ที่ได้ postลง ก็เพราะ จะแสดงว่า แฟนคลับคนนี้ยังตามอ่านอยู่ค่ะ ยังคิดเสียดายว่า
ชี่อตัวเอง น่าจะเป็น มะลิ ลอยฟ้า ไม่ใช่ แค่ ลอย เฉยๆ (ไม่ใช่ นามสกุล) มาคิดเอาทีหลัง ก็ช้าไปแล้ว
เทคนิคและประสพการณ์การเอาตัวรอดในต่างแดนยุคเก่า..ของคนรุ่นก่อน..
ในห้อง 'ท่องเที่ยว - อาหารการกิน' ตั้งกระทู้โดย modpong, 29 เมษายน 2015.
หน้า 6 ของ 9
-
....................
...รับทราบครับผม...คุณมะลิ ลอยด์....
...................
....................
.....................ตอนนั้น..ผมเพิ่งมาใหม่ไม่ถึงเดือนดี..แต่ถ้าอายุนั้น..ถึอว่า..เป็นรุ่นกลางๆ..
..ก็มีคนอวุโสมากกว่าหลายคนเช่นกัน..ความจริงเห็นแล้ว..ก็ความจริงผมก้ไม่อยากเข้าไป
เท่าไหร่..เพราะผมนิสัยมีความเป็นส่วนตัวสูง..แต่ก็ขัดไม่ได้ตามธรรมเนียมไทย...
....พี่แกก็แนะนำกลุ่มแม่บ้านไปทีละคนแล้วก็บอกว่า..เขามาทำไม..ปรากฏว่ามีแม่บ้านคนหนึ่ง
เธอดันเอาลูกชายมาด้วย..(มีลูกคนเดียว)..สงสัยเหมือนกันว่า..พ่อบ้านมันไปไหน..ไม่เลี้ยงลูก
...แต่ที่โน่น..เป็นเรื่องแปลกจากที่บ้านเราอย่างนึง..คือ..ไอ้พวกผู้ชาย..ชนชั้นกลางธรรมดา
..ไม่รวย..อะไรหรอก..ชอบทำกัน..ในช่วงหยุดเสาร์-อาทิตย์..คือ..ไม่ตกปลา..ก็..ตีกอลฟ์..
....ตีกอล์ฟ..นี่..ก็ไม่ได้ไปสนง..สนามอะไรกับเขา..ไปไม่ได้หรอกครับ..แพงฉิบหาย...
...ไป..ไดรฟ(ซ้อมตี)กอล์ฟ..กันตาม..ริมตลิ่ง..แม่น้ำ..ซึ่งทางการจัดทำให้..เก็บค่าตีถูก..
(ตลิ่งแม่น้ำด้านล่าง..( LOW WATER CHANNEL)...บ้านเขา..นี่จะเป็นแหล่งพักผ่อนของ..
ชุมชน..ทั่วไป..มีตั้งแต่..สนามเปตอง..สนามโครเก้(..เอาฆ้อนไม้ตีลูกกลม..ลอดผ่านช่อง..)
..ซึ่ง..ส่วนใหญ่จะเป็นกีฬาผู้สูงอายุ...สนามซ้อมเบสบอล..สนามบอลขนาดเล็ก...ปีนึง..คนก็
สามารถใช้บริการได้..ซัก..ครึ่งปีครับ..ตั้งแต่..ฤดูใบไม่ผลิ..จนถึง..ฤดูร้อน..แต่พอช่วงฝน..
ช่วงใต้ฝุ่นเข้า..เขาจะใช้ไม่ได้..เพราะมันจะกลายเป็นส่วนของลำน้ำ..เวลาช่วงน้ำหลาก..ซึ่ง
มันจะทำให้แม่น้ำ..สามารถรับน้ำได้เพิ่มกว่าปกติ..ถึง..๔ เท่าตัว..ตลิ่งบน..จะเป็นถนนครับ..
อยู่สูงเลย..ทำยกขึ้นไป...พอหมดหน้าน้ำ..หมดหน้าหนาวหิมะหยุดตก..เทศบาล..ก็จะกลับมา
บูรณะซ่อมสร้างทุกอย่างให้เป็นอย่างเดิม...)..พวกนักกอล์ฟตีเล่นพวกนี้..ก็สะพายถุงกอล์ฟ
ขึ้นรถไฟ..รถบัส..กันเป็นเรื่องปกติ....แต่ลองเป็นบ้านเรา..ถ้าเจอแบบนี้คง..กลายเป็นเรื่อง
แปลก....
...........ก็คงเป็นแบบนั้นมั้ง..อีแม่บ้านก็อยากมาสังสรรค์..จะทิ้งลูกไว้ที่บ้านคนเดียวก็ไม่ได้
เพราะอายุอยู่..แค่รุ่นอนุบาลเอง..ซักอนุบาล ๒ หรือ ๓ นี่แหละ...ก็เลยเอามาด้วย...
...คราวนี้ก็ลำบากซิครับ..เพราะแม่บ้านคนอื่นเขาไม่เอามา..มันก็เลยกลายเป็นเด็ก..คนเดียว
..แล้วคิดดู..ว่าเด็กขนาดนี้..มันจะมาฟังผู้ใหญ่เขาคุยกันได้ยังไง..เด็กมันก็อยากเล่น..มันก็
เริ่มงอแง..จะให้แม่ไปเตะบอลกับมัน..ผมก็ซวยสุดๆ..ดันไปเดินผ่านตอนนั้นพอดี...
..........พี่เขาก็เลย..ขอร้องผม..บอก..เฮ้ย..เอ็งชวน..ไอ้ชิ(..ผมก็จำชื่อมันไม่ได้แล้ว..เพราะ
เวลาผ่านมานานเหลือเกิน..ไม่รู้ว่าอะไรก่อนหน้าคำว่า..”ชิ”...งั้นผมเรียกมันว่า..ไอ้ชิ..เฉยๆ
ก็แล้วกันง่ายดี..)..ไปเตะบอล..เล่นข้างนอกหน่อยเถอวะ..แม่มันก็ปวดกบาล..พี่ก็ไม่รู้มันจะ
หามาทำอ่า..อะไร...ช่วยหน่อยแล้วกัน...”..แล้วจะให้ผมตอบอะไรได้..เล่นพูดดักมาแบบนี้..
....ก็ได้แต่ครับ..ลูกเดียว...ไอ้โปรแกรมเดิม..ก็คงต้องล้มไปเลย..เพราะจักรยานที่นี่..น้อยกว่า
จำนวนคน..เยอะ..ถ้าสายหน่อยๆ..ก็..หมดแล้ว...
......ผมก็พาไปสวน..สาธารณะ..ใกล้ๆติดกับ..TBIC นั่นแหละ..แต่ที่งงมากคือ..ตอนที่แม่มัน
ที่ได้รับข่าวดีจากพี่เขา..ว่ามีไอ้โง่ไทยคนหนึ่งอาสาจะไปเป็นเพื่อน..ไอ้ชิ...ก็มาพูดอะไร..กับ
มันก็ไม่รู้..ไอ้ชิที่หน้าเหม็นขี้..งอแง..ง็องแง็ง..อยู่..กลับยอมตามแม่มันเฉยเลย...นี่ถ้าเด็กเล็ก
บ้านเราขนาดนี้..มีใครไม่รู้จัก..มาพาไป..มันคงไม่ยอมแน่...
...........ไอ้ชิ..นี่หน้าตาก็งั้นๆละครับ..ไม่ต่างจากเด็กญี่ปุ่นทั่วไป..แต่เห็นลักษณะคิ้ว..แววตา
..และปาก..ของมันนี่..บอกได้เลยว่า..ดื้อน่าดู....มันมานี่..มันอุ้ม..ลูกบอลพลาสติกเล็กๆมาด้วย
.....แล้วแม่มันก็จูง..ไอ้ชิ..มาหาผม..ผมก็นั่งยองๆแล้ว..ก็แนะนำตัวกับมัน..ขอจับมือเช็คแฮนด์
..หน้ามันก็ยัง..ตุ่ยอยู่..แต่ดีกว่าตอนแรกเยอะ...มันก็ยื่นมือ..มาจับมือผม..อีแม่ชอบใจใหญ่..
..ตบมืออยู่ใกล้..ผมก็งงหันไปมองหน้าเธอ..คิดในใจว่า..จะตบมือทำไมวะ...
.............นั่นเพราะผมไม่รู้..ที่มา...คือไอ้แสบนี่...ปกติ..มันจะไม่ยอมทำความรู้จักทักทายผู้ใหญ่
ที่ไหน..และค่อนข้างติดแม่..อยู่บ้านก็เล่นคนเดียวได้..แต่แม่ต้องอยู่แถวนั้น..หายหัวไม่ได้...
..เป็นเรื่อง..ถ้ามันหันไป..หรือ..ตะโกนเรียก..แล้วแม่มันไม่ตอบ...มันแหกปากร้อง..และ..
อาวะวาด..เขยี้วงโน่นนี่.....มารู้ทีหลังนี่ครั้งแรกของมันเลย.....
......ผมลุกขึ้นยืน..แล้วก็ขอมือมัน..ฮั่นแน่ ...ยื่นมาให้ผมจับเฉยเลย...พี่เขาก็บอก..พามัน
ไปไอ้สวนฯ..ข้างๆหอเรานี่แหละง่ายดี..มีเครื่องเล่นเด็กด้วย..ซักชั่วโมง....เอ็งก็กลับ
มาได้..แล้ว..แพร็บเดียว..” ..ผมรีบขึ้นเสียงสวนไปเลย..”..แพร็บบ้าอะไรพี่...ผมว่าแค่ ๑๕
นาที..ผมก็นึกไม่ออกแล้ว..ว่าจะทำอะไรกับมันดี...ผมอยู่เมืองไทย..เคยเล่นกับเด็กที่ไหน..
...”...พี่ก็เข้ามาตบไหล่..”เออน่า..ก็ให้มันเล่นอะไรของมันเองคนเดียว..ก็ได้..แค่เอ็งเฝ้าอยู่
ใกล้ๆก็พอแล้ว..ช่วยหน่อยแล้วกัน..”
.............................
-
.............................
.............ผมก็พาไอ้ชิเดินไปที่..สวนสาธารณะอยู่ติดๆกับ..TBIC..ขณะที่เดินจูงมือมันไป..
