หลวงพ่อสำเร็จศักดิสิทธิ / ปัญหามาณพ16

ในห้อง 'ประวัติและนิทานธรรมะ' ตั้งกระทู้โดย supatorn, 12 สิงหาคม 2017.

  1. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    58,008
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,316
    พระเหมกะ | ศิษย์ของพราหมณ์พาวรี ผู้ที่หน่ายกับคำสอนเดิมๆ และต้องการคำตอบที่แท้จริง ณ ขณะนั้น

    พุทธะศาลา
    Dec 12, 2025

    คำสาปที่น่าสะพรึงกลัวถูกปล่อยใส่มหาพราหมณ์ผู้ยิ่งใหญ่ที่เคยเป็นปุโรหิตของกษัตริย์! ชายชราผู้ทรงภูมิรู้ ท่องจำคัมภีร์ไตรเพทได้แม่นยำ กลับกินไม่ได้นอนไม่หลับ นั่งตัวสั่นเทารอวันตาย ความรู้ท่วมหัวที่สั่งสมมาช่วยอะไรไม่ได้เลย! แล้วคุณล่ะ? เคยรู้สึกแบบนั้นบ้างไหม? กลัวอนาคต กังวลจนนอนไม่หลับ แม้มีทุกอย่างครบ แต่ใจกลับว่างเปล่าและกลัวตลอดเวลา?
    เทวดาบอกทางรอด: "ไปพบพระสัมมาสัมพุทธเจ้า!" พราหมณ์บาวารีจึงส่งศิษย์เอก 16 คน - อัจฉริยะของยุคสมัย - ออกเดินทางภารกิจกู้ชีวิตอาจารย์!
    หนึ่งในนั้นคือ**"พระเหมกะ"** ชายหนุ่มที่มีความสงสัยกัดกินใจ: "ทำไมอาจารย์ผู้รู้ถึงกลัวตายขนาดนี้? ความรู้ที่เรียนมาช่วยให้พ้นทุกข์ได้จริงหรือ?" พวกเขาเดินทางกว่า 1,000 กิโลเมตร เท้าเปล่า! ผ่านป่าดงดิบ ภูเขาสูงชัน แดดเผาฝนซัด ทุกย่างก้าวคือการทิ้งความเชื่อเก่า เมื่อมาถึงปาสาณเจดีย์ ศิษย์คนแล้วคนเล่าถามและได้ดวงตาเห็นธรรม หน้าตาเปลี่ยนเป็นเบิกบานในพริบตา! จนถึงคิวพระเหมกะ... เขาท้าทายระบบความเชื่อเดิมต่อหน้าพระพุทธเจ้า!
    "อาจารย์บอกว่า 'มันเป็นอย่างนั้นในอดีต จะเป็นอย่างนี้ในอนาคต' แต่คำเหล่านั้นเป็นแค่เสียงลือ ทำให้เราฟุ้งซ่านเปล่าๆ! ข้าต้องการธรรมที่เห็นผลได้เดี๋ยวนี้!"
    พระพุทธเจ้าตอบตรงเป้า: ⚡
    "จงกำจัดความยินดีในสิ่งที่เห็น ได้ยิน ดม ลิ้มรส สัมผัส และรู้สึกนึกคิด นั่นคือวิธีกำจัดตัณหา!" ไม่ต้องรอตาย ไม่ต้องรอชาติหน้า! เมื่อตากระทบรูป หูได้ยินเสียง หยุดการยึดติด หยุดการปรุงแต่ง เมื่อความอยากดับ ทุกข์ก็ดับทันที!
    ภูเขาน้ำแข็งแห่งความสงสัยพังทลาย พระเหมกะปลดปล่อยจากพันธนาการของเวลา บรรลุเป็นพระอริยบุคคล ชายหนุ่มผู้แบกโลกวางโลกลงได้แล้ว!
    ทำไมเรื่องนี้สำคัญกับคุณ? เพราะคุณกำลังแบกอดีตที่ผิดพลาด และกังวลอนาคตที่ไม่แน่นอนจนลืมมองปัจจุบัน
    ✨ ความสุขไม่อยู่ที่อนาคต แต่อยู่ที่การวางอดีตและอนาคตลง
    ✨ คุณไม่ต้องรอให้สมบูรณ์แบบ เพื่อจะมีความสุข - คุณมีความสุขได้เดี๋ยวนี้!
     
  2. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    58,008
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,316
    พระราธะเถระ : ใครว่าไม้แก่ดัดยาก? ตำนานพราหมณ์เฒ่าที่ถูกทิ้ง พลิกชีวิตเป็นพระอรหันต์ 'ผู้ว่าง่าย'

    พลังคําพูด
    Dec 8, 2025

    เปิดตำนานมหากาพย์ พระราธเถระ อดีตพราหมณ์ชราผู้ถูกทิ้งขว้าง สู่การเป็น พระภิกษุรูปแรกที่บวชด้วยญัตติจตุตถกรรม และได้รับยกย่องเป็น เอตทัคคะผู้ว่าง่ายสอนง่าย เรื่องราวที่พิสูจน์ว่าอายุเป็นเพียงตัวเลข
    00:55 - พราหมณ์ชราผู้ถูกลืม แห่งกรุงราชคฤห์
    05:19 - พระเนตรแห่งมหากรุณา และการเสด็จมาของพุทธองค์
    09:37 - ข้าวยาคูหนึ่งทัพพี กับความกตัญญูของพระสารีบุตร
    14:31 - กำเนิด "ญัตติจตุตถกรรม" การปฏิวัติรูปแบบการบวช
    18:19 - ไม้แก่ดัดได้? การฝึกตนของพระหลวงตาผู้เจียมเนื้อเจียมตัว
    22:55 - ชัยชนะของคนชรา สู่ความเป็นพระอรหันต์
    27:13 - คำชมจากพระโอษฐ์ และสมบัติล้ำค่าจากการ "ถูกด่า"
    21:29 - เอตทัคคะผู้มีปฏิภาณ และบทสรุปแห่งตำนาน

     
  3. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    58,008
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,316
    อาจารย์ยอด : เห็นกงจักรเป็นดอกบัว [นิทาน]

