ใครต้องการถามเป็นการส่วนตัว ไปถามที่อื่น กลัวคนอื่นว่าให้มาที่นี่

ในห้อง 'อภิญญา - สมาธิ' ตั้งกระทู้โดย nilakarn, 20 เมษายน 2013.

  1. nilakarn

    nilakarn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 กันยายน 2011
    โพสต์:
    1,370
    ค่าพลัง:
    +2,331
    ตอบ

    4 ปรกติจิตของพระตถาคต นั้น
    จะไม่ส่งออกนอกเลย คือ
    จะอยู่ในกายนี้เท่านั้น
    จะไม่ออกไปวิ่งเล่นที่ข้างนอกกายอีก
    เว้นแต่ว่า เวลานั้น มีกิจให้ต้องกระทำ
    ท่านก็จะกระทำกิจนั้นให้เสร็จเสียก่อน
    แล้วก็เข้า ญานจิต ต่อไป รอเวลาเพื่อ
    ที่จะปฏิบัติกิจต่อไปนั่นเอง

    ไม่มีอะไรในสามโลกธาตุนี้ หลอกลวงท่านได้อีกแล้ว
    ไม่มีอะไรในสามโลกธาตุ ทำให้ท่านอยากได้อีกแล้ว
    อยู่ด้วยจิตที่ใสสะอาด เต็มพร้อมเต็มที่
    ไม่มีเมฆหมอกสักนิดเดียวอยู่ในจิตท่าน
    เฉกเช่นกับ พระอรหันต์ ทั่วไป
    ที่ทุกอย่างที่ทำนั้น ทำเพราะหน้าที่
    ไม่ได้ทำเพราะ ความอยากของตนเอง
    ไม่มีขึ้นต้น ไม่มีตอนจบ ไม่มีก่อน ไม่มีหลัง
    มีแต่โต้ตอบไปตามสภาพธรรม ที่มีกระทบ
    คือ จะไม่คิดล่วงหน้าไว้ก่อน แต่จะทำตามโอกาส
    และ ความเหมาะสม ตามเวลาที่สมควร
    และตามกฏแห่งกรรมที่ส่งผลมา
     
  2. nilakarn

    nilakarn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 กันยายน 2011
    โพสต์:
    1,370
    ค่าพลัง:
    +2,331

    ตอบ

    5 มีวิธีการดังนี้ ก็คือ การพิจารณา กาย เวทนา จิต และ ธรรม
    ควบคู่กับ พระไตรลักษณะสามอย่าง คือ
    ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นสิ่งสมมุติ
    หากเป็นมหายาน ที่ไม่ใช่ เถรวาท
    ก็ให้พิจารณาที่ สิ่งสมมุติ จะง่ายที่สุด
    เพราะมุ่งเน้นไปที่ สรรพสิ่งเพียงสมมุติ
    หากเป็นเถรวาท ก็ให้พิจารณาไปที่ สองอย่างคือ
    ไม่เที่ยง หรือ เป็นทุกข์ แค่นี้ก็พอ เพราะมีจริตธรรม
    ที่ ครูบาอาจารย์ สอนมาแค่นี้ ก็ต้องทำตามอริยะประเพณี
    หากศึกษาข้ามฟาก จะมั่วตั้วไปหมด ฝึกไม่รู้เรื่อง
    ฝึกไม่เข้าใจ จนขนาดหลงไปเลยก็มี จะต้องคอยระวังให้ดี



     
  3. nilakarn

    nilakarn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 กันยายน 2011
    โพสต์:
    1,370
    ค่าพลัง:
    +2,331
    ตอบ