ผมยังคิดเลย..ว่า..ไม่น่ารับปากเลย..ถ้าผมสื่อสารกับมัน..แล้วมันไม่เชื่อ..ร้องไห้ไม่หยุด..
..ผมจะทำยังไง..หรือ..มันดันวิ่งไปไหนก็ไม่รู้..หรือ..เสือกไปเล่นซ่อนแอบ..แล้วผมหามัน
ไม่เจอ..ผมจะทำยังไง..ถ้า..ไอ้ชิหายไป..แล้วหาไม่เจอ....
.............ผมคิดว่า....เวรแท้ๆ..งานนี้.....
....ผม..ก็พอพูดได้เป็น..คำๆง่าย..บางคำไม่รู้ว่าจะพูดยังไง..ก็เล่นภาษามือ..ท่าทางไป..
....ก็ชวนมัน..เตะบอล..เตะส่งไปส่งมา...แล้วก็ไปเล่นเครื่องเล่น..แบบเด็กทำตัวแบบเด็ก.
....เออก็แปลก..มันก็เชื่อผมดี..ทำอะไรก็ทำตาม....
............ธรรมชาติของผมจริงๆ..ไม่ชอบเด็กครับ..รำคาญเสียงร้อง..ยิ่งไอ้เด็กที่ห้ามไม่ฟัง..
ผมจะหงุดหงิดมากอยากเตะซักป้าบ..เด็กผู้หญิง..นั่นผมก็ไม่ได้เอ็นดู..แบบผู้ใหญ่ทั่วไป...
...และ..เมื่ออยู่ที่..เมืองไทย..เหมือนเด็กมันก็รู้เอง..มันเห็นหน้าผมมันก็เมินกันหมด..ทำให้
ผมนั้นไม่มีความคุ้นเคยกับเด็กเล็ก..ไม่ว่าสนิท..ขนาดหลาน..หรือ..ลูกใครก็เหอะ....
....................เล่นกับ..เด็กไม่เป็น..............และ..ไม่เอ็นดู..เด็ก...........................
........กรณีไอ้ชิ..นี่ผมงงมาก..เปิดฉาก..มันก็ไปกับผมเลย..ไม่งอแง..อะไร..คุยกันรู้เรื่อง..
ประมาณ ๑๐-๒๐ เปอร์เซนต์มั้ง...ผมบอกหรือชี้..ให้ไป..ตรงโน้นตรงนี้..ก็ไปหมด...ผมขี้เกียจ
เตะบอลแล้ว..ให้มันไปเล่นชิงช้ามันก็ไป...มันก็นั่งม้าหมุน..บันไดเลื่อนของมันไป..ส่วนใหญ่
ผมก็นั่งดู...แต่ที่ดูมากกว่าคือ..เวลา..พอครบชั่วโมง..ผมก็เรียกมันแล้วก็..จูงมือกลับ...
.......พอไปถึง..ก็พอดี..กลุ่มแม่บ้านเขาก็ยืนคุยกัน..เตรียมจะกลับ..มันก็วิ่งไปหาแม่มัน...
..แม่มันก็ถามอะไรไอ้ชิไม่รู้...แล้วก็หันมาโค้งขอบคุณผมใหญ่..มีไหว้ด้วย(..เรียนมาแล้ว)..
....แกก็เรียกพี่เขา..มาเป็นล่ามบอกว่า..แม่ไอ้ชิบอกว่า..ไอ้ชิบอกว่า..สนุกดี..ชอบผม..วัน
หน้าจะมา..ให้พาไปเล่นใหม่...แล้วแม่มันก็บอกว่า..ทีแรกก็กลัว..เพราะปกติ..ไอ้ชิจะงอแง..
..เวลาเจอคนอื่น..ยิ่งคนไม่คุ้นพาไปไหน..มันจะไม่มีทางไป..แต่ตั้งแต่เริ่ม..มันก็ไม่งอแงแล้ว
...แสดงว่า..มันต้องชอบผมมาก............แล้ว..แกก็โค้ง..ให้อีก ๔-๕รอบ..ให้ไอ้ชิโค้งด้วย..
มันก็โค้ง...พอจะเดินไป..มันก็หันมาโบกมือ..บ๊าย..บายให้ผมอีก....
...................ผมละมึนเลย....ยังคิดเลยว่า..ชิบหายแล้ว..ถ้างวดหน้า..ไอ้ชิมาอีกกูไปไหน..
ไม่ได้แน่...ผมนี่ก็ใจดำน่าดูมาคิดอีกที...เพราะตอนหลัง..พอรู้ว่าพวกนี้จะมา..ก็จะพยายาม..
ตื่นมันแต่เช้ามืด..แล้วไปเอาจักรยาน..เผ่นไปเลย..ปรากฎว่า..พี่เขามาเล่าให่ฟังแถมบ่น..
..คือ..แม่บ้านเขามาก็พาไอ้ชิ..มาด้วยอีก..และตั้งใจจะมาเล่นกับผมเต็มที่..พอแกบอกว่า..
ผมคงมีธุระไปไหน..วันนี้ไม่มา...ปรากฏว่า..พอไอ้ชิรู้มันร้องไห้..งอแง..จนแม่มัน..อยู่กับ
พรรคพวกไม่ได้..ต้องพาไอ้ชิกลับบ้าน...พี่แกก็ขอร้องว่า..ครั้งหน้าเอ็งก็อยู่หน่อยแล้วกัน..
สงสารเขาวะ...ผมก็ไม่นึกว่าเหตุการณ์จะเป็นเช่นนี้..(..นี่ถ้าเป็นสาวมะลิ..แทน..ไอ้ชิ....
ละก็...ผู้ก็คงอยู่ทุกครั้งแน่นอน..ต่อให้มีธุระอยากไปไหนก็เหอะ..)...ผมก็มานึกเสียใจว่า..
..เออ..ทั้งไอ้ตัวแม่..และ..ไอ้ชิ..มันก็ไม่ผิด..แต่พลอยต้องมาเสียใจ..และ..ผิดหวัง..เพราะผม
..ซึ่งเห็นแก่ตัวไปหน่อย..(..มันพูดลำบาก..ผมมีเวลาอยู่ญี่ปุ่น..ไม่ได้เป็นปี..อย่างพี่เขา..
..เวลาเรามีไม่มากยังไม่ได้เห็นโน่น..เห็นนี่อีกเยอะ..)......
......ก็เป็นอันว่า...ผมรับปาก...พอครั้งหน้า..เธอก็พาไอ้ชิมา..ก็เจอผม..ดีใจใหญ่น้ำตาไหล
เลย..ไอ้ชิก็ยิ้มหัวเราะดีใจ...แล้วผมก็พาไปแบบเดิมนั่นแหละ..ผมทำอย่างอื่นไม่เป็น....
.......ผมพาไอ้ชิไปเล่น..ไม่น่าเกิน ๓ ครั้งเอง.....แต่เมื่อตอนที่ผมใกล้จะกลับเมืองไทย..
..แม่บ้านเขามาหาผม..มาลา..แกเอาของขวัญ..มาให้ผมทั้งๆที่ผมกับแก..นั้นไม่ค่อยสนิทกัน..
....ของขวัญแกนี่..ผมถามคนญี่ปุ่นบอกว่า..ของขวัญแบบนี้..เป็นการแสดงความนับถืออย่างยิ่ง
..และเป็นการขอบคุณอย่างสูง......นั่นก็คือ...แจกันเคลือบขุ่นหยดสีแบบญี่ปุ่น..และ..ถ้วยกาแฟ
...ซึ่งทั้งสองอย่างนี่..เป็นเซรามิกสไตล์ญี่ปุ่น..ที่แม่บ้านแกทำเองกับมือ..เพื่อให้ผมโดยเฉพาะ
(..ผมถามพี่เขา..ภายหลังว่า..แล้วไอ้ถ้วยกาแฟนี่มายังไงพี่..พี่แกบอกว่า..แกพอรู้ว่าผมจะกลับ
แกก็ถามพี่..เขาว่า..ผมชอบอะไร..พี่เขาก็ตอบไปว่า...ชอบกินกาแฟ..แกเลย..ปั้นมาให้ด้วย)..
.......................
...คล้ายๆทำนองนี้ละครับ..แต่เคลือบพื้นเป็นขาวขุ่น..และ..สีเคลือบบนที่เอามาหยด..เป็นทางๆเป็นสีน้ำตาล.....
-
........................
..............ผมก็แปลกใจ..ก็ถาม(ผ่านพี่เขา)ว่า..คุณพี่ทำอาชีพปั้นเซรามิคส์ขายเหรอ...
...เธอก็บอกว่าเปล่า..เพียงแต่ไปเรียนทำมา..แล้วช่วงจังหวะพอดี..ก็เลยทำไว้ให้เป็นที่ระลึก
ซะเลย..เธอชี้ให้ผมดูที่ก้นแจกัน..ก็เป็นตัวประทับที่กดลงในในเนื้อ(..ตัวหนังสือ..จะนูน)..ผม
ก็อ่านได้ว่า..มิกะ..(เป็นตัวฮิรากานะ..ครับ..ไม่ใช่ตัวจีน..เพราะตัวจีน..เส้นมันชิดกัน..เวลากด
ลงไปในเนื้อมันอาจเคลื่อนแล้ว..อ่านไม่ออกได้..ก็เล่นใช้ตัวฮิรากานะแทน..)..ก็คือ..ชื่อของ
เธอละครับ..ผมก็รู้สึกตื้นตันมากที่เธอให้เกียรติผม..เธอบอกว่า..ความจริงแล้ว..ทุกเสาร์-อาทิตย์
..เจ้าชิ..มันก็รบเร้าให้มาหาผม..เพื่อจะมาเล่นกับผมนั่นแหละ..แต่เธอ..ก็เกรงใจ..ก็บอกไปว่า..
ผมนั้นมีธุระ..ไปต่างจังหวัดบ้าง..อะไรทำนองนี้..เธอบอกว่า..เจ้าชิมันชอบผมมาก..แบบพี่ชาย
เลย..เพราะมันไม่มีพี่ชาย..และผมนิสัยดี....เธอบอกว่า..เดี๋ยวผมก็จะกลับเมืองไทยแล้ว...มัน
ก็อุตส่าห์เอา..ตุ๊กตาแบบที่เด็กเขาเล่นกันอะไรก็ไม่ทราบ..ฝากแม่ให้เอามาให้ด้วย..เธอรับมา
แทน..บอกเจ้าชิว่า..ไม่ต้องมา..มันก็ร้องไห้ใหญ่..เธอบอกสาเหตุว่ากลัวจะมาร้องไห้..และงอแง
เอาไม่อยู่..สู้ให้ร้องที่บ้านดีกว่า....