    อาจารย์ยอด
    Dec 11, 2025
     
  4. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    58,008
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,316
    อรรถกถา จตุทวารชาดกว่าด้วย จักรกรดพัดบนศีรษะ
    พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภภิกษุว่ายากรูปหนึ่ง จึงตรัสเรื่องนี้มีคำเริ่มต้นว่า จตุทฺวารมิทํ นครํ ดังนี้.
    ก็แหละ เรื่องปัจจุบัน บัณฑิตพึงให้พิสดารใน ชาดกเรื่องที่หนึ่ง ในนวกนิบาต.
    สำหรับในที่นี้มีความว่า พระศาสดาตรัสถามภิกษุรูปนั้นว่า ดูก่อนภิกษุ ได้ยินว่าเธอเป็นผู้ว่ายากจริงหรือ? เมื่อภิกษุนั้นกราบทูลว่า จริงพระเจ้าข้า จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ แม้ในกาลก่อนเธอก็ไม่เชื่อฟังคำของบัณฑิตไปยินดีจักรกรด เพราะที่เป็นผู้ว่ายากดังนี้ แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
    ในอดีตกาล ครั้งศาสนาพระกัสสปทศพล
    ในเมืองพาราณสี เศรษฐีมีทรัพย์ ๘๐ โกฏิ มีบุตรคนหนึ่งชื่อมิตตวินทุกะ มารดาบิดาของมิตตวินทุกะ เป็นพระโสดาบัน แต่มิตตวินทุกะเป็นคนทุศีล ไม่มีศรัทธา.
    ต่อมาเมื่อบิดาตายแล้ว มารดาตรวจตราดูแลทรัพย์สมบัติ วันหนึ่งกล่าวกะเขาว่า ลูกรัก ความเป็นมนุษย์เป็นของที่ได้ยาก เจ้าก็ได้แล้ว เจ้าจงให้ทานรักษาศีล กระทำอุโบสถกรรม ฟังธรรมเถิด มิตตวินทุกะกล่าวว่า แม่ ทานเป็นต้นไม่เป็นประโยชน์แก่ฉัน แม่อย่าได้กล่าวอะไรๆ กะฉัน ฉันจะไปตามยถากรรม
    ถึงแม้เขาจะกล่าวอยู่อย่างนี้ วันหนึ่งเป็นวันบูรณมีอุโบสถ มารดาได้กล่าวกะเขาว่า ลูกรักวันนี้เป็นวันอภิลักขิตสมัยมหาอุโบสถ วันนี้เจ้าจงสมาทานอุโบสถ ไปวิหารฟังธรรมอยู่ตลอดคืนแล้วจงมา แม่จะให้ทรัพย์แก่เจ้าพันหนึ่ง
    เขารับคำว่า ดีแล้ว สมาทานอุโบสถเพราะอยากได้ทรัพย์ พอบริโภคอาหารเช้าแล้วไปวิหาร อยู่ที่วิหารตลอดวัน แล้วนอนหลับอยู่ ณ ที่แห่งหนึ่งตลอดคืน โดยอาการที่บทแห่งธรรมแม้บทหนึ่ง ก็ไม่กระทบหู วันรุ่งขึ้น เขาล้างหน้าไปนั่งอยู่ที่เรือนแต่เช้าทีเดียว.
    ฝ่ายมารดาของเขาคิดว่า วันนี้ลูกของเราฟังธรรมแล้ว จักพาพระเถระผู้ธรรมกถึกมาแต่เช้าทีเดียว จึงตกแต่งข้าวยาคูเป็นต้น แล้วปูลาดอาสนะไว้คอยท่าอยู่
    ครั้นเห็นเขามาคนเดียว จึงถามว่า ลูกรัก เจ้าไม่ได้นำพระธรรมกถึกมาหรือ?
    เมื่อเขากล่าวว่า ฉันไม่ต้องการพระธรรมกถึก จึงกล่าวว่า ถ้าเช่นนั้นลูกจงดื่มข้าวยาคูเถิด
    เขากล่าวว่า แม่รับว่าจะให้ทรัพย์พันหนึ่งแก่ฉัน แม่จงให้ทรัพย์แก่ฉันก่อน ฉันจักดื่มภายหลัง
    มารดากล่าวว่า ดื่มเถิดลูกรัก แล้วแม่จักให้ทีหลัง
    เขากล่าวว่า ฉันต้องได้รับทรัพย์ก่อนจึงจะดื่ม
    ลำดับนั้น มารดาได้เอาห่อทรัพย์พันหนึ่งวางไว้ต่อหน้าเขา เขาดื่มข้าวยาคูแล้วถือเอาห่อทรัพย์พันหนึ่งไปทำการค้าขาย ในไม่ช้านักก็เกิดทรัพย์ขึ้นถึงแสนสองหมื่น. ลำดับนั้น เขาได้มีความคิดดังนี้ว่า เราจักต่อเรือทำการค้าขาย ครั้นเขาต่อเรือแล้วได้กล่าวกะมารดาว่า แม่ ฉันจักทำการค้าขายทางเรือ
    ครั้งนั้น มารดาได้ห้ามเขาว่า ลูกรัก เจ้าเป็นลูกคนเดียวของแม่ แม้ในเรือนนี้ก็มีทรัพย์อยู่มาก ทะเลมีโทษไม่น้อย เจ้าอย่าไปเลย
    เขากล่าวว่า ฉันจักไปให้ได้ แม่ไม่มีอำนาจที่จะห้ามฉัน แม้เมื่อมารดากล่าวว่า ลูกรัก แม่ต้องห้ามเจ้า แล้วจับมือเอาไว้ ก็สลัดมือผลักมารดาให้ล้มลง แล้วข้ามไปลงเรือแล่นไปในทะเล.
    ครั้นถึงวันที่ ๗ เรือได้หยุดนิ่งอยู่บนหลังน้ำกลางทะเล เพราะมิตตวินทุกะเป็นเหตุ สลากกาลกัณณีที่แจกไปได้ตกในมือของมิตตวินทุกะคนเดียวถึงสามครั้ง ครั้งนั้น พวกที่ไปด้วยกันได้ผูกแพให้เขาแล้วโยนเขาลงทะเล โดยที่คิดเห็นร่วมกันว่า คนเป็นจำนวนมากอย่ามาพินาศเสีย เพราะอาศัยนายมิตตวินทุกะนี้คนเดียวเลย ทันใดนั้นเรือได้แล่นไปในมหาสมุทรโดยเร็ว
    มิตตวินทุกะนอนไปในแพลอยไปถึงเกาะน้อยแห่งหนึ่ง บนเกาะน้อยนั้น เขาได้พบนางชนี คือนางเวมานิกเปรต ๔ นางอยู่ในวิมานแก้วผลึก นางเปรตเหล่านั้นเสวยทุกข์ ๗ วันเสวยสุข ๗ วัน มิตตวินทุกะได้เสวยทิพยสมบัติอยู่กับนางเปรตเหล่านั้น ๗ วันในวาระสุข ครั้นถึงวาระที่จะเปลี่ยนไปทนทุกข์ นางทั้ง ๔ ได้สั่งว่า นาย พวกฉันจักมาในวันที่ ๗ ท่านอย่ากระสันไปเลย จงอยู่ในที่นี้จนกว่าพวกฉันจะมา ดังนี้แล้วพากันไป
    มิตตวินทุกะเป็นคนตกอยู่ในอำนาจของตัณหา ลงนอนบนแพนั้นลอยไปตามหลังสมุทรอีก ถึงเกาะน้อยอีกแห่งหนึ่ง ได้พบนางเปรต ๘ นาง ในวิมานเงินบนเกาะนั้น
    ได้พบนางเปรต ๑๖ นาง ในวิมานแก้วมณีบนเกาะอีกแห่งหนึ่ง
    ได้พบนางเปรต ๓๒ นาง ในวิมานทองบนเกาะอีกแห่งหนึ่ง
    โดยอุบายนี้แหละ ได้เสวยทิพยสมบัติอยู่กับนางเปรตเหล่านั้นทุกๆ เกาะ ดังกล่าวแล้ว เมื่อถึงเวลาที่นางเปรตแม้เหล่านั้นไปทนทุกข์ ได้นอนบนหลังแพลอยไปตามห้วงสมุทรอีก ได้พบเมืองๆ หนึ่งมีกำแพงล้อมรอบ มีประตู ๔ ด้าน
    ได้ยินว่า ที่นี่เป็นอุสสทนรกเป็นที่เสวยกรรมกรณ์ของเหล่าสัตว์นรกเป็นจำนวนมาก แต่ได้ปรากฏแก่มิตตวินทุกะเหมือนเป็นเมืองที่ประดับตกแต่งไว้
    เขาคิดว่า เราจักเข้าไปเป็นพระราชาในเมืองนี้แล้วเข้าไปได้เห็นสัตว์นรกตนหนึ่งทูนจักรกรดหมุนเผาผลาญอยู่บนศีรษะ
    ขณะนั้น จักรกรดบนศีรษะสัตว์นรกนั้นได้ปรากฏแก่มิตตวินทุกะเป็นเหมือนดอกบัว เครื่องจองจำ ๕ ประการที่อก ปรากฏเหมือนเป็นสังวาลย์เครื่องประดับทรวง โลหิตที่ไหลจากศีรษะเหมือนเป็นจันทน์แดงที่ชะโลมทา เสียงครวญครางเหมือนเป็นเสียงเพลงขับที่ไพเราะ
    มิตตวินทุกะเข้าไปใกล้สัตว์นรกนั้น แล้วกล่าวขอว่า ข้าแต่บุรุษผู้เจริญ ท่านได้ทัดทรงดอกบัวมานานแล้ว จงให้แก่ข้าพเจ้าเถิด
    สัตว์นรกกล่าวว่า แน่ะสหาย นี้ไม่ใช่ดอกบัว มันคือจักรกรด
    มิตตวินทุกะกล่าวว่า ท่านพูดอย่างนี้ เพราะไม่อยากจะให้แก่เรา
    สัตว์นรกคิดว่า บาปของเราคงสิ้นแล้ว แม้บุรุษผู้นี้ ก็คงจะทุบตีมารดามาแล้วเหมือนเรา เราจักให้จักรกรดแก่มัน ครานั้น สัตว์นรกได้กล่าวกะมิตตวินทุกะว่า มาเถิดท่านผู้เจริญ ท่านจงรับดอกบัวนี้เถิด แล้วขว้างจักรกรดไปบนศีรษะของมิตตวินทุกะ จักรกรดได้ตกลงพัดผันบนศีรษะเขา
    ขณะนั้น มิตตวินทุกะจึงรู้ว่าดอกบัวนั้นคือจักรกรด ได้รับทุกขเวทนาเป็นกำลัง คร่ำครวญว่า ท่านจงเอาจักรกรดของท่านไปเถิดๆ สัตว์นรกตนนั้นได้หายไปแล้ว.
    คราวนั้น พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นรุกขเทวดา พร้อมด้วยบริวารใหญ่เที่ยวจาริกไปในอุสสทนรกได้ไปถึงที่นั้น
    มิตตวินทุกะแลเห็นรุกขเทวดา เมื่อจะถามว่า ข้าแต่เทวราชเจ้า จักรนี้ลงบดศีรษะประหนึ่งว่าจะทำให้แหลกเหมือนเมล็ดงา ข้าพเจ้าได้กระทำบาปอะไรไว้หนอ ดังนี้
    จึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า :-

    เมืองนี้มีประตู ๔ ประตู มีกำแพงมั่นคงล้วนแล้วไปด้วยเหล็กแดง ข้าพเจ้าถูกล้อมไว้ด้วยกำแพง ข้าพเจ้าได้ทำบาปอะไรไว้.
    ประตูทั้งหมดจึงปิดแน่น ข้าพเจ้าถูกขังเหมือนนก ข้าแต่เทวดา เหตุเป็นมาอย่างไร ข้าพเจ้าจึงถูกจักรกรดพัดศีรษะ?

    บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทฬฺหปาการํ คือ มีกำแพงมั่นคง บาลีว่า ทฬฺหโตรณํ ดังนี้ก็มี ความว่า มีประตูมั่นคง. บทว่า โอรุทฺธปฏิรุทฺโธสฺมิ ความว่า ข้าพเจ้าถูกล้อมด้วยกำแพงโดยรอบ ติดขังอยู่ข้างในสถานที่สำหรับหนีไปไม่ปรากฏ.
    บทว่า กึ ปาปํ ปกตํ ความว่า ข้าพเจ้าได้ทำบาปอะไรไว้หนอ.
    บทว่า อปิหิตา เท่ากับ ถกิตา แปลว่า อันเขาปิดไว้แล้ว.
    บทว่า ยถา ทิโช คือ เหมือนนกที่ถูกขังไว้ในกรง.
    บทว่า กิมาธิกรณํ ความว่า มูลเหตุเป็นอย่างไร? คือมูลเค้าเป็นอย่างไร?
    บทว่า จกฺกาภินิหโต คือถูกจักรกรดพัดผันแล้ว.

    ลำดับนั้น เทวราช เมื่อจะบอกเหตุแก่เขา จึงได้กล่าวคาถา ๖ คาถาว่า :-

    ท่านได้ทรัพย์มากมายแสนสองหมื่นแล้ว ยังไม่เชื่อคำของญาติผู้เอ็นดู.
    ท่านแล่นเรือไปสู่สมุทรอันอาจทำให้เรือโลดขึ้นได้ เป็นสาครที่มีสิทธิ์น้อย ได้ประสบนางเวมานิกเปรต ๔ นาง จาก ๔ นางเป็น ๘ นาง จาก ๘ นางเป็น ๑๖ นาง.
    ถึงจะได้ประสบนางเวมานิกเปรตจาก ๑๖ นางเป็น ๓๒ นาง ก็ยังปรารถนายิ่งไปกว่านั้นจึงได้ประสบจักรนี้ จักรกรดย่อมพัดผันบนศีรษะของคนผู้ถูกความอยากครอบงำ
    ความอยากเป็นของสูงใหญ่ไพศาล ยากที่จะให้เต็มได้ มักให้ถึงความวิบัติ ชนเหล่าใดย่อมยินดีไปตามความอยาก ชนเหล่านั้นย่อมเป็นผู้ทรงจักรกรดไว้.
    ชนเหล่าใดละสิ่งของที่มีมากเสียด้วย ไม่พิจารณาหนทางด้วย แล้วไม่คิดอ่านเหตุการณ์นั้นให้ถ่องแท้ ชนเหล่านั้นย่อมเป็นผู้ทรงจักรกรดไว้.
    ผู้ใด พึงเพ่งพินิจถึงการงานและโภคะอันไพบูลย์ ไม่ซ่องเสพความอยากอันประกอบด้วยความฉิบหาย ทำตามถ้อยคำของผู้เอ็นดูทั้งหลาย ผู้เช่นนั้นจะไม่ถูกจักรกรดพัดผัน.

    บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ลทฺธา สตสหสฺสานิ อติเรกานิ วีสติ ความว่า ท่านทำอุโบสถได้รับทรัพย์พันหนึ่งจากสำนักของมารดา เมื่อทำการค้าขายจึงได้ทรัพย์ คือที่เป็นทุนพันหนึ่งและทรัพย์ที่เป็นกำไรตั้งหนึ่งแสนสองหมื่นแล้ว.
    ด้วยบทว่า นากริ นี้ เทวราชแสดงไว้ว่า ท่านไม่ยินดีด้วยทรัพย์นั้น แล่นเรือไปสู่สมุทร แม้ถูกมารดากล่าวถึงโทษในสมุทรแล้วห้ามอยู่ ก็ยังไม่เชื่อคำเตือนโดยชอบของญาติผู้เอ็นดู กลับทำร้ายมารดาผู้โสดาบัน แล้วฉวยโอกาสหนีออกไป.
    บทว่า ลงฺฆึ คืออันสามารถทำให้เรือโลดขึ้นได้. บทว่า ปกฺขนฺทิ เท่ากับ ปกฺขนฺโตสิ แปลว่า ท่านเป็นผู้แล่นเรือไปแล้ว. บทว่า อปฺปสิทฺธิกํ คือที่มีสิทธิน้อย มากด้วยความพินาศ.
    บทว่า จตุพฺภิ อฏฺฐ เป็นต้น ความว่า ครั้นเรือหยุดนิ่งแล้วเพราะอาศัยท่านเป็นเหตุ แม้ถูกพวกที่ไปด้วยกันผูกแพให้แล้วโยนลงทะเล ท่านยังได้หญิง ๔ คนในวิมานแก้วผลึก เพราะอานิสงส์แห่งอุโบสถกรรมที่ตนได้กระทำในวันหนึ่ง เพราะอาศัยมารดา ต่อจากนั้นก็ได้ให้หญิงอีก ๘ คนในวิมานเงิน ๑๖ คนในวิมานแก้วมณี และ ๓๒ คนในวิมานทอง.
    บทว่า อติจฺฉํ จกฺกมาสโท ความว่า ถึงกระนั้น ท่านก็ยังไม่ยินดีด้วยปัจจัยตามที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้ปรารถนามากเกินไป เพราะเป็นผู้ประกอบด้วยความปรารถนาเกินความจำเป็น กล่าวคือความอยากยิ่งอันเป็นเครื่องเกินเลยสิ่งที่ตนได้มาแล้วๆ อย่างนี้ว่า เราจักได้ยิ่งขึ้นไปกว่านี้ในสิ่งนี้ ดังนี้จัดว่าเป็นบุคคลเลวทราม เพราะความที่อุโบสถกรรมนั้นสิ้นแล้ว จึงได้ผ่านพ้นหญิง ๓๒ คน แล้วมาสู่เปรตนครนี้ เพราะวิบากแห่งอกุศลกรรมคือการทำร้ายมารดานั้น จึงได้ประสบจักรนี้
    บาลีว่า อตฺริจฺฉํ ดังนี้ก็มี ความว่า ปรารถนาอยู่ในสิ่งนี้บ้างสิ่งนั้นบ้าง
    บาลีว่า อตฺริจฺฉา ดังนี้ก็มี ความว่า เพราะปรารถนาเกินเลยไป.
    บทว่า ภมติ ความว่า บัดนี้ จักรนี้บดศีรษะของท่านนั้นอยู่ ชื่อว่าพัดผันบนศีรษะของคนที่ถูกความอยากครอบงำแล้ว ดุจจักรของนายช่างหม้อฉะนั้น.
    บทคาถาว่า เย จ ตํ อนุคิชฺฌนฺติ ความว่า ขึ้นชื่อว่าความอยากนั้น เมื่อแผ่ไปย่อมเป็นของสูงใหญ่ไพศาล ยากที่จะเต็มได้ดุจทะเล ชื่อว่า มักให้ถึงความวิบัติ เพราะความปรารถนาอันเป็นเครื่องปรารถนาอารมณ์นั้นๆ ในบรรดาอารมณ์มีรูปเป็นต้น ชนเหล่าใดย่อมยินดีไปตามความอยากเห็นปานนี้นั้น คือเป็นผู้กำหนัดยินดีติดอยู่บ่อยๆ
    บทว่า เต โหนฺติ จกฺกธาริโน ความว่า ชนเหล่านั้นไปอยู่อย่างนี้ ชื่อว่าย่อมทรงไว้ซึ่งจักรกรด. บทว่า พหุภณฺฑํ คือละทรัพย์เป็นอันมาก อันเป็นของมารดาบิดา.
    บทว่า มคฺคํ ความว่า ชนแม้เหล่าอื่นเหล่าใดไม่ใคร่ครวญ คือไม่คิดอ่านเหตุการณ์นั้นให้ถ่องแท้ เหมือนท่านไม่พิจารณาหนทางสมุทรอันมีสิทธิน้อยที่ตนจะต้องไปแล้วเดินทางไป ชนเหล่านั้นเป็นผู้ตกอยู่ในอำนาจของความอยาก ละทรัพย์แล้วไม่พิจารณาทางที่จะไป แล้วดำเนินไป ย่อมเป็นผู้ทรงจักรไว้เหมือนท่าน.
    บทว่า กมฺมํ สเมกฺเขยฺย ความว่า เพราะเหตุนั้น บุรุษผู้เป็นบัณฑิตพึงเพ่งพินิจ คือพึงพิจารณาถึงกิจการงานที่ตนจะต้องทำว่ามีโทษหรือไม่หนอ. บทว่า วิปุลญฺจ โภคํ คือพึงเพ่งพินิจแม้กองแห่งทรัพย์ที่ได้มาโดยชอบธรรมของตน. บทว่า นาติวเตยฺย ความว่า บุคคลผู้เช่นนั้นจะไม่ถูกจักรนี้พัดผันคือทับยี บาลีว่า นาติวตฺเตติ ดังนี้ก็มี ความว่า ย่อมไม่ทับยี.
    มิตตวินทุกะได้ฟังดังนั้นแล้วคิดว่า เทวบุตรนี้รู้กรรมที่เราทำไว้โดยถ่องแท้ เทวบุตรนี้คงจะรู้กำหนดกาลที่เราจะหมกไหม้อยู่ เราจะถามท่านดู ดังนี้แล้ว
    จึงได้กล่าวคาถาที่ ๙ ว่า :-

    ข้าแต่ท่านผู้น่าบูชา จักรกรดจักตั้งอยู่บนศีรษะของข้าพเจ้านานสักเท่าไรหนอ จะสักกี่พันปี ข้าพเจ้าขอถามความนั้น ขอท่านได้โปรดบอกแก่ข้าพเจ้าเถิด.

    ลำดับนั้น พระมหาสัตว์เมื่อจะบอกแก่มิตตวินทุกะนั้น จึงได้กล่าวคาถาที่ ๑๐ ว่า :-
    ดูก่อนมิตตวินทุกะ ท่านจงฟังเรา ท่านจะต้องทนทุกข์ทรมานไปอีกนาน จักรกรดจะพัดผันอยู่บนศีรษะของท่าน เมื่อท่านยังมีชีวิตอยู่จะพ้นไปไม่ได้.

    บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อติสโร มีวินิจฉัยว่า ชื่อว่าอติสโร เพราะอรรถว่า อติสริ ดังนี้บ้าง เพราะอรรถว่า อติสริสฺสติ ดังนี้บ้าง. บทว่า อจฺจสโร เป็นไวพจน์ของบทว่า อติสโร นั้นนั่นเอง.
    ข้อนี้มีอธิบายว่า ดูก่อนมิตตวินทุกะผู้เจริญ ท่านจงฟังคำของเรา ก็ท่านชื่อว่าต้องทนทุกข์ทรมานไปสิ้นกาลนาน เพราะความที่แห่งกรรมอันทารุณยิ่ง เป็นกรรมอันท่านกระทำแล้ว อนึ่ง ท่านจะต้องทนทุกข์ทรมานไปสิ้นกาลนาน เพราะวิบากแห่งกรรมนั้น ใครๆ ไม่สามารถจะบอกให้รู้ได้ด้วยการนับเป็นปี และเพราะท่านจักต้องทนคือจักต้องถึงวิบากทุกข์อันใหญ่ยิ่ง ซึ่งหาประมาณมิได้ เพราะเหตุนั้น เราจึงไม่สามารถที่จะบอกแก่ท่านได้ว่าเท่านี้พันปี เท่านี้แสนปี ดังนี้.
    บทว่า สิรสฺมิมาวิทฺธํ ความว่า ก็จักรกรดนี้ใดพัดผัน คือหมุนไปอยู่บนศีรษะของท่านดุจจักรของนายช่างหม้อฉะนั้น.
    บทว่า น ตฺวํ ชีวํ ปโมกฺขสิ ความว่า ตราบใดที่วิบากกรรมของท่านยังไม่สิ้นไปตราบนั้นเมื่อท่านยังมีชีวิตอยู่ จักพ้นจักรกรดนั้นไปไม่ได้ แต่เมื่อวิบากกรรมสิ้นไปแล้ว ท่านก็จักละจักรกรดนี้ไปตามยถากรรม.

    ครั้นเทวบุตรกล่าวคาถานี้แล้ว ก็ได้ไปเทพวิมานของตน ส่วนมิตตวินทุกะก็ได้ดำเนินไปสู่ทุกข์ใหญ่.

    พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดก
    มิตตวินทุกะในครั้งนั้น ได้มาเป็น ภิกษุว่ายากรูปนี้ ในบัดนี้
    ส่วนเทวราชในครั้งนั้น คือ
    เราตถาคต ฉะนี้แล.

    จบ อรรถกถาจตุทวารชาดกที่ ๑

    :- https://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=27&i=1319
     
  5. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    58,008
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,316
    พระโสณกุฏิกัณณเถระ : เสียงสวดมนต์สะท้านฟ้า! จนพระพุทธองค์ต้องสาธุการ (ตำนานเอตทัคคะ)

    พลังคําพูด
    Dec 2, 2025

     
  6. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    58,008
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,316
    17-พระโสณกุฎิกัณณเถระ
    เอตทัคคะในทางผู้มีวาจาไพเราะ

    พระโสณกุฎิกัณณเถระ เป็นบุตรของอุบาสิกาชื่อว่า “กาฬี” ในเมืองราชคฤห์ เดิมชื่อว่า“โสณะ” แต่เพราะท่านชอบประดับหูของท่านด้วยเครื่องประดับมีมูลค่ามากถึง ๑ โกฎิ จึงได้นามว่า “กุฎิกัณณะ” เติมเข้ามาข้างหลังชื่อ ดังนั้นท่านจึงมีชื่อว่า “โสณกุฎิกัณณะ”
    สมัยที่พระมหากัจจายนเถระ พักอาศัยอยู่ที่ภูเขาปวัตตะ แขวงเมืองกุรุรฆระ ในอวันตีทักขิณาปถชนบท มารดาของโสณกุฎิกัณณะ เป็นอุบาสิกาให้การบำรุงอุปัฏฐากท่าน เมื่อโสณกุฎิกัณณกุมารเจริญเติบโตขึ้นได้มีโอกาสฟังธรรมจากพระเถระอยู่บ่อย ๆ แล้วเกิดศรัทธาแสดงตนเป็นอุบาสก ขอถึงพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งที่ระลึก และปวารณาตัวเป็นอุปัฏฐากของท่าน
    ด้วย