    6 ปกติของอารมณ์ ที่เกาะเกี่ยวกับ พระนิพพาน ก็คือ
    อารมณ์ของมนุษย์ที่
    ปล่อยวางทุกสิ่งไปหมดแล้ว หรือ
    อารมณ์ของมนุษย์ที่
    ไม่อยากจะเกิดแล้วเพราะกลัวความทุกข์ยาก หรือ
    อารมณ์ของมนุษย์ที่เห็นว่า
    สรรพสิ่งเป็นแค่เพียงสมมุติแค่นั้น หรือ
    อารมณ์ของมนุษย์ที่เห็นว่า
    ทุกสิ่งมีแต่ความไม่เที่ยง หรือ
    อารมณ์ของมนุษย์ที่เห็นว่า
    คนทุกคนมีแต่ความทุกข์ยาก หรือ
    อารมณ์ของมนุษย์ที่เห็นว่า
    มนุษย์จะต้องรับกรรมด้วยตนเอง หรือ
    อารมณ์ของมนุษย์ที่
    ทำลายความหลงผิดไปหมดแล้ว หรือ
    อารมณ์ของมนุษย์ที่
    ทรงแต่อุเบกขาญานเท่านั้น หรือ
    อารมณ์ของมนุษย์ที่เห็นว่า
    เหล่าพระพุทธเจ้าคือสิ่งสูงที่สุด หรือ
    อารมณ์ของมนุษย์ที่เห็นว่า
    เหล่าพระอรหันต์คือที่ตั้งของเรา หรือ
    อารมณ์ของมนุษย์ที่เห็นว่า
    พระสมเด็จองค์ปฐมคือที่สูงที่สุด หรือ
    อารมณ์ของมนุษย์ที่เห็นว่า
    แดนพระนิพพานคือสิ่งสุงสุด หรือ
    อารมณ์ของมนุษย์ที่เห็นว่า
    เหล่าพระอริยะเจ้าคือที่ตั้งของเรา หรือ
    อารมณ์ของมนุษย์ที่เห็นว่า
    พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ คือสิ่งสุงสุด หรือ
    อารมณ์ของมนุษย์ที่เห็นว่า
    พระอริยะเจ้ารูปใดรูปหนึ่งคือที่ตั้งของเรา
    และอื่นๆ อีกมากมายหลายอย่างที่กล่าวมาไม่หมด
    จะต้องถามเป็นเคสๆ ไปว่าใช่หรือไม่ใช่
    และมีหลักการปฏิบัติอย่างไร เพราะการฝึกของแต่ละอารมณ์
    ก็มีหลักการที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

    โดยมนุษย์เมื่อรู้สึกถึงอารมณ์ต่างๆนี้ได้แล้ว

    ก็จะต้องไปฝึกปฏิบัติ ด้วยตนเองเท่านั้น
    เพื่อให้เข้าถึงอารมณ์นั้นโดยสิ้นเชิง

    เรียกว่า จะต้องทรงอารมณ์นั้น
    ให้ได้เป็นปรกติจิต หรือ เป็นวัตรปฏิบัติไปเลย
    เมื่อไหร่ก็ตามที่เรามีเวลาสักเล็กน้อย
    ราก็จะต้องฝึกทรงอารมณ์นั้นๆ ให้ต่อเนื่อง
    เมื่อต่อเนื่อง ก็ย่อมจะมีแรงผลักดันตนเอง
    ที่จะไปต่อยัง แดนพระนิพพาน หรือ
    ดินแดนแห่งพระอรหันต์ นั่นเอง

    เรียกว่า ฝึกอีกอย่างหนึ่ง ก็
    เพื่อ
    ถีบตนเองให้ไปถึงอีกอย่างหนึ่ง นั้นเอง

    โดยแต่ละอารมณ์ที่ไม่เหมือนกันนั้น
    ก็จะส่งผลให้แต่ละพระอริยะเจ้า
    จะมีทิฏฐิ จริต อินทรีย์ พละ กิเลส กรรม วิบาก
    ที่ไม่เหมือนกัน ส่งผลให้
    การเข้าถึง พระอริยะเจ้า มีไม่เท่ากัน
    ใครมีความพยายามน้อย ก็จะได้น้อย
    ใครมีความพยายามมาก ก็จะได้มาก
    ตามกฏแห่งกรรมเท่านั้น ไม่มีใครได้เปรียบใคร
    และใครเสียเปรียบ มนุษย์ทุกคนจะมีเท่าเทียม
    แต่สิ่งที่จะมาขวางก็คือ กฏแห่งกรรม
    ที่เราทำไว้ในอดีตนั่นเอง เราทำอะไรกับใครไว้
    เมื่อในขณะที่เราจะบรรลุธรรม
    เค้าเหล่านั้น ก็จะต้องมาคอยขัดขวางเรา
    ไม่ยอมให้หลุดพ้นง่ายๆ เพราะยังไม่ได้แก้แค้นเลย
    บางครั้งอาจจะทำให้เราตายก่อน
    ที่จะบรรลุธรรม เนื่องจาก ไม่มีอาจารย์ที่ดีนั่นเอง






     
  4. เล่าปัง

    เล่าปัง เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    1 พฤศจิกายน 2007
    โพสต์:
    4,837
    ค่าพลัง:
    +8,001
    อภิปรัชญา

    ห่างไกล โลกาวินาส
    คว่ำชาติ เยาะลอย


    ปล. ให้หยุดเคี้ยว k k
     
  5. nilakarn

    nilakarn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 กันยายน 2011
    โพสต์:
    1,370
    ค่าพลัง:
    +2,331
    จากเว็บวัดถ้ำขวัญเมือง อ.สวี จ.ชุมพร