...........ผมงี้..น้ำตาคลอเบ้าเลย..สำหรับ..มิตรจิต..มิตรใจ..ที่ครอบครัวนี้ให้ผม..ผมกลับมาเมือง
ไทย..แม่ไอ้ชิก็เคยเขียนจดหมายมา..คงให้คนไทยคนไหนไม่ทราบเขียนตามที่บอก..เล่าเรื่อง
ของครอบครัว..และ..บอกว่า..ไอ้ชิ..ก็ยังคิดถึงผมอยู่..และ..ฝากสวัสดีมาด้วย...ผมก็ทีแรกก็ตั้ง
ใจว่าจะตอบละครับ(..ก็คงต้องเขียนเป็นภาษาอังกฤษ..แล้วให้เธอไปหาคนแลเอา)..แต่ไปๆมาๆ
ก็ลืม...พอนึกขึ้นได้อีกทีก็หลายเดือนแล้ว...ก็เลยไม่ได้เขียนไป..แล้วผมก็ไม่ทราบ..ข่าวคราว
ครอบครัว..นี้อีก...แต่ความประทับใจก็ยังไม่ลืมเลือนไปแม้..เหตุการณ์จะผ่านไปมากกว่า๓๐ปี..
..ก็ตาม...
..........................
............ผมยังไม่ได้เล่ากิจวัตรประจำวันทั่วไป..ของผมที่นี่เลย..ก็ขอเล่าซะหน่อยเพราะ..
มันเกี่ยวพันกับเรื่องอื่นด้วย...
.........ทุกวันถ้าผมไม่ได้ไปดูงานที่ต่างจังหวัดหรือ..ศึกษานอกสถานที่..ผมก็จะต้องไปเรียย
หนังสือประจำ..ที่..PUBLIC WORK REASEARCH INSTITUTE(PWRI)..ที่บริเวณส่วนราชการกลาง
ในละแวกเมืองซูคุบะ..นี่แหละครับ..นั่งรถบัสไป..เช้า-เย็น..กลับ..ละแวกเขตส่วนราชการนี่..
เหงามาก..เพราะ..มันไม่มีอย่างอื่นเลย..นอกจากตึกของ..สถานที่ทำการราชการของ..กระทรวง
ต่างๆ..ของญี่ปุ่น..ถนนตรงยาวเฟื้อย..ไม่ต้องไปหา..ร้านอะไร..ไม่ว่าร้านอาหาร..ร้านขายของ..
ไม่มีคร้บ..นานๆจะมีรถเมล์วิ่งผ่านซะที..มีแต่พวกตู้พวกน้ำดื่ม..กาแฟ..เครื่องดื่มบำรุงกำลัง..
..และ..ตู้ขายบุหรี่.....
.....พวกร้านขายของ..จิปาถะ..จะอยู่ด้านล่างภายในอาคารของหน่วยราชการ..อยากจะซื้อของ
จิปาถะ..ก็มีที่นี่เท่านั้น..คล้ายกับ..เทสโก้ตัสมินิมาร์เก็ต..ที่อยู่ตามปั๊ม..บ้านเราปัจจุบัน..
.....คือ..เป็น..ซุปเปอร์มาร์เกต..ย่อยๆ..ผัก..ผลไม้..อาหารสำเร็จรูป..ทำนองนี้ครับ...
.........สำหรับ..คนไทย..ที่มาที่นี่ทั่วไป..เขาเบื่อมาก..ก็คือมื้อกลางวันนี่แหละครับ...เพราะ..ไม่
มีทางเลือกอื่น..ทุกคนต้องกินเหมือนกันหมด..ตั้งแต่ระดับอธิบดี..ยันพาลโรง...
..............อาหารถาด...เข้าแถวรับไป..ทีละคน....แล้วแต่ครัว..วันนี้จะทำอะไรให้กิน....
..แต่ผมเอง..สบายมาก..เพราะเป็นคนกินอะไร..ซ้ำซาก..และไม่ทานเผ็ดอยู่แล้ว..และไม่ค่อย
สนใจเรื่องรสชาติอาหาร..(..ไม่มีสุนทรียในการลิ้มรส)...เว้นอย่างเดียว..คือ..ปลา...
....ถ้ามีปลา..อยู่ในเมนู..ผมก็..ยกให้พรรคพวกผม..ซึ่งก็เป็นลาภปากพวกมันไป..ไม่ว่า..ไอ้โด้
ไอ้โก้..ไอ้ซิงก์....
......ตอนเย็นก่อนขึ้นรถ..เราจะเวลาจับจ่ายซื้อของ..ไม่ว่าจะเป็นของกินเล่น..อาหารหนัก..
(บะหมี่สำเร็จรูป...กระป๋องโฟม...ใครไปอยู่โรงแรมที่ญี่ปุ่น..ก็จะรู้ว่าที่นี่ไม่เหมือนใครอย่างคือ..
คือ..มีน้ำร้อนไว้บริการ..ไม่ว่าคุณอยากกิน..กาแฟ..ชา..หรือ..บะหมี่สำเร็จรูป..คุณก็อาศัยนี่ได้..
..ทุกระดับ..ของที่พักครับ..อยู่ในห้องของคุณเลย..ที่หอผมที่..ซูคุบะก็เหมือนกัน..ไม่เว้น..)
....ผลไม้...ของผมที่..ซื้อทุกวัน..ก็คือ..ผลไม้ที่ไม่มีขายในเมืองไทย..ในยุคนั้น....
................เม็ชเมลล่อน..( MESH MELLON )..หรือ..แตงตาข่ายหวาน..ของญี่ปุ่น....
..ตอนนั้น..แตงตาข่ายหวานของญี่ปุ่น..มีขายที่เดียวคือ..ที่ไทยไดมารู...และ..แตงหวาน
จากที่อื่น..ไม่ว่าจะเป็นจากไต้หวันก็ไม่มีขาย..เรื่องปลูกนั้นก็ยังไม่มีครับ..บ้านเรามีแต่
..แตงไทย..จืดสนิท......(แต่ตอนนั้น..ผมว่าอีกทีๆน่ามีขาย..ก็คือ..ฟู้ดแลนด์(..ตอนนั้น
มีอยู่..สาขาเดียวที่สุขุมวิท..เพราะมีของแปลกจากเมืองนอก..ขาย)...
.................
...............
....นี่ครับ..ตึกใหญ่กลางของ PWRI..ที่ผมเคยไปเรียน..ที่เห็นนี่แค่..ส่วนเดียวครับ..
...พื้นที่..ของ PWRI..ใหญ่กว่านี้มาก..หลายร้อยไร่..มีตึกทดลอง(LAB)..
..และพื้นที่สำหรับการทดลอง.กระจายอยู่เป็นสิบแห่ง..แต่ต้นไม้คงบังไว้มาก...
....ที่เห็นหมู่ตึกไกลๆใกล้เขา..นั่นก็..เป็นส่วนราชการอื่น...
-
..............สาเหตุ..ที่ผมกินไอ้นี่ทุกวันเพราะ
...๑. เมืองไทยไม่มีกิน(..ตอนนั้น..ถึงกลับมา..จนมีขายก็ไม่หวานอร่อยเท่าที่ผมเคยกิน)
...๒. เป็นผลไม้ที่ถูก..ผมคิดเรื่องประหยัด่กอนเรื่องอื่น..ราคาเท่าที่จำได้..อยู่ที่ ๓๐๐ เยน
ต่อ ๑ ลูก..เทียบเป็นราคาคือ..๓๐ บาท..ก็ต้องถือว่า..ถูกกว่าอื่น..แถมปริมาณมาก..
...เรียกว่า..๑ ลูก ต่อ..คืน..ผมแทบไม่ต้องกินอะไรอย่างอื่นต่อ..ก็ได้....
....๓. หวานมากๆอร่อย..และชุ่มคอ..ชื่นใจ..รสชาติถูกปาก..และคุณภาพ..แน่นอน..เท่าที่
ผมซื้อมา..ไม่เคยมีลูกไหน..ที่หวานน้อยเลย...หวานใกล้เคียงกันทุกลูก...
.....๔. ไม่ต้องไปแสวงหา..เพราะมีขาย..ทุกวัน...
...........พอผมกลับถึงหอ..เอาหนังสือเรียนไปไว้ที่ห้องแล้ว..ก็ลงไปยืมจักรยานเลย..
(ถ้า..ผมมองตอนลงรถเห็น..รถจักรยานเหลือน้อย..ผมก็ยืมไว้ก่อน..เอาหนังสือไปเก็บ...)
...แล้วก็ขี่ไปในเส้นทางเดิมแทบทุกครั้ง(..เส้นทางนี้..ผมเรียนรู้จากคนไทยที่นำทางไปก่อน
ก็เป็นเส้นทางเดียวกับที่..จะไปสถานีรถไฟที่ซูชิอูร่า..ซึ่งผมว่ามันสวยดี..เพราะ..เลาะตัดผ่าน
ท้องนา..วิวดี..อากาศบริสุทธิ์มาก..ก่อนจะไปถึงถนนใหญ่..ระยทางที่ขี่ก็ไปกลับประมาณ..๘-
๑๐ กิโลเมตร..แต่ก่อนจะกลับ..ผมต้องแวะข้างทางอยู่ที่หนึ่งทุกครั้ง..เป็นกิจวัตร..ประจำของ
ผม..คือ..ร้านกาแฟ..ตั้งอยู่ติดถนนใหญ่..ผมพบโดยบังเอิญ..เพราะเห็นร้านมันเล็กและออกแบบ
หน้าร้านเท่ห์ดี..ดูเป็นแนวยุโรปมีคลาส..แต่จริงๆคือ..อยากกินกาแฟคั่ว(..เอสเปรซโซ่..)มาก
กว่า....แต่บังเอิญ..มันมีอีกอย่างที่ดึงดูดผมมากกว่า..คือ..เค็ก..ชนิดหนึ่งที่..ตอนอยู่เมืองไทย
ผมไม่รู้จัก..(เพราะสมัยนั้น..เรื่องร้านเค็กแบบหลากหลาย..หรือ..ร้านค๊อฟฟี่ช็อบ..เมืองไทย..