    • อยู่ชนบทบวชพระยาก
      ต่อมาโสณกุฎิกัณณอุบาสก มีศรัทธาปรารถนาจะบวช แต่พระเถระได้แนะนำให้เขาปฏิบัติตนบำเพ็ญกุศล ในเพศฆราวาสจะสะดวกกว่า เพราะชีวิตพระสงฆ์ต้องประพฤติพรหมจรรย์นั้นเป็นเรื่องยากลำบาก แต่ โสณกุฎิกัณณะ ก็ยังยืนยันมั่นคงว่า ถึงจะลำบากอย่างไรก็
      ยินดีที่จะปฏิบัติกิจของพระสงฆ์ อย่างดีที่สุด เฝ้าอ้อนวอนพระเถระอยู่หลายครั้ง ในที่สุดพระเถระก็ให้บวชเป็นสามเณร ไว้ก่อนเนื่องจากอวันตีทักขิณาปถชนบทนั้นหาภิกษุได้ยาก การบวช
      พระ จะต้องมีภิกษุร่วมประชุมสังฆกรรมให้การอุปสมบทอย่างน้อย ๑๐ รูป เรียกว่า ทสวรรค
      ท่านจึงเป็นสามเณรอยู่นานถึง ๓ ปี กว่าที่จะมีภิกษุครบจำนวนทำการอุปสมบทให้ท่านได้
    • เฝ้าพระผู้มีพระภาค
      เมื่อท่านได้อุปสมบทแล้ว ได้เรียนพระกรรมฐานจากพระอุปัชฌาย์ ปลีกตัวหาสถานที่สงบสงัด ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ก็ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ สิ้นกิเลสาสวะทั้งปวงในพรรษานั้น
      ครั้นออกพรรษาแล้ว ท่านมีความประสงค์จะเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค เพราะท่านยังไม่เคยเห็นพระองค์เลย ท่านจึงกราบลาพระมหากัจจายนเถระ ผู้เป็นพระอุปัชฌาย์ พระเถระก็อนุญาต
      และได้ฝากความไปกราบทูลพระผู้มีพระภาคเพื่อขอแก้ไขพระวินัยอันเป็นพุทธบัญญัติบางประการ ซึ่งไม่สะดวกแก่พระสงฆ์ผู้อยู่ในเมืองกุรุรฆระ แคว้นอวันตีชนบาท รวมทั้งหมด ๕ ประการ (เหมือนในประวัติพระมหากัจจายนเถระ ดังกล่าวแล้วข้างต้น)
    • ถวายพระธรรมเทศนา
      พระโสณกุฎิกัณณะ เดินทางมาถึงพระเชตะวันมหาวิหารแล้ว เข้าเฝ้ากราบถวายบังคมพระบรมศาสนาแล้ว นั่ง ณ ที่สมควรแก่ตนส่วนข้างหนึ่ง เมื่อพระพุทธองค์ทรงปฏิสันถารทัก
      ทายกับเธอโดยสมควรแล้ว เธอได้กราบทูลความตามที่พระอุปัชฌาย์สั่งมา เมื่อพระพุทธองค์ทรงสดับรับทราบความลำบากของหมู่ภิกษุสงฆ์ ในชนบทแล้ว พระองค์ทรงประทานอนุญาตตามที่
      ขอมานั้นทุกประการ
    • ได้รับยกย่องในทางผู้มีวาจาไพเราะ
      พระผู้มีพระภาค มีดำรัสสั่งให้พระอานนท์เถระจัดสถานที่ ให้ท่านพักค้างแรมในพระคันธกุฎีร่วมกับพระองค์ ในเวลาใกล้รุ่งของราตรีนั้น พระบรมศาสดารับสั่งให้ท่านแสดงธรรมให้พระองค์ได้สดับ พระโสณกุฎิกัณณเถระ จึงน้อมรับสนองพุทธดำรัสด้วยการแสดง
      พระสูตรอันแสดงถึงวัตถุ ๘ ประการด้วยเสียงอันไพเราะ เมื่อจบเทศนาพระสูตรนั้นแล้ว พระพุทธองค์ตรัสอนุโมทนา สาธุการชมเชยในความสามารถของท่านและได้ทรงยกย่องท่านใน
      ตำแหน่งเอตทัคคะ เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ในทางผู้มีวาจาไพเราะ, ผู้แสดงธรรมด้วยถ้อยคำไพเราะ
      ท่านพระโสณกุฎิกัณณเถระ พักอาศัยอยู่ในสำนักของพระผู้มีพระภาค พอสมควรแก่เวลาแล้ว ได้กราบทูลลากลับมายังสำนักของพระมหากัจจายนเถระ ผู้เป็นพระอุปัชฌาย์ ในอวันตีชนบท กราบเรียนรายงานผลการเข้าเฝ้าให้ได้รับทราบทุกประการ และท่านยังได้แสดงเทศนาที่แสดงถวายพระพุทธองค์ให้ โดยมีมารดาของท่านรับฟัง เป็นการเพิ่มพูนศรัทธาความเชื่อและปสาทะความเลื่อมใสแก่โยมมารดาของท่านอีกด้วย
      ท่านพระโสณกุฎิกัณณเถระ ดำรงอายุสังขาร ช่วยกิจการพระศาสนาโดยสมควรแก่กาลเวลาแล้วก็ดับขันธปรินิพพาน
    • :- https://84000.org/one/1/17.html
     
    แก้ไขครั้งล่าสุด: 16 ธันวาคม 2025
  7. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    58,008
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,316
    สามเณรสี่รูป | ถูกนางพราหมณีรังเกียจ #พระพุทธเจ้า#พระสารีบุตร #อาจารย์ธนากร #พระอรหันต์

    อาจารย์ธนากร ปุสวงศ์
    Dec 10, 2025

    เรื่องราวนี้บรรยายถึงเหตุการณ์ที่ภรรยาพราหมณ์ต้องการถวายภัตตาหารแก่ภิกษุสูงอายุ แต่กลับได้สามเณรผู้เป็นพระอรหันต์สี่รูปมาแทน ทำให้เกิดความรังเกียจ นางจึงพยายามเชื้อเชิญพระเถระสำคัญอย่าง *พระสารีบุตร* และ *พระมหาโมคคัลลานะ* มาแทน แต่พระเถระต่างปฏิเสธที่จะรับภัตตาหารก่อนที่สามเณรจะได้ฉัน ท้าวสักกะ (พระอินทร์) ได้เสด็จมาแปลงกายเป็นพราหมณ์แก่เพื่อประทับนั่งบนอาสนะที่จัดไว้ ทำให้ถูกนางพราหมณีและสามีพยายามขับไล่ด้วยความไม่เคารพ
    หลังจากที่ *ท้าวสักกะ* แสดงพระองค์ ทั้งคู่จึงถวายอาหารแด่ *สามเณรทั้งสี่รูปและท้าวสักกะ* เป็นผู้ที่ห้า ก่อนที่ทั้งหมดจะแสดงอิทธิฤทธิ์ออกจากเรือนไปตามช่องต่าง ๆ
    เนื้อหาสรุปด้วยพระธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้าที่ทรงชี้แนะถึงความสำคัญของการไม่มีความโกรธแค้น และเน้นย้ำว่า *สังฆทาน* ซึ่งเป็นการให้ที่ไม่เจาะจง มีอานิสงส์มากกว่า *ปาฏิบุคคลิกทาน* อันเป็นการเลือกที่รักมักที่ชัง
     
  8. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    58,008
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,316
    ท้าวสักกะเทวราช l ทูลถามปัญหา ๔ ข้อ #ให้ธรรมทาน #พระพุทธเจ้า #อาจารย์ธนากร #พระอรหันต์

    อาจารย์ธนากร ปุสวงศ์
    Dec 17, 2025

    เรื่อง *ท้าวสักกะเทวราชทูลถามปัญหา* เป็นเหตุการณ์ที่บันทึกอยู่ในพระไตรปิฎก พระสุตันตปิฎก ขุทกนิกาย คาถาธรรมบท ข้อ 34 โดยเริ่มต้นขึ้นเมื่อพวกเทวดาในเทวโลกชั้นดาวดึงส์ได้มาประชุมกันแล้วตั้งปัญหาขึ้น 4 ข้อ
    *ที่มาของปัญหาและการแสวงหาคำตอบ* พวกเทวดาที่ดาวดึงส์ได้ตั้งปัญหาขึ้น 4 ข้อ และร่วมกันถกเถียงปัญหาเหล่านี้ แต่ปรากฏว่า *ไม่มีเทวดาองค์ใดสามารถตอบปัญหาทั้ง 4 ข้อนี้ให้ยุติลงได้* พวกเทวดาจึงได้นำปัญหาเหล่านี้ไปถามเทวดาองค์อื่น ๆ ทั่วเมืองจักรวาล โดยใช้เวลาไปถึง 12 ปี
    จากนั้น พวกเทวดาได้นำปัญหาไปถาม *ท้าว มหาราช ทั้ง 4* ซึ่งมีท้าววิรูปักเป็นต้น ผู้ปกครองสวรรค์ชั้นจาตุมมหาราชิกาิกา แต่พวกท่านก็ไม่สามารถตอบได้ จึงได้นำหมู่เทวดาเข้าเฝ้าท้าวสักกะเทวราชาผู้ปกครองดาวดึงส์ ท้าวสักกะได้ตรัสว่า ไม่มีใครรู้คำตอบเหล่านี้ได้ เพราะปัญหาเหล่านี้ *เป็น พุทธวิสัย* ท้าวสักกะจึงนำหมู่เทวดาไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าที่พระเชตวันวิหารในคืนนั้น *ปัญหา 4 ข้อที่ท้าวสักกะทูลถาม* ท้าวสักกะได้กราบทูลให้พระพุทธเจ้าทรงทราบที่มาของปัญหาและกราบทูลขอให้ทรงตอบปัญหาเหล่านี้ ปัญหาทั้ง 4 ข้อ มีดังนี้: 1. ในการให้ทั้งหลาย การให้ *อะไรประเสริฐที่สุด* 2. ในบรรดาอาหาร คือ สุทธาโพช รสของโภชนะอันหมดโจท์ หรืออาหารทิพย์ของเทวดาทั้งหลาย *รสอะไรประเสริฐที่สุด* 3. ในบรรดาความยินดีทั้งหลาย ความยินดี *อะไรประเสริฐที่สุด* 4. เพราะอะไร *ความสิ้นไปแห่งตัณหา* จึงประเสริฐที่สุด *คำตอบของพระพุทธเจ้า* พระพุทธเจ้าได้ตรัสตอบปัญหาเหล่านี้ โดยทรงอธิบายว่า พระองค์ได้บำเพ็ญเพียรบารมี 30 เต็มแล้ว และมหาบริจาค 5 ก็ครบแล้ว เพื่อกำจัดความสงสัยของชนทั้งหลาย คำตอบที่ทรงประทาน ได้แก่: 1. ในการให้ทั้ง หมด นั้น *การ ให้ ธรรม ประเสริฐ ที่ สุด* 2. ใน บรรดา รส *รส แห่ง ธรรม ประเสริฐ ที่ สุด*
    • รสแห่งธรรม เช่น *โพธิปัคคยธรรม 37 ประการ* และ *โลกุตตรธรรม 9* (มรรค 4 ผล 4 นิพพาน 1) ย่อมประเสริฐกว่ารสทั้งปวง เพราะอาหารอื่นย่อมเป็นปัจจัยให้ตกไปเสวยทุกข์ในสังสารวัฏได้
    3. ใน บรรดา ความ ยิน ดี *ความ ยิน ดี ใน ธรรม ประเสริฐ ที่ สุด*
    • ความยินดีในธรรม เช่น ปีติที่เกิดขึ้นแก่ผู้แสดงธรรม ผู้ฟังธรรม หรือผู้บอกธรรม สามารถทำให้เกิดความเบิกบานใจและเป็นปัจจัยให้ถึงพระอรหัตถ์ ซึ่งถึงที่สุดแห่งสังสารวัฏได้
    4. *ความ สิ้น ไป แห่ง ตัณหา ประเสริฐ ที่ สุด* เพราะ เป็น เหตุ ให้ *ถึง พร้อม ซึ่ง พระ อรหัต*
    • ความสิ้นไปแห่งตัณหาจะเกิดขึ้นได้เมื่อพระอรหัตถ์เกิดขึ้น ซึ่งประเสริฐกว่าทุกอย่างโดยแท้ เพราะกำจัดทุกข์ในวัฏฏะได้หมดสิ้น
    พระพุทธเจ้าได้ตรัสเป็นพระคาถาสรุปไว้ว่า "**สัพพะทานัง ธัมมทานัง ชินาติ สัพพะรสัง ธัมมะรโสชินาติ สัพพะรติ ธัมมะรติชินาติ ตัณหคโย สัพพะทุกขัง ชินาติ**" ซึ่งหมายความว่า *การให้ธรรม ชนะการให้ทั้งปวง, รสของธรรม ชนะรสทั้งปวง, ความยินดีในธรรม ชนะความยินดีทั้งปวง, และความสิ้นไปแห่งตัณหา ชนะทุกข์ทั้งปวง*
    *การร้องขอธรรมทานของท้าวสักกะ* เมื่อท้าวสักกะทรงสดับคำตอบแล้ว ได้ทูลขอพระพุทธเจ้าว่า นับแต่วันนี้ไป ขอให้พระองค์โปรดบอกภิกษุสงฆ์ให้ *ให้ ส่วน แห่ง ธรรมทาน* แก่พวกข้าพระองค์ด้วย เพราะเป็นการให้ที่ประเสริฐที่สุดอย่างยิ่ง พระศาสดาจึงทรงประชุมภิกษุสงฆ์ และตรัสสั่งสอนให้พวกภิกษุตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เมื่อแสดงธรรมในการฟังธรรมครั้งใหญ่ (มหาธัมมสวะนัง) หรือการฟังธรรมปกติ (ปกติธรรมสวนัง) หรือกล่าวธรรมแก่บุคคลที่นั่งใกล้ (อุปานิสินกถ์) หรือแม้เมื่ออนุโมทนาแล้ว ก็ *พึงให้ส่วนบุญที่เกิดจากการให้ธรรม แสดงธรรมแก่สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง*
    *ความสำคัญของธรรมทาน* การให้ธรรมนั้นประเสริฐกว่าทานทั้งหลาย เพราะการแสดงธรรม การบอกธรรม และการฟังธรรม เป็นประโยชน์ใหญ่ แม้การถวายไตรจีวรแด่พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระขีณาสพทั้งหลายจนเต็มจักรวาล ก็ยังมีค่าน้อยกว่าการที่พระพุทธเจ้าเป็นต้น ทรงทำอนุโมทนาหรือกล่าวธรรมด้วยคาถาเพียง 4 บาท ซึ่งการถวายไตรจีวรอย่างนั้นมีค่าไม่ถึงหนึ่งในสิบหกของการแสดงธรรมด้วยคาถาเดียว เหตุผลที่ธรรมทานประเสริฐกว่าทานอื่น เพราะคนทั้งหลายจะทำบุญยิ่งใหญ่ได้ ก็เพราะเขาได้ฟังธรรมเสียก่อน ถ้าไม่ได้ฟังธรรมก็ทำอย่างนั้นไม่ได้
    เช่นเดียวกับพระสาวกอย่าง *พระสารีบุตร* ก็ถึงที่สุดแห่งสาวกบารมีญาณได้ ก็เพราะได้ฟังธรรม ซึ่งแสดงให้เห็นว่า *การให้ธรรมทาน* ที่พระพุทธเจ้าเป็นต้นทรงให้ไปแล้วด้วยการตรัสอนุโมทนาด้วยคาถาเพียง 4 บาท ย่อมประเสริฐกว่าการถวายบิณฑบาตปราณีตแก่พระพุทธเจ้าที่ประทับนั่งอยู่เต็มจักรวาล.
     
