิน ๕ พรรษาไปแล้ว ถ้าหมายถึงการปฏิบัติของจิต จะหมายถึงพระผู้ทรงคุณธรรม เช่น พระอรหันต์ หลวงปู่เคยเล่าเรื่องพระเถระในพุทธกาลให้ฟังว่า "มี เณรน้อยองค์หนึ่ง หน้าตาน่ารัก พระภิกษุเดินทางมาเพื่อเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า เห็นรูปร่างเกิดความเอ็นดู ก็หยอกเย้า จับหัว จับแก้ม เมื่อเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าทรงถามว่า เมื่อเธอจะเข้ามาหาตถาคต เธอเห็นพระมหาเถระอยู่ที่ไหน พระภิกษุตอบว่าไม่เห็นใครที่ไหนเลยพระพุทธเจ้าขา เห็นแต่เณรน้อยองค์หนึ่งเท่านั้นเอง พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า นั่นแหละพระมหาเถระ พระสงฆ์ที่เป็นปุถุชนต้องไปขอขมา กลัวเป็นเวรเป็นภัยต่อไป"

    หลวงปู่สอนไม่ให้ประมาท เหมือนกับพระพุทธภาษิตที่ว่า ไม่ควรประมาทในสิ่งต่อไปนี้

    ๑.ยุวกษัตริย์
    ๒.งูพิษตัวน้อย
    ๓.ไฟกองเล็ก
    ๔.ภิกษุหนุ่ม หรือฆราวาสผู้ปฏิบัติธรรม

    เพราะสิ่งเหล่านี้ เป็นภัยกับผู้ประมาททั้งสิ้น ผู้เขียนเคยเรียนถามหลวงพ่อเป้า เขมกาโม วัดถ้ำพรสวรรค์ เมื่อทราบว่าท่านมากราบหลวงปู่ หลวงพ่อเป้าท่านพูดว่า "จิตของท่านเป็นจิตมาตรฐานแล้ว คิดอะไรก็ได้ ทำอะไรก็เป็น จิตเรายังไม่ได้เสี้ยวของท่านเลย" สำหรับหลวงปู่ ท่านพูดถึงหลวงพ่อเป้าว่า "เรานึกว่าท่านแก่กว่าเรา เมื่อท่านกราบเลยต้องกราบตอบ ต่างคนต่างกราบ" นับเป็นภาพที่งดงามมาก ในการอ่อนน้อมถ่อมตนของนักปราชญ์ที่แสดงออกเพื่อให้โลกชื่นชม

    ครูบาบุญชุ่ม เป็นภิกษุหนุ่มองค์หนึ่งที่ทรงคุณธรรมสัมมาปฏิบัติ เดินทางมากราบนมัสการหลวงปู่ ท่านมีความเคารพเลื่อมใสหลวงปู่มาก มีวันหนึ่งหลวงปู่กล่าวกับผู้เขียนว่า "เมื่อวานนี้ ครูบาบุญชุ่มมากราบข้า" ผู้เขียนจึงเรียนถามว่า "มากราบนมัสการขอบารมีหลวงปู่หรือครับ" หลวงปู่ท่านตอบว่า "ต่างคนต่างขอซึ่งกันและกัน"

    มีพระหลายองค์มาหาหลวงปู่เช่น อาจารย์วิชัย เขมิโย วัดถ้ำผาเงา ครูบาธรรมชัย อาจารย์จำเนียร วัดถ้ำเสือ จังหวัดกระบี่ เป็นต้น ซึ่งท่านได้กล่าวถึงหลวงปู่ด้วยความเคารพนับถือ แม้แต่ผู้ที่ไม่ได้มาหาท่าน แต่สัมผัสด้วยจิต หรือบารมีจากพระที่ท่านอธิษฐาน เช่น หลวงพ่อเม็ด หลวงพ่อตาบ เป็นต้น