มันมีน้อยมากและ..หลบอยู่ในซอกของกรุงเทพ..ไม่ใช่หาที่ไหน..ถนนไหนก็เจอเต็มบ้าน
เต้มเมืองไปหมด..แบบยุคนี้..).....ครั้งแรกของผม..ก็แค่อยากหาเค็กมากินกับกาแฟ..เค็ก
อะไรที่..ดูดี(..ปกติ..ผมจะชอบพวกเค็กที่เนื้อเป็นช็อคโกแลต..หรือ..ราดหน้าช็อคโกแล็ต)
...แต่สายตาดันเหลือบ..ไปเห็นเค็กขาวแต่หน้าข้างบนมันมีอะไรเยิ้มๆเป็นสีม่วง..และก็มีลูก
ผลไม้สีม่วงอยู่ในนั้นเพียบเลย....มันน่ากิน..และ..สวย...ผมถามเจ้าของร้าน..(ร้านเล็ก..
ครับ..เจ้าของ..ขายเอง..คนเดียว..และลูกค้าต้องเสริฟเอง..)...เจ้าของร้านโต้ตอบกับผม
ด้วยภาษาอังกฤษชั้นเยี่ยม..และ..ไม่มีสำเนียงหรือ..รูปแบบ..ของอังกฤษแบบญี่ปุ่นปนอยู่เลย
...แกบอกว่า..มันคือ..”บลูเบอร์รี่ชิสเค็ก”....(..ผมกินที่นี่แทบทุกวัน..จนสนิทกับเจ้าของร้าน
..และรู้เรื่องราวของเขาดี..เขาก็เกิดที่ญี่ปุ่นนั่นแหละครับ..แต่ตั้งแต่เริ่มหนุ่ม..ก็หลงไหล..ใน
การทำอาหารหวาน..เช่นพวกเค็ก..เขาก็ไปเรียนเกี่ยวกับมันที่โรงเรียนที่สอนเฉพาะ..จนเรียกว่า
..ออกมาเปิดร้านได้..แต่เขาคิดว่า..มันยังไม่พอ..เขาก็ตระเวณไป..อยู่ยุโรป..ไม่ว่า..อังกฤษ..
ฝรั่งเศษ..เบลเยี่ยม..เยอรมัน..สวิส..อิตาลี่..ฯลฯ..เป็น..สิบกว่าปี..ตั้งแต่หนุ่ม..ไปเป็น..ลูกมือ
และ..เรียนรู้..จากต้นตำรับแต่แห่ง..จนแกคิดว่า..แกเชี่ยวชาญพอ..ถึงได้กลับมา..แต่แกก็กลับ
มาเปิด..ร้านกาแฟและเค็ก..ที่นี่..แทน..แกบอกว่า..สบายใจดี..ไม่ต้องเป็นลูกน้องใคร..แล้วก็
คิดเค็กสูตรใหม่ๆ..จากประสพการณ์จากยุโรปของแกเอง....)..ความจริง..มันมีเยอะหลาก..
หลายมาก..จากที่ผมเห็นลูกค้าก็ค่อนข้างเต็มร้าน..ทุกครั้งที่ไปกิน..แถมส่วนใหญ่เป็นฝรั่ง..
ทั้งหญิงชาย..ประเภท..นักศึกษา..และ..อาจารย์มหาลัย..ก็คงแสดงได้ว่า..มาตรฐานแกขนาด
ไหน..และ..ผมยืนยันได้..จนถึงทุกวันนี้..จาก..การตระเวณกิน..บลูเบอรรี่ชีสเค็ก..มาหลายๆ
แห่ง..และ..หลายปี..จวบจนปัจจุบัน..ไม่มีที่ไหน..อร่อยกว่าที่นี่....
.....................THREE P HOUSE...........ชื่อร้านครับ..ตราร้านก็เท่ห์..เป็น ตัว P ใหญ่ๆ..
..และ..มีดาบฝรั่ง ๓ เล่ม..สอดในตัว P ...ร้านนี้..ไม่มีอะไรบอกว่าเป็นร้านญี่ปุ่นเลย...ไม่เจอ
ตัวอักษร..ญี่ปุ่น..แม้แต่ตัวเดียว..ให้เห็น..ยกเว้นใน..แบ๊งก์ที่เราต้องจ่ายตังก์...เขาจะมี..
รายการ...”เค็กประจำวัน”..เปลี่ยนไปเรื่อยๆ..และก็มีชื่อเขียนไว้....อย่างผมมันกะเหรี่ยงครับ
...ไอ้เค้กที่ผมกิน..มันเป็นเค็กอินเตอร์..ไม่มีชื่อเขียนกำกับไว้...ซึ่งมีเค็กอีกเป็นร่วมสิบอย่าง
..ที่ไม่มีชื่อกำกับ..จะมีเฉพาะ..เค็กไฮโซ..หรือ..เค็กแปลกๆ..ถึงจะมีชื่อติดไว้ให้รู้...ผมก็ลอง
คิดดู..ว่าชีวิตที่โน่น..ผมมีความสุขจริงๆ..กินเอสเปรซโซ่..ทุกวัน..กินเค็กโคตรอร่อยทุกเย็น..
ผมไม่สามารถทำ..ได้ที่นี่...และที่สำคัญ..เค็กที่นี่..ที่ผมกินทุกวันได้..ก็เพราะ..ไม่แพงครับ..
คือ..เจ้าของร้านนี้..ขายของไม่แพง..ทั้งๆที่แกมีของที่อร่อย..และ..หรู..เท่ากับโรงแรมชั้นหนึ่ง
...และ..หลังจากนั้น..ผมถึงได้ทราบว่า..ไอ้บลูเบอรี่ชีสเค็ก..นี่มันมี..มากกว่า..สิบ..ชนิดย่อยลง
ไป..แล้วก็ยังมีหลากหลายสูตร..และ..รสชาติอีกต่างหาก....
.....ก็เลย..กลายเป็นที่นั่งเอ็นจอยชีวิต..ก่อนขี่กลับหอในยามค่ำคืนทุกวัน....
.......................
...................
..........อันนี้..ค่อนข้างคล้ายครับ..คือ..จะไม่มีเกล็ดขนมปังแข็งๆ(สีน้ำตาล)...
...อยู่ด้านใต้.............
-
เห็นเค้กแล้วน่าทานจัง
-
....พี่ก็ว่าอย่างงั้นแหละ..ยิ่งดูยิ่งคิดถึงวันเก่าๆ....
...พูดแล้ว..ยิ่งเหมือนแก่เพิ่มไปอีก..เป็นสิบปีเลย...
........แต่มันก็มีความสุข.....ช่างมันเถอะ..
-
makigochan ผู้ดูแลเว็บบอร์ด ทีมงาน ผู้ดูแลเว็บบอร์ด
แหม๋ ตอนจบเนี่ย เฮ้อๆ เคล้าน้ำตา
คุณmodpong มีชิคุง มาเป็นคู่จิ้น
ชิคุง คงมองเห็น ความเมตตาปราณี ของคุณmodpong แน่ๆเลยค่ะ ใช่ไหมล่ะ
ไม่ชอบเด็ก แต่เด็กมาชอบ
ปิดท้ายด้วยขนมๆๆ โอ๊ยๆ บลูเบอรี่ชีสเค้ก เนี่ย ของโปรดมากิเลยล่ะ
ซื้อมากินบ่อยมากค่ะ ของS&P ด้วยล่ะ กินกับกาแฟร้อนๆ มีความสุ๊ข
;aa15 -
.....คุณมากิ..นี่รสนิยมเดียวกับผมเลย......
..ผมว่า..เพราะรสที่อมเปรี้ยวที่แทรกอยู่ในรสหวานผสมกับ..ความมัน..และ..นุ่มของเค็ก..นี่มันลงตัวกับ..กาแฟขมๆ..พอดี..มันเสริมกันดีมาก..จริงๆครับ..
..ในความคิดผม....
-
........................
........น้องๆ..หรือ..เด็กๆรุ่นหลัง..ขนาด..ซัก ๕๐ ปีลงไป..อาจจะคิดว่า..ไม่เห็นแปลกอะไร..
จะมาเล่าทำไม...ก็อย่าลืมนะครับ..นั่นคือ..เรื่องเมื่อกว่าสามสิบปีมาแล้ว...มันเป็นความรู้สึก
ของผมตอนนั้น..ที่เอามาเล่าให้ฟัง..เมื่อพบกับ..สิ่งที่เราไม่เคยพบ..หรือ..เคยกินมาก่อน..
...สิ่งที่ไม่ได้..หาได้ทั่วไปในยุคนั้นที่เมืองไทย.....
................................
..........พอกลับไปถึงหอ..แล้วก็ค่อยไปแคนทีน..เพื่อกินข้าวเย็นร่วมกับ..คนไทย..ที่โต๊ะของ
พวกเรา..ต่างคนก็เอาเรื่องเล่าที่ได้รับกันมาแต่ละวันออกมาเล่าให้ฮาเฮกัน..ตามประสาคนไทย
...หลังจากแยกย้ายกันแล้ว...บางกลุ่มก็ไปนั่งโซ้ยเบียร์กันต่อ..ที่ห้อง..หรือ..ที่ล้อบบี้ก็ว่ากันไป
...แต่ผมนั้น..ไม่นิยมแอลกอฮอล์เท่าไหร่..ก็ไม่ได้ร่วมวงกับเขา..ก็กลับไปอาบน้ำ..แล้วเปลี่ยน
มานุ่งกางเกงเล..ตามสบายผม(..ชุดนอน..)..แล้วก็ออกมาดูทีวี....
............ที่นี่..เขาไม่มีทีวี..ที่ห้องพักนะครับ..มีอยู่เครื่องเดียว..เป็นทีวีจอยักษ์..ในยุคนั้น..จอ
ขนาด ๔ ฟุต..คูณ ๕ ฟุต..ก็เรียกว่าทันสมัยมากยุคนั้น..เป็น..จอโปรเจคเตอร์..คือ..จอนั้น..ไม่
มีเครื่องอะไรเป็นที่รับภาพอย่างเดียว...ตัวเครื่องมันจะตั้งอยู่กับพื้นห่างจากจอมาแระมาณซัก
๘ ฟุตได้..แล้วก็มี..หลอดไฟขนาดใหญ่..๓ดวง..สีแดง..สีเขียว..สีน้ำเงิน...ยิงเสงไปตัดกัน..