  9. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    58,008
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,316
    อาจารย์ยอด : พระ3รูป [กรรม]

    อาจารย์ยอด
    Dec 14, 2025
     
  10. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    58,008
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,316
    ลาชเทวธิดา l แม้เป็นเทพธิดา ก็ยังต้องการบุญ #คนตื่นธรรม #พระพุทธเจ้า #ฟังธรรม #พระไตรปิฎก #ธรรมะ

    อาจารย์ธนากร ปุสวงศ์

    Feb 25, 2025
    ลาชเทวธิดา ผู้ซึ่งเดิมเป็นกุลธิดาที่ได้ถวายข้าวตอกแด่พระมหากัสสปะ *ด้วยอานิสงส์จากการถวายทานนี้* เมื่อสิ้นชีพจึงได้บังเกิดเป็นเทพธิดาในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ *นางเทพธิดาลงมาปรนนิบัติพระเถระ* แต่ถูกขับไล่เพราะไม่รู้ประมาณตน *พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม* โปรดให้เห็นถึงความสำคัญของการทำบุญและความสุขที่เกิดจากการสั่งสมบุญ ทำให้ราชเทวธิดาบรรลุโสดาบัน *เทพธิดาลาชเทวธิดา*
    • *ความเป็นมา* ลาชเทวธิดาเดิมเป็นกุลธิดาในกรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ.
    • *การทำบุญ* นางได้ถวายข้าวตอกแด่พระมหากัสสปะด้วยความเลื่อมใส.
    • *การจุติ* หลังจากถูกงูกัดตาย นางได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีวิมานทองใหญ่.
    • *การบำเพ็ญตน* ในสวรรค์ นางยังคงไปทำความสะอาดและปรนนิบัติพระมหากัสสปะ.
    • *การบรรลุธรรม* นางได้รับฟังพระธรรมเทศนาจากพระพุทธเจ้า และบรรลุโสดาปัตติผล.
    • *ความสำคัญของการทำบุญ* เรื่องราวของราชเทวธิดาแสดงให้เห็นถึงผลของการทำบุญ ที่นำมาซึ่งความสุขทั้งในภพนี้และภพหน้า.
     
  11. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    58,008
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,316
    สัมพหุลกุมาร | เด็กจำนวนมากรุมตีงู #พระพุทธเจ้า #ธรรมะสอนใจ #อาจารย์ธนากร #พระอรหันต์

    อาจารย์ธนากร ปุสวงศ์
    Dec 12, 2025

    เหตุการณ์ "กุมารตีงู" (สัมพหุลกุมาร) เป็นเรื่องราวที่ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎก โดยมีรายละเอียดเกี่ยวกับการสอนธรรมของพระพุทธเจ้าที่นำไปสู่การบรรลุธรรมของเด็กจำนวนมาก *รายละเอียดของเหตุการณ์*
    • *ผู้เกี่ยวข้อง:* สัมภหุลกุมาร หรือเด็กจำนวน 500 คน.
    • *สถานที่และเวลา:* เช้าวันหนึ่ง ณ กรุงสาวัตถี ขณะที่พระพุทธเจ้าเสด็จเข้าไปบิณฑบาต.
    • *การกระทำ:* พระพุทธเจ้าได้ทอดพระเนตรเห็นพวกเด็ก ๆ จำนวน 500 คน กำลังใช้ไม้ช่วยกัน *รุมตีงู* ที่เลื้อยออกมาจากบ้าน.
    • *บทสนทนากับพระพุทธเจ้า:*
    • พระพุทธเจ้าตรัสถามว่า "นี่แหน่ะ กุมารทั้งหลาย พวกเธอทำอะไรกัน".
    • เด็ก ๆ ตอบว่า "ท่านผู้เจริญ พวกเรากำลังตีงู".
    • เมื่อถูกถามว่าทำไมจึงต้องตี พวกเขาตอบว่า **"เพราะกลัวมันกัด"**.
    *คำสอนของพระพุทธเจ้า* พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนว่า พวกเด็ก ๆ ตีงูเพราะคิดว่าตนเองจะมีความสุข แต่การกระทำนั้นจะทำให้พวกเขา *ไม่ได้รับความสุขในที่ที่เกิด* (ภพภูมิที่เกิด) พระองค์ทรงเน้นย้ำว่า หากปรารถนาให้ตนเองมีความสุข ก็ *ไม่ควรฆ่าหรือทำลายสัตว์อื่น* จากนั้น พระองค์ได้ตรัสพระคาถาภาษิต ซึ่งมีใจความสำคัญเปรียบเทียบผลของการเบียดเบียนและการไม่เบียดเบียนสัตว์: 1. *ผลของผู้เบียดเบียน (สุข มานิภูตานี โยทันเทนะ วิหิสะติ...):*
    • *ผู้ใดแสวงหาความสุขเพื่อตน แต่กลับเบียดเบียนสัตว์ทั้งหลายผู้รักสุข* ด้วยท่อนไม้และก้อนหินเป็นต้น
    • **ผู้นั้นตายไปแล้วย่อมไม่ได้รับความสุข**.
    2. *ผลของผู้ไม่เบียดเบียน (สุขะกามานิภูตานี โยทันเทนะหิสะติ...):*
    • *ผู้ใดแสวงหาความสุขเพื่อตน แต่ไม่เบียดเบียนสัตว์ทั้งหลายผู้รักสุขด้วยท่อนไม้*
    • **ผู้นั้นตายไปแล้วย่อมได้รับความสุข**.
    *ความหมายของผลกรรม*
    • คำว่า วิหิสติ หมายถึง *ย่อมเบียดเบียนด้วยท่อนไม้หรือวัตถุต่าง ๆ* เช่น ก้อนดิน เป็นต้น.
    • คำว่า เป หมายถึง **ละไปแล้ว ตายไปแล้ว**.
    • *ผู้ที่เบียดเบียนสัตว์อื่น* เมื่อตายไปแล้ว ย่อมไม่ได้รับสุขในโลกอื่น (ปรโลก):
    • ไม่ได้รับ *มนุษย์สุข* (ไม่ได้เกิดเป็นมนุษย์).
    • ไม่ได้รับ *ทิพยสุข* (ไม่ได้เกิดเป็นเทวดา).
    • ไม่ได้รับ *นิพพานสุข* (ไม่ถึงพระนิพพาน ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง).
    • ในทางตรงกันข้าม *ผู้ที่ไม่เบียดเบียนสัตว์อื่น* เมื่อตายไปแล้ว ย่อมได้รับสุขทั้ง 3 อย่างนั้นในโลกอื่น.
    พระพุทธดำรัสยังระบุเสริมว่า ผู้ใดมีใจ *ยินดีในความไม่เบียดเบียน* ตลอดทั้งวันทั้งคืน และเป็นผู้มีส่วนแห่งเมตตาในสัตว์ทั้งปวง **ผู้นั้นย่อมไม่มีเวรกับใคร ๆ**. *ผลลัพธ์ของเหตุการณ์* หลังจากที่เด็กเหล่านั้นได้ฟังพระพุทธดำรัสจบลง เด็กทั้ง 500 คน ก็ *ดำรงอยู่ในโสดาปฏิผล* และ **เป็นพระโสดาบัน**.
     
  12. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    58,008
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,316
    ธิดาช่างหูก (นางเปสการีธิดา) อุบาสิกา ผู้เจริญมรณานุสติตลอด #มรณานุสติ #คนตื่นธรรม #พระพุทธเจ้า