    ปิติ ๕ ประกอบไปด้วย

    ๑. ขุททกาปีติ มีลักษณะดังนี้ คือ
    - เกิดอาการคล้ายหนังหัวพองและขนลุก เป็นดังอาบน้ำในเวลาหนาว
    - เกิดปรากฏเป็นดั่งเส้นผมตำ ระคายเพียงเล็กน้อย
    - เกิดใน หทัยวัตถุ หรือ หัวใจให้สั่นระรัว เปรียบดั่งปั่นผลหมาก
    - เกิดในกาย ให้เนื้อตัวหนัก มึนตึง และ วิงเวียนอยู่

    ๒. ขณิกาปีติ มีลักษณะดังนี้ คือ
    - ปรากฏในจักขุทวาร เป็นดั่ง ฟ้าแลบในตา และ ตาเป็นประกายดั่งตีเหล็กไฟ
    - เกิดในกายทวาร เป็นดั่ง ปลาซิวตอดผิวในเวลาอาบน้ำ
    - เกิดเนื้อเต้น และ เอ็นกระตุก
    - เกิดในกาย ทำให้ตัวร้อนไปทั่วทั้งตัว
    -เกิดแสบทั่วกาย ให้กายแข็งอยู่
    - เกิดเป็นดังแมลงเม่า ไต่ตอมตามตัว
    - เกิดในอก ทำให้หัวใจ และ ท้องร้อนขึ้น
    - เกิดในใจ ใจสั่นหวั่นไหว
    - เกิดในกาย ให้เห็นเป็นสีเหลือง สีขาว เป็นไฟไหม้น้ำมันยางลามไปในน้ำ

    ๓. โอกกันติกาปีติ มีลักษณะดังนี้ คือ
    - กายไหว ดั่งคลื่นกระทบฝั่ง
    - เป็นดั่งน้ำกระเพื่อม เกิดเป็นฟองน้ำกระเซ็น
    - เกิดเป็นดั่งขี่เรือข้ามน้ำ มีระลอกคลื่น
    - กายและใจ เป็นดั่งไม้ปักไว้กลางสายน้ำไหล สั่นระรัวอยู่
    - เป็นดั่งวังน้ำวน
    - เป็นดั่งหัว อก ไหล่ และ ท้องน้อย หนักผัดผันอยู่
    - เกิดวาบขึ้น เป็นดั่งไฟลุก
    -เกิดเป็นดั่งลมพัดขึ้นทั่วกาย

    ๔. อุพเพงคาปีติ มีลักษณะดังนี้ คือ
    - เกิดพองกายเนื้อตัวทั้งมวล หวั่นไหวอยู่
    - เกิดเต้นเหยงๆ ขึ้น และ ลุกแล่นไป
    - เกิดร้อนทั่วตัวและทั่วสันหลัง ศีรษะ สะเอว และ ท้องน้อย
    - เกิดแสบร้อนเป็นไอขึ้นทั้งตัว เป็นดั่งไอข้าวสุกร้อน
    - เกิดปวดท้อง และ ปวดน่อง เป็นดั่งลงท้องเป็นบิด
    - กาย และ เนื้อตัวเบา และ สูงขึ้น
    - หนักแข้งขา บั้นเอว ศีรษะ เป็นดั่งไข้จับ
    - เกิดเป็นสมาธิหนัก และ เย็นอยู่

    ๕. ผรณาปีติ มีลักษณะดังนี้ คือ
    - เกิดในจักขุทวาร ดูเหมือน กายเนื้อตัวนั้นแผ่ออกไป ดูใหญ่โต และ สูงขึ้น
    - เกิดแผ่ไปทั่วกาย ให้ตัวเย็น เป็นดั่งลงแช่น้ำ
    - กายยิบๆ แยบๆ เป็นดั่งไรไต่
    - เป็นดั่งประกายไฟ พุ่งออกจากกระบอกปืน
    - กายเบา เป็นดั่งนั่ง และ นอน อยู่เหนือสำลีนุ่มๆ
    - กายหนาวสั่น ตัวงอ และ หนักหางตา เป็นดั่งอาบน้ำในฤดูหนาว
    - กายอุ่น และ เป็นไอขึ้น
    - กายเย็นซาบซ่านทั่วตัว

    หมายเหตุ ข้อธรรมนี้อยู่ในกลุ่มธรรมะหลวงพ่อสรวง อาจเป็นท่านที่เรียบเรียงเอาไว้
    (พระอาจารย์สรวง ปริสุทฺโธ วัดถ้ำขวัญเมือง ต.นาโพธิ์ อ.สวี จ.ชุมพร)
     