แล้ว..ภาพก็จะไปปรากฏบนจอ...ก็เรียกว่า..ชัดเลยทีเดียว..แล้วที่นี่..เขาก็ทำเก้าอี้เบาะ...
คล้ายๆโรงหนัง..เรียงซ้อนกัน..ก็คล้ายกับโรงหนังเล็กๆนะครับ....
.............ผมเองนั้น..เป็นคนชอบดูทีวีอยู่แล้ว..และ..การดูทีวี..ก็เป็นการทำให้เราสัมผัส
วัฒนธรรมต่างๆของ..ประเทศนั้นๆ..ได้รวดเร็วด้วย..แม้ส่วนใหญ่จะฟังไม่รู้เรื่องแต่ก็เพลินดี
...แล้วไอ้ทีวี..ตัวนี้นี่เอง..กลายเป็น..สาเหตุเรื่องราว..การเอาคืน..และ..ตามล้างตามเช็ด..
ของผม..กับ..ไอ้มืดตัวหนึ่ง...
..........ใช้เวลาเป็นเดือน..ถึงจะประสพผลสำเร็จ..จนทำให้ผมพอใจ..กับผลที่ได้รับ....
...มันคล้ายกับเป็น..มหากาพย์ของผมเลย..เพราะผมตั้งใจมาก..และ..วางแผนการไว้อย่างดี
......บางท่านที่ได้อ่านมหากาพย์นี้จบแล้ว..ก็อาจจะแปลกใจว่า..ทำไมต้องทำขนาดนี้.....
....ผมในช่วงนั้น..คิดติตรองหลายรอบด้วยตัวเอง..ไม่ได้ปรึกษาวางแผนกับใคร..เพราะคิด
ว่า..เป็นเรื่องส่วนตัว...ผมต้องทำเอง...
........ผมนั้นเป็นคนที่..รัก..ศักดิ์ศรีตัวเองมาก..และ..จะไม่ให้ใครละเมิด..อย่างไอ้เบื้อก..๓
ตัว..ที่สนิทกับผม..ผมบอกกับมันตั้งแต่..อาทิตย์แรกๆเลยว่า..”.กูมีข้อห้ามอย่างนึง..ต้องบอก
ก่อน..เพราะถ้ามันเกิดขึ้นแล้ว..กูจะไม่อภัยให้ใครทั้งสิ้น..คือ..เรื่อง..”หัว”..ของกู..ห้ามมา
แตะ..หรือ..สัมผัส..โดยที่กูไม่อนุญาตก่อน...ไม่ได้..เพราะ..คนไทย..โดยเฉพาะ..กู...
ถือว่า..เป็นการลบหลู่เกียรติ..อย่างแรง...ถ้ามึงอยากคบกู..เป็นเพื่อน..ก็อย่าทำ....”
.....ผมบอกต่อหน้ามันทั้ง..สามคนพร้อมกัน..มันก็ทำหน้าตกใจ...ผมก็บอกว่า..กูซีเรียสนะ..
..ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น..มึงจำไว้แล้วกัน..เพราะนอกจาก..กูจะเลิกคบมึงแล้ว..กูก็จะทำร้ายมึงด้วย
....................
.................แต่เรื่องอื่น..กับ..คนอื่น..ในห้อง..ที่มาลบหลู่ผม..ก็เกือบเป็นเรื่องใหญ่เช่นกัน..
....แล้วผม..จะเล่าในตอนต่อๆไป............
..................ผมนั้นยอมรับว่า..ผมไม่ใช่คนดี..แต่ผมก็ไม่เคยเบียดเบียนใครก่อน..เพราะผม
เคารพในสิทธิ์ของทุกคน..ผมเองก็เลยเกลียดคนแบบนี้..มาตลอดตั้งแต่เด็ก....ผมเองเป็นคน
เลือดร้อน..อารมณ์แรง..แต่ไม่ถึงกับขาดสติ..นัก..ถ้าไม่หนักจริงๆ...ผมไม่คิดเลยว่า...
....อุตส่าห์..มาเมืองนอก..แล้วจะต้องมาเจอ..เรื่องแบบนี้..คนอื่นอาจคิดว่า..โอ๊ยแค่นี้..มันธรรม
ดา..คิดมากไปได้..แต่สำหรับผมมัน..”ไม่ได้”...เพราะมันจะคาใจผมไปตลอด....
.........เรื่องมันเกิดขึ้น..เมื่อผมไปอยู่ที่นั่นได้ไม่ถึงเดือนดี...ก็อย่างที่ผมเล่าไป..คือ..เมื่อ
หลังผมอาบน้ำแล้ว..ผมก็จะมาดู..ทีวี..ที่ลานดูทีวี..(..คือ..มันไม่ใช่ห้อง..ครับ..มันเป็นส่วน
นึง..เป็นมุมนึง...คนเดินผ่านไปมาได้...)....วันนั้น..ก็มีคนดูอยู่ไม่เท่าไหร่..ซักสิบคนได้...
..ก็นั่ง..กระจายกันไป...บางพวกก้ไม่ได้มาดูทีวี..มานั่งคุยกันก็มี..และมีไม่น้อยที่ถือโอกาศ
..มาหลับ..เพราะเก้าอี้มันนุ่ม..และออกแบบมาดี...
..........................
-
**ตายแล้วๆๆ cheesecake ชอบมากและทานประจําเลยค่ะ (ตอนนี้นานๆทีกลัวอ้วน) ส่วน ไดมารูก็เคยไปบ่อยค่ะ
**ตอนนี้ไม่ทราบว่าเป็นอย่างไรได้ยินแต่เพลงสุกียากี้ทุกวันเลย(เพิ่งจะรู้คําแปล)
**ส่วนสาวกระทิเอ๊ยมะลิสด ก็คือ คนสวยๆไม่ใช่๑๐๐%ที่จะสมหวังค่ะก็เห็นใจเธอนะ แต่ก็ต้องชมเชยนํ้าใจชายพัดด้วย
**นานๆเม้นทีเลยมีหลายประโยค
**ยังรออ่านต่ะ
**อ้อ ทีวีสามสีก็เคยมีบ้าไปกับเขาอยู่ครั้งนึง เหมือนอยู่ในโรงหนังเลย -
ชอบฟังค่ะ ชอบอยู่กับผู้สูงอายุ ชอบคุยด้วยรู้สึกอบอุ่น และได้ความรู้เยอะเลยค่ะ เพราะต่างเวลา ต่างสถานที่ ต่างประสบการณ์ และอีกหลายๆ ต่าง มันมีเสน่ห์ในตัวของมันค่ะ ตอนเด็กจะชอบไปอยู่กับปู่ย่า ตายาย และเพื่อนๆ ของท่าน ชอบฟังท่านเล่าเรื่องต่างๆ ฟังทีก็ตาโตเลย เพราะไม่เคยเจอมาก่อน และบางทีก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร ต้องซักถามกันอยู่นานกว่าจะรู้เรื่องกัน แต่ก็สนุก ฟังได้เรื่อยๆ ไม่รู้เบื่อ (มาสนับสนุนอีกเสียงนึงค่ะ เล่าต่อเรื่อยๆ นะคะ จะเข้ามาอ่านเรื่อยๆ เช่นกันค่ะ ขอบพระคุณนะคะ)
-
....ขอบคุณครับพี่..ที่เข้ามาเม้นต์...
.....เออมันแปลกนะพี่..........
...ไอ้ชายพัด..หลังจากกลับมาจากญี่ปุ่น..พอมาอยู่เมืองไทย....มันดูธรรมดามาก...อยู่โน่นมันคอนทรัสท์มั้ง...ถ้าปัจจุบัน..ไม่แน่มาเทียบหุ่นกับ..ผม..อาจสู้ผมไม่ได้..ก็เป็นไปได้...เพราะผมอายุ๖๑ แต่ยังมี..ซิกแพคส์อยู่..(ขอคุยหน่อย..ฮ่าๆๆ)
-
....ขอบคุณครับ..คุณหน้านวล..ที่สนับสนุนผม..และคอยติดตาม.....
....ผมเช่นกันครับ...ที่ชอบคุยกับผู้ชราที่น่านับถือ(..ต้องแยกแยะเหมือนกัน..เพราะไอ้แก่ๆแบบกะโหลก..กะลา..เพ้อเจ้อ..ก็มีเยอะ..)..เพื่อเก็บเกี่ยวตวามรู้..และ..ประสพการณ์...โดยเฉพาะผมเป็นคนที่ชอบเล่นพระเครื่อง..จึงช่วยเสริม..ได้ด้วย..พวกที่เป็นแฟนเก่าบทความเดิมๆผม..จะทราบดี...
-
..........................
............ก่อนหน้านี้...ที่ผมเสนอก็ออกแนว..ตลก..เปิ่น..หรือ..โรมันติก..ซึ่ง..เหล่านี้..ก็เรียก
ว่า..เป็นด้านขาว..หรือ..ด้านสว่าง..ของจิตใจ..แต่ตอนนี้..ผมจะเสนอด้านมืด..ของคน..ไม่ว่า
ทั้งของผมเอง..และ..ไอ้มืดคู่กรณีผม...และบอกไว้ซะก่อนว่า..เรื่องนี้รับรองว่าไม่เกี่ยวกับสีผิว
..แต่อย่างใด...
................................
..........ผมมาถึงก็..ลงนั่งที่เก้าอี้..แถวใกล้ด้านหน้า..น่าจะประมาณแถวที่สอง....ทีวี..เปิดอยู่
ที่ช่อง..ละครญี่ปุ่น...ซึ่งเป็นละครดราม่า..ซึ่งบอกตรงๆว่า..ถ้าคนดูมันไม่เข้าใจภาษาญี่ปุ่น..
..แบบค่อนข้างลึกซึ้ง...ก็หาความบันเทิงไม่ได้หรอกครับ..เพราะไม่รู้เรื่อง..ผมก็ทนดูอยู่ซัก..
๑๐ นาทีเห็นจะได้..แล้วก็ไม่ยักมีใคร..มาเปลี่ยนช่องซะที...
........รูปแบบที่เป็นการยอมรับกัน..และผมได้เห็นคนที่อยากเปลี่ยนช่อง...ทำมาหลายคน..