    อาจารย์ธนากร ปุสวงศ์
    Feb 23, 2025

    เรื่องราวที่คุณเล่ามานั้นเป็นเรื่องในพุทธประวัติที่สะท้อนถึงการเจริญมรณสติและการเข้าใจธรรมะอย่างลึกซึ้ง นางกุลธิดาหรือ "เปสการีธิดา" ในเรื่องนี้ได้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการระลึกถึงความตาย (มรณสติ) และปัญญาที่เกิดจากการปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง เรื่องย่อและข้อคิดจากเรื่องนี้: การเจริญมรณสติ นางกุลธิดาได้ฟังพระพุทธดำรัสเกี่ยวกับความไม่เที่ยงของชีวิตและความแน่นอนของความตาย และเธอได้นำคำสอนนั้นไปปฏิบัติอย่างจริงจัง โดยการเจริญมรณสติทั้งกลางวันและกลางคืน เป็นเวลา 3 ปีเต็ม การทำเช่นนี้ทำให้เธอมีความเข้าใจลึกซึ้งเกี่ยวกับธรรมชาติของชีวิต การตอบคำถามของพระพุทธเจ้า เมื่อพระพุทธเจ้าทรงถามคำถาม 4 ข้อแก่นาง คำตอบของเธอแสดงถึงความเข้าใจในธรรมะอย่างแท้จริง: "มาแต่ไหน?" - นางตอบว่า "ไม่ทราบ" เพราะแม้จะรู้ว่าตนมาจากบ้านของช่างหู แต่ไม่รู้ว่าตนเกิดมาจากไหนในภพชาติก่อน "จะไปไหน?" - นางตอบว่า "ไม่ทราบ" เพราะแม้จะรู้ว่ากำลังเดินทางไปโรงทอ แต่ไม่รู้ว่าเมื่อตายแล้วจะไปเกิดที่ใด "ไม่ทราบหรือ?" - นางตอบว่า "ทราบ" เพราะรู้ว่าตนต้องตายแน่นอน "ทราบหรือ?" - นางตอบว่า "ไม่ทราบ" เพราะแม้จะรู้ว่าต้องตาย แต่ไม่รู้เวลาที่แน่นอน การตอบคำถามเหล่านี้แสดงถึงความเข้าใจในหลักไตรลักษณ์ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) และการยอมรับความไม่แน่นอนของชีวิต ผลของการปฏิบัติธรรม แม้ชีวิตของนางจะสั้น แต่การเจริญมรณสติและการเข้าใจธรรมะอย่างลึกซึ้งทำให้นางบรรลุโสดาปัตติผล (ผลของการเป็นพระอริยบุคคลขั้นแรก) ก่อนที่จะเสียชีวิต และหลังจากนั้นก็ได้ไปเกิดในดุสิตเทวโลก
    ความเศร้าโศกของบิดา เมื่อบิดาของนางทราบว่านางเสียชีวิต ก็เกิดความเศร้าโศกอย่างมาก แต่พระพุทธเจ้าทรงปลอบโยนเขาโดยการสอนว่า ในวัฏสงสารที่ไม่มีที่สิ้นสุด มนุษย์ทุกคนต้องเผชิญกับการพลัดพรากและความเศร้าโศก น้ำตาที่ไหลออกมาเพราะความเศร้าโศกนั้นมีปริมาณมากกว่าน้ำในมหาสมุทรทั้งสี่รวมกัน ดังนั้น การละวางจากความเศร้าโศกจึงเป็นสิ่งจำเป็น การบรรพชาและบรรลุธรรม บิดาของนางได้ขอออกบวชตามคำแนะนำของพระพุทธเจ้า และในที่สุดก็สามารถบรรลุพระอรหัตผล ซึ่งเป็นการปลดเปลื้องจากกิเลสและความเศร้าโศกทั้งปวง
     
  13. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    58,008
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,316
    สุมนมาลาการ l ยอมสละชีวิตบูชาพระพุทธเจ้า ด้วยมะลิ 8 กำ #แชร์ธรรมะเป็นบุญ #คนตื่นธรรม #พระพุทธเจ้า

    อาจารย์ธนากร ปุสวงศ์
    Feb 24, 2025

    สุมนมาลาการเป็นชาวกรุงราชคฤห์ มีอาชีพขายดอกไม้กับภรรยา โดยจัดดอกไม้เลี้ยงดูตนเองและลูก ๆ 2-3 คน. เขามีลูกค้าประจำคือราชสำนักของพระเจ้าพิมพิสารแห่งแคว้นมคธ โดยจะหาซื้อดอกมะลิวันละ 8 ทนาน เพื่อนำไปร้อยพวงมาลัยส่งให้ราชสำนัก แลกกับค่าจ้างวันละ 8 กหาปนะ.
    • *การตัดสินใจบูชาพระพุทธเจ้า* วันหนึ่ง สุมนได้เห็นพระพุทธเจ้าและภิกษุสงฆ์เสด็จสู่พระนครเพื่อบิณฑบาต เกิดจิตเลื่อมใสอย่างมาก. เขาตัดสินใจถวายดอกมะลิที่เตรียมไว้สำหรับราชสำนักแด่พระพุทธเจ้า แม้จะรู้ว่าอาจทำให้พระเจ้าพิมพิสารกริ้ว.
    • *การบูชาดอกมะลิ* สุมนโยนดอกมะลิ 2 ทนานขึ้นไปบนอากาศ ดอกมะลิลอยไปประดับเป็นเพดานเหนือพระเศียร. จากนั้นโยนอีก 2 ทนาน ดอกมะลิลอยไปประดับข้างพระหัตถ์ขวา. แล้วโยนอีก 2 ทนาน ดอกมะลิลอยไปอยู่เบื้องหลัง. สุดท้ายโยนอีก 2 ทนาน ดอกมะลิลอยไปประดับข้างพระหัตถ์ซ้าย. ดอกมะลิล้อมรอบพระพุทธเจ้าทั้ง 4 ด้าน.
    • *พุทธปาฏิหาริย์* เกิดพุทธปาฏิหาริย์ แสงแห่งพระรัศมีรวมตัวกันเป็นลำแสงขนาดเท่าต้นตาล หมุนเวียนธรรมทักษิณรอบพระศาสดา 3 รอบ แล้วพุ่งไปข้างหน้า.
    • *ภรรยาของสุมน* ภรรยาของสุมนไม่พอใจที่เขานำดอกมะลิไปบูชาพระพุทธเจ้า เพราะเกรงว่าพระราชาจะลงโทษ. นางพาลูกไปเข้าเฝ้าพระเจ้าพิมพิสาร และทูลว่าตนเองไม่เกี่ยวข้องกับการกระทำของสามี.
    • *พระเจ้าพิมพิสาร* พระเจ้าพิมพิสารทรงเป็นอริยอุบาสก ทรงตำหนิภรรยาของสุมนที่ไม่เลื่อมใสในพระศาสดา. พระองค์ทรงทราบถึงการกระทำของสุมน และได้เสด็จไปถวายบังคมพระพุทธเจ้า.
    • *การตอบแทนของพระราชา* พระเจ้าพิมพิสารถามสุมนถึงเหตุผลที่นำดอกมะลิไปบูชาพระพุทธเจ้า สุมนทูลว่ายอมสละชีวิตหากถูกลงโทษ. พระราชาทรงชื่นชมในจิตใจของสุมน และพระราชทานสิ่งของอย่างละ 8 คือ ช้าง ม้า ทาส ทาสี เครื่องประดับ เงินกหาปนะ สตรีจากราชสำนัก และบ้านส่วย.
    • *ผลแห่งการบูชา* พระพุทธเจ้าตรัสว่า การบูชาของสุมนมีผลมาก เขาจะไม่ไปทุคติตลอดแสนกัป และจะได้บรรลุเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าชื่อว่าสุมนะ.
     
  14. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    58,008
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,316
    นันทิยะอุบาสก l ทำบุญมาก มีเทพ - วิมานเกิดรอรับล่วงหน้า #พระพุทธเจ้า #คนตื่นธรรม #โหนกระแส #ทำบุญ

    อาจารย์ธนากร ปุสวงศ์
    Dec 28, 2024

    นันทิยะ อุบาสก เป็นบุตรชายคนเดียวของครอบครัวพ่อค้าในกรุงพาราณสี ครอบครัวของเขามีศรัทธาในพระรัตนตรัย และมักจะบำรุงพระพุทธเจ้าและพระภิกษุสงฆ์ เมื่อนันทิยะโตขึ้น พ่อแม่ของเขาอยากให้แต่งงาน จึงจัดการให้แต่งงานกับเรวดี ธิดาของเพื่อนบ้าน แม้ว่านันทิยะจะรู้ว่าเรวดีไม่มีศรัทธาและไม่ชอบทำทาน แต่เขาก็ยอมแต่งงานด้วยในที่สุด เรวดีแสร้งทำเป็นเชื่อฟังพ่อแม่และสามี ช่วยดูแลงานบุญในบ้าน จนนันทิยะหลงรักและไว้ใจให้ดูแลทุกอย่าง *นันทิยะอุบาสก l ทำบุญมาก มีเทพ - วิมานเกิดรอรับล่วงหน้า
    **นันทิยะเป็นคนใจบุญสุนทาน* เขาสร้างศาลาถวายพระภิกษุสงฆ์ และให้ทานแก่คนยากไร้และคนเดินทาง ชาวบ้านจึงเรียกเขาว่า *นันทิยะมหาธานบดี* การทำบุญของเขาส่งผลให้มีวิมานบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์รอรับ พระมหาโมคคัลลานะได้เห็นวิมานนี้และบอกกับนันทิยะว่าเหล่านางฟ้ารอคอยเขาอยู่ พระพุทธเจ้าทรงยืนยันว่ามนุษย์ที่ทำบุญย่อมได้รับผลบุญแม้ยังมีชีวิตอยู่ *หลังจากพ่อแม่ของนันทิยะเสียชีวิต เรวดีก็เผยธาตุแท้ออกมา* เธอยกเลิกการให้ทานทั้งหมด และใส่ร้ายป้ายสีพระภิกษุสงฆ์ เมื่อนันทิยะกลับมาจากค้าขาย เขาเสียใจมากและไล่เรวดีกลับไปอยู่บ้านเดิม ต่อมานันทิยะเสียชีวิตและได้ไปเกิดในวิมานของเขาบนสวรรค์
    เรวดีได้กลับมาเป็นใหญ่ในบ้านอีกครั้ง เธอยกเลิกการทำบุญทั้งหมด และด่าทอพระภิกษุสงฆ์ *ก่อนเรวดีจะตาย ท้าวเวสสุวรรณทรงทราบว่าเธอจะต้องตกนรก* ท่านจึงสั่งให้ยักษ์สองตนไป เธอให้เห็นผลกรรม ยักษ์พาเรวดีไปทั่วเมืองประกาศความชั่วของเธอ จากนั้นพาเธอไปที่วิมานของนันทิยะบนสวรรค์ เรวดีอ้อนวอนขออยู่กับสามี แต่ยักษ์ไม่ฟังเสียงและนำเธอไปที่อุสสานรกทันที เรวดีต้องตกนรกเพราะกรรมที่เธอทำไว้ เธอรำพันถึงความโง่เขลาของตัวเองที่ตระหนี่และทำบาป
     
  15. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    58,008
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,316
  16. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    58,008
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,316
    พระสีวลี l อรหันต์ผู้เลิศทางลาภสักการะมาก #พระพุทธเจ้า #คนตื่นธรรม #โหนกระแส

    อาจารย์ธนากร ปุสวงศ์
    Nov 8, 2024

    พระสีวลีเถระ หรือ พระสีวลี เป็นพระภิกษุสาวกเอตทัคคะของพระพุทธเจ้า นับเนื่องในพระอสีติมหาสาวก 80 องค์สำคัญในพระพุทธศาสนาในสมัยพุทธกาล
    พระสีวลีเถระเป็นเจ้าชายในโกลิยวงศ์ ออกบวชในสำนักพระสารีบุตร บรรลุพระอรหันต์ในขณะที่ปลงเกศานั่นเอง และหลังจากผนวช ท่านเป็นผู้มีลาภสักการะมากด้วยกุศลกรรมที่ทำมาแต่อดีต ด้วยเหตุนี้ท่านจึงได้รับยกย่องจากพระพุทธองค์ให้เป็นเอตทัคคะผู้เลิศในทาง ผู้มีลาภมาก
    คาถาบูชาพระสีวลี ตั้งนะโม 3 จบ
    นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
    นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
    นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
    สีวะลี จะ มะหาเถโร เทวะตานะระปูชิโต โสระโห ปัจจะยาทิมหิ อะหัง วันทามิ ตัง สะทา สีวะลี จะ มะหาเถโร ยักขะเทวาภิปูโต โสระโห ปัจจะยาทิมหิ อะหัง วันทามิ ตัง สะทา สีวะลีเถระคุณัง เอตัง โสตถิลาภัง ภะวันตุ เม
     
  17. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    58,008
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,316
    สูกรมัทวะ พระกระยาหารมื้อสุดท้ายของพระพุทธเจ้า คืออะไรแน่?