  6. Santi.Ca

    Santi.Ca สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    23 กรกฎาคม 2019
    โพสต์:
    16
    ค่าพลัง:
    +4
    สอบถามครับ
    เคยนั่งแล้วเกิดสภาวะ วูบวาบทั่วตัว(คลายๆขนลุก) ต่อมาตัวเบา เกิดความรู้สึกละมุล(มีปิติ) ตั้งอยู่ประมาณ 10วิเองครับ แล้วก็ตกลงมา สู่อาการปกติ
    *ใช้วิธีรู้ลมหายใจ

    อาการแบบนี้ เป็นสมาธิ หรือฌานขั้นไหนครับ
    ปล.ตอนนี้ทำไม่ได้แล้ว เคยทำได้แค่2ครั้งเอง
     
  7. nilakarn

    nilakarn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 กันยายน 2011
    โพสต์:
    1,370
    ค่าพลัง:
    +2,331

    เคยตอบไปครั้งหนึ่งแล้ว แต่จิตของคุณยังไม่ผ่านบททดสอบ
    จึงรู้ได้แค่นิดหน่อยแค่นั้น รู้เยอะไม่ได้
    รู้เยอะมากไป จะเป็นผลเสียมากกว่า

    เกิดสภาวะ วูบวาบทั่วตัว(คลายๆขนลุก) ต่อมาตัวเบา เกิดความรู้สึกละมุล(มีปิติ) ตั้งอยู่ประมาณ 10วิเอง อันนี้เรียกว่า ปิติชนิดหนึ่ง

    หลังจากเกิดปิติ แล้วก็ตกลงมาสู่ อาการปกติ เรียกว่า ญานสี่

    รักษาอารมณ์ที่เป็นปกติได้นานๆ จะเรียกว่า เอกัตคตารมณ์
    หรือ อารมณ์ความเชี่ยวชาญในการทรงญาน

    สุดท้ายเคยทำได้สองครั้ง แล้วก็ทำไม่ได้อีก
    อันนี้ เค้าเรียกว่า อะไรที่ทำได้บ่อยๆ
    ร่างกายมันก็จะชิน ถึงแม้จะทำได้
    มันก็ไม่เก็บมาคิดอีก เราจึงสัมผัสไม่ได้
    แต่ความจริงยังมีอยู่
    แต่เราเข้าญานได้เร็วขึ้น
    เข้าญานได้เร็วกว่า อาการของปิติ
    มันก็เลยทำปิติไม่ทัน
    มันหนีเข้าญานไปเสียก่อน
    จึงไม่ได้เจอมันอีก
    แต่ส่วนมากปิติจะเกิดขึ้นหนเดียว
    แล้วก็ไม่เจอกันอีกเลย
    นอกจากปิติขนลุก ที่บ่งบอกว่า
    เทพ มาร จะมาหา

     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 30 กันยายน 2019
  8. เส้นทางยาวไกล

    เส้นทางยาวไกล Active Member

    วันที่สมัครสมาชิก:
    12 พฤษภาคม 2018
    โพสต์:
    93
    ค่าพลัง:
    +207
    คำตอบนี้ขอที่มาด้วยครับ
    ใครสั่งใครสอนมา ตำราเล่มใด
    ใครเขียน
     
  9. AunyaDham242

    AunyaDham242 สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 พฤศจิกายน 2012
    โพสต์:
    2
    ค่าพลัง:
    +0
    อยากได้วิธีให้หลับสนิทไม่ฝันครับ ฝันเกือบทุกคืน
     
  10. nilakarn

    nilakarn เป็นที่รู้จักกันดี

    วันที่สมัครสมาชิก:
    3 กันยายน 2011
    โพสต์:
    1,370
    ค่าพลัง:
    +2,331

    คงเลิกไม่ได้หรอกครับ เพราะคุณก็เป็นนักฝันอยู่
    เลิกเป็นนักฝันเมื่อไหร่ ฝันก็เบาบางไปเอง
    เพราะความอยากทำให้เราฝัน
    เลิกอยากได้เมื่อไหร่ จิตมันก็จะไม่ค่อยฝันเอง
     
  11. AunyaDham242

    AunyaDham242 สมาชิกใหม่

    วันที่สมัครสมาชิก:
    16 พฤศจิกายน 2012
    โพสต์:
    2
    ค่าพลัง:
    +0
    ขอบใจสหายธรรม
     

แชร์หน้านี้

Loading...