แบบนี้ทั้งนั้น..คือ..ออกไปยืนด้านหน้าข้างจอ..แล้วก็ตะโกน..บอกให้คนที่กำลังดูว่า..อยาก
..เปลี่ยนช่อง..ถ้ามีคนสนับสนุนมากกว่า..คนค้านก็เปลี่ยนช่องได้..ก็หลักประชาธิปไตย..
ธรรมดานี่แหละครับ...แล้วถ้าโอเค..คนอยากให้เปลี่ยนช่องมากกว่า..ก็เปลี่ยนไป..แต่ถ้าถึงช่อง
ที่ตัวเองอยากดู..แล้วหยุด..ถ้าหาเสียงส่วนใหญ่ว่า..โอเคมั้ย..ถ้าไม่โอเค..ก็ต้องเลื่อนต่อไป..
...เสียงส่วนใหญ่..เป็นเสียงสำคัญ..เพราะอาจจะทำให้เราไม่ได้ดูช่องที่อยากดู..ถ้าเกิดเลื่อนไป
แล้วเจอ..ช่องน่าสนใจที่..เสียงส่วนใหญ่อยากดู..เขาก็จะขอให้หยุด..ที่นั่น..เราก็ต้องยอมรับ
มติส่วนรวม..เหนื่อยฟรี..จึงทำให้..ส่วนใหญ่ขี้เกียจเปลี่ยนช่องกัน...
..................
..........ผมนั้นหันไปมอง..คนที่นั่งอยู่ก่อน..ปรากฎอย่างว่าคือ..มันดูไม่รู้เรื่อง..ไม่ได้..มีใคร
สนใจดู..บางคนก็หลับ..หลายคนก็มานั่งกินขนม..อีกส่วนก็คุยกัน...ผมเห็นว่า..ไม่เห็นมีใคร
ดู...ผมก็จึงเดินไปข้างหน้า..แล้วก็หันไปหาคนที่นั่งดู..แล้วก็แจ้งความจำนงค์ว่า..จะเปลี่ยน
ช่อง...ก็มีสี่ห้าคน..ทั้งให้สัญญานและส่งเสียงว่า..โอเค..และไม่มีใครส่งเสียงค้าน..ผมจึง
เปลี่ยนช่อง..พอไปถึง..ช่องกีฬา..ซึ่งผมคิดเออค่อยดูได้หน่อย..เพราะมันไม่ต้องพึ่งการพากย์
..ดูเอาเพลินๆ..ผมก็หยุดแล้วหันไป..ถามผู้ชมว่า..โอเคมั้ย..ก็มีคนกลุ่มเดิมที่ให้เปลี่ยน...
..ก็สนับสนุนว่า..เอาช่องนี้แหละ...ผมก็หยุด..แล้วก็เดินกลับมานั่งที่เดิม...ก้นผมเพิ่งแตะเบาะ
ได้..ไม่ถึง ๑ นาที..ก็มีไอ้มืดตัวหนึ่ง..ที่มันนั่งอยู่เบาะแถวหน้าสุด..เดินมาที่เครื่องโดย..ไม่
ถาม..ไม่ให้สัญญาน..หรือถามไถ่..ตามรูปแบบที่ปฏิบัติกัน..อย่างที่ชาวบ้านทำ...แม่มเปลี่ยน
ช่องเฉยเลย..โดยไม่หันหลังไปมองใคร..กลับไปที่ช่องเดิม...........แถมเดินกลับไปนั่งที่เดิม
แบบทองไม่รู้ร้อน......
.........ผมอารมณ์ขึ้นทันที..โดยไม่ต้องคิดอะไร..ลุกขึ้นทันที...แต่สติที่เหลืออยู่น้อยนิด..ก็เตือน
ตัวเองทัน..ว่า..นี่มันไม่ใช่บ้านเรานะโว้ย....
.....(มึง..ในที่นี้คือ..ตัวผม)..........มึงจะหาเรื่องให้ใหญ่โต..รึไง....
..............ที่มึงจะทำนี่..มันจะเกินไป..รึเปล่า...
.............มึงจะทำนี่..มึงเห็นใจคนอื่นที่..เขามาหาความสุขที่นี่รึเปล่า...
.....................................
......ไอ้ความคิดพวกนี้ที่แว๊บเข้าสมองผมมา..มันตรึงผม..ที่ลุกขึ้นยืนและกำลังจะไปเตะมัน..ให้
สาแก่ใจ..ความกวนซ้ลทีนของมัน....แล้วผมก็ค่อยๆนั่งลง...แล้วทบทวนเรื่องราว....
.............ผมคิดก่อนว่า..๑. มันทำผิดต่อส่วนรวมแน่นอน..แต่นั่นเป็นเรื่องส่วนรวม...
...เพราะตอนที่..ผมถามว่า..ผมจะเปลี่ยนช่องก็ไม่มีใครค้าน..แม้แต่ตัวมันเอง...แต่ถึงมึง
ค้าน..มึงก็ต้องยอมตามเสียงส่วนมาก...แต่มึงมาเปลี่ยนช่องกลับโดยไม่ทำตามกฏ...
...มึงผิดแน่นอน..และ..เป็นความผิดโดยเจตนา..แสดงว่า..เฮี้ยของจริง...
................................๒. มันตั้งใจเจตนาจะหยามผม..รึเปล่า..ผมทบทวนแล้ว..แน่นอน..
.........ทั้งๆที่..ผมก็ไม่เคยรู้จักมันมาก่อน..(ผมมีเพื่อนที่เป็นไอ้มืด..ไม่กี่คนในห้องผมเท่านั้น)..
.......และ..โดยทั่วไปผมก็ไม่เคยไปยุ่งกับไอ้พวกนี้เลย..ไม่ได้สนใจมองด้วย...
..............๓. แสดงว่า..มันตั้งใจจะโชว์ความเก๋า..หรือ..โชว์ความเป็นเจ้าพ่อ...คิดว่า..คนอื่น..
ไม่กล้ากับมัน..เพราะ..ถึงแม้ตัวมันจะเตี้ยกว่าผมไม่มาก..แต่ตัวมันตันเป็นถังเบียร์..คอไม่มี..
...หนักซะ..แปดสิบกว่ากิโลมั้ง..(ตอนนั้น..ผมหนักไม่ถึง หกสิบกิโล..ทั้งๆที่สูง ๑๗๘ ซม.
ก็จัดว่า..ผอมนั่นแหละครับ....)....
..................................
-
โอ้!! กำลังจะมันครับ ฉากบู๊กำลังมา
แปลกนะครับ คนไทยเราส่วนใหญ่อัธยาศัยดี แต่ถือเรื่องศักดิ์ศรี ผมก็คนหนึ่งล่ะ -
....ใจเย็นๆ...น้องพี่..เรื่องยังอีกยาวไกล..เรื่อง
มันก็ต้องมีขั้น..มีตอน..และที่สำคัญสุดคือ..STRATEGY..หรือ..แผนการณ์นั่นเอง...
-
..................................
...............๔. แต่ไม่ว่ายังไง..คนที่ไปเปลี่ยนช่องก่อน..คือกู..แล้วมึงเปลี่ยนช่องกลับ..
แบบผิดธรรมเนียม...แสดงว่า..สิ่งที่มึงทำคือ..มึงไม่เห็นกูอยู่ในสายตามึง............
...............๕. ข้อนี้สำคัญสุดคือ..ผมเองนั้น..ไม่มีใครรู้จักชื่อหรอกครับ..แต่ไม่ว่าชาติไหน
ก็ต้องรู้ว่า..ผมเป็นคนไทย..(มันเอง..อาจไม่ได้สังเกตในตอนแรก)..คนอื่นที่นั่งดูทีวี..อยู่ตอน
นั้นส่วนใหญ่ก็ต้องรู้ว่า..ผมเป็น..คนไทย..
.........สาเหตุที่เป็นอย่างนั้น..เพราะ..พวกเรามีโต๊ะยาวที่ใครๆทั้ง TBIC ก็รู้ว่าโต๊ะนี้เป็น..โต๊ะ
คนไทย..และผมก็เป็นคนที่กินอาหารเย็นที่แคนทีน..ตลอด..เดินไปเดินมา..แทบทุกวัน...
....ดังนั้น..เมื่อมันหยามผม..แต่คนอื่นที่อยู่ในเหตุการณ์ในตอนนั้น..มันก็ต้องเอาไปพูดกันว่า..
...คนไทย..โดน..ไอ้มืด..หยาม...ไอ้นี่แหละที่..เลือดปุดๆ..เพราะกลายเป็นว่า..ผมทำให้คนไทย
คนอื่น..ต้องมาเสียชื่อ..เพราะผม...พวกเราคนไทยนั้น..ไม่เคยก้มหัวให้ชาติไหน..หรือ..กลุ่ม
ไหนมาก่อน..ชื่อจะต้องมาเสียเพราะผมเหรอ....ถ้าเป็นสมัยเรียนหนังสือ..เอาโทสะเป็นที่ตั้ง..
ก็เรียบร้อย...ผมเองนั้น..เรียนมัธยมปลายที่..อำนวยศิลป์พระนคร..คนอายุ ๕๐ ปีขึ้นไปก็รู้ดี
ว่า..โรงเรียนนี้..มีชื่อเสียงทางไหน..ผมนั้นอยู่ห้องเด็กหัวไม่ดี..และ..นิสัยไม่ดี..แถมผมเป็น
พวกนั่งหลังห้อง..ก็คือ..ส่วนใหญ่จะไม่เรียนหนังสือ..เรื่องตีรันฟันแทง..มันธรรมดาของเด็ก
อำนวยศิลป์...ผมไม่ได้มีความกลัวอยู่ในสมองเลย..แต่เพราะเราเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมา..มันก็ต้อง
คิดเยอะหน่อย...สมัยเด็กตั้งแต่ประถมถึงมัธยม..ผมก็มีเรื่องชกต่อย..มามากครั้งจึงไม่ห่วง
ในเรื่องนี้..ถ้าจะเกิดขึ้นอีกครั้งตอนโต...
..........ดังนั้น..ผมต้องรับผิดชอบ..ในเรื่องนี้..และเรื่องแบบนี้..ผมไม่ขอความช่วยเหลือใคร..
..ซึ่งเป็น..เอกลักษณ์..ของผมอยู่แล้ว..............
.........ผมตัดสินโทษของมันแล้วตอนนั้นคือ..
๑. มึงตั้งใจหยามกู....