    THE BACKGROUND - ความเป็นมา
    Apr 10, 2023
    ก่อนนั้นพระพุทธองค์ตรัสป้องกันนายจุนทะไว้ว่า บิณฑบาตที่มีอานิสงส์มากมีอยู่ 2 ครั้งเท่านั้นคือ ที่นางวิสาขาถวายก่อนตรัสรู้ และที่นายจุนทะกัมมารบุตรถวายก่อนดับขันธ์ปรินิพพาน ถ้าใครพึงทำให้นายจุนทะเกิดความร้อนใจว่า พระพุทธเจ้าปรินิพพานเพราะเสวยภัตตาหารที่ตนถวาย หรือนายจุนทะจะเกิดความร้อนใจเอง อานนท์จงช่วยบรรเทาความร้อนใจของเขาด้วย ว่าเป็นลาภของเขาที่มีโอกาสถวายอาหารแด่พระพุทธเจ้าก่อนที่พระองค์จะดับขันธ์ปรินิพพาน
     
  18. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    58,008
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,316
  19. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    58,008
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,316
    อรรถกถา ลฏุกิกชาดกว่าด้วย คติของคนมีเวร
    พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันวิหาร ทรงปรารภพระเทวทัต จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า วนฺทามิ ตํ กุญฺชรํ สฏฺฐิหายํ ดังนี้ :-
    ได้ยินว่า วันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายประชุมสนทนากันในโรงธรรมสภาว่า ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย พระเทวทัตเป็นคนกักขฬะหยาบช้าสาหัส พระเทวทัตนั้นไม่มีแม้แต่ความกรุณาในหมู่สัตว์.
    พระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนากันเรื่องอะไรหนอ เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบว่า เรื่องชื่อนี้ พระเจ้าข้า จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่บัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อน พระเทวทัตนี้ก็เป็นผู้ไม่มีความกรุณาเหมือนกัน แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
    ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในกำเนิดช้าง เจริญวัยแล้ว มีร่างกายใหญ่น่าเลื่อมใส เป็นจ่าโขลงมีช้างแปดหมื่นเป็นบริวาร อยู่ในหิมวันตประเทศ.
    ครั้งนั้น นางนกไส้ตัวหนึ่งตกฟองไว้ในที่เป็นที่เที่ยวไปของพวกช้าง. ลูกนกทั้งหลายทำลายฟองไข่ที่แก่ๆ ออกมา เมื่อลูกนกเหล่านั้น ปีกยังไม่งอกไม่สามารถจะบินได้เลย พระมหาสัตว์อันช้างแปดหมื่นห้อมล้อม เที่ยวหาอาหารไปถึงประเทศถิ่นนั้น.
    นางนกไส้เห็นดังนั้น จึงคิดว่า พระยาช้างนี้จักเหยียบย่ำลูกทั้งหลายของเราตาย เอาเถอะ เราจักขอการอารักขาอันประกอบด้วยธรรมกะพระยาช้างนั้น เพื่อจะป้องกันลูกน้อยทั้งหลายของเรา.
    ครั้นคิดแล้ว นางนกนั้นจึงประคองปีกทั้งสองข้างเข้าด้วยกัน แล้วยืนอยู่ข้างหน้าพระยาช้างนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-
    ข้าพเจ้าขอไหว้พระยาช้างผู้มีกำลังเสื่อมโดยกาลที่มีอายุได้ ๖๐ ปี ผู้อยู่ในป่าเป็นเจ้าโขลง เพียบพร้อมด้วยบริวารยศนั้น
    ข้าพเจ้าขอทำอัญชลีท่านด้วยปีกทั้งสอง ขอท่านอย่าได้ฆ่าลูกน้อยๆ ของข้าพเจ้าผู้ยังมีกำลังทุรพลอยู่เลย.

    บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สฏฺฐิหายนํ ได้แก่ ผู้มีกำลังกายเสื่อมโดยเวลามีอายุ ๖๐ ปี.
    บทว่า ยสสฺสึ ได้แก่ ผู้เพียบพร้อมด้วยบริวาร.
    บทว่า ปกฺเขหิ ตํ อญฺชลิกํ ความว่า ข้าพเจ้าขอกระทำอัญชลีท่านด้วยปีกทั้งสอง.

    พระมหาสัตว์กล่าวว่า ดูก่อนนางนกไส้ เจ้าอย่าได้คิดเสียใจเลย เราจักรักษาบุตรน้อยๆ ของเจ้า แล้วจึงยืนคร่อมอยู่เบื้องบนลูกนกทั้งหลาย เมื่อช้างแปดหมื่นเชือกผ่านไปแล้วจึงเรียกนางนกไส้มาพูดว่า ดูก่อนนางนกไส้ มีช้างเชือกหนึ่งซึ่งมีปกติเที่ยวไปผู้เดียว จะมาข้างหลังพวกเรา ช้างนั้นจักไม่กระทำตามคำของเราทั้งหลาย เมื่อช้างนั้นมาถึง เจ้าพึงอ้อนวอนช้างแม้นั้น กระทำความปลอดภัยแก่ลูกน้อยทั้งหลาย ดังนี้แล้วหลีกไป.
    ฝ่ายนางนกไส้นั้นก็กระทำการต้อนรับช้างนั้น เอาปีกทั้งสองกระทำอัญชลี
    แล้วกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-
    ข้าพเจ้าขอไหว้พระยาช้างผู้เที่ยวไปผู้เดียว ผู้อยู่ในป่า เที่ยวหาอาหารกินตามเชิงเขา ข้าพเจ้าขอทำอัญชลีท่านด้วยปีกทั้งสอง ขอท่านอย่าได้ฆ่าลูกน้อยๆ ของข้าพเจ้า ซึ่งยังมีกำลังทุรพลอยู่.

    บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปพฺพตสานุโคจรํ ความว่า ผู้หาอาหารที่ภูเขาหินทึบและที่ภูเขาดินร่วน.

    พระยาช้างนั้นได้ฟังคำของนางนกไส้นั้นแล้ว จึงกล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :-
    แน่ะนางนกไส้ เราจะฆ่าลูกน้อยของเจ้าเสีย เจ้ามีกำลังน้อยจักทำอะไรเราได้ เราจะขยี้นกไส้อย่างเจ้าตั้งแสนตัวให้ละเอียดด้วยเท้าข้างซ้าย.

    บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วธิสฺสามิ เต ความว่า พระยาช้างกล่าวว่า เพราะเหตุไร เจ้าจึงวางลูกน้อยทั้งหลายไว้ในทางเป็นที่เที่ยวไปของเรา เพราะเหตุที่เจ้าวางไว้ ฉะนั้น เราจึงจักฆ่าลูกน้อยทั้งหลายของเจ้า.
    บทว่า กึ เม ตุวํ กาหสิ ความว่า เจ้าเป็นผู้ทุรพลจักกระทำอะไรแก่เราผู้มีเรี่ยวแรงมากมาย.
    บทว่า โปถเปยฺยํ๑ ความว่า แม้เราจะพึงทำนางนกไส้เช่นเจ้าตั้งแสนตัวให้แหลกละเอียดด้วยเท้าซ้าย ก็จะป่วยกล่าวไปใยถึงเท้าขวา.
    ____________________________
    ๑. บาลีเป็น โปถเยยฺยํ.

    ก็แล ครั้นช้างนั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ก็ทำลูกน้อยของนางนกไส้นั้นให้แหลกละเอียดด้วยเท้า แล้วทำให้ลอยไปด้วยน้ำมูตร ร้องบันลือเสียงแล้วก็หลีกไป.
    นางนกไส้จับอยู่ที่กิ่งไม้จึงกล่าวว่า แน่ะช้าง บัดนี้ เจ้าจงบันลือไปก่อน ต่อล่วงไป ๒-๓ วัน เจ้าจักเห็นการกระทำของเรา เจ้าย่อมไม่รู้ว่ากำลังความรู้ยิ่งใหญ่กว่ากำลังกาย ข้อนั้นจงยกให้เรา เราจักให้เจ้ารู้กำลังความรู้นั้น
    เมื่อจะคุกคามช้างนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๔ ว่า :-
    กิจที่จะพึงทำด้วยกำลังกายย่อมสำเร็จไม่ได้ในที่ทั้งปวง เพราะกำลังกายของคนพาล ย่อมมีเพื่อฆ่าคนอื่น แน่ะพระยาช้าง ท่านผู้ใดฆ่าลูกน้อยๆ ของเราผู้มีกำลังทุรพล เราจักทำสิ่งที่ไม่ใช่ความเจริญให้แก่ท่านผู้นั้น.

    บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พเลน ได้แก่ กำลังกาย.
    บทว่า อนตฺถํ ได้แก่ ความไม่เจริญ.
    บทว่า โย เม ความว่า ท่านผู้ใดฆ่า คือพิฆาตลูกน้อยๆ ผู้ยังทุรพลของเรา.

    นางนกไส้นั้นครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว จึงอุปัฏฐากกาตัวหนึ่งอยู่ ๒-๓ วัน อันกานั้นยินดีแล้วจึงกล่าวว่า เราจะกระทำอะไรให้แก่ท่าน จึงกล่าวว่า นาย กิจอย่างอื่นที่ท่านจะพึงทำแก่ข้าพเจ้าไม่มี แต่ข้าพเจ้าหวังให้ ท่านเอาจะงอยปากประหารนัยน์ตาทั้งสองข้างของช้างที่มีปกติเที่ยวไปผู้เดียวเชือกหนึ่งให้แตก.
    นางนกไส้นั้นอันกานั้นรับคำว่า ได้ จึงไปอุปัฏฐากแมลงวันหัวเขียวตัวหนึ่ง อันแมลงวันหัวเขียวแม้นั้นก็กล่าวว่า เราจะทำอะไรให้แก่ท่าน จึงกล่าวว่า เมื่อนัยน์ตาทั้งสองข้างของช้างที่มีปกติเที่ยวไปผู้เดียว แตกไปเพราะเหตุนี้แล้ว ข้าพเจ้าปรารถนาให้ท่านหยอดไข่ขังลงในนัยน์ตาทั้งสองข้างนั้น
    เมื่อแมลงวันหัวเขียวแม้นั้นกล่าวว่า ได้ จึงไปอุปัฏฐากกบตัวหนึ่ง อันกบนั้นกล่าวว่า เราจะทำอะไรให้แก่ท่าน จึงกล่าวว่า ในกาลใด ช้างตัวหนึ่งที่มีปกติเที่ยวไปผู้เดียว เป็นช้างตาบอดแล้วเที่ยวแสวงหาน้ำดื่ม ในกาลนั้น ท่านพึงเกาะอยู่ที่ยอดเขาแล้วส่งเสียงร้อง เมื่อช้างนั้นขึ้นถึงยอดเขา พึงลงมาส่งเสียงร้องอยู่ที่เหว ข้าพเจ้าหวังการกระทำมีประมาณเท่านี้จากสำนักของท่าน. กบนั้นได้ฟังคำของนางนกไส้นั้นแล้ว จึงรับคำว่า ได้.
    อยู่มาวันหนึ่ง กาเอาจะงอยปากทำลายตาทั้งสองข้างของช้างแตกแล้ว. แมลงวันจึงหยอดไข่ขังลงไปที่นัยน์ตา. ช้างนั้นถูกตัวหนอนทั้งหลายชอนไชอยู่ ได้รับทุกขเวทนา อยากจะดื่มน้ำเป็นกำลัง จึงเที่ยวแสวงหาน้ำดื่ม.
    ในกาลนั้น กบจึงเกาะอยู่บนยอดเขาส่งเสียงร้อง ช้างคิดว่า น้ำดื่มจักมี ณ ที่นี้ จึงขึ้นไปยังภูเขา ลำดับนั้น กบจึงลงมาเกาะอยู่ที่เหวส่งเสียงร้อง ช้างคิดว่า น้ำดื่มจักมี จึงบ่ายหน้าไปทางเหว ได้ลื่นพลัดตกลงไปที่เชิงเขา ถึงสิ้นชีวิต.
    นางนกไส้รู้ว่าช้างนั้นตายแล้ว จึงร่าเริงดีใจว่า เราเห็นหลังปัจจามิตรแล้ว จึงเดินไปๆ มาๆ บนร่างของช้างนั้น แล้วก็ตามยถากรรม.

    พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ขึ้นชื่อว่าเวร ไม่ควรทำกับใครๆ สัตว์ทั้ง ๔ เหล่านี้ร่วมกันแล้ว ทำช้างผู้ถึงพร้อมด้วยกำลังให้ถึงสิ้นชีวิตได้ แล้วตรัสอภิสัมพุทธคาถานี้ว่า :-
    ท่านจงดูกา นางนกไส้ กบ และแมลงวันหัวเขียว สัตว์ทั้ง ๔ เหล่านี้ได้ร่วมใจกันฆ่าช้างเสียได้ ท่านทั้งหลายจงเห็นคติแห่งเวรของคนผู้มีเวรทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล ท่านทั้งหลายอย่าพึงกระทำเวรกับใครๆ แม้ผู้ไม่เป็นที่รักใคร่เลย.

    ครั้นตรัสแล้ว จึงทรงประชุมชาดก.

    บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปสฺส นี้ เป็นคำเรียกซึ่งไม่กำหนดแน่นอนลงไป. แต่เพราะตรัสหมายเอาภิกษุทั้งหลาย จึงเป็นอันตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงเห็น.
    บทว่า เอเต ได้แก่ สัตว์ทั้ง ๔ ได้รวมกัน.
    บทว่า อฆาเตสุํ ได้แก่ ฆ่าช้างนั้น.
    บทว่า ปสฺส เวรสฺส เวรินํ ความว่า ท่านทั้งหลายจงเห็นคติแห่งเวรของคนที่มีเวรกัน.

    พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่า
    ช้างตัวที่มีปกติเที่ยวไปผู้เดียวในกาลนั้น ได้เป็น
    พระเทวทัต
    ส่วนช้างจ่าโขลงในครั้งนั้น ได้เป็น
    เราตถาคต ฉะนี้แล.
    จบ อรรถกถาลฏุกิกชาดกที่ ๗
    :- https://84000.org/tipitaka/attha/jataka.php?i=270732
     
  20. supatorn

    supatorn ผู้สนับสนุนเว็บพลังจิต ผู้สนับสนุนพิเศษ

    วันที่สมัครสมาชิก:
    14 กรกฎาคม 2010
    โพสต์:
    58,008
    กระทู้เรื่องเด่น:
    170
    ค่าพลัง:
    +34,316
    มสกชาดก ศัตรูที่มีปัญญา ดีกว่ามีมิตรที่โง่เขลา #นิทาน #runglife #พระพุทธเจ้า #พระโพธิสัตว์

    RungLife Ch.
    Oct 15, 2025
    อรรถกถา มกสชาดกว่าด้วย มีศัตรูผู้มีปัญญาดีกว่ามีมิตรโง่

    [​IMG]พระบรมศาสดา เมื่อเสด็จจาริกไปในหมู่ชนชาวมคธ ทรงปรารภพวกมนุษย์ชาวบ้านที่เป็นพาล ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า “ เสยฺโย อมิตฺโต ” ดังนี้. :-
    [​IMG]ได้ยินมาว่า ในสมัยหนึ่ง พระตถาคตเจ้าเสด็จจากพระนครสาวัตถี ไปสู่แคว้นมคธ ขณะกำลังเสด็จจาริกไปในแคว้นมคธนั้น ทรงบรรลุถึงบ้านตำบลหนึ่ง. แม้บ้านหมู่นั้นก็หนาแน่นไปด้วยพวกมนุษย์อันธพาลโดยมาก.
    [​IMG]ครั้นอยู่มาวันหนึ่ง พวกมนุษย์อันธพาลประชุมปรึกษากันว่า ท่านทั้งหลาย พวกยุงมันรุมกัดเรา ขณะที่ไปทำการงานในป่า เพราะเหตุนั้น การงานของเราทั้งหลายจึงขาดไป พวกเราจักถือธนูแลอาวุธ ครบมือทีเดียว พากันไปรบกับฝูงยุง ฆ่ามันเสีย แทงมันเสีย ให้ตายให้หมด ดังนี้ แล้วพากันไปป่า ต่างก็หมายมั่นว่า เราจักแทงฝูงยุง กลับไปทิ่มแทง ประหารกันเอง ต่างคนต่างก็เจ็บป่วยกลับมา นอนอยู่ภายในบ้านก็มี ที่กลางบ้านก็มี ที่ประตูบ้านก็มี.
    [​IMG]พระบรมศาสดาแวดล้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์ เสด็จเข้าไปสู่บ้านนั้นเพื่อบิณฑบาต. หมู่คนที่เป็นบัณฑิตที่เหลือ เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงสร้างมณฑปที่ประตูบ้าน ถวายมหาทานแก่พระสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ถวายบังคมพระศาสดา นั่งอยู่แล้ว.
    [​IMG]ครั้งนั้น พระศาสดาทอดพระเนตรเห็น คนทั้งหลายล้มนอนเจ็บในที่นั้นๆ ก็ตรัสถามอุบาสกเหล่านั้นว่า คนเหล่านี้ไปทำอะไรกันมา จึงได้เจ็บป่วยกันมากมาย?
    [​IMG]อุบาสกเหล่านั้นก็กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ คนเหล่านี้คบคิดกันว่า พวกเราจักทำการรบกับฝูงยุง แล้วพากันยกไป กลับไปรบกันเอง เลยเจ็บป่วยไปตามๆ กัน.
    [​IMG]พระศาสดาตรัสว่า มิใช่ในบัดนี้เท่านั้น ที่พวกมนุษย์อันธพาลคบคิดกันว่า เราจักประหารฝูงยุง กลับประหารตนเอง แม้ในครั้งก่อน ก็เคยเป็นพวกมนุษย์ที่คิดว่า จักประหารยุง แต่กลับประหารผู้อื่นมาแล้วเหมือนกัน. แล้วทรงดุษณี ต่อเมื่อพวกมนุษย์เหล่านั้นทูลอาราธนาแล้ว.
    [​IMG]ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
    [​IMG]ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติ อยู่ในกรุงพาราณสี. พระโพธิสัตว์เลี้ยงชีวิตด้วยการค้า. ครั้งนั้น ที่บ้านชายแดนแห่งหนึ่ง ในแคว้นกาสี มีพวกช่างไม้อาศัยอยู่มาก ด้วยกัน. ช่างไม้หัวล้านคนหนึ่ง ในหมู่ช่างไม้เหล่านั้น กำลังตากไม้ ขณะนั้น มียุงตัวหนึ่ง บินมาจับที่ศีรษะ ซึ่งคล้ายกับกะโหลกทองแดงคว่ำ แล้วกัดศีรษะด้วยจะงอยปาก เหมือนกับประหารด้วยหอก. ช่างไม้จึงบอกลูกของตน ผู้นั่งอยู่ใกล้ๆ ว่า ไอ้หนู ยุงมันกัดศีรษะพ่อ เจ็บเหมือนถูกแทงด้วยหอก จงฆ่ามันเสีย.
    [​IMG]ลูกพูดว่า พ่อจงอยู่นิ่งๆ ฉันจะฆ่ามัน ด้วยการตบครั้งเดียวเท่านั้น.
    [​IMG]แม้ในเวลานั้น พระโพธิสัตว์ก็กำลังเที่ยวแสวงหาสินค้าของตนอยู่ ลุถึงบ้านนั้น นั่งพักอยู่ในโรงของช่างไม้นั้น. เป็นเวลาเดียวกันกับที่ช่างไม้นั้น บอกลูกว่า ไอ้หนู ไล่ยุงนี้ที.
    [​IMG]ลูกขานรับว่า จ่ะพ่อ ฉันจะไล่มัน พูดพลาง ก็เงื้อขวานเล่มใหญ่คมกริบ ยืนอยู่ข้างหลังพ่อ ฟันลงมาเต็มที่ ด้วยคิดว่า จักประหารยุง เลยผ่าสมองของบิดาเสียสองซีก. ช่างไม้ถึงความตายในที่นั้นเอง.
    [​IMG]พระโพธิสัตว์เห็นการกระทำของลูกช่างไม้แล้ว ได้คิดว่า ถึงปัจจามิตรเป็นบัณฑิต ก็ยังดีกว่า เพราะเขายังเกรงอาญาแผ่นดิน ไม่ถึงกับฆ่ามนุษย์ได้.
    [​IMG]แล้วกล่าวคาถานี้ ความว่า
    [​IMG]“ ศัตรูผู้มีความรู้ ประเสริฐกว่ามิตรผู้ปราศจากความรู้ ไม่ประเสริฐเลย เพราะลูกชายผู้โง่เขลา คิดว่า จักฆ่ายุง กลับผ่าหัวของพ่อเสีย ” ดังนี้.
    [​IMG]บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เสยฺโย ความว่า ประเสริฐ คือสูงสุด.
    [​IMG]บทว่า มติยา อุเปโต ความว่า ประกอบด้วยปัญญา.
    [​IMG]บทว่า เอลมูโค แปลว่า เซ่อเซอะ คือโง่เขลา.
    [​IMG]บทว่า ปุตฺโต ปิตุ อพฺภิทา อุตฺตมงฺคํ ความว่า เพราะความที่ตนเป็นคนโง่เขลา แม้เป็นบุตร คิดว่า เราจักฆ่ายุง ก็ยังผ่าหัวสมองของพ่อเสียแล่งเป็น ๒ ซีก เพราะเหตุนั้น บัณฑิตถึงจะเป็นศัตรู ก็ยังดีกว่ามิตรที่โง่ๆ.
    [​IMG]พระโพธิสัตว์ ครั้นกล่าวคาถานี้แล้ว ก็ลุกขึ้นไปทำงานตามหน้าที่. แม้พวกที่เป็นญาติ ก็ได้จัดการทำสรีรกิจของช่างไม้.
    [​IMG]พระบรมศาสดาตรัสว่า อุบาสกทั้งหลาย แม้ในครั้งก่อน ก็ได้เคยมีมนุษย์ที่ได้คิดว่า เราจักประหารยุง แต่กลับประหารคนอื่นมาแล้ว เหมือนกัน.
    [​IMG]ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงสืบอนุสนธิประชุมชาดกว่า
    [​IMG]ก็พ่อค้าบัณฑิตที่กล่าวคาถา แล้วหลีกไป ได้มาเป็น เราตถาคต นี้แล.



    [​IMG]-----------------------------------------------------

    :- https://84000.org/tipitaka/atita100/jataka.php?i=270044
     

แชร์หน้านี้

Loading...