    หลวงพ่อองค์หนึ่งอยู่วัดทางจังหวัดราชบุรี เป็นพระที่มีผู้ไปกราบนมัสการมากมาย ครั้งหนึ่งพนักงานธนาคารกสิกรไทยไปหา เพื่อขอให้ท่านทำนายโชคชะตา เมื่อท่านสงเคราะห์เรียบร้อยแล้ว เธอได้ขอให้ท่านแผ่เมตตาพระที่เธอสวมอยู่ ท่านรับไปเพื่ออธิษฐาน และบอกว่า มีพระองค์หนึ่งในสายสร้อยนี้แรงมาก ท่านถามว่าพระองค์ไหนเป็นผู้อธิษฐาน แล้วท่านชี้ให้ดูพระ ซึ่งเป็นเหรียญรูปหลวงปู่ทวดรุ่นเปิดโลก เมื่อพนักงานกสิกรฯ เรียนว่า ผู้อธิษฐานคือ หลวงปู่ดู่ วัดสะแก ท่านจึงบอกกับผู้นั้นว่า ท่านเสกดีจริงๆ แรงจริงๆ เก็บไว้ให้ดี

    ผู้หญิงเชื้อสายจีน นับถือเจ้าแม่กวนอิม เธอไม่ได้นั่งสมาธิ แต่นับลูกประคำ ไม่ได้เรียนหนังสือ ความรู้ทางศาสนามีน้อย วันหนึ่งเธอเดินผ่านหลานชาย ซึ่งกำลังเลือกพระในถาดอยู่ เธอเดินเข้ามาที่หลานชายแล้วบอกว่า "ทำไมไม่ใช้พระองค์นี้ อี (ท่าน) เป็นผ่อสัก (พระโพธิสัตว์) เหมือนอาเนี้ย (เจ้าแม่กวนอิม)" หลานชายแย้งว่า พระองค์นี้ได้มาจากการแจกทำบุญผ้าป่า ทำไมพระที่เขาเช่ามาเป็นราคาเรือนแสน อาม้าจึงไม่เลือกให้ อาม้าตอบหลานชายว่า "องค์ที่แพงเหมือนกับสายน้ำไหลมาเอื่อยๆ ไม่ขาดสาย ส่วนองค์นี้เหมือนกับน้ำตกที่ไหลแรง และไม่ขาดสาย ลื้อเลือกเอาเองแล้วกัน จะเอาองค์ไหน"

    พระที่อาม้าพูดถึง คือ เหรียญหลวงปู่ทวดรุ่นเปิดโลกเช่นกัน ทั้งๆ ที่เธอไม่รู้เรื่องเหรียญ แต่เมื่อหลานชายนำพระหลายๆ องค์มาผสมปนเปกัน เธอสามารถแยกพระที่หลวงปู่อธิษฐานออกมาได้ แสดงว่าเธอสัมผัสได้กับนามธรรม (บารมี) ของหลวงปู่ได้"

    ฆราวาสผู้ปฏิบัติธรรมที่ประมาทไม่ได้ เช่น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว องค์ปัจจุบัน หลวงปู่จะเทอดทูนมาก เพราะท่านเป็นผู้มีบุญญาธิการ ซึ่งมาจากคำว่า บุญอธิการ (ผู้เป็นใหญ่) ในทางโลก พระองค์มีเกียรติยศ เกียรติศักดิ์ ส่วนทางธรรม พระองค์มีอริยยศ อริยศักดิ์ ซึ่งมาจากการประพฤติ ปฏิบัติธรรมของพระองค์ท่าน ประเทศไทย มีเหตุการณ์ร้ายแรงหลายครั้ง ด้วยพระบารมี กลับเรียบร้อยได้อย่างน่าอัศจรรย์ ทำให้เมืองไทยอยู่รอดปลอดภัยมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์วันมหาวิปโยค (๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖) ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ หรือ ๑๗-๑๘ พฤษภาคม ๒๕๓๕ (วันพฤษภาทมิฬ) ผู้เขียนจึงขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต เรียกพระองค์ท่านว่า เป็นพระเถระอีกองค์หนึ่ง ซึ่งประชาชนชาวไทยเคารพเทอดทูนไว้เหนือเศียร เหนือเกล้า สมดังที่หลวงปู่ท่านพูดว่า "บารมีท่านสูง แกรู้ไหมว่า ท่านเป็นหน่อพุทธภูมิ"

    หลวงปู่เกษม พระอริยเจ้าที่หลวงปู่ดู่ให้ความเคารพมาก กล่าวกับลูกศิษย์ว่า "อยากฟังธรรมะ ให้ไปหาท่านพุทธทาส อยากไหว้พระปฏิบัติดี ให้ไปไหว้หลวงพ่อดู่ วัดสะแก"