๒. มึงจึงหยาม..คนไทย..ไปด้วย
๓. มึงทำให้กูเสียฟอร์ม(..ทั้งๆที่ไม่มีฟอร์มอะไร..)..แล้วจะเป็นต้นเหตุให้คนไทย
ที่นี่..อาจมาตำหนิกูได้.....ที่ทำให้เสียชื่อ..คนไทย..........
...ดังนั้น...โทษนี้..ไม่มีการให้อภัยโทษ...กูต้องเอาคืน..และกูต้องเอาคืน..แบบที่ให้คนชาติอื่น
เห็นด้วย..เพื่อเรียกทุกอย่าง..รวมทั้งตัวตนกู..กลับมา....
...........ตั้งแต่..มันเปลี่ยนช่อง..ผมยืนขึ้น..และ..นั่งลง..สายตาผม..ไม่ได้ละไปจากมันเลย..
ขณะที่สมองคิดไปเรื่อย..หูผมไม่ได้ยินอะไร...ผมจ้องไปทีหัวมัน(มันนั่งแถวหน้าผม ๒ แถว..
เยื้องๆผม...)..ผมต้องการเห็นหน้ามัน..เต็มๆจะได้ไม่ผิดตัว..เพราะไอ้มืดมันถ้าไม่เห็นจะๆ..ก็
แยกยาก...ผมมันก็หยิกขอดติดหนังหัว..ผิวก็ดำปื้ดปื๋อใกล้เคียงกัน..แล้วผมเห็นหน้ามัน..แค่
ด้านข้าง..........ปรากฏว่า..ไม่นานผมว่าไม่ถึง ๕ นาที..มันก็หันมา...
....ผมไม่แน่ใจว่า..มันต้องการ..มามองผมโดยเจตนา..รึเปล่า..อาจจะเช็คว่า..ไอ้ผอมนั้นมัน
กลับไปรึยัง...แต่ขอโทษ..คนแรกที่มันเหวี่ยงสายตาตามหน้าที่หันมา...มันคือ..ผม..
.........สายตาของผม..ที่จ้องเขม็ง..ไปที่..แววตา..ของมัน.............
.........ผมบอกแล้ว..ว่า..ผมจ้องมันอยู่ตลอด..มันสะดุดนิดนึง..แล้วก็ไก๋..หันหน้าเลื่อนไปแล้ว
ก็ไปมองคนอื่น...แล้วรีบหันหัวกลับ..อย่างรวดเร็ว.....แล้วก็ทำเป็นนั่งดูทีวีอีกซัก ๒-๓ นาที..
(..ผมก็จ้องอยู่อย่างนั้น..ถึงเห็นมันเต็มตาแล้ว..แต่..ก็เผื่อมันจะหันมาอีกรอบ..จะได้รู้ว่า..
...โจทย์..เขารออยู่...)..............
...แล้วมันก็ลุกขึ้น.....ผมก็ไม่รู้ว่า..เมื่อมันเห็นสายตาผมแล้ว..มันจะคิดยังไง..แต่ผมว่ามันต้อง
สำเหนียกได้ว่า...เรื่องนี้...ไม่จบ...แน่นนอน...
...........ผมก็ลุกตามมันไป..เพื่อดูแสงช้ดๆอีกที..จะได้ไม่ผิดตัว..และ..จะแสดงให้รู้มันแน่ใจ
ได้ว่า..ผมประกาศสงคราม..กับมันโดยตรงชัดๆ..ไม่ต้องเข้าใจผิด...
........ตอนนั้น..ความโกรธมันลดลงมากแล้ว..แต่สิ่งที่คิดคือ..แผน..และวิธีการ..ผมถือโอกาศ
รุกก่อนเลย..คือ..สงครามประสาท...
....มันคิดผิดมากที่เลือกผมเป็นเป้า..เพราะผมเป็นคนประเภทแค้นฝังหุ่น..ไม่มีการลืม..
....การเอาคืนของผม..มันต้อง..ไม่แค่เท่าทุน..มันต้องกำไร...และ..ผมว่าการทำสงคราม
ประสาท..ก่อน..นี่มันเลือดเย็น..และ..สะใจดี.....
.........................
-
.........................
............ตอนที่..มันหันหน้ากลับมา..แล้วเจอสายตาที่ผมจ้องมันอย่างเจตนา..แล้วมันสะดุดนิด
หนึ่งนั้น..มันก็บอกผมอย่างนึงแล้วว่า...ไอ้นี่ใจไม่ถึงจริง..เพราะไม่งั้น..มันต้องถามผมแล้วว่า..
.....”มองหน้าหาเรื่องรึวะ”...หรือ..”มึงมีปัญหากับกูรึเปล่า”...อะไรทำนองนี้...
.......ซึ่งมัน..จะทำให้เกิดศึกยกแรก..ขึ้นก่อน..แต่ไม่ว่าผลออกมาเป็นยังไง..มันก็ไม่จบสำหรับ
ผม..ผมต้องเล่นมันมากกว่านั้น....(แต่ตอนนั้น..ถ้าชกกันจริง..ผมอาจขายหน้าขายตา..เพราะ..
ผมนุ่งกางเกงเลอยู่..และ..ไม่ได้ผูกเงื่อนตายไว้..กางเกงอาจหลุดได้..)...
.................
.....ผมเดินตามมันไป..และไม่ลืม..เลื่อนกางเกงเล..ให้เป้าขึ้นมาชิด EGGS ผม (เพื่อให้การ
เคลื่อนไหว..คล่องตัว )..รวมถึงเปลี่ยนเป็นเงื่อนตาย..เพราะจะได้ไม่หลุด.ถ้าสู้กันจริงๆ..นั่น
เป็นการเผื่อไว้ก่อน..ถ้ามันหันกลับมาเผชิญหน้าผม..ผมก็ต้องฉะกับมันตรงนั้นแน่...
......แต่จริงๆอย่างที่บอก..ผมต้องการเริ่มด้วย..สงครามประสาทก่อน....
.....................ผมเดินตามหลังมัน..ห่างน่าจะประมาณ ๗-๘ ฟุต..เผื่อระยะ..ถ้ามันหันหลัง
กลับแล้ว..กระโจนเข้าหาผม..ผมจะได้ถอยฉากทัน.................
.............ผมเริ่มแผนโดย..ผมเดินไป..แต่เอามือไผล่หลังไว้..ผมกะว่ายังไง..ช่วงที่มันเดิน
เข้าห้อง..เดินขึ้นหรือลงบันได..หรือ..ตอนเข้าลิฟท์..มันก็จะได้เห็นผมแน่..แล้วให้มันคิดไป
เองว่า..ผมซ่อนอะไรไว้ข้างหลัง.......ผมก็ถือว่าเดินตามหลังมันไม่ห่างเท่าไหร่..ผมว่ามันน่า
จะรู้สึกว่ามี..คนตาม..ตอนนั้นก็ดึกพอควร..คนเข้านอนกันไปเยอะ..ไม่ค่อยมีคนเดิน....
....แล้วก็จริงๆ...มันเอี้ยวหน้ากลับมามอง..ขณะที่เดินไป..ก็เจอหน้า..และ..สายตาของผม..
ที่จ้องเขม็งไปที่มัน..แล้วมันก็หันหน้ากลับเดินต่อ..แต่ด้วยระยะที่ห่างพอควร..ตามันไม่เห็น
แค่ตาผมอย่างเดียวแน่..แต่มันต้องเห็นว่ามือของผมทั้งสองข้างไปอยู่ข้างหลัง...
.............แล้วมันก็ไปหยุดที่..ลิฟท์..ผมก็อยู่ข้างหลังมัน..ห่างประมาณ ๔-๕ ฟุต..บังเอิญ..
ตอนนั้น..ที่ลิฟท์ไม่มีใคร..มันก็ต้องกดปุ่มลิฟท์..หน้าและตัวมัน..ก็หันเข้าหาลิฟท์...และ..
มันก็รู้แน่ว่า..ผมอยู่ข้างหลังมัน...(..เรียกว่ากลิ่นเหม็นเขียวมัน..โชยเข้าจมูกเต็มๆ)...
........ผมว่า..มันต้องเริ่มประสาทหน่อยๆ..เพราะระหว่าง..รอลิฟท์..มันไม่กล้าหันหน้ากลับ
มา....แล้วประตูลิฟท์ก็เปิด..ไม่มีใครอยู่ในลิฟท์หรอกครับ..มันเดินเข้าลิฟท์..แล้วหันหน้า
กลับมา..มันก็เห็นหน้าผม..เต็มๆส่วางๆ..เช่นเดียวกับผม..ที่เห็นหน้ามันเต็มๆสว่างเช่นกัน..
....ตอนนั้น..ผมเดินตามหลังมันไป..แล้วหยุดไม่ถึงฟุตที่หน้าประตูลิฟท์..ตอนที่มันหันตัวกลับ
มาเจอ..หน้าผม..เรามองหน้ากันแว๊ปเดียว..แล้วประตูลิฟท์..จะเริ่มปิด..แต่ผมเอามือซ้าย
ไปกั้นที่ประตู..ทำให้ประตูเลื่อนเปิดอีกครั้ง..ซึ่งคราวนี้มันสังเกตมือผมแน่..แต่มือขวาผมยัง
ไพล่หลังอยู่..แล้ว..คราวนี้เราก็ได้มองหน้ากันเต็มๆอีกครั้ง...นี่คือ..การประกาศสงคราม...
ของผม..ให้มันรู้อย่างชัดเจน..มือขวาผมก็ยังไพล่หลังเหมือนเดิม..จนกระทั่งประตูลิฟท์..
เลื่อนปิดอีกครั้ง....
..................ตอนนี้..ผมไม่สนใจว่า..มันอยู่ห้องไหนหรอก....ผมก็หันหลังกลับ..แล้วก็กลับ
ไปเข้าห้อง..ผมเองนั้นตอนนี้เริ่มสนุก...เพราะอยู่ที่นี่..กลางคืนไม่ค่อยมีอะไรให้ทำ..
....คราวนี้มีเรื่องให้คิด...เริ่มต้นก็คือ..ยังไงก็ต้องหาข้อมูลซะหน่อย..ว่ามันเป็นใคร..ชื่ออะไร..
...พฤติกรรมปกติ..มันเป็นยังไง..หลังเลิกเรียน..ก่อนเข้านอน..ผมจะได้วางแผนให้เหมาะสม
...........อย่างแรกคือ..แผนการของผม..ควรจะค่อนข้างสมบูรณ์..และปิดทางพ่ายแพ้ด้วย..