    ประมาณเดือนธันวาคม พ.ศ.๒๕๓๒ ผู้เขียนได้ไปกราบนมัสการหลวงปู่ทวด วัดช้างไห้ เพราะตั้งใจไว้นานแล้ว แต่ไม่มีโอกาส พอหลวงปู่ท่านทราบ ท่านจึงบอกว่า "อยากได้ดินที่วัดช้างไห้" ซึ่งเป็นที่เผาสรีระหลวงปู่ทวด ผู้เขียนกับผู้ที่ไปด้วย ปรึกษากันว่า สงสัยหลวงปู่คงอยู่ไม่นาน เราไปนำดินที่เกิดของท่านคือ สำนักสงฆ์ต้นเลียบ ซึ่งเป็นที่ฝังรกของท่านด้วยดีกว่า เผื่อจะแก้เคล็ดได้ เมื่อนำไปถวายท่าน หลวงปู่ท่านถามว่า "ดินถุงไหนเป็นที่เกิด ดินถุงไหนเป็นที่ดับ" เมื่อเรียนให้ท่านทราบ หลวงปู่ท่านบอกว่า "เออ มีเกิดแล้วก็ดับ หมดเรื่องกัน ไม่มีอะไรแล้ว"

    หลังจากนั้นเจ็ดวัน หลวงปู่จึงมรณภาพ เป็นเรื่องที่ชวนคิดว่า ทำไมท่านถึงให้ไปนำดินมา เพราะเหตุผลอะไร (คำตอบมีในหนังสือพระผู้จุดประทีปในดวงใจ เรื่องการแบ่งภาค หน่อพุทธภูมิ)

    เมื่อประมาณเดือนพฤษภาคม พ.ศ.๒๕๒๖ ผู้เขียนฝันไปว่า หลวงปู่ให้ไปกราบนมัสการ พระบาทสี่รอย ที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นที่ประทับรอยพระพุทธบาท ของพระพุทธเจ้าทั้ง ๔ พระองค์ ครูบาศรีวิชัย เป็นผู้ไปสร้างวิหารไปครอบไว้ ทางไปกันดารมาก เป็นที่ซึ่งพระธุดงค์และผู้คนมักจะหาโอกาสไปกราบสักการะ ผู้เขียนเรียนถามท่านว่า เพราะเหตุใดหลวงปู่จึงประสงค์ให้ไป ท่านตอบในความฝันว่า "ไปไหว้ได้บุญ ถือโอกาสขอขมาพระรัตนตรัยด้วย เพราะกรรมในอดีตและปัจจุบัน ซึ่งมีทั้งตั้งใจและไม่ตั้งใจทำ จะได้เบาบาง" ที่ตรงนี้พระพุทธเจ้ามาเหยียบไว้ทั้ง ๔ พระองค์ ผู้เขียนจึงได้พาหมู่คณะไปกราบ ก่อนจะขึ้นไปพระบาท ๔ รอย ได้แวะกราบครูบาเทือง วัดบ้านเด่น อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อเรียนท่านว่ามาจากอยุธยา ท่านพูดว่า "อยุธยาเป็นเมืองนักรบ เมืองหอก เมืองดาบ พระมีพลังจิตอยู่หลายองค์ อย่างเช่น หลวงพ่อปาน หลวงพ่อจง หลวงพ่อเทียม วัดกษัตรา สำหรับหลวงพ่อดู่ ท่านเป็นพระอริยเจ้านะ"

    พวกเรานึกอัศจรรย์ เพราะไม่มีใครกราบเรียนท่านมาก่อน และในขณะที่สนทนากับท่าน มีเรื่องที่แสดงถึงความลึกลับซับซ้อนอีกหลายเรื่อง ซึ่งเป็นสิ่งที่รับรองเกี่ยวกับศาสนาได้เป็นอย่างดีว่า เป็นของมีจริง พิสูจน์ได้ ทุกกาลสมัย....
     
  19. pump - อภิเตโช

    pump - อภิเตโช เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    20 พฤษภาคม 2008
    โพสต์:
    1,202
    กระทู้เรื่องเด่น:
    1
    ค่าพลัง:
    +6,797
  20. 5314786

    5314786 เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    15 สิงหาคม 2010
    โพสต์:
    737
    ค่าพลัง:
    +3,797
    กราบพระมหาโพธิสัตว์ ผู้ยิ่งใหญ่

    นะโมโพธิสัตโต พรมปัญโญ
     

แชร์หน้านี้

Loading...