...เริ่มตั้งแต่..พรุ่งนี้..ที่หาข้อมูล..อย่างแรกที่สำคัญมากคือ..คอร์สที่มันเรียนจะจบ..เมื่อไหร่..
...เพราะ..ผมจะได้วางระยะเวลาของแนได้ถูก...ถ้าประเภท..อีกอาทิตย์ก็จะกลับแล้ว..ผมก็
ต้องใช้อีกแผน..ต้องเล่นงานมัน..ก่อนมันกลับบ้านให้ได้............
.......ผมนั้นไม่ว่ายังไง..สิ่งที่เตรียมได้ก่อนคือ..ร่างกายครับ..ตอนนั้นยอมรับว่า..ไม่แข็งแรง
เท่าที่ควร..แม้จะยิดพื้น..และ..ซิทอัพทุกวัน...ผมต้องเสริม..กำลังแขนและขา..ไว้รับมือ..
.....เรื่องขา..นั้น..ก็สองทางคือ..๑. ขี่จักรยานทุกวัน..แต่ละวันต้องมากกว่า..สิบกิโลขึ้นไป
(นั่นแหละ..เลยเป็นที่มาของการขี่จักรยานทุกเย็นของผม..อย่างที่เคยเล่าไปแล้ว..)
....๒. บังเอิญโชคดีมาก..ที่ห้องยิม..นั้น..มีเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นที่นั่น..ที่มันชอบซ้อม..คาราเต้..
(..ไอ้นี่คือ..คนที่ผมเคยเล่าไปว่า..ทำสาวงามบราซิลท้อง..นั่นแหละครับ..ผมว่าสาเหตุอาจ
จะเห็นมัน..ซ้อมคาราเต้..ตอนเย็น..แล้วเกิดอยากเรียน..แล้วให้มันช่วยสอนให้..มันก็เลย..
..แถมโปรโมชั่นให้..)...มันแขวน..กระสอบทรายไว้...ก็เข้าทางผมเลย..ได้ซ้อมออกอาวุธ
มวยไทย..ได้เต็มที่..และออกกำลังด้วยในตัว...
.......................
-
.......................
............สำหรับผม..เรื่องกระสอบทราย..ไม่ใช่เรื่องแปลกมาตั้งแต่เด็ก..เพราะมันมีแขวนมา
ที่บ้านตั้งแต่ผม..ซัก ป.๓ มั้ง..พ่อผมเอง..เอามาแขวน..แล้ว..ซื้อนวมมา ๓ คู่..สำหรับพี่ชาย
๒คนและ..ตัวผม..พ่อผมชอบมวย..และ..เคยชกมวยนักเรียน..โตขึ้นมาก็ชอบไปดูมวยที่สนาม
มวย..และก็ยังพาลูกชายไปดูด้วย..เพื่อให้ซึมซับ..กระสอบทรายก็เลย..กลายเป็นเครื่องเล่น
อย่างหนึ่ง..ของผมมาตั้งแต่เด็ก..พ่อก็สอนเทคนิคมวยเบื้องต้น..แถมยังมีลูกน้องพ่อที่เคยชก
มวยมาช่วย..ดังนั้น...การต่อย..เข่า..ศอก..และ..เตะ(..คนไทยบางคนเตะยังไม่เป็น..เท้าข้าง
ที่ยืน..นี่ต้องยกส้นเท้านะครับ..เวลาเหวี่ยงสะโพกเตะ..เพื่อให้เท้ามันหมุนเป็นจุดหมุน..พลัง
การเตะ..จึงจะสมบูรณ์..นี่คือเทคนิคที่ทำให้..การเตะของไทย..ทรงอานุภาพที่สุดในทุกมวย)
...ผมมาร้างลาเอา..เมื่อตอนปลายมัธยมต้น...แต่พวกนี้มันไม่ลืมหรอกครับ.....
..............พอรุ่งขึ้น..ผมก็เริ่มหาข้อมูลสอดส่อง..แต่ช่วงเช้าโอกาศเจอจะยาก..กว่าจะทราบ
ต้องตอนเย็น...ผมลงรถกลับมาก็รีบไปจองจักรยาน..เอาของไปเก็บ..แล้วก็นั่งอยู่ที่..ล็อบบี้
ชั้นล่าง..เพราะ..คอร์สต่างๆมันจะต้องมาเอากุญแจที่เคานเตอร์..เพื่อเข้าห้อง..ปรากฏว่า..แป๊บ
เดียว..ผมก็เจอพวกห้องมันเพิ่งลงรถเข้ามากัน..ปรากฏว่า..ผมเจอ..พี่โอ..(..ชื่อย่อแกครับ..
จบ มช. นับรุ่นตามentrance..ก่อนผมรุ่นหรือสองรุ่น..แกเรียนคอร์สเกษตร(..อยู่กรมวิชาการ
เกษตร..มั้ง)..แกเป็นพี่ที่ผมสนิทมากกว่าเพื่อน..แกอยู่ญี่ปุ่นก่อนผม ๒-๓ เดือน...แกใจนักเลง
..เป็นนักกีฬา..เล่นเทนนิสด้วย..นอกจากนั้น..แกก็เป็นนักมวยด้วยเคยชกมวยหาเงินเรียน
สมัยเด็กขึ้นเวทีเลยครับ..แกไม่ใช่เด็กกรุงแบบผม...)...ผมก็เรียกแก..แล้วก็เดินเข้าไปหาแก
...แกก็ถามว่ามีอะไร..ผมก็เริ่มถามแกเลย...”..พี่..ไอ้มืดตัวตันๆ..ตัวนั้น..(ผมชี้ไปที่มัน..แต่มัน
คงไม่ได้สังเกต)..มันชื่อ..อะไรครับพี่..”...
.....แกหันไปมองตามนิ้วผม..แล้วก็บอก..” อ๋อ..ไอ้นั่นเหรอ..มันชื่อ..ไอ้มูนี่..เป็นคนไลบีเรีย..
...แล้วเราถามไปทำไมวะ..”....ผมก็บอกแกไปว่า..เดี๋ยวผมบอก..ขอถามก่อน..
“..นิสัย..และ..พฤติกรรม..มันเป็นยังไงพี่..”.....
...แกก็หัวเราะแล้วก็บอก..”ไอ้เห้นี่เรอะ..แม่มนิสัยกวนตีน..ชอบกวนชาวบ้านไปทั่ว...ใครยิ่ง
เฉยๆ..แม่มยิ่งชอบ..ลามกด้วยเวลาออกต่างจังหวัด..เจอเจ้าหน้าที่สาวๆญี่ปุ่นละไม่ได้แม่ม..
เข้าไปหลีตลอด...ไอ้นี่เหรอ..มันไม่กล้ากับผมหรอก..ตอนเดือนแรกๆ..มันทำมาแอบๆหลัง
ผม..แล้วย่องเข้ามาใกล้ๆผม..คงกะจะมาตบกบาลผมเล่นมั้ง..มันไม่รู้ว่าผมรู้ตัว...พอมันเข้า
มาในระยะ..ผมเหวี่ยง”ศอกกลับ”..เบาๆ..แบบแค่พอสั่งสอน..เข้าไปหน้าผากแม่ม..”
...แกหยุดหัวเราะ..แล้วเล่าต่อ..”..แม่มร้องลั่น..เลย...ผลคือแป๊บเดียว..ไม่นาน..หน้าผาก
แม่ม..นองอก..เลย..ปูดเป็นลูกมะนาว..ไอ้พวกเพื่อนๆในห้องหัวเราะ..สมน้ำหน้ามันกันทั้ง
นั้น..ตั้งแต่นั้นมา..มันก็กลัวผม..และไม่กล้าเข้าใกล้...แต่กับคนอื่น..แม่มก็ยังกวนตีนชาว
บ้านเขาอย่างเดิม....”..ผมขอรีบแทรกคำถาม..เพราะข้องใจมากคือ..”ผมขอถามอีกข้อ
นะพี่..มันพูดฟังภาษาญี่ปุ่นคล่องรึเปล่าพี่..”..พี่โอแกก็หัวเราะอีก..แกบอก..”..โอ๊ย...
แม่มโง่อย่างงั้น...ไม่รู้เรื่องหรอก..ขนาดผมว่าภาษาญี่ปุ่นผมห่วยแล้ว..ไอ้มูนี่..นี่มันยิ่งกว่า
ผมอีก..ไม่รู้เรื่อง..”....ที่ผมถามเรื่องนี้..ก็เพราะเป็นการยืนยันความคิดผมแต่แรกว่า..
...มันไม่ได้..ดูไอ้ละครญี่ปุ่นหรอก..แต่มันต้องการกวนตีน..ชาวบ้านเท่านั้นเอง....
.........................ผมก็เลยเล่า..เรื่องย่อๆให้ฟัง..และ..บอกแกด้วย..ว่ามาถามข้อมูล..
เพื่อความกระจ่าง..ว่าผมตัดสินใจทำอะไรแล้วจะได้ไม่พลาด..หรือ..เข้าใจผิด....
...พี่โอหลังจากฟังเรื่อง..ก็เลยถึงบางอ้อ...แกก็บอกนั่นแหละสันดานมัน...แล้วแกก็บอก
ว่า..จะให้พี่ช่วยอะไรรึเปล่า..ผมก็ขอบคุณแก..บอกแกว่าไม่หรอก..มันเป็นเรื่องส่วนตัว..
ของผม..กับ..ไอ้มูนี่...และผมขอร้องแกว่า..ไม่ต้องไปคุยเรื่องนี้กับใคร..ไม่ว่าไอ้มูนี่..หรือ
คนไทยคนอื่นด้วย..รวมถึงเรื่องที่ผมเตรียมจะเล่นมัน..ขอให้ปิดเป็นความลับ...แกก็รับปาก
..แล้วก็บอก..เล่นมันไปได้เลย..ไม่ต้องห่วงหรอก..ไม่มีใครเขาสงสารมันหรอก...
.........ผมก็แยกกับพี่โอ..แล้วก็..รีบไปขี่จักรยาน..ออกกำลังขา..ระหว่างขี่..ก็มีเวลาวางแผน
เพิ่มเติม..รายละเอียดไปด้วย..
..........................
หน้า 6 ของ 9